สตาร์ทความสุข แชร์โมเม้นท์แห่งความอบอุ่น สนับสนุนงานฝีมือชาวเขา

วันที่ 28 พ.ย. 2564 เวลา 10:15 น.สตาร์ทความสุข แชร์โมเม้นท์แห่งความอบอุ่น สนับสนุนงานฝีมือชาวเขาห้างโรบินสัน สตาร์ทความสุขส่งท้ายปี ชวนเหล่าเซเลบริตี้แชร์โมเม้นท์ความอบอุ่น พร้อมสนับสนุนงานฝีมือชาวเขา เพื่อสร้างความสุขที่ยั่งยืนในสังคม

ออกสตาร์ทความสุขส่งท้ายปี ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัลรีเทล ร่วมส่งความแฮปปี้ผ่านแคมเปญดีๆ ด้วย ‘Robinson Celebration Sale 2022’ (โรบินสัน เซเลเบรชั่น เซล 2022) สร้างสีสันความสุขแบบ 360 องศา ในคอนเซ็ปต์ ‘สุขกัน สตาร์ทNow!’ เพื่อเป็นของขวัญให้นักช้อปทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 4 ม.ค. 2565 ที่ห้างโรบินสันทุกสาขาทั่วประเทศ

สเตฟาน จูเบิร์ท โต้โผใหญ่ในการสตาร์ทความสุขครั้งนี้ กล่าวว่า “ห้างโรบินสัน ขอจัดเต็มความพิเศษเริ่มตั้งแต่บรรยากาศการตกแต่งห้างฯ ในธีม ‘Flower Christmas Festival’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Greenery’ ที่เน้นการใช้วัสดุตกแต่งแบบรีไซเคิล 100% เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นจุดเช็คอินถ่ายภาพของคนรักการถ่ายรูป และไฮไลท์ที่สำคัญกับการสร้างความสุขที่ยั่งยืน ด้วยการนำเอา ‘ปอมปอมไหมพรม’ งานฝีมือของชาวเขา 10 ชุมชน 4 หมู่บ้าน 3 ชนเผ่า ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอคลองลาน จ.กำแพงเพชร รวมทั้งสิ้นกว่า 100,000 ชิ้น มาสร้างสีสันสวยงามทั่วทั้งห้างฯ เพื่อเป็นการสนับสนุน และสร้างรายได้ให้แก่ชาวเผ่า พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้แชร์ความสุข ส่งต่อความช่วยเหลือผ่านการช้อปหน้ากากและถุงมือ Central Tham x Qvira ตามจุดขายและช่องทางออนไลน์ภายใต้กลุ่มธุรกิจในเครือเซ็นทรัล โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายนำเข้าโครงการ ‘ทำด้วยใจ ไฟท์โควิด-19’ (Help Thai Fight COVID-19) เพื่อสนับสนุนแก่ 3 กองทุนวิจัยวัคซีนและยาป้องกันยับยั้งเชื้อไวรัส COVID-19 ได้แก่ โครงการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อลดการแพร่กระจายไวรัสโควิด-19 โดยคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล, กองทุนวิจัยโครงการป้องกันและช่วยเหลือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และสนับสนุนทุนวิจัยวัคซีนและยายับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

รวมทั้งความพิเศษอื่นๆ มากมาย อย่างกระดาษห่อของขวัญ และ Gift Card ลายพิเศษ อีกทั้งกิจกรรมสุดสนุกภายในห้างฯ อย่างบิ๊กอีเว้นท์เปิดไฟต้นคริสมาสต์สุดยิ่งใหญ่ประจำปีที่สาขาลาดกระบัง และอีกหลากหลายกิจกรรมแห่งความสุข ภายใต้มาตรการด้านสุขอนามัยที่เคร่งครัดขั้นสูงสุด ‘Robinson Clean & Safe’ ซึ่งโรบินสันหวังว่าจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุด ที่จะช่วยสร้างความสุขสุดประทับใจส่งท้ายปีให้ลูกค้า ทั่วประเทศ”

งานนี้ ห้างโรบินสัน ยังชวนเหล่าเซเลบริตี้มาร่วมออกสตาร์ทความสุข พร้อมแชร์โมเม้นท์แห่งความอบอุ่นที่วางแผนไว้ในเทศกาลแห่งความสุขที่ใกล้จะมาถึงนี้ เริ่มที่…เซเลบริตี้คู่รักอย่าง อิ๊ก – กฤษณ กังวานณรงค์กุล และ ออร่า ธัณย์สิตา กังวานณรงค์กุล กล่าวว่า “ปกติในช่วง Celebrate ปลายปี เป็นช่วงที่เราสองคนชอบมาก เพราะด้วยกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นมันเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุข ความทรงจำดีๆ ซึ่งปกติเราก็จะมีการนัดทานข้าวแลกของขวัญกันกับกลุ่มเพื่อนๆ วันนี้ก็เลยแวะมาที่ห้างโรบินสัน เพื่อเตรียมช้อปพร้อมรับกิจกรรมความสุข ชอบตรงที่มีไอเท็ม Gift Set น่ารักๆ ให้เลือกเยอะมาก แถมในห้างยังตกแต่งได้สวยถูกใจ ทำเอาต้องช้อปไป ถ่ายรูปไป แฮปปี้สุดๆ เลยค่ะ”

ด้านคุณแม่เซเลบริตี้อย่าง อ้อ – นันทนัช มงคลรัตนชาติ ที่ขอควงคู่ลูกชาย น้องเติร์ด – อัครกิตติ์ มงคลรัตนชาติ มาช้อปของขวัญในช่วงเทศกาลแห่งความสุข พร้อมกล่าวว่า “ช่วงเทศกาลปลายปีแบบนี้ อ้อก็จะต้องเตรียมแพลนเรื่องการหาซื้อของขวัญเพื่อมอบความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้คนที่เรารัก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีมอบให้กับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ใหญ่ในบ้าน และก็มีกลุ่มเพื่อนๆ ส่วนของลูกก็จะพิเศษขึ้นมานิดนึง คือ เราจะมีแอคทิวิตี้แต่งบ้านให้เข้ากับเทศกาล และตกแต่งต้นคริสต์มาสที่บ้านร่วมกันทุกปี และก็จะแอบมีของขวัญวางเซอร์ไพรส์ให้เค้าหลายๆ กล่อง วันนี้ก็เลยถือโอกาสชวนน้องเติร์ดมาช้อปที่โรบินสันเตรียมพร้อมกันซะหน่อย น้องเติร์ดแฮปปี้มาก เพราะห้างตกแต่งสวยงาม แถมมีของถูกใจให้เลือกเยอะ ทำเอาเราสองคนแม่ลูกช้อปกันเพลินเลยค่ะ”

มาร่วมสตาร์ทความสุขด้วยกัน กับแคมเปญ ‘Robinson Celebration Sale 2022’ ตั้งแต่วันนี้ – 4 ม.ค.65 ที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสันทุกสาขาทั่วประเทศ รวมทั้งหลากหลายช่องทางการ ช้อปปิ้งสุดสะดวกของห้างฯ

Jaspal x Smiley คอลเลคชั่นใหม่เพื่อความสดใสส่งท้ายปี 2564

วันที่ 26 พ.ย. 2564 เวลา 10:50 น.Jaspal x Smiley คอลเลคชั่นใหม่เพื่อความสดใสส่งท้ายปี 2564Jaspal เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ “Jaspal x Smiley” เพื่อมอบเป็นของขวัญ ผ่านตัวแทนรอยยิ้มและความสุขต้อนรับปีใหม่ ร่วมกับ SMILEY ICONIC ระดับโลก!!

เทศกาลแห่งความสุขที่ทุกคนรอคอยใกล้เข้ามา หากนึกถึงตัวแทนแห่งความสุขและรอยยิ้ม หลายคนคงนึกถึงไอคอนยอดฮิตที่มีรอยยิ้มสดใส อย่าง Smiley วงกลมหน้ายิ้มสีเหลืองที่เป็นตำนานสื่อความรู้สึกของคนทั้งโลก และในช่วงใกล้เทศกาลแห่งความสุขแน่นอนว่า Jaspal ก็ไม่พลาดที่จะนำความสุข ส่งมอบของขวัญ มาแจกจ่ายให้กับทุกคน ด้วยการคอลาบอเรชั่นกับแบรนด์ไอคอนระดับโลกอย่าง Smiley

หากใครเป็นแฟน Jaspal ก็คงรู้กันดีว่าแบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติไทยรายนี้พยายามมุ่งมั่นสรรหาความตื่นเต้น และสร้างความสดใหม่ให้กับแบรนด์อยู่เสมอ จึงทำให้ในทุกๆ ปี จะมีการคอลาบอเรชั่นกับดีไซเนอร์หรืออาร์ตติสท์ชื่อดังอย่างต่อเนื่อง และในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ เหล่าสาวก Jaspal และ Smiley ต้องตื่นตาตื่นใจ เตรียมตัวรับความสดใสเอาไว้ให้ดี เพราะคอลาบอเรชั่นใหม่ล่าสุด!  Jaspal x Smiley จะมีแต่ความสนุกสดใสมากกว่าที่เคย เพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข การส่งมอบของขวัญ การเฉลิมฉลองรับปีใหม่นี้ ด้วยแฟชั่นเสื้อผ้าและแอคเซสเซอรี่เอาใจทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายกว่า 92 SKU เอาใจสายปาร์ตี้ เพราะมาในคอนเซปต์ All Day All Night Happy สนุกกันได้ตลอดเวลา โดยการคอลแลปในครั้งนี้ยังถือเป็นการเฉลิมฉลองให้กับ    แบรนด์ Smiley ที่มีอายุครบ 50 ปี ตั้งแต่การถือกำเนิดในปี 1972 อีกด้วย

คอลาบอเรชั่นใหม่นี้ ถือเป็นการออกแบบที่ดึงจุดเด่นของทั้ง 2 แบรนด์ออกมาได้อย่างโดดเด่น ทั้งความสดใสความอ่อนหวาน จากรอยยิ้มของไอคอน Smiley แต่ก็ไม่ทิ้งความสมาร์ท, feminine ที่มีความทันสมัย comtemporay ของ Jaspal ได้อย่างลงตัว จึงทำให้คอลเลคชั่นนี้น่าค้นหา และสดใสไปพร้อมกัน รวมถึงการผสมผสานดีไซน์แบบสตรีทให้ดูสนุกสนาน และลูกเล่นสีสันสุดจี๊ดจ๊าดด้วยดีเทลที่เน้นการปักเลื่อมให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ส่วนโทนสีที่เลือกใช้ จะเป็นสีสันสดใสอย่างเช่น สีเหลือง สีชมพู และสีทอง โทนสีเข้มของคุณผู้ชายอย่าง สีดำและสีขาวแมทช์กับความเป็นดาร์กไนท์ที่ให้ความรู้สึกสุขุมแต่ก็สนุกได้เช่นกัน เรื่องคุณภาพของเนื้อผ้าถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ ทีม Jaspal เฟ้นหาเนื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองไทย แต่ยังคงความพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี

Jaspal ขอมอบคอลาบอเรชั่นสุดพิเศษ Jaspal x Smiley เพื่อเป็นของขวัญส่งท้ายปี 2564 เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสดใสให้กับลูกค้าทุกท่าน ใครที่กำลังมองหาของขวัญชิ้นเด็ด สำหรับคนโปรดในเทศกาลส่งมอบความสุขนี้ ต้องไม่พลาดกับเสื้อผ้าและเครื่องประดับกว่า 92 รายการโดยแบ่งเป็นเสื้อผ้าผู้หญิง 52 รายการ ที่มีให้เลือกทั้ง Dress, Jumpsuit, Co-ord, Knitwear, Jacket, T-shirt, Skirt ,Pants และเครื่องประดับ กับไลฟ์สไตล์โปรดักส์อีก 27 รายการ เช่น กระเป๋า,หมวก,ผ้าพันคอ, แว่นตา, แมส ฯลฯรวม และสินค้าแฟชั่นผู้ชายอีก 13 รายการที่สำคัญทุกชิ้นใส่สบายและดูดีแน่นอน

คอลเลคชั่น Jaspal x Smiley การคอลาบอเรชั่นกับ ICONIC ระดับโลก เริ่มวางจำหน่ายแล้ววันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ที่ร้าน Jaspal 45 สาขาทั่วประเทศ 

คอลเลคชั่นใหม่ : BTS X Samsonite Red แรงบันดาลใจจากเพลง Dynamite

วันที่ 25 พ.ย. 2564 เวลา 09:12 น.คอลเลคชั่นใหม่ : BTS X Samsonite Red แรงบันดาลใจจากเพลง DynamiteSamsonite เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ “BTS X Samsonite Red” กับสินค้า 11 ชนิด ผสานกลิ่นอายสไตล์ป๊อปย้อนยุค แรงบันดาลใจจากเพลง “Dynamite” ของวง BTS

ตื่นตาตื่นใจกับคอลเลคชั่นใหม่จาก Samsonite RED แบรนด์กระเป๋าระดับโลกที่ล่าสุดเปิดตัวคอลเลคชั่น “BTS X Samsonite Red” ผสมผสานธีมดนตรีของเพลง “Dynamite” จากบอยแบนด์ชื่อดังอย่างวง BTS และแคมเปญ “From Red to Purple” เข้าด้วยกัน คอลเลคชั่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงสุดฮิต “Dynamite” โดยมีผลิตภัณฑ์ 3 เซ็ต ทั้งหมด 11 ชิ้น เช่น กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือขนาดเล็กสำหรับพกพา กระเป๋าสะพายข้าง และเคสขนาดเล็ก เป็นต้น ซึ่งสะท้อนถึงกลิ่นอายเพลงป๊อปย้อนยุคจากเพลงและมิวสิควิดีโอ “Dynamite” เพลงแรกของวง BTS ที่ขึ้นชาร์ต Billboard Hot 100 ซึ่งท่วงทำนองอันแสนมีชีวิตชีวาของบทเพลงดังกล่าวเปรียบเสมือนการส่งต่อข้อความสร้างกำลังใจไปสู่แฟนเพลงทั่วโลกให้ผ่านพ้นช่วงสถานการณ์ ณ เวลานี้ นอกจากนี้ เพลงนี้ยังติดอันดับ “500 Greatest Songs of All Time” โดยนิตยสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอย่าง Rolling Stone อีกด้วย

BTS x Samsonite Red นำสี Sheer Violet มาเป็นสีหลักของคอลเลคชั่นนี้ เนื่องจากเป็นสีประจำวง ของวง BTS กระเป๋าเดินทางซึ่งเปิดตัวในขนาด 22 นิ้ว มาพร้อมกับแผ่นเหล็กที่ด้านหน้า สลักทั้งโลโก้ “Dynamite” และลายเส้นสะท้อนตัวตนของสมาชิกวง BTS ทั้ง 7 คน กระเป๋าเดินทางแต่ละใบมาพร้อมกับ สติกเกอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลายกราฟฟิกจากเพลง “Dynamite” เช่น “Tonight”, “Ping Pong” และ “Stars” ซึ่งช่วยให้แฟนๆ สามารถปรับแต่งฝาครอบกระเป๋าเดินทางได้ ภายในตกแต่งด้วยสีฟ้าพาสเทล ที่เข้ากับอาร์ตเวิร์คของเพลง “Dynamite”

คอลเลคชั่นนี้ยังมีกระเป๋าถือขนาดเล็กสำหรับพกพาหรือจะเกี่ยวไว้กับกระเป๋าเดินทางก็ได้ และเคสขนาดเล็ก ที่สามารถติดเข้ากับกระเป๋าหรือกระเป๋าเดินทางได้ กระเป๋าสะพายข้างมาพร้อมสายรัดที่ปักโลโก้ “Dynamite” และสามารถเปลี่ยนเป็นกระเป๋าคาดอกได้ พื้นที่กระเป๋าจุของได้เยอะเหมาะสำหรับโอกาสต่างๆ เช่น การเดินทางระยะสั้นและการตั้งแคมป์!

นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมการเดินทางต่างๆ ที่จะมาพร้อมกันในเซ็ต เช่น ที่ใส่บัตร ป้ายชื่อ และปกหนังสือเดินทาง ที่ออกแบบตามคอนเซ็ปต์ “ไดนามิค” ได้ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับรสนิยมและความต้องการ ของผู้บริโภคแต่ละคน นอกจากนี้บุด้านในทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ (ยกเว้นป้ายชื่อ) ใช้เทคโนโลยียับยั้งแบคทีเรียและเชื้อราโดย Microban®

Paul Melkebeke ประธานกรรมการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางของแซมโซไนท์ กล่าวว่า สีแดงของ Samsonite Red และสีม่วงของ BTS เป็นสีแรกและสีสุดท้ายของสายรุ้ง คอลเลคชั่น “BTS x Samsonite Red” นี้ประกอบไปด้วยสินค้าที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองรสนิยมของคนเจเนอเรชั่น Z ที่มีความหลากหลายราวกับสายรุ้ง ในวิดีโอแคมเปญ “From Red to Purple” ลำแสงสีแดงและสีม่วงพร้อมกับเพลงประกอบฉากแนวดิสโก้ป๊อป ซึ่งแสดงถึงการเจอกันของความสวยงามระหว่าง Samsonite Red และ BTS

คอลเลคชั่น “BTS x Samsonite Red” จะเปิดตัวที่ประเทศไทยในเดือนธันวาคม 2021 โดยสามารถชื่นชม คอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ได้ที่ช็อปแซมโซไนท์สาขา สยาม พารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ ไอคอนสยาม เซ็นทรัลลาดพร้าว เอ็มโพเรียม เมกาบางนา เซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัลปิ่นเกล้า และเซ็นทรัลพระราม 9 รวมไปจนถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ Samsonite.co.th, Lazada และ Shopee อีกด้วย

นิทรรศการแสดงประวัติศาสตร์เรือนเวลาซีรี่ย์ที่สาม Lotus Arts de Vivre x Obsidian Objets d’Art

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668996

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 13:55 น.นิทรรศการแสดงประวัติศาสตร์เรือนเวลาซีรี่ย์ที่สาม  Lotus Arts de Vivre x Obsidian Objets d’ArtLotus Arts de Vivre x Obsidian Objets d’Art : WOMEN are FOREVER – A vintage Cartier Collection หนึ่งในนิทรรศการห้ามพลาดประจำปี ที่รวบรวมเรือนเวลาสุภาพสตรีระดับตำนานจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมโชว์ที่สุดของล้ำค่าที่หาดูชมได้ยากมากกว่า 34 เรือน คาร์เทียร์เลิฟเวอร์และนักสะสมของวินเทจชาวไทยไปชมแบบเอ็กซ์คลูซีฟได้ตั้งแต่ 25 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2564

นิกกี้ วอน บูเรน ประธานกรรมการบริหาร Lotus Arts de Vivre (โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์) แบรนด์จิวเวลรี่และของตกแต่งบ้านระดับโลกที่รวบรวมผลงานมาสเตอร์พีซโดยช่างฝีมือชั้นสูงตั้งแต่ปี 2525 จับมือกับ มร.แฮรี่ เฟน นักสะสมและผู้เชี่ยวชาญด้าน “คาร์เทียร์ วินเทจ” ระดับโลก อีกทั้งยังเป็นเจ้าของ แบรนด์ Obsidian Objets d’ Art (ออบซิเดียน ออบเจคท์ เดออาร์ต) แห่งกรุงลอนดอน อันโดดเด่นในเรื่องนาฬิกา จิวเวลรี่ และงานศิลป์ชั้นสูงที่นักสะสมทั่วโลกต่างรู้จักเป็นอย่างดี จัดนิทรรศการแสดงประวัติศาสตร์เรือนเวลาซีรี่ย์ที่สาม ในชื่อ Lotus Arts de Vivre x Obsidian Objets d’Art : WOMEN are FOREVER – A vintage Cartier Collection หนึ่งในนิทรรศการห้ามพลาดประจำปีอันรวบรวมเรือนเวลาสุภาพสตรีระดับตำนานที่ใช้เวลาเสาะหามาอย่างยาวนานจากทั่วทุกมุมโลก และเรียกได้ว่าหาดูชมได้ยากกว่า 34 เรือน มาให้เหล่าคาร์เทียร์เลิฟเวอร์และนักสะสมของวินเทจชาวไทยได้ชมแบบเอ็กซ์คลูซีฟ รวมถึงมีโอกาสได้ครอบครองอีกด้วย เพื่อตอบสนองกระแสความนิยมของนาฬิกาวินเทจคาร์เทียร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในยุคปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละชิ้นถูกเก็บรักษาและคัดเลือกอย่างพิถีพิถันโดย มร.แฮรี่ เฟน นั่นเอง ร่วมด้วย ฟรานเชสกา คาร์เทียร์ บริคเคล ทายาทคาร์เทียร์รุ่นที่ 6 และนักเขียนเจ้าของผลงาน The Cartiers: The Untold Story of the Family Behind the Jewelry Empire ที่มาเผยเบื้องหลังเกี่ยวกับ คาร์เทียร์ แฟมิลี่ และถ่ายทอดเรื่องราวของคาร์เทียร์วินเทจในแง่มุมของผู้หญิงที่คุณอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ช่วงศตวรรษที่ 20 ถือเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก คงไม่มีใครคาดคิดว่าตอนปี 1900 ช่วงเวลาที่โลกไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า โทรศัพท์ หรือรถยนต์ แต่อีก 100 ปีต่อมากลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นปรากฏการณ์ขั้นสุดในหลาย ๆ ด้าน โดยหนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นภูมิทัศน์วงการแฟชั่นของเหล่าสุภาพสตรีที่หลุดพ้นจากพันธนาการและค่านิยมในแบบดั้งเดิม เช่นเมื่อคุณหวนคิดถึงวงการแฟชั่นในปี 1900 ดีไซน์ในยุคนั้นมักมาในรูปแบบกระโปรงยาวเข้ารูป เน้นเรือนร่างและปิดถึงช่วงคอ ก่อนเข้าสู่ยุครุ่งโรจน์ทางการออกแบบในปี 1920 เมื่ออิทธิพลของแบรนด์ Chanel มอบอิสรภาพและปรับเปลี่ยนดีไซน์เครื่องแต่งกายให้สาว ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะที่ปัจจุบันแฟชั่นเต็มไปด้วยความหลากหลาย บ้างก็นำมาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น แต่เชื่อหรือไม่? สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนนับตั้งแต่วันแรก ๆ ของศตวรรษที่ 20 ไปจนถึงต้นศตวรรษที่ 21 นั่นก็คือ สุภาพสตรีมักสวมใส่นาฬิกาข้อมือเสมอ ทั้งที่ความเป็นจริงในยุคก่อนเพียงแค่สุภาพสตรีเหลือบมองดูเวลาบนข้อมือ ก็ถือว่าเป็นการเสียมารยาทเป็นอย่างมากแล้วก็ตาม

กิมมิคของนิทรรศการครั้งนี้จึงต่างไปจาก 2 ครั้งก่อน โดยโฟกัสไปที่เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 20 ผ่านเรือนเวลาสุภาพสตรี ที่สร้างสรรค์โดยแบรนด์เครื่องประดับระดับตำนานอย่าง Cartier ลองจินตนาการดูว่า มันน่าตื่นเต้นแค่ไหนที่คุณจะได้สัมผัสมุมมองด้านแฟชั่นบนเรือนเวลาผ่านสายตาของ “ผู้ผลิตเครื่องประดับให้ราชา และเป็นราชาแห่งเครื่องประดับ”

โดยช่วงแรกเราจะพาคุณไปสำรวจนาฬิกาข้อมือประดับเพชรของช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เรื่อยมา จนถึงช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือราวยุค 1915-1930 ซึ่งถือเป็นยุคทองแห่งการสวมใส่เครื่องประดับเลยก็ว่าได้ – ทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่าแม้จะมีผู้ผลิตเครื่องประดับสวยหรู ราคาแพงมากขึ้นกว่ายุคก่อน แต่กลับเป็นเรื่องยากมากที่จะเห็นผู้คนเฉิดฉายด้วยเครื่องประดับเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่กรอบของสังคมในยุค 1920 และ 1930 กลับสวนกระแส เพราะหากคุณไม่มีเครื่องประดับติดตัวสักชิ้น อาจตีความได้ตรงตัวว่า คุณยังไม่พร้อมออกจากบ้าน หรือ เข้าร่วมสังคม

ซึ่งภายในนิทรรศการ เรือนเวลาที่นำมาจัดแสดงในช่วงยุคดังกล่าวมีครอบคลุมกว่า 14 แบบ ตั้งแต่เรือนเวลาขนาดจิ๋ว ไปจนถึงนาฬิกาข้อมือไซส์ใหญ่ล้อมรอบด้วยเพชร หรือแม้แต่จับคู่ตัวเรือนกับสร้อยข้อมือไข่มุก นอกจากนี้สิ่งที่เราต้องการสะท้อนให้เห็นก็คือ จินตนาการของนักออกแบบในการสร้างสรรค์ชิ้นงานแต่ละชิ้นช่างแฝงไปด้วยเรื่องราวอันแสนพิเศษเหลือเกิน

และนี่คือ 8 ชิ้นเด่น พร้อมด้วย Crash ราชาแห่งเรือนเวลาประดับเพชรที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปัจจุบัน

1. Diamond Set Wristwatch, 1920 (B.8897)

นาฬิกาข้อมือประดับเพชรปี ค.ศ 1920 โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่โค้งมนพร้อมตัวเรือนสี่เหลี่ยมแบบโปร่งประดับเพชรโรสคัท ขาตัวเรือนมาในดีไซน์ฉลุพร้อมกับหัวเข็มขัดแบบบานพับประดับเพชรดั้งเดิม ที่สำคัญมาพร้อมกลไกไขลานที่บางมากและเคสที่ออกแบบให้สวมใส่สบาย เรียกได้ว่าเป็นโมเดลที่ดึงดูดความสนใจของเหล่าสุภาพสตรียุคนั้นได้ไม่ยาก เพราะหลอมรวมความหรูหรา ประณีต และมีดีไซน์ ไว้ในเรือนเดียว

2. Cartier Diamond and Natural Pearl Lady’s Wristwatch, 1919 (B.8995)

แม้ขนบแบบดั้งเดิม ผู้หญิงไม่สามารถแม้แต่ชำเลืองมองดูนาฬิกาข้อมือของพวกเธอได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เสียมารยาท แต่การวางตำแหน่งหน้าปัดเข็มนาฬิกาเยื้องศูนย์ของเรือนเวลารุ่นนี้ กลับทำให้สาว ๆ หลายคนบอกเวลาได้ทันทีเพียงแค่เหลือบตามองผ่านอย่างรวดเร็ว โดยโมเดลที่นำมาจัดแสดงถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาข้อมือประดับเพชรที่ยอดเยี่ยมและหายากที่สุดของ คาร์เทียร์ ในยุค ค.ศ. 1920 มาในดีไซน์หน้าปัดโปร่ง ทรงรูปไข่ เข็มนาฬิกาแบบเยื้องศูนย์ ประดับรอบ ๆ ด้วยเพชรโรสคัท มาพร้อมรูปทรงหน้าปัดแบบดั้งเดิมจาก คาร์เทียร์ ทั้งยังผสานลูกเล่นด้วยสายนาฬิกาถักทอด้วยไข่มุกสีเทาบริสุทธิ์และเพชรโรสคัทน้ำงาม

3. Cartier Diamond and Black Onyx Set Wristwatch, 1921 (B.8996)

ถือเป็นนาฬิกาคาร์เทียร์ที่เข้าใจความต้องการของสุภาพสตรียุคก่อนที่อยากใส่นาฬิกาข้อมือวิบวับราวดั่งสร้อยเพชร โดยแบรนด์สร้างความสะดุดตาด้วยการหยิบเอาอัญมณีแห่งมนต์เสน่ห์อย่าง โอนิคส์ (Onyx) หรือนิลดำ มาตัดกับความแวววาวของเพชรเจียระไนทรงโรสคัทบนดีไซน์หน้าปัดสี่เหลี่ยมได้อย่างลงตัว ขาตัวเรือนประดับเพชรในรูปแบบของศิลปะแนวอาร์ตเดโค (Art Deco) มาพร้อมหลักชั่วโมงโรมันและเข็มทรงเบรเกต์ (Breguet) รวมถึงมาตรนาทีรอบหน้าปัดรูปรางรถไฟหรือ chemin de fer ผลิตขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1921

4. Antique Diamond Set Cocktail Watch, 1919 (B.8553)

ในยุคของเรือนเวลาประดับเพชร แม้จินตนาการต่าง ๆ จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่คาร์เทียร์กลับสร้างสรรค์เรือนเวลาออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่เรือนเวลาขนาดจิ๋วที่ต้องอาศัยทักษะและความประณีตเป็นอย่างมาก ไปจนถึงนาฬิกาขนาดใหญ่ที่สร้างตัวตนได้อย่างน่าจดจำ เรือนเวลาขนาดจิ๋วนี้ถือเป็นความท้าทายที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะขนาดของกลไกที่สร้างความแตกต่างจากเรือนเวลายุคเดียวกันได้อย่างเด่นชัด ทั้งยังเป็นดีไซน์ที่ไม่ว่าเพศไหนต่างจับจ้องที่จะครอบครองทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากภาพถ่ายของมหาราชาแห่งเมืองอินดอร์ (ประเทศอินเดีย) ช่วงปลายยุค ค.ศ. 1920 ที่สวมใส่เรือนเวลาขนาดจิ๋วกับ dress code แบบ white tie เต็มยศ โดยโมเดลที่นำมาจัดแสดงนี้ผลิตระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน ปี ค.ศ. 1929 ถือเป็นรุ่นที่มีความพิเศษเป็นอย่างมาก เพราะตัวเรือนประดับด้วยเพชรหน้าตัดสี่เหลี่ยมแทนที่จะเป็นแบบทรงกลม ส่งผลให้ประกายงามของเพชรมีเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร

5. Antique Round Diamond Set Cocktail Watch, 1919 (B.8416)

ในช่วงต้นยุคศตวรรษที่ 20 แม้ชิ้นงานส่วนใหญ่ของคาร์เทียร์มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ไปที่เรือนเวลาทรงสี่เหลี่ยม แต่ความเป็นจริงแล้วรูปทรงอื่น ๆ ก็สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่างตัวเรือนหน้าปัดกลมชิ้นนี้ ก็ถือเป็นอีกชิ้นงานหายากแห่งยุคก็ว่าได้ และหากมองย้อนไปปี 1907 ซึ่งเป็นยุคที่คาร์เทียร์เริ่มสร้างนาฬิกาข้อมืออย่างจริงจัง จนกลายเป็นสิ่งที่ชนชั้นสูงต่างถวิลหา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณสามารถพบเห็นเหล่าสุภาพสตรีสวมใส่เรือนเวลาประดับเพชรมาประชันกันขณะดื่มด่ำดินเนอร์สุดหรูที่ร้านอาหารเก่าแก่ของฝรั่งเศสอย่าง Maxims เพื่อบ่งบอกถึงฐานะและสร้างการยอมรับในแวดวงสังคม โดยนาฬิกาเรือนนี้ผลิตในปี ค.ศ. 1919 โดดเด่นด้วยดีไซน์ทรงกลม ตัวเรือนแพลตินัมประดับเพชรโรสคัท ขณะที่ขาตัวเรือน 2 ข้าง ออกแบบให้โค้งรับกับตัวเรือนได้อย่างไร้ที่ติ ประดับเพชรหน้าตัดสี่เหลี่ยมและเพชรโรสคัท ราว 3 กะรัต

6. Antique Tank Normale Diamond Set Cocktail Watch, 1922 (B.8420)

Tank Normale คือรุ่นบุกเบิกของตระกูล Cartier Tank เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1919 แม้จะมาในดีไซน์สี่เหลี่ยมแสนคลาสสิกที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจมาจากรถถังตามชื่อรุ่น แต่โมเดลปี ค.ศ. 1922 ที่นำมาจัดแสดง กลับชวนให้รู้สึกตื่นตาไม่น้อยกับการตกแต่งตัวเรือนด้วยเพชรเจียระไนทรงโรสคัท

7. Cartier Platinum and Diamond Watch, 1927 (8418)

อีกเรือนเวลาที่สะท้อนถึงหัตถ์ศิลป์อันละเมียดละไมของแบรนด์ รังสรรค์ขึ้นในยุค 1920 โดยเรือนเวลาขนาดจิ๋วชิ้นนี้กลายเป็นอีกทางเลือกของหญิงสาวในยุคนั้นทันที เพราะนอกจากจะสามารถสวมใส่กับสร้อยข้อมือประดับเพชรได้อย่างกลมกลืนแล้ว ยังเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตาอีกด้วย ซึ่งเรือนที่นำมาโชว์นี้ผลิตในปี ค.ศ. 1927 ประดับด้วยเพชรทรงบาแก็ตต์ที่โดดเด่นอยู่ท่ามกลางเพชรโรสคัทแบบกลม หน้าปัดแสดงหลักชั่วโมงแบบเลขอารบิค ซึ่งถือเป็นสไตล์ที่หายากของคาร์เทียร์ จับคู่สายรัดข้อมือผ้าไหมสีดำ

8. Cartier Diamond and Emerald Wristwatch (B.8729)

ชิ้นงานที่ออกแบบโดนผสมผสานเพชร โอนิคส์ และ มรกตไว้อย่างเข้ากัน ถือเป็นเรือนเวลาตัวอย่างที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์อันสุดขั้วของคาร์เทียร์ที่ต้องการเปลี่ยนนาฬิกาให้เป็นอัญมณีและอัญมณีเป็นนาฬิกา โดยโมเดลนี้ผลิตขึ้นในปี ค.ศ. 1925

Cartier Diamond Crash, 1991 (B.8748)

แม้คาร์เทียร์จะผลิตเรือนเวลาสร้างชื่อมากมายในช่วงศตวรรษที่ 20 แต่ไม่มีเรือนไหนที่กลายเป็นไอคอนของยุคได้อย่าง ‘Crash’ อีกแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1967 เมื่อ มร.ฌอง-ฌาคส์ คาร์เทียร์ ได้เห็นการชนกันของรถบัสสองชั้นและแท็กซี่สีดำในกรุงลอนดอน นำไปสู่การตั้งคำถามในเวิร์คชอปว่า Cartier Tank จะหน้าตาเป็นอย่างไรหากเข้าไปอยู่ในอุบัติเหตุนั้น ซึ่งนักออกแบบได้ระดมความคิดและทำออกมา จนสุดท้ายได้ออกมาเป็นรูปแบบอย่างที่เราเห็นกัน ส่งผลให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่น่าจดจำในลอนดอนยุค 60 ซึ่งเป็นยุคที่วงอย่าง ‘เดอะบีเทิลส์’ โด่งดังอย่างสุดขีด หรือแม้แต่รถยนต์ ‘จากัวร์ อี ไทป์’ อันโดดเด่น และการมาของแฟชั่นกระโปรงสั้น โดยคาร์เทียร์ที่กรุงลอนดอนได้สร้างสรรค์นาฬิกา ‘Crash’ เรือนทองราว ๆ 20 เรือน ในช่วงปี 1967-1987 ก่อนที่ฝ่ายผลิตจะย้ายไปปารีสในปี 1990 ตั้งแต่นั้นมา ‘Crash’ ก็กลายเป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่มีชื่อเสียงที่สุดของ คาร์เทียร์ ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร

สำหรับโมเดลที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ เป็นตัวเรือนประดับเพชร ผลิตขึ้นที่กรุงปารีสในช่วงต้นยุค 1990 ถือเป็นตัวอย่างชั้นเลิศที่สะท้อนถึงหัตถศิลป์ของ คาร์เทียร์ ณ เวลานั้น โดยนาฬิกาเรือนนี้ได้รับการระบุผลิตปีราวๆ ค.ศ. 1991

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่เป็นตำนานและหาชมได้ยากที่เหล่าสุภาพสตรีต่างเลือกมาเป็นบรรทัดฐานของแฟชั่นในยุคสมัยนั้น ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ไอเท็มเหล่านี้ยังคงความอมตะมาจนถึงปัจจุบัน เพราะไม่ว่าคุณจะสวมใส่เรือนเวลาประดับเพชรซึ่งตอนนี้มีอายุมากกว่า 100 ปีเมื่อใดหรือมิกซ์แอนด์แมตช์กับลุคไหน ก็ยังดูไม่ตกยุค และพร้อมสร้างความประหลาดใจให้คุณอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเรือนเวลาดีไซน์คลาสสิก ที่ไม่ได้ตกแต่งด้วย อัญมณีระยิบระยับ และเป็นเพียงตัวเรือนทำจากทองคำ แต่ไม่ว่าจะผ่านกี่ความโกลาหลในช่วงที่เกิดภาวะสงครามและการปฏิวัติ เรือนเวลาอันทรงคุณค่าเหล่านี้ก็ยังสามารถครองใจคนได้ทุกยุคทุกสมัย

ฟรานเชสกา คาร์เทียร์ บริคเคล กล่าวว่า “Motto: Never copy, only create คือสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นว่า คาร์เทียร์สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ผลงานในอดีตทุกชิ้นจึงถ่ายทอดแรงบันดาลใจมาจากสิ่งรอบตัว ไม่ใช่จากชิ้นงานที่มีอยู่ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ หลุยส์ คาร์เทียร์ หนึ่งในสามหลานชายของผู้ก่อตั้งก็เป็นเหมือน สตีฟ จ็อบส์ คือมีความครีเอทีฟสูงมาก มีวิสัยทัศน์ที่ไม่เดินตามใคร ไม่ทำตามแบบแผน พร้อมสร้างความแปลกใหม่อยู่เสมอ เช่น การว่าจ้างสถาปนิกและนักออกแบบภายในมาร่วมทีม เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจวิธีการ และมุมมองในการสร้างสรรค์ชิ้นงานจิวเวลรี่ดีไซน์ใหม่ ๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรือนเวลายุคนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง อีกทั้งในยุคนั้นยังเป็นที่กล่าวขานกันว่า สุภาพสตรีที่นับได้ว่าเป็นสไตล์ไอคอนของยุคสมัย มักสวมใส่เสื้อผ้า Chanel ถือกระเป๋า Hermes และสวมใส่นาฬิกา Cartier จึงเป็นที่มาว่าไม่ว่าคุณจะมาจากแวดวงไหน ทุกคนก็ต่างจับจ้องและเสาะหานาฬิกาคาร์เทียร์มาสวมใส่ เฉกเช่นเหล่าสุภาพสตรีและคนดังมากมายในอดีต นิทรรศการครั้งนี้จึงเป็นอะไรที่พิเศษมาก ที่สามารถรวบรวมเรือนเวลาสุภาพสตรีหายากจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้มากถึง 34 เรือน ฉันเชื่อว่าคุณจะได้ซึมซับชิ้นงานที่วิจิตรตระการตา จากมุมมองอันน่าทึ่งของตระกูล Cartier อย่างแน่นอน”

ขณะที่ มร.แฮรี่ เฟน เสริมว่า “การแสวงหานาฬิกาคาร์เทียร์โดยเฉพาะต้นยุคศตวรรษที่ 20 ถือเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมาก เพราะทุกเรือนมีความสวยงามเฉพาะตัว ทั้งยังผลิตด้วยมือในจำนวนน้อยชิ้น ยกตัวอย่างเช่น Cartier Diamond and Natural Pearl Lady’s Wristwatch, 1919 (B.8995) ที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ คือหนึ่งในเรือนเวลาที่ปล่อยหลุดมือไม่ได้เด็ดขาด เพราะใครเห็นก็อยากจับจอง ด้วยรูปทรงโค้งที่ค่อนข้างสะดุดตาในยุคนั้น และสร้อยข้อมือไข่มุกจากอ่าวเปอร์เซีย – สำหรับผมนาฬิกาวินเทจของคาร์เทียร์จึงเป็นเหมือนชิ้นงานศิลปะที่จับต้องได้ และไม่ว่าคุณจะส่งต่อไปอีกกี่เจนเนอเรชั่น คุณค่าและมูลค่าของมันยังคงสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับคุณได้เสมอ”

นิกกี้ วอน บูเรน ประธานกรรมการบริหาร Lotus Arts de Vivre กล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้จะเป็นปีที่ 3 แล้วที่ได้ร่วมจัดนิทรรศการกับ มร.แฮรี่ เฟน ในฐานะแบรนด์ที่แชร์วิสัยทัศน์ ปรัชญา ไปจนถึงความละเมียดละไมในศาสตร์แห่งศิลป์ร่วมกัน แต่เราก็ตื่นเต้นกับนิทรรศการครั้งนี้มาก เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เรือนเวลาสุภาพสตรีที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ถูกนำมาจัดแสดงที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการพร้อมกันถึง 34 เรือน การมาเยือนในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของทั้ง Lotus Arts de Vivre และ Obsidian Objets d’Art เพื่อแสดงความขอบคุณต่อแฟนๆ ชาวไทย ทั้งยังสะท้อนถึงการเป็นตลาดสำคัญของนาฬิกาวินเทจอีกด้วย”

บทสรุปของนิทรรศการในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงสิ่งที่มีอยู่ในอดีต ความเชื่อมโยงกับปัจจุบัน และการที่คุณจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดาอย่างที่คาร์เทียร์เคยเป็นได้อย่างไร ทั้งหมดนี้สามารถหาคำตอบได้ผ่านนิทรรศการแสดงประวัติศาสตร์เรือนเวลาซีรี่ย์ที่สาม ในชื่อ Lotus Arts de Vivre x Obsidian Objets d’Art : WOMEN are FOREVER – A vintage Cartier Collection โดยสามารถเข้าชมได้ในระหว่างวันที่ 25 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2564 เวลา 10.30 – 19.00 น. ณ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ บูทีค, โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 02-250-0732

ออกไปค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ที่ THE NORTH FACE NEW CONCEPT STORE

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668801

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 11:40 น.ออกไปค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ที่ THE NORTH FACE NEW CONCEPT STORETHE NORTH FACE NEW CONCEPT STORE คอนเซ็ปต์สโตร์รูปแบบใหม่แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหล่งรวมไอเท็มของเหล่า Urban Explorer ร่วมหาแรงบันดาลใจและค้นหาสิ่งใหม่ในการเดินทางและใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กัน

นับเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเปิดตัว THE NORTH FACE NEW CONCEPT STORE คอนเซ็ปต์สโตร์รูปแบบใหม่แห่งแรก ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่แห่งนี้รวบรวมไอเท็มของเหล่า Urban Explorer ไว้ให้ทุกคนมาร่วมหาแรงบันดาลใจและค้นหาสิ่งใหม่ในการเดินทางและใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กัน โดยคอนเซ็ปต์สโตร์แห่งนี้มีความพิเศษทั้งเรื่องการออกแบบ รวมไปถึงคอลเลกชั่นพิเศษที่ร่วมกับ 3 นักออกแบบระดับโลก ยิ่งทำให้สโตร์แห่งนี้น่าค้นหาเป็นพิเศษ

THE NORTH FACE NEW CONCEPT STORE แห่งนี้ ถูกรังสรรค์โดยนำเอกลักษณ์จากประเทศไทยมาใส่ในการออกแบบที่เป็นไอคอนนิคของร้านเลย ได้แก่ ไฟเพดานรูป Contour ที่ถูกถอดแบบจากระดับความชันของยอดดอยอินทนนท์ที่สูงสุดในประเทศไทย รวมทั้งเติมเต็มพื้นที่ 167 ตร.ม.ด้วยดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกสั่งทำและนำเข้ามาตกแต่งภายในช็อป พร้อมให้คุณใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ต้นไม้จริง ที่ให้ Mood & Tone มินิมอล น้อยแต่มาก เบลนด์อินความธรรมชาติและไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกจากนั้น ป้ายสินค้าที่ใช้กระดาษรีไซเคิลและหมึกที่ทำจากซอสถั่วเหลืองเป็นมิตรกับธรรมชาติอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกสำหรับประเทศไทยในการวางจำหน่าย THE NORTH FACE Urban Exploration คอลเล็คชั่นที่ได้ร่วมงานกับนักออกแบบระดับโลก 3 ท่าน ได้แก่ คาซูกิ คุราอิชิ, แอนเดรีย เจียเพ่ย ลี่ และ หาน ยี่ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างแฟชั่นและคุณสมบัติของการใช้งานเอาท์ดอร์ที่ดีเยี่ยม จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการออกแบบ คือ การเปลี่ยนจากธรรมชาติสู่ความเป็นเมือง ซึ่งคอลเล็คชั่นนี้ถูกอัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมในการออกแบบ รายละเอียดสุดพิเศษ และเทคโนโลยีต่างๆ ที่อยู่ในเนื้อผ้า วัสดุในการผลิต โดยแนวคิดหลักของการสร้างสรรค์ The North Face Urban Exploration คือ

– เราออกมาใช้ชีวิตท่ามกลางความสับสนในเมือง เสื้อผ้าไม่ได้เป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องคุณจากฝน ลม หิมะ หรืออากาศที่หนาวเย็น แต่วันนี้ชีวิตในเมืองเต็มไปด้วยอากาศที่เลวร้ายกว่าในอดีตที่ผ่านมา รวมทั้งมลภาวะ เสียงรบกวนและความเป็นส่วนตัวที่ขาดหายไป

– คำกล่าว Never Stop Exploring ยืนยันว่าเราไม่ได้เพียงเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ แต่เรายังยืดหยุ่น ปรับตัว ให้เข้ากับทุกสภาวะไม่ว่าจะในเมืองหรือบนยอดขุนเขา…เราไม่เคยหยุดที่จะค้นหา

โดยแบ่งเป็น 3 คอลเลคชั่น ดังนี้

1) Urban Utility ออกแบบโดย คาซูกิ คุราอิชิ นักออกแบบชาวญี่ปุ่น ที่เป็นเจ้าของและนักออกแบบของแบรนด์สตรีทอย่าง The Fourness และมีผลงานการออกแบบให้กับแบรนด์ระดับโลกมากมาย เช่น Vans นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของร้านสตรีทแฟชั่นสุดเอ็กคลูซีฟอย่าง Heather Grey Wall ในโตเกียว โดยที่รูปทรงเลขาคณิต (Complex Structure) คือ แรงบันดาลในการออกแบบ พร้อมทั้งความหนาแน่นและความซับซ้อนของสังคมเมืองถูกนำเสนอในรูปแบบของคาซูกิ คุราอิชิ

2) Urban Elegance ออกแบบโดย แอนเดรีย เจียเพ่ย ลี่ นักออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิงชื่อดังที่ทำงานในนิวยอร์ก เธอออกแบบคอลเล็คชั่นของตัวเองครั้งแรกในปี 2015 หลังจากจบวิจิตรศิลป์จากมหาวิทยาลัยพาร์สัน (1 ใน 3 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดสำหรับการศึกษาวิจิตรศิลป์) เธอเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 2015 LVMH และเป็นผู้ชนะเลิศรางวัล 2015 VFILES Made Fashion ซึ่งเป็นงานแข่งขันที่การันตีเส้นทางของนักออกแบบหน้าใหม่ของวงการแฟชั่นในแต่ละปี แนวคิดในการออกแบบจากการเรียงร้อยของพื้นผนังผิวคอนกรีต (Concreate Wall) ท่ามกลางแสงและเงา สู่ความสง่างามและเรียบง่าย จะพาคุณหมุนตัวไปรอบๆ ท่ามกลางผู้คน

3) Urban Sprawl ออกแบบโดย หาน ยี่ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมออกแบบของแบรนด์สตรีทยอดนิยมอย่าง Wisdom แบรนด์ไต้หวันที่พาตัวเองไปสู่ระดับโลกทั้งที่พึ่งก่อตั้งในปี 2009 ที่ผสมผสานสไตล์ความเป็นเมืองและเอาท์ดอร์ได้อย่างลงตัว โดยแนวคิดในการออกแบบที่เชื่อมโยงระหว่างเถาวัลย์ (Climbing Plant) และความเป็นเมือง นำคุณสู่การเดินทางครั้งใหม่ไปด้วยกัน

พร้อมให้เหล่า Urban Explorer ได้ค้นหาสิ่งใหม่ในทุกวันไปด้วยกัน ตามแนวทางที่เราสนับสนุนให้ทุกคนค้นหาตนเอง ออกเดินทาง และเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดียิ่งขึ้น “We dare to lead the world forward through exploration” พบกันที่ “THE NORTH FACE” New Concept Store ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (โซนเอเทรียม)

#TheNorthFace

#TheNorthFaceThailand

#NeverStopExploring

#TheNorthFacecentralwOrld

แมตช์ทุกลุค มั่นทุกสไตล์ กับ Burberry Kisses Matte 20 เฉดสี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668738

วันที่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 11:12 น.แมตช์ทุกลุค มั่นทุกสไตล์ กับ Burberry Kisses Matte 20 เฉดสีลิปสติกใหม่ในคอลเลคชั่น Burberry Kisses เนื้อสัมผัสแมตต์ 20 เฉดสีร้อนแรง ให้บรรดาสาวมั่นเลือกแมตช์เรียวปากสวยแซ่บได้ดั่งใจในทุกสไตล์

Burberry Beauty เผยอีกหนึ่งลิปสติกใหม่จากคอลเลคชั่น Burberry Kisses กับการเปิดตัว Burberry Kisses Matte ลิปสติกเฉดสีสดชัดในเนื้อสัมผัสแมตต์ ที่มีครบจัดเต็มกว่า 20 เฉดสี ให้บรรดาสาวมั่นเลือกแมตช์เรียวปากสวยแซ่บได้ดั่งใจในทุกสไตล์ เช่นเดียวกับนางแบบสาวดาวรุ่งเมืองผู้ดีอย่าง Fran Summers ที่ปรากฏตัวในภาพถ่ายแคมเปญล่าสุดในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนสำคัญจากฝีมือการรัวชัตเตอร์ของ Suffo Moncloa เพื่อเฉลิมฉลองให้กับความงดงามเหนือกาลเวลาที่มาพร้อมความโดดเด่น มั่นใจ และกล้าที่จะสร้างความแตกต่าง ซึ่งคราวนี้เธอมาในลุคริมฝีปากแดงสุดเย้ายวนชวนให้หลงใหลเมื่อเข้าคู่กับฉากหลังที่สดใส ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหนึ่งในเฉดสีซิกเนเจอร์ของคอลเลคชั่นนี้อย่าง The Red สะท้อนความเป็นผู้หญิงที่ทั้งสง่างามและสตรองในแบบ Burberry Beauty ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ

Burberry Kisses Matte ออกแบบมาเพื่อมอบผลลัพธ์อันน่าประทับใจยาวนานตลอดวัน โดดเด่นด้วยพิกเมนต์สีแน่นติดทนนานถึง 8 ชั่วโมง เพียงปาดครั้งเดียวก็ให้การปกปิดแบบ full-coverage ในทันที นำเสนอความแมตต์ ในรูปแบบใหม่ที่งามเจิดจรัสด้วยฟินิชแบบลูมินัสแมตต์ มาพร้อมสีสันที่เด่นชัดดึงดูดใจ อีกทั้งเป็นสูตรที่อุดมด้วยกรดไฮยาลูโรนิก ช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชื้นเบาสบายยาวนาน 24 ชั่วโมง และยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่นอันสุนทรีย์ของกุหลาบที่เข้ามาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบแห่งประสาทสัมผัส บรรจุมาในแพคเกจจิ้งใหม่สีทองอร่ามสลักด้วยลายตาราง Burberry Check สุดไอคอนนิคของแบรนด์ มีให้เลือกสรรถึง 20 เฉดสี โดยภูมิใจเสนอ 4 เฉดสีซิกเนเจอร์ ดังนี้

Matte The Red No. 106 สะกดทุกสายตาด้วยเฉดสีอันเป็นเอกลักษณ์อย่างสีแดงสดที่ปรากฏเด่นชัดบนเรียวปากของ Fran Summers ในภาพถ่ายแคมเปญ โดยเฉดสี The Red ได้รับเลือกให้นำมาใช้กับคอลเลคชั่นของ Burberry และ Burberry Beauty เพื่อสะท้อนถึงความคลาสสิกและสง่างาม แต่แฝงไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ต่อกันด้วยหนึ่งในเฉดสียอดนิยมและขายดีที่สุดของแบรนด์อย่าง Matte Russet No. 93 ที่มาในโทนสีน้ำตาลไหม้ประกายแดง แมชต์ได้ง่ายกับทุกเฉดสีผิว โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องหนังสีน้ำตาลแทน

จากนั้นเปลี่ยนลุคมาสวยเก๋แบบซอฟท์ๆ กับลิปสติกสีนู้ดอมชมพู ในเฉด Matte Soft Pink No. 12 ที่ได้แรงบันดาลใจจากสีกลีบกุหลาบอังกฤษ ให้สีสันงามระเรื่อดูกลมกลืนเป็นธรรมชาติกับสีริมฝีปาก และพลาดไม่ได้กับเฉดสีแดงเข้มอย่าง Matte Burgundy No. 102 ซึ่งว่ากันว่าที่มาของสีเบอร์กันดีอันสุดแสนคลาสสิกแต่โฉบเฉี่ยวนี้ ได้อินสไปร์มาจากเฉดสีซิกเนเจอร์จากคอลเลคชั่นกระเป๋าดีไซน์ทรงพระจันทร์เสี้ยว รุ่น Olympia นั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลากหลายเฉดสีที่น่าครอบครองไม่แพ้กัน อาทิ Matte Beige Archive No. 00, Matte Soft Fawn No. 06, Matte TB Orange No. 17, Matte Candy Floss No. 30, Matte Unicorn Pink No. 34, Matte Vintage Pink No. 36, Matte Rosewood No. 38, Matte Dusty Pink No. 39, Matte Bright Rose No. 42, Matte Orange Red No. 71, Matte Dark Amber No. 76, Matte Oxblood No. 97, Matte Red Crimson No. 107, Matte Military Red No. 109, Matte Burnished Red No. 117, Matte Vintage Orange No. 121

และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของเรียวปากที่โดดเด่นคมชัดเกินใคร Burberry Make-up (เบอร์เบอรี่ เมคอัพ) จึงแนะเทคนิคสุดพิเศษในการแต่งแต้มเพิ่มเติม โดยให้เริ่มจากวาดกรอบริมฝีปากด้วยดินสอเขียนขอบปาก Lip Definer จากนั้นตามด้วย Burberry Kisses และใช้ Fresh Glow Highlighting Luminous Pen ซึ่งเป็นไฮไลท์เนื้อครีม ในรูปแบบแท่งปากกา เน้นที่ขอบริมฝีปากด้านบน เพื่อสร้างมิติให้เรียวปากคุณอวบอิ่มขั้นสุด

Burberry Kisses Matte พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทย ณ เคาน์เตอร์ Burberry Beauty เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัล ชิดลม, สยามพารากอน, เอ็มโพเรียม, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, สยาม ทาคาชิมายะ, ร้าน Sephora สาขาสยามเซ็นเตอร์ และสาขาเอ็มควอเทียร์ หรือช้อปออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ www.sephora.co.th และ www.central.co.th ในราคา 1,500 บาท

งานเซลส์แห่งปี BIGGEST SALE ยกทัพแบรนด์ดังในเครือ CMG ลดสูงสุด 80%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668723

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 13:45 น.งานเซลส์แห่งปี BIGGEST SALE ยกทัพแบรนด์ดังในเครือ CMG ลดสูงสุด 80%โอกาสแบบนี้มีปีละครั้ง!! เปิดบรรยากาศงานช้อปสุดพลัง BIGGEST SALE เมื่อ CMG รวมลิสต์แบรนด์ตัวท็อปในเครือมาสูงสุดกว่า 80% อาทิ THE BODY SHOP, FITFLOP , GUESS , CASIO , DIESEL , DYSON , EMPORIO ARMANI ณ BCC Hall ชั้น 5 เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

BIGGEST SALE สุดพลัง จุดนัดพบนักช้อปนักหิ้วตัวยง เริ่มแล้ววันนี้-28 พ.ย. 2564 ที่ BCC Hall ชั้น 5 เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว มาเลือกสรรกันเพลินๆ กับไอเท็มเด็ดในเครือ Central Marketing Group (CMG) ที่พร้อมใจกันลดสูงสุดถึง 80% ช้อปมั่นใจกับมาตรการรักษาระยะห่าง และบริการแอลกอฮอล์ครบครัน

จุใจไปกับสินค้าที่มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบิ้วตี้ไอเท็มอย่างแบรนด์ LULULUN, THE BODY SHOP  หรือ IMPORT FASHION อย่างแบรนด์ G2000, CALVIN KLEIN , GUESS, TOMMY , HUSH PUPPIES, JOHN HENRY , LEE , S’FARE , WRANGLER และ WATCHES & HARDLINE อย่างแบรนด์ CASIO , CASIO BABY-G, CASIO G-SHOCK , DIESEL , DYSON , EMPORIO ARMANI , FOSSI 

พร้อมใจกันลดแบบนี้ ต้องรีบมาช้อปกันที่งาน BIGGEST SALE สุดพลัง  วันนี้-28 พ.ย. 64 เท่านั้น ณ BCC Hall ชั้น 5 เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ปล่อยพลังช้อปกันให้เต็มที่ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. หรือแอดไลน์ Line : @cmgdeals คลิก : https://bit.ly/30fhaCJ ส่งฟรี!! เมื่อช้อปครบ 500 บาท/ใบเสร็จ

พาทัวร์ ‘ไนกี้’ สาขาใหม่ Live Concept Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668400

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 18:50 น.พาทัวร์ 'ไนกี้' สาขาใหม่  Live Concept Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้“ไนกี้” เผยโฉมสาขาใหม่ในเซ็นทรัล ลาดพร้าว ตามแนวคิด Live Concept Store พร้อมมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งเฉพาะบุคคลโดนใจสายสปอร์ตขั้นสุด

สายสปอร์ตต้องกรี๊ด! สายสตรีทต้อง LIKE! กับ ไนกี้ ที่ล่าสุดเผยโฉมสาขาใหม่ในเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว ภายใต้ดำเนินงานโดยวาลิรัม (Valiram) ผู้เชี่ยวชาญการบริหารจัดการธุรกิจค้าปลีกสินค้าลักซูรี่และสินค้าไลฟ์สไตล์ชั้นนำในเอเชีย

สำหรับ ไนกี้ สาขานี้ตั้งอยู่ในย่านที่คึกคักที่สุดย่านหนึ่งในกรุงเทพฯ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์รองเท้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์กีฬาต่างๆ ของไนกี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในทุกๆ วัน แก่สมาชิกครอบครัวไนกี้และลูกค้าสายสปอร์ต ทางด้านการออกแบบมาในขนาดกะทัดรัดรูปแบบ Live Concept Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พร้อมสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบเฉพาะบุคคลที่ผสมผสานนวัตกรรมค้าปลีกทั้ง offline & online เข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผสานองค์ประกอบที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วม อาทิ บอร์ดประกาศกิจกรรมต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น และสิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับสมาชิก โดยให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับการเอาใจนักช้อปผู้หญิงด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นที่สุดของไนกี้ ซึ่งผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเธอหันมาเล่นกีฬา

ผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายที่ไนกี้ลาดพร้าว ประกอบด้วย เสื้อผ้า รองเท้าฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมของคนไทย ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย อาทิ รองเท้า Nike ZoomX Vaporfly Next% 2 และ Nike Air Zoom Alphafly Next% ที่นักกีฬาของไนกี้อย่าง เชลลี-แอนน์ เฟรเซอร์-ไพรซ์ (Shelly-Ann Fraser-Pryce) และ เอเลียด คิปโชเก้ (Eliud Kipchoge) เลือกใช้

“หลังจากรอคอยกว่า 1 ปีนับจากเปิดตัวร้านที่ใหญ่ที่สุดของไนกี้ในสยามเซ็นเตอร์เมื่อปีที่แล้ว เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้เปิดตัวร้านไนกี้ ลาดพร้าว ในรูปแบบ Live Concept Store แห่งแรกที่กรุงเทพฯ” คุณทารันดีพ ซิงห์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายธุรกิจร้านไนกี้ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย กล่าว

สำหรับทำเลที่เป็นศูนย์กลางอย่างลาดพร้าวจะช่วยให้ไนกี้ได้มอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่แตกต่างให้แก่กับนักท่องเที่ยวนับล้านภายในประเทศรวมถึงกลุ่มคนรักการเล่นกีฬา ในขณะที่เมืองไทยเริ่มเปิดประเทศแล้ว ซึ่งแนวคิดของร้านที่มุ่งเน้นประสบการณ์เฉพาะบุคคลผ่านการออกแบบพื้นที่ค้าปลีกและการบริการสมาชิกจะสนองตอบต่อสมาชิกไนกี้ที่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน จึงช่วยต่อยอดความง่ายในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของเราผ่านแอปพลิเคชั่นไนกี้

ทั้งนี้ ไนกี้ ลาดพร้าวเป็นเสมือนร้านในพื้นที่ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนักกีฬาและสายสปอร์ตต่างๆ  นักช้อปผู้หญิงจะชื่นชอบเป็นพิเศษกับบริการช่วยเลือกบราให้เข้ากับสรีระ และบริการสร้างสรรค์สไตล์การแต่งตัวเพื่อช่วยให้พวกเธอพบกับผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และสามารถบ่งบอกตัวตนผ่านคอลเลคชั่นต่างๆ ทั้งแดนซ์ ฟิตเนส วิ่ง และโยคะ

คุณมูเคช วาลิรัม ผู้อำนวยการบริหารวาลิรัม กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญการบริหารจัดการธุรกิจค้าปลีกแบรนด์สินค้าลักซูรี่และสินค้าไลฟ์สไตล์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, กลุ่มประเทศและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก กล่าวว่า “การเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจระหว่างวาลิรัมและไนกี้ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแรงเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่การเข้าบริหารและเปิดร้านไนกี้สาขาแรกโดยวาลิรัมที่ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ในเดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และล่าสุด เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ดำเนินการเปิดร้านไนกี้สาขาที่ 7 ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว แม้ว่าในช่วงเวลา 18 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและท้าทายเป็นอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีก แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เรายังคงขยายตลาดในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้า และการเปิดร้านไนกี้สาขาล่าสุดแห่งนี้ได้กลายเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจและเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของเรา”

พบกับไนกี้ สาขาใหม่ได้ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว

อีกก้าวของ “สิริไท” แบรนด์เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668335

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 11:27 น.อีกก้าวของ “สิริไท” แบรนด์เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมก้าวสู่ปีที่ 2 ของ ‘สิริไท’ เชอรี่-เข็มอัปสร เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสังคม Sirithai Artisan Liquid Soap สกัดเข้มข้นจากน้ำมันรำข้าวเพื่อผิวกายอย่างอ่อนโยน

จากสถานการณ์โควิด-19 แบรนด์ ‘สิริไท’ ที่ก่อตั้งโดย เชอรี่ – เข็มอัปสร สิริสุขะ ตระหนักดีว่าอาจมีปัญหาบางอย่างสำหรับเกษตรกรไทยในการขายผลผลิตของตน ในปี 2563 เราจึงได้ก่อตั้งสิริไท ธุรกิจเพื่อสังคมขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์ที่บ้านโคกสะอาด จังหวัดสกลนคร

ไม่เพียงแต่พวกเขาไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนในการปลูกข้าวเท่านั้น แต่ยังดูแลป่ารอบๆ นาข้าวด้วย ซึ่งทำให้ระบบนิเวศโดยรอบพื้นที่เหล่านั้นดียิ่งขึ้น เป็นเวลาหนึ่งปีแล้วที่เราช่วยให้พวกเขาขายผลผลิตข้าวอินทรีย์บริสุทธิ์ภายใต้แบรนด์ของเรา SiriThai ที่เรามีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือ เพื่อจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งความรับผิดชอบในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และเน้นย้ำเรื่องการนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล

ในปีที่ 2 นี้ ถือเป็นอีกก้าวของ “สิริไท” โดยมีผลิตภัณฑ์ใหม่ “Sirithai Artisan Liquid Soap” ในรูปแบบเมดทูออเดอร์ โดยในการเปิดตัว เคน – ธีรเดช และ เก๋ – ชลลดา พร้อมเหล่าคนดัง เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร, สู่ขวัญ บูลกุล, ชวนล ไคสิริ, จ๋า – ยศสินี ณ นคร, ดิว – ปิ่นกมล มาลีนนท์ มาร่วมงานและพูดคุยถึงความประทับใจที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์

เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ สิริไทย กล่าวว่า “ในปี 2564 นี้ ซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของสิริไท เรายังคงยึดมั่นในปณิธานของแบรนด์ที่ตั้งใจสนับสนุนเกษตรกรวิถีเกษตรอินทรีย์ พร้อมกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ของแบรนด์ที่เกิดจากความตั้งใจที่อยากให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเราเชื่อว่า ธรรมชาติ ศาสตร์ และศิลปะของความงาม คืนความสมดุลให้ชีวิตของคุณ อันเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ใหม่ของสิริไทในปีนี้ นั่นก็คือ “Sirithai Artisan Liquid Soap” ที่คัดสรรขึ้นจากวัตถุดิบคุณภาพสูงที่ทำจากน้ำมันรำข้าวพรีเมียมออแกนิค ในคุณภาพระดับเดียวกับที่ใช้ในการผลิต Dietary Supplement โดยใช้น้ำมันรำข้าวจากชุมชนเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ที่เป็นแหล่งปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ สกัดเข้มข้นภายใน 24 ชั่วโมง นำมารังสรรค์ เป็น โฮมเมด ลิขวิด โซป ในชื่อ “Sirithai Artisan Liquid Soap” แบบเมด ทู ออเดอร์ เท่านั้น* เนื่องด้วยเรามีกรรมวิธีในการผสมผสานสบู่สูตรพิเศษของเราอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ด้วยส่วนผสมระดับพรีเมียมที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีที่สุดจากธรรมชาติถึง 99% จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จะตอบโจทย์กับทุกสภาพผิวอย่างแท้จริง”

Sirithai Artisan Liquid Soap รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษเฉพาะ Made to order เท่านั้น เนื่องด้วยมีกรรมวิธีในการผสมผสานสบู่สูตรพิเศษของเราอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ใช้ส่วนผสมระดับพรีเมียมที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีที่สุดจากธรรมชาติถึง 99% เพื่อให้ผิวของคุณได้รับการทะนุถนอมด้วยคุณค่าจากธรรมชาติอย่างนุ่มนวล ให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น แต่ไม่แห้งตึงผิว รู้สึกผิวนุ่มชุ่มชื้นทันทีหลังใช้และให้คุณมั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายสามารถซึมผ่านผิวเข้าสู่ร่างกายของคุณได้ ด้วยกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ‘Sunny days in a rice field’ ที่มอบความสดชื่นแต่ผ่อนคลายราวกับว่า ‘คุณกำลังมีความสุขในวันที่แสงแดดสดใส เป็นอิสระท่ามกลางทุ่งข้าวที่สวยงาม’ รวมทั้ง ‘สิริไท’ ได้สนับสนุนชุมชนที่ใช้วิถีเกษตรนิเวศในการเพาะปลูกอีกด้วย โดยได้สนับสนุนไปยังชุมชนเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ซึ่งชุมชนนี้เองที่เป็นแหล่งปลูกข้าววิถีเกษตรอินทรีย์แท้พร้อมทั้งดูแลผืนป่าโดยรอบ

โดย สิริไท เลือกใช้น้ำมันรำข้าวจากชุมชนนี้ ซึ่งน้ำมันรำข้าวที่เราเลือกสรรคือเกรดพรีเมียมที่ดีที่สุด ที่สกัดภายใน 24 ชั่วโมง เราเห็นถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ที่นอกเหนือจากการทำความความสะอาดผิวแล้ว ยังช่วยถนอมผิวและต้องไม่ก่อให้เกิดสารเคมีตกค้างไปพร้อมกันด้วย เราจึงให้ความสำคัญกับการเลือกส่วนผสมที่ดีที่สุด โดยเลือกใช้น้ำผึ้งแท้ดอกไม้ป่าจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งภาคเหนือที่ได้รับการรับรอง ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนผึ้งที่ทำหน้าที่ Pollinator ที่สำคัญ ทั้งยังเป็นการช่วยขยายพันธุ์พืชและเฝ้าระวังไฟป่าไปพร้อมกันด้วย นอกจากนั้น Essential oils ที่บรรจงคัดสรรนำมาใช้ ไม่เพียงแค่มอบกลิ่นที่สดชื่นอย่างมีเอกลักษณ์ แต่ยังบำรุงผิวอย่างอ่อนโยน ทั้งยังได้รับการรับรองจาก USDA อีกด้วย

ทุกๆ ผลิตภัณฑ์จาก ‘สิริไท’ คุณสามารถรับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีอย่างจริงใจที่เราตั้งใจมอบให้กับคุณ จากการใส่หัวใจของเราในทุกรายละเอียดอย่างประณีต ไม่ใช่เพียงเพื่อสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดีของคุณเท่านั้น แต่สิ่งแวดล้อมคือสิ่งที่เรารักและตั้งใจปกป้องดูแลด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสั่งSirithai Artisan Liquid Soap 500 ml ราคา 1,190 บาท ช่องทางการสั่งซื้อ Line : @sirithaibrand IG,FB @sirithaibrand

คอลเลคชั่นใหม่ Keds : A Lady in the City เสน่ห์ช่วงเวลาสุดท้ายของปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668330

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 10:50 น.คอลเลคชั่นใหม่ Keds : A Lady in the City เสน่ห์ช่วงเวลาสุดท้ายของปีKeds : A Lady in the City เผยเสน่ห์ความสดใสหลากสไตล์ช่วงฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2021 ผ่านเฉดสีโทนอบอุ่น และลายพิมพ์ Paisley ลวดลายแห่งโลกแฟชั่น

ก่อนโบกมือลาปี 2021 นี้ Keds (เคดส์) ได้หยิบเอาเสน่ห์ช่วงเวลาสุดท้ายของปี มาออกแบบคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง- ฤดูหนาว 2021 ผ่านเฉดสีโทนอบอุ่น และลายพิมพ์ที่โลดแล่นในโลกแฟชั่นมายาวนานอย่าง ลายเพสลีย์ (paisley) หรือลายลูกน้ำ ทั้งหมดถูกนำมาแต่งแต้มลงบนรองเท้าหลากสไตล์ มีทั้งรุ่นใหม่ล่าสุด อย่าง Kickback สนีกเกอร์แนวสปอร์ตแบบไม่ต้องผูกเชือกให้ยุ่งยาก หรือรุ่นคลาสสิกต่างๆ อย่าง Champion, Chillax, Clipper, Crew Kick, Jump Kick Slip On และ Kickstart ทุกรุ่นล้วนโดดเด่นด้วยการดีไซน์อันเรียบง่ายที่สามารถหยิบมาแมทช์กับชุดต่างๆ ได้หลากสไตล์ ใน ซีซั่นนี้ โบว์-เมลดา สุศรี Global Brand Ambassador ประจำคอลเลคชั่นของ Keds ประเทศไทย มาพร้อมกับรองเท้า คอลเลคชั่นล่าสุดในคอนเซ็ปต์ A Lady in the City สาวสวยในเมืองใหญ่ผู้สนุกกับไลฟ์สไตล์และการแต่งตัวในแบบที่ชอบ

ซึ่งทั้งในฐานะหนึ่งใน Global Brand Ambassador และแฟนรองเท้าเคดส์ นางเอกคนสวยกล่าวว่า “ปกติโบว์เลือกใส่ สนีกเกอร์ของ Keds ในชีวิตประจำวันอยู่แล้วค่ะ เพราะด้วยบุคลิกเราเป็นคนที่ไม่ได้เรียบร้อยมาก ชอบทำอะไรรวดเร็ว เลยชอบรองเท้าที่ให้ทั้งความสบายและคล่องตัวในคราวเดียวกัน แต่สิ่งที่รองเท้าของ Keds ตอบโจทย์ที่สุดคือ สามารถแมทช์เข้ากับเสื้อผ้าได้หลากสไตล์ เรียกว่า 365 วัน โบว์สนุกกับการแต่งตัวได้ไม่มีเบื่อเลยค่ะ”

เตรียมพบกับคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2021 ได้ที่ร้าน Keds และ Ikon ทุกสาขา หรือคลิกเข้าไปได้ที่ เว็บไซด์ www.keds.co.th หรือทาง LINE :@KedsThailand หรือคลิกได้เลยที่ http://bit.ly/KedsLine พร้อมทั้งติดตามข่าวสารจาก Keds Thailand ได้ที่ Facebook และ Instagram : @KedsThailand