‘พิ้งกี้-แตงโม’เปิดความสัมพันธ์ 21 ปี เพื่อนซี้วัยเด็ก เคลียร์ขาเมาท์ออกจากวงการเป็นแม่ค้าออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/621315

'พิ้งกี้-แตงโม'เปิดความสัมพันธ์ 21 ปี เพื่อนซี้วัยเด็ก เคลียร์ขาเมาท์ออกจากวงการเป็นแม่ค้าออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.19 น.

สองนางเอกสาวระดับตำนาน อย่าง พิ้งกี้ สาวิกา และ แตงโม นิดา ที่วันนี้จะมาเปิดเผยความสัมพันธ์ 21 ปี จากเพื่อนซี้วันเด็กสู่นางเอกร่วมช่อง พร้อมเผยความลับของทั้งสองสาวที่ไม่เคยพูดที่ไหน อีกทั้งเคลียร์ข่าวเม้าท์สองนางเอกสาวขาลง เตรียมออกจากวงการไปเป็นแม่ค้าไลฟ์สด ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน31 ที่มีพีเค ปิยะวัฒน์ และ หนิง ปณิตา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

สองคนนี้เป็นเพื่อนกันมา 21 ปี?

แตงโม : ใช่ค่ะๆ เราเรียน ม.ต้น ม.ปลาย

สองคนนี้เรียนห้องเดียวกัน?

พิ้งกี้ : ใช่ค่ะ ตอนนั้นหนูเข้าวงการแล้ว ส่วนโมจะเริ่มตอน ม.ปลาย

แตงโม : โมเริ่มประกวดมิสทีนไทยแลนด์ ก่อนหน้านั้นเราก็จะอยู่แบบคลาสร้องเพลง เราเรียนร้องเพลงมาด้วยกัน มีพี่บิ๊ก D2B ด้วย

พิ้งกี้ : เราเป็นเด็กกิจกรรม เวลาโรงเรียนมีประกวดอะไร อาจารย์ก็จะส่งพวกเราไปร้องเพลง

สองคนนี้สนิทกันมาก แต่คาแร็กเตอร์แตกต่างโดยสิ้นเชิง?

แตงโม : กี้เป็นคนเรียบร้อย กี้เป็นเด็กเรียน และเป็นเด็กขี้อาย กระเป๋านักเรียนของกี้ใหญ่มาก แต่ของโมคือแบน โมจัดตารางสอน แต่กี้ไม่เคยเอาหนังสือออกเลย

พิ้งกี้ : เป็นคนจัดตารางสอนอยู่แหละ แต่เป็นคนเผื่อเหลือ เผื่อขาด แล้วเวลาไปใส่กระโปรงยาวมาก จำได้ว่าโมสอนกี้ให้พับกระโปรง แต่เราก็ไม่มั่นใจ ปล่อยไปแบบนั้นแหละ คือเป็นเด็กเรียบร้อย

ตอนนั้นให้เพื่อนพับกระโปรงเพื่ออะไร?

แตงโม : มันจะได้ดูสั้นขึ้น ไม่ป้า แต่นี่ป้ามาก

มันผิดกฎโรงเรียน?

แตงโม : ผิดคะ จริงๆ มันผิดตั้งแต่สั้นครึ่งเข่าแล้ว ของกี้พับได้ไม่เป็นทรงหรอก พับไป พับมายู่ยี้ ส่วนเราเป็นตัวแทนหมู่บ้าน แล้วกี้เรียนฟรีทั้งครอบครัว เป็นเด็กดี

พิ้งกี้ : เป็นเด็กกิจกรรม

แตงโม : คนไหนที่เขารู้สึกว่าเป็นหน้าเป็นตาให้กับโรงเรียน จะได้ทุนเรียนฟรี แต่เรายังไม่ได้เรียนฟรี เพราะตอนนั้นโมยังไม่ได้มีงานแสดง โมยังเป็นเน็ตไอดอลอยู่

แตงโมคือเน็ตไอดอลรุ่นแรกเลยเหรอ?

แตงโม : นานแล้ว

ตอนนั้นที่เรียนด้วยกันใครฮอตกว่ากัน?

พิ้งกี้ : ดูหน้าสิ คนนี้เลย ฮอตมาก จำได้ว่าไปเรียน โมเดินมาทุกคนต้องหันไปมอง เขาเป็นสาวหมวยที่แบบผิวขาว ผู้ชายในโรงเรียนจะต้องหันมามอง ส่วนเราไม่มีใครมอง

แตงโม : มีคนชอบเขา แต่เขาทำเบลอ 1 อาทิตย์มี 5 วันที่เราต้องเรียน พิ้งกี้จะมา 2 วันบ้าง อาทิตย์นึงมาวันเดียวบ้าง แต่ด้วยความอัจฉริยะของเขา เขาสอบได้ที่1 ตลอด

มันต่างกันขนาดนี้ สนิทกันได้ยังไง?

แตงโม : เราสนิทกันตอนที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องร้องเพลง ตอนนั้นคนน้อยที่จะเรียน มันเป็นวันเสาร์ เวลาคาบเช้า เราก็จะคุยเล่นกันตามภาษาชะนี กับเพื่อนผู้ชายคงคุยไม่รู้เรื่อง

แต่สนิทกันมากขึ้นตอนที้พิ้งกี้มานอนบ้านแตงโม?

พิ้งกี้ : แตงโมนอนบ้านฉัน

มันมีความลับอยู่อันนึงที่แตงโมไปนอนบ้านพิ้งกี้ จนทุกวันนี้พิ้งกี้ไม่รู้ความลับนั้นเลย?

แตงโม : ไม่ได้เหตุผลนั้นสักหน่อย แต่โมคิดว่ากี้รู้ แม่กี้ก็รู้

โมเขาเป็นแฟนกับพี่เรา รู้ไหม?

พิ้งกี้ : เหมือนมีข่าวสะพัดในตอนนั้น แต่ไม่เชื่อ จริงเหรอ โมจะคบกับพี่ชายเราได้ยังไง

แตงโม : เพราะอายุต่างกันมาก พี่ชายคนโตอะ

ตอนนั้นเป็นแฟนกับพี่ชายพิ้งกี้จริงหรือเปล่า?

แตงโม : ไม่ถึงขั้นเป็นแฟน แต่คุย มีวันนึงไปเที่ยวเจอกัน คือเที่ยวในกลุ่มรู้จักกัน ช่วงนั้นโตแล้วล่ะ ก็ได้ยินมาว่าเขาซ่อมคอมได้ พอดีบ้านเราคอมเสีย เราก็แบบเธอมาช่วยซ่อมให้หน่อยสิ ก็มีไปเที่ยวด้วยกันเยอะเหมือนกันนะคะ แล้วก็มาบ้าน 2-3 ครั้งเอง แล้วมีโมไปบ้านกี้

ถามจริงกี้รู้ไหม?

พิ้งกี้ : ฉันรู้ แต่พอไม่ได้เจอโมพี่พวกนั้นมาบอกว่ารู้ไหมว่าเคยคบกับโม ตอนไหน แต่ถ้าถามว่ารู้สึกยังไง ก็บอกแล้วว่าเขาฮอตจริงๆ ผู้ชายทุกคนหลงเขา ชอบเขา เพราะเขาสวย เมื่อก่อนเขาน่ารักมาก

เห็นว่าพอโมมาที่บ้าน กี้อยู่ พี่กานต์อยู่ เขาจะทำเป็นไม่รู้จักกัน?

แตงโม : ใช่

พิ้งกี้ : อันนี้โง่ ไม่รู้

แตงโม : หรือว่าไปแล้วไม่เจอพี่เขาสักอย่าง คือโมตั้งใจไปนอนกับกี้ เพราะว่ากี้มีแมว

พิ้งกี้ : เราไม่หวง ไม่ห่วงพี่ชายเลย ถ้าตอนนั้นรู้จะไปบ้านโมแทน ห่วงเพื่อนมาก เราอยู่กับเพื่อน เรารักโมมาก

ทำไมตอนนั้นโมไม่บอกกี้?

แตงโม : กลัวเสียเพื่อน

พิ้งกี้ : เราสองคนผ่านเรื่องเพื่อนมาเยอะเนอะ

เป็นเพื่อนสนิทกันมา 20 กว่าปี แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเล่นละครด้วยกัน?

แตงโม : เคยเล่น 2-3 เรื่อง

พิ้งกี้ : สมัยก่อนเคยเล่นด้วยกันเรื่องนึง แต่เหมือนไม่ได้เล่นด้วยกัน เพราะไม่เจอกันเลย

แตงโม : นานๆ จะเจอกันที เพราะจะเป็นคนละบ้านกัน

แต่ได้มาเล่นจริงๆ ที่ช่องวัน?

พิ้งกี้ : เกือบ 4 ปี

แตงโม : ตอนนั้นเรื่อง เมืองมายา ไลฟ์ ที่เราพร้อมถ่ายสดกันเลย

พิ้งกี้ : เรื่องนี้เกือบต้องไปเช็กลำไส้

แตงโม : โมผิดคิวกับกี้ กี้ลงไปกลิ้งกับพื้น

พิ้งกี้ : กระแทก อันนี้เหมือนจะตายเลย คือโต๊ะมันอยู่สูงแล้วกี้ก็ตกลงมาพร้อมโต๊ะ

สองคนสนิทกันขนาดนี้เวลาเข้าฉากต้องตบกัน มันทำใจ ทำอารมณ์ยังไง?

แตงโม : มันก็ไม่ยาก

พิ้งกี้ : คือเรามองหน้ากัน เหมือนเรารู้ใจกัน

แตงโม : การเล่นละครคือการแสดง

ความรักทั้งคู่เป็นยังไงบ้าง?

แตงโม : ดี แฮปปี้มาก เขาชื่อ คุณเบิร์ด คบกันปีกว่าแล้ว เขาเป็นผู้ชายที่อ่อนน้อมถ่อมตน เขาเป็นคนมีจิตใจเมตตา เอ็นดูคน สงสารคน รักครอบครัว เป็นผู้นำที่ดี สำหรับโม โมชอบผู้ชายผมยาวแล้วตาหวานยิ้มสวย ตาเจ้าเล่ห์ แบบตาเจ้าชู้ เซอร์ๆ หน่อย

ตั้งแต่โมคบคนนี้ชีวิตโมมีความสดใส ร่าเริงขึ้นเยอะเลย?

แตงโม : ใช่ มีแต่คนทัก คุณเบิร์ดนี่แหละขุดโมขึ้นมาจากเตียง ตอนที่ป่วยมากๆ

พิ้งกี้ : ก็ไม่มีคนเข้ามาแล้วกัน แต่ว่ามีคนจีบแล้วกัน

เห็นแม่เล่าให้ฟังว่าเวลามีคนมาจีบกี้ กี้จะบอกว่ามีแฟนแล้ว?

พิ้งกี้ : ใช่ค่ะ เบลอใส่ เหมือนที่โมบอก เดี๋ยวนี้มีคนฝากมาขอเบอร์ พอเราเห็นก็บอกว่า บอกเขาไปเลยพี่ว่าหนูมีแฟนแล้ว หรือว่ามีคน DM มาแบบอยากจีบ แล้วหนูก็จะไม่อ่านก็คือเบลอใส่ เป็นคนแบบถ้าเราไม่ได้เลือกเองเราจะเบลอ

แสดงว่าตอนนี้เราไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องความรัก?

พิ้งกี้ : ไม่เลย เรามุ่งกับเรื่องงาน คือมันเสียเวลานะ ถ้าเกิดมันไม่ใช่ แล้วหนูรู้สึกไม่ได้รีบ เวลาคือเดินไป แต่ตัวเราไม่ได้รีบร้อน

เห็นเพื่อนมีความสุขกับความรัก ลึกๆ มีความอิจฉาไหม?

พิ้งกี้ : ไม่เลยแฮปปี้แทนเพื่อนมาก แล้วเราเห็นเอนนาจี้ของเพื่อนเวลาถ่ายลงอินสตาแกรม แล้วแบบ เห้ย…เพื่อนเรามีความสุข เราแบบมีความสุขแทนเพื่อน

มันเหมือนเราเข็ดกับเรื่องความรักด้วยไหม?

พิ้งกี้ : ไม่ค่ะ หนูเชื่อนะยิ่งประสบเจอเร็ว ยิ่งเก็ทเร็ว เราผ่านการเรียนรู้หลายๆ ขั้น ในวัย 28-29-30 ถือว่าไวมาก แล้วตอนนี้หนู 35 ซึ่งันเป็นจุดสตาร์จของเพื่อนๆ หลายคนที่เพิ่งเริ่มแต่งงานด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าสบาย

แสดงว่าสมัยก่อนไม่ได้แฮปปี้ แต่ก็ไม่เสียใจที่ผ่านมันมา?

แตงโม : ใช่ค่ะ รู้สึกขอบคุณมากกว่า เพราะว่าถ้าไม่มีวันนั้น ไม่มีคนคนนั้น ก็ไม่มีโมวันนี้ที่จะรักเป็นมากขึ้น

รักเป็นของโมคืออะไร?

แตงโม : คือรักที่ไม่หวังจะครอบครอง อย่าเอาความหวังไปฝากที่เขา แล้วก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ทั้งสองคนยังไม่คิดว่าการแต่งงานจะสำคัญกับตัวเองในช่วงนี้?

แตงโม : ใช่ค่ะ ไม่คิดเลย

ถ้าเบิร์ดคุกเข่าพรุ่งนี้แต่งไหม?

แตงโม : หนูแต่ง แต่ไม่มีงานให้จัดนะคะ หนูก็จะแต่งกันเงียบๆ 2 คน

พิ้งกี้ : คำว่าแต่งงาน มันเป็นแค่คำจำกัดความเฉยๆ เราเชื่อว่าความรักมันเกิดขึ้นได้ แต่ความเข้าใจคนที่อยู่ข้างๆ สำคัญที่สุดเลยคือชีวิตเรามันยังเดินทางอีกยาวไกล บอกสาวๆ เลยว่า ถ้าวันนี้เราไม่สามารถประคองตัวเอง มีความแข็งแกร่งในตัวเอง เราจะไม่สามารถหาคู่ได้ที่เราจะไปซัพพอร์ตดูแลกันและกัน

คู่ที่เราอยากได้ต้องเป็นแบบไหน?

พิ้งกี้ : ต้องการคนสบายๆ แต่ขอผู้ใหญ่กว่า แบบสบายๆ ทำอะไรก็ได้ อยู่กับธรรมชาติที่สุด ไม่ปรุงแต่ง เพราะชีวิตเราเรียบง่าย เอาให้มันอยู่ในความสมดุลของธรรมชาติสุด

ถ้าเราไม่เจอผู้ชายที่เราคิด ยอมเป็นโสดตลอดชีวิตไหม?

พิ้งกี้ : มันต้องเจอสิ

แสดงว่าชีวิตจะไม่มีทางโสด?

พิ้งกี้ : บ้าเหรอ ใครจะโสดไปถึง 40-50

แต่แม่เราอยากให้เรารีบแต่งงาน?

พิ้งกี้ : แม่ไม่ได้บังคับ ไม่ได้อะไร ปล่อยไปตามวิถีชีวิต แต่แม่บอกว่าปีหน้าแม่นัดหมอไว้แล้ว เก็บไข่ แม่อยากมี แต่แม่เป็นคนไม่ก้าวก่ายชีวิตเลย แม่แบบลูกเผื่อไว้ อนาคตไม่แน่นอนนะ เก็บไว้หมอนี้ดี

โมอยากมีลูกไหม?

แตงโม : ณ ตอนนี้คือไม่พร้อมเลย เพราะว่าโมเลี้ยงอีสเตอร์ ถามว่าอยากฝากไข่ไหม ก็สนใจนะคะ อนาคตคิดว่าน่าจะอยากมี เพราะว่า อีสเตอร์ ก็อยากมีน้อง

คนที่มาจีบตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?

พิ้งกี้ : คนที่เข้ามาอยู่ใน DM เราก็เข้าไปดูโปร์ไฟล์ เขียนมาซะยาวเลย เป็นภาษาอังกฤษ เราก็ไม่ตอบ

แตงโม : ของกี้เป็นหรือเปล่าไม่รู้ ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลี ฮ่องกง จีน เป็นทหาร คือเยอะมากที่แปลกๆ

พิ้งกี้ : พวกนั้นก็มี พวกนั้นแยกไป แต่อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นใคร น่าจะเป็นนักธุรกิจ

เพื่อนแนะนำเพื่อนมีไหม?

พิ้งกี้ : เพื่อนไม่ยุ่ง เพราะเพื่อนแต่งงานมีลูกแล้ว แต่จะมีแบบใครก็ไม่รู้ แบบพี่เคยรู้จัก เคยเจอน้อง เราก็หม่ได้สนิทกับเขามาก เออ…มีเพื่อนพี่เขาอยากจีบน้อง พอจะเปิดใจไหม พอเขาบอกใครอะพี่ อ่อหนูมีแฟนแล้วค่ะ

วันนี้โสดหรือไม่โสด?

พิ้งกี้ : โสดค่ะ

ณ ตอนนี้สิ่งที่ทั้งคู่ทำเป็นหลักเลยคือไลฟ์ขายของ?

พิ้งกี้ : ไลฟ์ขายของมา 6 เดือนเอง จริงๆ มันเริ่มจากเราว่าง เพราะว่าโควิด มันไม่มีอะไรเลย มันเริ่มจากอยู่บ้านก่อน ดื่มชา แล้วขายไปมันเกิดจากของวินเทจที่หนูสะสม แล้วมันก็ขยายไปเป็นของอื่นๆ  เริ่มต้นขายไม่ได้คิดอะไร เมื่อประมาณ 6-7 เดือนที่แล้ว แต่ก็ทำไปเรื่อยๆ ทำไปทุกวันจนกระทั่งวันนี้มันเติบโตขึ้น

ตอนแรกเราคาดหวังไหม?

พิ้งกี่ : อันนี้เป็นน้ำหอมที่มีอยู่ หนูเป็นคนสะสมน้ำหอม หนูเอาที่มีอยู่ก่อน แล้วหนูค่อย้อาของคนอืานบ้าง แล้วค่อยขยายเป็นของเยอะ เวลาหนูมีวันว่างหนูไม่ปล่อยให้มันว่าง หนูก็จะไลฟ์ขายทุกอย่าง ตอนนี้ขายขนมญี่ปุ่น เกาหลี ที่หาที่เมืองไทยไม่ได้ แล้วมันค่อยๆ มีแสง มีระบบขึ้นมา จากไม่มีอะไรเลย จนวันนี้มันเริ่มมีระบบดูด

สมัยก่อนแค่เอามือถือตั้ง แล้วตอนนี้มีทีมงานกี่คน?

พิ้งกี้ : ใช่ค่ะ ตอนนี้ทีมงานก็เริ่มเป็น 2-3 คนขึ้น เมื่อก่อนหนูแพ็คเอง เขียนเอง เมื่อก่อนมันไม่มีแปะใช่ป่ะ หนูเขียนเอง ทำทุกอย่างเองกับน้องอีกคน แล้วหนูรู้สึกว่าทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้ ปกติถ่ายละครเหนื่อยแล้วนะ แต่นี้มันเหนื่อย แล้วพอเรารู้สึกว่าเราทำเองทุกขั้นตอน แล้ววันนี้เราบอกว่ากว่าเขาจะเติบโตในการค้าขายมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ไลฟ์นานสุดกี่ชั่วโมง?

พิ้งกี้ : ช่วงแรกๆ หนูไลฟ์ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่ 22.00-02.00 น.  แล้วหนูก็ไลฟ์ แล้วแฟนๆ ก็บอกแม่อย่าเพิ่งไป อยู่กันก่อน

แล้วรายได้มันดีจริงๆ ใช่ไหม?

พิ้งกี้ : จริงๆ รายได้หนูไม่ได้เท่ากับคนอื่นที่เขาขายจริงจัง หนูเป็นแบบพอมี พอไปเรื่อยๆ เท่าที่เห็นหนูไม่เคยบูทโพสต์เลย เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาจะเป็นฐานแฟนทั้งหมด ก็จะได้เงินจากส่วนที่เห็น ไม่ได้เป็นโรงงาน

ตอนนี้เปิดบริษัท เข่าตึกเลย?

พิ้งกี้ : เช่าตึกเพราเว่าเก็บของไง มีน้องแอเมิน จริงๆ ตอนนี้ต้องขยายอีก เพราะของมันมีอยู่เยอะ แล้วหนูก็ไลฟ์ในนั้นเลย

ถ้ามันดีขนาดนี้ วันนึงจะเลิกเล่นละคร ขายของไลฟ์อย่างเดียว?

พิ้งกี้ : มีคนบอกว่าพิ้งกี้จะลาออกจากวงการไปขายของ หนูก็เลยบอกว่าบางคนทำอาชีพเดียวไม่พอ เราต้องเป็นมนุษย์ 10 อาชีพ  เป็นแม่ค้า เป็นดารา เป็นนักร้อง เป็นทุกอย่าง คือจะบอกว่าอย่าปล่อยวันว่าง ถ้าเราว่างต้องหาอะไรทำที่มีประโยชน์

แตงโมก็ขายของเหมือรกัน มีคนบอกว่าแตงโมไม่มีงานเลยมาขาย?

แตงโม : ไม่เกี่ยวกับงานเลย การออกไปเป็นแม่ค้าเนี่ย โมว่ามันเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนอื่นด้วยซ้ำ ที่เขาไม่มีหนทางในการทำงานยุคนี้ สถานการณ์แบบนี้ คือลงไปอยากจะให้เป็นแรงบันดาลใจของคนอื่น แต่ว่าข่าวที่ออกมา มันค่อนข้างที่จะพาดหัวแรงไปนิดนึง แล้วก็เราได่คุยกับทางที่เขาพาดหัวมาแล้ว เขาก็ได้ขอโทษกันมาแล้ว ของหนูขายเน้นเป็นเสื้อผ้าแล้าก็เครื่องประดับ

ตอนนี้ข่าวเม้าท์มาจากเพจดังว่ามีนางเอกดั้งพุ่งปฏิเสธการไลฟ์สดขายสินค้า เพราะรู้สึกว่าเป็นการลดเกรด?

พิ้งกี้ : ในมุมของเรา การไลฟ์สดมันเป็นกระแสโลกที่มันเปลี่ยนไป คนนี้อาจจะเป็นข่าวจริงหรือไม่จริงก็ได้นะ ไม่รู้ แต่ว่าบางคนอาจจะปรับเปลี่ยนตัวเองไม่ทันกับโลก ก็อาจจะยากในอนาคต บางทีการไลฟ์สดมันเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับโลก ตอนนี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไลฟ์สดอันดับ 2-3 รองจากจีนนะคะ ทั่วโลกยังไม่มีใครไลฟ์สดถี่เท่ากับบ้านเรา

แตงโม : การเป็นแม่ค้า จริงๆ แล้วทุกๆ อาชีพมันมีคุณค่าในตัวมันเอง ไม่อยากให้ไปด้อยค่าในอาชีพใด อาชีพนึงเลย เพราะว่าในเมื่อคุณยังได้รับเกียรติก็ต้องให้เกียรติเราด้วย เราก็ทำงานสุจริตนะคะ

ติดตามชมคำสัมภาษณ์แบบเต็มๆ ได้ในรายการ “คุยแซ่บShow”  ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.05-14.05 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

‘แอฟ-ทักษอร’ หวนคืนรันเวย์ สุดสง่าผ่านเครื่องเพชร สะท้อนตัวตนแม่ ก็ แม่.. ที่งดงาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/621287

'แอฟ-ทักษอร' หวนคืนรันเวย์ สุดสง่าผ่านเครื่องเพชร สะท้อนตัวตนแม่ ก็ แม่.. ที่งดงาม

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 12.13 น.

ออร่าดุจนางพญาหยุดทุกสายตาราวกับอยู่ในมนต์สะกดทันทีที่ได้เห็นนางเอกสาว “แอฟทักษอรภักดิ์สุขเจริญปรากฏตัวรันเวย์ในการเดินแบบเครื่องประดับ ภายในงานBeauty Gems White ChristmasNew Year Celebration 2022”ต้อนรับลมหนาวและเทศกาลแห่งความสุขในเดือนส่งท้ายปีที่จัดขึ้นโดย “บิวตี้ เจมส์” ผู้นำในการจัดงานเดินแบบเครื่องประดับ พร้อมเปิดให้คนที่หลงใหลในเครื่องเพชรและอัญมณี ได้ส่องความสวยงามของเครื่องประดับภายในงานที่มีมูลค่ารวม 120 ล้านบาท

แบรนด์ผู้ผลิตและออกแบบอัญมณีของเมืองไทย ต้องยกให้กับ “บิวตี้ เจมส์” ที่ครั้งนี้ จัดเต็มเพื่อความตระการตาโดย “หนึ่ง สุริยน ศรีอรทัยกุล”” กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท บิวตี้เจมส์  ได้ขนเครื่องประดับที่รังสรรค์โดยช่างมืออาชีพคนไทยที่มีฝีมือสุดประณีต มาจัดแสดงภายในงาน พร้อมเนรมิตพื้นที่จัดงานให้กลายเป็นรันเวย์ที่มีกลิ่นไอแห่งความสุข

และวินาทีที่สาวแอฟเฉิดฉายสู่รันเวย์ ด้วยชุดผ้าไหมแท้สีขาวที่มีการตัดเย็บอย่างประณีตจากห้องเสื้อ Deep loveสุขุมวิท 103 ทำเอาสะกดทุกสายตาให้หยุดมองไปกับความสวยของสาวแอฟที่พุ่งจับใจ ราวกับเจ้าหญิงที่แฝงไปด้วยออร่านางพญาพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนหวาน โดดเด่นด้วยเครื่องประดับสุดไฮไลท์ของงาน JOY OF HAPPINESSกะรัตเพชรที่อ่อนหวานแต่ซ่อนไปด้วยความเฉลียวฉลาดและความแข็งแกร่งเปรียบให้เป็นศูนย์รวมแห่งความสุข ซึ่งแอฟเป็นตัวแทนที่ถ่ายทอดความงามและความหมายของสร้อยคอเพชรชิ้นนี้ได้อย่างเลอค่าและคู่ควรที่สุด

การเดินแบบครั้งนี้สาวแอฟนำทีมโปรยเสน่ห์ความงาม พร้อมเหล่าเซเลบอาทิดร.ยุ้ย กันธิชา ฉิมศิริ ,คุณจี๊ด อสิตา วิมลไชยจิต,คุณเจี๊ยบ ชยานิษฐ์พฤฒพีระวิทย์,คุณเหลี่ยนโสฬัส อมาตยกุล,ดร.เมนี่ ภาดาภัสสรณ์ ภาดาพิลาสธานันทร์,คุณหมอกี้ อังคนางค์ ชากีร่า บำรุงสรณ์,คุณเชน เฮฟเฟอร์แนน,คุณเอ็มมิลี่ชีวัน เฮฟเฟอร์แนน,คุณพลอย อมรภัค  ทองสะพัก,คุณปุ๊ก วีรดา ส่งทวีผล,คุณเอเจ เอกวิชญ์ โชติยานนท์,คุณจาจ้า อรินดา โชติยานนท์ มาร่วมเดินแบบเพิ่มความปังให้กับงานในครั้งนี้ด้วย 

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงาน บิวตี้ เจมส์ ไม่ลืมที่จะคำนึงถึงความปลอดภัยของทีมงานและผู้ที่มาร่วมงาน โดยมีมาตรการควบคุมโควิดอย่างเข้มงวด ผู้เข้าร่วมงานทุกคนปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลด้วยการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างตลอดการจัดงาน และสำหรับงาน Beauty Gems White ChristmasNew Year Celebration 2022” เปิดประตูให้ชมความสวยงามของเครื่องประดับสุดอลังการจนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 64ณ The Event Hall ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม

นั่งชิวติวภาษา กับสองคู่หู ‘คริส-เต้’ ใน ‘ซีนเด็ด..ภาษาหนัง’ ช่อง ‘MONO29’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/621280

นั่งชิวติวภาษา กับสองคู่หู 'คริส-เต้' ใน 'ซีนเด็ด..ภาษาหนัง' ช่อง 'MONO29'

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 12.05 น.

มอบความรู้ ควบคู่ความบันเทิงมาเสมอ สำหรับสองมาสเตอร์ “ครูคริส-คริสโตเฟอร์ ไรท์” และ “ครูเต้-สุผจญ กลิ่นสุวรรณ” ใน  รายการ “ซีนเด็ด…ภาษาหนัง (Movie Language)” ช่อง MONO29 (โมโนทเวนตี้ไนน์) ล่าสุดวันอาทิตย์ที่ 12 ธ.ค.นี้ เวลา 17.55 น. ชวนคอหนังมานั่งอัพเดทภาษา จากภาพยนตร์เรื่อง “ครอบครัวปุ๊บปั๊บ” (Instant Family) หนังดีฟิวกู๊ด ที่อยากมอบความสุขและความรักผ่านครอบครัวแสนพิเศษ ต่างที่มาต่างสายเลือด แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั้นคือความผูกพัน เกิดเป็นเรื่องราวอันน่าทึ่ง มาพร้อมกับบทบาทที่เต็มไปด้วยสำนวนและคำศัพท์น่าใช้น่าฟัง

เรื่องราวของสองสามีภรรยา นำแสดงโดย “มาร์ค วอห์ลเบิร์ก และ โรส เบิร์น” ที่ต้องการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม เพิ่มเติมเต็มความสุขในชีวิตพวกเขา ถึงแม้ทั้งสองจะไม่เคยรับมือกับการเลี้ยงดูเด็กๆ มาก่อน ด้านสองคู่หู “คริส-เต้” พาผู้ชมข้ามจอ กระโดดเข้าไปในภาพยนตร์ นั่งแปลภาษาและศัพท์น่าสนใจมากมาย อาทิ การออกเสียงคำว่า “Frost” ที่คล้ายคลึงกับ “Foster / Foster Kids” รวมถึงพาไปแกะประโยคโต้เถียงที่น่าจดจำในเรื่องอย่าง “Ellie. people who take in foster kids are really special. These are the kind of people who volunteer when it’s not even a holiday. We don’t even volunteer on a holiday” ยังมีอีกหลายประโยคหลายคำ พร้อมนำมาให้คอหนังฝึกซ้อมลองใช้ ลองออกเสียงอีกเพียบ สามารถเข้าคลาสไปกับสองกูรู “คริส-เต้” ได้ในรายการ “ซีนเด็ด…ภาษาหนัง (Movie Language)” ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.55 น. ทางทีวีดิจิตอลหมายเลข 29 และแอพพลิเคชั่น MONO29  สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ ยูทูปแชนแนล https://www.youtube.com/c/Mono29tv และเฟสบุ๊คแฟนเพจ MONO29 Entertain https://www.facebook.com/Mono29Entertain

เลิกพังแล้ว ‘น้ำผึ้ง ณัฐริกา’ อวดหุ่นสุดปัง 43 ยังแซ่บ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/621271

เลิกพังแล้ว 'น้ำผึ้ง ณัฐริกา' อวดหุ่นสุดปัง 43 ยังแซ่บ

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 11.48 น.

ปล่อยให้หุ่นพังน้ำหนักพุ่งพรวดถึง 68 กิโล ทำเอา “น้ำผึ้ง ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์” หมดความมั่นใจ ไปไหนก็มีแต่คนทักว่าอ้วน ซ้ำยังทำให้ดูแก่กว่าวัยกลายเป็นคุณป้า แต่ล่าสุดเจ้าตัวกลับมาทวงบัลลังก์นางเอกคืน ถ่ายแบบให้กับ HONEY Q ผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่าง เผยให้เห็นหุ่นสุดเซี้ยเอวบางปังมาก แทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือสาววัย 43 นึกว่า 23

“ก่อนหน้านี้น้ำผึ้งอ้วนมากน้ำหนักขึ้นไปถึง 68 กิโล เราก็คิดว่าไม่ไหวแล้วนะจะ 70 โลแล้ว ถ้าปล่อยไปมากกว่านี้ก็จะเอาไม่อยู่แล้ว ใส่ชุดอะไรก็ไม่มั่นใจ คือความมั่นใจมันหายไปเลย ก็เลยตั้งใจว่าจะต้องลดความอัวนให้ได้ พอดีมีงานพรีเซ็นเตอร์ HONEY Q ผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่างติดต่อเข้ามา เราก็ขอทดลองก่อนต้องมั่นใจก่อนถึงจะรับ ปรากฎว่ามันลดได้จริง น้ำหนักหายไป 15 กิโล  เหลือ53 กิโล ดีใจมาก ไปไหนใครก็ชมว่าผอมลงสวยขึ้นและดูเด็กลงด้วย อายุเราก็ไม่น้อยแล้วก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี สำหรับใครที่อยากจะลดน้ำหนักศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Fan page : HONEY Q BODY , Line @honeyqbody  รับรองว่าจะสวยเป๊ะดูเด็กไปเลยจ้า

สินจัย – เบิ้ล ปทุมราช นำทีมนักแสดง ร่วมงาน ‘Bangkok ASEAN Film festival 2021’ ครั้งที่ 7

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/621058

สินจัย - เบิ้ล ปทุมราช นำทีมนักแสดง ร่วมงาน ‘Bangkok ASEAN Film festival 2021’ ครั้งที่ 7

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 13.28 น.

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ หน่วยงานรัฐและเอกชน จัดงาน เทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร 2564 (Bangkok ASEAN Film festival 2021) ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่  8-13 ธันวาคม 2564 ณ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า และโรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560 – 2564) ที่มุ่งใช้มิติวัฒนธรรมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย และผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางด้านภาพยนตร์ของอาเซียน

การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร 2564 (Bangkok ASEAN Film Festival 2021) ครั้งที่ 7 จึงนับว่าเป็นอีกโอกาสที่สำคัญสำหรับบุคลากรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งของไทยและเพื่อนสมาชิกอาเซียน รวมถึงประเทศพันธมิตรในเอเชีย จะได้ร่วมมือกันฟื้นฟูและร่วมกันเริ่มต้นใหม่เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ยั่งยืนต่อไป

โดยในพิธีเปิดงานมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฯ ร่วมด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม,   นายประสพ เรียงเงิน รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม , นายธนกร ปุลิเวคินทร์  ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ,น.ส.วรรณสิริ โมรากุล ที่ปรึกษากระทรวงวัฒนธรรม ภายในงานเปิดตัวด้วยเหล่านักแสดงร่วมเดินพรมแดงอาทิ  สินจัย เปล่งพานิช, เบิ้ล ปทุมราช, สหัสชัย ชุมรุม,ไมเคิล เชาวนาศัย, ป๊อบปี้ ชนม์นิภา ฯลฯ  และชมศิลปะเอกลักษณ์ไทยจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พร้อมแขกผู้มีเกียรติในแวดวงภาพยนตร์ร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยมี ได๋ ไดอาน่า ทำหน้าที่พิธีกรพร้อมร่วมชมภาพยนตร์เปิดเทศกาลเรื่อง “ONE SECOND” ผลงานกำกับของ “จางอี้โหมว” ผู้กำกับชั้นครูจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

นอกจากนั้นยังมีการจัดฉายภาพยนตร์คุณภาพ 37 เรื่อง จากประเทศสมาชิกอาเซียน และภาพยนตร์จากกลุ่มเอเชียได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งทุกเรื่องจะมีบทบรรยายภาษาไทย-อังกฤษ เข้าชมฟรีทุกเรื่องทุกรอบ โดยแบ่งเป็นภาพยนตร์จัดฉาย ดังนี้

1.ภาพยนตร์อาเซียนฉายโชว์ (SHOWCASE : ASEAN PLUS) ภาพยนตร์จากประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนและจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและอินเดีย รวม 12 เรื่อง จัดฉายเรื่องละ 2 รอบ อาทิ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Belle ผลงานของมาโมรุ โฮโซดะจากประเทศญี่ปุ่น, Vengeance Is Mine, All Others Pay Cash ผลงานของเอ็ดวิน และ Yuniผลงานของผู้กำกับหญิง คามิลา อันดินี สองภาพยนตร์จากสาธารณรัฐอินโดนีเซียที่คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลสำคัญๆ ในปีนี้, The Edge of Daybreak (พญาโศกพิโยคค่ำ) ผลงานภาพยนตร์ของไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ จากประเทศไทย, White Building ผลงานภาพยนตร์ของ KavichNeangผู้กำกับคลื่นลูกใหม่จากประเทศกัมพูชา, In Front of Your Face ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ Hong Sangsooผู้กำกับเกาหลีใต้ระดับแนวหน้า,  A Night of Knowing Nothing ภาพยนตร์จากผู้กำกับหญิงหน้าใหม่ Payal Kapadia จากประเทศอินเดีย เป็นต้น

2. การฉายภาพยนตร์ของสายการประกวดภาพยนตร์สั้นอาเซียน (ASEAN SHORT FILM COMPETITION) 14 เรื่อง พิจารณาตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งไทยและต่างประเทศ 3 ท่าน โดยมอบรางวัล ดังนี้ (1) รางวัล BEST ASEAN SHORT FILM ผู้ชนะจะได้รับโล่รางวัล และเงินสด 2,000 USD (2) รางวัล JURY PRIZE ผู้ชนะจะได้รับโล่รางวัล และเงินสด 1,000 USD (3) รางวัล SPECIAL MENTION ผู้ชนะจะได้รับโล่รางวัล และเงินสด 500 USD

และเพื่อให้เกิดความหลากหลายและขยายขอบเขตการสนับสนุนภาพยนตร์สั้นในภูมิภาคและพันธมิตรในเอเชีย ทางเทศกาลได้จัดฉายสายโชว์ของภาพยนตร์สั้น (BAFF SHORT FILM SHOWCASE) เป็นการรวบรวมผลงานภาพยนตร์สั้นที่โดดเด่นในรอบปีจากเทศกาลเมืองคานส์ 3 เรื่อง พร้อมฉายร่วมกับภาพยนตร์สั้นจากผู้ชนะ 3 รางวัลจาก SHORT FILM PROJECT (PROJECT 19)

3. การจัดฉายภาพยนตร์อาเซียนทรงคุณค่า (ASEAN Classic) 3 เรื่อง ได้แก่ ช่างมัน ฉันไม่แคร์ นำแสดงโดย สินจัย เปล่งพานิช, ลิขิต เอกมงคล ผลงานกำกับของ หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล, Aimless Bullet หนึ่งในภาพยนตร์เกาหลีที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ และ The Daughter of Japan ผลงานที่หาดูยากจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา 

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การประกวดโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ขนาดยาวอาเซียน (SEA PITCH) : SOUTHEAST ASIAN PROJECT PITCH) คัดเลือกโครงการสร้างภาพยนตร์ขนาดยาว 8 โครงการ โดยคนทำหนังจากภูมิภาค อาเซียนที่มีไอเดียในการผลิตภาพยนตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งโครงการที่ผ่านการคัดเลือกผู้กำกับและโปรดิวเซอร์จะเข้าร่วมอบรมพิเศษออนไลน์ด้านการนำเสนอโปรเจกต์ (Pitching) กับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ       2 ครั้ง เพื่อเตรียมตัวนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ และมอบรางวัลให้กับผู้ชนะการประกวด จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัล SEAPITCH Award ผู้ชนะจะได้รับโล่รางวัล และเงินสด 5,000 USD  2.รางวัล Runner-Up Prize ผู้ชนะจะได้รับโล่รางวัล และเงินสด 3,000 USD และ 3.รางวัล SPECIAL MENTION ผู้ชนะจะได้รับโล่รางวัล และเงินสด 2,000 USD โดยจะมีพิธีประกาศรางวัลและปิดเทศกาลในวันที่ 13 ธ.ค. 2564 ณ โรงภาพยนตร์ พารากอน ซินีเพล็กซ์

อีกทั้ง ในวันที่ 10 ธันวาคม 2564 จะมีการสัมมนาในหัวข้อ ”IS ASEAN CONTENT READY TO TAKE ON THE WORLD?”     ณ อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  เป็นการได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญทางภาพยนตร์ในระดับนานาชาติ มาร่วมกันวิเคราะห์ให้เห็นถึงสถานการณ์การผลิตคอนเทนต์ของภูมิภาคว่าอนาคตของคอนเทนต์เหล่านี้มีที่มีทางอยู่ตรงไหนในวงการภาพยนตร์ระดับโลก

และในวันที่ 11 ธันวาคม 2564 จะมีการสัมมนาในหัวข้อ “Going Virtual” ร่วมกับ ACBS (Asia Content Business Summit) ณ อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีการนำเสนอข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมฯ จากประเทศ อาทิ ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศอินโดนีเซีย สาธารรัฐเกาหลี และประเทศฟิลิปปินส์ และการประกาศโครงการของ ACBS กับการรายงานสถานการณ์ของประเทศสมาชิก แนวโน้มของอุตสาหกรรมสารัตถะภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) และการเสนอโครงการความร่วมมือด้านภาพยนตร์ระหว่างประเทศจากทวีปเอเชีย อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมเวิร์คช็อปด้านภาพยนตร์ Short Film Camp 2021 จัดโดยกองทุน Purin Pictures

ผู้สนใจลงทะเบียนจองบัตรชมภาพยนตร์ล่วงหน้าได้ที่www.baff.go.th และ http://www.facebook.com/ BangkokAseanFilmFestivalตั้งแต่บัดนี้  และรับบัตรชมภาพยนตร์ได้ที่จุดประชาสัมพันธ์เทศกาลฯ บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ก่อนรอบฉาย 30 นาที โดยรับบัตร 1 คนต่อ 1 ที่นั่ง ตรวจสอบรอบฉาย และสอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center 02-209-3519 http://www.facebook.com/BangkokAseanFilmFestival -(016)

‘คลาวเดีย’เล่าชีวิตเฉียดตาย ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนาน 10 ปี หวิดเดิน-พูดไม่ได้!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/620982

'คลาวเดีย'เล่าชีวิตเฉียดตาย ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนาน 10 ปี หวิดเดิน-พูดไม่ได้!

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 08.54 น.

นักแสดงมากความสามารถ คลาวเดีย จัดรพันธุ์ ที่วันนี้จะมาเปิดใจครั้งแรกหลังป่วยหนักกระดูกทับเส้นประสาทยาวนานกว่า 10 ปี หวิดพิการ เดินและพูดไม่ได้ พร้อมเผยนาทีเฉียดตายพลาดกลางกองถ่าย เกือบดับมาแล้ว อีกทั้งยังอัปเดตความรัก 12 ปี กับนักธุรกิจหนุ่มชาวพม่า ออง ทีฮา ที่ตอนนี้เธอไม่คิดแต่งงานแล้วจริงๆ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง วัน 31 ที่มีบูม สุภาพร และเป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ไม่ได้เล่นละครมานานเท่าไหร่แล้ว?

คลาวเดีย : จริงๆ ก็เล่นเรื่อยๆ นะ กระเช้าสีดานี่ถ่ายต่อจาก คลับฟรายเดย์ เราถ่ายทีละเรื่อง คนก็เลยคิดว่าเราไม่ค่อยรับงานหรือเปล่า แต่จริงๆ เริ่มรับมาเรื่อยๆ ประมาณ 3-4 ปี

กระเช้าสีดากระแสตอบรับเป็นยังไง?

คลาวเดีย : ดีมาก ดิฉันจะถูกตั้งฉายาว่าเป็นตัวแทนหมู่บ้าน คนดูเหมือนจะอินเวลาเราเล่น เราจะรักนางเอกมาก และจะคอยช่วยนางเอกกับน้องตลอดเวลา เรื่องนี้ทุกคนเล่นกันเต็มที่มาก มีบางฉากที่ตบกับกรีนฉันจะเป็นลม

มีการพลาดอะไรไหม?

คลาวเดีย : ก็มีนะ มีฉากนึงที่ตลกมากเลย เหมือนุ่นเลิกกับปีเตอร์ แล้วไปเซ็นใบหย่า แล้วลงมาข้างล่าง กรีนก็เหมือนกวนๆ โห…เราหมั่นไส้มาก ก็ตบ ถีบ พอถีบเสร็จไถลลงเลย ล้มลงไปกับพื้น แต่มันไม่ได้ออนแอร์นะ เราไถลลงไปทุกคนเขาก็เล่นต่อ แล้วเราก็ลุกขึ้นมาเหมือนจะต่อ พอคัทปุ๊บก็หัวเราะกันใหญ่เลย

เห็นบอกว่าบางฉากหน้ามืดเลย?

คลาวเดีย : หน้ามืด คือเป็นดาวสีทองๆ ส่วนใหญ่จะเป็นฉากตบ พอคัทปุ๊บเราคงเปลี่ยนฟิลเร็วไปสักพักก็วูบเลย ลงไปนั่ง กองถ่ายก็ต้องวิ่งเอายาดมมาให้ ดาวเต็มเลย

มันมีคอมเมนต์ว่าคุณอวบจังเลย?

คลาวเดียร์ : เรื่องนี้มันอวบจริงนะ วันนี้ที่ใา จากตอนนั้นลงไป 3 โลกว่า คือผอมลง ตอนนั้นหยุดไปโควิดด้วย กินเยอะ บวกกับอายุเราไม่น้อยแล้ว รู้สึกว่าหายใจก็อ้วนแล้ว เราไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เจ็บหลัง ก่อนจะเปิดกล้องกระเช้าสีดาก็เขาโรงพยาบาลไปด้วย แล้วมันก็อ้วนขึ้น มีช่วงนึงเราเป็นผีตู้เย็น ชอบกินตอน 3 ทุ่ม

เรื่องความรักดูสุกงอมมากเลย?

คลาวเดีย : ก็พอได้อยู่ เขาเป็นหนุ่มพม่า มำงานที่นี่ เกิดที่นี่นะ เรียนที่นี่ ก็เจอกันที่นี่ด้วย เหมือนเขาเรียนหนังสือกับเพื่อนของเพื่อนเรา เรียนอินเตอร์ แต่เราเด็กโรงเรียนไทยนะ แล้วไปเจอกันโดยบังเอิญ  ลฃแล้วก็ตอนนั้นเขาอยู่อเมริกาแหละ เราก็ไม่ได้คิดว่าทุกอย่างมันจะสานต่อกันได้ ปรากฎว่าเราก็คุยกันแบบวันละเป็น  10 ชั่วโมง แล้วเวลามันแตกต่างกันมาก 6 โมงเช้าเรา คือ 6 โมงเย็นเขา  ช่วงนั่นพอคุยไปแล้วถูกคอ เจอกันที่เมืองไทยก่อน เขามาอยู่ที่นี่แค่ 2 อาทิตย์ เองปีละครั้ง อยู่ดีๆ ก็เจอกัน เสร็จปุ๊บ เขากลับไปโทรมาจีบ จนเรายอมคุยด้วย คือคุยกันเยอะมาก ตอนนั้นยอมนอนดึก ตอนกลางวันนอน ตอนกลางคืนคุยกับแฟน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วนะ คุยไม่ถึง 1 นาทีก็วางละ

ตอนนั้นคุยไป คุยมา ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่อเมริกาเลย?

คลาวเดีย : ก็ไปเที่ยวด้วย แล้วด้วยความคิดถึง เหมือนพอเรากลับมา เราคิดถึงเขาเยอะ ก็กลับมาแป๊บนึง ตอนแรกไปแป๊บเดียว กลับมาแล้วไปใหม่

เห็นบอกว่ากลับไปครั้งนี้ไม่ต้องกลับมาแล้ว คุณผู้ชายบอกไม่ต้องรับงานเลย ให้ไปอยู่ที่อเมริกาเลย?

คลาวเดีย : ไม่จริงนะ เขาก็คิดถึงแหละ เขาบอกว่ามาอยู่ด้วยกัน เราก็เริ่มไปเยอะขึ้น แต่เราก็ไม่ได้ไปอยู่แบบตลอดนะ เพราะวีซ่าเราก็อยู่ไม่ได้นาน ก็ไปๆ กลับๆ แต่ก็เหมือนอยู่ที่นู่นเยอะอะเนอะ ไปยาวเหมือนกันนะ

สรุปไปกี่ปี?

คลาวเดีย : นานอะ ไปๆ กลับๆ คบมาเกือบ 13 ปี แฟนกลับมาได้ประมาณ 6-7 ปี ก็ไปประมาณ 3-4 ปีที่เทียวไป เทียวมา พอเราไปอยู่ตรงนู่นนาน อยู่ตรงนี้ก็รับงานไม่เต็มที่ เพราะละครเวลาถ่ายมันต้องถ่ายหลายเดือน จริงๆ มองย้อนกลับไปก็เสียดายเหมือนกันนะที่เราไม่ได้รับงาน แต่ก็คิดว่าเหมือนโชคชะตามันเป็นแบบนี้ ก็มีความสุขดี

พอเรากลับมารับงานละครครั้งนี้เขาว่ายังไงบ้าง?

คลาวเดีย : เขาไม่ว่าเลย คืออองเป็นคนทำงาน เขาก็ชอบให้เราทำงาน แล้วเขาก็รู้ว่าเราทำงานแล้วเรามีความสุข เขาสนับสนุนเต็มที่เลย บางทีงานเราเสร็จดึกเหมือนกันนะ เขาก็เขาใจไม่เคยว่าอะไรเลย ให้กำลังใจด้วย บี๋เก่ง

เห็นเขาบอกดูแลดีดั่งเจ้าหญิงเลย จริงไหม?

คลาวเดีย : ก็ไม่เชิง

นกน้อยในกรงทองจริงไหม?

คลาวเดีย : ทุกคนชอบคิดอย่างนี้ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ขนาดนั้นนะ ก็แฟนกันดูแลกันปกติ มีเซอร์ไพรส์วันเกิดบ้าง ซื้อนู่นนี่ให้ เพราะเราไม่เคยขออะไร ยิ่งช่วงนี้เรารู้สึกว่ามันสิ้นเปลือง ไม่ต้องก็ได้นะ ขอเงินสด พูดเล่น ก็ไม่ได้ขออะไร

แฟนซื้อกระเป๋าให้แพงมาก คุณคลาวเดียบอกขอเงินสดดีกว่า กระเป๋าก็ยังอยู่ เงินสดก็ตามมา?

คลาวเดีย : ก็มา แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะว่าตอนนี้อยู่ด้วยกันเขาก็ดูแลเราหมด เราจะกินอะไร เขาก็ดูแลเราหมด

แม้กระทั่งไปสปาเขายังให้บัตรเครดิตไปรูด?

คลาวเดีย : ใช่ เขาบอกบี๋ๆ มาๆ เอาไปใช้ เราก็รีบรับเลย แต่เราไม่เคยขอนะ

เห็นว่าแฟนรวยมาก?

คลาวเดีย : ไม่ๆ เขาเป็นคนทำงาน แล้วก็ธุรกิจเขาคนอาจจะมองว่ามันเป็นธุรกิจใหญ่ คือเขาทำโรงไฟฟ้า แต่ว่าเขาก็คือคนทำงานคนนึง แล้วก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรเหมือนในข่าวขนาดนั้น คือปกติ

คบกันมาเกือบ 13 ปี เห็นว่าต้องปรับตัวเยอะเลย?

คลาวเดีย : จริงๆ ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้วนะ ช่วงแรกๆ มันก็มีบ้าง ช่วง 2 ปีแรกจะเป็นอะไรที่สวยงาม พอเริ่มเข้าปีที่3 ตัวจริงก็จะเริ่มออกละ บางทีก็จะมีตีกันเรื่องเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ อย่าง บี๋ อยากกินอะไร เราก็แบบอยากกินอินเดีย เขาก็บอกไม่เอาๆ ไม่อยากกิน นึกในใจแล้วจะถามทำไม ถามเราแต่ละที พอสรุปก็ต้องกินแบบเขา พอถามบางทีเราบอกยังไงก็ได้ เขาก็บอกทำไมไม่ช่วยเขาคิดเลย

เห็นบอกว่ามีเรื่องนอนด้วย?

คลาวเดีย : คือเขาจะชอบนอนกรน จริงๆ ตอนกรนมันอันตรายนะ บางทีเราก็แบบจะโอเคป่ะวะ บางทีเราก็ปรึกษาเพื่อน เพราะบางคู่ก็เป็น ตอนเราปรึกษาหมอ เขาก็บอกว่ามันอันตราย แล้วมันต้องใส่เครื่องที่คล้ายๆ เอเลี่ยน เรามีความรู้สึกว่าจริงๆ มันไม่ดี บางทีเรานอนไม่หลับด้วย มันสนั่นหวั่นไหวจริงๆ เราต้องชิงนอนก่อนเลย เพราะว่าถ้าเราไม่ได้นอน แล้วมันมีเสียงกรน บางทีเราก็ไม่หลับเหมือนกัน ก็จะมีตีกันเรื่องนี้ เราอยากให้เขาไปซื้อเครื่องอันนี้มา เขาก็โมโหใหญ่เลย เขาบอกไม่ใส่หรอก จริงๆ ถ้าเขายอมนะ เพื่อนเราที่ใช้มันดีมากเลย

คบกันมาเกือบ 13 ปี มีวางแผนอนาคตการแต่งงานไหม?

คลาวเดีย : จริงๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไรขนาดนั้น เคบคิดแบบเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เรามีความรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นอะไรที่ตอบโจทย์ว่าคนอยู่ด้วยกัน 2 คนแล้วแต่งงานแล้วทุกอย่างมันจบ เราคิดว่าคนสองคนมันจะอยู่ด้วยกันได้หรือเปล่า เข้ากันได้หรือเปล่า คลาวเดียคิดว่าพอเราผ่านการอยู่ด้วยกันมาประมาณ 7-8 ปี มันเริ่มจูนกัน มันเริ่มรู้แล้วว่าตอนนี้เขาหงุดหงิดอะไรตรงนี้อยู่ เราก็ตีเพลิน ตีเนียนไป คนเรามันมีอารมณ์ มันก็จะมีการหงุดหงิดใส่กันบ้าง ถ้าคนนึงหงุดหงิด แล้วอีกคนบอกทำไมมาหงุดหงิดใส่ฉัน มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่จบไม่สิ้น แต่ละคนมีความคิดที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่พอเรามาถึงตรงนี้แล้วเรารู้จักเขาแล้วว่าจริงๆ เขาเป็นคนนิสัยจิตใจดีมาก มีขี้หงุดหงิดบ้าง เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนไม่ได้เพอร์เฟคท์ร้อยเปอร์เซ็นต์

ฝั่งผู้ชายซีเรียสไหม ถ้าไม่แต่งงาน?

คลาวเดีย : เขาก็มีพูดๆ บ้าง แต่ก็เห็นเงียบๆ ไป แต่ก็มีคนที่แบบชอบพูดเยอะมากๆ คือคุณพ่อ คุณแม่แฟน เหมือนเขาอยากให้เราแต่งงาน เขาอยากมีหลาน อยากให้เรามีลูกมากกว่าเหมือนบิ๊วลูกชายตัวเอง แต่ก็ไม่กล้าพูดเยอะ

แล้วเราวางแผนเรื่องการมีลูกไหม เห็นบอกว่าแอบไปฝากไข่มาแล้ว?

คลาวเดีย : จริงๆ ไม่ได้แอบหรอกนะ รู้สึกว่าเราโค้งสุดท้ายตอนนั้น 39 ปี มีหลายคนบอกว่า ถ้า 40 ปี ไข่มันจะดิ่งลง เราก็เลยไปฝากดีกว่า เราก็รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกนะ ถ้าสมมติสักวันเราอยากจะมีขึ้นมา มันก็มีไข่ที่เราฟีดไว้ ถ้าเรามีธรรมชาติไม่ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่คิดภาพเรามีลูกเลยนะ ถ้าถามตัวเราเองก็ไม่ได้อยากจะมีขนาดนั้น

ทำไมถึงไม่พร้อมมีลูก?

คลาวเดีย : เคยอยากมีแล้วด้วยความที่แก่แล้วมั้ง 40 ปีขึ้นไปแล้ว เราก็ไม่ได้อะไร แต่จริงๆ เรามีลูกนะ เป็นชิวาว่า คือเรารักหมามาก คือหายใจเข้า หายใจออกเป็นหมา รักเหมือนลูก คือมีพ่อ มีแม่ และมีลูกเป็นน้องหมา เราเลยรู้สึกว่าอาจจะมีน้องหมาด้วยมั้งก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้ขาดอะไร เราก็รู้สึกว่าเรามีลูก ก็เหมือนมีครอบครัว พ่อ แม่ ลูก อยู่ ก็เลยยังไม่ได้อะไร แต่ถ้าวันนึงแฟนลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าอยากมี เราก็คงจะมี

หลายคนไม่ค่อยรู้เรื่องอาการป่วย หมอนรองกระดูก?

คลาวเดีย : ใช่ๆ อันนี้หนักมากเลย เราเป็นมาสักพักแล้วนะ ประมาณ 8-9 ปี ตอนอายุประมาณ 33-34 ปี ช่วงนั้นเราบินเยอะด้วยมั้ง แล้วนั่งเครื่องมันนาน เรามีความรู้สึกว่าทำไมเราปวดมากเลย ตอนแรกคิดว่าเดียวก็หาย ก็เริ่มปวดมาก ก็ไปหาหมอ หมอเอ็กซ์สเรย์ดู หมอบอกว่าหมอนรองกระดูกเราเสื่อม L4-L5 ข้างล่างที่สุดมันเสื่อม เรามีความรู้สึกว่าเมื่อก่อนเราสูงเกือบเท่าแฟน แต่ทำไมเราเหมือนตัวเล็กลง ปรากฏไปทำพาสปอร์ตใหม่เตี้ยลงจริงๆ ลงมา 3 เซนเลยนะ จาก 170 เหลือ 167 ลงมาเยอะมาก

คุณหมอบอกไหมว่ามันอาจจะเป็นเพราะว่าสมัยก่อนตอนเด็กๆ เคยมีอุบัติเหตุในการตกหล่น?

คลาวเดีย : ก็เป็นไปได้ เราเรียนเต้นด้วย แล้วตอนเด็กๆ เลย เคยก้นกบหัก เหมือนเราคุยโทรศัพท์ แล้วแม่ไม่รู้ว่าเราจะนั่ง เอาเก้าอี้ออก เราก็นั่งลงไป แล้วมีตกม้า ตอนถ่ายละคร แต่มันก็ยังไม่ได้เป็นอะไรมาก พอเริ่มเป็นตอนนั้นก็เป็นโรคนี้แล้ว แล้วมาเป็นหนักมากๆ เลย แปลกมากชอบมาเป็นหนักกาอนเปิดกล้อง เคยมีช่วงก่อนรับกระเช้าสีดา เราเล่นทะเลแปร ก่อนหน้านั้นก็เป็นหนักเหมือนกัน ตอนนั้นเราไม่มีแรงเดิน มันเป็นตรงหลังแล้วลงขา

เวลาอาการกำเริบคือเดินไม่ได้เลย?

คลาวเดีย : คือมันไม่มีแรง มันทับเส้นประสาท มันชาด้วย ปวดมาก ต้องไปแอดมิท ต้องฉีดยาเข้าเส้น แล้วก็ต้องทำกายภาพ แล้วต้องกินยาเยอะมากๆ เลย อันนั้นคือก่อนทะเลแปร พอหลังจากนั้นก็ดีขึ้น แล้วมากออกกำลังกายจนติด ตอนนั้นหุ่นดี หุ่นเฟิร์ม ออกเสร็จปุ๊บก็มาเป็นอีกแล้ว เหมือนไปทำท่าผิดแหละ แล้วกลับมาเป็น คราวนี้เป็นที่คอด้วย แล้วเป็นข้างบนมันจะลงแขน แล้วก็ชาขึ้นหัว ตอนแรกเราก็คิดว่าเราเป็นหมอนรองกระดูก แล้วชาแขน ก็ธรรมดา สักพักมันขึ้นปาก สักพักมันไม่มีแรงพูด แล้วมันไปที่ปลายประสาท แล้วมันเป็นหนักถึงขั้นที่แบบเราไม่มีแรงพูดเลย อันนี้ก่อนที่จะเริ่มกระเช้าสีดา ก็ต้องเข้าโรงพยาบาล หมอคิดว่าเป็นสโตรก คือต้องเข้าอุโมค์แล้วฉีดสีเข้าไป เพื่อที่จะเช็กให้ชัวร์ว่าเรามีเส้นเลือดอะไรแตกหรือเปล่า สรุปไม่มี ถือว่าดี ก็เข้าโรงพยาบาลเป็น 10 วันเลย คราวนี้เข้าหนัก พูดไม่ได้ แล้วก็เครียด เพราะว่าจะถ่ายละคร ตอนนั้นก็เลยหยุดออกกำลังกายเลย แล้วเป็นสาเหตุในการน้ำหนักขึ้น แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว วิธีการร้กษาคือเราจะต้องยืดเยอะๆ

เห็นบอกว่าอยู่โรงพยาบาล ทานยาเยอะมากผ?

คลาวเดีย : เยอะมากเป็กำๆ เครียดจนเพื่อนมาเยี่ยมต้องเอาหนังสือสวดมาฝนต์มาให้ เราก็อ่านแล้รูสึดสบายใจขึ้น แล้วสักพักมันก็ดีขึ้น เราห่วงงานด้วยไง เราจะหายทันไหม แล้วช่วงแรกๆ ที่ถ่ายยังคุยกับพี่ฌอ๋ ผู้กำกับอยู่เลยว่าเพิ่งหาย เป็นโรคนี้ ก่อนจะเล่นฉากแรกๆ เลย เหมือนพูด ร , ล ไม่ชัด แล้วเราเป็นคนชอบพูดภาษาชัดเจน เราต้องแบบมานั่งคิดว่าจะพูดได้ไหม แต่ตอนหลังก็ดีขึ้น

กลัวอะไรมากที่สุด?

คลาวเดีย : พอเริ่มมาขนาดนี้เราไม่ขออะไรมากเลย เราอยากมีสุขภาพที่ดี เรื่องสุขภาพมันเป็นเรื่องสำคัญ มันซื้อกันไม่ได้ คือตอนนี้ใช้ชีวิตแบบ 2 ทุ่มครึ่งอาบน้ำแล้วจ้า 4 ทุ่มพยายามนอนแล้ว ตื่นเช้า กินอาหารที่มีประโยชน์ พยายามไม่กินของหวาน

ตอนนั้นคุณหมอก็ให้ออฟชั่นนึงในการผ่าตัดใส่เหล็กเข้าไปด้วย?

คลาวเดีย : ถ้าเป็นหนักมาก มันเป็นออฟชั่นนึงอยู่แล้วถ้าสมมติเป็นหมอนรองกระดูก คือการผ่าตัด คือแทนที่จะเป็นกระดูกของเราเขาจะใส่เหล็กไว้ แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากเลย คือโรคนี้มีการรักษาทางเลือกเยอะมากเหมือนกัน ก็คือไปกายภาพ ไปหาหมอจัดกระดูก หรือไปหาหมอยืด คือเราก็ไปมาเยอะนะ บางทีเขาก็จะยืดหลังเรา หรือทำท่ายืดเป็นประจำ มันก็จะดีขึ้น การที่เสื่อมมันไม่หายเสื่อมหรอก แต่ว่ามันจะไม่เคลื่อนไปทับเส้นประสาท เราก็จะใช้ชีวิตปกติได้ แต่เราก็ต้องดูร่างตัวเองด้วยนะ ไม่ใช่เราเป็นอย่างนี้แล้วเราจะไปออกกำลังกายแบบหักโหมก็ไม่ได้ มันจะมีท่านอนออกกำลังกาย เกร็งตัวอะไรแบบนี้

ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ?

คลาวเดีย : รองเท้าอย่าสูงเกินไปนั่งให้ดี ท่าที่เราใช้ชีวิต อย่าไปเผลอเล่นโทรศัพท์แล้วก้ม แต่ด้วยความที่เราเป็นอย่างนี้มาเยอะ เพราะฉะนั้นเราระวังอยู่แล้ว

เห็นเขาหน้าฝรั่งแบบนี้เขาเห็นผีนะ?

คลาวเดีย : ตั้งแต่เด็กๆ ไม่รู้หรอก จำไม่ได้ คือเด็กมากเลย แล้วคุณแม่มาเล่าให้ฟังตอนอายุ 13 ปี คือเรากลัวผีมาก แม่ก็ไม่กล้าเล่าให้ฟัง ตอนปนะมาณ 3-4 ขวบ ย้ายไปอยู่ที่บ้านคุณยาย เพราะที่บ้านยังทำไม่เสร็จ มาอยู่บ้านยายได้สัก 1-2 วัน อยู่ดีๆ ตื่นตอน 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน มาเล่นกับใครก็ไม่รู้ ซึ่งไม่มีตัวตน ซึ่งตอนเด็กๆ เราไม่รู้จักคำว่าผี เวลากลัวอะไรก็จะพูดคำว่าซ่อนกลิ่น เหมือนตอนนั้นมันมีละครหรืออะไรสักอย่างที่น่ากลัว เราก็แบบซ่อนกลิ่นๆ แม่ก็บอกพี่เลี้ยงใครไปสอนคำว่าผี ทำไมลูกรู้จักคำดี ก็ไม่มีใครสอน แล้วแม่ก็เริ่มเครียดมากเลย พอกลับมาถึงบ้านทุกวันจะหลับไปแล้ว เป๊ะๆ เลยนะ 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืนจะตื่นมาเล่นขายขนม คุณแม่เขาหลอนมาก เขาก็ไม่รู้จะทำยังไงก็ปรึกษาญาติ แล้วไปปรึกษาพระ แล้วมาที่บ้านเหมือนมาทำบุญ ทำพิธีให้ แล้วก็ทางพระก็บอกว่าเจ้าที่เป็นเด็ก แล้วพอฟังแม่ก็รู้สึกขนลุก แล้วเราก็ชอบได้กลิ่น เวลานอน เซ้นต์

เห็นว่าตอนโตมาก็เคยเจอด้วย?

คลาวเดีย : ไปเจอที่พม่า ไปพักที่บ้านแฟน เจอครั้งแรกเหมือนนอนอยู่แล้วเราขยับไม่ได้ แล้วมีคนมานั่งดู แต่อันนี้เรารู้สึกว่าเขามาดี ใส่ชุดขาว เห็นหน้าไม่ชัด เหมือนมีหมวก ก็เล่าให้แม่ฟัง แม่บอกไหว้เจ้าที่หรือยัง ก็ไปไหว้เจ้าที่ก็จะเก็นองค์เล็กๆ อยู่ข้างใย แฟนเขาชอบหาว่าเพี้ยน บี๋อย่าหลอนได้ป่ะ คือเขาไม่เก็ทไง แล้วมีอยู่ครั้งนึงนอนอยู่เหมือนมีคนมากระซิบเป็นภาษาเราก็ไม่ค่อยได้ศัพท์ เราก็ขยับตัวไม่ได้ ก็สวดมนต์ แผ่เมตตา พอสักพักเหมือนฟังเขารู้เรื่อง เขาบอกว่าเดี๋ยวฉันจะจับเธอให้ร้องสะบั้น พอสิ้นสุดคำพูด เราก็หลับไป พอออกจากบ้านไปแล้วแฟนบอกฉันเจอ หลังจากเธอเจอ 5 นาที เหมือนมีใครมาตบเท้า ทั้งๆ ที่ไม่มีใครอยู่ แล้วหลังจากนั้นเขาก็ไม่ว่าเราอีกเลย

ช่วงวัยรุ่นมันเกิดอะไรขึ้น คุณถ่ายละครแล้วคุณไปกรีดแขนตัวเอง เกือบเสียชีวิตเลย?

คลาวเดีย : เป็นฉากฆ่าตัวตาย เป็นฉากต้องกรีดมือ เหมือนตอนถ่ายเขาจะใช้ของปลอม มีเลือดมีอะไรตลอด อันนี้เป็นความผิดเราเอง เหมือนเขาจะอินเสิร์ชแค่เลื่อนขึ้นมา แต่เขาใช้ของจริง เหมือนเราจำไม่ได้ แล้วเราอิน แล้วเขาบอกว่าจะอินเสิร์ช แล้วเขาเปลี่ยนแสง เปลี่ยนอะไรไป 20 นาที แล้วเราก็ลืม เป็นคนทีรแบบว่าเป็นคนที่แสดงอะไรแล้วอิน เราก็ปาดไปอย่างแรง ตอนแรกมันไม่เจ็บนะ แต่ทุกคนคือช็อกมาก แล้วเราก็จับแต่ไม่ได้แรงนะ แต่มันปลิ้นออกมา เนี่ยรอยแผลเป็น เย็บไป 33 เข็ม คือมันเห็นกระดูก หมอบอกกรีดสวยมาก เราก็โชคดีและไม่แพนิกจนเกินไป หมอบอกว่าถ้าขึ้นมาอีกนิดเดียวมันจะโดนเส้นประสาทใหญ่ แล้วจะทำให้มือเราไม่ฟังชั่น คือเป็นความผิดของเราเองนะ คือเราเองนี่แหละที่อินเกินไป จริงๆ มันไม่ได้ใช้ภาพตรงนั้น เรื่องนี้ซวยมากเลย หยุดถ่ายไปสักแป๊บมาโดนต่อเสือต่อยอีก เป็นไข้อีก

ติดตามชมคำสัมภาษณ์แบบเต็มๆ ได้ในรายการ “คุยแซ่บShow”  ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.05-14.05 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

‘แพนเค้ก เขมนิจ’ เปลี่ยนคาแรคเตอร์ รับบท ‘โสเภณีชั้นสูง’ ใน ‘SIX CHARACTERS มายาพิศวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/620816

‘แพนเค้ก เขมนิจ’ เปลี่ยนคาแรคเตอร์ รับบท ‘โสเภณีชั้นสูง’ ใน ‘SIX CHARACTERS มายาพิศวง’

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.21 น.

แพนเค้ก- เขมนิจ จามิกรณ์ นักแสดงเจ้าบทบาทจากภาพยนตร์ซีรีส์เทิดพระเกียรติเรื่อง ศรีอโยธยา และภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง VOICE …เปลี่ยน คาแรคเตอร์ โดนสิ้นเชิงในภาพยนตร์แนวเร้นลับสั่นประสาท SIX CHARACTERS มายาพิศวง ของ หม่อมน้อย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล โดยรับบทเป็น โสเภณีชั้นสูง ซึ่งเธอต้องทุ่มเทเข้า SPECIAL WORKSHOP FOR FILM ฝึกฝนศิลปะการแสดงนานนับ 10 เดือน ด้วยความวิริยะอุตสาหะ

เช่นเดียวกับ มาริโอ้ เมาเร่อ ดารานำฝ่ายชาย แพนเค้ก กล่าวว่า “ เมื่อแพนอ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้จบเป็นครั้งแรกก็รู้สึกได้ทันทีว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ระดับอินเตอร์ ซึ่งไม่มีใครเคยสร้างมาก่อนในประเทศไทย แพนคิดว่าคงจะเป็นการโง่มากถ้าเราปฏิเสธบทที่ดีมากขนาดนี้ แพนจึงขอหม่อมแสดงบทนี้ในทันที ซึ่งหม่อมก็อนุญาตให้แพนได้เข้าฝึกฝนใน SPECIAL WORKSHOP FOR FILM นานถึง 10 เดือนค่ะ ”SIX CHARACTERS มายาพิศวง กำลังอยู่ในขั้นตอนการถ่ายทำ..-(016)

ชวนศิลปินไทยคุยเรื่องสิทธิมนุษยชนและศิลปะในยุคโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/620566

ชวนศิลปินไทยคุยเรื่องสิทธิมนุษยชนและศิลปะในยุคโควิด-19

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 12.33 น.

ในโอกาสวันสิทธิมนุษยชนสากล ปีพ.ศ. 2564 คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จัดแคมเปญสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน  โดยจะมีไฮไลท์เป็นงานเสวนาออนไลน์กับศิลปินมากความสามารถ  อาจารย์ผู้สอนศิลปะ และผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน ในหัวข้อเรื่องบทบาทของศิลปะในการผลักดันให้สิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและชีวิตประจำวัน

เป้าหมายของการรณรงค์ในครั้งนี้ คือการนำงานศิลปะมาเป็นสื่อกลางในการเสริมสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน  ควบคู่ไปกับการตอกย้ำความมุ่งมั่นทั้งของสหภาพยุโรปและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่จะร่วมกันส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

กิจกรรมในปีนี้ประกอบไปด้วยงานเสวนาออนไลน์ และแคมเปญวิดีโอที่มีศิลปินชื่อดังของไทยมาเข้าร่วม อันได้แก่ กนิษฐรินทร์ ไทยแหลมทอง ศิลปินนักวาดภาพประกอบ นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์ ศิลปินผู้ส่งเสริมความหลากหลายทางเพศผ่านศิลปะการจัดดอกไม้ นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจ ผู้ช่ำชองในการหยิบของโบราณมาตีความใหม่ และ พิเชษฐ กลั่นชื่น นักเต้นผู้นำศิลปะการแสดงมาจุดประกายความคิดด้านประเด็นทางสังคม

การรณรงค์เริ่มด้วยวิดีโอ “ศิลปะและสิทธิมนุษยชนท่ามกลางวิกฤตโควิด” ที่นำเสนอมุมมองของศิลปินทั้งสี่เกี่ยวกับบทบาทสำคัญของศิลปะในการเป็นสื่อกลางสำหรับถ่ายทอดประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19  ให้สาธารณชนทั่วไปได้ตระหนักให้มากขึ้น

“พอมีวิกฤตเข้ามา มันก็มีตัวเร่งปฏิกิริยาตรงนี้เข้ามา ทำให้มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น” คุณกนิษฐรินทร์กล่าว “จากคนที่ถูกลิดรอนสิทธิในสังคมหรือคนที่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ครบถ้วนอยู่แล้ว มันยิ่งถูกโควิดกดให้อะไรๆ มันแย่ลงไปอีก”

คุณนักรบกล่าวเสริมจากมุมมองของผู้สร้างสรรค์งานศิลปะว่า “การที่คนมาดูงานศิลปะ มันทำให้รู้สึกว่ากลไกเรื่องเสรีภาพของเราแสดงออกมาได้ มันก็เป็นประตูบานหนึ่งที่ทำให้เราก้าวไปไกลกว่านั้น เราอาจจะไปค้นคว้าต่อ คิดต่อ หรือไปต่อยอดต่อ มันอาจมาพร้อมความตระหนักรับรู้บางอย่างที่เราไม่เคยได้คิดและตระหนักถึงสิ่งๆ นั้น”

นอกจากการร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านวิดีโอนี้แล้ว เหล่าศิลปินทั้งหลายยังจะมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของศิลปะในการสร้างความตระหนักรู้ต่อสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และความเหลื่อมล้ำในสังคม ในงานเสวนา “’วาดสิทธิด้วยงานศิลป์’ จับเข่าคุยเรื่องศิลปะกับสิทธิมนุษยชนในยุคโควิด” โดยจะมี ผศ. เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และผศ. ปวิตร มหาสารินันทน์ อดีตผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครมาร่วมเสวนาด้วย   

เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ฯพณฯ เดวิด เดลี ได้กล่าวถึงผลกระทบของไวรัสต่อสิทธิมนุษยชนไว้ว่า   “เราได้เห็นหลายๆ ประเทศพยายามต่อสู้กับโควิด 19 ด้วยการปิดเมือง  ทั้งปิดเพียงบางส่วนและปิดทั้งหมด  มีการออกมาตรการมาห้ามคนออกนอกบ้านในเวลากลางคืน  จำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชน ฯลฯ โดยมองว่าการล็อคดาวน์นี่มันจำเป็นสำหรับการรักษาความปลอดภัยทางสาธารณสุข”

“แต่ที่ต้องคำนึงมากก็คือ  ทำอย่างไรเราถึงจะไม่ทำเกินกว่าที่จำเป็นต้องทำ  และเราก็ต้องเข้าใจด้วยว่า   การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนนั้นไม่ใช่การทำลายความมั่นคงของสาธารณสุข  สองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน เพียงแต่ว่าทำอย่างไรให้มาตราการที่ออกมาได้สัดส่วนกับสถานการณ์ และใช้มาตราการนั้น ๆ เฉพาะในระยะสั้น นี่คือการสร้างความสมดุล”

อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ฯพณฯ เรืองศักดิ์ สุวารี กล่าวเสริมว่า   “สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคนในวงกว้าง ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต  การใช้ศิลปะแขนงต่างๆ เป็นเครื่องมือสื่อสาร จะช่วยเสริมสร้างสังคมให้เกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับหลักการสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ขยายช่องทางให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น”

งานเสวนา ’วาดสิทธิด้วยงานศิลป์’ จับเข่าคุยเรื่องศิลปะกับสิทธิมนุษยชนในยุคโควิดนี้  จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม 2564 เวลา 16.00 น. – 18.00 น. โดยมีณัชชานันท์ เลียงอรุณวงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ European Union in Thailand

แม้งานเสวนาออนไลน์นี้จะจัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรำลึกถึงวันสิทธิมนุษยชน ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี  แต่คุณพิเชษฐก็ให้ความเห็นว่า  การนำเรื่องสิทธิมนุษยชนมาแลกเปลี่ยนถกเถียงกันนั้นไม่ควรจะถูกจำกัดอยู่แค่ในวันใดวันหนึ่ง

“ตลอดทั้งชีวิตเรา เราจะต้องปกป้องความเป็นเรา เราจะต้องปกป้องสิทธิของเรา” คุณพิเชษฐกล่าว “งานสิทธิมนุษยชนไม่มีอีเวนต์ มันจะต้องเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย”

ติดตามชมคลิปสัมภาษณ์และรายละเอียดเกี่ยวกับงานเสวนาได้ทางเฟซบุ๊กของคณะผู้แทนสหภาพยุโรป  https://www.facebook.com/EUinThailand

‘บุ๋ม ปนัดดา’ป่วยหนักเข้าห้อง ICU ลูกสาวคอยอัพเดตอาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/620445

'บุ๋ม ปนัดดา'ป่วยหนักเข้าห้อง ICU ลูกสาวคอยอัพเดตอาการ

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.57 น.

6 ธ.ค.64 ทำเอาแฟนๆ เป็นห่วงไปตามๆ กัน เมื่อ น้องอันดามัน ลูกสาว บุ๋ม ปนัดดา ได้โพสต์ภาพของคุณแม่ขณะอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่ห้อง ICU ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง พร้อมแจ้งข่าวว่า “แม่ขอหยุดงานหนึ่งวัน เนื่องจากต้องเข้าห้องไอซียู ส่วนอาการอัปเดตเป็นยังไง จะแจ้งอีกทีนะคะ-อันดามัน”

 ทั้งนี้ได้มีหลายคนแสดงความเป็นห่วง เข้ามาถามไถ่อาการว่าเกิดอะไรขึ้น และส่งกำลังใจขอให้ บุ๋ม ปนัดดา หายดีโดยเร็ว ก่อนที่ น้องอันดามัน จะมาอัปเดตถึงสาเหตุของการเข้า ICU ครั้งนี้ของคุณแม่ พร้อมทั้งช่องทางการติดต่อ ดังนี้

“เนื่องจากมีหลาย ๆ ท่านโทร.หาคุณแม่เยอะมาก คุณแม่ยังอยู่ในห้องไอซียู เนื่องจากอาการภูมิแพ้กำเริบรุนแรง ใครจะติดต่อในช่วงนี้ โทรหาพี่นก 081-990-**** นะคะ ขอบคุณค่ะ”

แนวหน้าออนไลน์ก็ขอร่วมส่งกำลังใจให้ บุ๋ม ปนัดดา หายป่วยในเร็ววันค่ะ

สวยไม่สร่าง! ‘มาช่า วัฒนพานิช’สวมผ้าไทยทำบุญในวัย 51 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/620438

สวยไม่สร่าง! 'มาช่า วัฒนพานิช'สวมผ้าไทยทำบุญในวัย 51 ปี

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.22 น.

6 ธ.ค.64 สวยไม่สร่างจริงๆ สำหรับนักร้องและนักแสดงรุ่นใหญ่ “มาช่า วัฒนพานิช” ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวออกมาโพสต์รูปนุ่งผ้าถุง สวมเสื้อผ้าไหมไทยดีไซน์เก๋ งามสง่า เข้าวัดทำบุญเนื่องในวันพ่อแห่งชาติและวันเกิดลูกชาย ผ่านอินสตาแกรม @marshairis

โดยระบุข้อความแคปชั่นบอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับงานทำบุญครั้งนี้ว่า “ไปทำบุญต้ังแต่ตี 5 ได้ทำบุญ ใน Father’s Day และ my Son’s birthday ขอบคุณอย่างมาก ที่ได้ออกไปทำด้วยตัวเองคนเดียวทั้งวัน จนถึง 2 ทุ่มถึงกลับมาบ้าน มาลงวันนี้ รัก และคิดถึง ออกจากบ้านไปทำคนเดียวเลยตอนตี 4 กว่า ใจอยากไปมากค่ะ ดีใจได้เป็นเจ้าภาพกับ ‘ส่งบุญ’ และจะทำต่อไปจนถึงสิ้นเดือนนะ (ภาพโดย) kon_teaw_wat”

“ตั้งใจอย่างมากค่ะวันดีดีเช่นนี้ ให้ส่งทุกคนไม่ว่าจะเป็นไครก็ตาม ขอผลบุญจงส่งให้ท่านมีความสุขกายสุขใจ พ้นภัยทั้งปวง มาโรกาสังรภันตุมา”