ฮ่องกงเอฟเฟกต์ “แม้ว”เสื่อม มวลชนถดถอย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกงเอฟเฟกต์ “แม้ว”เสื่อม มวลชนถดถอย

28 มีนาคม 2562 – 11:10 น.
เลือกตั้ง 2562,ผลเลือกตั้ง,พรรคการเมือง,แม้ว,พรรคเพื่อแม้ว,ทักษิณ,ทักษิณขาลง,พลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,ธนาธร
เปิดอ่าน 23,985 ครั้ง

ที่เคยเชื่อกันว่า 15.7 ล้านเสียงเมื่อปี 2554 ของเพื่อไทยเหนียวแน่นเป็น “ของตาย” วันนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง

********************

มาเร็วกว่าที่คาด คล้อยหลังวันหย่อนบัตรแค่วันเดียว “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ออกมาโวยเรื่องทหารกับการสืบทอดอำนาจ เหมือนส่งสัญญาณให้พรรคเพื่อไทย เดินหน้ารวมขั้ว “ไม่เอาประยุทธ์” ชิงธงตั้งรัฐบาล

ขณะที่ “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” ที่เกษียณราชการจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาได้ 2 ปี แต่ก็เฝ้ามองสถานการณ์การเมืองอยู่ ได้โพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์ “ทักษิณ” ตรงไปตรงมา ทำเอาเอฟซีชินวัตรไม่พอใจยิ่ง

ภาวะทักษิณขาลง

อาจารย์พิชิต ฟันธงว่า ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในภาวะขาลง “ที่เคยเชื่อกันว่า 15.7 ล้านเสียงเมื่อปี 2554 ของเพื่อไทยเหนียวแน่นเป็น “ของตาย” วันนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง เพื่อไทยเหลือ 7.4 ล้านเสียง ส่วนหนึ่งไหลไปบรรดาพรรคทางเลือก แต่แม้เพื่อไทยบวกพรรคทางเลือกทุกพรรค ก็ยังได้เพียง 13 ล้านเสียง ที่หายไปคือ คะแนน ส.ส.ที่โดนดูด มุ้งที่แยกตัวไป และประชาชนที่ทิ้งประชานิยมทักษิณไปหา “บัตรคนจน”…”

จะว่าไปแล้ว ทักษิณก็กินบุญเก่าที่คนอีสานบางส่วนยังฝังใจแบบ “รักแล้วรักเลย” โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวและวัยกลางคน แต่คนสูงวัยกลับนิยม “ลุงตู่” เพราะบัตรคนจน

นักวิชาการที่เคยชื่นชมคนเสื้อแดงประเมินว่า “ทักษิณเคยเป็นจุดแข็ง ของค่ายเพื่อไทยจนถึงเลือกตั้ง 2554 ความ “เสื่อม” และภาวะขาลงของทักษิณ เริ่มที่ พฤษภาคม 2556 เมื่อทักษิณประกาศกลางราชประสงค์ให้ยุบเลิกขบวนเสื้อแดง มาแผลงฤทธิ์ตอนเหมาเข่งปลายปี 2556 จนปรากฏชัดที่ 8 กุมภาพันธ์ (ซึ่งก็คือ “เหมาเข่งรอบสอง”) และเลือกตั้ง 2562”

 ปรากฏการณ์ “ฮ่องกงเอฟเฟกต์” ก่อนเลือกตั้ง 2 วัน ก็ส่งผลให้พรรคฝ่ายลุงตู่ทะยานขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในเมืองหลวง 

ชนะแต่พ่าย..คะแนนหาย

เมื่อส่องเข้าไปดูคะแนนแต่ละภาค จะพบว่า “พรรคทักษิณ” ยังยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคอีสานเหนือ และอีสานกลาง รวมถึงภาคเหนือตอนบน แต่ที่น่าตกใจ “คะแนนหาย” ไปเยอะ

ยกตัวอย่างสนามเลือกตั้งเชียงใหม่ ถือว่าเป็นเมืองหลวงในภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย เมื่อเลือกตั้ง 2554 ผู้ชนะของเพื่อไทย จะได้แต้มเฉลี่ย 5-6 หมื่นคะแนน บางเขตทะลุ 7 หมื่นคะแนน

กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่

สำหรับเลือกตั้ง 2562 ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทยทั้ง 9 เขตของเชียงใหม่ ได้แต้มเฉลี่ยเขตละ 4 หมื่นคะแนน ต่ำสุด 2 หมื่นกว่าคะแนน และสูงสุด 6 หมื่นคะแนน

เฉพาะเขต 4 แชมป์เก่า-วิทยา ทรงคำ ได้ 37,357 คะแนน ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ส่งคนหน้าเดิม-กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ ได้ 30,472 คะแนน แถมคนหน้าใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ ยังเก็บมาได้ 35,504 คะแนน

ทำนองเดียวกัน อุดรธานี เมืองหลวงของเพื่อไทยในภาคอีสาน การเลือกตั้ง 2554 ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย ได้แต้มเฉลี่ย 5 หมื่นคะแนน บางเขตได้ถึง 7 หมื่นคะแนน แต่เลือกตั้ง 2562 แต้มหายไปเขตละ 2-3 หมื่น

 อย่างที่เขต 4 อาภรณ์ สาราคำ ภรรยาของขวัญชัย ไพรพนา ได้ 47,734 คะแนน เปรียบเทียบคะแนนของอดีต ส.ส.เขตนี้ ทองดี มนิสสาร ที่โกยไป 70,581 คะแนน 

อาภรณ์ สาราคำ

แนวโน้มวันข้างหน้า เพื่อไทยอาจรักษา “พื้นที่” ภาคเหนือตอนบนยากขึ้น เมื่อ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เบียดยึดพะเยาได้ 2 ที่นั่ง ส่วนภาคอีสานนั้น ชัดเจนแล้วว่า สนามนครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์ และชัยภูมิ ไม่ใช่ที่มั่นอันแข็งแกร่งของเพื่อไทยอีกต่อไปแล้ว

 ถ้าเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านไปอีก 4 ปี เชื่อว่าฐานเก่าจะถูกเจาะจนพรุนแน่

ป้ายขอบคุณคนพะเยา

“พปชร.-อนาคตใหม่” แบ่งแต้ม

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว สมรภูมิอีสานมีเพียง 2 พรรคใหญ่คือ “เพื่อไทย” กับ “ภูมิใจไทย” ที่แข่งกันอย่างเอาจริงเอาจัง ต่างจากหนนี้ ที่มีพรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่ พร้อมกับพรรคอื่นๆ นับกว่า 20 พรรคในแต่ละเขต

 พรรคพลังประชารัฐตกเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่มคนเสื้อแดงว่า “นอมินีทหาร” แต่ “บัตรคนจน”, “เงินค่าเกี่ยวข้าว”, “เบี้ยคนแก่” และ “เงิน อสม.” ทำให้คนอีสานนิยมชมชอบ ส่งผลให้ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ มีคะแนนหลักหมื่นขึ้นไป ยกเว้นบางเขตที่มีอดีต ส.ส.เกรดเอลงสนาม ก็ได้ 2-3 หมื่นคะแนน 

มิเพียงพลังประชารัฐที่แบ่งแต้มเพื่อไทย หากแต่อนาคตใหม่ก็มาแรง ด้วย “ปรากฏการณ์ธนาธร” ที่โดนใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก และบางเขตเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ส.ของอนาคตใหม่เอาชนะ ส.ส.เก่าของเพื่อไทยไปได้

กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์

อย่างเช่นเขต 1 มหาสารคาม กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย ได้ 39,864 คะแนน, นงลักษณ์ ทุงจันทร์ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 21,530 คะแนน และภคพล ช่างยันต์ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 20,364 คะแนน

นงลักษณ์ ทุงจันทร์

นี่คือตัวอย่างของการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ และสัญญาณบอกอาการขาลงของเพื่อแม้ว

250 ของจริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

250 ของจริง

28 มีนาคม 2562 – 11:00 น.
เสี่ยหนู,พรรคภูมิใจไทย,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,อนุทิน ชาญวีรกุล,เสรีพิศุทธ์,ธนาธร,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 11,833 ครั้ง

รายงาน…

ถ้าหากมีแกนนำพรรคตัวแปรสำคัญ อย่างเช่น เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไปปรากฏตัวร่วมวงแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยเมื่อช่วงสายของวันพุธ แบบนั้นจึงจะเรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งบิ๊กเซอร์ไพรส์ของฝ่ายเพื่อไทย สมราคาตั้งโต๊ะแถลงปั่นกระแส พรรคเสียงข้างมาก

หนำซ้ำยังไร้เงาของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ เจ้าของ 6 คะแนนเสียงเสียด้วยซ้ำ

ประเด็นที่ได้จากวงแถลงข่าวจึงยังหมุนวนอยู่ที่เดิม ตอกย้ำวาทกรรมฝ่ายประชาธิปไตย กับความชอบธรรมพรรคเสียงข้างมาก 135 ที่นั่ง

ถ้าย้อนหลังไปดู คราวที่ขั้วเพื่อไทย ตั้งแต่สมัยยังเป็นไทยรักไทยนั่น คะแนนเสียงข้างมากของพลพรรคนี้คือเลือกตั้ง 6 มกราคม 2544 ได้คะแนนเสียง 248 ที่นั่ง

ถัดมาเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 กวาดที่นั่งถล่มทลาย 375 เก้าอี้

เลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ไทยรักไทยที่กลายร่างมาเป็นพลังประชาชน โดยการนำของสมัคร สุนทรเวช กำชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 233 ที่นั่ง

ล่าสุด เลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำพรรคเพื่อไทยกำชัยท่วมท้นด้วยคะแนนเสียง 265 ที่นั่ง

ทั้ง 3 ครั้ง ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ไม่มีใครสงสัยอะไร

เลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทย แถลงรวบรวมเสียงข้างมากเกินครึ่งของสภา หรือมากกว่า 250 เสียง แต่ถ้านับพรรคเพื่อไทยโดดๆ คะแนนของพรรคนี้คือ 135 มากกว่าพลังประชารัฐ 117 เสียงไปไม่ไกล

ความชอบธรรม เสียงข้างมาก กับป๊อปปูลาร์โหวต จึงถูกนำมาเกทับบลัฟกัน

ประเด็นนี้มีผู้แสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวางทั้งปีกการเมืองและนักวิชาการ แต่ที่ดุเด็ดเผ็ดมัน อำกันสนุกสนาน ไม่พ้นโลกโซเชียล แต่ถึงกระนั้น ธรรมเนียมประเพณี ตลอดถึง “สัจจะ” ในทางการเมืองจะมีอยู่จริงหรือไม่ ต้องไปฟัง “สรอรรถ กลิ่นประทุม” ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย

“ตัวเลขยังไม่นิ่ง ทุกฝ่ายก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ประเด็นสำคัญคือใครสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ ซึ่งที่ผ่านมา ก่อนการเลือกตั้ง ผมเข้าใจว่าเคยมีการหยิบยกเรื่องนี้มาพูดในพิธีลงสัตยาบันระหว่างพรรคการเมือง ที่นายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดขึ้น ซึ่งผมได้ถามย้ำในที่ประชุมแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคที่ได้จำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 ถึงจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ ซึ่งทุกพรรคก็เห็นพ้องว่าใช่ รวมถึงพรรคเพื่อไทย แต่ในวันนั้นไม่มีพรรคพปชร.เข้าร่วม”

แต่นั่นก็ยังเป็นแค่เกมปั่นกระแส สร้างภาพให้สังคม โดยเฉพาะในโลกโซเชียลเลอะลืมของจริงเที่ยงแท้แน่นอน ที่ถูกกำหนดเอาไว้โดยรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งทุกคนก็รู้กันดี โดยเฉพาะ สุดารัตน์ ภูมิธรรม เสรีพิศุทธ์ ธนาธร ฯลฯ

ตามไทม์ไลน์การเมือง กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะเริ่มขึ้นหลัง กกต.ประกาศรับรอง ส.ส. 350 คน คือหลังวันที่ 6 พฤษภาคม จากนั้นจึงจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ตามด้วยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกเพื่อเลือกประธาน ตามมาด้วยการเรียกประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกพรรคที่ได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของสภา 500 คน คือ 25 เสียงก็สามารถเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี

ลุงตู่ สุดารัตน์ ธนาธร เสรีพิศุทธ์ อนุทิน อยู่ในระนาบเดียวกัน คือมีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อให้ ส.ส.ชูมือหนุนทุกคน

แต่ใครจะได้เป็นนายกฯ และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตัวจริงเสียงจริงนั้น ต้องย้อนกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 159 มาตรา 256 และมาตรา 272

โดยสรุปก็คือ การเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในระยะ 5 ปีแรก ที่มีรัฐสภาชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องเป็นการประชุมออกเสียงร่วมกันของ สภาผู้แทนราษฎร(500) และวุฒิสภา(250) ซึ่งผู้จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าครึ่งของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา
ฟังกันอีกครั้ง …ต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าครึ่งของรัฐสภาคือ 375 เสียงขึ้นไป หรือ 376 คนขึ้นไปนั่นเอง

250 กว่าเสียงของปีกเพื่อไทยจะทำอย่างไร ปิดสวิตช์ ส.ว. 250 คน ?

นั่นคือกระแส ก็ว่ากันไป เพราะก็รู้ๆ กันมาตั้งนานแล้วว่า นอกจากกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ “ล็อกสนิท” ปิดตายเอาไว้ ประธานคัดตัว ส.ว.ยังเป็น บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้ที่ลั่นวาจาว่า ปั้นมากับมือก็ต้องคุมได้อีกด้วย

ในทางตรงกันข้าม ในฟากฝั่งของพลังประชารัฐ ที่มีคะแนน 117 เสียง เพียงออกแรงหาพรรคร่วมอีกแค่ 9 ที่นั่ง ก็จะครบ 126

ไปรวมกับ ส.ว. 250 ที่รอยกมืออยู่แล้ว เท่ากับ 376 ผ่านโหวตสบายๆ

หลังเลือกนายกฯ เสร็จสรรพโอกาสเกิด “งูเห่า” ไหลกลับจากฟากฝัน มาลงรูในโลกความจริงของลุงตู่ก็มีความเป็นไปได้สูง

ลุงตู่อยู่เฉยๆ นั่งดูเกมเปิดหน้าใต้ร่มเงานายใหญ่ไปพลาง หลัง กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง และมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ถึงตอนนั้นต่างหาก…ของจริง

อย่าให้ถึงทางตัน ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เลือกใหม่!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367234?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้ถึงทางตัน ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เลือกใหม่!

28 มีนาคม 2562 – 10:25 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,สุดารัตน์ เกรยุราพันธุ์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคเสรีรวมไทย,พรรคเพื่อชาติ,พรรคประชาชาติไทย,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 5,338 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ. กรุงเทพธุรกิจ

ผลการเลือกตั้ง 24 มีนาคมที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ประกาศผลอย่างเป็นทางการ และอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงที่นั่งของ ส.ส.ที่จะได้รับเลือกตั้ง ด้วยเหตุปัจจัยที่ กกต.ยังไม่สามารถรายงานผลคะแนนอย่างเป็นทางการได้ครบถ้วน มีการหยุดการรายงานผลที่ร้อยละ 94 และจะมีการรายงานครบถ้วนในราววันศุกร์นี้ แต่พอเห็นเค้าลางแล้วว่า ขั้วการเมืองทั้งสองมีเสียง สูสีกัน

แม้ว่าจะต้องรอการเลือกตั้งใหม่ในบางเขต เพราะอาจจะมีการแจกใบเหลือง -ใบส้มก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงของที่นั่ง ส.ส.ที่จะมีขึ้น คงไม่มีนัยสำคัญพอที่จะทำให้การแพ้-ชนะกันอย่างเด็ดขาด
ทั้งขั้วการเมืองของทักษิณ ชินวัตร ที่มัดรวมเอา 4 พรรคการเมืองเป็นกลุ่มเดียวกัน คือ พรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย และเพื่อชาติ ที่มีเสียงรวมกันราว 230 เสียง

ขณะที่ขั้ว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นับรวมกันหลวม ๆ ทั้ง พลังประชารัฐ-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์-รวมพลังประชาชาติไทย ก็มีเสียงรวมกันราว 230 เสียงเช่นกัน

ที่เหลืออีก 40 เสียงเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย ที่บางพรรคก็เลือกข้าง บางพรรคก็พร้อมจะย้ายข้าง

แต่ดูเหมือนว่า การเลือกนายกรัฐมนตรี และการตั้งรัฐบาลไม่ง่ายเสียแล้ว หากว่าที่ ส.ส.ทั้งหลาย ยังคงยึดแนวทางของแต่ละพรรค ที่ห้ำหั่นกันจนไม่สามารถร่วมทำงานกันได้ รังแต่จะทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ทางตัน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ดังที่เคยเป็นมาก่อนปี 2557

ดังนั้น จึงมีสองทางเลือก สำหรับว่าที่ ส.ส.ใหม่ทั้ง 500 คน ถ้าพรรคในสังกัดกำหนดแนวทางที่ทำให้เกิดปัญหากับประเทศ ว่าที่ ส.ส.ทั้งหลายจงใช้วิจารณญาณของตัวเองในการผ่าทางตันของประเทศเถิด เพราะการแสดงเจตจำนงของ ส.ส.ผู้ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน เป็นเจตจำนงที่อยู่เหนือมติพรรค ที่รัฐธรรมนูญปี 2560 รวมถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2540 คุ้มครองไว้แล้ว จึงขอให้ใช้ “เจตจำนงอิสระ” ในการฝ่าวิกฤติของประเทศ

แต่หากยังยึดท่าทีของพรรคเป็นแนวทางหลัก และไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศให้มีรัฐบาลได้ ก็ช่วยหาวิธีการกันเถอะ ให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่ให้เด็ดขาดว่า จะเลือกใครเป็นรัฐบาล ใครเป็นนายกรัฐมนตรี เลือกตั้งใหม่ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดทางหนึ่ง

ไทม์ไลน์การเมือง “รัฐบาลใหม่” มิ.ย.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367136?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทม์ไลน์การเมือง “รัฐบาลใหม่” มิ.ย.

27 มีนาคม 2562 – 14:25 น.
พตอจรุงวิทย์ ภุมมา,กกต,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,รัฐบาล
เปิดอ่าน 2,673 ครั้ง

โดย…  โอภาส บุญล้อม

ยังแข่งกันอยู่ระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย ในการชิงกันจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ผ่านไป เพราะว่าชนะกันไม่ขาด โดยพรรคเพื่อไทย ได้ประมาณ 135 ที่นั่ง ส่วนพรรคพลังประชารัฐได้ประมาณ  117 ที่นั่ง  แต่มีผู้ลงคะแนนให้แก่พรรคพลังประชารัฐมากกว่า โดยพรรคพลังประชารัฐ ได้ 7.9 ล้านคะแนน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ 7.4 ล้านคะแนน

อย่างไรก็ตามเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล หนทางยังอีกยาวไกล ยังต้องดูกันไปอีกนานว่าฝ่ายไหนจะตั้งรัฐบาลสำเร็จ เพราะว่ายังมีปัจจัยประกอบอีกหลายอย่าง ทั้งที่สามารถมองเห็นได้ และมองไม่เห็น

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.  บอกว่า “ขณะนี้มีเพียงคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ สมมุติหาก กกต.สั่งระงับสิทธิสมัคร หรือสั่งใบแดงให้มีการเลือกตั้งใหม่ ผลคะแนนอาจเปลี่ยนไปทั้งหมด”

นั่นหมายความว่า ขณะนี้ตัวเลขที่ว่าพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองนี้ ได้จำนวน ส.ส.เท่านั้นเท่านี้ ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกตลอดเวลา ซึ่งเมื่อตัวเลขจำนวนที่นั่ง ส.ส.ของพรรคการเมืองใดเปลี่ยนไป ก็ย่อมมีผลต่อการฟอร์มรัฐบาลของแต่ละฝ่ายได้  และเมื่อเรามาดู “ไทม์ไลน์เลือกตั้ง ” ก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น
24  มีนาคม วันเลือกตั้งทั่วไป

25 มีนาคม เริ่มรู้ผลการนับคะแนน ส.ส.เขต อย่างไม่เป็นทางการ ในขณะเดียวกันก็มีการร้องคัดค้านเข้ามาว่าการเลือกตั้งมิชอบถึง 110 เรื่อง  ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องรีบพิจารณาให้เสร็จก่อนมีการประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ซึ่งในระหว่างนี้ก็อาจมีการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) หรือสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลต่อการเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ที่ทั้งสองฝ่ายก้ำกึ่ง แพ้-ชนะ กันอยู่

และสาเหตุที่ กกต.ต้องรับรองผลการเลือกตั้งให้เสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้  เพราะในบทเฉพาะกาลมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีผลใช้บังคับ ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีผลใช้บังคับในวันที่  11 ธันวาคม 2561 ดังนั้น ระยะเวลาครบกำหนด 150 วัน ที่ กกต.จะต้องดำเนินการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ ซึ่งก็คือการที่ กกต.ต้องรับรองผลหรือประกาศผลเลือกตั้งคือภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้

สรุป ก็คือ ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม จึงจะรู้แน่ชัดว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้จำนวน ส.ส.เท่าไร พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย ได้จำนวน ส.ส.เท่าไรกันแน่ ขั้วไหน ฝ่ายไหน ได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.มากกว่ากัน และเริ่มเห็นหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ชัดเจนขึ้น (อย่างไรก็ตาม หาก กกต.สามารถตรวจสอบเรื่องร้องเรียนต่างๆ ให้เสร็จสิ้น และกรณีที่มีการเลือกตั้งใหม่ ก็ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้สามารถประกาศผลเลือกตั้งได้เร็วกว่าวันที่ 9 พฤษภาคม ก็จะทำให้เริ่มเห็นหน้าตารัฐบาลใหม่เร็วขึ้น)

หลังจากที่ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการ ต่อจากนั้น ภายใน 3 วัน ก็จะมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว) จำนวน 250 คน ซึ่งมาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 269 ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ ซึ่งก็คือ ประมาณวันที่ 11-12 พฤษภาคมนี้

จากนั้นประมาณวันที่ 24 พฤษภาคม ก็จะมีการเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส.จำนวน 500 คน และ ส.ว.จำนวน 250 คน รวม 750 คน มาประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรก (ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่าภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป (ซึ่งคาดว่าเป็นวันที่ 9 พฤษภาคม) ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมครั้งแรก)  ซึ่งการประชุมรัฐสภาครั้งแรกนี้ จะเป็น “รัฐพิธี” โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้

เมื่อการประชุมรัฐสภาครั้งแรกผ่านไปแล้ว ก็จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงจะมีการประชุมรัฐสภา เพื่อเลือกบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ในการเลือกตัวนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งสมาชิกรัฐสภามีทั้งหมดจำนวน 750 คน ดังนั้นมากกว่าครึ่งหนึ่งก็คือ ไม่น้อยกว่า 376 เสียง โดยเป็นไปตามมาตรา 272 ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี  ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา

และหากกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกบุคคลจากบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อ กกต. ก็เปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีคนนอกเป็น “ตาอยู่” คว้าเก้าอี้ไปครองได้ ทั้งนี้เป็นไปตาม 272 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า  หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ว่าด้วยเหตุใดและสมาชิกทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (375 เสียง)  เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (500 เสียง) ให้ยกเว้นได้ ก็จะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้

จากไทม์ไลน์การเมือง ที่กำหนดตามรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าตกประมาณปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน  จึงจะรู้กันว่า ใครได้เป็นนายกรัฐมนตรี  เมื่อมีนายกรัฐมนตรีแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่บริหารประเทศต่อไป ส่วนรัฐบาล คสช.ก็พ้นสภาพไป
ส่วนตอนนี้ก็ว่ากันไปตามวิถีทางการเมือง พลางๆ ก่อนก็แล้วกัน

วิษณุ : ป๊อปปูลาร์หรือตัวเลขส.ส.”สุดท้ายอยู่ที่เสนอชื่อนายกฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367138?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิษณุ : ป๊อปปูลาร์หรือตัวเลขส.ส.”สุดท้ายอยู่ที่เสนอชื่อนายกฯ

27 มีนาคม 2562 – 13:30 น.
วิษณุ เครืองาม
เปิดอ่าน 1,631 ครั้ง

รายงาน…

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เวลา 08.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) อ้างตัวเลข ส.ส.ในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อ้างป๊อปปูลาร์โหวต แล้วควรจะต้องยึดอย่างไร

ไม่ทราบ เรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องไปจัดการ

ขึ้นอยู่กับใครจะรวมเสียงและตั้งรัฐบาลได้ก่อนใช่หรือไม่

คุณคิดให้มันมากมันก็เลยสลับซับซ้อน ถ้าคิดให้มันง่าย คือว่าใครจะทำอย่างไรก็ทำไป สุดท้ายมันก็ไปอยู่ที่การเสนอชื่อนายกฯ ต่อสภา เมื่อประธานสภานัด ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ พรรคไหนเสียงมากสุดก็เสนอชื่อก่อนก็แล้วกัน จะเอาใครเป็นนายกฯ นอกนั้นก็พูดกันไป ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างทำ
ใครรวมเสียงได้ก่อนคนนั้นจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่

เอาเถอะ ในความเป็นจริงมันไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่สงสัย

อยู่ที่ฝีมือของแต่ละพรรคว่าใครสามารถรวบรวมเสียงได้มากที่สุดก่อนกันใช่หรือไม่

ใช่ นั่นแหละอย่างง่ายที่สุด

การประชุมคสช.ก่อนครม.วันนี้มีการหารือเรื่องการเลือกตั้งด้วยหรือไม่

ไม่มี มีแต่เรื่องที่เคยประชุมกันมาแล้วยังค้างคากันอยู่

ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสมาชิก คสช. ปฏิเสธตอบคำถามถึงเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 60 ในการจัดตั้งรัฐบาล ว่ายึดหลักการในจำนวน ส.ส.ที่ได้มากสุด หรือป๊อปปูลาร์โหวตที่ได้มากที่สุด โดยนายมีชัย เพียงแต่ยิ้ม พร้อมกับส่ายศีรษะ

สองขั้วใครตั้งรัฐบาลก่อนมารยาทและธรรมเนียม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367120?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สองขั้วใครตั้งรัฐบาลก่อนมารยาทและธรรมเนียม

27 มีนาคม 2562 – 10:45 น.
รศดรเจษฎ์ โทณวณิก,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สุดารัตน์ เกายุราพันธุ์,ลุงตู่,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,471 ครั้ง

รายงาน…

“พรรคการเมืองที่คะแนนมากกว่าจะมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ถ้าไม่สามารถจัดตั้งได้ พรรคการเมืองที่คะแนนตามมาจึงจะมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลแทน” รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก

การอ้างความชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ระหว่างคะแนนสูงสุดจากป๊อปปูลาร์โหวตของพรรคพลังประชารัฐ กับ จำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกมากที่สุดของพรรคเพื่อไทย เป็นประเด็นถกเถียง และชวนให้คิดว่า จริงๆ แล้ว เจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นอย่างไร

ลองมาฟังความจากนักวิชาการ ที่น่าจะให้ข้อคิดแก่ทุกฝ่าย นำไปไตร่ตรองได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยที่สุด ก็ยืนอยู่บนครรลองของระบอบประชาธิปไตย และขนบธรรมเนียมและประเพณีทางการเมืองของประเทศไทยที่เคยปฏิบัติกันมา

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่า ในรัฐธรรมนูญไม่ได้มีระบุไว้ว่า จะเลือกจากคะแนนดิบ คะแนนนิยม หรือจำนวนที่นั่งในรัฐสภา แต่ระบบของการเลือกตั้งต้องดูว่า เครื่องมือในการนำมาจัดตั้งรัฐบาล และตัวนายกรัฐมนตรีนั้น คือ จำนวนที่นั่งในรัฐสภา ฉะนั้น หากมีการขัดกันอยู่ระหว่างคะแนนนิยมกับคะแนนเลือกตั้งตามระบบ แต่ความจริงจะต้องใช้คะแนนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนานาชาติ แม้แต่สหรัฐอเมริกา ก็ยังใช้คะแนนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองที่คะแนนมากกว่าจะมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ถ้าไม่สามารถจัดตั้งได้ พรรคการเมืองที่คะแนนตามมาจึงจะมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลแทน ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้คะแนนอันดับสองจัดตั้งรัฐบาลได้ก็จะสามารถเดินหน้าได้ต่อไป

แต่ตามมารยาทในทางการเมืองหรือธรรมเนียมของรัฐสภา จะต้องให้พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงมากกว่ามีสิทธิ์เป็นพรรคแรกที่จัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิทธิ์ขาดในการจัดตั้งรัฐบาล

“ความแตกต่างระหว่างสหรัฐกับไทย คือ เขามีการระบุถึงคะแนนที่ได้มาจากการเลือกตั้งให้พรรคการเมืองที่มีคะแนนมากกว่าสามารถจัดตั้งรัฐบาลก่อน ซึ่งบ้านเราก็จะต้องยึดหลักในรัฐสภา และท้ายที่สุดไม่ว่ารัฐสภาประเทศไหนก็จะต้องยึดหลักของรัฐสภา โดยผมยืนยันว่า พรรคการเมืองที่ได้คะแนนจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ได้สิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ได้โอกาสก่อนในการจัดตั้งรัฐบาล”

ส่วนประเด็นการเตรียมจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทย และพลังประชารัฐ ที่เหมือนจะเดินหน้าไปคู่กันนั้น มองว่า ควรจะให้หลักแก่ประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งได้รับทราบว่า ควรจะใช้หลักใดในการจัดตั้งรัฐบาลกันแน่ ฉะนั้น ควรจะต้องเคารพขนบธรรมเนียมและประเพณีทางการเมืองที่เคยใช้ในอดีตของประเทศไทยด้วย

อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังบอกอีกว่า หากท้ายที่สุดแล้ว ยังไม่มีทางออกว่าใครจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อนนั้น พรรคการเมืองที่ได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อน จะมีการประกาศออกมาว่า จะชวนพรรคการเมืองไหนมาร่วมในรัฐบาล ซึ่งพรรคการเมืองที่ถูกประกาศชื่อออกมาก็จะตอบรับหรือไม่ ก็จะมีการแจ้งกลับมา และจะได้ทราบว่าเสียงที่มีมากหรือน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งหมด แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะใช้วิธีการใดก็ไม่ผิด เพราะจะได้เป็นธรรมเนียมในการจัดแข่งขันให้แก่การเมืองของประเทศไทย แต่ไม่ใช่ว่าจะมาอ้างว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ใช้หลักการนี้ แต่ครั้งหน้าใช้อีกรูปแบบ ไม่ได้

พลังพิเศษ-สัญญาใจทำ ปชป.พ่าย”ลุงตู่”?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367122?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พลังพิเศษ-สัญญาใจทำ ปชป.พ่าย”ลุงตู่”?

27 มีนาคม 2562 – 10:35 น.
พรรคประชาธิปัตย์,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 6,714 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่กลายเป็นหัวข้อวิจารณ์ทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ก็คือภาวะตกต่ำสุดขีดของ “พรรคประชาธิปัตย์”

จากพรรคตัวแปรสำคัญที่สุด ถึงขั้นวาดฝันเป็น “ขั้วที่ 3” ถึงไม่ชนะจากเขตเลือกตั้ง ก็ยังมีลุ้นดัน “เดอะมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกฯ อีกรอบ แต่เมื่อผลคะแนนออกมา แทบตกเก้าอี้ เพราะประชาธิปัตย์ไม่ได้กลายเป็นแค่ “พรรคต่ำร้อย” ธรรมดาๆ เท่านั้น แต่เป็นพรรคเล็กยิ่งกว่าพรรคขนาดกลางเสียอีก จำนวน ส.ส.รวมแพ้พรรคภูมิใจไทย แถมตามหลังพรรคตั้งใหม่เมื่อวานซืนอย่างอนาคตใหม่เกือบเท่าตัว

นี่คือชะตากรรมของประชาธิปัตย์ในวันนี้ ทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องประกาศลาออกทันทีในคืนวันเลือกตั้ง ณ ที่ทำการพรรค ต่อหน้ารูปปั้นพระแม่ธรณีบีบมวยผมต้องยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญของนายอภิสิทธิ์ และถือเป็นแบบอย่างให้นักการเมืองรุ่นหลังได้ปฏิบัติตาม ในแง่ของความรับผิดชอบต่อคำพูดและสัญญาประชาคมของตนเอง

แน่นอนว่าบรรดาแฟนคลับถึงกับร่ำไห้ บ้างก็ว่าน้ำที่พระแม่ธรณีบีบมวยผมบีบออกมา เป็นเหมือน “น้ำตา” จากคนที่รักประชาธิปัตย์ และรักนายอภิสิทธิ์เลยทีเดียว

สาเหตุของความพ่ายแพ้ที่เป็นสาเหตุพื้นๆ ที่เรียกว่า “รู้ๆ กันอยู่” มีอยู่ 3-4 ข้อ คือ
1.ปัญหาขัดแย้งแตกแยกในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคก่อนเลือกตั้ง การแข่งขันชิงหัวหน้าพรรคทำให้พรรคไม่เป็นเอกภาพ และยังมีปัญหาเรื่องการจัดตัว ส.ส.ลงสู้ศึกเลือกตั้ง ซึ่งมีข่าวว่ามีการสกัดฝ่ายที่ไม่สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ (ตอนหยั่งเสียงเลือกหัวหน้า) ไม่ให้ลงสมัคร แต่ส่ง “ทีมเพื่อนอภิสิทธิ์” ลงแทน ทำให้คนที่ได้สิทธิ์ลงสมัคร ไม่ใช่ “ขุนพลที่ดีที่สุด” ในการสู้ศึก

2.การวางตัวผู้สมัครในระดับภาคและระดับเขต พึ่งพา “มือเก่า” ทางการเมืองมากเกินไป ทั้งๆ ที่กระแสการเมืองเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะกระแสคนรุ่นใหม่ในเขตเมือง แถมยังมีการเล่นพรรคเล่นพวก เขี่ยฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ลงสมัคร เอาคนของตัวเองมาเสียบแทน บางเขตส่ง “ละอ่อนทางการเมือง” ลงสู้ ทำให้พ่ายแพ้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ปรากฏการณ์นี้เห็นชัดที่ จ.สงขลา ประชาธิปัตย์หายไป 6 ที่นั่งจาก 8 ที่นั่ง

3.พื้นที่ชายแดนใต้เจอกระแสพรรคประชาชาติ และพลังพิเศษของพรรคพลังประชารัฐ เบียดตกขอบ ทำให้เก้าอี้ ส.ส.หายไปถึง 9 เก้าอี้

4.การประกาศจุดยืน “ไม่หนุนลุงตู่” ของนายอภิสิทธิ์ บวกกับกระแสอนาคตใหม่ ทำให้ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ใน กทม. เก้าอี้ ส.ส.หายไป 20 กว่าเก้าอี้ และน่าเสียดายที่นักการเมืองรุ่นใหม่น้ำดี มีความรู้ เช่น “หมอเอ้ก” คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์, “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ต้องกลายเป็นแค่อดีตผู้สมัคร

นี่คือเหตุผลพื้นๆ ที่ทราบๆ กันอยู่ แต่ยังมีเหตุผลลึกๆ ที่ทำให้ประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ในอีกหลายๆ พื้นที่ของภาคใต้ เช่น พัทลุง สตูล ภูเก็ต ระนอง รวมทั้งสงขลา มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ประชาธิปัตย์ไม่ได้แพ้พรรคคู่แข่งอย่างเพื่อไทย อนาคตใหม่ หรือประชาชาติ (เหมือนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) แต่แพ้ให้แก่พลังประชารัฐ และภูมิใจไทย

มีสุ้มเสียงจาก “คนใน” ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.ใต้ผู้คร่ำหวอดเกมการเมือง ระบุว่า ปชป.โดน พลังประชารัฐกับภูมิใจไทย แท็กทีมโจมตี ทำให้ร่วงอย่างที่เห็น

หากมองปรากฏการณ์นี้ เทียบกับการเมืองภาพใหญ่ จะเห็นว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมา เสียงรวมของ “ฝั่งหนุนลุงตู่” ยังเท่าเดิม ถ้าย้อนอดีตกลับไปช่วงที่นายอภิสิทธิ์ยังไม่ประกาศลอยแพลุงตู่ โพลล์ตอนนั้น เก้าอี้ ส.ส.จะอยู่ที่ระดับ 80-85 ที่นั่ง ขณะที่พลังประชารัฐและภูมิใจไทยตามหลังประชาธิปัตย์

แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ประกาศไม่หนุนลุงตู่ ประชาธิปัตย์ก็โดนทุบ แต่เก้าอี้ ส.ส.ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ที่ฝั่งลุงตู่ เพราะเสียเก้าอี้่ให้พลังประชารัฐกับภูมิใจไทยทั้งหมด ฉะนั้นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงแน่ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายอภิสิทธิ์ต้องเป็นฝ่ายไป ถูกเขี่ยให้พ้นทาง และหัวหน้าพรรคคนใหม่ กับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะเปลี่ยนท่าทีของพรรคให้หนุนลุงตู่เป็นนายกฯ หรือพูดให้กว้างกว่านั้นคือ จับมือกับขั้วพลังประชารัฐอย่างแนบแน่น มั่นคง

นี่คือเกมการเมืองที่ต้องบอกว่าเล่นกันโหดจริงๆ และสะท้อนให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว ภูมิใจไทยจับมือกันแน่นกับพลังประชารัฐ โดยสะท้อนผ่านชัยชนะของ ส.ส.เขตในพื้นที่ภาคใต้

ฉะนั้นไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่า ภูมิใจไทยจะยื่นข้างไหนระหว่างขั้วการเมืองใหญ่ 2 ขั้ว

ล็อกถล่ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367123?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล็อกถล่ม

27 มีนาคม 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 19,425 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ยังมีควันหลงจากการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศที่ผ่านมาเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งผลออกมาแบบพลิกล็อกถล่มทลายและจะเป็นเครื่องบอกถึงอนาคตประเทศไทยและการเมืองไทยหลายๆ ประการ

ใครจะนึกว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่เก่าแก่ที่สุดจะตกต่ำถึงกับสูญพันธุ์หรือไม่มี ส.ส.ใน กทม. และผลจากทั่วประเทศแพ้หลุดลุ่ยจน ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ หัวหน้าพรรคประกาศลาออก

ใครจะนึกถึงว่าพรรคอนาคตใหม่ภายใต้การนำของ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ พรรคป้ายแดงอายุ 6 เดือนกว่าๆ จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ล้มพรรคเก่าๆ ระดับตำนานจนหน้าแหก

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ฟันธงว่าการเมืองยังไม่นิ่ง อันดับต่อไปก็จะเป็นการแย่งชิงอำนาจจัดตั้งรัฐบาลซึ่งดูรูปการณ์แล้ว ‘ลุงตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะผงาดกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีแบบแบเบอร์

แต่ความแน่นอนคือ ‘ความไม่แน่นอน’ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ เพราะ “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร”

อดีตกาลผ่านมา นักการเมือง(บางคน) สามารถพลิกลิ้นหรือลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ก่อนเลือกตั้งได้ทุกนาที

ขอส่งท้ายด้วยข้อความออนไลน์ที่ส่งต่อๆ กันมาจากเพื่อนพ้องน้องพี่ว่าอย่าไปอินหรือใส่ใจทุ่มเทกับเรื่องการเมืองมากจนเครียด ให้เอาเวลามาเรียนหนังสือ หรือทำมาหากินหาเลี้ยงชีวิตและครอบครัว

การเมืองเถียงกันทะเลาะกันก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องของกลุ่มคนที่แสวงหาผลประโยชน์ ก็ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกับพวกเขา ไปถือข้าง แบ่งสีเสื้อ ไปทะเลาะกันเพราะการเมือง สุขภาพร่างกายและจิตใจจะเสื่อม

มีคำกล่าวว่า “แมวชอบกินปลา แต่แมวลงน้ำไม่ได้ ปลาชอบกินไส้เดือน แต่ขึ้นฝั่งมากินไส้เดือนไม่ได้ ชีวิตคนเรามีได้มีเสีย มีทั้งได้เลือกและต้องล้มเลิก ในชีวิตคนเราไม่มีทางที่ทุกอย่างจะเป็นไปดั่งนึกได้หมด เพราะฉะนั้น จงอย่าไปคิดเล็กคิดน้อยกับใคร เพราะมันไม่คุ้ม จงอย่าจริงจังกับตัวเองเกินไปเพราะจะทำร้ายตัวเอง จงอย่าไปจมอยู่ในอดีตเพราะมันไม่ได้อะไรขึ้นมา”

จงอย่าจริงจังกับปัจจุบันมากไป เพราะชีวิตยังคงต้องเดินต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 เด็กแว้นกวนเมือง
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีเรื่องร้องเรียนผ่านไปยังตำรวจจราจร และตำรวจนครบาลให้ช่วยจัดการปัญหา

โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. เดือดร้อนรำคาญเกี่ยวกับปัญหากลุ่มวัยรุ่น รวมตัวแข่งรถ จยย.ในทางสาธารณะ ร้องเรียนผ่านทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และศูนย์วิทยุ 191 ว่าตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00 น. กลุ่มนักบิดทั้งเด็ก เยาวชน วัยรุ่นหนุ่มสาว รวมตัวมั่วสุมกันประลองความเร็วบนท้องถนน มีรถ จยย.ไม่ต่ำกว่า 50 คัน

ตำรวจลงพื้นที่สืบสวน พร้อมเก็บภาพถ่ายและภาพวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำไปค้นชื่อตามทะเบียนรถและได้ออกหมายเรียกผู้ครอบครองรถมาสอบสวน ติดตามตัวผู้ขับขี่มาดำเนินคดี โดยเยาวชนที่กระทำผิดเจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งตัวไปอบรมเปลี่ยนพฤติกรรม

ขอให้ตำรวจแจ้งประชาสัมพันธ์ให้พ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา อบรมบุตรหลานไม่ให้ออกมารวมตัวมั่วสุมแข่งขันรถในทางสาธารณะ

ปัญหาเด็กแว้นวันนี้เงียบหายไปพักหนึ่ง แต่พอตำรวจไม่เข้มงวดก็กลับมาอีก เป็นอันตรายและสร้างความเดือดร้อนมากๆ ครับ
อมรศักดิ์ (กทม.)

ตอบคุณ ‘อมรศักดิ์’ กทม.
ผมเองก็ได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งแข่งจักรยานยนต์(จยย.) หรือ ‘เด็กแว้น’ ที่รวมตัวแข่งกันตามท้องถนน โดยผลัดกันเลือกถนนประลองความเร็วกันในตอนดึกๆ ซึ่งทำให้ตำรวจตามไปจับกุมไม่ทัน

กรณีนี้ต้องใช้กฎหมายเข้าจัดการอย่างเข้มงวดครับ เพราะไม่ใช่สร้างความเดือดร้อนรำคาญอย่างเดียว แต่ยังเป็นอันตรายต่อผู้อื่นอย่างมากด้วย เพราะเด็กแว้นพวกนี้บางทีขับสวนทาง, ฝ่าไฟแดง, ใช้ความเร็วสูงมากๆ พอเกิดเรื่องก็หนีไปโดยตำรวจจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน

ตามจดหมายที่คุณแจ้งมาว่าจะใช้กล้องถ่ายภาพและวิดีโอเป็นหลักฐาน ไม่ทราบว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะพวกนี้ไปกันเป็นแก๊งกว่า 10 คัน หรือร่วมร้อยคัน และบางทีก็ดับไฟหน้า โดยใช้ไฟถนนทำให้ภาพไม่ชัดเจน นำเป็นหลักฐานไม่ได้

ขอเรียนไปถึงตำรวจว่าจะต้องมีทีมงานพิเศษเฉพาะกิจ เพื่อปราบปรามเด็กแว้น และลงโทษตามกฎหมาย เอาแค่นำไปอบรมพอออกมาก็ก่อเรื่องอีก และพ่อแม่ ผู้ปกครองก็ห้ามไม่ฟัง

บางทีพวกเด็กแว้นนี้อยู่ในลักษณะเมาเหล้า เมายาเสพติด ต้องตรวจปัสสาวะ เพื่อลงโทษอีกกระทงหนึ่งด้วย

อยากให้ตำรวจจัดการถึงต้นตอคือ พวกร้านแต่งรถซิ่ง-รถเด็กแว้น ซึ่งน่าจะผิดกฎหมายดัดแปลงสภาพรถ จยย.รวมถึงรถยนต์
อ๊อด เทอร์โบ

แข่งตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367244?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แข่งตั้งรัฐบาล

28 มีนาคม 2562 – 13:50 น.
แข่งตั้งรัฐบาล,เพื่อไทย,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 257 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น 

ผ่านวันเลือกตั้งไปไม่กี่วัน ตอนนี้ก็เริ่มฟอร์มรัฐบาลแข่งกันแล้ว ทั้งที่หนทางยังอีกยาวไกล ราวๆ อีกประมาณ 2 เดือนถึงจะได้ “รัฐบาลใหม่” เพราะต้องรอการประกาศผลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียก่อน ซึ่งตาม “ไทม์ไลน์” ก็คือวันที่ 9 พฤษภาคมนี้  ดังนั้นในระหว่างนี้ไปจนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้งของกกต. ตัวเลขจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมืองได้ จึงเปลี่ยนแปลงได้อีก ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าว่าที่ส.ส.ของพรรคการเมืองใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง)  จำนวนที่นั่ง ส.ส.โดยรวมของพรรคการเมืองนั้น ก็ลดลงไปด้วย ซึ่งย่อมส่งผลต่อคะแนนเสียงของขั้วพรรคการเมืองในการรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอย่างน้อยควรได้ 251 ส.ส.ขึ้นไป

สำหรับตอนนี้โดยคร่าวๆ ทางขั้วพรรคเพื่อไทย ซึ่งรวมกันได้แล้ว 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย มี 137 ส.ส. พรรคอนาคตใหม่  88 ส.ส. พรรคเสรีรวมไทย 11 ส.ส. พรรคประชาชาติ 7 ส.ส. พรรคเพื่อชาติ 5 ส.ส. และพรรคพลังปวงชนไทย  1 ส.ส. รวมได้ประมาณ 249 เสียง

ส่วนทางขั้วพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ มี 119 ส.ส. พรรคชาติไทยพัฒนา 11 ส.ส. พรรครวมพลังประชาชาติไทย 6 ส.ส. พรรคชาติพัฒนา 3 ส.ส. พรรคพลังท้องถิ่นไท 2 ส.ส. และพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย  1 ส.ส. รวมกันได้  142 เสียง
และมีพรรคการเมืองที่ยังไม่เลือกว่าจะอยู่ขั้วไหนรอให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ มีอยู่ 3 พรรคการเมือง คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย  และพรรคเศรษฐกิจใหม่   ซึ่ง  3 พรรคการเมืองนี้รวมกันแล้วมีถึงร้อยกว่าเสียง
การที่ทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย แข่งกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้น อ้างความชอบธรรมต่างกัน ทางพรรคพลังประชารัฐอ้างว่าพรรคได้รับคะแนนเสียงที่ประชาชนลงคะแนนเสียงให้ถึง 7.9 ล้านเสียง มากที่สุดกว่าทุกพรรคการเมือง  (พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงที่ประชาชนลงให้ 7.4 ล้านคะแนน) ส่วนพรรคเพื่อไทย อ้างว่าได้จำนวน ส.ส. มากที่สุดกว่าทุกพรรคการเมือง คือ  137 คน   (พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส. 119 คน)

ส่วนข้ออ้างของฝ่ายไหนฟังขึ้นกว่ากันก็ใช้วิจารณญาณกันเอาเอง (เกือบทุกประเทศทั่วโลกพรรคการเมืองไหนได้จำนวน ส.ส. มากที่สุดหลังเลือกตั้งพรรคการเมืองนั้นก็จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  อย่างไรก็ตามบริบทของการเมืองไทยอาจไม่เหมือนกับประเทศอื่น)
ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุสืบเนื่องจากวิธีการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ของเราแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาและถูกวิจารณ์มาตั้งแต่ต้น  คือการให้มีบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว และเลือกได้แค่ส.ส.เขต ไม่ได้มีบัตรลงคะแนน 2 ใบ คือใบหนึ่งเลือกผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)  และอีกใบเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขต  แยกจากกันเหมือนเมื่อก่อน แต่แม้จะมีบัตรลงคะแนนเลือกตั้งเพียงใบเดียวและเลือกได้แค่ส.ส.เขต แต่คะแนนที่ลงนั้นกลับมีผลต่อจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของพรรคการเมืองด้วยว่าจะได้จำนวนเท่าไหร่  ระบบเลือกตั้งที่ว่านี้ เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม”
ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เคยกล่าวชี้แจงถึงข้อดีของระบบเลือกตั้งส.ส.แบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ว่าทุกคะแนนที่ประชาชนลงคะแนนมีความหมาย จะไม่มีแม้แต่คะแนนเดียวที่ “หล่นตกน้ำไป”  ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่คะแนนของผู้สมัครส.ส.ที่แพ้ไม่ได้รับเลือกตั้ง  ถูกโยนทิ้งหมด ทั้งที่เป็นคะแนนที่ประชาชนลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคนได้คะแนนมากได้ที่ 2 ที่่ 3  แต่ครั้งนี้คะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนจะถูกนับมาคำนวณจำนวนส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย  และการออกแบบระบบเลือกตั้งนี้มา ไม่ได้คิดว่าจะเกิดประโยชน์แก่พรรคการเมืองใดและต้องการให้คะแนนเฉลี่ยกันไป ทุกพรรคการเมืองจะได้รับคะแนนตามสมควรไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใดเป็นพรรคขนาดใหญ่จนเกินไป
แต่อาจารย์ “สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยชี้ว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะทำให้เกิดการเลือกตั้ง “กำมะลอ” (link is external) เพราะคะแนนเสียงของประชาชนจะไม่ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแท้จริง จะถูกบิดเบือน เจตนารมณ์จะถูกยำใหญ่ พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งอาจไม่ได้เป็นพรรคที่จัดตั้งรัฐบาล
อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ พรรคเพื่อไทย  ประชาชนลงคะแนนให้มากถึง 7.4 ล้านคะแนน แต่ทำไมถึงไม่ได้ที่นั่งจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)  แม้แต่ที่นั่งเดียว  ก็ต้องบอกว่าเป็นความผิดผลาดของทางพรรคเพื่อไทยเองที่ส่งผู้สมัครส.ส. เพียง 250 เขต ทั้งที่เขตเลือกตั้งมีถึง 350 เขต ขาดไปถึง 100 เขต  ทั้งนี้ก็เป็นไปตามกลยุทธ์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย”  โดยให้พรรคการเมืองที่เป็นเครือข่ายหรือสาขาลงแทนในเขตที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครส.ส. เพื่อหวังว่าวิธีการนี้จะทำให้ได้จำนวนที่นั่งส.ส.ของพรรคเพื่อไทยและพรรคสาขาจำนวนมาก แต่เมื่อเกิดกรณี “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกยุบ แผนที่วางไว้ก็พังลง  100 เขตเลือกตั้ง ที่พรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครจึงโหว่ทันที

และที่หนักกว่านั้นคือไปเข้า “กับดัก” ของรัฐธรรมนูญที่ออกแบบไว้ข้างต้นว่าคะแนนที่ลงให้ส.ส.เขต นำมาคำนวณจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ทำให้จำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่พรรคเพื่อไทยจะได้ต่อ 1 ที่นั่ง ตกประมาณ 79,000 คะแนนต่อเขตเลือกตั้ง ขณะที่พรรคการเมืองอื่นแค่ประมาณ 75,000 คะแนน

การชิงไหวพริบทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายยังมีต่อไปตลอดที่ตัวเลขจำนวนที่นั่ง ส.ส. ของแต่ละพรรคยังไม่นิ่ง ต้องติดตามชมว่าสุดท้ายฝ่ายไหนจะเข้า “วิน”

พรรคใดคือตัวแปร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367119?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคใดคือตัวแปร

27 มีนาคม 2562 – 09:00 น.
พลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,จี้จุดตายคลายจุดเป็น,ตัวแปร,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 3,786 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

“เพื่อไทย” – “พลังประชารัฐ” คือสองพรรคที่กำลังเปิดดีลการตั้งรัฐบาลโดยส่งคำเชิญเบื้องต้นไปให้พรรคอื่นๆ พินิจพิจารณา

เพื่อไทยเชิญพรรคที่เคยบอกสังคมไว้ว่าไม่ต้องการสืบทอดอำนาจให้มาร่วมมือและยังเปิดเงื่อนไขแบบไร้เงื่อนไข แม้แต่บัลลังก์ สร.1 ก็พร้อมเปิดให้พรรคที่จะมาแตะมือต้านขั้วตรงข้าม

พลังประชารัฐก็พร้อมที่จะแตะมือทุกขั้วเช่นกัน แต่ไม่ยกตำแหน่งประมุขฝ่ายบริหารให้คนอื่น เพราะต้องรักษาไว้ให้ลุงตู่เท่านั้น

แต่ตอนนี้ต้องดูก่อนว่าสองพรรคหลักนั้นใครจะเปิดดีลที่น่าพินิจพิจารณาให้พรรคต่างๆ และควรดูว่าเงื่อนไขใดที่สองพรรคหลักนี้จะอ้างในการขึ้นเป็นแกนตั้งรัฐบาลได้แบบไม่โดนสังคมตำหนิ รวมทั้งการคำนวณอายุของ ครม.ชุดใหม่ว่าจะยาวนานเพียงใด ตรงนี้เองที่พรรคต่างๆ จะต้องมองและต่อรองกลับไปยังสองพรรคหลัก

กาลนี้เพื่อไทยได้เปรียบตรงที่มี ส.ส.มากกว่า และยังอ้างครรลองการเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่พลังประชารัฐอ้างแต้มต่อเรื่องคะแนนรวมจากคนใช้สิทธิทั่วไทยที่มากกว่าพรรคอื่นๆ และยังมีกองหนุนคือ 250 ส.ว. ที่ว่ากันว่าพร้อมยกมือให้แคนดิเดตนายกฯ ของพลังประชารัฐได้เดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้า

ดังนั้นพรรคต่างๆ ที่จะมาแตะมือต้องคิดหนัก เพราะหากแตะมือขั้วใดในคราวนี้ต้องตรองลึกๆ เนื่องจากการเบียดกันขึ้นเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลครั้งนี้ยังคลุมเครือเพราะเพื่อไทยกับพลังประชารัฐนั้นแม้จะขยับจังหวะประสานไปพรรคอื่นๆ กันแล้ว แต่ในเมื่อไม่มีอะไรชัดเจนขณะที่ต้องรอการรับรองสถานะ ส.ส.จาก กกต. และการคำนวณปาร์ตี้ลิสต์อย่างเป็นทางการว่าจะบังเกิดยามใด การไปทาบทามกันไว้เบื้องต้นตั้งแต่อะไรๆ ยังไม่นิ่งนั้น อาจจะเป็น “ม่ายขันหมาก”

          ฉะนั้นการร่วมหอลงโรงจะชัดขึ้นก็ต่อเมื่อตัวเลข ส.ส.ของแต่ละพรรคในสองระบบมีความแน่ชัดแล้ว การเจรจาแตะขั้วแบบจริงจังจึงจะบรรเลงในเพลาดังกล่าว 

ด้วยเวลาที่ทอดนาน เพราะ กกต.อ้างกฎหมายในการรับรอง ส.ส.ให้ได้คนที่ไร้รอยตำหนินั้น ต้องผ่านการกรองและใบสารพัดสีจะบังเกิดตามข้อร้องเรียนจากผู้สมัครหลายพรรค และควรตามกระแสข่าวคนบางคนและบางพรรคจะโดนของหนักนั้นจริงหรือไม่ และจะคลอดเมื่อใด ทั้งต้องมองว่าการทำงานของ กกต.ชุดนี้จะออกหัวหรือก้อย เพราะหากมีการโละ กกต. จากข้อผิดพลาดในการหย่อนบัตร แปลว่าเลือกตั้งโมฆะ ?

ปัจจัยเหล่านี้เองที่พรรคตัวแปรต้องเมียงมองและเกาะติด เพราะมันคือเดิมพันวันนี้และวันหน้า พรรคตัวแปรที่ไม่ว่าไปแตะมือขั้วใด ย่อมมีทั้งลบและบวกบนพายุการเมืองไทยยามนี้และยามหน้า

บางพรรคเงื่อนไขน้อยเพราะแต้มต่อแทบไม่มี แบบนี้เบาใจไปเปลาะหนึ่ง หากถามว่างานนี้ใครคือพรรคตัวแปรตามข้อเขียนในพื้นที่นี้ แน่นอนว่า คือพรรคอันดับรองๆ ลงมา จากเพื่อไทยและพลังประชารัฐ

          “ภูมิใจไทย” และ “ประชาธิปัตย์” คือพรรคตัวแปรที่ไม่ว่าแตะขั้วข้างใดแล้ว การตั้งรัฐบาลจะง่ายขึ้นพลัน และจะแน่นขึ้นหากสองพรรคนี้ร่วมมือกันจริงในการไปแบบแพ็กคู่ในการแตะขั้วตั้งรัฐบาล แต่ต้องดูปัจจัยภายในของสองพรรคนี้ประกอบกัน

พรรคสีน้ำเงินที่มอบอาญาสิทธิ์ให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคตัดสินใจว่าจะแตะมือทางใด รวมทั้งรอดูสัญญาณคนโตบุรีรัมย์ที่นับเป็นคีย์แมนหลักที่มีบทบาทหลังบ้านแบบมองข้ามไม่ได้

ยามนี้ภูมิใจไทยเป็นพรรคที่แน่นเหนียวและมีพลังที่แน่นพอจะแบ็กอัพรัฐบาลใหม่ได้เต็มที่ แต่ต้องดูเงื่อนไขของพรรคสีน้ำเงินที่ขายแคมเปญและจุดยืนของพรรคที่แจ้งสังคมไว้และวัดใจพรรคที่ส่งเทียบเชิญมายังภูมิใจไทย ยอมรับเงื่อนไขที่พรรคนี้วางไว้หรือไม่

ส่วนพรรคสีฟ้ายามนี้ ต้องสงบพายุย่านเศรษฐศิริให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาดูว่าจะไปทางใด หลังเดอะมาร์คไขก๊อก เพราะยามนี้พรรคสีฟ้าต้องบูรณะพรรคกันขนานใหญ่หลังพ่ายยับบนสนามหย่อนบัตรครั้งนี้ในแทบทุกตารางนิ้วของแผ่นดิน

หากพรรคสีฟ้าไปแตะขั้วใด สังคมจะถามกลับว่าสิ่งที่อดีตหัวหน้าพรรคเคยบอกว่าไม่จับมือกับเพื่อไทยและพลังประชารัฐ แต่วันหน้ากลับพลิกลิ้นแม้จะอ้างคำพูดของอดีตหัวหน้าพรรคกับสิ่งที่กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ตัดสินใจมันอยู่คนละเงื่อนไขก็ตาม พรรคสีฟ้าเจ็บตัวทั้งขึ้นและล่องแน่นอน โอกาสของพรรคสีฟ้าจึงยังไม่แน่ชัดแม้จะมีกระแสลอยลมมาบ้างว่าน่าจะแตะมือกับขั้วใดมากกว่ากัน

ตัวแปรหลักวันนี้คือพรรคสีน้ำเงินที่พร้อมแตะกับเพื่อไทยหรือพลังประชารัฐได้แบบชิลๆ ส่วนตัวแปรรองคือพรรคสีฟ้าที่ยังอึมครึม

และหากว่าพรรคนี้แทงกั๊กโดยบอกสังคมว่า ขอทำหน้าที่ตรวจสอบแล้วนั้น แบบนี้ความมั่นคงของรัฐบาลใหม่จะลดลงไประดับหนึ่ง

    ตัวแปรรองจะเป็นตัวแปรหลักในวันหน้าโดยพลัน