“เพื่อนลุงตู่” ปฏิบัติการล้ม “เสาไฟฟ้าทักษิณ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367117?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เพื่อนลุงตู่” ปฏิบัติการล้ม “เสาไฟฟ้าทักษิณ”

วันที่ 27 มีนาคม 2562 – 08:43 น.
ผลเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,พอพิเศษ สุชาติ จันทรโชติกุล,สนามสงขลา,สนามภาคใต้,ถิ่นสะตอ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 21,985 ครั้ง

ผลเลือกตั้งที่ภาคใต้ แถวหาดใหญ่ที่สร้างความประหลาดใจทั่วแดนสะตอ เมื่อทีมผู้การชาติ กวาด ส.ส.มาได้ 4 ที่นั่ง แต่ถามคนหาดใหญ่ เขารู้ดีว่าคนนี้แน่น!

*********************

ปลายปีที่แล้ว “เสธ.ชาติ” พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล แม่ทัพใต้พรรคพลังประชารัฐ เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้ทั้ง 50 เขต ที่หาดใหญ่ โดยประกาศผ่านสื่อว่า เลือกตั้งเที่ยวนี้ ไม่โลภมากขอ ส.ส.เขต 12 ที่นั่ง และคะแนนพรรค 1.7 ล้านเสียง

หัวคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ได้ยิน ก็หัวร่องอหาย ดูเหมือนจะให้ราคา “เสธ.ชาติ” หรือ “ผู้การชาติ” มากนัก โดยทีมงาน ปชป.ยังเชื่อว่า “เทพเจ้าชวน” ยังมีมนต์ขลัง

“เสธ.ชาติ” คนจริงหาดใหญ่

พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล เป็นคนพัทลุง สอบได้นักเรียนนายสิบรุ่นพิเศษ และถูกส่งมาฝึกที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ลพบุรี ก่อนจะได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล

ชีวิตราชการทหารวนเวียนอยู่ในภาคใต้ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกมาเล่นการเมืองคือ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 นราธิวาส

เลือกตั้ง 2531 “ผู้การชาติ” สมัคร ส.ส.เขต 2 สงขลา แต่สอบตก เลือกตั้ง 2535/1 ลงสมัคร ส.ส.เขตเดิม สีเสื้อพรรคความหวังใหม่ เอาชนะแชมป์เก่า และได้เป็น ส.ส.แค่สมัยเดียว

          กระทั่งปี 2558 ผู้การชาติเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และลาออกจาก สปท. มาก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ร่วมกับชวน ชูจันทร์

สำหรับการเลือกตั้ง 2562 ผู้การชาติใช้พื้นที่ตึกใหญ่ ตรงข้ามห้างบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐภาคใต้ ในวอร์รูมยังมีอดีตนักการเมืองชื่อดังหลายคน อาทิ พิชัย บุณยเกียรติ อดีตนายก อบจ. นครศรีธรรมราช น้องชายชินวรณ์ บุณยเกียรติ แกนนำ ปชป., สานันท์ สุพรรณชนะบุรี อดีตนายก อบจ.พัทลุง และทวี สุระบาล อดีต ส.ส.ตรัง

          คนหาดใหญ่รู้จักปูมหลังผู้การชาติดี ถ้าลงสนามแล้ว ก็สู้ได้ครบเครื่อง

ใบหน้า ส.ส.สงขลา(ป้ายแดง)

สมรภูมิสงขลา ผู้การชาติย้ำว่า เป็นเมืองหลวง เป็นฐานที่มั่นของพรรคพลังประชารัฐในภาคใต้ จึงส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 8 เขต ผลการเลือกตั้งสร้างความประหลาดใจให้แก่คนสงขลาเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อทีมผู้การชาติ กวาด ส.ส.มาได้ 4 ที่นั่ง ได้แก่เขต 1 วันชัย ปริญญาศิริ อดีตประธานสภา อบจ.สงขลา และอดีตผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย

เขต 2 “ครูกอล์ฟ” ศาสตรา ศรีปาน ผู้บริหารโรงเรียนบุญเลิศอนุสรณ์ และโรงเรียนศรีปัญญานุรักษ์ ที่ตั้งใจขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองหาดใหญ่

ศาสตรา ศรีปาน สงขลา

เขต 3 “ครูยม” พยม พรหมเพชร อดีต ส.จ.สงขลา และเจ้าของฉายา โฆษกงานบุญ คนรอบนอกหาดใหญ่รู้จักครูยมดี

เขต 4 ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี คนทำงานกับชาวบ้านในพื้นที่คาบสมุทรสะทิงพระมายาวนาน

ว่ากันว่า ปัจจัยแห่งชัยชนะของ พปชร.สงขลานั้น มาจากทีมงานใจถึง พึ่งได้ของ “เสธ.ชาติ” บวกกับการบริหารจัดการมวลชนจากส่วนกลางของ พปชร.

พยม พรหมเพชร

อีกปัจจัยหนึ่งมาจากปัญหาภายใน ปชป.สงขลา เมื่อมีขุนพลบางคนใส่เกียร์ว่าง ประกอบกับอดีต ส.ส.หลายคน ประมาทคู่ต่อสู้ ไม่เดินเคาะประตูบ้าน รอดาราดังมาปราศรัยใหญ่ทีเดียว

          หลายปัจจัยประเดประดัง ส่งผลให้เสาไฟฟ้าล้มระเนระนาด

อิทธิฤทธิ์ “ลุงตู่”

มิเพียงสงขลา พรรคพลังประชารัฐ ยังปักธงได้ที่ภูเก็ต ตรัง และนครศรีธรรมราช รวมถึงชายแดนใต้

ภูเก็ต เขต 1  สุทา ประทีป ณ ถลาง ประธานชมรมชาวอ่าวฉลอง, เครือข่ายชุมชนชายฝั่งอ่าวฉลอง และตัวแทนเครือข่ายประมงพื้นบ้านจังหวัดภูเก็ต

เขต 2 นัทธี ถิ่นสาคู อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลพิบูลสวัสดี

ตรัง เขต 1 นิพันธ์ ศิริธร อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เอาชนะ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีต ส.ส.หลายสมัยที่ชวน หลีกภัย ปั้นมากับมือ

นิพันธ์ ศิริธร ตรัง

นครศรีธรรมราช เขต 1 รงค์ บุญสวยขวัญ นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

เขต 2 สัณหพจน์ สุขศรีเมือง นักธุรกิจรุ่นใหม่ชาว อ.เชียรใหญ่

เขต 7 สายัณห์ ยุติธรรม อดีตประธานสภา อบจ.นครศรีธรรมราช

ส่วนชายแดนใต้ ภายใต้การดูแลของอนุมัติ อาหมัด อดีต สนช. ก็ได้มา 3 ที่นั่ง

นราธิวาส เขต 1 วัชระ ยาวอหะซัน อดีต ส.ส. และลูกชายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส

เขต 2 สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ อดีต ส.ท. และนักธุรกิจหนุ่มแห่ง อ.สุไหงโก-ลก ได้วางเครือข่ายแน่นในพื้นที่

อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ

ยะลา เขต 1 อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ หัวหน้าศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดยะลา ที่สร้างปรากฏการณ์ล้มแชมป์ ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ อดีต ส.ส.ปชป.หลายสมัย ที่ส่งลูกชาย ภูริพงศ์ ลง ส.ส.เขตแทน

          แกนนำ ปชป.หลายคน ปรามาสว่า คนใต้ไม่เอาทหาร แต่เอาเข้าจริง กระแสลุงตู่สูสีนายชวนเลยทีเดียว

หยุดใบสั่งซ้ำซาก..ชงโทษหนักขจัดคนผิดซ้ำซ้อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367023?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดใบสั่งซ้ำซาก..ชงโทษหนักขจัดคนผิดซ้ำซ้อน

วันที่ 27 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ใบสั่ง,พลตตเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ
เปิดอ่าน 2,102 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  สุริยา ปะตะทะโย

ปัญหาจราจรนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังรอการแก้ไขให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปัจจัยหลักส่วนหนึ่งเกิดจากความ “มักง่าย” ขาดวินัย ไม่เคารพกฎจราจร แต่ละวัน แต่ละปี มียอดผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรมากมาย หลายคนเป็นผู้กระทำผิดซ้ำซ้อน การออกใบสั่ง จับปรับของตำรวจจึงวนซ้ำๆ กับเรื่องเดิมๆ และคนเดิมๆ ชนิดที่เรียกว่าของเก่ายังไม่ชำระ ใบสั่งใหม่ก็ตามมาแบบติดๆ หรือเป็นเพราะกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องใช้ “ยาแรง” เพิ่มโทษให้หนักขึ้นถึงจะเห็นผล

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) โดย พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วยผบ.ตร.) ได้เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร กรณีผู้กระทำผิดซ้ำ ตามโครงการพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ในระยะที่ 4 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ได้สนับสนุนให้ กองบัญชาการศึกษา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (บช.ศ.) ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกระทำผิดกฎจราจรโดยใช้ระบบ ptm หรือ police ticket management มาใช้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

สำหรับระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลการกระทำความผิดต่างๆ ไว้ และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการลดอุบัติเหตุ และจากการวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า ในปี 2561 พบมีการกระทำผิดกฎจราจรและออกใบสั่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง 3.2 ล้านครั้ง คิดเป็น 39% โดยยอดรวมของปี 2560 มีการออกใบสั่ง 8.4 ล้านครั้ง แต่ในปี 2561 มีการออกใบสั่ง 11.7 ล้านครั้ง ขณะเดียวกันจากการศึกษายังพบอีกว่า มีคนไทยที่มีใบสั่งซ้อนสูงสุด 144 ใบ ใน 1 ปี ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นรถขนส่งของภาคเอกชน ที่วิ่งขนส่งของทั่วประเทศ และถูกกล้องตรวจจับการกระทำความผิดอัตโนมัติ ในข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และรถบรรทุกไม่ขับชิดขอบทางด้านซ้าย ส่วนผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับโดนจับซ้ำรวมกว่า 1,507 ราย ภายในรอบ 4 ปี

ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผบช.ศ. ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าปัญหาใบสั่งซ้ำซ้อนเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเดิมนั้น ไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน และไม่ทำให้เกิดความหวาดกลัวในการลงโทษ จนเกิดการกระทำผิดซ้ำ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลังพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับใหม่บังคับใช้ จะสามารถนำระบบตัดแต้มมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวังในการขับรถไม่ให้ผิดกฎจราจร จนทำให้เกิดใบสั่งซ้ำซ้อนแบบที่ผ่านมา ซึ่งในอดีตการใช้ระบบการตัดแต้มไม่สามารถใช้งานได้จริง เนื่องจากใบขับขี่เป็นแบบกระดาษ และฐานข้อมูลของตำรวจกับกรมการขนส่งทางบกไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน แต่กฎหมายใหม่จะบังคับให้ 2 หน่วยงานต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูล ทำให้ระบบการตัดแต้มมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริง

กรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาแนวทางการชำระใบสั่งที่ซ้ำซ้อนหลายใบในแบบเหมาจ่าย หรือลดราคา ซึ่งในเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถพิจารณาปรับลดเองได้ ต้องนำเรื่องเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐบาลพิจารณา ส่วนข้อมูลการศึกษาที่พบว่ามีคนเมาแล้วขับซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเกิดจากตัวผู้ขับขี่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเกิดจากกฎหมายมีบทลงโทษที่ไม่รุนแรง ทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัวกฎหมายและฝ่าฝืน โดยในที่ประชุมอยู่ระหว่างการพิจารณานำปัญหาดังกล่าวหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขบทลงโทษในข้อหาเมาแล้วขับให้หนักขึ้น เหมือนอย่างในประเทศญี่ปุ่นที่มีการลงโทษผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งมาด้วย ในข้อหาสนับสนุนให้กระทำความผิด ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง” พล.ต.ต.เอกรักษ์ อธิบาย

แค่เคารพกฎระเบียบ มีวินัยในการขับขี่ นอกจากสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับตัวเองแล้ว ยังไม่ก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่น แต่ต้องรอดูว่าโทษหนักขึ้นที่เตรียมเสนอมาบังคับใช้จะได้ผลแค่ไหน..!?

2ขั้วเสียงก้ำกึ่งการเมืองส่อถึงทางตันจับตานายกฯคนนอก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367012?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

2ขั้วเสียงก้ำกึ่งการเมืองส่อถึงทางตันจับตานายกฯคนนอก

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 13:45 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,การเมือง,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 3,020 ครั้ง

โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

 หากเรามองข้ามช็อตเรื่องความสับสนผิดพลาดเกี่ยวกับการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งของ กกต. แล้วให้น้ำหนักการวิเคราะห์ไปที่การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล จะพบปัญหาเสียงก้ำกึ่งกันอย่างมาก จนน่าเชื่อว่าถ้าแต่ละฝ่าย ซึ่งก็คือ 2 ขั้วการเมืองใหญ่ ได้แก่ ขั้วเพื่อไทย กับ ขั้วพลังประชารัฐ ไม่ยอมลดราวาศอกกัน ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้การเมืองถึง “ทางตัน” เดินหน้าต่อด้วยการตั้งรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้

จากตัวเลขผลคะแนนล่าสุดที่ กกต.ประกาศออกมา (ยึดตัวเลข 10.45 น. วันที่ 25 มี.ค.62) ระบุว่าเป็นการรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ 94% จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต ครบแล้ว 350 เขต แต่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ยังไม่ครบ คือคำนวณออกมาได้ 138 ที่นั่ง จาก 150 ที่นั่ง หายไป 12 ที่นั่ง ทำให้จำนวน ส.ส.รวมทั้งสภา 500 ที่นั่ง ประกาศอย่างไม่เป็นทางการได้เพียง 488 ที่นั่ง

หากเรานำคะแนนที่ยังไม่สะเด็ดน้ำนี้มารวมขั้วทางการเมือง จะพบว่า พรรคที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” จะประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 135 เสียง พรรคอนาคตใหม่ 80 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง พรรคประชาชาติ 6 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง และพรรคเพื่อชาติ 5 เสียง รวมกันแล้วได้เสียงสนับสนุน 242 เสียง

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่สนับสนุน “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 117 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 53 เสียง พรรคภูมิใจไทย 51 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 11 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 เสียง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคพลังปวงชนไทย และพรรคพลังชาติไทย พรรคละ 1 เสียง หากพรรคกลุ่มนี้จับมือกันทั้งหมด จะรวมเสียงได้ 246 เสียง

จะเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่มีฝ่ายใดได้เสียงเกิน 250 เสียง ต้องรอผลคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มเติมอีก 12 ที่นั่ง ให้ครบ 150 ที่นั่ง แต่ก็เชื่อว่าจะยังมีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ดี เพราะรัฐบาลที่จะมีเสถียรภาพมั่นคง ต้องมีเสียง ส.ส.อย่างน้อย 280-300 เสียง ซึ่งหากไม่มีพรรคระดับ 50 เสียงเปลี่ยนข้าง ก็แทบจะตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพไม่ได้เลย โดยพรรคที่มีจำนวน ส.ส.อยู่ในระดับ 50 เสียง มี 2 พรรค คือ ประชาธิปัตย์ กับ ภูมิใจไทย

ปัญหาก็คือ เอาแค่ความชอบธรรมว่าใครจะได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน ก็หาข้อสรุปยากแล้ว เพราะพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนโหวตทั้งประเทศสูงกว่าเพื่อไทย แต่พรรคเพื่อไทยได้จำนวน ส.ส.เขตมากกว่าพรรคพลังประชารัฐ ล่าสุดทั้ง 2 ฝ่ายก็ออกมาอ้างเหตุผลความชอบธรรมเข้าข้างตัวเอง

นอกจากนั้น การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียงสนับสนุนถึง 376 เสียง ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่มีฝ่ายไหนน่าจะรวมเสียงได้มากขนาดนั้น แม้จะมีการย้ายข้างของพรรคระดับ 50 เสียงก็ตาม ฉะนั้นจึงต้องพึ่งพาเสียง ส.ว. ทำให้ฝ่ายสนับสนุน “นายกฯ ลุงตู่” มีโอกาสมากกว่า เพราะ ส.ว.ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. แต่ปัญหาที่จะตามมาก็คือ แม้จะตั้งนายกฯ ได้ แต่การบริหารประเทศจะทำอย่างไร เนื่องจากเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่งแบบไม่เด็ดขาด ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน

          จากปัญหา “ทางตันทางการเมือง” ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ สามารถกระเทาะออกมาเป็นแนวโน้มที่เป็นไปได้ของการเมืองไทยนับจากนี้ รวม 4 แนวทางด้วยกัน คือ

1.ถ้าพรรคภูมิใจไทยหันไปจับมือกับ “ฝั่งไม่เอาลุงตู่” ผลที่ได้จะทำให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยมีเสียงสนับสนุนเกือบๆ 300 เสียง ถือเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพมากที่เดียว แต่เสียงเกือบ 300 เสียงยังไม่พอโหวตนายกฯ เพราะต้องใช้ 376 เสียง คือโหวตร่วมกับ ส.ว.อีก 250 เสียง

          สถานการณ์ก็จะกลายเป็นว่า “ตั้งรัฐบาลได้ แต่เป็นนายกฯ ได้หรือไม่ ถ้า ส.ว.ไม่หนุน” ตอบง่ายๆ ว่า “ไม่ได้” นั่นเอง เพราะ ส.ว.มาจากไหน ใครตั้ง ก็ทราบกันดี

2.พรรคภูมิใจไทยจับมือกับ “ฝั่งหนุนลุงตู่” ผลที่ได้ก็คือ เสียงสนับสนุนของฝ่ายนี้อยู่ที่ราวๆ 250 เสียง เกินมาก็นิดหน่อย เรียกว่า “เสียงปริ่มน้ำ” เป็นรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ แต่เสียงเท่านี้ ถ้าไปรวมกับ ส.ว. 250 เสียง ก็สามารถเป็นนายกฯ ไปก่อนได้ เพราะเสียง ส.ส.รวมกับ ส.ว.มากถึง 500 เสียงหรือใกล้เคียง

          แต่สถานการณ์จะกลายเป็นว่า “ลุงตู่เป็นนายกฯ ได้ ตั้งรัฐบาลได้ แต่บริหารได้หรือไม่” ตอบง่ายๆ ได้เลยว่า “บริหารไม่ได้”

3.ฝั่งหนุนลุงตู่ จับมือ ส.ว.ปลดล็อกตั้งนายกฯ คนนอก โดยการปลดล็อกให้มี “นายกฯ คนนอก” ต้องมีเสียงสนับสนุนจาก 2 สภา 500 เสียงขึ้นไป ซึ่งดูตามจำนวนเสียงแล้วเป็นไปได้ แต่ผลที่จะตามมาก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี, ต้องหาคนกลางมาเป็นนายกฯ แล้วดึงเสียงฝั่งไม่เอาลุงตู่มาร่วมบางส่วน เช่น พรรคประชาชาติ 6 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง รวม 22 เสียง ก็พอตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพระดับหนึ่งได้ โดยมีเสียงสนับสนุนอยู่ราวๆ 270 เสียง

          โดยเหตุผลที่จะนำมาใช้คือ “รัฐบาลแห่งชาติ” (แต่เสียงสนับสนุนแค่นี้ยังไม่ตรงกับนิยามรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องมีเสียงสนับสนุนมากเป็นพิเศษ เกือบจะเป็นรัฐบาลฝั่งเดียวเลย)

4.แนวทางตามที่พรรคอนาคตใหม่เสนอ ก็คือการรวมเสียง ส.ส.ให้ได้เกิน 376 เสียงจาก 500 เสียง เพื่อโหวตนายกฯ โดยไม่ต้องอาศัยเสียง ส.ว. ซึ่งพรรคอนาคตใหม่เรียกแนวทางนี้ว่า “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ซึ่งจากคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลานี้ หากนับรวมเสียง ส.ส.ทุกพรรค ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ อย่างชัดเจน จะพบว่ามีมากกว่า 376 เสียงเลยทีเดียว พรรคอนาคตใหม่จึงคิดว่าถ้าทุกพรรคที่เหลือโหวตหนุนนายกฯ จากพรรคการเมือง ก็จะตั้งรัฐบาลได้เอง ไม่ต้องใช้บริการ “ส.ว.รอโหวต”

          คำถามคือ พรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคภูมิใจไทย 2 พรรคที่มีคะแนนเสียงประมาณ 100 เสียง จะเอาด้วยกับแนวทางนี้หรือไม่ จะยอมเดินตามเกมที่กำหนดโดย “พรรคอนาคตใหม่” จริงหรือ

และประเด็นสำคัญที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ กกต.เตือนไว้แล้วว่า ตัวเลขผลการเลือกตั้งที่ปรากฏผ่านสื่อนี้ เป็นตัวเลขคาดการณ์ที่ “สื่อคิดเอาเอง” เพราะ กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ยังมีอำนาจแจกใบเหลือง ใบส้ม ในเขตเลือกตั้งที่มีการร้องคัดค้านอีก โดยเฉพาะ “ใบส้ม” ถ้างัดออกมาแจกคนที่ได้คะแนนที่ 1 ในเขตนั้น ตัวผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งอยู่เดิม จะถูกถอดออกจากสนาม ลงสมัครอีกไม่ได้ และพรรคการเมืองที่สังกัดก็ส่งผู้สมัครคนอื่นแทนไม่ได้ ก็จะทำให้จำนวนเสียงทั้ง ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์เปลี่ยนแปลงอีก จนทำให้แนวโน้มการจับขั้วตั้งรัฐบาลสวิงได้อีกเหมือนกัน

นี่คือความยุ่งยาก สับสนอลหม่านของการเลือกตั้งระบบใหม่ ในภาวะที่บ้านเมืองแตกออกเป็นขั้วเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน

รักษาโรคทางอินเทอร์เน็ต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รักษาโรคทางอินเทอร์เน็ต

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 12:30 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,รักษาโรคทางอินเทอร์เน็ต,ข้ามทางรถไฟต้องระวัง
เปิดอ่าน 471 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

โลกปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหลือเชื่อ อะไรๆ ที่คิดว่าจะไม่เกิดขึ้นแต่ก็มีขึ้นแล้ว

จดหมายจาก ‘หมอไพรวัลย์’ ต่อไปนี้นำเสนอข่าวดีจาก กสทช. หรือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าจะจับมือกระทรวงสาธารณสุข ช่วยดูแลรักษาสุขภาพ รักษาโรคที่เรียกว่า ‘โครงการเทเลเฮลธ์’ ซึ่งได้ให้รายละเอียดมาน่าสนใจมาก

ขอเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการรักษาโรคทางอินเทอร์เน็ตที่จะเข้าใจง่ายกว่า และนี่เป็นโครงการเริ่มต้นที่ดีและจะช่วยคนในชนบทหรือต่างจังหวัดได้มีโอกาสเท่าเทียมกัน

ปัญหามีอยู่ว่าทำอย่างไรจะให้ประชาชนเข้าใจและใช้บริการตามเป้าหมาย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขต้องช่วยเหลือเต็มที่เต็มกำลังด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 โครงการเทเลเฮลธ์
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีข่าวดีข่าวน่าสนใจและร่วมสนับสนุนมาแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับโครงการเทเลเฮลธ์ หรือมีบางคนเรียกว่าการรักษาโรคทางอินเทอร์เน็ตหรือบางคนเรียกแบบฟันธงไปเลยว่าหมอมือถือ

ถ้าโครงการนี้ทำได้ดังวัตถุประสงค์ตรงตามเป้าหมายก็จะมีประโยชน์และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการต้องเสียเงิน ใช้เวลามาหาหมอตามโรงพยาบาลซึ่งสรุปพอเข้าใจง่ายๆ ว่า

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ลงนามความร่วมมือกันกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้งานบริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท (เทเลเฮลธ์)

เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ชนบทและช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล

เบื้องต้นจะให้คำปรึกษาและรักษาเบื้องต้นใน 4 โรค คือ ความดัน เบาหวาน ตา และผิวหนัง ซึ่งการรักษาดังกล่าวจะช่วยลดความแออัดของจำนวนคนไข้ที่จะเดินทางมาโรงพยาบาล รวมถึงช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางได้ด้วย

6 เดือนนับจากนี้จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อทดลองระบบต่างๆ ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี และสงขลา

โดยมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) นำร่อง 15 แห่ง คลินิกหมอครอบครัว 4 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน 5 แห่ง และโรงพยาบาลจังหวัด 8 แห่ง

ในอนาคตเมื่อผลประสบความสำเร็จก็จะขยายไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศ โดยสถานที่นำร่องดังกล่าวมีการวางสายไฟเบอร์ออปติกเข้าถึงเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นที่เรียบร้อย

หากโครงการเทเลเฮลธ์ประสบความสำเร็จและเปิดให้บริการครบทุก รพ.สต.ในชนบท คาดว่าภายใน 3-4 ปีข้างหน้าจะช่วยประหยัดงบสาธารณสุขของประเทศได้ปีละ 30,000-40,000 ล้านบาท

ผมจึงขอร่วมสนับสนุนและแจ้งมาให้ทราบและทุกอย่างจะต้องไปพร้อมๆ กันและรัฐบาลใหม่จะสนใจทำต่อไหมครับ ?
หมอไพรวัลย์


 ข้ามทางรถไฟต้องระวัง
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีเรื่องน่าตกใจและเศร้าสลดใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และน่ากลัวสยองขวัญมาก

นั่นคือมีรถยนต์-รถจักรยานยนต์ถูกชนยับเยินขณะข้ามทางรถไฟอย่างล่าสุดที่ อ.ตาคลี นครสวรรค์ มีรถกระบะข้ามทางรถไฟแล้วโดนรถไฟชนแหลก มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

กรณีนี้ทางรฟท.เคยมีบทเรียนมาแล้วแต่ไม่การปรับปรุงอย่างที่เกิดเหตุดังกล่าวไม่มีแผงกั้นและสัญญาณไฟซึ่งจะต้องจัดการตรวจดูจุดข้างทางรถไฟทั่วประเทศไทยด่วน แม้จะเป็นวัวหายล้อมคอกแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เกิดขึ้นอีก

ส่วนผู้ขับขี่ต้องระมัดระวังอันตรายให้ตัวเองอย่าข้ามโดยฝ่าฝืนสัญญาณหรือคิดว่าจะข้ามไปได้ทัน หรือข้ามโดยกระชั้นชิด

ด้วยความปรารถนาดีจึงขอเตือนมาอย่าประมาทเป็นอันขาดครับ
โสภณ (ตาคลี)


ตอบคุณ ‘โสภณ’ ตาคลี
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่มีการแจ้งมาว่าใครผิดใครถูก แต่สิ่งสำคัญสุดก็คือการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องดูแลและตรวจสอบจุดที่มีถนนข้ามทางรถไฟโดยด่วน

ขณะที่ไทยกำลังมีแผนสร้างรถไฟความเร็วสูงหรือรถไฟรางคู่แต่จะต้องอย่ามองข้ามจุดข้ามทางรถไฟด้วยเพราะที่สังเกตเห็นคือในบริเวณต่างจังหวัดที่ห่างไกล จะใช้พนักงานคอยเลื่อนรั้วที่มีล้อกั้นถนนจุดตัดข้ามราง ซึ่งล้าสมัยมากและถ้าเกิดพนักงานเผลอหลับหรือไม่ระแวดระวังเวลารถไฟมาจะทำอย่างไร

ผมจึงขอร่วมเรียกร้องให้รฟท.คำนึงถึงอันตรายและแม้ว่า รฟท.จะไม่รับผิดชอบแต่ก็ต้องช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัย ในทางหนึ่งด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

มองปรากฏการณ์ 24 มีนาฯการเมืองสองขั้ว-ยอมเสี่ยงได้เสีย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367013?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มองปรากฏการณ์ 24 มีนาฯการเมืองสองขั้ว-ยอมเสี่ยงได้เสีย

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 10:50 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 1,474 ครั้ง

โดย…  พรทิพย์ ทองดี

พลิกทุกโพลล์กับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 และกำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ในขณะนี้ว่า หลังจากพ้นก้าวแรกสู่ความเป็นประชาธิปไตย ก้าวต่อไปเราจะเดินต่อกันในท่าไหน จากสถานการณ์ที่เรากำลังร่วมกันเผชิญ ซึ่งในมุมมองของนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านการเมืองอย่าง รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง มองว่าภาพรวมจากการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่ผ่านมา ได้เกิดการพลิกล็อกขึ้น 2 ส่วนด้วยกันคือ จำนวน ส.ส.ที่ลดลงค่อนข้างฮวบฮาบของพรรคประชาธิปัตย์ และจำนวน ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ ที่ตอนแรกคาดการณ์ว่า “พรรคอนาคตใหม่จะได้อยู่ที่ประมาณ 40 หรือ 50 ที่นั่ง แต่เอาเข้าจริงกลับขึ้นมาถึง 80 กว่า” จึงมีสิ่งที่เรียกว่า การพลิกล็อก เกิดขึ้นมา

แต่โดยภาพรวมถือว่าไม่ผิดจากที่คาดไว้มากนัก จากตอนแรกที่คาดว่าพรรคพลังประชารัฐ และกลุ่มของพรรคเพื่อไทยจะมีความสูสี ซึ่งผลก็ออกมาค่อนข้างใกล้เคียงกัน ทั้งยังมีพรรคที่อยู่ตรงกลางพร้อมที่จะเคลื่อนไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แล้วหาก “พิจารณาจากเรื่อง “การแบ่งขั้ว” ทางการเมือง จะพบว่า เป็นเสมือนการแข่งฟันดาบระหว่างสองค่าย ที่ทั้งสองต่างก็แย่งชิงกัน” ในกรณีของ เพื่อไทย กับ พลังประชารัฐ ที่มีการขับเคี่ยวกันมาโดยตลอด ส่วนทางด้านพรรคอนาคตใหม่ ที่ถึงแม้จะมีแนวทางอุดมการณ์ต่างๆ คล้ายกับทางพรรคเพื่อไทย แต่พรรคนี้กลับมีจุดที่แตกต่างจากทั้งสองพรรคการเมืองข้างต้นอยู่ จึงทำให้พรรคโดดเด่น และสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นได้ ทั้งพรรคยังได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ค่อนข้างมาก จากระบบกติกาการคิดคำนวณคะแนนเฉลี่ย รวมถึงกระแสนิยมจากการได้รับเสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 18-25 ปี ที่มีจำนวนมากกว่า 7 ล้านคน

รศ.ดร.สมชาย เชื่อว่า ครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นลูกค้าของพรรคอนาคตใหม่อย่างแน่นอน คิดว่าในเรื่องของโซเชียลมีเดีย “อนาคตใหม่ได้รับประโยชน์จากตรงนี้เยอะมากเพราะ “ธนาธร” เป็นตัวบุคคลที่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อทางโซเชียลมีเดีย” รวมถึง “ความเบื่อหน่ายที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองเก่าๆ” อันเป็นเหตุผลข้อหนึ่ง ที่ทำให้ธนาธรตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา ทั้งเชื่อว่ากรณีการยุบพรรคพรรคไทยรักษาชาติ ทำให้คะแนนบางส่วนถูกเทมาทางนี้ และกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เราได้เห็นถึงความมาแรงของพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้

และการที่เพื่อไทยได้ ส.ส.เขตมาเป็นที่หนึ่ง แต่ไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลยนั้น มาจากการที่รัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาแล้วว่าถ้าได้ ส.ส.เขตเยอะ จะได้บัญชีรายชื่อน้อย รวมถึงครั้งนี้เพื่อไทยได้ส่ง ส.ส.ลงแข่งไม่ครบทุกเขต จึงทำให้คะแนนที่ควรจะได้มาคิดสัดส่วนปาร์ตี้ลิสต์หายไป แม้ก่อนหน้านี้จะมีการแก้เกมโดยให้พรรคไทยรักษาชาติมาช่วยเติมเต็มส่วนนี้ให้ แต่ปัจจุบันไทยรักษาชาติก็ถูกยุบไปแล้ว ผลของการเลือกตั้งที่ออกมาจึงทำให้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทยสอบตกยกพรรค

ทั้งได้แสดงข้อคิดเห็นต่อ กรณีที่ “พรรคพลังประชารัฐคว้าแชมป์ ได้ ส.ส.เขตใน กรุงเทพฯ ไปมากที่สุด” ว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ชุมชนเมือง ที่มีชนชั้นกลางอาศัยอยู่มาก เพราะฉะนั้นในอดีตเราจะเห็นได้ชัดว่า ลักษณะของการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ จะเป็นเสียงสะท้อนจากชนชั้นกลาง และปัจจุบันก็มีชนชั้นกลางมากขึ้น เดิมทีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนของคนกรุงเทพฯ คือ พรรคประชาธิปัตย์ แต่ตอนนี้ได้ถูกแย่งไปโดยพรรคพลังประชารัฐ คิดว่า การที่คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์หายไปส่วนหนึ่ง เป็นเพราะการแยกขั้ว และกลุ่มเป้าหมายของทั้งสองพรรคก็เป็นกลุ่มเดียวกัน ประชาชนคนกรุงจึงต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมกับการที่ “อภิสิทธิ์” ได้ออกมาโจมตี “พล.อ.ประยุทธ์” จึงทำให้คนกลุ่มนี้เกิดความไม่พอใจในตัวอภิสิทธิ์ จากแรกที่คิดว่าจะเลือกประชาธิปัตย์ให้ไปรวมกับพลังประชารัฐ ก็กลายเป็นไปเลือกพลังประชารัฐแทน จึงทำให้เสียงของพลังประชารัฐที่ได้สูงขึ้น และคนอีกกลุ่มที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ที่เป็นฐานเสียงของเพื่อไทยในบางแห่ง ก็มีความต้องการความเปลี่ยนแปลง คือไม่ต้องการทั้งพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แล้วได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย ตรงส่วนนี้ก็ได้กลายไปเป็นตัวที่สามารถอธิบายถึงปรากฏการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ได้เช่นกัน

ส่วนทางด้านของ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า มองว่า เสียงของความเห็นด้วยเห็นต่างของการเมืองทั้งสองขั้วนั้นมีความใกล้เคียงกันมาก ถ้ารวมตัวเลขของฝ่ายที่ไม่เอารัฐบาล กับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ก็จะเห็นว่ามีตัวเลขที่พอๆ กัน การเลือกตั้งครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “ขั้ว” ทางการเมือง เหมือนกับครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา ที่มีอยู่ 2 ขั้วใหญ่ๆ แข่งกันชัดเจนคือ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยที่ประชาธิปัตย์มีภูมิใจไทยเป็นพันธมิตรในครั้งที่แล้ว แต่รอบนี้ภายใต้ขั้วที่แบ่งเป็น 2 ขั้ว ได้มีความแปลกใหม่เกิดขึ้น เพราะมีพรรคใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายพรรค เช่น ในปัจจุบัน “ฝั่งที่ไม่เอารัฐบาล” ก็คือ เพื่อไทย อนาคตใหม่ เพื่อชาติ เสรีรวมไทย เป็นต้น ซึ่งมีแนวทางอุดมการณ์อยู่ในขั้วเดียวกัน กับอีกฝั่งที่มี “การแบ่งกันเป็นพลังประชารัฐ กับประชาธิปัตย์ขึ้นมา” แต่ฐานเสียงที่จะสนับสนุนทั้งสองพรรคนี้ก็คือ กลุ่มเดียวกัน ส่วนทางด้าน “ภูมิใจไทย” รอบนี้ก็วางตัวเป็นพรรคกลางๆ ไม่ได้เป็นคู่ตรงข้ามกับฝั่งใดชัดเจน

การที่คะแนนของพลังประชารัฐนำมาเป็นอันดับหนึ่ง ก็เพราะว่า ขั้วที่แบ่งกันเป็น พลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์ ประชาชนได้ตัดสินใจว่า ถ้าจะสนับสนุนแนวทางแบบ “ลุงตู่” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ จะต้องมุ่งไปที่พรรคพลังประชารัฐ ไม่อย่างนั้นฝั่งเพื่อไทย ฝั่งประชาธิปไตยก็จะชนะ เพราะการเลือกประชาธิปัตย์ ไม่ได้การันตีว่าเขาจะได้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้เกิดการกระจุกตัวมากหน่อยในฝั่งนี้

ส่วนทางด้านเพื่อไทย และฝั่งประชาธิปไตย การที่พรรคเพื่อไทยเล่นเกมแตกแบงก์นั้น ทำให้พรรคของเขามีขนาดย่อลง “ด้วยจำนวนเขตที่ส่งลงไปแค่ 250 เขต ในขณะที่กระแสนั้นมาทางอนาคตใหม่ บวกกับการที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ จึงมีคะแนนของขั้วจัดตั้งดั้งเดิมที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2554 ในเขตที่เพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัคร ไปบวกกับคะแนนกระแสของอนาคตใหม่ เราก็เลยเห็นถึงปรากฏการณ์ของสองแรงบวก ที่ทำให้อนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงมาเป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าลองเอาตัวเลขของทั้งสองฝั่งมาบวกกัน เราก็จะได้ตัวเลขของการเลือกตั้งปี 2554

การที่ประชาธิปัตย์ไม่ได้ ส.ส.ในกรุงเทพฯ เลย ก็คงเป็นบทเรียนราคาแพง กับการเลือกยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงของพรรคประชาธิปัตย์เอง แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยงที่มาจากการที่เขารู้ถึงกระแส ที่เขาได้ประเมินแล้วว่า เขาต้องเล่นแบบนี้ เพื่อหวังผลได้เสีย ถ้าได้ก็คือ ได้เลย สามารถรักษาฐานเสียงไว้ได้ แต่ถ้าเสียก็คือ เสียเลย แบบที่กำลังเป็น

เลือกตั้ง62สมรภูมิ”ช้างล้ม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367010?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลือกตั้ง62สมรภูมิ”ช้างล้ม”

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 10:00 น.
เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 1,608 ครั้ง

รายงาน…

 มหกรรม “เลือกตั้ง62” ยังไม่สิ้นสุด

การออกไปทำหน้าที่พลเมืองกาบัตรลงคะแนนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม เป็นแค่พิธีกรรม “โหมโรง” ไม่มีอะไรตื่นตาตื่นใจ

หลังปิดหีบแล้วก็ยังเรียบๆ จนกระทั่งการนับคะแนนผ่านไปราวสองสามทุ่ม บรรยากาศการเมืองจึงเริ่มออกรส !

คนดูที่เสร็จภารกิจจากคูหาเลือกตั้ง กลับมาปูเสื่อนั่งลุ้นอยู่หน้าจอทีวีที่บ้าน เริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่เมื่อผู้เล่นที่เพิ่งไปลงคะแนนให้ออกอาการแกว่ง

เดี๋ยวนำ! เดี๋ยวตาม! พลิกไปพลิกมาอยู่อย่างนี้ทั้งคืน

แต่บางเขตเมื่อคะแนนทิ้งห่างกันมาก กองเชียร์จึงม้วนเสื่อ แยกย้ายเข้านอนไปตั้งแต่หัวค่ำก็มี

  ช้างใหญ่ล้มดัง
อย่างที่บอก การนับคะแนนของ กกต. ซึ่งแม้ขลุกขลัก และผิดพลาดหลายอย่าง แต่เมื่อผลจากหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ถูกทยอยส่งเข้ามายัง กกต.ส่วนกลางมากขึ้นๆ จนถึง 80% การคาดหมายว่าผู้สมัครคนไหน พรรคใดจะเป็นฝ่ายชนะ หรือปราชัยในการเลือกตั้งก็เริ่มมีความชัดเจน
บางทีอาจชัดและเร็วไปด้วยซ้ำที่จะบอกว่า “คุณแพ้แล้ว”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมรับความปราชัยนี้ตั้งแต่เห็นคู่อริอย่างพรรคเพื่อไทย มีคะแนนนำโด่งที่ 119 เสียง ตามด้วยพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้มา 80 กว่าที่นั่ง หนำซ้ำพรรคประชาธิปัตย์ ของตัวเองยังดิ่งลึกลงไปอยู่ใต้พรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกสบประมาทว่าเป็นม้านอกสายตา แต่เมื่อถึงทางตรงกลับไต่อันดับขึ้นมาอยู่เบอร์สามได้เสียอีก

ถึงนาทีนี้ พรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม บอบช้ำหนัก อภิสิทธิ์ตัดสินใจเปิดที่ทำการพรรค ประกาศผ่านไมโครโฟน ขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากหัวหน้าพรรค ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของบรรดาแม่ยกที่ปักหลักให้กำลังใจอย่างล้นหลามในคืนนั้นเอง

          ช้างศึก กทม.สูญพันธุ์
การเลือกตั้ง ส.ส.เขตกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า พวกเขาพบกับความปราชัยอย่างย่อยยับจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ จนขุนศึกทั้ง 30 เขต ภายใต้การนำของ “เดอะมาร์ค” ต้องสูญเสียที่มั่นให้แก่คู่ต่อสู้ที่ดาหน้าเข้ามารอบด้านจนไม่เหลือแม้แต่เขตเดียว

ตัวอย่างเช่น ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ผู้ครอบครองเขตเลือกตั้งที่ 3 บางคอแหลม ยานนาวา ปราชัยให้แก่ วรรณวรี ตะล่อมสิน จากพรรคอนาคตใหม่

เขต  6 จตุจักร พญาไท ราชเทวี คริส โปตระนันทน์ พรรคอนาคตใหม่ ก็สามารถล้มแชมป์เก่า อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ไปได้แบบสบายๆ

ขณะที่เขต 8 ลาดพร้าว วังทองหลาง กษิดิ์เดช ชุติมันต์ พรรคพลังประชารัฐ ยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แก่ สรรเสริญ สมะลาภา อย่างหมดรูป

เขต 13 บางกะปิ และวังทองหลาง (เฉพาะแขวงพลับพลา) พรรคประชาธิปัตย์ ส่งคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง ไอติม “พริษฐ์ วัชรสินธุ” หลานรักหัวหน้าพรรค แต่ก็พ่ายให้แก่ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ พรรคพลังประชารัฐ

เขตเลือกตั้งที่ 19 ประเวศ และสะพานสูง ประสิทธิ์ มะหะหมัด พรรคพลังประชารัฐ แย่งชิงเก้าอี้มาจาก นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ (นาถยา แดงบุหงา)

ส่วนเขต 26 บางบอน หนองแขม (เฉพาะแขวงหนองแขม) เจ้าของสโลแกน “ใจถึงพึ่งได้” อย่าง วัน อยู่บำรุง พรรคเพื่อไทย ใจถึงจริงล้ม สามารถ ม่วงศิริ คู่ต่อกรประจำตระกูลได้สำเร็จ

เขต  27 เขตตลิ่งชัน ทวีวัฒนา และหนองแขม ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ มาแรงแซงโค้งปาดหน้าเอาชนะ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แบบไม่เห็นฝุ่น และเขต 30 เขตบางกอกน้อยและบางพลัด รัชดา ธนาดิเรก แชมป์เก่าพลาดท่าเสียเก้าอี้ให้ จักรพันธ์ พรนิมิตร พรรคพลังประชารัฐ อย่างน่าเสียดาย

 ช้างภูธรล้มระนาว
ศึกชนช้างสนามเลือกตั้ง 62 นอกจากสนาม กทม.แล้ว การต่อสู้ในพื้นที่ภูธรก็มีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หลายจังหวัดการแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือดและมีปรากฏการณ์ “ช้างล้ม” ให้เห็นมากมาย

พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่สูญเสียช้างศึกฝีมือดีไปหลายตัว อย่างที่ จ.พิษณุโลก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ต้องเสียที่นั่งเขต 1 ให้แก่ ปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคอนาคตใหม่ ด้วยคะแนนห่างกันถึงหมื่นกว่าคะแนน

จ.จันทบุรี ฐนภัทร กิตติวงศา พรรคอนาคตใหม่ เฉือนเอาชนะ ธวัชชัย อานามพงษ์ ที่ย้ายมาลงพรรคพลังประชารัฐ ไม่ถึง 1,000 คะแนน

ลงใต้ไปที่ จ.พัทลุง เขต 1 สุพัชรี ธรรมเพชร พลาดท่าให้แก่ ภูมิศิษฎ์ คงมี พรรคภูมิใจไทย เกือบหมื่นคะแนน เขต 2 นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.ตลอดกาล ถูก ฉลอง เทอดวีระพงศ์ พรรคภูมิใจไทย ยัดเยียดความปราชัยให้ด้วยคะแนนทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น

จ.ตรัง เขต1 นิพันธ์ ศิริธร พรรคพลังประชารัฐ บุกไปคว้าชัยจาก นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ถึงถิ่นนายหัวชวน หลีกภัย แบบฉิวเฉียด

จ.นครศรีธรรมราช สนามนี้มีช้างตัวใหญ่จากพรรคประชาธิปัตย์ต้องล้มไม่เป็นท่าอีกเช่นกัน เมื่อ วิทยา แก้วภราดัย ส.ส.เขต 2 หลายสมัย พลาดท่าให้แก่คนจากพรรคพลังประชารัฐ สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ขณะที่  สายัณห์ ยุติธรรม สามารถเอาชนะ สุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ เช่นกัน

จ.กระบี่ เขต 2 สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย เอาชนะ สุชีน เอ่งฉ้วน พรรคประชาธิปัตย์ แบบไม่ห่างนัก

ส่วนที่ จ.ประจวบคีรีขนธ์  เฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยังเสียดายไม่หาย ปราชัยให้แก่ พรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ พรรคเพื่อไทย แบบพลิกความคาดหมายเพียง 300 กว่าคะแนน

จ.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ 2 เขต กฤษณ์ แก้วอยู่ ล้ม อรรถพร พลบุตร พรรคประชาธิปัตย์ และ  สุชาติ อุสาหะ  ล้ม อภิชาต สุภาแพ่ง แบบสบายๆ

          ช้างหลายพรรคล้มดังพอกัน
อย่างที่บอก การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่มีรสชาติ อะไรก็เกิดขึ้นได้ อย่างกรณีช้างล้ม อดีต ส.ส.เก่า ไม่ว่ากี่สมัยสามารถถูกผู้สมัครหน้าใหม่ล้มได้ทุกเมื่อ

แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ ที่ จ.นครปฐม อนุชา สะสมทรัพย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ครองที่นั่ง ส.ส.เขต 4 มายาวนาน กลับเสียท่าให้แก่ ปฐมพงศ์ สูญจันทร์ พรรคพลังประชารัฐ แบบงงๆ

ส่วนเขต 5 เผดิมชัย สะสมทรัพย์ จากครอบครัวเดียวกัน ก็เสียศูนย์ ถูก จุมพิตา จันทรขจร พรรคอนาคตใหม่ สอยร่วงไม่เป็นท่า

จ.ฉะเชิงเทรา หลังจากพรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบไป กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ พรรคอนาคตใหม่ เลยส้มหล่น ได้แรงหนุนจากตระกูล “ฉายแสง” เบียดเอาชนะแชมป์เก่า บุญเลิศ ไพรินทร์ ที่ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐไปได้แบบไม่ห่างนัก

จ.สระแก้ว ทีมงานป๋าเหนาะ เสนาะ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย ปราชัยอย่างหมดรูป เมื่อคนในตระกูลเทียนทอง ลงแข่งขันกันเอง แต่ปรากฏว่าเขต 1 ฐานิสร์ เทียนทอง พรรคพลังประชารัฐ เอาชนะ สนธิเดช เทียนทอง พรรคเพื่อไทยไปได้ และเขต 3 สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ พรรคพลังประชารัฐ คว่ำ สรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย

ที่ จ.เชียงราย 2 ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ สร้างความฮือฮา หักปากกาเซียน แจ้งเกิดในเขต 1 และ 6 เมื่อ เอกภพ เพียรพิเศษ สามารถคว่ำ สามารถ แก้วมีชัย แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย ขณะที่เขต 6 พีรเดช คำสมุทร ล้มช้างอย่าง อิทธิเดช แก้วหลวง พรรคเพื่อไทย ไปได้

ปิดท้ายที่ จ.ขอนแก่น เมืองหมอแคน ฐานเสียงพรรคเพื่อไทย ที่เจ้าของเดิมหวังกวาดให้ครบทั้ง 10 เขต แต่เกิดการพลิกล็อกไป 2 เขต คือ เขต 1 กับ เขต 2 ทำให้ต้องเสียเก้าอี้ไปให้ฝั่ง “พลังประชารัฐ” และ “อนาคตใหม่” ชนิดที่เรียกว่า “ล้มช้าง” โดยเขต 1 เต็งจ๋า นอนมา “เสี่ยเต๋า” จักริน พัฒน์ดำรงจิตร จากพรรคเพื่อไทย ลูกชาย “เสี่ยเล้ง” หลายต่อหลายคนยกฉายาให้เป็น “มังกรอีสาน” ครองเก้าอี้ มานาน 5 สมัย ทว่าถูกเด็กรุ่นน้องอย่าง “นันนี่” ฐิตินันท์ แสงนาค พรรคอนาคตใหม่ เล่นงานจนล้มไม่เป็นท่า

ส่วนเขต 2 อรอนงค์ สาระผล ภรรยา ภูมิ สาระผล อดีต ส.ส.ขอนแก่น หลายสมัย ถูกผู้สมัครหน้าใหม่ ในวัย 37 ปี เจ้าของทีมฟุตบอลชื่อดังเมืองขอนแก่นอย่าง วัฒนา ช่างเหลา ลูกชายเอกราช ช่างเหลา ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ภาคอีสาน ล้มอย่างเหนือความคาดหมาย

ทำไมพรรคเก่าแก่แพ้ “พลังลุงตู่” ราบคาบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไมพรรคเก่าแก่แพ้ “พลังลุงตู่” ราบคาบ

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 08:03 น.
กระดานความคิด,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 20,150 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด   โดย…  บางนา  บางปะกง

นับแต่ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2489 ไม่มีความปราชัยครั้งใดที่จะยับเยินเท่าการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้ปี 2522 ปชป.จะพ่ายหวิดสูญพันธุ์ในกรุงเทพฯ แต่ในต่างจังหวัด ปชป.ก็ยังได้ ส.ส.มาจำนวนมาก

ต่างจากครั้งนี้ ปชป.สูญพันธุ์ในเมืองหลวง ภาคเหนือก็เหลือแค่ 1 ที่นั่ง ภาคอีสานได้มาแค่ 2 ที่นั่ง ภาคกลางก็ร่วงเกินครึ่งของอดีตส.ส.ปี 2554 รวมถึงภาคใต้ ถูกพรรคอื่นเจาะทั้งตอนล่างและตอนบน

นพ.วรงค์ เดชกิจกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ที่สอบตกแบบเหลือเชื่อ ได้สรุปความพ่ายแพ้ของปชป.แบบตรงไปตรงมาว่า เป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของพรรค

          “เราไม่ควรไปต่อสู้กับพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเราประเมินความผิดพลาดเป็นอย่างมาก” หมอวรงค์ หมายถึงคำขวัญเชิงยุทธศาสตร์ “ไม่เอาประยุทธ์” และคัดค้านการสืบทอดอำนาจ 

ก่อนหน้านั้น “หมอวรงค์” ได้โพสต์ความเห็นลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง “เรือที่ชื่อประชาธิปัตย์” โดยระบุว่ากัปตันท่านนี้ได้พิสูจน์ถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่มากๆ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่อับปางน้ำรั่ว หรือผนังเรือพังเท่านั้น แต่เป็นการอับปางเกือบจะเหลือแต่ซาก

กัปตันก็คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. “กัปตันและทีมแม้จะเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ก็แลกกับชีวิตทางการเมืองของเพื่อนๆ หลายชีวิตมาก บนซากปรักหักพังนี้ ถึงเวลาจริงๆ แล้ว ที่พวกเราต้องไม่เกรงใจกัน ต้องเปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีทำงานกันครั้งใหญ่”

จริงหรือไม่? พรรค ปชป.พ่าย “กระแสลุงตู่” หมอวรงค์วิเคราะห์เกินจริงไปหรือไม่? ลองมาฟังคำตอบจากในสนามเลือกตั้ง

สนามเลือกตั้งเพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ชนะ “ยกจังหวัด” โดยกลุ่มอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่เคยเป็นขวัญใจคนเมืองเพชรมาตั้งปี 2550 ได้คะแนนต่ำกว่าเป้าเยอะ

ผู้สมัคร ส.ส.เพชรบุรี ของ พปชร.ทั้ง 3 เขต ก็เป็นคนหน้าใหม่ แต่เดินหน้าหาเสียงโดยชู “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงสิบปีมานี้คนเพชรเป็นกองกำลังหลักในการต่อต้านระบอบทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นยุคพันธมิตรฯ หรือ กปปส.

สมรภูมิภาคกลาง จะมีลักษณะใกล้เคียงกัน คะแนนที่หายไปจากพรรค ปชป. จะไปโผล่ที่พรรคพลังประชารัฐ เพราะผู้ที่เลือก ปชป. มองว่า “ลุงตู่” เป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และจะหักโค่นระบอบทักษิณได้

ล่องใต้ไปที่นครศรีธรรมราช ฐานที่มั่นใหญ่ของพรรคเก่าแก่ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องสูญเสียเก้าอี้ ส.ส. 3 ที่นั่งให้แก่ค่าย พปชร. อย่างเขต 1 รงค์ บุญสวยขวัญ นักวิชาการภาควิชารัฐศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ เขต 2 สัณหพจน์ สุขศรีเมือง และเขต 7 สายัณห์ ยุติธรรม อดีตประธานสภา อบจ.นครศรีธรรมราช

สภากาแฟเมืองคอนบอกว่าชัยชนะของพปชร.ใน 3 เขต ทำให้นิเวศทางการเมืองของนครศรีธรรมราช มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

สนามสงขลาเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ปชป.ที่ชนะยกจังหวัดต้องสูญเสียให้พลังประชารัฐ 4 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 1 ที่นั่ง ส่วน ปชป.เหลือเพียง 3 ที่นั่ง (เขต 5, 6 และ 8)

          จุดชี้ขาดชัยของ พปชร.เมืองนครศรีธรรมราช และสงขลา ก็เป็นความชัดเจนในการเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งมีจุดแข็งในการมีภาวะผู้นำสูง

สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง “อภิสิทธิ์” พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ประเมินสถานการณ์ว่าพลังต้านการสืบทอดอำนาจมาแรง โดยเฉพาะในฐานที่มั่นภาคใต้และเมืองหลวง จึงตัดสินใจลั่นคำ “ไม่เอาประยุทธ์”

          จะว่าไปแล้วเป็นการประเมินสถานการณ์โดยอัตวิสัยล้วนๆ ไม่ได้ยึดกุมสภาพที่เป็นจริง พลังที่หนุน “ลุงตู่” ก็คือกลุ่มคนที่ไม่เอาทุนสามานย์ ไม่เอาระบอบทักษิณ 

ด้านหนึ่งเลือกตั้ง 2550 และ 2554 พรรค ปชป.ออกแคมเปญ “ต้านระบอบทักษิณ” จนส่งผลให้กระแสพรรคดียิ่งในภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้

แกนนำ ปชป.ยุคมาร์ค ประเมินกระแสรักลุงตู่ต่ำไป และสองวันสุดท้ายพรรคพลังประชารัฐเสนอคำขวัญทางยุทธวิธี “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่” ผู้ที่เคยเทคะแนนให้ปชป. ก็เปลี่ยนใจทันที

          อดีตคนเสื้อเหลืองและกปปส.ไม่เคยไว้วางใจกลุ่มทุนสามานย์ทั้งในรูปแบบเก่าและใหม่ พวกเขามองว่าลุงตู่คือผู้นำที่จะต่อกรกับ “ทายาททุนสามานย์” ได้ จึงออกจากบ้านไปหย่อนบัตร เลือกคนดีมาปกครองบ้านเมือง 

แดงฉะก๊วนส้มหวาน เหตุ “เพื่อแม้ว” พลาดเป้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367009?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แดงฉะก๊วนส้มหวาน เหตุ “เพื่อแม้ว” พลาดเป้า

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 04:03 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,ไพลิน เทียนสุวรรณ,วรชัย เหมะ
เปิดอ่าน 21,232 ครั้ง

กระแสหัวหน้าพรรคส้มหวาน ยิ่งมาแรง ยิ่งเกิดความไม่ไว้วางใจอนาคตใหม่ มันเป็นเรื่องตลกร้าย ที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องมาทะเลาะกันเอง

อ่านตัวเลขผลการนับคะแนนเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 อย่างไม่เป็นทางการ 350 เขต 77 จังหวัด ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยพลาดเป้าไปเยอะ แต่พรรคอนาคตใหม่กลับปักธงไปได้ 30 เขต เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย

พรรคเพื่อไทยยังได้ ส.ส.เขตมาจากภาคอีสาน และภาคเหนือ เป็นส่วนใหญ่ แต่ในพื้นที่ภาคกลาง พรรคพลังประชารัฐชิงเบียดเพื่อไทยออกไปได้หลายจังหวัด

เซเลบแดงฉุนส้มหวาน

ก่อนหน้าจะถึงวันหย่อนบัตร เกิดความขัดแย้งระหว่าง “เซเลบแดง” กับ “เอฟซีธนาธร” ที่เคยเป็นแดงเก่า นัยว่า กระแสหัวหน้าพรรคส้มหวาน ยิ่งมาแรง ยิ่งเกิดความไม่ไว้วางใจอนาคตใหม่ มันเป็นเรื่องตลกร้าย ที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องมาทะเลาะกันเอง

พวกแดงพันธุ์แท้ มักจะวิจารณ์กรณีพรรคส้มหวาน ไปดึงคนกลางๆ หรือเหลืองอ่อนๆ มาสมัคร ส.ส. โดยมองข้ามช็อตไปว่าพวกคนเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทครอบงำพรรค และทำให้พรรคส้มหวานแปรเปลี่ยนไปได้ในวันข้างหน้า

ฝ่ายเอฟซีธนาธรก็โต้กลับ อย่าไปติดกับดัก “พรรคเดียว” เพราะหากนำพากันไปทางดีก็ดีไป แต่พาลงเหวก็จบเห่ ถ้าไม่มีอนาคตใหม่ ไม่มีเสรีรวมไทย ไม่มีประชาชาติ จะมีคนเลือกฝ่ายประชาธิปไตยหลากหลายอย่างนี้ไหม

          เมื่อคลี่คะแนนออกมาแต่ละเขต ก็พบว่า พรรคส้มหวานทอนคะแนนเพื่อไทยลงเยอะ จนทำให้พรรคเพื่อแม้ว ไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ

บทเรียนเจ็บแสบที่ปากน้ำ

“ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” แกนนำแดงอิสระแห่งปากน้ำ โพสต์เฟซบุ๊กหลังการปิดหีบนับคะแนน ทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้ง ส.ส.สมุทรปราการ ก็โพสต์ทันทีว่า

“จังหวัดที่เพื่อไทยเสียหายมากที่สุดคือสมุทรปราการ​ เดิมเพื่อไทยเป็นเจ้าของพื้นที่ 7 ที่นั่ง วันนี้แพ้ให้กับพลังประชารัฐถึง 6 ที่นั่ง …ความพ่ายแพ้ในสมุทรปราการ​ จึงแทบจะชี้ขาดเกมทั้งหมด”

เพื่อไทย ปากน้ำ

ส่องไปที่ผลการนับคะแนนของ กกต.จังหวัดสมุทรปราการ ปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐ ได้ 6 ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่ 1 ที่นั่ง ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่พรรคเครือข่ายชินวัตร(ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย) พ่ายยกจังหวัดที่ปากน้ำ

ความปราชัยของเพื่อไทย หมายถึงการกลับมาของ “อัศวเหม” ตระกูลการเมืองเก่าแก่ของปากน้ำ โดยการนำทีมของ “อัครวัฒน์ อัศวเหม” อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ และ “ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” ผู้อยู่เบื้องหลัง

อัครวัฒน์ อัศวเหม

ศึกครั้งนี้ “ชนม์สวัสดิ์” ได้เตรียมความพร้อมสำหรับเลือกตั้งอย่างดี เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกตัวผู้สมัคร ส.ส.ที่มีฐานคะแนนในท้องถิ่น

          แค้นนี้สิบปียี่สิบปี ก็ไม่สาย คนตระกูลม้าทอง รอวันนี้มานานแล้ว

แดงฮาร์ดคอร์เศร้า

เจาะไปที่สนามปากน้ำแบบรายเขต พบว่า  “เซเลบแดง” ที่ร่วง ประกอบด้วยเขตเลือกตั้งที่ 2 “ภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ลูกชายของสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ต้องพ่ายแพ้แก่ “ยงยุทธ สุวรรณบุตร” จากพรรคพลังประชารัฐ โดยยงยุทธเคยเป็นนายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ

เขตเลือกตั้งที่ 4 “เสี่ยเงาะ” วรชัย เหมะ แกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์ พ่าย “วุฒินันท์ บุญชู” พรรคอนาคตใหม่ แบบเหลือเชื่อ

วรชัย เหมะ

เขตเลือกตั้งที่ 7 “ไพลิน เทียนสุวรรณ“ ส.อบจ.สมุทรปราการ เขต อ.พระสมุทรเจดีย์ ได้ชื่อว่าเป็น “ส.จ.สาวแสนสวย” พรรคพลังประชารัฐ เอาชนะ “นันทวรรณ ประสพดี” ภรรยาของประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

ไพลิน เทียนสุวรรณ

ที่น่าเจ็บปวดของแดงเพื่อไทยคือ แม้ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ จะได้อันดับ 3 แต่ก็ได้ 2-3 หมื่นคะแนน พวกเขาจึงเชื่อว่า ถ้าไม่มีพรรคอนาคตใหม่ คะแนนดังกล่าวนี้ก็จะเป็นของพรรคเพื่อไทย

          เหนืออื่นใด แดงฮาร์ดคอร์ก็ยอมรับว่า “กระแสลุงตู่” มาแรงจริงๆ ในสนามปากน้ำ จึงทำให้ความฝันของ “อัศวเหม” เป็นจริง

สุขภาพดีไม่มีขาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366880?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุขภาพดีไม่มีขาย

วันที่ 25 มีนาคม 2562 – 13:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สุขภาพ
เปิดอ่าน 391 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

อากาศร้อนๆ อย่างนี้ต้องดูแลสุขภาพร่างกายเป็นพิเศษ ‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอออกจากวงจรการเมืองที่เพิ่งเสร็จการเลือกตั้งไปวันวานแล้วขอนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘วรรณา’ กทม. ที่แนะนำการมีสุภาพดี ด้วยราคาประหยัดได้ประโยชน์สูงสุด

เวลานี้จะเห็นว่าผู้คนทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจสุขภาพร่างกายมากขึ้นทั้งการกินอยู่ การออกกำลังกาย และการมีจิตใจที่ดีมองโลกในด้านบวก

อยากให้ลองปฏิบัติดูนะครับเพื่อสุขภาพของท่านเอง
อ๊อด เทอร์โบ


 ดูแลสุขภาพราคาประหยัด
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ 

สามีดิฉันชอบเล่นกอล์ฟซึ่งดิฉันก็สนับสนุนเพราะแม้จะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่ากีฬาอื่น แต่เห็นเขามีความสุขสนุกสนานได้อยู่กับเพื่อนๆ แล้วก็คิดเสียว่าดีกว่าไปสำมะเลเทเมา

เดือนก่อนไปเล่นกอล์ฟที่กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟคลับ อ.บ่อพลอย กาญจนบุรี และนำนิตยสารมายดรีม ซึ่งทางสนามแจกให้ฟรี ซึ่งดิฉันเปิดอ่านดูแล้วชอบเรื่องวิธีการดูแลสุขภาพให้ดีแล้วชอบมากเลยขอนำมาบอกต่อให้พิจารณาปฏิบัติด้วยตัวเองดังนี้ค่ะ

1.เลือกอาหารเสริมที่เหมาะกับตัวเอง อย่าตกเป็นเหยื่อของการตลาดและการโฆษณาของวิตามินและอาหารเสริมต่างๆ ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกักตุนวิตามินที่คนอื่นว่าดี เอาเข้าจริงๆ แล้วอาจไม่ได้แตะเลยก็ได้ แต่ขอแนะนำให้ลองดูว่าร่างกายคุณต้องการวิตามินหรืออาหารเสริมอะไร และเลือกให้เหมาะกับสุขภาพนั้น
2.เช็กสุขภาพฟันเป็นประจำ อย่าเลื่อนนัดหมอฟัน ถึงแม้ว่าหลายคนอาจจะคิดว่าการไปตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุกๆ 6 เดือนนั้นอาจจะไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่ได้มีความรู้และไม่มีเครื่องมือที่จะตรวจตราได้แม่นยำเท่าทันตแพทย์ อย่ารอจนมารู้ทีหลังว่าต้องถอนและใส่ฟันปลอมแทน สิ่งเหล่านี้คุณสามารถหลีกเลี่ยงได้หากไปเช็กฟันเรื่อยๆ และแก้ไขได้ทันเวลา

3.เช็กร่างกายเป็นประจำทุกปี ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุเท่าไร อย่าคิดว่าคงไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินตรวจสุขภาพเพราะชีวิตในยุคนี้ที่มีทั้งความเครียดและสิ่งปรุงแต่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่ส่งผลให้ร่างกายของเราทรุดโทรมได้ไวขึ้น

โรคใดๆ ก็ตาม หากได้มีการตรวจพบเสียแต่เนิ่นๆ โอกาสในการรักษาทั้งในแง่เวลา ขั้นตอน และค่าใช้จ่ายจะประหยัดกว่าเมื่อไปพบในระยะโคม่า ที่สำคัญที่สุดเลยคือโรคร้ายแรงส่วนใหญ่มีทางรักษาให้รอดชีวิตได้ถ้ารักษาตั้งแต่เบื้องต้น

4.เลือกประกันสุขภาพที่คุ้มที่สุด ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการประกันสุขภาพรูปแบบต่างๆ มากมาย ลองเลือกและคำนวณตัวเลขดู แล้ววิเคราะห์ว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับของตัวเอง

5.วางแผนมื้ออาหารเพื่อสุขภาพของตัวเอง อาหารเพื่อสุขภาพที่จัดขายกันเป็นมื้อๆ นั้น เมื่อนับรวมเป็นรายเดือนแล้ว ไม่ถือว่าถูกเลย ยิ่งถ้าเป็นคนที่นิยมกินคลีนด้วยแล้วล่ะก็ถือว่าเปลืองมากเลยล่ะ ซึ่งอาหารเหล่านี้จริงๆ แล้วทำง่ายมา และก็ทำเองได้สบายๆ เพียงแค่ขอให้ว่างแผนล่วงหน้าก่อนไปซื้อของ ว่าสัปดาห์หน้าจะทำเมนูใดบ้าง จดรายการส่วนประกอบมาให้ครบ

สำคัญที่สุดควรจัดสรรโปรแกรมออกกำลังกายด้วยตัวเองบ้าง เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าค่ารายเดือน-รายปีของยิมสังกัดต่างๆ นั้นแพง
จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลย หากตั้งใจจริงว่าต้องเปลี่ยนตัวเองให้ได้ แค่ออกไปวิ่ง ไปปั่นจักรยาน ตามสวนสาธารณะ หรือรอบๆ หมู่บ้านทำให้เป็นกิจวัตร โปรแกรมออกกำลังกายเชตนี้คิดเองได้ ทำได้แบบประหยัด

อย่ามัวรีรอนะคะ เริ่มต้นจัดโปรแกรมให้ตัวท่านเองเพราะสุขภาพที่ดีไม่มีขาย
วรรณา (กทม.)


 หัวอกพ่อแม่เด็กถูกรีไทร์
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นพ่อของนักศึกษา ม.เทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี ขอเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อขอบคุณอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ‘รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ’ ที่มีนโยบายให้เด็กถูกรีไทร์กลับเข้ามาเรียนต่อจนจบ เป็นเมตตาธรรมสูงและให้โอกาสแก่ชีวิตครับ

ลูกชายผมถูกรีไทร์เพราะไม่ใช่เป็นเด็กเกเรแต่ไม่ถนัดวิชาที่สอบเข้าได้เลยผลการเรียนตกต่ำและเวลานี้ก็เหมือนเกิดใหม่ได้เข้าเรียนต่อ

นี่คือการให้โอกาสซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และขอขอบคุณท่านอธิการบดีมา ณ ที่นี้ และเมื่อเรียนจบแล้วได้ทำงานก็จะส่งให้เรียนจบโทและตัวลูกชายก็บอกว่าจะพยายามเก็บเงินส่งตัวเองเรียนด้วย
สัญญา (ผู้เป็นพ่อ)

ตอบคุณ ‘สัญญา’ ผู้เป็นพ่อ
อ่านจดหมายของคุณพ่อแล้วเข้าใจความรู้สึกเพราะหัวอกคนเป็นพ่อแม่จะมีความทุกข์-ความเสียใจเมื่อลูกต้องพ้นสภาพนักศึกษาที่เรียกว่าถูกรีไทร์

เด็กถูกรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่หรือเกเรแต่เกิดจากหลายเหตุการณ์หรือสาเหตุต่างๆ เช่น การขาดแคลนเงิน ไม่ชอบวิชาเรียนหรือเข้าไปเรียนแล้วปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมหรือสังคมมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องรับผิดชอบดูแลช่วยเหลือตัวเอง

อยากให้มหาวิทยาลัยอื่นนำนโยบายนี้ไปใช้บ้างแล้วประเทศไทยจะได้คนดีมีความรู้มาทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ

‘Me Claim’แจ้งเหตุรถชน..คลิกเดียวจบ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366881?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘Me Claim’แจ้งเหตุรถชน..คลิกเดียวจบ!

วันที่ 25 มีนาคม 2562 – 12:05 น.
Me Claim,สายตรวจระวังภัย,จราจร
เปิดอ่าน 727 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

อุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกเวลา นอกจากความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ยังส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาการจราจร เพิ่มความเดือดร้อนให้แก่คนใช้รถใช้ถนน เพราะกว่าจะเคลื่อนย้ายต้องรอประกันแต่ละฝ่าย หรือรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้วยเหตุนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พร้อมด้วย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และพยายามบูรณาการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยปัจจุบัน ตร.มีแอพพลิเคชั่น “Police I lert u” ซึ่งเป็นระบบการรับแจ้งเหตุที่ประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือ รวมทั้งแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายได้ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยรับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง มีสถานีตำรวจเข้าร่วมแล้ว 1,482 สถานี มีตำรวจกว่า 2 แสนนาย และประชาชนใช้งานกว่า 6 แสนคน ดังนั้น คปภ.และภาคธุรกิจประกันภัย จึงได้มีแนวคิดพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่น เพื่อแจ้งเหตุรถชน ภายใต้แนวคิด “ชนแล้วแยก” โดยบูรณาการระหว่าง แอพพลิเคชั่น “Me Claim” ของ คปภ. กับ “Police I lert u” ของ ตร. ด้วยการเพิ่มฟังก์ชั่นแจ้งเหตุรถชน และเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่น “Me Claim” กับ “Police I lert u”

เมื่อใดที่เกิดเหตุรถชนประชาชนผู้ประสบเหตุสามารถแจ้งเหตุรถชนได้ทั้งสองแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ซึ่งจะสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประสบเหตุได้ โดยสามารถแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัย และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นตำรวจจราจรและพนักงานสอบสวนให้รับทราบในคราวเดียวกัน ขณะเดียวกันระบบสามารถระบุพิกัดที่เกิดเหตุให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบจุดเกิดเหตุในทันที ให้รู้ว่าเป็นเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจใด ที่สำคัญเมื่อคู่กรณีถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุและจุดชนส่งผ่านระบบแล้ว หากคู่กรณีและบริษัทประกันของทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ตำรวจก็สามารถสั่งการให้แยกรถออกจากที่เกิดเหตุรอข้างทางได้ก่อนที่ตำรวจจะเดินทางไปยังที่เกิดเหตุได้ทันที เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด อีกทั้งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาวิกฤติฝุ่นพีเอ็ม 2.5 อีกด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. บอกว่า นับเป็นมิติใหม่ของการนำเอาเทคโนโลยีประกันภัยเข้ามาช่วยลดปัญหาการจราจร และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดโครงการ “ชนแล้วแยก หรือ Knock for Knock” และโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” ให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจากนี้ไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงเจ้าหน้าที่สายตรวจที่เข้าร่วมระบบของแอพพลิเคชั่น “Police i Lert u” ให้เชื่อมต่อกับระบบแอพพลิเคชั่น “Me Claim” มากยิ่งขึ้น

ด้าน ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. ย้ำว่า เป็นความตั้งใจของสำนักงาน คปภ. ที่จะใช้แอพพลิเคชั่น “Me Claim” เป็นแอพพลิเคชั่นกลางให้ประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี สามารถใช้ได้กับบริษัทประกันวินาศภัยทุกบริษัทที่มีการเชื่อมต่อระบบแอพพลิเคชั่น “Me Claim” นี้ ซึ่งไม่ได้จะเป็นการนำมาใช้แทนที่แอพพลิเคชั่นที่บริษัทประกันภัยมีอยู่แล้ว แต่จะเข้าไปเสริมการทำงานให้เกิดความสะดวกและประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์สำหรับบริษัทประกันภัยขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่จะเข้าไปช่วยเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุนการดำเนินงานได้อีกด้วย โดยจะเปิดการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 9 เมษายน 2562 เพื่อมอบให้เป็นของขวัญวันปีใหม่ไทยให้แก่ประชาชน