เจอดี “นายกฯ” เปิดงานมหกรรมสมุนไพรฯ ลุงดักมอบเสื้อด่ารัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497980

22 ธ.ค. 2564 |13:39 น.

เจอดี "นายกฯ" เปิดงานมหกรรมสมุนไพรฯ ลุงดักมอบเสื้อด่ารัฐ

“นายกรัฐมนตรี” เปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ย้ำประชาชนมีสติ ใคร่ครวญ เหน็บ คนวิจารณ์รัฐบาลไม่ทำ แต่คนทำงานไม่พูด ระหว่างเยี่ยมบูธในงานเจอ ลุงดักมอบเสื้อด่ารัฐ เวร ไม่ใช้สมุนไพร นายกฯบอกแรงไปนะ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 18 มอบประกาศเกียรติคุณและโล่รางวัล พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษสมุนไพรไทย สร้างเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ “นายกรัฐมนตรี” ระบุว่า วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ได้เดินหน้ากันทำงานที่เป็นรัฐบาลมา จากการรายงานของรองนายกรัฐมนตรีได้เห็นถึงความคืบหน้าและความก้าวหน้ามาตามลำดับ เพราะฉะนั้นการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทุกภาคส่วนทั้งภาคประชาชนประชาสังคมต่าง ๆ และธุรกิจได้มีส่วนร่วมกัน ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมต่าง ๆ

เพื่อต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทย และสมุนไพรไทยเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง และเป็นเพื่อสุขภาพซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งได้มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศไปพร้อมกับการยกระดับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยในระดับสากลเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เราควรจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

วันนี้ “นายกรัฐมนตรี”ระบุว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ และมีศักยภาพมากมายหลายอย่างทั้งวิกฤตและโอกาส มีทั้งผลดีและผลเสีย ต้องไปศึกษา ใช้งานอย่างมีสติ แม้กระทั่งในการดำรงชีวิตทุกวันนี้ ตนนั้นเป็นห่วงสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 และย้ำว่าการตัดสินใจทุกอย่างต้องทำบนพื้นฐานของความเสี่ยง ซึ่งต้องอยู่ในความสมดุล ทางเศรษฐกิจและสังคม สุขภาพ ทุกคนต้องช่วยกันนี่คือสิ่งสำคัญ หากไม่ช่วยกันไม่มีสติ ก็จะแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเพราะปัญหาทุกปัญหาล้วนมีผลกระทบส่งถึงกันทั้งสิ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือประเทศไทยต้องมีเสถียรภาพ ความสงบสุข สันติ ปราศจากความขัดแย้ง ผมเองพยายามรักษาตรงนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้สู่จุดมุ่งหมายที่กล่าวไว้สักครู่ เมื่อเราอยากได้อะไร ต้องทำสิ่งที่เราต้องการทำนั้นให้สำเร็จ ทุกคนต้องมีส่วนร่วม มีสติ มีความยั้งคิด ย้ำทำ ในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือเข้าใจเข้าถึงและพัฒนา เสาหลักอยู่ในหัวใจคนไทยทุกคนคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หากทำลายสิ่งที่ดีงามของเรามาตั้งแต่อดีต ไม่มีอะไรจะดีขึ้นกว่าเดิม เพราะทุกอย่างสร้างมา เกิดมาด้วยประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ประวัติศาสตร์อะไรไม่ดีก็อย่าทำอีกเท่านั้นเอง อะไรเป็นประวัติศาสตร์ก็มีระยะ ๆไป อะไรที่ดีงามก็รักษาไว้สืบสานรักษา

และต่อยอด ตนคิดอย่างนี้ ฝากพวกเราทุกคนช่วยกันคิดด้วย ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ไม่เช่นนั้นจะทิ้งโอกาสที่มีอยู่ไปทั้งหมด โอกาสทุกอย่างจะกลายเป็นวิกฤติ พร้อมขอให้สงสารประชาชนเถอะ ประชาชนยังลำบากอยู่ ความยากจน ค่าครองชีพ ปัญหาหนี้สิน หลายเรื่องรัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง

และที่ผ่านมาอาจจะยาก อาจจะช้า แต่ก็เริ่มลงมือทำมามากแล้ว หลายอย่างประสบความสำเร็จไปแล้ว ถ้าง่ายคงแก้ไม่ได้นานแล้ว ตนไม่ต้องการให้ปัญหาเหล่านี้ทับซ้อน ซับซ้อนลึกลงไปอีกเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาความยากจน วันนี้ตั้งคณะกรรมการทำงานชื่อว่าคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบองค์รวมแล้ว ที่จะลงไปดูในทุกพื้นที่ ว่ามีความยากลำบากอะไรอย่างไรการประกอบอาชีพจะต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ เพราะฉะนั้นการใช้จ่ายงบประมาณปี 2556 ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อจะคุ้มค่าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ต้องต่อเนื่องยืนยาวไม่ใช่ทำเป็นจ๊อบ ๆ แล้วจบไป ต้องตอบโจทย์ปัญหาในภาพรวมให้ได้นี่คือยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาประเทศของเราต้องกินแบบนี้ ต้องคิดแบบสร้างสรรค์ เพราะไม่มีอะไรที่ทุกคนจะยอมรับได้ 

โดย”นายกรัฐมนตรี”ยังระบุอีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุขภาพ รัฐบาล กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานหนักอย่างนี้เหนื่อยมา 2 ปีกว่าแล้ว จนสถานการณ์อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ การดูแลผู้เจ็บป่วยเข้าสู่การรักษาก็ถือว่าทำได้ดีดีมากๆในโลก

แต่อย่างไรก็ตามเราประมาทไม่ได้ในทุกเรื่อง ขอให้มีสติ และป้องกันตัวเองให้ดีที่สุด ช่วยกันป้องกันคนอื่นเขาด้วย เพื่อลดภาระของเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานหนักกว่า 2 ปีกว่า ทำงานไม่ได้บ่นไม่ได้พูด ไม่ได้ว่าใคร แต่หลายคนไม่ได้ทำ แต่พูด ทำให้เราทำงานได้ยากขึ้น ในทุกวันนี้จึงขอให้ทุกคนไปใคร่ครวญ ให้ดีมีสติ ทบทวนคิดดูว่าประเทศไทยมีอะไรที่ก้าวหน้าไปแล้วบ้างหลายอย่างอาจจะมองไม่เห็น 

โดยในช่วงท้าย “นายกรัฐมนตรี” กล่าวว่า แม้ว่าจะใช้งบประมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีรายได้สูงขึ้น เพิ่ม GDP ของประเทศไทยได้มากขึ้น เพื่อนำเงินเหล่านี้มาพัฒนาประเทศ ทั้งการลงทุน ดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งใช้เงินมากขึ้นตามลำดับมีทุกปีหากแก้ไขปัญหาความยากจนไม่ได้ ก็จะใช้งบประมาณส่วนนี้เกินไปเรื่อย ๆ รัฐบาลจึงมุ่งมั่นที่จะดูแลทุกคน แต่จะต้องมีงบประมาณที่เพียงพอ วันนี้เรามาสร้างมูลค่าเพิ่มของเราด้วยสมุนไพร เพื่อให้มีรายได้เข้าประเทศอีกจำนวนมาก รัฐบาลมีรายได้จากการส่งออก และเก็บภาษีเท่านั้น รัฐบาลพยายามลดปัญหาการขาดดุลในการจัดทำงบประมาณรายปี 

โดยนายกรัฐมนตรี ถามว่า มีใครจะถามอะไรหรือไม่ ตนก็อยากจะพูดวันนี้ คนเยอะมาจากหลายจังหวัด ทุกคนต้องเข้าใจว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้น เมื่อเริ่มต้นก็ต้องมีปัญหา ต้องฟังไปสั่งไปให้ได้ ต้องมีแผนเผชิญเหตุ ในการทำงาน หรือว่าอะไรก็ตาม แผนรับมือ แผนเผชิญเหตุ แผนฉุกเฉิน เตรียมไว้ทั้งหมด ที่ผ่านมาเราทำได้อย่างไร หากเกิดขึ้นอีกจะยอมรับได้หรือไม่ ทุกคนต้องช่วยกันคิด หากติไปทั้งหมด ก็จะทำอะไรไม่ได้เลย ติดไปหมดทุกเรื่อง รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมร่วมมือกันทุกฝ่ายไม่ได้ปล่อยให้เป็นภาระของใคร ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อพลิกฟื้นประเทศไทยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วและดีขึ้นกว่าเดิมโดยเร็วที่สุด

โดยระหว่างที่ “นายกรัฐมนตรี”เยี่ยมชมบูธ ช่วงหนึ่งได้มีชายสูงอายุนำเสื้อมามอบให้นายกรัฐมนตรีโดยมีข้อความว่า สมุนไพรไทยในครัวเรือน ฆ่าโควิดได้ทุกสายพันธุ์ 5 วันเท่านั้น รัฐไม่เลือกใช้ เวร ซึ่ง”นายกรัฐมนตรี” กล่าวว่า  แรงไปนะ รัฐก็ใช้ อะไรใช้ประโยชน์ได้ก็ใช้ไป จะมาบอกว่ารับไม่ได้ใช้ได้อย่างไร

ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่านายกรัฐมนตรีพยายามระงับอารมณ์ ก่อนที่จะเดินชมนิทรรศการอื่น ๆ ต่อ

“สงคราม” อดีตรมช.พาณิชย์ จวก “บิ๊กตู่” ไร้แผนคุมโอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497970

22 ธ.ค. 2564 |12:55 น.

“สงคราม” อดีตรมช.พาณิชย์ จวก “บิ๊กตู่” ไร้แผนคุมโอไมครอน

“สงคราม” ชี้ “บิ๊กตู่”อยู่นานไม่ใช่ว่าเก่งแต่เพราะกฎหมายเอื้อมไม่ถึง อัดเปิดประเทศ 1 เดือนปิด เหตุไร้แผนป้องกันไวรัสโอมิครอน ทำประชาชนเสี่ยง

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศเปิดประเทศได้หลังเปิดได้เพียง 1 เดือน เพราะไร้ความสามารถในการปกป้องชีวิตประชาชนจากไวรัสสายพันธุ์ “โอไมครอน” แต่รัฐไม่ยอมรับความผิดกลับโยนความผิดให้นักท่องเที่ยว ที่เดินทางเข้าไทย ทั้ง ๆ ที่มาตรการป้องกันที่หละหลวม ไร้มาตรการรองรับในการดูแลนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทย หากติดเชื้อ จนเชื้อไวรัสสายพันธุ์ โอมิครอนกระจายในหลายพื้นที่ของประเทศ    

ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่เปิดประเทศบนความไม่พร้อม ไม่มีมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อที่ชัดเจน และไม่เรียนรู้ถึงความบกพร่องที่ผ่านมา หลังจากออกมาตรการที่ผิดๆส่งผลกระทบกับประชาชนมาหลายครั้ง ประชาชนต้องมารับกรรมที่รัฐบาลก่อ รวมทั้งเพิ่มภาระให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด้วย 
 

นายสงคราม กล่าวว่า รัฐบาลประกาศว่าโควิดกระจอก อยากบอกว่าโควิดไม่กระจอก แต่รัฐบาลต่างหากที่กระจอก แก้ปัญหาแบบขอไปที บริหารประเทศไปวันๆ ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างมีระบบ รวมทั้งการแก้ปัญหาการลักลอบขนแรงงานเถื่อนที่ล้มเหลว ทุกวันนี้รัฐบาล ออกมาประกาศแก้ปัญหานี้ แต่ทุกวันก็มีแรงงานเถื่อนเข้าไทยมากกว่าวันล่ะ 1,000 คน ดังนั้นการทำงานแบบแก้ปัญหาไปวัน ๆ ไม่จริงจัง แก้ปัญหาประเทศไม่ได้

“พล.อ.ประยุทธ์ วางแผนงานอยู่ครบเทอม โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน หลายมาตรการที่รัฐบาลออกมาส่งผลกระทบกับการทำมาหากินของประชาชน รัฐบาลก็ใช้นโยบายแจกแหลกเพื่อยืดอายุรัฐบาล เพราะคิดไม่เป็น ผลที่ออกมาเศรษฐกิจไทย จึงพังทั้งระบบ ส่วนที่ออกมาชูว่าผลโพลล์บอกคนรักพล.อ.ประยุทธ์ มาก จึงอยากให้พล.อ.ประยุทธ์ เดินตลาดโดยไม่มีคนติดตามจะได้รู้ประชาชนเขาพูดถึงพล.อ.ประยุทธ์อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ควรเลิกสร้างภาพ เกณฑ์คนมาเชียร์ แล้วมาตั้งใจทำงานจะดีกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีนานไม่ได้เก่ง แต่ใช้ความได้เปรียบทางกฎหมาย ไม่ได้มาจากการบริหารประเทศที่ดี และความรักจากประชาชน”นายสงคราม ระบุ

“บิ๊กป้อม” เชื่อมือ สุชาติ ชมกลิ่น พา พปชร. คว้าชัยเลือกตั้งซ่อมสงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497969

22 ธ.ค. 2564 |12:45 น.

"บิ๊กป้อม" เชื่อมือ สุชาติ ชมกลิ่น พา พปชร. คว้าชัยเลือกตั้งซ่อมสงขลา

หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ไม่ตอบ หลบส่งเลือกตั้งซ่อมชุมพรเลี่ยง ลูกหมี หรือไม่ ลั่น เชื่อมือ เสี่ยเฮ้ง สุชาติ ชมกลิ่น พา พปชร. คว้าชัยเลือกตั้งซ่อมสงขลาได้แน่นอน ไม่มีปัญหา

วันที่ 22 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล รองนายกรัฐมนตรี “พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีการตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อม จ.ชุมพร หลังมีกระแสข่าวว่าเหมือนเป็นการเปิดทางให้ทีมของ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นายชุมพล จุลใส ที่เตรียมยกทีมย้ายมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า เมื่อวานได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว 

ส่วนการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะกรรมการบริพรรค มาเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อม จ.สงขลา อาจไม่คุ้นเคยพื้นที่จะมีปัญหาหรือไม่ “พลเอกประวิตร” บอกว่า ไม่มีปัญหา 

ถามต่อว่าเดิมทีเป็นหน้าที่ของเลขาธิการพรรค ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า หรือไม่ “พลเอกประวิตร” กล่าวว่า ไม่เป็นไร เปลี่ยนคนบ้าง 


ถามว่านายสุชาติ จะสามารถทำให้พรรคพลังประชารัฐชนะการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ได้หรือไม่ พลเอกประวิตร บอกว่า ได้ 

เมื่อวานนี้( 21 ธ.ค.)น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเอกฉันท์ ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม จ.สงขลา แต่ไม่ส่งที่ จ.ชุมพร โดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานคณะกรรมการสรรหา ได้เสนอรายชื่อเพียงชื่อเดียวคือ นายอนุกูล พฤษานุศักดิ์ โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น กรรมการบริหารพรรค เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อม จ.สงขลา นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ไม่มีการหารือการส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ส่วนที่มีรายชื่อ นางนวลพรรณ ล่ำซำ หรือมาดามแป้ง นั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน

ด้านนายสุชาติ กล่าวว่า พรรคส่งเขตเดียวที่ จ.สงขลา เนื่องจากจังหวัดนี้มี 8 เขต โดย พลังประชารัฐได้ 4 เขต , ประชาธิปัตย์ 3 เขต และภูมิใจไทย 1 เขต ซึ่งพรรคพลังประชารัฐมี ส.ส.มากที่สุด ดังนั้นถ้าจะให้ประชาชนพึ่งพิงได้ เราก็ต้องขยายพื้นที่ ซึ่งถ้าไม่ส่งผู้สมัครก็ตอบสมาชิกทั้ง 4 คนไม่ได้

ส.ส.ก้าวไกลจี้รัฐประเมินผลกระทบ หลังปิดประเทศชั่วคราว สกัดโอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497968

22 ธ.ค. 2564 |12:38 น.

ส.ส.ก้าวไกลจี้รัฐประเมินผลกระทบ หลังปิดประเทศชั่วคราว สกัดโอไมครอน

“ธัญวัจน์” ส.ส.ก้าวไกล จี้ภาครัฐเร่งประเมินผลกระทบ “ปิดประเทศชั่วคราว” เพื่อสกัดโอไมครอน พร้อมขอให้หาทางเยียวยาภาคธุรกิจ แนะใช้หมอพร้อม จองคิววัคซีนเข็ม 3เสริมภูมิร่างกาย สร้างเกราะคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจ

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แสดงความเห็นภายหลังรัฐบาลมีมติออกมาตรการปิดประเทศชั่วคราว โดยระบุว่าเข้าใจดีถึงสถานการณ์การระบาดของโควิดสายพันธุ์ “ โอไมครอน” ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และการออกคำสั่งดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ แต่อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะต้องประเมินถึงผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ที่ลงทุนไปแล้วจากการขานรับนโยบายเปิดประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยเขาเชื่อว่าจะไม่เป็นการเปิดแบบลักกะปิดลักกะเปิด หรือหากต้องปิดจริง ก็จะมีแผนสำรองรับมือที่คิดเผื่อพวกเขาไว้ 

นายธัญวัจน์ กล่าวว่าเท่าที่ทราบและติดตาม ขณะนี้หลายธุรกิจเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว จากยอดจองที่คาดว่าจะเข้ามา เช่น ธุรกิจเสริมความงาม โรงแรม สปาต่าง ๆ หายไปทันทีจากมาตรการใหม่ที่ออกมา เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจบันเทิงและคนกลางคืนที่คาดหวังจากนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาช่วงปีใหม่ก็ต้องเจ็บหนักอีกครั้ง แม้ว่าจะมีมาตรการเยียวยาออกมาบ้าง 5,000 บาทให้กลุ่มนักดนตรีคนกลางคืน แต่เทียบกับ 2 ปีที่เขารับศึกหนักมา ตรงนี้จึงช่วยเขาไม่ได้เท่ากับการเปิดโอกาสให้ทำมาหากินด้วยตัวเอง ตอนนี้เราเห็นมาตรการทางสาธารณสุขออกมาแล้ว แต่ในส่วนมาตรการทางเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจน ทำให้พวกเขามีความกังวลมาก รัฐบาลต้องรีบมีความชัดเจนในการโอบรับผลกระทบตรงนี้โดยเร่งด่วน

ส.ส.ก้าวไกล กล่าวด้วยว่า อีกประการหนึ่ง แม้ว่าจะมีการปิดประเทศชั่วคราว หรืออาจปิดต่อหลังจากนี้อาจยาวกว่า 4 ม.ค. 65 ตามที่กำหนดไว้ แต่ประเทศไม่ควรเดินไปสู่การล็อกดาวน์อีกครั้ง หากควบคุมปัจจัยการรับเชื้อ “โอไมครอน” จากภายนอกได้และเตรียมความพร้อมภายในได้ดี เราอาจไม่ต้องเดินไปถึงจุดนั้น แม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนอาจลดลงต่อเชื้อโอมิครอน แต่อย่างน้อยที่สุด วัคซีนชนิด mRNA ยังถือว่ามีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงและยังจำเป็นต่อการป้องกันเชื้อชนิดเดลต้าที่ยังระบาดอยู่  

ขณะนี้วัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ยังคงดำเนินการฉีดได้น้อยทั้งที่มีความสำคัญมาก เพราะไม่ว่าประชาชนจำนวนมากที่ได้รับวัคซีนชนิดเชื้อตาย 2 เข็ม หรือวัคซีนแบบไขว้ หรือวัคซีนแอสตราฯ 2 เข็ม แต่หากฉีดมานานแล้วมีงานวิชาการบ่งชี้ว่า ประสิทธิภาพของภูมิจะลดลงมาก จำเป็นต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อเป็นเกราะป้องกัน อย่างน้อยที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับมาตรการควบคุมโรคที่เคร่งครัดขึ้นก็จะทำให้ประเทศไม่เดินไปสู่สถานการณ์ล็อกดาวน์
 

“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ที่จะทำให้ภาคธุรกิจเดินไปต่อได้ โดยประเทศไม่ต้องล็อกดาวน์ คือ วัคซีนเข็มที่ 3 ที่ไปถึงแขนประชาชนโดยเร็ว ดังนั้น สิ่งที่ธัญอยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลคือ ต้องเลิกนโยบายฉีดวัคซีนแบบรวมศูนย์ที่ให้ประชาชนไปฉีดได้ไม่กี่จุด เช่น สถานีรถไฟกลางบางซื่อหรือเอเชียธีค เพราะยิ่งระดมฉีด ก็จะยิ่งแออัดและล่าช้าไม่ทั่วถึง สวนทางกับสถานการณ์ของ “โอไมครอน” ที่รู้กันว่าสามารถระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดลต้า จึงอยากเสนอให้การจองวัคซีนเข็มที่ 3 ต้องทำได้ในระบบหมอพร้อม เพื่อนัดฉีดแบบกระจายออกไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้รวมถึงในต่างจังหวัด เข้าใจว่าขณะนี้เรามีสต็อกวัคซีนชนิด mRNA มากพอในระดับหนึ่ง ปัญหาจึงอยู่ที่ระบบการบริหารจัดการกระจายวัคซีนเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกใหม่ให้เร็วที่สุด” ส.ส.ก้าวไกล ย้ำ

ชมสด ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา “สิระ เจนจาคะ” ขาดคุณสมบัติ ส.ส.หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497946

22 ธ.ค. 2564 |12:33 น.

ชมสด ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา "สิระ เจนจาคะ" ขาดคุณสมบัติ ส.ส.หรือไม่

ลุ้น ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย “สิระ เจนจาคะ ” ส.ส.เขตหลักสี่ พรรคพลังประชารัฐ ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส.หรือไม่ หลังโดนร้องเคยต้องคำพิพากษา ติดตามรับชมการอ่านคำวินิจฉัยศาลรธน.ได้ที่นี่

วันนี้ (22 ธ.ค.64 )   ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัย กรณีที่มีผู้ร้องว่า นายสิระ เจนจาคะ  ส.ส.เขตหลักสี่ พรรคพลังประชารัฐ ต้องพิพากษาถึงที่สุด ถือว่าขัดคุณสมบัติการเป็นส.ส.หรือไม่ 

ทั้งนี้ ศาลรธน. ได้ระบุว่า  สืบเนื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎร(ผู้ร้อง) ส่งคำร้องขอให้ศาลรธน.วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ กรณีนายสิระ  เจนจาคะ (ผู้ถูกร้อง)  เคยต้องคำพิพากษาของศาลแขวงปทุมวันในคดีหมายเลขดำที่ 812 /2538  คดีหมายเลขแดงที่ 2218 / 2538 เป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาทำให้ผู้ถูกร้องเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10 )  

โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามมาตรา 82 วรรคสอง และมีคำสั่งยกคำขอให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาผูู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไว้ในสำนวน และให้หน่วยงานและพยานที่เกี่ยวข้องชี้แจงตามที่ศาลกำหนด พร้อมจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งศาลรธน. พิจารณาและนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันนี้ ( 22 ธ.ค.64)

สำหรับการวินิจฉัยของศาลรธน.  หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านายสิระ มีลักษณะต้องห้ามในการใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งแล้วทำให้สมาชิกสภาพส.ส.สิ้นสุดลง กกต.ก็จะมีการพิจารณาดำเนินการตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา151ฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งแต่ยังลงสมัครซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 -200,000 บาท

และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี. เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.2561 มาตรา 151 ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ

ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด ยี่สิบปีในกรณีที่ผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจําตําแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดํารงตําแหน่งดังกล่าวให้แก่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย

นายสิระ เจนจาคะ  ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทการทำหน้าที่ในสภาฯ ขณะเดียวกัน ยังเป็นส.ส.ที่ได้รับขนานนามจากแวดวงทางการเมือง ตามโลกโซเชียล เป็น “ส.ส.หิวแสง” บ้างก็มี เนื่องจาก “นายสิระ”  มักเข้าไปติดตามตรวจสอบเหตุการณ์ที่อยู่ในกระแสความสนใจของผู้คน 

ไม่เพียงเท่านั้น “นายสิระ”  ยังตกเป็นข่าวในช่วงแรกๆที่เข้ามาทำหน้าที่ส.ส. ด้วยการลงพื้นที่จ.ภูเก็ต เพื่อตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียมหรู เป็นที่พักอาศัยบนที่ดินซึ่งได้รับการร้องเรียนว่ามีการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยใกล้เคียงได้รับผลกระทบ ช่วงนั้นเองปรากฎคลิปอื้อฉาว เป็นเหตุการณ์ที่”นายสิระ”กำลังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กะรน เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ โดยนายสิระต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากไม่มีตำรวจมาดูแลระหว่างที่ ส.ส.ลงพื้นที่ 

หรือแม้แต่ในช่วงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19  “นายสิระ” เจ้าของพื้นที่เขตหลักสี่   ก็ได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างรพ.สนามพลังแผ่นดิน  ที่มีนพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ  ดำเนินการ  จนมีวิวาทะผ่านสื่อมวลชน ระยะหนึ่ง 

เช่นเดียวกับ การออกมาแถลงข่าวตอบโต้ทางการเมืองกับ  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เตมียาเวส  หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย จนในที่สุด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาฯ  ส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นส.ส. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยในวันนี้ ( 22 ธ.ค.64 )     

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ขอเป็นลูกดูแลผู้สูงอายุชาวกรุง ดันกทม.เมืองต้นแบบอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497965

22 ธ.ค. 2564 |12:21 น.

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ขอเป็นลูกดูแลผู้สูงอายุชาวกรุง ดันกทม.เมืองต้นแบบอาเซียน

“ดร.เอ้-สุชัชวีร์” อาสาเป็นลูก ขอดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุชาวกรุงเทพ พร้อมดันกทม.เป็นเมืองสวัสดิการทันสมัย ต้นแบบอาเซียน

“ดร.เอ้”-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่เขตดินแดงประเดิมเยี่ยมโรงเรียนผู้สูงอายุชุมชน เขตดินแดง ร่วมกับผู้สมัคร ส.ก. นายสิทธิวัฒน์ ชีรวินิจ และนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมต.กระทรวงเกษตรฯ โดยระบุว่า โรงเรียนผู้สูงอายุแห่งนี้ เป็นการจัดพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุให้ได้มีโอกาสมาทำกิจกรรมร่วมกัน มีโอกาสออกจากบ้านเพื่อพบปะเพื่อนฝูง ซึ่งจะทำให้สุขภาพจิตแจ่มใส และได้ออกกำลังกาย 

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ขอเป็นลูกดูแลผู้สูงอายุชาวกรุง ดันกทม.เมืองต้นแบบอาเซียน

ดังนั้น จึงอยากให้ทุกพื้นที่ของ กทม. มีพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยพื้นที่ดังกล่าวต้องมีการออกแบบสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและเอื้อประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ อีกทั้งป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่พึงประสงค์ สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงพื้นที่การให้บริการ ถือเป็นหลักการที่พัฒนาพื้นที่ให้สังคมมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีความตั้งใจ ต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสวัสดิการที่ทันสมัย ต้นแบบของอาเซียน โดยเริ่มจากคนในครอบครัว จึงขออาสาเป็นลูกของผู้สูงอายุคนกรุงเทพฯ เพื่อดูแลพ่อแม่ทุกคน 

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ขอเป็นลูกดูแลผู้สูงอายุชาวกรุง ดันกทม.เมืองต้นแบบอาเซียน

ทั้งนี้ ชาวดินแดงสวมพวงมาลัยดอกดาวเรืองให้กับ “ดร.เอ้-สุชัชวีร์” เต็มคอ ซึ่ง ดร.เอ้ ระบุว่านี่เป็นมาลัยช่อแรกในชีวิต เดินไปก็นึกว่าเป็นนักร้องอยู่เหมือนกัน แต่บอกเลยว่ามีความสุข และได้รับการต้อนรับที่อบอุ่น ทำให้รู้สึกว่า อย่างไรก็ตามจะต้องเป็นผู้ว่าฯ กทม. ให้ได้ จะต้องดูแลผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ ให้มีคุณภาพชีวิตเหมือนกับผู้สูงอายุในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะทุกคนก็คือพ่อแม่ของเรา พร้อมกับชักชวนผู้สูงอายุร่วมกันบริหารปอดด้วยการตะโกนว่า “เปลี่ยนกรุงเทพฯ เราทำได้” ดร.เอ้ ย้ำ

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ขอเป็นลูกดูแลผู้สูงอายุชาวกรุง ดันกทม.เมืองต้นแบบอาเซียน

หลังจากนั้นได้เข้าเยี่ยมศูนย์บริการสาธารณสุข 4 เพื่อรับฟังความต้องการ และสอบถามเรื่องความพร้อมในการให้บริการ รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่ง “เอ้- สุชัชวีร์” มีแนวคิดในการยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่งใน กทม. เป็นศูนย์การแพทย์ และมีเครื่องฟอกไตไว้ให้บริการ รวมไปถึงมีห้องผ่าตัดขนาดเล็กเพื่อรองรับหัตถการขนาดเล็กได้

“พล.อ.ประวิตร” สั่งเกาะติดชายแดนไทย-เมียนมา หลังสู้รบรุนแรงขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497945

22 ธ.ค. 2564 |11:11 น.

"พล.อ.ประวิตร" สั่งเกาะติดชายแดนไทย-เมียนมา หลังสู้รบรุนแรงขึ้น

รองนายกฯด้านความมั่นคง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” สั่งเกาะติดชายแดนไทย-เมียนมา หลังสู้รบรุนแรงขึ้น ล่าสุดผู้ลี้ภัยทะลักเข้า 3 พื้นที่ 3,355 คน กลับไปแค่ 861 คน

พลเอก คงชีพ ตันตระวาณิชย์ เปิดเผยว่า “พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำฝ่ายความมั่นคง ให้ความสำคัญ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียน มาที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยให้คุมเข้มมาตรการชายแดน ทั้งการผ่านเข้า-ออกของบุคคลและสินค้าตามช่องทางผ่านแดนที่กำหนดรวมทั้งเพิ่มความเข้มข้นกวดขัน การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายของแรงงาน สินค้า รวมทั้งอาวุธสงครามและยาเสพติดที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะการสู้รบตามแนวชายแดนระหว่าง ทหารเมียนมา กับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ที่มีการปะทะกันด้วยอาวุธหนักและซุ่มโจมตีกัน ส่งผลให้ประชาชนทั้งสองฝั่งได้รับผลกระทบและยังไม่มีแนวโน้มหรือท่าทีเจรจากัน

การสู้เริ่มรุนแรงขึ้นหลังสิ้นฤดูฝน โดยเฉพาะพื้นที่รัฐกระเหรี่ยงชายแดน ด้านเมียวดี – แม่สอด จ.ตาก ซึ่งมีการอพยพชาวเมียนมาที่หลบหนีภัยจากการสู้รบ กว่า 3,000 คน เข้ามาอยู่ในพื้นที่ชายแดน ตรงข้าม อ.แม่สอด และมีกระสุนจากอาวุธหนักพลัดตกเข้ามาฝั่งไทย ในพื้นที่ บ้านดอนไชย บ้านแม่หละ ซึ่งกองกำลังป้องกันชายแดนทหาร ตำรวจ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ด้วยการแจ้งเตือนผ่านกลไกชายแดนและตอบโต้ด้วยกระสุนควันและร่วมกับฝ่ายปกครองดูแลอพยพคนไทยในพื้นที่เสี่ยงออกไปยังที่ปลอดภัยที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ระหว่าง 16 – 21 ธ.ค.64 ที่ผ่านมา มีชาวเมียนมาหลบหนีภัยจากการสู้รบข้ามมาฝั่งไทยแล้ว รวม 4,216 คน ซึ่ง “พลเอกประวิตร”ได้สั่งการฝ่ายความมั่นคง โดยศูนย์บัญชาการชายแดน จ.ตาก ให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชน และอำนวยความสะดวกนำผู้หนีภัยจากการสู้รบเข้าพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวฝั่งไทยใน อ.แม่สอด ที่จัดตั้งขึ้น 3 พื้นที่ที่ผ่านมาโดยเน้นให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคและให้สนับสนุนอำนวยความสะดวกเดินทางกลับภูมิลำเนาตามความสมัครใจเมื่อสถานการณ์ปลอดภัย

โดยมีบางส่วนเดินทางกลับแล้ว 861 คน ยังเหลือผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบชาวเมียนมาในไทยรวม 3,355 คน ในพื้นที่ ต.แม่ตาว 2,075 คน พื้นที่ ต.มหาวัน 1,221 คน และพื้นที่ ต.แม่กุ 59 คน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงได้เพิ่มการคุมเข้มดูแลการเข้าออกพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวทั้ง 3 พื้นที่ ตลอด 24 ชั่วโมง  และขอความร่วมมือผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยตามมาตรการควบคุมโรคร่วมกัน

“รัฐธรรมนูญ รสช.-หนุน”บิ๊กสุ”เสียสัตย์เพื่อชาติ ชนวนเหตุ”พฤษภาทมิฬ”EP.14

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497906

21 ธ.ค. 2564 |23:10 น.

"รัฐธรรมนูญ รสช.-หนุน”บิ๊กสุ”เสียสัตย์เพื่อชาติ ชนวนเหตุ”พฤษภาทมิฬ”EP.14

“พล.อ.สุจินดา”ได้เข้าร่วมอยู่ในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช.และประกาศว่า จะขอไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ แต่สุดท้ายหลังเลือกตั้งทั่วไปปี35 “พล.อ.สุจินดา” กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ติดตามได้ในตอน เสียสัตย์เพื่อชาติชนวนเหตุพฤษภาทมิฬEP.14

พล.อ.สุจินดา คราประยูร  พล.อ.สุจินดา คราประยูร

การแถลงต่อรัฐสภา หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ “พลเอก สุจินดา คราประยูร” ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 48 เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2535 พร้อมกับประโยคที่ว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ได้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า เป็นตัวจุดชนวน และจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นการนองเลือดครั้งสำคัญของยุคผลัดใบประชาธิปไตยอีกครั้ง

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ รสช.คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ รสช.

ก่อนหน้านี้ “พล.อ.สุจินดา” ได้เข้าร่วมอยู่ในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช.และประกาศว่า จะขอไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ แต่สุดท้ายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2535 “พล.อ.สุจินดา” กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และขอให้ทหารคิดว่าตัวเขาเป็นพลเรือน 

ขณะที่ “พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี” รักษาการผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ก็ยังออกมาสนับสนุน โดยย้ำว่า พร้อมหนุน พล.อ.สุจินดา 2,000 เปอร์เซ็นต์ 

การกลับคำในครั้งนั้น จึงเป็นต้นเหตุให้ประชาชน ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน “พล.อ.สุจินดา”อย่างรุนแรง และเหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลได้ร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ และจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2535 

"รัฐธรรมนูญ รสช.-หนุน”บิ๊กสุ”เสียสัตย์เพื่อชาติ ชนวนเหตุ”พฤษภาทมิฬ”EP.14

โดยพรรคที่ได้จำนวนผู้แทนมากที่สุด คือ พรรคสามัคคีธรรม จำนวน 79 คน ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีการเตรียมเสนอ “นายณรงค์ วงศ์วรรณ”หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมในฐานะหัวหน้าพรรคที่มีผู้แทนมากที่สุดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ คือ “นางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์” ได้ออกมาประกาศว่า “นายณรงค์”เป็นผู้หนึ่งที่ไม่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯได้ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด จึงเป็นเหตุให้มีการเสนอชื่อ”พล.อ.สุจินดา” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน

นายณรงค์  วงษ์วรรณ  หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมในขณะนั้น นายณรงค์ วงษ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมในขณะนั้น

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ “พล.อ.สุจินดา” นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ ของประชาชน รวมถึงการอดอาหารของ “เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร”และ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น และการเรียกร้องของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มี “นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล” เป็นเลขาธิการ ตามมาด้วยการสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์, พรรคเอกภาพ, พรรคความหวังใหม่ และพรรคพลังธรรม โดยมีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

"รัฐธรรมนูญ รสช.-หนุน”บิ๊กสุ”เสียสัตย์เพื่อชาติ ชนวนเหตุ”พฤษภาทมิฬ”EP.14

หลังการชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่เดือนเมษายน เมื่อเข้าเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเริ่มระดมทหารเข้ามารักษาการในกรุงเทพมหานคร และเริ่มเกิดการเผชิญหน้ากัน ระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจและทหารในบริเวณถนนราชดำเนินกลาง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น นำไปสู่เหตุปะทะ ที่ถูกเรียกขานมาจนถึงทุกวันนี้ว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

แต่ในที่สุดก็จบและสงบลงได้ด้วยพระบารมี ซึ่งมีการถ่ายทอดภาพการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของ “พล.อ.สุจินดา” และ “พล.ต.จำลอง” โดยมีกระแสพระราชดำรัส ให้หันหน้าเข้าหากัน เพื่อให้ความสงบสุขของประเทศชาติกลับคืนมา

"พล.อ.สุจินดา" และ "พล.ต.จำลอง"เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 “พล.อ.สุจินดา” และ “พล.ต.จำลอง”เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

หากวิเคราะห์ลงลึกไปแล้วจะพบว่า เหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้ ก็มาจากชนวนสำคัญ คือการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ที่มักจะถูกเรียกขานว่า “รัฐธรรมนูญฉบับ รสช.” เพราะเป็นผลงานการยกร่าง และจัดทำของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อันประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 292 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำกราบบังคมทูลของประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีทั้งสิ้นจำนวน 233 มาตรา และได้ประกาศใช้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2534 

"รัฐธรรมนูญ รสช.-หนุน”บิ๊กสุ”เสียสัตย์เพื่อชาติ ชนวนเหตุ”พฤษภาทมิฬ”EP.14

โดยในชั้นร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีประเด็นปัญหาทางกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายประเด็น อันก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ระหว่างคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กับสาธารณชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะประชาชนต่างเข้าใจกันดีว่า การกำหนดให้บุคคลภายนอก เป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้น เท่ากับเปิดโอกาสให้ คณะ รสช.มีการสืบทอดอำนาจออกไปได้อีก นำไปสู่แรงต่อต้านออกมาอย่างชัดเจนตามที่ปรากฏ

ขอบคุณภาพประวัติศาสตร์จาก Google

>>> ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

ครม.เยียวยากลุ่มถูกผลกระทบจากโควิด ทุ่ม 3.59 หมื่นลบ. ซื้อไฟเซอร์-แอสตร้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497900

21 ธ.ค. 2564 |20:41 น.

ครม.เยียวยากลุ่มถูกผลกระทบจากโควิด ทุ่ม 3.59 หมื่นลบ. ซื้อไฟเซอร์-แอสตร้า

ครม.เห็นชอบใช้เงินกู้ 3.59 หมื่นล้านบาท จัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์-แอสตร้า 90 ล้านโดส เยียวยาผู้ประกันตนสถานบันเทิง กระตุ้นการท่องเที่ยว Thailand Festival Experience

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ว่า ครม.เห็นชอบการใช้เงินกู้ ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 กรอบวงเงินรวม 35,967 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ดังนี้ 

1.โครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ประจำปี 2565 รวม 90 ล้านโดส กรอบวงเงิน 35,060 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 1)วัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) จำนวน 30 ล้านโดส 2)วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) จำนวน 60 ล้านโดส 

2.โครงการเยียวยาผู้ประกันตน ในกิจการสถานบันเทิงและผู้ประกอบการอาชีพอิสระที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ กรอบวงเงิน 607.15 ล้านบาท ดำเนินการโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยสำนักงานประกันสังคม จะเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกันตนในอัตรารายละ 5,000 บาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายโครงการทั้งสิ้น 121,431 คน แบ่งเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 จำนวน 10,762 คน  และผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 จำนวน 110,669 คน รวมวงเงิน 607 ล้านบาท
 

3.โครงการ Thailand Festival Experience กรอบวงเงิน 300 ล้านบาท ดำเนินการโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่น้อยกว่า 200,000 คนต่อครั้ง และสร้างรายได้สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการไม่น้อยกว่า 2,347 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ได้แก่ 

3.1 โครงการ Amazing Sports & Extreme Month กรอบวงเงิน 100 ล้านบาท โครงการนี้เป็นการจัดแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ รวม 10 ครั้ง อาทิ การแข่งขันจักรยานทางไกล การแข่งขัน Surf Skate Surf Kite Surfboard and Extreme Sports  การแข่งขันไตรกีฬา การแข่งขันวิ่ง City Run และเทศกาลว่าวนานาชาติ โดยจะจัดกิจกรรมในพื้นที่ 10 จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่เชียงใหม่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ พังงา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา อุดรธานี ชลบุรีสงขลา และเพชรบุรี ซึ่งโครงการนี้จะก่อให้เกิดการจ้างงานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่น้อยกว่า 6.2 แสนอัตรา และเกิดกระจายรายได้แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคบริการกว่า 550 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 5.65 หมื่นคน (ชาวต่างชาติ 6,500 คน และชาวไทย 50,000 คน) 

3.2 โครงการ Dazzling of the Andaman กรอบวงเงิน 100 ล้านบาท มีกลุ่มเป้าหมายเป็นแรงงานในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 10,000 ราย และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน โดยมีรูปแบบกิจกรรม คือ 1)จัดกิจกรรมถ่ายทอดวัฒนธรรมเมืองภูเก็ตผ่านแสงสีและสื่อผสม 2)จัดเทศกาลประดับไฟ ณ แหลมพรหมเทพ 3)จัดกิจกรรมแสดงผลงานทางศิลปะของศิลปินที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกระบี่และพังงา และ 4)การจัดแสดงพลุ ณ แหลมพรหมเทพ ซึ่งโครงการนี้จะก่อให้เกิดการกระจายรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและภาคบริการกว่า 1,300 ล้านบาท

3.3 โครงการ Music Festival & Rhythm in Memory  กรอบวงเงิน 100 ล้านบาท มีกลุ่มเป้าหมายเป็นแรงงานในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 10,000 คน ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต มีรูปแบบกิจกรรมคือ 1)จัดมหกรรมดนตรีที่รับชมบนเรือสำราญ 2)จัดแสดงดนตรี Beach Music Festival ภูเก็ต (หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน และเกาะนาคา) 3)การออกร้านของผู้ประกอบการ Start Up SME และวิสาหกิจชุมชน ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนี้ คือ 1)เกิดการกระจายรายได้แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการกว่า 497 ล้านบาท  คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 8,500 คน และมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 30,000 คนต่อครั้ง

ครม.จัดเต็ม “ของขวัญปีใหม่ 2565” จาก7 หน่วยงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497899

21 ธ.ค. 2564 |19:51 น.

ครม.จัดเต็ม "ของขวัญปีใหม่ 2565" จาก7 หน่วยงาน

คณะรัฐมนตรีจัดเต็ม “ของขวัญปีใหม่ 2565” จาก 7 หน่วยงาน เติมความสุขให้กับคนไทยต้อนรับปีใหม่ ตรึงราคาน้ำมัน- แจกคูปองส่วนลดซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5- จัดที่ดินทำกินให้ชุมชน จำนวน 400,000 ไร่

น.ส.ไตรศุลี  ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบโครงการและกิจกรรมที่จะดำเนินการเพื่อมอบเป็น “ของขวัญปีใหม่ 2565” ให้แก่ประชาชนจาก 7 หน่วยงานประกอบด้วย

กระทรวงกลาโหม ดำเนินโครงการเติมความสุขให้คนไทย ตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ จากใจทหารเช่น จัดเตรียมกำลังเตรียมพร้อม เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนในพื้นที่ตามแนวชายแดนและพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ  จัดตั้งจุดบริการช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยว 500 จุดทั่วประเทศ

จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวทางทะเล 6 จุด , จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก 80 แห่ง, เปิดแหล่งท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ในเขตทหารทั่วประเทศ 35 แห่ง และให้บริการศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและโครงการเกษตรผสมผสานตามแนวทางศาสตร์พระราชา จำนวน 30 แห่ง  

ส่วนของขวัญปีใหม่ของกระทรวงพลังงาน เช่น การลดและตรึงราคาพลังงาน โดยตรึงราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร มีผลบังคับใช้ วันที่ 1 ธันวาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 2565 , การแจกคูปองส่วนลดสำหรับซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 และสินค้าชุมชน โดยแจกคูปองส่วนลดซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 สิทธิละ 500 บาท จำนวน 10,000 สิทธิ และแจกคูปองส่วนลดร้อยละ 50  สำหรับซื้อสินค้าชุมชน มูลค่าส่วนลดไม่เกิน 300 บาท จำนวน 28,000 สิทธิ และแจกคูปองส่วนลดสำหรับที่พักที่เขื่อนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสิทธิละ 2 ห้อง จำนวน 15,000 สิทธิ

กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด 130ปี มหาดไทย ส่งสุข คลายทุกข์ให้ประชาชนรับปีใหม่ 2565 เช่น สถานธนานุบาลทั่วไทย พร้อมใจลดดอกเบี้ย, เชฟชุมชน…เรียนฟรี มีทุนให้ ติดมิเตอร์ใหม่ ลดราคา การประปาฯจัดให้,  มหานครสดใส ชาร์จไฟกับกฟน., ของถูก ขายฟรี ของดี พาส่งออก,  “DOPA Citizen Service” บริการวิถี…ใหม่ ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว, คนกรุงสบาย จดทะเบียนที่ดินออนไลน์ใกล้บ้าน, Click ชุมชน…เรียนรู้ ดู เที่ยวทั่วไทย และผังเมือง delivery

กระทรวงวัฒนธรรม จัดทำโครงการส่งสุขวิถีใหม่ สืบสานวิถีไทย   ปลอดภัยสร้างสรรค์ เช่น กิจกรรมทางศาสนาเสริมสร้างความเป็นศิริมงคล สวดมนต์ข้ามปี, กิจกรรมเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ทางศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์,กิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม ส่งความสุขแบบไทย เป็นต้น  

กระทรวงอุตสาหกรรม เช่น การอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยการยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ , การเสริมสภาพคล่องการดำเนินธุรกิจ, การยกระดับผู้ประกอบการ และการดูแลเกษตรกรและประชาชน เป็นต้น

สำนักงาน กพร. ได้รวบรวมงานบริการของรัฐที่มีช่องทางการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ประชาชน ในหัวข้อ “e-Service ภาครัฐฉับไว ส่งความสุขทั่วไทย เพื่อคนไทยทุกคน รวม 325 งานบริการ โดยจัดทำแค็ตตาล็อกที่ประชาชนสามารถสแกน QR Code หรือกดลิงค์เพื่อเข้าใช้บริการออนไลน์ได้ทันที  

และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ได้จัดทำโครงการเร่งรัดการดำเนินงานกลั่นกรองภาพผลการอ่านภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อประกอบการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐและการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน จำนวน 400,000 ไร่ จัดคนลงพื้นที่แล้ว 10,000 ราย และพัฒนาอาชีพให้กับประชาชนที่ได้รับการจัดสรรที่ดินจำนวน 9,500 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 -30 กันยายน 2565