ส่งต่อของขวัญที่สร้างความยั่งยืนแก่ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/640709

วันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 09:15 น.ส่งต่อของขวัญที่สร้างความยั่งยืนแก่ชุมชน“เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขด้วยเมนูสุดพิเศษ พร้อมของขวัญจากผลิตภัณฑ์โอทอป สร้างความยั่งยืนแก่ชุมชน

ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลคริสต์มาส หรือวันไหนๆ ก็เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ที่ร้าน “เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” คอฟฟี่เฮ้าส์แบรนด์ดังจากประเทศฮ่องกง ได้จัดเตรียมความสุขแสนอร่อยกับเมนูเครื่องดื่มสุดพิเศษและเบเกอรี่แสนอร่อยที่รังสรรค์จากฝีมือเชฟชั้นนำชาวฝรั่งเศสให้คุณได้ลิ้มลอง หรือจะนำไปส่งมอบแด่คนที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คู่รัก หรือเพื่อนร่วมงาน ก็สร้างความประทับใจให้กับผู้รับอย่างไม่รู้ลืม

เพื่อร่วมฉลองเทศกาลแห่งความสุขในวันคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ร้าน “เดอะคอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” ได้รังสรรค์เมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่สุดพิเศษเพื่อเติมเต็มความสุขให้กับทุกคนในช่วงเวลาพิเศษนี้ พบเครื่องดื่มแสนอร่อยรสชาติสุดละมุนอย่าง “แครนเบอร์รี่ ไวท์ มอคค่า” (240 บาท) พร้อมด้วย “ซานต้า เบอร์รี่” (200 บาท) เค้กหมวกซานต้าคลอส และ บัตเตอร์เค้กขอนไม้สุดนุ่ม ที่มีให้เลือกลิ้มลอง 4 รสชาติด้วยกัน ได้แก่ “คริสต์มาส มัทฉะ ล็อกเค้ก” (180 บาท) สำหรับผู้ที่ชื่นชอบชาเขียว “คริสต์มาส คอฟฟี่ ล็อกเค้ก” (180 บาท) ที่คอกาแฟไม่ควรพลาด “คริสต์มาส วานิลลา ล็อกเค้ก” (180 บาท) และ “คริสต์มาส สตรอว์เบอร์รี่ ล็อกเค้ก” (180 บาท) ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีคุ้กกี้แสนอร่อย เสิร์ฟร้อนๆ หอมนุ่มอย่าง “เรด เวลเวท วอร์มคุกกี้” (150 บาท) และ “ดาร์ก เวลเวท วอร์มคุกกี้” (150 บาท) อีกด้วย

อีกหนึ่งโอกาสอันดี เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับ “เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นการสนับสนุนความยั่งยืนให้กับชุมชนตามหลักการที่ร้าน “เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” ทั่วโลกยึดถือมาโดยตลอด ทางร้านจึงได้จัดเตรียมแพ็คเกจสำหรับบรรจุของขวัญที่รังสรรค์ขึ้นจากวัสดุผ้าแทนการใช้กล่องกระดาษหรือพลาสติก โดยเลือกใช้ผ้าทอพื้นเมืองจากอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนนำไปแปรรูปและผลิตโดยช่างฝีมือด้านงานหัตถกรรมในจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมี 3 สีให้เลือก จำนวนจำกัดเพียง 100 ใบ เพียงซื้อสินค้าภายในร้าน “เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” ครบ 1,500 บาทขึ้นไป อาทิ เมล็ดกาแฟ อุปกรณ์ทำกาแฟ หรือแก้วทรัมเบลอร์ (ยกเว้นอาหารและเครื่องดื่ม) ก็จะได้รับแพ็คเกจสุดพิเศษนี้เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับคนสำคัญของคุณ

ห้ามพลาดโอกาสพิเศษ ต้อนรับช่วงเวลาแห่งความสุข ตั้งแต่วันนี้–31 มกราคม 2564 ณ ร้าน “เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” ทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-164-2500 ติดตามข่าวสาร กิจกรรม หรือโปรโมชั่นที่น่าสนใจได้ทาง Facebook: The Coffee Academics Thailand และ Instagram: @TheCoffeeAcademicsTH

The Living Art Festival เที่ยวเทศกาลอาร์ทยิ่งใหญ่แห่งปีของภูเก็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/640819

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 09:10 น.The Living Art Festival เที่ยวเทศกาลอาร์ทยิ่งใหญ่แห่งปีของภูเก็ต The Living Art และ Blue Tree Phuket ร่วมกันจัดเทศกาลยิ่งใหญ่แห่งปีของภูเก็ต “The Living ArtFestival 2020 & Blue Tree Reopening”

The Living Art และ Blue Tree Phuket ร่วมกันจัดเทศกาลยิ่งใหญ่แห่งปีของภูเก็ต “The Living ArtFestival 2020 & Blue Tree Reopening” ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความสุขในการเสพงานศิลป์ที่ได้รวบรวมงานศิลปะทุกแขนงจากทั่วประเทศไทยมาไว้ในงานเดียวกัน อีกทั้งเพื่อร่วมเฉลิมฉลองการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งของโครงการบลูทรีภูเก็ต ซึ่งงานเทศกาลดังกล่าวจะถูกจัดขึ้น ณ โครงการบลูทรีภูเก็ต ตั้งแต่วัน ที่17-19 ธันวาคม 2563 โดยมีสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เป็นผู้สนับสนุนหลัก(Strategic Partner) 

สำหรับวัตถุประสงค์หลักในการจัดเทศกาล เพื่อยกระดับเมืองภูเก็ตให้เป็น Creative City Hub หรือศูนย์กลางของงานศิลป์สร้างสรรค์ ดังนั้น ภายในงานเทศกาล บลูทรีจะถูกเนรมิตให้เป็นแดนแห่งศิลป์สร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสุขสนุกสนานของทุกครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมภาพวาด สตรีทอาร์ต โดย Four Studio, HOC Gallery, ศิลปินภูเก็ตและเชียงใหม่, การวาดผ้าบาติกที่มาวาดกันสดๆ โดยศิลปินสาวฝาแฝด ธมลวรรณ-ธันย์ชนก พัฒนา จากจังหวัดตรัง พร้อมเพลิดเพลินกับการแสดงสตรีท เพอร์ฟอร์แมนซ์ Street( Dance, Robot Dance, Flash Mob Dance, Violine with B-Boy Dance) และชมงานศิลปะภาพวาดภาพเขียน และประติมากรรมจากศิลปินทั่วประเทศไทย

รวมไปถึงศิลปินระดับต้นๆ ของเมืองไทย อย่างประทีป คชบัว, เมืองไทย บุษบามาโร, จารุพงษ์ จันทรเพชร, ปริทรรศ หุตางกูร, สัจจา สัจจากุล และอีกหลายท่านในนามของกลุ่ม LIFE GO ON ที่พร้อมใจกันยกพลขึ้นเกาะภูเก็ต เปิดใจสนทนาประสาศิลป์กันแบบไร้รูปแบบและขีดจำกัด นอกจากนี้ ยังมีงานฝีมือ, งานปั้นเซรามิกจากนักดำน้ำสาว ปลาการ์ตูน หรือพิชุภา โสภโณวงศ์ และหนุ่มป็อป ภาชนะจากเชียงใหม่ รวมถึงเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา จาก ปัตตานีและภูเก็ตเซรามิก, home decoration และจิวเวลรี่ที่รังสรรค์พิเศษจากดุลจันทร์ จริตงาม ศิลปินสาว นครศรีธรรมราช รวมทั้งอาหารอร่อยๆ ให้ได้ชิมชอปกันอย่างเต็มอิ่ม

อีกทั้งการทำเวิร์คช็อปต่างๆ อาทิ การสอนยิงธนู โดย เอ็มโซเฟียน ศิลปิจากปัตตานี, เวิร์คช็อปการทำจิวเวลรี่จากเซรามิกโดยแก้ว ขนงนาฏ อิ้มศรี และไก่ บัญชา ชูดวง, เวิร์คช็อปการวาด characters ของคนด้วยสีน้ำโดย ปู กนิษฐา ประสิทธิชัย และ จุ๊ กัลย์ รามสูตร จาก Pop Art Studio, เวิร์คช็อปการทอผ้าแบบร่วมสมัยด้วยกี่เฟรมขนาดเล็กโดยศิลปิน อิม อวิกา สมัครสมาน, Panel Talk โดย บัญชา ชูดวงกับการสร้างเรื่องราวให้ผลิตภัณฑ์ หรือ Storytelling, ภชวณีเตชะพกาพงษ์ สาวเปรี้ยวผู้สร้างสไตล์การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Added และ ไมค์ จิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ จากดีสวัสดิ์ เฟอร์นิเจอร์ กับหัวข้อจากท้องถิ่นสู่เวทีโลก หรือ Glocalization  พร้อมชมคอนเสิร์ตจากนักร้องเพลงป็อปชั้นนำของไทย อย่าง ภูมิ วิภูริศ, มาเรียม-คิว-เค้กจากB5, ต้น ตระกูล, ซินท์ และเอกา ซาวด์

แฟชั่นโชว์ในวันเปิดเทศกาลจากดีไซน์เนอร์และสไตล์ลิสต์แถวหน้าของเมืองไทย อย่าง “เจี๊ยบ” เอกกมล อรรถกมล และ “ไก่” บัญชา ชูดวง และอีกหนึ่งไฮไลท์ในวันเปิด คือการนำศิลปวัฒนธรรมของเครื่องดนตรี อย่างเปียโนของชาวตะวันตก กับโกโตะ เครื่องสายจากญี่ปุ่น มาผสมผสานเรียบเรียงใหม่กับการร่ายรำโนราระดับปรมาจารย์ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนใต้อีกด้วย 

งานเทศกาลดังกล่าว นอกจากจะจัดงานในโครงการบลูทรีแล้ว The Living Art ยังได้เล็งเห็นถึงการมีส่วนร่วมทำงานกับชุมชนอื่นๆ ในภูเก็ต เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีงามและให้เกิดความเพลิดเพลินทั่วเมืองภูเก็ต โดยร่วมกับ Sound Gallery ในเมืองเก่า จัดแสดงดนตรีโดยนักเรียนโรงเรียนดนตรียามาฮ่า ร่วมเล่นประสานเสียงกับเปียโน โดย ปีเตอร์ เบลค ชาวนิวซีแลนด์ และโซ่โล่เดี่ยวโกโตะโดยโนริโกะ ซึโบย ชาวญี่ปุ่น และชมโชว์สุดตระการตากับ LGBTQ โดย Aomadiva Drag Race ที่ผับชื่อดังของเมืองภูเก็ต Tantitium นอกจากนี้ ยังมีร้านหนัง(สือ) ๒๕๒๑ จะมีการฉายหนังและพบปะพูดคุยกับอุทิศ เหมมูล นักเขียน รางวัลซีไรท์ปี2552, องอาจ ชัยชาญชีพ นักวาดการ์ตูน นักเขียนนิยายและเรื่องสั้น, อรรถ บุนนาค นักเขียน ลูกครึ่งญี่ปุ่นไทย รวมทั้งเวิร์คช็อปการวาดภาพจากศิลปินรุ่นใหญ่ ดินหิน รักพงษ์อโศก ณ Project Artisan Layan

และปิดท้ายด้วยบ้านอาจ้อ ที่เป็นทั้งมิวเซียมและที่พักซึ่งเป็นบ้านหลังงามสีขาวสไตล์ชิโนโปรตุกีส ที่มีเรื่องราวน่าสนใจแอบซ่อนไว้ให้ทุกคนค้นหา โดยขอเชิญมาร่วมแต่งกายย้อนยุคไปในปี 1930 ถ่ายรูปประชันอวดโฉมงามแล้วโพสต์และแชร์กันให้สนุกสนานทางโซเชี่ยลมีเดีย พร้อมจิบชาและขนมพื้นเมืองของภูเก็ต ที่ใครหลายคนหลงใหลและอีกหลายคนที่ไม่เคยได้ลิ้มลอง อีกทั้งสอนเวิร์คช็อปการสเก็ตภาพโดย ชมรมภูเก็ต สเก็ตเชอร์ อีกด้วย  

สำหรับโครงการบลูทรี ภูเก็ต เป็นศูนย์รวมของความบันเทิง และการพักผ่อนครบวงจรของทุก ครอบครัว บนพื้นที่กว่า 140ไร่ สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยความตั้งใจในการสืบสานการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ให้เกิดความยั่งยืน และมอบความสุขให้กับผู้มาเยือนได้สนุกไปกับกิจกรรมมากมาย โดยเฉพาะ “บลูทรี ลากูน” สวนน้ำ และทะเลจำลองขนาดใหญ่กว่า 17,000 ตารางเมตร ที่ใช้เทคโนโลยีระดับโลกจากประเทศชิลี ทำให้น้ำสะท้อนเป็นสีฟ้าสดใสมาพร้อมความสะอาดปลอดภัย และรายล้อมไปด้วยเครื่องเล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสไลเดอร์ ซูเปอร์ฟลาย (Super Fly) หน้าผาจำลอง ซิปไลน์โซนเล่นน้ำสำหรับครอบครัว ธีม Tarzan& Jane และนินจา วอริเออร์ (Ninja Warrior)  มาร่วมเสพงานศิลป์กันอย่างมีความสุขกับงานใหญ่แห่งปีของภูเก็ต “The Living Art Festival 2020 & Blue Tree Reopening” ระหว่างวันนี้-19 ธันวาคม2563 ณ โครงการบลูทรี ภูเก็ต

เซ็นทารา เปิดตัวแพ็กเกจห้องพักสุดคุ้ม “Festive Road Trip” เอาใจคนรักทะเล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/640471

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 08:31 น.เซ็นทารา เปิดตัวแพ็กเกจห้องพักสุดคุ้ม “Festive Road Trip” เอาใจคนรักทะเลเซ็นทาราชวนคนรักทะเลออกเที่ยว ขับรถตะลุยที่พักริมทะเล เปิดตัวข้อเสนอสุดพิเศษเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขและวันหยุดยาว กับแพ็กเกจ “Festive Road Trip”

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดตัวแพ็กเกจห้องพักสุดคุ้ม “Festive Road Trip” เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขและวันหยุดยาวให้กับลูกค้าชาวไทย มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับคนรักทะเล ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราหลากหลายแห่ง ให้คนรักทะเลได้เก็บกระเป๋า สตาร์ทเครื่องยนต์ และร่วมออกเดินทางไปพร้อมกัน

ตลอดเดือนธันวาคม 2563 และมกราคม 2564 นี้ แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกอิ่มเอมไปกับบรรยากาศอันงดงามของท้องทะเลไทยสีฟ้าสดใส ไออุ่นรำไรของแสงแดด และหาดทรายอันขาวละเอียด ไปกับแพ็กเกจ “Festive Road Trip” ที่เซ็นทาราได้อย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจแบบ 4 หรือ 6 คืน ณ สถานที่ท่องเที่ยวริมทะเลยอดนิยม อาทิ ภูเก็ตและกระบี่ หรือจะเป็นเกาะช้าง ตราด และระยอง โดยเซ็นทารายังเพิ่มความคุ้มค่าอีกต่อด้วยสิทธิพิเศษที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารเช้า เครดิตเงินสดเพื่อใช้จ่ายระหว่างการเข้าพัก การอัพเกรดห้องพักฟรี* หรือจะเป็นบริการนวดผ่อนคลายที่สปา ให้เป็นเสมือนกับรางวัลที่ทุกคนจะได้มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับตัวเองและครอบครัว

Grand Tour of the South

เริ่มต้นด้วยแพ็กเก็จ “Grand Tour of the South” ที่จะพาไปพักผ่อนท่ามกลางความสมบูรณ์ของธรรมชาติทางตอนใต้ของไทย โดยจะเริ่มต้นจาก เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและสปา ภูเก็ต โรงแรมดีไซน์สวยริมชายทะเลภูเก็ต ที่มาพร้อมกับสวนน้ำขนาดใหญ่ และวิวอันตระการตาของท้องทะเลอันดามัน ต่อด้วย เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลล่า กระบี่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่อ่าวส่วนตัว สามารถมองเห็นผืนน้ำทะเลสีฟ้าได้อย่างเต็มตา การขับรถท่องเที่ยวระหว่างรีสอร์ทสองแห่งนี้ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ซึ่งลูกค้าจะสามารถสัมผัสบรรยากาศริมทะเลที่ถือว่างดงามที่สุดของประเทศไทยได้อย่างเต็มอิ่ม

แพ็กเกจนี้แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกได้ว่าจะจับคู่แบบ 2 หรือ 3 วัน ในห้องพักประเภทดีลักซ์ ณ เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและสปา ภูเก็ต (รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน เครดิตมูลค่า 500 บาทต่อคืน เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเข้าพัก พร้อมฟรีอัพเกรดห้องพักไปยังประเภทดีลักซ์ ซีวิว) คู่กับ ห้องพักประเภทดีลักซ์ การ์เดนท์ วิว ที่เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลล่า กระบี่ (รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน เครดิตมูลค่า 500 บาทต่อคืน เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเข้าพัก พร้อมฟรีอัพเกรดห้องพักไปยังประเภทดีลักซ์ โอเชี่ยน เฟซซิ่ง วิว) พิเศษสำหรับแพ็คเกจ 4 คืน ในราคาเพียง 12,000 บาท และแพ็คเกจ 6 คืน ในราคาเพียง 18,000 บาท

Island Discovery

เซ็นทารายังมีแพ็กเกจ “Island Discovery” ที่พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติริมชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของไทย ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์เพียง 5 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ก็จะถึง เซ็นทารา เกาะช้าง ทรอปิคาน่า รีสอร์ท ซึ่งตั้งอยู่บนผืนทรายอันขาวบริสุทธิ์ของหาดอ่าวพร้าว อยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างน้ำตกและเส้นทางเดินชมธรรมชาติ ก่อนจะเดินทางกลับเข้าฝั่งและเข้าพักต่อที่ เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลล่า ตราด เพื่อการพักผ่อนริมชายทะเลอันแสนเงียบสงบและรายล้อมไปด้วยพืชพรรณไม้อันอุดมสมบูรณ์

สำหรับแพ็กเกจนี้แขกผู้เข้าพักจะสามารถเข้าพัก 3 คืน ในห้องประเภทซูพีเรียร์ ณ เซ็นทารา เกาะช้าง ทรอปิคาน่า รีสอร์ท (รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน เครดิตมูลค่า 300 บาท/ห้อง/การเข้าพัก เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเข้าพัก พร้อมฟรีอัพเกรดห้องพักไปยังประเภทดีลักซ์ คาบาน่า) คู่กับอีก 1 คืน ณ เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลล่า ตราด ในห้องพักประเภททรอปิคอล แฟมิลี่ สวีท (รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน เครดิตมูลค่า 300 บาท/ห้อง/การเข้าพัก เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเข้าพัก พร้อมบริการนวด 30 นาที/ห้อง/การเข้าพัก สำหรับ 1 ท่าน) ในราคาเพียง 5,440 บาท

Journey to the East

แพ็กเกจสุดท้าย “Journey to the East” ถูกออกแบบมาเพื่อการออกเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกอย่างจังหวัดระยองและตราดโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับการออกเดินทางไปยัง เซ็นทารา คิว รีสอร์ท ระยอง เพื่อเข้าพักในห้องที่มีวิวทะเลอันงดงาม พร้อมด้วยบริการสปาที่จะมาช่วยเติมเต็มประสบการณ์วันหยุดพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น จากนั้นสามารถเดินทางต่อไปยัง เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลล่า ตราด ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยห้องพักอันสะดวกสบาย กิจกรรมและกีฬาทางน้ำหลากหลาย สปา และห้องอาหารรสเลิศ

แพ็กเกจนี้แขกผู้เข้าพักสามารถเข้าพักได้ทั้งสิ้น 4 คืน ในราคาเพียง 7,120 บาท โดยจะพัก 2 คืนในห้องพักประเภท ซูพีเรียร์ โอเชี่ยน เฟซซิ่ง ณ เซ็นทารา คิว รีสอร์ท ระยอง (รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน เครดิตมูลค่า 500 บาท/ห้อง/การเข้าพัก เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเข้าพัก พร้อมบริการนวด 30 นาที/ห้อง/การเข้าพัก สำหรับ 1 ท่าน) และอีก 2 คืน ณ เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลล่า ตราด (รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน เครดิตมูลค่า 300 บาท/ห้อง/การเข้าพัก เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเข้าพัก พร้อมบริการนวด 30 นาที/ห้อง/การเข้าพัก สำหรับ 1 ท่าน)

ข้อเสนอแพ็กเกจ “Festive Road Trip” เปิดจำหน่ายในรูปแบบของ e-voucher ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2563 สำหรับการเข้าพักภายในวันที่ 31 มกราคม 2564 เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองโปรโมชั่นเพื่อการพักผ่อนริมทะเล ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้ที่ 02-101-1234 หรืออีเมลล์ reservations@chr.co.th

เคาท์ดาวน์คืนข้ามปีที่ 5 ห้องอาหาร 5 สไตล์ ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/640383

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 09:05 น.เคาท์ดาวน์คืนข้ามปีที่ 5 ห้องอาหาร 5 สไตล์ ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ เฉลิมฉลองคืนเคาท์ดาวน์ ก้าวสู่ปี 2564 เตรียมตัวนับถอยหลังก้าวสู่ปีใหม่ในบรรยากาศแห่งความสุข 5 สไตล์ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

จัดมาให้ได้เลือกกับการเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขถึง 5 สไตล์ ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ขอเชิญคุณร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองเคาท์ดาวน์ ก้าวสู่ปี 2564 พร้อมเนรมิตสร้างสรรค์ช่วงเวลาแห่งความสุข ความทรงจำของคุณและคนรู้ใจกับช่วงเวลาสุดพิเศษ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคมนี้ ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ อลังการกับอาหารและเครื่องดื่มแบบพรีเมียม ปาร์ตี้สุดมันส์และชมวิวสุดขอบฟ้าใจกลางเมืองจากมุมสูง

ห้องอาหารเวนตี้ซี ชั้น 24 –โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ขอนำเสนอห้องอาหารใหม่สไตล์อิตาเลี่ยน–ไทย เปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยแพ็กเกจบุฟเฟ่ต์สุดอลังการ ในราคาเพียง 2,999 บาท++ต่อท่าน พร้อมแพ็กเกจเครื่องดื่มไม่อั้น ตั้งแต่เวลา 18.00–22.30 น.

ห้องอาหารอูโนมาส ชั้น 54 – ตื่นตาตื่นใจไปกับเมนูอาหารสเปนสุดอลังการ สแปนิช เซิร์ฟ แอนด์ เทิร์ฟ จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเนื้อเกรดพรีเมียมที่คัดสรรมาเพื่อคุณโดยเฉพาะมุมทาปาส อีกทั้งอาหารจานหลักสั่งได้ไม่อั้น แกรนด์ซีฟู้ดออนไอซ์ ตั้งแต่เวลา 19.00–23.30 น. ในราคาเพียง 6,555 บาท++ต่อท่าน พร้อมดื่มแชมเปญ G.H. Mumm Cordon Rouge Magnum และแพ็กเกจเครื่องดื่ม พิเศษสำหรับ 30 ท่านแรกที่ทำการจองและชำระเงินล่วงหน้า ร่วมสนุกกับเคาท์ดาวน์ปาร์ตี้ ณ เรดสกายบาร์ ชั้น 56 ฟรี พิเศษมากขึ้น! สำหรับลูกค้า 15 ท่านแรกที่ทำการจองและชำระเงินล่วงหน้า รับฟรีห้องพัก 1 คืน

ห้องอาหารเรดสกาย ชั้น 55 – ขอเชิญชวนคุณมาปาร์ตี้พร้อมดีเจ ยกระดับความอร่อยเฉลิมฉลองค่ำคืนปีใหม่ด้วยดินเนอร์มื้อสุดหรูบนยอดตึกสูงใจกลางเมือง โดยเชฟคริสเตียน แฮม เชฟประจำห้องอาหารกับ กาล่า ดินเนอร์ 6 คอร์ส ในราคาเพียง 7,555 บาท++ต่อท่าน พร้อมรับแชมเปญ G.H. Mumm Grand Cordon Brut 1 แก้ว ตั้งแต่เวลา 19.00–02.00 น. พิเศษ! สำหรับลูกค้า 15 ท่านแรกที่ทำการจองและชำระเงินล่วงหน้า รับฟรีห้องพัก 1 คืน

เรดสกายบาร์ ชั้น 56 – มาร่วมสนุกกับดีเจที่จะเปิดแผ่นเสียงพาคุณเต้นข้ามคืน ชมวิวแสงสีเสียงของค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองใจกลางกรุงเทพมหานคร ร่วมนับถอยหลังส่งท้ายปีกับวินาทีสุดท้ายของปี 2563 ตั้งแต่เวลา 21.00–02.00 น. ในราคาเพียง 2,999 บาทถ้วนต่อท่าน พร้อมเครื่องดื่มไม่อั้น

ครูแชมเปญบาร์ ชั้น 59 – ยกระดับการเฉลิมฉลองกับแกรนด์เคาท์ดาวน์ปาร์ตี้ ที่เราจัดเตรียมไว้ตลอดทั้งคืน สัมผัสบรรยากาศหรูหราเหมือนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกพร้อมชมวิวท่ามกลางแสงสีเสียงตระการตา ตั้งแต่เวลา 22.00–02.00 น. ราคาเพียง 6,999 บาทถ้วนต่อท่าน พร้อมอาหารว่างนานาชนิด เสิร์ฟไม่จำกัดกับ แชมเปญ G.H. Mumm Grand Cordon Brut และเครื่องดื่มมากมาย พิเศษ! สำหรับลูกค้า 10 ท่านแรกที่ทำการจองและชำระเงินล่วงหน้า รับฟรีห้องพัก 1 คืน

ซาคาเอะ เสิร์ฟความพรีเมี่ยมสไตล์แดนอาทิตย์อุทัย ไม่ได้บินไปก็คลายความคิดถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/640229

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 08:05 น.ซาคาเอะ เสิร์ฟความพรีเมี่ยมสไตล์แดนอาทิตย์อุทัย ไม่ได้บินไปก็คลายความคิดถึงลิ้มรสสัมผัสเลิศล้ำในทุกคำของ “ซาคาเอะ (Sakae)” ชาบู ชาบู และสุกี้ ยากี้ ที่พรีเมี่ยมที่สุด ณ เวลานี้ ที่เดอะ ปาร์ค ไลฟ์

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

อากาศเย็นช่วงฤดูหนาวปลายปีแบบนี้ หลายคนคงนึกถึงบรรยากาศของแดนซากูระ ชวนให้คิดถึงเมนูที่คนรักอาหารญี่ปุ่นเทใจให้ ทั้งยังเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมตลอดกาล อย่างชาบู-ชาบู หรือสุกี้ ยากี้ สุดยอดอาหารที่ทั้งรสชาติดี ช่วยคลายหนาว และยังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ครั้งนี้ โพสต์ทูเดย์กินเที่ยว เลยชวนไปเปิดประสบการณ์ความพรีเมี่ยมสไตล์ญี่ปุ่นกรุ่นกลิ่นหอมๆ ของน้ำซุปและรสสัมผัสสุดละมุนของเนื้อนำเข้าชั้นดีที่ ซาคาเอะ (SAKAE : The Signature Taste of Shabu Shabu and Sukiyaki) ร้านเปิดใหม่ในโครงการเปิดใหม่ย่านพระราม 4 ที่เดอะ ปาร์ค ไลฟ

สำหรับชื่อร้านซาคาเอะ มาจากภาษาญี่ปุ่น สื่อความหมายว่าความรุ่งเรืองอันยั่งยืน มีโลโก้ที่ได้รับการออกแบบและถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต โดยผสมผสานสัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สมบูรณ์ ควบคู่น้ำพุ 5 สาย วางสลับกันเป็นวงกลม มองดูคล้ายดอกไม้ ทั้งสวยงามและสื่อความหมายที่ดี

ทางด้านสไตล์การตกแต่งร้านและเมนูอาหารที่ซาคาเอะ ดึงเสน่ห์และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของชาบู ชาบู และสุกี้ ยากี้ แบบฉบับญี่ปุ่น มาให้คนไทยได้คลายความคิดถึง สำหรับการออกแบบบรรยากาศภายในตกแต่งแบบเรียบหรู สื่อความเป็นญี่ปุ่นด้วยสีสันและลวดลายไม้ตามธรรมชาติ ตัดเส้นขอบโค้งและมุมด้วยกระจกและอลูมิเนียมสีทอง-ดำ ผสานกราฟิกศิลปะและวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดิจิทัล พร้อมจัดแสงไฟโทนสีอบอุ่นโอบรอบพื้นที่ให้บริการ ครอบคลุม 3 โซนหลัก ทั้ง Ring A (28 ที่นั่ง), Ring B, และ Ring C (20 ที่นั่ง) ให้ความรู้สึกคลาสสิกร่วมสมัย

และที่สุดของที่สุดสำหรับร้านนี้ คือความอร่อยสุดพรีเมี่ยมแบบถึงแก่น ด้วยวัตถุดิบที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีและนำเข้าจากต่างประเทศ เริ่มต้นที่ เนื้อวากิว A4 เนื้อวากิวญี่ปุ่น ระดับ A4 (Japanese Wagyu (A4) Beef) เนื้อสันส่วนติดมันที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเนื้อส่วนที่ดีที่สุดและอร่อยที่สุด มีความแน่นละเอียดและชุ่มฉ่ำจากไขมันที่แทรกตัวเป็นลายหินอ่อนอยู่ในเนื้ออย่างสวยงาม ให้รสสัมผัสอ่อนนุ่ม ละมุนลิ้น ราวกับละลายในปาก

ตามด้วยเนื้อวากิวญี่ปุ่น ระดับ F1 (Japanese Tokusen Wagyu (F1) Beef) เนื้อส่วนสันคอที่ได้จากการผสมข้ามสายพันธุ์ของวัวสายพันธุ์คุณภาพดี ระหว่างสายพันธุ์วากิวแท้ 100% กับสายพันธุ์วัวนมญี่ปุ่น ให้สัมผัสนุ่มหนึบ และมีรสชาติที่เข้มข้น เสมือนกับเนื้อวากิว ระดับ A3

ส่วนคนที่ชอบรสสัมผัสของเนื้อวัวแบบได้เคี้ยวต้องชอบเนื้อซาคาเอะ ซิกเนเจอร์ (Sakae Signature Beef) เนื้อส่วนสันคอวัวที่มีคอลลาเจนอยู่มากซึ่งช่วยเพิ่มรสชาติที่เข้มข้นกลมกล่อม

นอกจากเมนูเนื้อแล้วที่นี่ยังมีทางเลือกให้ลูกค้าด้วยเนื้อหมูพรีเมี่ยม ที่เลือกใช้เนื้อส่วนสันคอหมูคุณภาพระดับพรีเมี่ยม และเป็นเนื้อส่วนที่มีริ้วไขมันแทรกอยู่บางๆ ซึ่งให้รสสัมผัสนุ่มเด้งกำลังดี

ส่วนรูปแบบการจัดเสิร์ฟที่ซาคาเอะ จะจัดเป็นชุด มาพร้อมเครื่องเคียงอย่างผักสด เห็ดไมตาเกะ เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มทอง รากบัว ต้นหอมญี่ปุ่น เสริมทัพด้วยเต้าหู้และบุก ทางด้านน้ำซุปมีให้เลือก 2 สูตร คือน้ำซุปน้ำใสรสชาติเบาๆ แต่กลมกล่อม เหมาะสำหรับชาบู ชาบู เคี่ยวกับคอมบุ ใส่สาเกให้หอม วิธีการกินคืออยากให้เอ็นจอยกับรสชาติของเนื้อก่อนแล้วค่อยจิ้มกับโกมะดาเระพอนสึ หรือน้ำจิ้มงาขาว ส่วนอีกตัวเลือกคือ น้ำซุปน้ำดำรสชาติเข้มข้น ที่เหมาะสุดๆ สำหรับเมนูสุกี้ ยากี้ เพราะช่วยชูรสชาติวัตถุดิบให้โดดเด่นและอร่อยยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ในเซ็ตยังมีสลัดมะเขือเทศ เต้าหู้โกมะ ข้าวญี่ปุ่น เส้นอูด้งอินานิวะ เส้นสดนวดมือที่เส้นเล็กกว่า นุ่มกว่า อร่อยกว่า ให้เลือกอร่อยได้ตามชอบ ปิดท้ายด้วยยูสุเชอร์เบท ท็อปด้วยฮันนี่เจลลี่ ได้รสหวานเปรี้ยวและหอม เรียกว่าปิดมื้อพรีเมี่ยมนี้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

สัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของชาบู ชาบู และสุกี้ ยากี้ ญี่ปุ่น ได้แล้ววันนี้ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น “ซาคาเอะ” ชั้น 2 โครงการ เดอะ ปาร์ค ไลฟ์-ถนนพระรามที่ 4 (แยกคลองเตย) โดยเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00–21.00 น. สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร. 09-6774-8121

สั่งกาแฟสเปเชียลตี้ได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/640247

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 14:10 น.สั่งกาแฟสเปเชียลตี้ได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วPacamara Coffee Roasters เอาใจคอกาแฟ เปิดตัว “พาคามาร่า โมบายล์ แอปพลิเคชัน” Specialty Coffee Application แอปฯ แรกของเมืองไทย ให้คุณสั่งกาแฟสเปเชียลตี้ได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว พร้อมแนะนำเครื่องดื่ม 10 เมนูเด็ดที่ไม่ควรพลาด

วัฒนธรรมของการดื่มกาแฟที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละยุคสมัยทำให้การดื่มกาแฟไม่ได้เป็นแค่เพียงเครื่องดื่มเท่านั้นแต่ยังสะท้อนถึงรสนิยมที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟก็มักจะมองหาเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพและรสชาติที่แตกต่างมากขึ้น เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ในรสสัมผัสของการดื่มกาแฟที่แปลกใหม่อยู่เสมอ ล่าสุด “พาคามาร่า คอฟฟี่ โรสเตอร์” (Pacamara Coffee Roasters) แบรนด์กาแฟสเปเชียลตี้ระดับพรีเมี่ยมของไทย เปิดตัว พาคามาร่า โมบายล์ แอปพลิเคชัน” Specialty Coffee Application แอปฯ แรกของเมืองไทย ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ชื่นชอบกาแฟสเปเชียลตี้ ด้วยจุดเด่นที่ลูกค้าสามารถสั่งซื้อเมนูกาแฟผ่านแอปฯ และสามารถเลือกเปลี่ยนเมล็ดกาแฟได้เหมือนกับไปสั่งที่หน้าร้านเองทุกวัน

พาคามาร่า คอฟฟี่ โรสเตอร์ (Pacamara Coffee Roasters) แบรนด์กาแฟสเปเชียลตี้ระดับพรีเมี่ยมของไทย ที่ใช้เครื่องคั่วจิเซน (Giesen) ซึ่งเป็นเครื่องคั่วกาแฟที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ผ่านกระบวนการและขั้นตอนในการผลิตระดับมาตราฐานอุตสาหกรรมอาหารขั้นสูงสุด HACCP, GMP และเครื่องหมาย HALAL อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีโรงงานแปรรูปและโรงสีเมล็ดกาแฟเพื่อควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ พร้อมการคัดสรรเมล็ดพันธุ์กาแฟชั้นดีที่ได้คัดเลือกจากแหล่งปลูกกาแฟสำคัญในแต่ละประเทศทั่วโลก นำมาคั่วอย่างพิถีพิถันเพื่อดึงเอกลักษณ์และรสชาติที่โดดเด่นของกาแฟได้อย่างดีเยี่ยม

ชาตรี ตรีเลิศกุล กรรมการ บริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์ “พาคามาร่า คอฟฟี่ โรสเตอร์” (Pacamara Coffee Roasters) กล่าวถึงการพัฒนาแอปฯ นี้ ขึ้นว่า “เราพัฒนาแอปฯ นี้ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย รวดเร็ว และประหยัดเวลา เราจึงพัฒนาแอปฯ นี้ขึ้นมาเพื่อเอาใจผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในรสชาติของการดื่มกาแฟแบบสเปเชียลตี้ ให้ยังคงได้รับประสบการณ์การดื่มกาแฟแบบพิเศษไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ถึงแม้ว่าจะไม่สะดวกมานั่งดื่มที่ร้าน แต่ก็ยังสามารถสั่งกาแฟและเลือกเมล็ดกาแฟพิเศษแบบที่ชื่นชอบที่อยากลองได้ในทุกๆ วัน”

โดยฟังก์ชันการทำงานหลักของ พาคามาร่า โมบายล์ แอปพลิเคชัน นั้นจะประกอบไปด้วย 7 ฟังก์ชันหลัก โดยมี Online Ordering ซึ่งจะเป็นการเลือกสั่งเมนูเครื่องดื่ม, เมล็ดกาแฟ, เบเกอรี่ และสินค้าอื่นๆ ล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอคิว ซึ่งลูกค้าสามารถระบุเวลารับสินค้าได้ นอกจากนี้ยังสามารถ Customize เครื่องดื่มตามความต้องการของผู้ดื่มโดยอาจจะเลือกเปลี่ยนเมล็ดกาแฟ เปลี่ยนชนิดของนม หรือเลือกระดับความหวานได้ตามต้องการที่ฟังก์ชั่น Customize ถัดมาที่ฟังก์ชัน Pick-up สามารถเลือกสาขา เวลาที่ต้องการรับสินค้าได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีฟีเจอร์ที่จะช่วยค้นหาร้านพาคามาร่าใกล้ตัวเพื่อความสะดวกสบาย และรวดเร็ว ซึ่งเมื่อถึงเวลานัดหมายสามารถรับสินค้าได้ที่เคาน์เตอร์บริการของสาขานั้นๆ ได้ทันที โดยพาคามาร่า โมบายล์ แอปพลิเคชัน ยังรับชำระเงินค่าสินค้าผ่านแอปฯ ได้ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยฟีเจอร์เติมเงิน Pacamara Wallet นอกจากนั้นแล้วสำหรับสมาชิกสามารถสะสมคะแนนจากทุกการใช้จ่าย เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมาย พร้อมระบบการแจ้งเตือนเมื่อมีข่าวสารใหม่ ให้ลูกค้าไม่พลาดทุกสิทธิประโยชน์ของสมาชิก

สำหรับกาแฟสเปเชียลตี้นั้นจะเน้นการนำกาแฟที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์กาแฟจากที่ต่างๆ ทุกมุมโลก ผ่านกระบวนการคั่วถูกวิธีอย่างมีหลักการด้วยความพิถีพิถันทำให้ได้กาแฟที่มีรสชาติเฉพาะตัว และรสสัมผัสที่แตกต่างจากกาแฟปกติทั่วไป รวมถึงการชงที่เชี่ยวชาญของบาริสต้า จนได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทางร้าน ซึ่งกาแฟของพาคามาร่านั้นมีความโดดเด่นด้านเมล็ดกาแฟที่มีให้เลือกสรรมากกว่า 20 ชนิด ทั้งกาแฟที่มาจากแหล่งเพาะปลูกเดียว (Single Origin) และกาแฟที่มาจากสองแหล่งเพาะปลูกขึ้นไป (Coffee Blend) อาทิเช่น พาคามาร่า เฮาส์ เบลนด์(Pacamara House Blend) กาแฟอาราบิก้า 100% คั่วระดับกลาง (Medium Espresso) ที่ได้รางวัลเหรียญทองจากประเทศอิตาลี ที่ให้รสชาติของกาแฟที่ซับซ้อนแต่ยังสมดุล หอม หวาน เปรี้ยวอ่อนๆ ไม่เข้มและไม่อ่อนจนเกินไป, นาโบลี ทู เบลนด์ (Napoli ll Blend) กาแฟอาราบิก้า 100% คั่วกลางเข้ม (Medium dark) ที่ผ่านการคัดคุณภาพและคั่วจากโรงคั่วของพาคามาร่าเพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติที่นุ่มนวล หอมหวาน, โคลัมเบีย ดีแคฟฟิเนท (Columbia Decaffeinate) เมล็ดกาแฟจากประเทศโคลัมเบีย ที่ผ่านการสกัดคาเฟอีนออกจากเมล็ด โดยผ่านกระบวนการสกัดที่เรียกว่า Swiss water process เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟ แต่แพ้คาเฟอีน ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีกาแฟจากโซนทวีปแอฟริกาโซนประเทศที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกาแฟอย่าง เอธิโอเปีย (Ethiopia) , เคนย่า (Kenya) โดยเอกลักษณ์หลักๆ ของกาแฟประเทศนี้ คือมีความเป็นกรดค่อนข้างสูงแต่เป็นแบบกรดผลไม้ที่ให้รสชาติเปรี้ยว มีความฉ่ำ สดชื่น กลิ่นหอมอมหวาน ละมุนดื่มง่าย

โดยทาง ‘พาคามาร่า’ ได้แนะนำ 10 เมนูเด็ด ที่ควรสั่งมาลิ้มลองผ่าน “พาคามาร่า โมบายล์ แอปพลิเคชัน” เริ่มต้นที่ Saint Dirty เมนูกาแฟนมที่เสิร์ฟแยกชั้นกันอย่างชัดเจน ระหว่าง ‘นมเย็นจัด’ ที่อยู่ด้านล่างของแก้ว กับ ‘ช็อตเอสเพรสโซ่’ หรือ ‘ริสเทรตโต้’ ด้านบน และเสิร์ฟใน ‘แก้วใสแช่เย็น’ เท่านั้น เพื่อให้มองเห็นการแยกชั้นเป็นลวดลายต่างๆ เมื่อดื่มไปเรื่อยๆ ก็จะได้รสสัมผัสและกลิ่นที่แตกต่างกันไปซึ่งเป็นเสน่ห์พิเศษของเมนูนี้ ถัดมาที่เมนู Kaffe Rose Lemonade กาแฟสุดชิคสไตล์สวีเดน ที่มีการผสมซอฟต์ดริ้งกลิ่นโรสท็อปด้วยกาแฟโคลด์บริวสูตรพิเศษ ทำให้กลิ่นของกาแฟแก้วนี้มีความหอมแบบหวานๆ และยังผสมเลมอนทวิสที่ให้รสชาติเปรี้ยวนิดๆ เข้ากับรสชาติเข้มข้นของกาแฟได้อย่างลงตัว ต่อมาที่เมนูกาแฟร้อนอย่าง Piccolo Latte ที่ทางร้านเลือกใช้เมล็ดกาแฟพาคามาร่า เฮาส์ เบลนด์ ที่ระดับการคั่วระดับกลาง (Medium Espresso) เพื่อให้ได้รสชาติของกาแฟที่ซับซ้อนแต่ยังสมดุล มีกลิ่นที่หอมหวาน รสชาติเปรี้ยวอ่อนๆ นุ่มนวล ไม่เข้มและไม่อ่อนจนเกินไป หรือจะเป็นเมนูเย็นอย่าง Espresso on the rock ที่ทางร้านจะเลือกใช้เมล็ดกาแฟนาโปลี ทู เบลนด์ ที่การคั่วระดับกลาง (Medium Espresso) ผสมกับกาแฟคั่วกลางเข้ม (Medium Dark) เพื่อให้ได้เมนูกาแฟเย็นที่มีกลิ่นและรสชาติที่นุ่มนวล หอมหวาน และลงตัว นอกจากเมนูกาแฟคุณภาพเยี่ยมแล้วยังมีเครื่องดื่มที่หลายคนชื่นชอบอย่าง ช็อกโกแลตเย็น เมนูช็อกโกแลตที่ใช้ช็อกโกแลตพรีเมียมสูตรเข้มข้นเฉพาะตัวของพาคามาร่าทั้งหอมหวานและอร่อย และ ชาซีลอน เมนูที่ชงจากใบชาคุณภาพ ชงสดใหม่ทุกแก้ว ให้รสชาติแบบนุ่มนวลกำลังดี ไม่ฝาด ก็น่าลองไม่แพ้กัน 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูประจำซีซั่นที่มากับคอนเซ็ปต์ Tis the Season of Jo.Tis the Season to Sparkle ด้วยเครื่องดื่ม 4 เมนูใหม่ ได้แก่ One Magic Christmas กาแฟเอสเพรสโซ่ ที่มาพร้อมความครีมมี่นุ่มนวล และความหอมหวานของทอฟฟี่นัท นมข้าวโอ๊ต และครีมช็อกโกแลตเข้มข้ม สุดแสนละมุนลิ้นที่สัมผัสได้ตั้งแต่จิบแรกที่ดื่ม ต่อมาที่เมนู Jingle All the Way ชาเชียวมัทฉะพรีเมี่ยมสูตรเข้มข้น ผสมนมข้าวโอ๊ตท็อปด้วยซอลท์เท็ด คาราเมล ความลงตัวตามสูตรเฉพาะของพาคามาร่า สำหรับแฟนๆ ช็อกโกแลตต้องไม่พลาดกับเมนู White Reindeer ช็อกโกแลตสูตรเข้มข้มผสมนมสดท็อปด้วยคาราเมลเข้มข้น หอมหวานกำลังดี และปิดท้ายที่เมนู A Christmas Prince ความหอมหวานของน้ำแอปเปิ้ลอาโอโมริและสตรอเบอร์รี่ เพิ่มความสดชื่นด้วยโทนิค น้ำมะนาว ท็อปด้วยโคลด์บริว และเลมอนเนดเจลลี่ ให้รสชาติเปรี้ยวหวานเข้าอย่างลงตัวแบบไม่เหมือนใครให้ได้ลิ้มลองความอร่อยตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 มกราคม 2564

สามารถใช้บริการ พาคามาร่า โมบายล์ แอปพลิเคชัน ได้แล้ววันนี้ทางระบบ iOS และภายใน 15 ธันวาคม ทางระบบ Android เพียงดาวน์โหลด และลงทะเบียน ก็สามารถสั่งกาแฟ Specialty ได้ง่ายๆ ผ่านสาขาที่ร่วมบริการกว่า 12 สาขา อาทิ สาขาอาคาร S&A Building สีลม, The Offices at Central world, Velaa Sindhorn Village, Fashion Island, SB @ CDC, ทองหล่อ ซอย 25 และอีกมากมาย สามารถติดตามข่าวสารของ “พาคามาร่า คอฟฟี่ โรสเตอร์” (Pacamara Coffee Roasters) ได้ทาง Official Instagram: @pacamara_th และ Facebook: pacamaracoffee

เปิดลายแทง…วันนี้กินอะไรดีที่ CentralwOrld #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/640227

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 10:30 น.เปิดลายแทง...วันนี้กินอะไรดีที่ CentralwOrldอร่อยได้ทั้งปีไม่มีซ้ำ CentralwOrld รวมร้านมากที่สุด อร่อยที่สุด ครบที่สุดจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 215 ร้าน ในคอนเซ็ปต์ Endless Discovery wOrld of Food พร้อมเผยลายแทง 8 สายความอร่อย ตอบโจทย์คำถามฮิตติดปาก “วันนี้กินอะไรดี?”

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชู The Biggest Food Destination ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหารมากที่สุดในเอเชีย สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ เปิดตัวคอนเซ็ปต์ endless discovery wOrld of food มอบประสบการณ์ความอร่อยไม่มีที่สิ้นสุด อร่อยได้ทั้งปีไม่มีซ้ำ

  • ร้านมากที่สุดในเอเชีย ที่เดียวที่รวมร้านอาหารชื่อดังทั้งในประเทศและจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 215 ร้าน มาไว้บนพื้นที่กว่า 46,000 ตร.ม. ใหญ่เทียบเท่า 3 สนามฟุตบอล
  • อร่อยที่สุด รวมหลายร้านอาหารดังมิชลินสตาร์ และมิชลินไกด์ไว้ในที่เดียว
  • ครบที่สุด ตั้งแต่วัตถุดิบอาหารสด, ร้านอาหารทุกประเภท, Café society ที่มีร้านกาแฟ และ Café ขนมหวานเยอะที่สุด ไปจนถึง สถาบันสอนทำอาหารระดับโลก
  • ครั้งแรก ครีเอท ‘ฟู้ดไบเบิ้ล’ ลงลึกทุก Lifestyle insight ของการทานอาหารทุกรูปแบบ ทั้งหมด 8 สายความอร่อย ตอบโจทย์คำถามฮิตติดปาก “วันนี้กินอะไรดี?”

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สร้างปรากฏการณ์โลกแห่งอาหารครั้งยิ่งใหญ่ จัด Exclusive long table diner เปิดตัวคอนเซ็ปต์ “centralwOrld endless discovery wOrld of food” ชู The Biggest Food destination ที่รวบรวมร้านอาหารชื่อดังทุกรูปแบบไว้มากที่สุดในโลกถึง 215 ร้านมากกว่า 10 สัญชาติทั่วโลกไว้ในศูนย์การค้า มอบประสบการณ์ความอร่อยไม่สิ้นสุด ตั้งแต่วัตถุดิบอาหารสดคุณภาพดี, ร้านอาหารทุกสไตล์, Street Foods, Café society ที่มี café มากที่สุด ไปจนถึงสถาบันสอนทำอาหารระดับโลกแห่งเดียวในไทยอย่าง Le Cordon Bleu Dusit ตอบทุกไลฟ์สไตล์ ทุกแพชชั่นการกินและการทำอาหารอย่างแท้จริง ตอกย้ำเซ็นทรัลเวิลด์ในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหาร (Food Destination) ที่หลากหลายที่สุดเพื่อให้ทุกคนที่มาได้รับประสบการณ์ความอร่อยร่วมกัน และดื่มด่ำกับโลกของอาหารในแบบของตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สองผู้บริหารเจาะลึกไลฟ์สไตล์การทานอาหารของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน และร่วมเผยโฉมโลกแห่งอาหารที่เซ็นทรัลเวิลด์เป็นครั้งแรก เริ่มด้วย ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “ประเทศไทยถือได้ว่าเป็น Food heaven ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ดังนั้นการมี Food destination ในศูนย์การค้าที่ยิ่งใหญ่ระดับเอเชีย และถือเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ของโลก จะเป็น Impactful magnet ที่สำคัญของประเทศไทย อีกทั้งประเทศไทยยังมีร้านอาหารขายตลอด 24 ชั่วโมง มี Street food ชื่อดังมากมายให้ทานได้ตลอดเวลา เฉลี่ยแล้วใน 1 วัน คนไทยบริโภคมากถึง 7 มื้อ ดังนั้น เซ็นทรัลเวิลด์ในฐานะการเป็นแลนด์มาร์คระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ เราจึงรวบรวมร้านอาหารอร่อยทุกรูปแบบมาไว้ในที่เดียวมากถึง 215 ร้านซึ่งมากที่สุดในโลก และครบทุกประเภท เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหาร (Food Destination) ที่หลากหลายที่สุดเพื่อให้ทุกคนที่มาได้รับประสบการณ์ความอร่อย และดื่มด่ำกับโลกของอาหารในแบบของตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเราให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ด้านอาหาร” (Food Experience) เพราะเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่จะหาไม่ได้จากโลกออนไลน์ นอกจากนี้ ภายในเดือน ธันวาคม 2563 – มกราคม 2564 จะมีร้านอาหารใหม่กว่า 10 ร้านที่เป็นร้านดังจากต่างประเทศและร้านอาหารที่คว้าดาวมิชลินมาเปิดให้บริการที่เซ็นทรัลเวิลด์เพิ่มเติม อาทิ Tsuta ร้านราเมนร้านแรกของโลกและร้านแรกของญี่ปุ่นที่ได้รับ 1 Michelin Star เมื่อปี 2015 และร้าน Kam’s Roast Goose ร้านห่านย่างเจ้าดังจากฮ่องกง การันตีความอร่อยระดับ 1 ดาวมิชลินถึง 5 ปีซ้อนที่จะมาเดือน ม.ค. 64, TP Tea by Chun Shui Tang ต้นตำรับชานมไข่มุกเจ้าแรกของโลก, The Cassette Music Bar เตรียมยกบรรยากาศยุค 90’ และเพลงดังสุดฮิตให้มาย้อนเวลาไปพร้อมกัน, ร้าน Seoul Garden ปิ้งย่างชื่อดังสุดฮิตจากเกาหลีที่แรกในไทย เป็นต้น”

ทางด้าน อิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายขาย บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “เซ็นทรัลเวิลด์เป็นศูนย์การค้าแห่งแรกที่รวมร้านอาหารชื่อดังทุกรูปแบบไว้มากที่สุด เพราะแต่ละคนมีความชอบ และ Passion เรื่องอาหารที่แตกต่างกัน และคนหนึ่งคนก็สามารถ Create their own experiences ในแต่ละครั้งที่มาได้ไม่เหมือนกัน และอาหารเป็นเรื่องของ Passion เป็นความชอบที่ไม่มีรูปแบบตายตัว เชื่อว่าหลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำถาม ‘วันนี้จะกินอะไรดี?’ และยิ่งมาที่เซ็นทรัลเวิลด์ที่ทั้งใหญ่และกว้างมาก หลายคนรู้ว่ามีร้านอาหารเยอะ แต่ไม่รู้ว่ามีร้านอะไรบ้าง และอยู่ตรงไหน

เราจึงได้นำจุดนี้มาสร้างเป็น Food Bible ที่จะทำให้คำถามที่ว่า วันนี้จะกินอะไรดี? หมดไป โดยเราได้ข้อมูลเจาะลึกมาจาก Lifestyle Insight ในการทานอาหารของคนในปัจจุบัน จากร้านอาหารทั้งหมด 215 ร้าน แบ่งออกได้เป็น 8 สายความอร่อย ได้แก่

1. สายแข็งชาบู-ปิ้งย่าง จำนวน 14 ร้าน แบ่งเป็น ชาบู-สุกี้ยากี้ 9 ร้าน และปิ้งย่าง 5 ร้าน ชาบู สุกี้ ปิ้งย่างหลากหลายสัญชาติ เหมาะกับทั้งครอบครัว, สายสุขภาพ, Meat lover อาทิ Shabushi, Charna, MK Live, Momo paradise Gold, Tajimaya Yakiniku, Nice Two Meat U Haidilao หม้อไฟชื่อดังที่มาเปิดสาขาแรกในไทย และล่าสุด Sukishi Prime ที่เปิดตัว Korean Omakase ครั้งแรก

2. สายมิชลิน (Michelin Star & Michelin Guide) 9 ร้าน โดยมีร้านมิชลินเปิดใหม่แห่งแรกในไทย 2 ร้าน ได้แก่ Tsuta, Kam’s Roast Goose และ มิชลินไกด์อีก 7 ร้าน

3. สายคาเฟ่ของหวาน (Café society & wOrld of dessert) ที่นี่เป็น Café society ที่มี Café เยอะที่สุด ถึง 100 ร้าน แบ่งเป็น ร้านชานมไข่มุก 18 ร้าน, คาเฟ่เบเกอรี่ 23 ร้าน, ของหวาน 59 ร้าน

· ร้านกาแฟชื่อดัง อาทิ The Coffee Academics, Host & Amber, Roast, Pacamara, Red diamond และ มี Starbuckถึง 4 สาขา รวมถึง Starbuck Reserve Café สาขาที่ใหญ่ที่สุดของไทย ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากจีน

· ของหวาน ขนมและชา อาทิ TP Tea ต้นตำรับชานมไข่มุกเจ้าแรกของโลกจากไต้หวัน, Xing Fu Tang ชานมไข่มุกอันดับหนึ่งของไต้หวัน, Anri bakery พายแอปเปิ้ลชื่อดังของญี่ปุ่น, After You, Yomie’s rice, Zakuzaku, Paris Mikki, Paul, Eric Kayser

4. สายอินเตอร์ (Asian Lifestyle & Inter’ Food) รวม 45 ร้านดัง 10 สัญชาติไว้ในที่เดียว แบ่งเป็น อาหารจีน 5 ร้าน, มาเลเซีย สิงคโปร์ 2 ร้าน, ญี่ปุ่น 24 ร้าน, เกาหลี 3 ร้าน, ตะวันตก 11 ร้าน, อินเดีย 1 ร้าน, สเปน 2 ร้าน, อิตาลี 4 ร้าน, เวียดนาม 1 ร้าน

5. สาย Thai Taste 16 ร้าน มีตั้งแต่อาหารไทยต้นตำรับ เมนูหาทานยาก ไปจนถึงอาหารไทยฟิวชั่น แบ่งเป็น อาหารไทย 9 ร้าน, อาหารไทยอีสาน 3 ร้าน, ซีฟู้ด 4 ร้าน

6. สายกินง่ายๆ กินเร็ว เน้นจานเดียว (Quick Service Restaurant, Food World, Live House) จำนวน 14 ร้าน แบ่งเป็น ร้านอาหารจานเดียว 8 ร้าน, ร้านก๋วยเตี๋ยว 3 ร้าน และฟาสต์ฟู้ด 3 อาทิ ร้าน Easy Buddy ร้านกะเพราสูตรเด็ดของเชฟบัดดี้, ฉัน (Chunn), บุญปาก&เฮือนนูน่า, ทองสมิทธิ์ เป็นต้น

7. สายปาร์ตี้แฮงค์เอ้าท์ (Everyday Hangout & Exquisite Bar) รวม 15 ร้านกินดื่มยอดฮิตจากหลายสัญชาติไว้ในที่เดียว ตอกย้ำการเป็น Hangout Destination Landmark ดีที่สุดใจกลางกรุงเทพ อาทิ Brangus by Bluegold, Kenshin Izakaya, HOBS, ชงเจริญ, Greyhound Café, กินเฮ Wine Connection, Wine I Love You, Italian Osteria, Hyde & Seek Peek-A-Boo, Everseoul OT, Hiyaku และ Coming soon กับ The Cassette Music Bar, โค อันลิมิเต็ด และ Spanish Tapas Bar

8. สายครีเอทีฟคุ้กกิ้ง (Creative Cooking) 2 แห่ง ได้แก่ ABC Cooking Studio สตูดิโอสอนทำอาหารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และ Le Cordon Bleu Dusit สถาบันสอนทำอาหารระดับโลกระดับไอวี่ลีกของสายอาหาร เปิดสอน 20 ประเทศทั่วโลก โดยในเอเชียมี 9 สาขา ใน 8 ประเทศ และมีสาขาหนึ่งเดียวในไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์

Festive Season ฤดูกินฟินข้ามปี ชวนชิมเมนูพิเศษเทศกาลแห่งความสุขที่ ‘ซิซซ์เล่อร์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/640221

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 09:30 น.Festive Season ฤดูกินฟินข้ามปี ชวนชิมเมนูพิเศษเทศกาลแห่งความสุขที่ 'ซิซซ์เล่อร์'ซิซซ์เล่อร์ เปิดตัวเทศกาล “Festive Season ฤดูกินฟินข้ามปี” ควงศิลปินระดับโลก ปล่อยคอลเลกชัน “SIZZLER x SUNTUR” พร้อมชวนชิมเมนูพิเศษเทศกาลแห่งความสุข

โพสต์ทูเดย์ ชวนทุกคนมาพบกับหลากหลายเมนูน้องใหม่ของ ซิซซ์เล่อร์ ที่จะมาสร้างสีสันให้กับเหล่าลูกค้าที่มาฉลองที่ซิซซ์เล่อร์ในช่วงส่งท้ายปีเก่า กับเทศกาล Festive Season ฤดูกินฟินข้ามปี ไม่ว่าจะเป็นเมนูสเต๊กปลาเก๋า เมนูเซิร์ฟ แอนด์ เทิร์ฟ เมนูแพนเชตต้า เมนูพรีเมียมแพลตเตอร์ฟอร์ทรี ที่แชร์ความอร่อยกันได้ถึงสามคน หรือเมนูแพลตเตอร์ฟอร์ทู สำหรับคู่ซี้คู่รัก พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยการจับมือกับศิลปินขวัญใจสายมินิมอล SUNTUR (ซันเต๋อ) เปิดคอลเลกชันเฟสทีฟรับช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง ทั้งแก้ว สมุดโน้ต สเปรย์แอลกอฮอล์ ชวนให้สายอาร์ตสายชิคมาสะสม และนอกจากคอลเลกชันดังกล่าวแล้วยังมีสินค้าใหม่ อย่าง เฟสทีฟ คุกกี้ เซตมาเป็นอีกหนึ่งสินค้าน่าชิม เหมาะสำหรับซื้อไปไว้ทานเล่นเคี้ยวเพลินหรือจะมอบให้เป็นของขวัญสุดพิเศษในช่วงปีใหม่ก็ถูกใจผู้รับ โดยบรรดาเมนูใหม่ของซิซซ์เล่อร์จะเปิดให้ทุกคนมาฉลองกันได้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2563 – 24 มกราคม 2564 และ “ซิซซ์เล่อร์ x ซันเต๋อ” คอลเลกชันเฟสทีฟ ลิมิเต็ด อิดิชั่น และ เฟสทีฟ คุกกี้ เซต จะเปิดให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของแล้วตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2563 – 24 มกราคม 2564 นี้เท่านั้น

นายกรีฑากร ศิริอัฐ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสแอลอาร์ที จำกัด ใน เครือ เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการร้านอาหารภายใต้แบรนด์ ซิซซ์เล่อร์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขช่วงส่งท้ายปี ที่หลาย ๆ คนมักจะเลือกมาใช้เวลาคุณภาพและทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพถือเป็นการให้รางวัลแก่ตัวเองและคนที่เรารัก ซิซซ์เล่อร์จึงถือโอกาสเปิดตัวเทศกาล “Festive Season ฤดูกินฟินข้ามปี” ต่อยอดความพิเศษให้กับเหล่าลูกค้าซิซซ์เล่อร์ด้วย เมนูอาหารใหม่ ๆ ที่จะมาเติมความสุขทุกตารางนิ้วของซิซซ์เล่อร์ และ คอลเลกชันเฟสทีฟ “Sizzler x SUNTUR” ผ่านความร่วมมือกันระหว่างซิซซ์เล่อร์และศิลปินขวัญใจชาวมินิมอลลิสต์อย่าง ซันเต๋อ ที่จะมาเป็นอีกหนึ่งสินค้าไฮไลท์ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองสำหรับลูกค้าซิซซ์เล่อร์ทุกท่าน ไม่ว่าจะซื้อไปใช้เอง หรือ ให้คอลเลกชันนี้เป็นตัวแทนการส่งต่อคำขอบคุณและความรู้สึกดี ๆ แก่คนใกล้ตัว

นางนงชนก สถานานนท์ ผู้ช่วยรองประธานบริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เอสแอลอาร์ที จำกัด ในเครือเดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการร้านอาหารภายใต้แบรนด์ ซิซซ์เล่อร์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสพิเศษส่งท้ายปี ซิซซ์เล่อร์ถือโอกาสต่อเติมความสุขของทุกคน ด้วย 3 เมนู “Festive Season ฤดูกินฟินข้ามปี” ที่มีลักษณะโดดเด่นแตกต่างกันออกไป ได้แก่

เมนูสเต๊กปลาเก๋า เสิร์ฟพร้อมสลัดแซลมอนมะม่วง คร็อกเก็ตกุ้ง และซอสครีมแซลมอน (Grilled Grouper Steak with Salmon Salad, Prawn Cake & Salmon Sauce) สุขภาพดีไปกับ สเต๊กปลาเก๋า กรอบหนังฉ่ำเนื้อ เสิร์ฟพร้อมสลัดแซลมอนมะม่วงหวานเปรี้ยวที่ใช้ผักและอะโวคาโดคุณภาพจากโครงการหลวง คร็อกเก็ตกุ้งกรอบเด้ง และซอสครีมแซลมอนรสละมุน ในราคา 649 บาท

เมนูเซิร์ฟ แอนด์ เทิร์ฟ เสิร์ฟพร้อมมันบดทรัฟเฟิล และซอสพริกไทยดำ (Surf & Turf with Mashed Truffle & Black Pepper Sauce) เนื้อสตริปลอยด์หนานุ่มเต็มคำนำเข้าจากออสเตรเลียมาพร้อมกุ้งเนื้อแน่น ทานคู่กับมันบดทรัฟเฟิลหอมนุ่ม และซอสพริกไทยดำเข้มข้น ในราคา 799 บาท

เมนูแพนเชตต้า เสิร์ฟพร้อมมันบดทรัฟเฟิล และซอสพริกไทยดำ (Crispy Pancetta Pork with Mashed Truffle & Black Pepper Sauce) หมูกรอบสไตล์อิตาเลียนเนื้อเน้น ๆ เสิร์ฟพร้อมมันบดทรัฟเฟิลหอมนุ่ม ผักเครื่องเคียงหวานกรอบจากโครงการหลวง และซอสพริกไทยดำเข้มเข้น ในราคา 589 บาท

นอกจากนี้ ยังมีอีกสองเมนูแพลตเตอร์สุดพรีเมียม เหมาะสำหรับการแชร์ความอร่อยกันหลายคน ได้แก่ เมนูพรีเมียมแพลตเตอร์ฟอร์ทรี (Premium Platter for Three) เมนูพรีเมียมแพลตเตอร์ สำหรับ 3 ท่าน ที่รวมเอาหลากหลายความอร่อยมาไว้ในจานเดียว ทั้งขาหมูทอดกรอบชิ้นโต แซลมอนและกุ้งสกิวเวอร์ 3 ไม้ สลัดโคลสลอว์หวานกรอบ และ อีกหนึ่งนางเอกของแพลตเตอร์คือ ทรัฟเฟิลฟรายส์หอมกรุ่น เสิร์ฟพร้อมหลากหลายซอสชูความอร่อย แถมฟรีสลัดบาร์สำหรับ 3 ท่าน ในราคา 999 บาท

และเมนูแพลตเตอร์ฟอร์ทู (Premium Platter for Two) เมนูแพลตเตอร์ สำหรับ 2 ท่าน เหมาะสำหรับเหล่าเพื่อนซี้ คู่รัก และการทานพร้อมกับคนสำคัญ ที่มีทั้ง ซี่โครงหมูซอสบาร์บีคิวหวานหอมฉ่ำซอส และ ไก่ย่างสไปซี่ เสิร์ฟพร้อมมันอบร้อน ๆ แถมฟรีสลัดบาร์สำหรับ 2 ท่าน ในราคา 699 บาท

นอกจากเมนูดังกล่าวซิซซ์เล่อร์เปิดตัว เฟสทีฟ คุกกี้ เซต (Festive Cookies Set) อีกหนึ่งสินค้าน่าชิมมาให้เลือกอร่อยถึง 3 รสชาติ ได้แก่ ดับเบิ้ลช็อกโกแลต คาราเมลแมคคาเดเมีย และ แครนเบอร์รีไวท์ช็อกโกแลตชิพ ในราคาเพียงกล่องละ 199 บาทจากราคาปกติ 225 บาท พร้อมด้วยโปรโมชันต้อนรับเทศกาลแห่งการให้ ซื้อ 4 กล่องฟรีอีก 1 กล่อง

พิเศษมากขึ้นด้วยการต่อยอดจากหลากหลายเมนูความอร่อยในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองนี้คือ คอลเลกชันเฟสทีฟ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่ทางซิซซ์เล่อร์ได้ดึงเอาศิลปินระดับโลกอย่าง SUNTUR (ซันเต๋อ) มาช่วยเนรมิตหลากหลายโปรดักท์สุดชิคในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองเอาใจสายมินิมอลลิสต์ทั้งหลาย ได้แก่ แก้วทัมเบลอร์ สมุดโน้ตเฟสทีฟสไตล์มินิมอลที่มีมาให้เลือกถึง 4 แบบให้เลือกสะสม และสเปรย์แอลกอฮอล์ขนาดพกพา ที่มี 3 แบบให้เลือกสะสม

นายยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล (ซันเต๋อ) ศิลปินระดับโลกเบื้องหลังคอลเลกชัน “ซิซซ์เล่อร์ x ซันเต๋อ” ได้พูดถึงแรงบันดาลใจและแนวคิดของคอลเลกชันใหม่ร่วมกับซิซซ์เล่อร์ว่า คอลเลกชันใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการดึงเอาคาแรคเตอร์ของซิซซ์เล่อร์ ทู โก ที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง มาถ่ายทอดออกมาเป็นภาพซิตี้บอย สปอร์ตเกิร์ล และ ปาร์ตี้เกิร์ล ที่มีความทันสมัย กระฉับกระเฉง สื่อถึงความเป็น ซิซซ์เล่อร์ ทู โก ที่ตอบโจทย์เหล่าคนเมืองที่ต้องหมั่นดูแลสุขภาพและเลือกสรรอาหารคุณภาพในชั่วโมงเร่งด่วน พร้อมถือตัวโปรดักท์ของซิซซ์เล่อร์ ทู โก ไปไหนมาไหนด้วย พร้อมเพิ่มพลังความอร่อยได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งรายละเอียดของลายเส้นที่ใช้ในงานนี้จะมีลักษณะลายเส้นที่เรียบง่าย ทำให้เข้าถึงทุกเพศทุกวัย เปรียบเสมือนแบรนด์ของซิซซ์เล่อร์เอง ที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้าทุกเพศทุกวัย และ เลือกใช้สีสันที่สื่อถึงช่วงเทศกาลเฟสทีฟ ชวนให้ทุกคนหวนคิดถึงช่วงเวลาอันดีทุกครั้งที่หยิบมาใช้

บรรดาเมนูใหม่ในเทศกาลแห่งสุข “Festive Season ฤดูกินฟินข้ามปี” พร้อมให้ทุกท่านมาตักตวงช่วงเวลาแห่งความสุขได้ตั้งแต่ 16 ธันวาคม 2563 ถึง 24 มกราคม 2564 นี้เท่านั้น ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ “ซิซซ์เล่อร์” โทรศัพท์ 02-365-6934 เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/SizzlerThai หรือ www.sizzler.co.th

บุฟเฟ่ต์โฉมใหม่ “พระยา คิทเช่น” ชิมสูตรอาหารไทยตำรับดั้งเดิมที่ตกทอดรุ่นสู่รุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/640158

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 10:08 น.บุฟเฟ่ต์โฉมใหม่ “พระยา คิทเช่น” ชิมสูตรอาหารไทยตำรับดั้งเดิมที่ตกทอดรุ่นสู่รุ่นสิ้นสุดการรอคอย “พระยา คิทเช่น” พร้อมเสิร์ฟบุฟเฟ่ต์โฉมใหม่ จะสายซีฟู้ดหรือสายเนื้อ ก็เลือกอิ่มอร่อยได้เต็มที่

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

โพสต์ทูเดย์กินเที่ยวครั้งนี้เอาใจคนรักอาหารไทย ชวนไปกันที่ห้องอาหารพระยา คิทเช่น เต็มอิ่มกับบุฟเฟ่ต์อาหารไทยในโรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ที่กลับมาให้บริการบุฟเฟ่ต์รูปแบบใหม่ บอกก่อนเลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นสายซีฟู้ดหรือสายเนื้อ ก็เตรียมตัวอิ่มวนไป และพิเศษสำหรับมื้อค่ำวันเสาร์และอาทิตย์ กับการเพิ่มไลน์ปูนานาชนิดและดนตรีสด ให้มื้อค่ำวันหยุดสุดสัปดาห์ฟินกว่ามื้อไหนๆ

สำหรับ พระยา คิทเช่น เป็นห้องอาหารไทยตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ นำเสนอเรื่องราวการเดินทางของอาหารจากตำรับไทยดั้งเดิมและการปรุงอย่างพิถีพิถัน เพื่อการรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ในคอนเซ็ปต์ใหม่ ที่ซึ่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน และจากนี้ไปในทุกๆ วันเรื่องราวของอาหารไทยจะได้เขียนขึ้นใหม่อีกครั้ง

ส่วนที่เลื่องชื่อลือชาด้านอาหารไทยเป็นพิเศษ เพราะเหล่าทีมเชฟได้นำสูตรอาหารไทยตำรับดั้งเดิมที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นมาเนรมิตเป็นเมนูอาหารมานำเสนอแก่นักชิม โดยเป็นอาหารที่หารับประทานได้ยากจากทุกภูมิภาคของเมืองไทย และไม่ได้มีอยู่ในห้องอาหารของโรงแรมชั้นนำทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแกงคั่วปูใบชะพลูที่ใช้ล็อบเตอร์ตัวโตๆ น้ำพริกอ่อง หลนปูเค็ม เล้งแซ่บ แกงหมูชะมวง และก๋วยเตี๋ยวเรือรสจัด 

และแม้จะเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารไทย แต่ที่นี่ก็ยังมีเมนูนานาชาติพร้อมเสิร์ฟเพื่อความหลากหลาย เริ่มด้วยมุมอาหารญี่ปุ่นพร้อมเสิร์ฟซาชิมิสดใหม่ หรือมุมเยาวราชที่จะเสิร์ฟคุณด้วยติ่มซำหลากหลาย กระเพาะปลาน้ำแดง มาโผเต้าหู้ และสำหรับท่านที่ชื่นชอบอาหารฝรั่ง พลาดไม่ได้กับซุปเห็ดทรัฟเฟิล พาสต้าทำสดใหม่ และบาร์บีคิว

สำหรับบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำ ไฮไลท์คงหนีไม่พ้น“ซีฟู้ด วอลล์” (Seafood Wall) และ พาเหรดเนื้อ   ที่มีอาหารทะเลสดและเนื้อมาให้คุณมาเลือกตามใจชอบและนำไปให้เชฟบริการปรุงสด ไม่ว่าจะเป็น กุ้งลายเสือ กุ้งแม่น้ำ กั้งกระดาน หอยนางรม หอยตลับ หอยแมลงภู่ หอยหวาน พิเศษขึ้นไปอีกสำหรับมื้อค่ำวันเสาร์และวันอาทิตย์ เพิ่มเติมด้วยกองทัพปูนานาชนิดไม่ว่าจะเป็น ปูทะเล ปูลายเสือ ปูม้า ปูจั๊กจั่นและปูนิ่ม และฟินขึ้นไปอีกกับดนตรีสดเสริมให้บรรยากาศมื้อค่ำนี้เพลินกว่ามื้อไหนๆ

สำหรับสายเนื้อ ฟินไปกับเนื้อดรายเอจ บีฟ สเต๊ก (Dried Age Beef Steak) เนื้อเซอร์ลอยสเต๊ก (Sirloin Steak), แฟรงค์สเต๊ก (Flank Steak), ริบอาย  (Ribeye) และท็อปไซด์ (Top Side)

อย่าเพิ่งรีบอิ่ม! โปรดเก็บท้องไว้ปิดท้ายมื้อนี้กับความหวานกันด้วย เพราะของหวานของที่นี่มีดีไม่แพ้ที่ไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย ขนกเค้ก ไอศกรีม 

ไปพิสูจน์ความอร่อยแบบไทยแท้กันได้แล้ววันนี้ที่ห้องอาหาร “พระยา คิทเช่น” โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์  มื้อกลางวัน  วันศุกร์ (1,088++ บาท) , วันเสาร์ – วันอาทิตย์ (1,388++ บาท มีซีฟู้ดวอลล์และเนื้อ) ส่วนมื้อค่ำ วันพุธ – วันศุกร์ (1,388++ บาท มีซีฟู้ดวอลล์และเนื้อ) วันเสาร์ – วันอาทิตย์ (1,688++ บาท ซีฟู้ดวอลล์และเนื้อ เพิ่มไลน์ปู และดนตรีสด) พิเศษกับแพ็คเกจฟรีโฟล์วน้ำผลไม้และน้ำอัดลม ชา กาแฟไทย 200++ บาท สำรองที่นั่งและข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 088 5666

AVA Wine Bar & Restaurant นัดแฮงค์เอาท์เบาๆ กับเดอะแก๊ง @สุขุมวิท 11 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/640006

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 11:05 น.AVA Wine Bar & Restaurant นัดแฮงค์เอาท์เบาๆ กับเดอะแก๊ง @สุขุมวิท 11ช่วงเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ ใครกำลังมองหาสถานที่แฮงค์เอาท์กับเดอะแก๊ง AVA Wine Bar & Restaurant พร้อมรองรับทุกความต้องการ

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

อยากจะนั่งฟังเพลงชิลๆ บิวด์อารมณ์ หรือสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้กับกลุ่มเพื่อน ย่านสุขุมวิทเป็นอีกตัวเลือกที่เดินทางสะดวกสุดๆ จริงไหม โพสต์ทูเดย์ ขอแนะนำ AVA Wine Bar & Restaurant ร้านที่อยู่คู่กับสุขุมวิท 11 มานานกว่า 20 ปี แต่ไม่ลดดีกรีความเก๋าทั้งเมนูอร่อยและเครื่องดื่ม

ร้านนี้บรรยากาศเหมาะสำหรับสังสรรค์ในวันแสนพิเศษทั้งกับครอบครัวและเพื่อนๆ สไตล์การตกแต่งเน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้โซฟาเบาะหนังประดับด้วยภาพวาดและดอกไม้ให้กลิ่นอายของบ้านในประเทศอิตาลี

เมนูแนะนำ อาทิ เซ็ตหอยนางรม เลือกใช้หอยนางรมที่ส่งตรงจากเกาหลี สดใหม่ ไซส์ใหญ่ ไร้ความคาว ให้รสชาติหวาน กินแล้วสดชื่นสัมผัสถึงมหาสมุทรสุดพรรณา เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิhมซีฟู้ดรสแซ่บน้ำพริกเผาหอมเจียวกระถินหรือจะกินกับเลมอนแบบฝรั่งก็ให้รสชาติอร่อยไม่แพ้กัน

ต่อที่ AVA ทาปาส จานแชร์ริ่งกินสนุกๆ กับเมนูบาร์บีคิวเสียบไม้รสชาติเข้มข้น มีทั้งบาร์บีคิวหมูและบาร์บีคิวกุ้งเนื้อหวานฉ่ำ ขนมปังฝรั่งเศส แฮมและชีส เสิร์ฟมาพร้อมซอสรสเด็ด 3 แบบทั้งซอสพริกซอสมะเขือเทศและซอสซีฟู้ดรสโดนใจกดไลค์ให้รัวๆ

เบาๆ กันต่อด้วย เปาะเปี๊ยะเวียดนามสด แป้งห่อบางๆ เนื้อเนียนนุ่ม ห่อมากับผัดสดๆ พร้อมน้ำจิ้มหวานนิดๆ เรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว

ถึงคิวของหนัก เริ่มด้วยซิกเนอเจอร์เมนู สะโพกเป็ดกงฟี เนื้อนุ่มหนังกรอบ ราดซอสเวเนก้า เสิร์ฟพร้อมมันบดและผักสลัด บีฟเลิฟเวอร์ต้องสั่ง สเต๊กเนื้อ USA เนื้อนุ่ม เลือกความสุกได้ทุกระดับ เสิร์ฟกับซอสไวน์แดง

ปิดท้ายด้วยเมนูที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงอย่าง ขาหมูเยอรมัน ขาหมูที่อิมพอร์ตมาจากต่างประเทศชิ้นโตๆ ผ่านกรรมวิธีสูตรพิเศษต่างๆ นานาจนกว่าจะมาเป็นเมนูสุดอร่อยที่จัดเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร ให้ความกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์ไทย หรือจะเลือกทานคู่กับซอสไตปลาที่ AVA Wine Bar & Restaurant ก็จัดให้ได้

นัดรวมตัวกันครั้งหน้านึกถึง AVA Wine Bar & Restaurant ร้านอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 11 มากินของอร่อยแบบนี้ในราคาเริ่มต้นที่ 150 บาท เปิดบริการตั้งแต่เวลา 17.00-24.00  น. สอบถามได้ที่โทรศัพท์ 08 1817 5719 / 09 1645 8291/ 0 2651 2989 เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/AVABarWine-RoomResturant-212734785422965/