‘เอาทักษิณกลับบ้าน” ยงยุทธ-ตู่ เสียงแตก จับตากองทัพ “งูเห่า’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366091?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เอาทักษิณกลับบ้าน” ยงยุทธ-ตู่ เสียงแตก จับตากองทัพ “งูเห่า’

วันที่ 19 มีนาคม 2562 – 10:56 น.
พรรคเพื่อชาติ,ยงยุทธ ติยะไพรัช,คนเสื้อแดง,ตู่ จตุพร,จตุพร พรหมพันธุ์,ยุทธ แม่จัน,สนามเลือกตั้ง,ภาคเหนือ,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง,การเมืองไทย,พรรคพลังประชารัฐ,วราเทพ รัตนากร
เปิดอ่าน 5,679 ครั้ง

รอยร้าวในพรรคเพื่อชาติ ยังดำรงอยู่ในสภาพ “สองก๊ก” เมื่อวันก่อน “ยงยุทธ ติยะไพรัช” นั่งแถลงข่าวประกาศนโยบาย “พาทักษิณกลับบ้าน” โดยเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย

000 หลังเลือกตั้ง 24 มีนา มีคนพูดถึง “ปรากฏการณ์งูเห่า” มากขึ้น เนื่องจากประเมินว่า “คณิตศาสตร์การเมือง” จะไม่มีขั้วใดขั้วหนึ่งได้เสียงข้างมากชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงต้องเป็น “รัฐบาลผสม” หลายพรรค เหนืออื่นใด ในพรรคการเมืองขนาดกลางและใหญ่ มีสภาพ “มุ้งย่อย” ในมุ้งใหญ่ ผนวกกับพรรคขนาดเล็กจะมีมากขึ้น

000 ฉะนั้น สภาวะ “เดดล็อกทางการเมือง” อาจทำให้เกิดกรณี “งูเห่า” เหมือนตอนจัดตั้ง “รัฐบาลชวน” (รอบสอง) รวมถึงปรากฏการณ์ “พรรคขนาดกลาง” เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลสมัยปี 2518

000 รอยร้าวในพรรคเพื่อชาติ ยังดำรงอยู่ในสภาพ “สองก๊ก” เมื่อวันก่อน “ยงยุทธ ติยะไพรัช” นั่งแถลงข่าวประกาศนโยบาย “พาทักษิณกลับบ้าน” โดยเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เป็นสากล จากนั้น “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ จะกลับบ้านมาต่อสู้คดีตามขั้นตอนกฎหมาย

ยงยุทธ ติยะไพรัช

000 ลึกๆ แล้ว “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กับ “จตุพร พรหมพันธุ์” ต่างฝ่ายต่างแยกทางสร้างดาว ยงยุทธรับผิดชอบภาคเหนือ จตุพรดูแลภาคอีสาน และภาคใต้ หลังเลือกตั้งค่อยมาประเมินผลคะแนนจากแต่ละภาค ใครได้มากได้น้อย ด้วยเหตุนี้ ยงยุทธจึงต้องงัดไม้เด็ด “เอาแม้วกลับบ้าน” มาช่วงชิงคะแนนจากฐาน “เพื่อไทย” ในภาคเหนือตอนบน

000 เหนืออื่นใด พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ลูกชาย “ฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ก็ถูกเว้นวรรคการเมือง 10 ปี “ยุทธ แม่จัน” จึงต้องลุ้นลูกสาว “โฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ประธานสโมสรสิงห์ เชียงรายฯ กับพี่สาว “บุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์” ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 2 และ 6 เป็น ส.ส.ให้ได้

จตุพร ปลุกกระแสเสื้อแดงอีกครั้ง

000 ข้างฝ่าย “จตุพร พรหมพันธุ์” และแกนนำ นปช. ชูคำขวัญ “ส่งประยุทธ์กลับบ้าน” โดยปลุกพลังคนเสื้อแดงให้เข้าคู่หากา “พรรคเพื่อชาติ” ปรากฏว่า ได้เสียงตอบรับจากคนเสื้อแดงเป็นอย่างดี โดยเฉพาะที่มุกดาหาร และอำนาจเจริญ ชาวบ้านสวมเสื้อ “แดง นปช.” มาฟังการปราศรัยจุดละหลายพันคน แต่บนเวทีพรรคเพื่อชาติ สายอีสาน ไม่มีการพูดเรื่อง “พาทักษิณกลับบ้าน” เหมือน “ยุทธ แม่จัน” กับ “ตู่ ศรัทธาธรรม” อยู่กันคนละพรรค

เครื่องแบบเสื้อแดงถูกนำมาโชว์ใหม่

000 กระแสเสื้อแดงที่แรงขึ้นช่วงนี้ อาจทำให้พรรคเพื่อชาติ ได้ ส.ส.เขต ในภาคอีสานถึง 3 ที่นั่งคือ กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส. 3 สมัย เขต 4 มหาสารคาม, เฉลิมชัย อุฬารกุล อดีต ส.ส. 5 สมัย เขต 2 สกลนคร และ วิทยา บุตรดีวงศ์ อดีต ส.ส. 2 สมัย เขต 2 มุกดาหาร

ธง นปช. ปลิวไสวเหนือเวทีหาเสียง

เสื้อแดงคืนชีพช่วยพรรคเพื่อชาติ

000 สภาน้ำชาชายแดนใต้พูดกันขรม เมื่อเห็นรายการ “อนุมัติจัดให้” ที่สนามกีฬากลาง อบจ.นราธิวาส เพราะมีพี่น้องชาว 3 จังหวัดชายแดนใต้ กว่า 3 หมื่นคนมาฟังการปราศรัยของ “3 ยอดกุมาร” อุตตม สาวนายน, สุวิทย์ เมษินทรีย์ และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล แถมด้วยคลิป “ลุงตู่” บอกรักคนแดนใต้

อนุมัติ อาหมัด

000 รายการอนุมัติจัดให้ (ภาคการเมือง) นั้น ต้องให้เครดิต “อนุมัติ อาหมัด” อดีต สนช. สายตรง “บ้านป่ารอยต่อฯ” ที่บารมีล้นปลายด้ามขวาน ด้วยเป็นนักธุรกิจด้านพลังงาน และเคยชนะเลือกตั้ง ส.ว.สงขลา ปี 2557 แต่ได้ทำงานแค่ 22 วัน ก็เกิดรัฐประหาร และอนุมัติก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช.

000 แกนนำพลังประชารัฐชายแดนใต้ แอบลุ้นถึง 6 ที่นั่ง แต่ที่ชัวร์ๆ อย่างน้อย 2 ที่นั่งจากสนามนราธิวาส เพราะเชื่อมือทีมงานของ “กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายก อบจ.นราธิวาส ที่จับมืออนุมัติลุยหาเสียงทุกรูปแบบ

มวลชน 3 หมื่นที่นราธิวาส

000 เจอเกมมวลชนของ “พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์” อดีต สวป.สภ.เมืองกำแพงเพชร ที่รับบทขุนพลเพื่อไทย รับผิดชอบพื้นที่นครสวรรค์-กำแพงเพชร ซึ่งระดมพลคนเสื้อแดงจาก 2-3 จังหวัดมาฟังการปราศรัยในตัวเมืองกล้วยไข่วันก่อน ทำเอา “วราเทพ รัตนากร” ในฐานะหัวหน้า “กลุ่มชากังราว” นิ่งเฉยไม่ได้ จึงพาผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย ไผ่ ลิกค์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย ไปขึ้นเวทีปราศรัยย่อยที่ อ.ทรายทองวัฒนา เพื่ออธิบายความว่า เหตุใดจึงย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย “วราเทพ” ทิ้งท้าย “ขออย่าเลือกคนไกล ขอให้เลือกคนใกล้บ้านไว้ใช้” หมายถึงให้เลือกคนเก่าใกล้ตัว ดีกว่าคนหน้าใหม่ แต่ต้องคอยฟังคนแดนไกล

วราเทพ นำทีมหาเสียงอ้อนคนเสื้อแดง

000 ว่ากันตามเกมโค้งสุดท้าย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ระดับอดีต ส.ส.ทั้งหลาย ต่างงัดกลยุทธ์ชูผลงาน “ตัวบุคคล” แทนชูความเป็น “ลุงตู่” ที่กระแสไม่แรงนักในภาคอีสานและภาคเหนือ เมื่อเปรียบเทียบกับทักษิณ นักเลือกตั้งเหล่านี้ยังเชื่อมั่นในกลไกการจัดตั้ง และระบบการทำคะแนนของทีมงาน

เขต 5 อุดรฯ “อีโต้อีสาน” ฝ่ากระแส “ทักษิณ-ธนาธร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366089?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เขต 5 อุดรฯ “อีโต้อีสาน” ฝ่ากระแส “ทักษิณ-ธนาธร”

วันที่ 19 มีนาคม 2562 – 09:55 น.
แรมโบ้อีสาน,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,อานันท์ อมรินทร์,พรรคอนาคตใหม่,จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์,พรรคเพื่อไทย,ธีระชัย แสนแก้ว,พรรคภูมิใจไทย,อีโต้อีสาน,สุภรณ์ อัตถาวงศ์
เปิดอ่าน 3,256 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

ไม่น่าเชื่อว่าฉายา “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา และ “อีโต้อีสาน” ธีระชัย แสนแก้ว อดีต ส.ส.อุดรธานี เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว จะกลายเป็นแบรนด์ประจำตัวของนักการเมืองสองคน

วันนี้สองหน่อแยกทางกันเดิน “แรมโบ้อีสาน” สังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ “อีโต้อีสาน” ยังอยู่พรรคภูมิใจไทย

เมื่อปลายปีที่แล้วที่ศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย ต.นายูง อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี “ธีระชัย” ได้เปิดสนามมวยอีโต้อีสานขึ้นในบริเวณพื้นที่บ้านของธีระชัย พร้อมกับเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 8 เขต

ธีระชัย แสนแก้ว พรรคภูมิใจไทย

วันนั้น ธีระชัยให้ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 8 เขต สวมนวมเหมือนนักมวยพร้อมชก ซึ่งผู้สมัครส.ส.ส่วนมาก เคยสังกัดพรรคของทักษิณ ซึ่งประเด็นนี้บอกว่า ยอมรับว่าก่อนหน้านั้นเป็นฝ่ายแดง แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไปจึงแสวงหาพรรคและเพื่อน ทำงานเพื่อสร้างประโยชน์โดยเฉพาะเกษตรกร แต่ถามว่า เหลืองหรือไม่ ก็ตอบว่าขอเป็นกลางๆ

สำหรับ “อีโต้อีสาน” ลงสมัคร ส.ส.ในเขตเลือกตั้งที่ 5 (อ.กู่แก้ว อ.ไชยวาน อ.วังสามหมอ อ.ศรีธาตุ และอ.กุมภวาปี เฉพาะสามตำบล โดยเขตนี้เป็นพื้นที่เดิมของธีระชัย แสนแก้ว ตั้งแต่สมัยสังกัดพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน

          ช่วงรัฐบาลสมัคร “อีโต้อีสาน” ได้เป็น รมช.เกษตรฯ เมื่อ เนวิน ชิดชอบ ทิ้ง “นายใหญ่ชินวัตร” มาตั้งพรรคภูมิใจไทย และเขารับเป็นคนทำงานเบื้องหลังให้ค่ายสีน้ำเงิน เมื่อเลือกตั้ง 2554 โดยส่งน้องชาย-อุทัย แสนแก้ว ลงสนามเขตนี้ แต่พ่ายแพ้ “เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์” จากเพื่อไทยยับเยิน

บทเรียนจากการปราชัยครั้งนั้น ธีระชัยได้เตรียมตัวกลับคืนสนามเลือกตั้ง โดยทำงานร่วมกับชาวไร่อ้อยและชาวสวนยาง จนได้เป็น “ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน” และ “ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)”

จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย

เดิมที เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ก็เป็นทีมงานของธีระชัย เมื่อลูกพี่ถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้งย้ายไปพรรคใหม่ เกียรติอุดมลงเลือกตั้งซ่อม และได้เป็น ส.ส.อุดรธานี แทน

สำหรับปี “เกียรติอุดม” ถูกตัดสิทธิทางการเมือง จึงส่งภรรยา “จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์” ลงสนามเขต 5 โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้เดินทางมาหาเสียงช่วยภรรยาของเกียรติอุดม ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

อย่างที่ทราบกันอุดรธานีเป็นฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2554 เกียรติอุดมได้กระแสยิ่งลักษณ์ จึงเอาชนะน้องชายของอีโต้อีสานไปกว่า 4 หมื่นคะแนน

ฉะนั้นการส่งภรรยา-จุฑาพัตธน์ ลงแทนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เนื่องจากคนรักทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ยังอยู่เต็มพื้นที่ แต่ปี 2562 เกียรติอุดม กลับเจอ “กระแสธนาธร” ที่กำลังทวีความแรงขึ้นทุกวัน

อานันท์ อมรินทร์ พรรคอนาคตใหม่

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ที่ลานศาลาสังคีต สวนสาธารณะหนองประจักษ์ จ.อุดรธานี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.ของจังหวัดทั้ง 8 เขต ร่วมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ปรากฏว่ามีประชาชนมาร่วมกิจกรรมกว่า 5 พันคน ทำเอาคอการเมืองรู้สึกทึ่งในพลังคนรุ่นใหม่

ที่เขต 5 พรรคอนาคตใหม่ส่ง “อานันท์ อมรินท์” คนหนุ่มรุ่นใหม่สู้กับอดีตส.ส. โดยมีเอ็นจีโอใหญ่-ชัน ภักดีศรี เป็นกุนซือ แม้จะเป็นคนหน้าใหม่ แต่กระแสของพรรคอาจได้แต้มมากกว่าที่คาด

          อีโต้อีสานหนักกว่าภรรยาของเกียรติอุดม เพราะต้องฝ่าด่านคนแดนไกล และด่านไพร่หมื่นล้าน ถ้ามีชัยในสนามเที่ยวนี้ก็ต้องขอรางวัลใหญ่จากผู้มากบารมีบุรีรัมย์เสียแล้ว

“อนาคตใหม่” ในร่างเงา “พรรคคณะนิติราษฎร์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366094?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนาคตใหม่” ในร่างเงา “พรรคคณะนิติราษฎร์”

วันที่ 19 มีนาคม 2562 – 09:15 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 14,358 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง 

มาถึงวันนี้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” สองหนุ่มผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองแนว Social Democracy ก็ประสบความสำเร็จเกินครึ่งฝันแล้ว หลังผลสำรวจโพลล์หลายสำนักออกมาระบุตรงกันว่า พรรคอนาคตใหม่ได้รับความนิยมทั่วทุกภาค

ลองย้อนดูเส้นทางของสองหนุ่มใหญ่อีกครั้ง “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นลูกชายคนโตของ พัฒนา-สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของอาณาจักรไทยซัมมิทกรุ๊ป ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์แห่งภูมิภาคเอเชีย

เดิมทีตระกูลของ “พัฒนา” ใช้นามสกุล “แซ่จึง” เมื่อทำการค้า ในฐานะพี่ชายใหญ่ก็นึกว่าจะตั้งนามสกุลอะไรดี ให้กิจการรุ่งเรือง เลยเลือกนามสกุล “จึงรุ่งเรืองกิจ”

พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ทำธุรกิจชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ ในยุค “การเมือง 2.0” ประเทศไทยหลุดพ้นจากประชาธิปไตยครึ่งใบ สู่ระบบธนาธิปไตย  ด้วยเหตุนี้ พัฒนาจึงต้องไปเล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกับเสนาะ เทียนทอง และมนตรี พงษ์พานิช ด้านหนึ่ง พัฒนาส่งน้องชาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ไปทำงานการเมืองกับสมศักดิ์ เทพสุทิน สมัยอยู่ที่พรรคกิจสังคม

หลังพัฒนาเสียชีวิต “เอก ธนาธร” ก็เข้ามาแบกรับธุรกิจของครอบครัว ในยุค “การเมือง 3.0” ซึ่งมีทักษิณ ชินวัตร เป็นโมเดลการเมืองใหม่

สมัยเรียนที่ธรรมศาสตร์ “เอก ธนาธร” เป็นแอ็กติวิสต์หัวก้าวหน้า หลังเรียนจบได้เข้าทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน ในกลุ่มเพื่อนประชาชน(FOP) เอกยังให้ความสำคัญกับการเมืองภาคประชาชน

หลังรัฐประหาร 2549 “เอก” แสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่ออยู่เป็นระยะๆ ด้วยจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ทายาทจึงรุ่งเรืองกิจ ยังได้แสดงออกถึงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับ “อำมาตยาธิปไตย” ผ่านการเข้าร่วมชุมนุมกับ นปช. รวมถึงสนับสนุนการขับเคลื่อนเรียกร้องการแก้กฎหมายล้าหลังของคณะนิติราษฎร์

จริงๆ แล้ว แกนหลักทางความคิดของพรรคอนาคตใหม่คือ “อาจารย์ป๊อก” ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเป็นศิษย์รุ่นแรกของ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” แห่งสำนักนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หลังจบปริญญาเอกกฎหมายจากฝรั่งเศส ก็มาเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์

ภาพจำของผู้คนคือ “ปิยบุตร” ในบทบาทนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ เพื่อทวงคืนนิติรัฐ-ประชาธิปไตย หนึ่งในข้อเสนออันแหลมคมคือการลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร และแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ฉะนั้น คณะทำงานพรรคอนาคตใหม่ และกลุ่มพลังอาสาสมัครของพรรค จึงประกอบด้วยนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม และแดงอิสระบางกลุ่ม ที่เคยร่วมเคลื่อนไหวกับคณะนิติราษฎร์

ไม่ใช่เรื่องประหลาดใจอันใดเลย หากจะมีกลุ่มแดงอิสระหรือแดงก้าวหน้า เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงเป็นอาสาสมัครของพรรคอย่างคึกคัก

          ในอดีต คนรุ่นนี้เคยฝากผีฝากไข้กับพรรคไทยรักไทย แต่ผู้ก่อตั้งพรรคติดกับดักคดีทุจริตหลายคดี จนต้องหนีไปอยู่ต่างแดน ดังนั้น เมื่อ “เอก” กับ “อาจารย์ป๊อก” ตั้งพรรคอนาคตใหม่ พวกเขาเหล่านั้น จึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ใช่เลย คณะผู้ก่อการอภิวัฒน์ยุคดิจิทัล”

อาจารย์ป๊อกเคยให้สัมภาษณ์สื่อบีบีซีไทย ตอนตั้งพรรคใหม่ๆ ว่า “การเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คุณปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเสี่ยง คุณเสนออะไรที่มัน.. เขาคิดว่าก้าวหน้าเกินไป หรือเขาคิดว่าอันตรายต่อเขา เขาอาจหาวิถีทางกำจัดออกไป อย่างประสบการณ์ที่เราพบเห็นมาตลอดตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบัน เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ ประวัติศาสตร์มันบอกไว้ ถามว่าความเสี่ยงลักษณะแบบนี้มันพร้อม มันคุ้มไหมที่จะลองมาเสี่ยงดู ผมคิดว่ามันคุ้ม”

แน่นอน ปิยบุตรประเมินว่า เกมนี้คือเกมเสี่ยง แต่จากที่ติดตามการหาเสียงของพรรคอนาคตใหม่ในช่วงโค้งสุดท้าย ก็เห็นว่า มันเกินคุ้มแล้วสำหรับสองหนุ่ม-ผู้ก่อการอภิวัฒน์

“มันเป็นห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ถ้าไม่ทำตอนนี้ โอกาสนี้อาจจะหลุดมือไป ห้วงเวลาประวัติศาสตร์นี้อาจจะหลุดมือไป”

          คำพูดของปิยบุตรโดนใจ “ซ้ายไทย” ถึงกับเคลิ้มฝันถึงสังคมพระศรีอาริย์ หลัง 24 มีนา..ประเทศไทยจะเปลี่ยนแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ด้วยชัยชนะของพรรคคณะนิติราษฎร์

แสตมป์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366092?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แสตมป์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันที่ 19 มีนาคม 2562 – 08:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,แสตมป์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เปิดอ่าน 651 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอข่าวที่เป็นมหามงคลของประชาชนชาวไทยมาแจ้งให้ทราบว่า “ไปรษณีย์ไทย” จัดทำแสตมป์ที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งสวยงามพิเศษสุด และจะไม่มีพิมพ์เพิ่มเติมหลังจากจำหน่ายหมดแล้ว

ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นวาระมหามงคลประวัติศาสตร์ของชาติ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความจงรักภักดี

แสตมป์ที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้จะเป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลานต่อไปและเก็บบูชาเป็นสิริมงคลได้
อ๊อด เทอร์โบ


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้บริษัทไปรษณีย์ไทย จัดสร้างตราไปรษณียากร ที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

โดยได้เชิญพระฉายาลักษณ์ ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารบกเต็มยศเป็นแบบตราไปรษณียากร ประกอบอักษรพระปรมาภิไธยและภาพพระบรมมหาราชวังเป็นพื้นหลังเป็นแนวทางภาพเดียวกับเมื่อครั้งจัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อปี พ.ศ.2493 หรือเมื่อ 69 ปีที่ผ่านมา

ความพิเศษของแสตมป์ชุดประวัติศาสตร์นี้คือ การใช้เทคนิคพิมพ์ 5 สี และสีขาว พิเศษบนฟอยล์กระจกเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อเพิ่มความสวยงามแวววาว ได้แก่ภาพบนดวงแสตมป์พร้อมปั๊มดุนนูนอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. ข้อความชื่อประเทศ ชนิดราคาและองค์พระฉายาลักษณ์ เพื่อให้ประชาชนได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกในวันสำคัญของชาติ จัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์ในประเทศฝรั่งเศส

ทำให้แสตมป์มีความสวยงามน่าสะสมและไม่มีการพิมพ์เพิ่มหลังจำหน่ายหมดแล้ว จึงอยากให้ประชาชนหาซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึกเพื่อร่วมบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ไทย

ตราไปรษณียากรที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีกำหนดจำหน่ายวันแรกวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ตรงกับวันเริ่มต้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จำนวน 1,500,000 ดวง

เปิดสั่งจองตั้งแต่วันนี้ ผ่านเว็บไซต์ http://www.thailandpostmart.com จำนวน 150,000 แผ่น หรือ 1,500,000 ดวง และเปิดจองซองวันแรกจำหน่ายจำนวน 40,000 ซอง ราคาซองละ 20 บาท โดยสั่งจองได้ที่ไปรษณีย์ทั่วประเทศ และที่เว็บไซต์ http://www.thailandpostmart.com

ไปรษณีย์ไทยจะจัดส่งให้ฟรีตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม เป็นต้นไป หรือผู้ที่จองไม่ได้สามารถหาซื้อได้ตั้งแต่วันแรกจำหน่าย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ
จึงขอแจ้งให้พสกนิกรผู้จงรักภักดีได้ทราบโดยทั่วกัน


 นโยบายหาเสียง-ขายฝัน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมขอฝากเรื่องนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ หรือประกาศออกมาเพื่อเรียกคะแนนเสียงให้ประชาชนฝันหวานมากกว่าจะทำได้เป็นจริง

เรื่องนี้ไม่ต้องบอกว่าพรรคไหนมีนโยบายอย่างไร แต่จะขอยกตัวอย่างเรื่องการปลูกกัญชาถูกกฎหมาย.หรือล่าสุดมีพรรคใหญ่ที่ข่าวว่าจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลประกาศตูมให้ฮือฮาว่าต่อไปค่าแรงขั้นต่ำจะให้ 425 บาทต่อวัน หรือคนจบปริญญาตรีจะได้เงินเดือน 20,000 บาท รวมถึงการประกันราคาข้าว-ราคายาง ฯลฯ
ผมไม่ต้องการคำตอบหรือคำชี้แจงจากคุณ “อ๊อด เทอร์โบ” แต่ขอฝากถึงนักการเมืองทุกพรรคว่านโยบายเหล่านี้ทำเป็นจริงได้หรือ?

พอเข้าสภาและเป็นรัฐบาลจะทำได้ตามคำมั่นสัญญาตามนโยบายประกาศต่อประชาชนหรือไม่? เพราะคงไม่ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก

แล้วประชาชนไทยไทยจะเรียกร้องทวงหานโยบายขายฝันหรือให้เป็นจริงกับใคร?
วิเชียร (สุโขทัย)

“เสี่ยต่อ” หนาวศึกสามอ่าว เผชิญหน้า “ชาดา-ธรรมนัส”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365955?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เสี่ยต่อ” หนาวศึกสามอ่าว เผชิญหน้า “ชาดา-ธรรมนัส”

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 14:20 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,สนามประจวบคีรีขันธ์,เลือกตั้ง62,ชาดา ไทยเศรษฐ,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,เสี่ยต่อ,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 6,346 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง 

นับแต่การเลือกตั้ง 2548 เป็นต้นมา สนามประจวบคีรีขันธ์ ไม่ค่อยมีสื่อส่วนกลางให้ความสนใจ เนื่องจาก “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในนาม “บ้านใหญ่ปราณบุรี” จัดแถวนักการเมืองท้องถิ่นทุกซุ้ม ทุกกลุ่มให้อยู่ใต้ร่มธงผืนเดียวกัน

เสี่ยต่อสร้าง “ประจวบโมเดล” อันหมายถึงการเมืองระดับชาติผูกพันอยู่กับระดับท้องถิ่น ด้วยสโลแกน “คำไหน คำนั้น” ไม่แก่งแย่งตัดแข้งตัดขา มีแต่เกื้อหนุนกัน

เฉลิมชัย ศรีอ่อน แม่ทัพ ปชป.

สำหรับปีนี้ “เสี่ยต่อ” ตั้งกองบัญชาการ “กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย” อยู่ที่ร้านอาหารบ้านดาวล้อมเดือน ถนนราชพฤกษ์ โดยเสี่ยต่อรับอาสาดูแลผู้สมัคร ส.ส.ภาคกลางเหมือนเดิม

เฉพาะสนามประจวบฯ เขต 1 มนตรี ปาน้อยนนท์ และเขต 2 เฉลิมชัย ศรีอ่อน คงไม่ต้องเหนื่อยอะไรมากนัก ยกเว้นเขต 3  ประมวล พงศ์ถาวราเดช ที่เจอศึกหนัก

เมื่อมีคนในบ้านใหญ่ออกไปจัดทีมมาสู้แชมป์เก่า พร้อมกับ “บิ๊กมะพร้าว” ที่ได้สีเสื้อตัวใหม่ เดินหน้าหาเสียงทุกรูปแบบ ทำเอา “เสี่ยต่อ” ต้องออกปากผ่านสื่อว่า “ที่เขต 3 สองพรรคการเมืองใหญ่รุมกินโต๊ะผู้สมัครของพรรค ปชป. ถือว่าการทำงานการเมือง ยังไม่พ้นจากวงจรอุบาทว์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐวางเฉย”

ประมวล พงศ์ถาวราเดช อดีต ส.ส.ประจวบฯ ปชป.

เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.ทับสะแก, อ. บางสะพาน และ อ.บางสะพานน้อย “ประมวล พงศ์ถาวราเดช“ เป็น ส.ส.เขตนี้มาหลายสมัยแล้ว แต่วันนี้ “สมพงษ์ ทั่งศรี” ส.อบจ.ประจวบฯ เขต อ.บางสะพานน้อย สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ลงสู้ทีมบ้านใหญ่

ลำพัง “สจ.สมพงษ์” คงไม่เท่าไร หากไม่มี “สวาป เผ่าประทาน” กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) และอดีตกำนัน ต.ทับสะแก มาเป็นพี่เลี้ยง และลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 15

   “สวาป” เป็นผู้กว้างขวางในประจวบฯ และยังเป็นที่นับถือของมุสลิมสายปาทาน “ชาดา ไทยเศรษฐ” รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงประสานงานดึงกำนันสวาป มาช่วยจัดทีมผู้สมัคร ส.ส.ประจวบฯ ค่ายสีน้ำเงิน

กำนันสวาป พาสมพงศ์ ทั่งศรี ออกหาเสียง

ก่อนหน้านั้น พรรคเพื่อไทยพยายามติดต่อ “มาเรีย เผ่าประทาน” กำนัน ต.ทับสะแก ลูกสาวของสวาป ให้ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ทัน “ชาดา” ที่ต่อสายตรงคุยกับกำนันสวาป

นอกจากพรรคภูมิใจไทย อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เขต 3 จะต้องเจอ “วนิชย์ ปักกิ่งเมือง” นายกสมาคมชาวสวนมะพร้าวแห่งประเทศไทยอีกครั้ง

เลือกตั้ง 2554 “ประมวล” เอาชนะ “วนิชย์” ที่สวมเสื้อเพื่อไทยไปสบายๆ แต่รอบนี้ “บิ๊กมะพร้าว” ลาออกจากเพื่อไทยไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยการประสานงานของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” 

วนิชย์ ปักกิ่งเมือง พรรคพลังประชารัฐ

ถ้ายังจำกันได้ ปลายปีที่แล้ว มะพร้าวราคาตกต่ำจนเกิดม็อบใหญ่ “ผู้กองธรรมนัส” ได้พา “วนิชย์” ในฐานะนายกสมาคมชาวสวนมะพร้าวแห่งประเทศไทย เข้าพบ กฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ เพื่อเสนอและหามาตรการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ

 “วนิชย์” เป็นเจ้าของบริษัท วานิช วรกุล กรุ๊ป จำกัด ดำเนินธุรกิจแปรรูปมะพร้าวส่งออกรายใหญ่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรื่องทุนรอนไม่ต้องห่วง การได้สังกัดค่ายใหญ่ ที่มีแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงทำให้ “บิ๊กมะพร้าว” คึกคักยิ่ง

ค่ำวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562 เวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ ที่ลานตลาดเปิดท้ายวันอังคาร ตรงข้ามวัดห้วยทรายขาว อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีประชาชนเข้าร่วมนับหมื่นคน อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค จึงประกาศบนเวทีว่า พปชร.จะคว้าเก้าอี้ ส.ส.ทั้ง 3 เขตของเมืองสามอ่าว

          เซียนบอลแถวสามอ่าวสเตเดี้ยมยังยืนยันว่า เขต 1-2 เสี่ยต่อเอาอยู่ เหลือแต่เขต 3 คงต้องออกแรงเหนื่อยกว่าสมัยที่แล้วหลายเท่า เพื่อรักษาเก้าอี้เอาไว้ 

ปล่อยกู้ในโซเชียลแค่ลวงเหยื่อร้อนเงิน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365959?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปล่อยกู้ในโซเชียลแค่ลวงเหยื่อร้อนเงิน!

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 14:05 น.
สายตรวจระวังภัย,พตอศิริวัฒน์ ดีพอ,ปอท,ปล่อยกู้ในโซเชียลแค่ลวงเหยื่อร้อนเงิน
เปิดอ่าน 3,347 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  กรกมล อักษรเดช

ในยุคปัจจุบันนี้โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสาร สาระความบันเทิง การติดต่อสื่อสารรวมถึงการทำธุรกิจค้าขายบนโลกออนไลน์ สร้างความสะดวกสบายและรวดเร็ว แม้แต่เงินกู้ เงินด่วนนอกระบบยังมีการเปิดเพจเฟซบุ๊กเชื้อเชิญคนมากู้เงิน แต่ละเพจมียอดคนติดตามหลักหมื่นคนขึ้นไป

แน่นอนว่าการปล่อยกู้เงินนอกระบบและคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนดเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่สำหรับคนที่เดือดร้อนต้องการเงินเร่งด่วนก็ยังทำใจยอมรับเงื่อนไข “ดอกโหด” ได้ แต่การประกาศปล่อยเงินกู้นอกระบบบนโซเชียลมีเดีย นั้น กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในฐานะ “ตำรวจไซเบอร์” ได้ออกมาเตือนสติให้ประชาชนระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อ เพราะไม่มีจริง หากแต่เป็นบรรดามิจฉาชีพเปิดเพจมาหลอกลวงเหยื่อที่ “ร้อนเงิน” ทั้งสิ้น โดยมีการจับดำเนินคดีแล้วหลายราย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผบก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. เตือนว่า กรณีที่มีการหลอกลวงผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งนอกจากการหลอกลวงซื้อขายสินค้าทางออนไลน์แล้ว ยังมีรูปแบบหนึ่งที่มิฉาชีพนิยมใช้ในการหลอกลวงประชาชน นั่นคือการเปิดเพจมาหลอกลวงให้กู้เงินด่วนนอกระบบ มีรูปแบบที่สามารถกู้ได้โดยง่าย เช่นคนที่ติดแบล็กลิสต์ก็สามารถกู้ได้ ไม่ต้องใช้หรือมีหลักค้ำประกัน การพิจารณาอนุมัติเสร็จภายใน 1 ชั่วโมง เมื่อมีประชาชนอยากใช้เงินด่วนก็จะให้ติดต่อแล้วพูดคุยผ่านทางโปรแกรม Facebook Messenger ก่อนให้เหยื่อส่งหลักฐานต่างๆ ไปประกอบการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ อาทิ ภาพถ่ายบัตรประชาชน สมุดบัญชีเงินฝาก เพื่อส่งไปให้ประกอบการพิจารณา จากนั้นไม่นานก็จะแจ้งผลกลับมาว่าพิจารณาอนุมัติแล้วผ่าน ซึ่งมิจฉาชีพจะมีการพิมพ์เอกสารผลการพิจารณาอนุมัติทำให้ดูน่าเชื่อถือโดยมีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด ทำให้เหยื่อตายใจและเชื่อถือมากขึ้น

“ขั้นตอนจากนั้นคนร้ายจะขอค่าธรรมเนียม ค่าดำเนินการ หรือดอกเบี้ยก่อนเป็นจำนวนประมาณ 10% ของวงเงินที่จะกู้ เช่นกู้ 10,000 บาท ก็ต้องโอนดอกเบี้ยไปก่อน 1,000 บาท เมื่อได้โอนไปแล้วคนร้ายก็จะบล็อกเฟซบุ๊กหนีไป ติดต่ออะไรไม่ได้อีกเลย นอกจากนี้หากคนร้ายแชทพูดคุยเหยื่อแล้วยังเห็นว่าเหยื่อไม่รู้ตัวว่าถูกหลอกอีกก็อาจจะหลอกลวงเพิ่มอีกได้ ด้วยการสอบถามว่าจะเพิ่มวงเงินกู้หรือไม่ ถ้าต้องการก็จะประสานขอกับหัวหน้าให้ แต่ขอเงินค่าธรรมเนียม หรือดอกเบี้ยเพิ่ม แต่เมื่อเห็นว่าหลอกต่อไม่ได้ก็จะบล็อกเฟซบุ๊กหลบหนีทันที” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ อธิบาย

ขณะเดียวกันนอกจากเงินที่ผู้เสียหายถูก “โจรออนไลน์” หลอกให้ไปแล้ว การที่ผู้เสียหายส่งภาพถ่ายบัตรประชาชนส่งไปให้ทางออนไลน์อาจถูกนำไปใช้หลอกลวงบุคคลอื่นต่อ แทนที่จะเป็นแค่เหยื่ออาจจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอื่นได้อีก ดังนั้นตำรวจจึงต้องเตือนว่าเพจเงินกู้นอกระบบด่วนเหล่านี้ไม่ไช่เรื่องจริง เจตนาที่มิจฉาชีพเปิดเพจออนไลน์ขึ้นมาเพื่อต้องการหลอกให้โอนเงินมัดจำหรือเงินดอกเบี้ยก่อนเท่านั้นเอง โดยพบว่ามีมิจฉาชีพนิยมใช้วิธีการเปิดเพจเหล่านี้ขึ้นมาจำนวนมากในเฟซบุ๊ก ฉะนั้นอย่าหลงกลเด็ดขาด ถ้าเดือดร้อนจริงๆ ขอให้ไปใช้บริการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินที่มีมาตรฐานจะดีที่สุด และปลอดภัยกว่า แม้ขั้นตอนการกู้ยืมจะต้องมีการตรวจสอบมากหน่อย แต่ก็จะไม่โดนหลอกแบบนี้อย่างแน่นอน

สถิติการแจ้งความถูกฉ้อโกงทางโลกโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้นทุกปี การจับกุมก็มีอย่างต่อเนื่อง ทุกคดีมีร่องรอยให้สืบสวนติดตาม ไม่ว่าจะโอนเงินไปทางไหน แม้จะใช้วิธีการให้เหยื่อโอนผ่าน “กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์” ก็ตาม ซึ่งในเรื่องนี้ พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท. กำชับให้ขยายผลจับกุมเพจอื่นๆ เพราะเป็นการหากินบนความเดือดร้อนของผู้อื่น..!!

ผลิกเกมหาเสียง”กองทุนประกันสังคม”1.8ล้านล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365966?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผลิกเกมหาเสียง”กองทุนประกันสังคม”1.8ล้านล้าน

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 13:35 น.
ระบบประกันสังคม,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคพลังประชารัฐ,สุวิทย์ เมษินทรีย์,มนุษย์เงินเดือน
เปิดอ่าน 834 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“ระบบประกันสังคม” คือหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคการเมืองในประเทศเจริญแล้วให้ความสำคัญเอามาหาเสียงเลือกตั้ง เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่เกี่ยวข้องกับ

อนาคตประชาชน….แต่ดูเหมือน นักการเมืองไทยยังไม่พูดถึงเงินกองนี้มากนัก มีแต่พูดถึงนโยบายประชานิยมหวังดึงคะแนนเสียงระยะสั้น…

ทุกวันนี้ “มนุษย์เงินเดือน” ทั่วประเทศไทยต้องควักกระเป๋าส่งเงินสมทบตามฐานเงินเดือนที่เกิน 15,000 จ่าย 750 บาท

ตอนนี้กองทุนประกันสังคมประเทศไทยมีเงินหน้าตักประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญจาก “ไอแอลโอ” หรือองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ประเมินไว้ว่าถ้ารัฐบาลยังไทยยังกำหนดให้เก็บเงินสูงสุดแค่เดือนละ 750 บาท ไม่เกิน 30 ปีข้างหน้า หรือปี 2587 กองทุนนี้อาจถังแตก เพราะคนไทยอายุยืนมากขึ้น รายจ่ายเงินชราภาพมากขึ้นตามไปด้วย แต่เงินจากวัยทำงานน้อยลง อีกไม่นานจะมีผู้เกษียณอายุนั่งรอรับเงินส่วนนี้ทุกเดือนไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน

หลายฝ่ายเริ่มร้องเตือน “รัฐบาล” ออกนโยบายดูแล “กองทุนประกันสังคม” ไม่ให้กองทุนเจ๊ง จนสั่นคลอนกลายเป็นภาระหนี้ของภาครัฐอนาคต

ข้อมูลสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ระบุเมื่อ 30 กันยายน 2561 ว่ากองทุนมีเงินประมาณ 1.86 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยเงินสมทบเก็บจากผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลจำนวน 1.29 ล้านล้านบาท ดอกผลจากการลงทุนสะสม 5.7 แสนล้านบาท

ส่วนรายจ่ายของกองทุนประกันสังคมประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ รายจ่ายเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน ค่าบริหารสำนักงาน และรายจ่ายอื่นๆ ประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท โดยรายจ่ายเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกรณีเจ็บป่วย 7 พันล้านบาท ชราภาพ 2.9 พันล้านบาท ช่วยค่าคลอดบุตร 1.6 พันล้านบาท กรณีสงเคราะห์บุตร 1.1 พันล้านบาท กรณีว่างงาน 1.5 พันล้านบาท กรณีทุพพลภาพ 176 ล้านบาท และกรณีเสียชีวิต 520 ล้านบาท

เห็นได้ว่า “กองทุนประกันสังคม” มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตคนไทยไม่น้อย ทั้งตอนเกิด ตอนทำงาน ตอนเจ็บป่วย ตอนเกษียณ …ดูแลชีวิตปัจจุบันและในอนาคต แต่ดูเหมือน “พรรคการเมือง” ที่กำลังแข่งกันหาเสียงเลือกตั้งนั้น ยังไม่ค่อยมีพรรคไหนไปแตะ หรือไปเก็บเอามาเป็นนโยบายหาเสียงอย่างจริงจัง มีเพียงพูดถึงแบบลอยๆ ตามกระแสคำถามมากกว่า!?!

เริ่มจากพรรคเก่าแก่อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวแค่ว่าปัจจุบันคนไทยที่อยู่ในระบบประกันสังคมต้องจ่ายเงิน 2 ต่อ คือ เสียภาษีดูแลระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไทยทุกคน และยังต้องเสียเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมด้วย เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์อยากเสนอให้เปิดโอกาสให้คนในระบบกองทุนประกันสังคมตัดสินใจว่าอยากอยู่ในระบบนี้ต่อหรือไม่ หากไม่อยากจะเสียเงินสมทบก็ออกไปอยู่กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นอกจากนี้ยังเสนอให้ทุกกองทุนมีมาตรฐานและพื้นฐานของการรักษาพยาบาลหรือคุณภาพยาต้องเท่าเทียมกัน

ขณะที่ “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีนโยบายเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมโดยตรงนัก เพียงกล่าวกว้างๆ ว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไทยต้องเท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำแต่ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมที่จ่ายเงินสมทบทุกเดือน ควรมีสิทธิที่จะพักรักษาตัวอยู่ในห้องเดี่ยวหรือห้องพิเศษในโรงพยาบาลที่มีบริการพิเศษ เช่น อาหาร

ส่วน “พรรคอนาคตใหม่” ออกเป็นนโยบายกว้างๆ ว่า ‘ไทยเท่าเทียม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร’ เสนอให้ผู้ใช้แรงงานได้เพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 180 วัน เพิ่มเงินเลี้ยงดูบุตร 0-6 ปี เป็น 1,200 บาท และเมื่อคนไทยเข้าสู่วัยทำงาน แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบจะต้องมีหลักประกันในอนาคตภายใน 5 ปี โดยขยายและปรับปรุงระบบประกันสังคมเพื่อให้คนที่เกษียณอายุมีเงินบำนาญที่สามารถดำรงชีพให้สอดคล้องกับหลักความเป็นจริงและขยายสิทธิประโยชน์ประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ

ส่วน พรรคพลังประชารัฐ กล่าวเน้นย้ำเพียงแค่ “นโยบายสร้างชาติ เพิ่มพลังเศรษฐกิจ” “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เสนอให้ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เพราะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 ใช้การลงทุนผ่าน 3 หลักประกัน คือ หลักประกันสังคมถ้วนหน้า หลักประกันการศึกษาถ้วนหน้า และหลักประกันรายได้ถ้วนหน้า โดยทุกคนต้องได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานเท่ากัน

จากตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพรรคการเมืองของไทย โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคใหญ่ ยังจับประเด็น “นโยบายประกันสังคม” ไม่ค่อยจะแม่น อาจเป็นเพราะนักการเมืองไทยไม่ค่อยคุ้นเคยและไม่ค่อยมีประสบการณ์ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน

มนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) กล่าวถึงนโยบายพรรคการเมืองว่า ยังเป็นลักษณะประชานิยมทั่วไป ไม่ได้กล่าวถึงกองทุนประกันสังคมโดยตรง ทั้งที่เป็นเงินกองทุนจำนวนมากที่สุดของประเทศไทยที่กำกับดูแลนโยบายโดยกระทรวงแรงงาน

“มีหลายพรรคที่เสนอว่าหากได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลจะสนับสนุนให้เงินเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิดหลักหมื่นหลักแสนบาทต่อคน ฟังแล้วไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเงินจากกองทุนไหน หรือว่าส่วนหนึ่งเป็นเงินจากกองทุนประกันสังคมหรือเปล่า หากเป็นไปได้อยากเห็นนโยบายขยายสมาชิกของผู้ประกันตน ระบุไปเลยว่าคนไทยอายุครบ 15 ปีขึ้นไปสามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้ โดยจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือนและจะได้เงินสมทบจากรัฐบาลมาช่วยด้วย ช่วยให้ตอนทำงานหรือตอนเกษียณมีเงินสะสมมากพอที่ดำรงชีวิตอยู่ได้แบบไม่เดือดร้อน หากเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนอายุมากขึ้นจำนวนเงินก็จะได้มากขึ้นไปด้วย จากที่เคยกำหนดไว้ว่าต้องเป็นลูกจ้างมีนายจ้าง หรือเป็นแรงงานนอกระบบ”

มนัส เสนอความคิดเห็นต่อว่านโยบายดูแลสุขภาพหรือความเจ็บป่วยของคนไทยควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน คือให้เข้ามาในระบบประกันสังคม คนไทยช่วยกันออม แล้วสามารถเข้ารักษาในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนได้ ไม่ต้องพึ่งพาแค่บัตรทองหรือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ปีนี้รัฐต้องช่วยเหมาจ่ายหัวละ 3,600 บาทต่อปี เงินก้อนนี้สามารถนำไปพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ แทนได้  ปัจจุบันตัวเลขคนไทยเข้าสู่ระบบประกันสังคมเพียงแค่ประมาณ 13 ล้านคนเท่านั้น

“นอกจากนี้พรรคการเมืองควรมีนโยบายป้องกันโรค หรือส่งเสริมสุขภาพประชาชนคนไทยมากกว่ารอให้เจ็บป่วย ตอนนี้ต่างประเทศพยายามลงทุนด้านการป้องกันโรคไม่น้อยไปกว่าการรักษาโรค เพื่อลดต้นทุนคนป่วยในอนาคต พวกเราต้องสนับสนุนให้สถานประกอบการมาร่วมรับผิดชอบสุขภาพของคนงานด้วย เช่นกัน หรือกำหนดเป็นนโยบายรัฐบาลไปเลยว่าโรงงานไหนมีลูกจ้างเกิน 200 คนขึ้นไป ต้องมีห้องพยาบาล เพื่อลดต้นทุนของคนงานไม่ต้องไปคลินิกหรือโรงพยาบาลถ้าไม่ได้เจ็บไข้รุนแรง” ตัวแทนเครือข่ายประกันสังคมเสนอความเห็นไปยังพรรคการเมือง
ประเทศไทยนอกจากมนุษย์เงินเดือนที่เรียกกันว่า “แรงงานในระบบ” หรือลูกจ้างที่มีนายจ้างแล้ว ยังมีแรงงานอิสระหรือ “แรงงานนอกระบบ” ที่มีจำนวนมากกว่า แต่พวกเขาเข้าสู่ระบบประกันสังคมเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลไทยไม่ได้มีนโยบายจริงจังในการดูแลสนับสนุนพวกเขาให้เข้ามาสู่ระบบประกันสังคมมากนัก
“อรุณี ศรีโต” ตัวแทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เปิดใจให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงหาเสียงเลือกตั้งพยายามติดตามฟังว่ามีพรรคการเมืองไหนพูดถึงนโยบายช่วยเหลือกลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ 20 กว่าล้านทั่วประเทศไทยบ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มีพรรคไหนให้ความสำคัญหรือพูดถึงเลย โดยเฉพาะปัญหาที่กลุ่มแรงงานเหล่านี้ไม่เคยได้รับสวัสดิการเหมือนแรงงานกลุ่มอื่นในประเทศไทย

“พวกเราคือคนงานรับจ้างทั่วไป ไม่มีนายจ้าง เป็นคนขับแท็กซี่ คนขายหมูปิ้ง แม่ค้าตลาด หาบเร่แผงลอย หมอนวดไทย เชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 22 ล้านคน เทียบกับแรงงานในระบบมีนายจ้างประมาณ 13 ล้านคน ในเมื่อแรงงานนอกระบบมีจำนวนมากและส่วนใหญ่เป็นคนจนเลยถูกหลงลืม น่าน้อยใจที่ไม่มีพรรคการเมืองไหนสนใจทำนโยบายช่วยเหลือพวกเรา นโยบายที่พวกเราเรียกร้องและอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือคือสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคม เพราะนั่นคือความมั่นคงในอนาคตของพวกเรา ตอนนี้รัฐบาลเปิดให้สมัครเป็นสมาชิกประกันสังคมได้ แต่ก็มีความแตกต่างมีความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียม ขอให้ใครที่จะมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ไหม”

ป้าอรุณี ตัวแทนชาวบ้านที่ประกอบอาชีพอิสระหาเช้ากินค่ำ อธิบายต่อว่า สิ่งที่พวกเขาอยากได้คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนประกันสังคม แม้ไม่มีเงินเดือนหรือนายจ้างแต่หลายคนพร้อมจ่ายเท่าที่พอจะควักกระเป๋าได้ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาวิธีจ่ายเงินสมทบถูกกำหนดไว้หลายรูปและหลายทางเลือกจนทำให้สับสน เช่น แรงงานจ่ายเดือนละ 70 บาท รัฐสมทบแค่ 30 บาท หรือจ่าย 100 รัฐสมทบ 50 บาท หรือจ่าย 300 รัฐสมทบ 150 บาท และแต่ละแบบก็ให้สิทธิไม่เท่ากัน

“พรรคการเมืองไหนได้เป็นรัฐบาลใหม่ขอให้เข้าไปผลักดันเปลี่ยนรูปแบบให้แรงงานนอกระบบทุกคนส่งเงินสมทบเท่ากันหมดเช่น จ่ายเดือนละ 200 บาท รัฐสมทบเข้าไปอีก 200 บาท หรือ 150 บาทก็ได้ สอนให้ชาวบ้านรู้จักการออม เป็นเงินสะสมบำนาญในอนาคต ถ้าแรงงานช่วยกันสมทบหลายสิบล้านคน เงินก้อนนี้ในแต่ละเดือนจะมีจำนวนมาก สามารถเอาไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าเจ็บป่วย ว่างงาน ค่าทำศพ ฯลฯ ได้เท่าเทียมกับแรงงานในระบบ ไม่ต้องมีความเหลื่อมล้ำอีกต่อไป เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข และควรจัดให้มีระบบตรวจร่างกายประจำปีฟรีด้วย เพราะถ้าใครรู้ว่าตัวเองเสี่ยงเป็นโรค หรือสุขภาพไม่ค่อยดี จะได้รีบดูแลตัวเองไม่ให้ป่วยจนถึงขั้นร้ายแรง ตอนนี้โรคหลายชนิดป้องกันรักษาได้หากรู้เร็วตั้งแต่ต้น เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดฯลฯ นโยบายแบบนี้นักการเมืองที่เข้ามาบริหารกระทรวงแรงงานคือผู้มีอำนาจแท้จริงในการกำหนด”

ตัวแทนแรงงานนอกระบบกล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า หากพรรคการเมืองใดกลับมาทบทวนและพลิกเกมยกนโยบายพัฒนา “กองทุนประกันสังคม” 1.8 ล้านล้านบาท ขึ้นเวทีหาเสียง เชื่อว่าจะได้คะแนนสียงจากเครือข่ายพวกตนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเขตเลือกตั้งพื้นที่ จังหวัด อำเภอ หรือเขตเลือกตั้งไหนๆ ก็ตาม

เกาหลีเหนือ 99.99%

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365952?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกาหลีเหนือ 99.99%

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 12:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เลือกตั้ง,อ๊อด เทอร์โบ,เกาหลีเหนือ
เปิดอ่าน 315 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ อาทิตย์ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งเวลานี้เข้าสู่โค้งสุดท้ายและบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ก็เหยียบคันเร่งหาเสียงด้วยกลยุทธ์ทุกรูปแบบ

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ของดการวิจารณ์หรือชี้แนะประชาชนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนแต่อยากให้ไปช่วยกันเลือกคนดีมีฝีมือมีคุณธรรมเข้าสภาอย่านอนหลับทับสิทธิ์ เพราะเหตุผลว่าไม่ว่างหรือไม่รู้จะเลือกใคร

พูดถึงการเลือกตั้งแล้วอยากจะย้อนกลับไปดูการเมืองของเกาหลีเหนือบ้างเพราะล่าสุดมีคนไปใช้สิทธิ์ถึง 99.99%

นี่ไม่ใช่ตัวเลขยกเมฆหรือจินตนาการเอาเอง เพราะสำนักข่าวแห่งชาติของเกาหลีเหนือยืนยันมาแล้วว่าการเลือกตั้งสมัชชาประชาชนสูงสุด (เอสพีเอ) ของเกาหลีเหนือเมื่อ 10 มีนาคม มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ถึง 99.99%

สาเหตุที่ไม่ถึง 100% เพราะชาวเกาหลีเหนือในต่างแดนหรืออยู่ในทะเลไม่สามารถลงคะแนนได้

เกาหลีเหนือที่แต่ก่อนเรียกว่าอยู่ในแดนสนธยา มีข่าวในทางลบออกมามากมาย แต่ระยะหลังผู้นำสูงสุด ‘คิม จองอึน’ เปิดตัวให้โลกเห็นตัวเป็นๆ มีการประชุมสุดยอดกับอเมริกา

ความเด่นของ ‘คิม จองอึน’ นั้น ข่มประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ดับสนิทไปเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เวลานี้ดิฉันสังเกตเห็นว่าคนไทยใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกในชีวิตประจำวันอย่างคุ้นชิน ยกตัวอย่างเช่น การซื้อกาแฟ 1 แก้ว สร้างขยะพลาสติกมากถึง 4 ชิ้น ได้แก่ แก้วพลาสติก ฝาพลาสติก หลอดพลาสติก และถุงพลาสติก

ถึงแม้จะมีการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้ามาหลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วในประเทศไทยยังไม่ลดน้อยลง และยังคงเห็นกันในชีวิตประจำวัน เป็นผลมาจากความคุ้นชิน และพฤติกรรมของคนไทยที่ฝังรากลึก เมื่อใดก็ตามที่ซื้อสินค้า ไม่ว่าจะชิ้นเล็ก หรือชิ้นใหญ่ ส่วนใหญ่จะต้องการให้ร้านค้าใส่ถุงพลาสติก ทำให้การซื้อของแต่ละครั้ง มีไม่ต่ำกว่า 2-3 ถุง เพราะความสะดวกสบายในการหิ้ว

จึงขอเรียกร้องอยากให้คนไทยตระหนักและตื่นตัวในการลดการสร้างขยะพลาสติก สร้างพฤติกรรมใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก

เราต้องหันมามีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่การลด ละ เลิกการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง หันมาใส่ใจสุขภาพของตนเอง เช่น ปัจจุบันผู้คนเริ่มมองหาแก้วน้ำ กล่องข้าวพกพา เพื่อนำไปใส่เครื่องดื่มและอาหาร เป็นการลดขยะพลาสติกไปอีกทาง

ขอให้บริษัทห้างสรรพสินค้า, ร้านอาหาร, ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ ทำตัวอย่างลดใช้ถุงพลาสติกและอาจลดราคาให้หากนำถุงผ้าหรือภาชนะมาใส่ของ ใส่อาหารเอง จะดีไหม?
พรทิพย์ (บางนา)

ตอบ คุณ ‘พรทิพย์’ บางนา
ผมขอร่วมเรียกร้องให้เลิกใช้ภาชนะพลาสติกทุกชนิดรวมถึงกล่องโฟม ซึ่งย่อยสลายยากมากและสร้างปัญหาผลกระทบตามมามากมายอย่างนึกไม่ถึง ซึ่งตัวอย่างเห็นได้ชัดจากจดหมายของคุณที่ยกกรณีตัวอย่างมา

สมัยตอนน้ำท่วม ซึ่งเกิดจากขยะพลาสติกไปอุดตันท่อระบายน้ำหรือกล่องโฟมต่างๆ และหลายปีที่ผ่านมาเริ่มมีการรณรงค์ให้ทุกคนหันมาสนใจเรื่องนี้

เวลานี้ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งเริ่มโครงการใช้ถุงผ้าแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากและนอกจากลดปัญหาขยะพลาสติกแล้วยังประหยัดเงินได้อีกมาก

อย่างการรณรงค์ให้ใช้กระทงใบตองหรือใบไม้ธรรมชาติแทนกระทงโฟม ซึ่งได้ผลดีมาก ควรเป็นต้นแบบสร้างความรับผิดชอบหรือจิตสำนึกในเรื่องการใช้พลาสติก

ไม่ต้องใช้กฎหมายบังคับหรอกครับ แต่ขอความร่วมมือก็เพียงพอแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 พระกับสมาร์ทโฟน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังพระสงฆ์)

ผมเป็นชาวพุทธที่บวชแล้ว ขอกราบนมัสการไปยังพระคุณเจ้าว่าถึงเวลาแล้วที่จะช่วยกันสร้างศรัทธาเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา

ควรรู้ด้วยว่าเรื่องใดควรส่งไม่ควร ไม่ใช่แค่ต้องการจะอวดว่าตัวเอง อย่าไปทำอะไรที่ฆราวาสรับไม่ได้

โดยเฉพาะเจ้าอาวาสต้องพัฒนาวัดไปทางใดทางหนึ่งจากภารกิจของคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้าน แต่อย่าพัฒนาวัดแบบฆราวาสพัฒนาวัด ที่มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสีย

การเป็นเจ้าอาวาสต้องคอยมีคนมาช่วยงาน ต้องมีเวลาพัฒนาวัด ทำวัตร ต้องมีเวลาให้พระ เณร ภายในวัด เพื่ออบรมสั่งสอน ที่สำคัญอย่าอคติ อย่าลำเอียงในการปกครองวัด อย่าเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่าการส่งเสริมการเรียนนักธรรมบาลี เพื่อสร้างพระ เณร ให้มีคุณภาพ

ส่วนสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ไม่ควรบริโภคเทคโนโลยีมากจนเกินไป การส่งต่อข้อมูลผ่านทางออนไลน์

แม้ว่าเทคโนโลยีสมัยก่อนมีความจำเป็นต่อชีวิต แต่ต้องใช้ให้เหตุเหมาะสมและสำรวม
สมเกียรติ (คนข้างวัด)

เข้าใจโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365953?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าใจโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 10:55 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,โรคซึมเศร้า,วัยรุ่น
เปิดอ่าน 546 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เหตุการณ์การฆ่าตัวตายของนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายรายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อสัปดาห์เศษๆ ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสตื่นตัวเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและปัญหาการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นในสังคมไทย งานจุฬาฯ เสวนาครั้งที่ 18 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จึงใช้หัวข้อ “เข้าใจปัญหาเยาวชนกับภาวะซึมเศร้า” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหาแนวทางคลี่คลายปัญหา ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็น นักจิตวิทยา นักการศึกษา จิตแพทย์ และ องค์กรอาสาสมัคร ร่วมเป็นวิทยากรบนเวทีเสวนาครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ หัวหน้าศูนย์สุขภาวะทางจิต อาจารย์สาขาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในวิทยากรของงานเสวนาอธิบายว่า อาการเศร้าเป็นอารมณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นได้สำหรับมนุษย์ แต่กระบวนการฟื้นฟูจากอาการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หลายคนเมื่อเศร้าแล้วกลับมาสู่สภาพเดิมได้ แต่หลายคนมีอาการซึมเศร้าหนักขึ้น และกลายเป็นโรคซึมเศร้าตามมาในท้ายสุด

ทั้งนี้ มีงานวิจัยที่ชี้ว่าอาการซึมเศร้าจะถูกกระตุ้นจากอาการเสียศูนย์จากปัจจัยต่างๆ เช่น การถูกประเมิน ทั้งคะแนนสอบ เมื่อผิดหวังไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็จะเสียศูนย์ หรือแม้แต่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความรักความสัมพันธ์ และความรู้สึกผิด ก็ล้วนมีผลเช่นกัน

“แม้แต่คนที่เกิดอาการเสียศูนย์อย่างฉับพลันก็ไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีวิธีรับมือต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ภายในตัวว่าจะทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นร้ายแรงแค่ไหน เนื่องจากคนแต่คนมีประสบการณ์ชีวิตต่างกัน มีรูปแบบความคิดต่างกัน มองโลกไม่เหมือนกัน”

และเป็นเหตุให้การแสดงออกของแต่ละบุคคลต่างกันไปด้วย บุคคลที่มีอาการซึมเศร้าอาจมีพฤติกรรมบางประการที่ต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุน ดังนั้นปัจจัยแวดล้อม เช่น ครู เพื่อน ครอบครัว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นที่พึ่งพิง

ผศ.ดร.ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ หัวหน้าภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้าในนักศึกษาพบว่า นักศึกษาที่เรียนชั้นปีสูง ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า และมีมากกว่าร้อยละ 6.4 ที่ฆ่าตัวตาย

งานวิจัยชี้อีกว่า ชีวิตของนักศึกษากว่า 50 เปอร์เซ็นต์เกี่ยวข้องกับการเรียนหนังสือ ดังนั้นครูอาจารย์จึงมีบทบาทสูงมากในความชอบหรือไม่ชอบในการเรียน ขณะเดียวกัน คนที่นักศึกษาขอรับความช่วยเหลือเป็นคนแรกคือเพื่อน ส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายมาจากปัญหาการทะเลาะกับคนใกล้ชิด รวมถึงปัญหาจากการเรียนหนังสือ

อาจารย์ปิยวรรณกล่าวว่า เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การสอบได้คะแนนไม่ตรงตามความคาดหวังคือตัวแปรที่ทำให้เด็กอาจเกิดการเสียศูนย์ เด็กที่สอบได้คะแนนดีมาตลอด แต่เมื่อได้คะแนนลดลงอาจเกิดอาการไม่คาดคิด จนเกิดเป็นความเศร้า ขณะเดียวกันเด็กที่สอบได้คะแนนไม่ดีมาตลอด ก็เห็นคุณค่าตัวเองน้อย ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กแต่ละคนจำต้องมีความหลากหลาย

ผศ.นพ.ณัฐทร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์เด็กจากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายในมุมมองของแพทย์ว่าโรคซึมเศร้ามีสเปกตรัมคือความรุนแรงของโรคตั้งแต่ในระดับที่น้อย ไปจนถึงระดับที่มากจนต้องเข้ารับการรักษา ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยที่มาพบแพทย์มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน โรคซึมเศร้าก็ยังถูกมองว่าเป็นโรคจิต ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไม่ต้องการไปพบแพทย์ และไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า

ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า จะมองโลกให้แง่ลบ มองในแง่สิ่งเลวร้าย และสามารถนำไปสู่ความคิดที่จะฆ่าตัวตาย การรักษาจำเป็นต้องอาศัยการปรับวิธีคิด และการสร้างเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ให้กับผู้ป่วยผ่านวิธีต่างๆ พร้อมทั้งการสร้างแนวทางให้กลับไปใช้ชีวิตได้ดังเดิม

“ในทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีภาวะที่เรียกว่า ภาวะสิ้นยินดี คือไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่รู้สึกสนุกอะไรเลย กินไม่ได้ น้ำหนักลด นอนไม่หลับ เบลอๆ แต่ละคนมีอาการไม่เหมือนกัน หนักเบาต่างกัน วิธีการรักษาก็จะต่างกัน”

พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่มีภาระโรคสูงสุด จากการตายก่อนวัยอันควรด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ทุกวันนี้ยังถือว่าเป็นโรคที่จับต้องไม่ได้เพราะเป็นโรคน่าอาย

ปัจจุบันกรมสุขภาพจิตทำเครื่องมืดคัดกรองและระบบพัฒนาเฝ้าระวังโรคซึมเศร้ามาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ในระดับวัยรุ่นยังไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควร เพราะไม่ถูกให้น้ำหนักเท่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ขณะเดียวกัน การแสดงออกของวัยรุ่นที่เป็นโรคซึมเศร้า ยังคงถูกมองว่าเป็นปัญหาพฤติกรรม ทำตัวเกเร มากกว่าที่จะถูกมองว่าเป็นโรค

พญ.ดุษฎี ยังระบุอีกว่าการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของนักศึกษาในสื่อ ที่มีการผลิตซ้ำและอธิบายถึงวิธีการกระทำ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เลียนแบบและทำให้อัตราการฆ่าตัวตายสูงตาม ในทางกลับกันหากมีการนำเสนอในสื่อเมื่อมีข่าวคนฆ่าตัวตายถึงวิธีการแก้ไขปัญหาและการรับมือกับโรคซึมเศร้า พบว่าการฆ่าตัวตายของประชาชนจะลดลง

“การป้องกันการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นมี 4 แนวทาง 1.การสร้างทักษะชีวิต วัยรุ่นต้องมองโลกตามความเป็นจริง จัดการอารมณ์และสังคมได้อย่างเหมาะสม 2.ไม่ผลิตข่าวซ้ำ 3.จำกัดวิธี เช่น เอาคนไปเฝ้าสถานที่สุ่มเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และ 4.มีระบบเฝ้าระวัง เป็นโจทย์ของโรงเรียนและสถานศึกษาในการหาวิธี” คุณหมอดุษฎีกล่าวทิ้งท้าย

อย่าสร้างความขัดแย้งใหม่ 24 มีนา “ตัดสินประเทศ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าสร้างความขัดแย้งใหม่ 24 มีนา “ตัดสินประเทศ”

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 09:20 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง เลือกตั้ง 62,หย่อนบัตรเลือกตั้ง,กปปส
เปิดอ่าน 454 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก 

        อีก 6 วันสุดท้ายก่อนที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 51 ล้านเศษ จะมีโอกาสตัดสินอนาคตของประเทศด้วยการไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมนี้ เวลาที่เหลือ 6 วันนี้ จึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 51 ล้านคน ที่จะทบทวน พิจารณา ทั้งเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง 12 ปีที่ผ่านมา นโยบาย รวมทั้งพฤติกรรมของนักการเมืองแต่ละพรรค เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้ ออกมา “เลวน้อยที่สุด” 

จงอย่าเลือก เพียงเพราะความชอบในตัวบุคคล ว่า คนนั้นหล่อ-สวย, หนุ่ม-สาว, คนรุ่นใหม่-คนรุ่นเก่า เพราะเราจะได้คนทำงานไม่เป็นมาบริหารประเทศ

จงอย่าเลือกเพราะ เคยอยู่สีแดง-สีเหลือง หรือ กปปส.มาก่อน เพราะจะทำให้สังคมไทยไม่หลุดพ้นจากความขัดแย้ง

จงอย่าเลือกเพราะอามิสสินจ้างหรือเงินซื้อเสียง เพราะสุดท้ายคนที่เข้าไปจะถอนทุนและสร้างวงจรอุบาทว์เดิม กลับมา

จงอย่าเลือกเพียงแค่เห็นนโยบายฟุ้งเฟ้อ แข่งกันลด-แลก-แจก-แถม เพิ่มประชานิยม เพราะเป็นยาพิษสำหรับประเทศในระยะยาว

จงอย่าเลือกเพียงเพราะ “อยากลองของใหม่” เพราะคิดว่าจะได้ “เปลี่ยน” เพราะของใหม่อาจจะเป็น “ปีศาจใหม่” ที่สร้างหายนะให้ประเทศมากกว่าเดิม

         แต่ขอให้ใช้ดุลพินิจเลือกอย่างถี่ถ้วน เลือกความสงบของประเทศมาก่อน เพราะความสงบจะทำให้ประเทศเดินหน้า เลือกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีความจงรักภักดีต่อ ชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ เพราะ 3 สถาบันนี้ ทำให้บ้านเมืองของเราดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัยมาหลายร้อยปี

ขอให้พิจารณาเลือกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีแนวทางแก้ไขปัญหาให้คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นหลัก มากกว่าแค่ความ “สะใจ” หรือ “ความดังส่วนตัว” เพราะทุกข์ของคนส่วนใหญ่ยังเป็นทุกข์ของประเทศ จึงฝากไว้ประกอบการพิจารณา ในการ “พิพากษา” ประเทศ หลังจากเราว่างเว้นการเลือกตั้งมาแล้วเกือบ 8 ปี ประชากรทุกกลุ่มทั้ง รุ่นใหม่-รุ่นกลาง และรุ่นเก่า ทุกคนมีสิทธิในการกำหนด “อนาคต” ประเทศร่วมกันดังนั้น ขอให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ โดยเจตจำนงอิสระของตัวเอง หลังจากพิจารณาข้อทบทวนข้างต้นจนครบถ้วน

และเมื่อ เจ้าของอำนาจ “อธิปไตย” ได้ใช้สิทธิ์ในการตัดสินใจแล้ว พรรคการเมืองและนักการเมือง พึงเคารพ และยึดเอาผลการตัดสินใจของประชาชนเป็น “ฐาน” ในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ

นั่นคือต้องรวบรวมเสียงกันให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรในการจัดตั้งรัฐบาล มิใช่ได้เสียงเพียงหยิบมือ (126 เสียง) แล้วไปร่วมมือกับสมาชิกวุฒิสภา ตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะมัน “ไม่ชอบธรรม”

          แต่มิได้หมายความว่าพรรคที่ได้อันดับ1 เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลทุกพรรคมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลหากรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เพราะ ส.ส.ทุกคนทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อคือ “ผู้แทนปวงชน”

ฉะนั้นพรรคที่ได้ ส.ส.มากอันดับ 1 มิได้หมายความว่าต้องเป็นรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีเสมอไป หากเพื่อนไม่ “คบ” หรือผู้แทนปวงชนไม่โหวตให้

ตรงกันข้ามพรรคการเมืองที่ได้เสียงอันดับ 1 อาจจะเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้

          เมื่อผลออกมาอย่างไรขอให้ทุกพรรคยอมรับกติกา และทำงานในรัฐสภาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก เลิกออกมาเล่นการเมือง “ข้างถนน”

ขณะเดียวกันการเมืองในสภาและรัฐก็อย่าสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิด “การเมืองข้างถนนและการรัฐประหาร” อีก

เลือกตั้งจึงจะเป็นคำตอบที่ว่า “ประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองที่เลวน้อยที่สุด”

    โชคดีประเทศไทย