ทฤษฎีกาแฟร้อน Coffee Theory กับการผุดขึ้นของปัญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668289

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 18:15 น.ทฤษฎีกาแฟร้อน Coffee Theory กับการผุดขึ้นของปัญญาโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

การทำงานคือการแก้ปัญหา การแก้ปัญหาต้องใช้ปัญญา ความรู้ กระบวนการเรียนรู้ แต่บ่อยครั้ง เวลาจะแก้ปัญหา มันไปไม่ถูก มันคิดไม่ออก มันหาทางออกไม่เจอ ที่คิดได้ มันก็ได้แต่แนวทางเดิมๆ ขาดทางเลือกที่หลากหลาย ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่มีอะไรแตกต่าง แล้วเราจะสร้างปัญญา และความคิดที่แตกต่างขึ้นมาได้อย่างไร

จากทฤษฎีกาแฟร้อน Coffee Theory ที่อธิบายถึงธรรมชาติของแนวคิดเชิงระบบที่ว่าสรรพสิ่งมีคุณสมบัติสำคัญ 6 ประการคือ 1. ความเป็นหนึ่งเดียว 2. องค์ประกอบ 3. การเชื่อมโยง 4. การผุดกำเนิด 5. ศักยภาพที่แตกต่าง 6. คุณค่าและความหมาย

กล่าวคือ สรรพสิ่งคือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ภาวะองค์รวมใหม่ที่ผุดขึ้นนี้สามารถแสดงศักยภาพที่แตกต่าง (จากองค์ประกอบเดิมที่อยู่อย่างแยกส่วน) ได้อย่างมีคุณค่าและความหมาย

กาแฟร้อนก็เช่นกัน มันคือระบบที่ที่เกิดจากการเชื่อมโยง (หรือการชง) ขององค์ประกอบ ภาวะองค์รวมใหม่นี้สามารถแสดงศักยภาพในรูปของรสชาติและความหอม ที่เมื่อองค์ประกอบอยู่อย่างแยกส่วนแล้ว มันทำไม่ได้ จึงทำให้มันมีคุณค่าในรูปของราคาที่สูงขึ้น

ด้วยมุมมองดังกล่าว ช่วยให้เราเข้าใจถึงที่มาของการเกิดขึ้นของปัญญาว่ามาได้อย่างไร เพราะปัญญา มันก็คือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบหรือคำสำคัญ (Key Words) ภาวะใหม่ที่เกิดขึ้นนี้จึงมีคุณค่าและความหมายที่สูงขึ้น เพราะมันสามารถแสดงศักยภาพในรูปของความรู้ ความเข้าใจ หรือปัญญาที่แตกต่างจากเดิม

หากเราอยู่บ้านและอยากทานกาแฟร้อน เราก็เปิดตู้กับข้าว ในนั้นมีของมากมาย ท่านคิดว่า พริกไทย พริกป่น เกลือ กะปิ น้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำมัน มันเกี่ยวไหม ……. ไม่ แต่เราต้องหาอะไรให้เจอ นั่นคือ ผงกาแฟ ครีม น้ำตาล และน้ำร้อน เพราะมันคือองค์ประกอบหลัก จากนั้นเราก็เอามาชงเข้าด้วยกัน ความเป็นกาแฟร้อนก็เกิดขึ้นทันที และก็แสดงศักยภาพในรูปของรสชาติและความหอมที่เหนือกว่าองค์ประกอบเดิมที่อยู่อย่างแยกส่วน

เมื่อมาพิจารณาเทียบกับการเกิดขึ้นของปัญญา ความรู้ความเข้าใจ กระบวนการเรียนรู้ มันก็เรื่องเดียวกัน เพราะความรู้ก็คือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบหลักหรือคำสำคัญ

สังเกตุตอนที่เราอ่านหนังสือ เมื่อเราเปิดตำรา มันก็เหมือนกับการเปิดตู้กับข้าว ทั้งหน้า A4 มันมี 20 บรรทัด แต่ละบรรทัดมี 15 คำ ทั้งหน้ามี 300 คำ ท่านคิดว่าท่านจะจำหมดไหม ……. ไม่ ท่านทำยังไง ท่านใช้ปากกาหลากสี ขีดเส้นใต้ วงกลม เน้นคำหรือข้อความสำคัญ ท่านทำอย่างนั้น ทำไม เพราะนั่นท่านกำลังหาองค์ประกอบหลัก หรือคำหรือใจความสำคัญ ใช่หรือไม่ ซึ่งว่าไปแล้ว มันคือการจับประเด็นนั่นเอง จากนั้น ท่านก็ลากเส้นเชื่อมโยงคำหรือใจความสำคัญเหล่านั้นเข้าด้วยกัน

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ มันก็คือทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ เพื่อหาใจความสำคัญหรือประเด็นหลัก จากนั้น ก็ใช้ทักษะการคิดเชิงสังเคราะห์ เพื่อเชื่อมโยงประเด็นหลักเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ทันใดนั้น ความรู้ความเข้าใจ กระบวนการเรียนรู้ ก็ผุดขึ้นทันที

ดังนั้น ท่านจะสังเกตเห็นว่า คนที่เรียนเก่ง หนังสือของเขาจะมีการระบายสีและลากเส้นโยงไปมาดูเลอะเทอะไปหมด แต่นั่นแหละของจริง

ถึงตรงนี้ ท่านได้เรียนรู้อะไร ปัญญา ความรู้ความเข้าใจ กระบวนการเรียนรู้คืออะไร ทฤษฎีกาแฟร้อนนำไปสู่ความเข้าใจของการเกิดขึ้นของปัญญาได้อย่างไร

จากการสังเกตที่ว่า กาแฟร้อนเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบหลักฉันใด การเกิดขึ้นของปัญญา กระบวนการเรียนรู้ ก็เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงของประเด็นหลักหรือใจความสำคัญฉันนั้น ดังนั้น ในการพัฒนาความรู้ หลักการข้อที่ 1 ก็คือ เราจะต้องหาประเด็นหลักหรือจับใจความสำคัญที่เกี่ยวข้องให้เจอ แล้วเชื่อมโยงประเด็นเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเป็นทางออก แล้วเอาไปใช้แก้ปัญหา

นอกจากนี้ กาแฟร้อนมีหลายชนิดเพื่อให้เป็นทางเลือก มีชื่อเรียกและราคาที่แตกต่าง ขึ้นอยู่กับความหอมและรสชาติที่ต่างกัน คุณสมบัติดังกล่าวนี้ มันขึ้นกับความแตกต่างขององค์ประกอบ เช่น เอสเพรสโซ่ มีแต่ผงกาแฟและน้ำร้อน คาปูชิโน่ก็เกิดจากการเอาเอสเพรสโซ่มาเติมด้วยนมสดและฟองนมมอคค่า ก็เกิดจากการเอาคาปูชิโน่มาเติมด้วยผงช็อกโกแลต กาแฟร้อนทั้งสามชนิดนี้ต่างก็คือระบบ เพราะเกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ แต่ที่มีชื่อเรียกต่างกัน นั่นเป็นเพราะองค์ประกอบต่างกัน รสชาติ ความหอมจึงต่างกัน คุณค่าและราคาก็ต่างกันด้วย ดังนั้น หลักการข้อที่ 2 ในการพัฒนาปัญญาก็คือ เราต้องสร้างทางออกหลายๆ ทางเลือกด้วยองค์ประกอบที่แตกต่าง

ยิ่งไปกว่านั้น กาแฟที่มีชื่อเรียก รสชาติ ความหอม ราคาที่ต่างกันนั้น การเกิดขึ้นของกาแฟร้อนแต่ละชนิด มันมีลำดับของการชง ขั้นตอน หรือการเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่างๆ ที่ต่างกันด้วย ดังนั้น หลักการข้อที่ 3 ในการสร้างองค์ความรู้ เราจึงต้องหาทางออกของปัญหาอย่างมีทางเลือกที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ด้วยการสร้างการเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ อย่างหลากหลาย

โดยสรุป ในการแก้ปัญหา เราต้องมีปัญญา ทฤษฎีกาแฟร้อนช่วยให้เราเข้าใจถึงธรรมชาติที่มาของปัญญาว่า รากฐานทางความคิดของมันมาจากมุมมองเชิงระบบ ด้วยการคิดวิเคราะห์ แจกแจง เพื่อหาองค์ประกอบหลักหรือใจความสำคัญ แล้วตามด้วยการคิดเชิงสังเคราะห์ เพื่อเชื่อมโยงประเด็นสำคัญเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ในขณะนั้น ความรู้ใหม่ก็เกิดขึ้น นอกจากนี้ การแก้ปัญหาต้องมีทางออกหลายๆ ทางเลือก และมันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

ทฤษฎีกาแฟร้อนช่วยให้เข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นองค์รวม และเป็นแนวทางเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน เพราะกาแฟร้อนเกิดขึ้นได้อย่างไร ปัญญาก็เกิดขึ้นได้อย่างนั้น

…ทฤษฎีกาแฟร้อนจึงเป็นศาสตร์องค์รวมแห่งความสำเร็จ

วนัช กูตูร์ คอลเลกชั่นใหม่ชุดไทยประยุกต์ 8 ชุด 8 สไตล์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668176

วันที่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 14:20 น.วนัช กูตูร์ คอลเลกชั่นใหม่ชุดไทยประยุกต์ 8 ชุด 8 สไตล์วนัช กูตูร์ พลิกโฉม “เจน-รมิดา จีรนรภัทร” สวยผุดผาดในลุคชุดไทยประยุกต์ 8 ชุด 8 สไตล์ ขึ้นปกนิตยสารดัง

งานดีไม่มีแผ่วเลยจริง ๆ เลยเจ้าค่า สำหรับ ห้องเสื้อวนัช กูตูร์ ที่ล่าสุดเพิ่งปล่อยคอลเลกชั่นใหม่ขึ้นปกนิตยสาร แพรว เวดดิ้ง บอกได้คำเดียวว่าชุดไทยประยุกต์ในคอลเลกชั่นนี้เลิศหรู งดงามอลังการมากๆ เพราะแต่ละชุดที่ดีไซน์เนอร์ออกแบบมานั้นมีความวิจิตรบรรจงงดงาม ทั้งแบบโบราณและแบบร่วมสมัย ดูหรูหราไม่ซ้ำแบบใคร และสำหรับใครที่ติดตามผลงานของห้องเสื้อนี้จะเห็นได้ว่า งานออกแบบและความประณีตนั้นพัฒนาไปไกลมาก จนกลายเป็นอินสปายเรชั่นให้ กับเหล่านักออกแบบมือใหม่หลายๆคน ถือเป็นต้นแบบของงานฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยก็ว่าได้ และงานนี้ยังได้นักแสดงสาววัยรุ่นหน้าใส เจน-รมิดา จีรนรภัทร มาร่วมถ่ายทอดผลงานชุดไทยเป็นครั้งแรกให้กับทางห้องเสื้ออีกด้วย มีชุดไทย แบบไหนบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่า

เปิดตัวด้วยชุดไทยที่สาวสายฝอสายแฟห้ามพลาดเด็ดขาด บอกแล้วว่า ห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ เสกชุดไทยออกมาแต่ละชุดสวยฟาดสุดๆ ไปเลย แถมยืนหนึ่งของจริงไม่มีโป๊ะอีกด้วย ชุดนี้ถือเป็น ชุดไฮไลท์ที่ดัดแปลงมาจากชุดไทยจักรีที่ทัชใจสาวๆยุคนี้มากทีเดียว ด้วยงานดีไซน์ที่ถูกวางไว้ไม่ให้ ไทยจ๋ามาก ตัวชุดตัดเย็บด้วยผ้าไหมลำพูนสีฟ้าพาสเทลยกล้านนาแบบสั่งทอพิเศษ รวมถึงใช้ เทคนิคพิเศษในการย้อมไล่สีผ้าแบบออมเบร มีการจับเดรปตรงตัวเสื้อ ทับด้วยสะพักเฉียงบ่าที่บรรจงปักด้วยลูกปัดและคริสตัลสีทอง ตัวสไบปักเป็นลวดลายแห่งวนัช (แปลว่า ดอกบัว) จรดทอดยาวถึงพื้น ชุดนี้แม้จะถูกดัดแปลงมาจากชุดไทยจักรีแต่ดีไซน์เนอร์ก็เพิ่มความเก๋ให้ชุดด้วยการมิกซ์แอนด์แมทช์แขนเสื้อสไตล์ยุโรปยาวไล่ลงมาจรดปลายข้อมือแบบเข้ารูปหนึ่งข้าง ดูงดงามเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร เป็นความแปลกตาแต่ลงตัวสุดๆ ทำให้ชุดนี้ ดูสวยเฉียบเนี๊ยบไปทุกองศาจริงๆ

สำหรับชุดไทยประยุกต์สีกลีบบัวชุดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งชุดที่สายแฟห้ามพลาดเช่นกัน เพราะเป็นลุคที่สวยละมุนตาสุด ๆ ชุดนี้ถูกออกแบบให้มีความร่วมสมัยโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดไทยศิวาลัย และมีความผสมผสานทางวัฒนะธรรมระหว่างชุดไทยกับจีนเอาไว้ได้อย่างลงตัว ตัวเสื้อนั้นตัดเย็บจากผ้าลูกไม้เกรดพีเมียมและเพิ่มความหรูหราด้วยงานปักคริสตัลลวดลายพิเศษนำเข้ามาจากประเทศอิตาลี ความพิเศษของชุดนี้อยู่ตรงพัดผ้าไหม สัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลของวัฒนธรรมจีนที่มีมาอย่างช้านานกว่า 4,000ปี โดยพัด มีความหมายว่าความดีงามที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเสมือนของวิเศษอันเป็นมงคลนาม ส่วนของผ้านุ่งออกแบบให้เป็นทรงหางปลาแต่งจีบหน้านาง มีการปักลายเพื่อความสวยงาม ดูหรูหราไร้ที่ติ เหมาะสำหรับเจ้าสาวที่ต้องการใช้ชุดพิธีหมั้นที่มีเชื้อสายทั้งไทยและจีน

สาวยุคใหม่ที่ชื่นชอบสไตล์มิกซ์แอนด์แมทช์ เรียบหรู ดูแพง แต่ยังคงความเป็นไทยเอาไว้ได้อย่างเนียนกริบ ขอแนะนำชุดไทยประยุกต์ชุดนี้เลย บอกได้คำเดียวว่าตอบโจทย์คุณสาว ๆ สุด ๆ ตัวเสื้อถูกออกแบบเป็นเสื้อลูกไม้แขนตุ๊กตา เพิ่มดีเทลด้วยลวดลายงานปักคริสตัลและลูกปัดผลึกแก้วใสลงบนผ้าซีทรูซีขาวออฟไวท์ทั้งตัวเพื่อความอ่อนช้อยสวยงาม ตัดกับตัวกระโปรงทรงหางปลาลากยาวที่ตัดเย็บจากผ้าไหมพาราณสีที่ผ่านการทออย่างประณีต แต่ยังคงอัตลักษณ์แบบชุดไทยไว้ด้วยหน้านางและชายพก แม้ชุดนี้จะมีดีเทลไม่มากนัก แต่เสริมลุคให้ผู้สวมใส่ดูงามระหงส์ บริสุทธิ์ผุดผาดละม้ายคล้ายเด็ก วัยแรกรุ่นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ถ้าสาว ๆ คนไหนชื่นชอบชุดไทยจักรพรรดิที่เน้นงานประณีต งดงาม และดูเลอค่า ห้ามพลาดชุดนี้เด็ดขาด ตัวชุดไทยตัดเย็บด้วยผ้าไหมลำพูนสีขาวเกรดพรีเมียม เพิ่มความหรูหราสะดุดตาด้วยลวดลายของงานปักลูกปัดสีทองและคริสตัล ห่มด้วยสไบจีบสีขาวทับด้วยสะพักโบราณสีทองปักด้วยดิ้นทองลายดอกพุดและประดับด้วยคริสตัลทั่วทั้งผืนอีกชั้น เพิ่มความเก๋ที่ชายสไบด้วยภู่ทองที่ร้อยเรียงด้วยลูกปัดสุดงามตา นับเป็นอีกหนึ่งชุดไทยจักรพรรดิที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในเวลานี้

ตระการตากับชุดไทยจักรพรรดิสีขาวปักทองกันอีกชุด ซึ่งชุดนี้ถูกออกแบบตามต้นฉบับชุดไทยพระราชนิยมได้แบบเป๊ะปังมาก ตัวชุดไทยตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกใหญ่สีขาวทั้งชุด ในส่วนขอผ้าซิ่นนั้นเพิ่มความหรูหราด้วยเชิงปักทองมีหน้านางและชายพก ห่มด้วยสไบจีบผ้าไหมสีขาวทับด้วยสะพักสีขาวปักทองแทรกลายสีเงินอีกชั้น ทำให้ชุดนี้ดูงามสง่าสมกับแม่หญิงทั้งหลายเป็นที่สุด

อีกหนึ่งชุดไทยจักรีประยุกต์สีชมพูอ่อน ที่ให้ความพิเศษที่แตกต่างออกไป ตัวชุดใช้ผ้าไหมพาราณสีในการตัดเย็บ เพิ่มความหรูหราลงบนผ้าด้วยงานปักลวดลายที่ใช้คริสตัลและลูกปัดผลึกแก้วใสทั้งชุด ความเก๋อยู่ที่ชายกระโปรงที่ถูกออกแบบให้เป็นทรงหางปลาลากยาว เสริมลุคให้ผู้สวมใส่ดูงดงามมากยิ่งขึ้น

ตามติดมาด้วยชุดไทยจักรพรรดิสีกลีบบัวอีกหนึ่งชุดที่สวยงามไม่แพ้กันเหมาะกับออเจ้าทุกคนจริง ๆ เลยเจ้าค่า ด้วยรูปแบบของชุดที่มีความอ่อนช้อยงดงามเหมือนนางในวรรณคดี งานตัดเย็บจึงจำเป็นต้องประณีตขั้นสุด ผ้าไหมที่เลือกใช้เป็นผ้าไหมพาราณสีที่ผ่านการทอมือด้วยความวิจิตรบรรจง ผสมผสานด้วยงานปักจากช่างฝีมือระดับโลก ทำให้ชุดไทยโบราณชุดนี้ดูงดงามและเลอค่าหาตัวจับยากอีกเช่นกัน

ปิดท้ายด้วยชุดไทยศิวาลัยสีขาว ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าไหมลำพูนสอดดิ้นเงิน ชุดนี้เป็นผลงาน ชั้นเลิศเพราะทางห้องเสื้อสามารถเก็บรายละเอียดของความงดงามและมีเสน่ห์ตามแบบฉบับของชุดไทย พระราชนิยมเอาไว้ได้อย่างหมดจด ด้วยเสน่ห์ของชุดที่ให้ความรู้สึกแบบสาวชาววังในอดีต ดูเรียบหรู และงดงามเป็นพิเศษ จึงเป็นอีกหนึ่งลุคที่มีอยู่ในทุกคอลเลกชั่นของทางห้องเสื้อ อีกทั้งยังเป็นที่นิยมของเหล่าคนดังที่ต่างก็แวะเวียนมาเลือกชุดไทยศิวาลัยสำหรับใช้ในวันสำคัญต่าง ๆ มากมายอีกด้วย

สำหรับสาวๆ ที่ชื่นชอบชุดไทยและกำลังมองหาเพื่อใช้สวมใส่ในพิธีสำคัญต่างๆ สามารถเข้ามาขอรับ คำปรึกษาได้ที่ห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ พิกัดปากซอยลาดพร้าว 50 หรือดูผลงานต่าง ๆ ผ่านทาง www.facebook.com/vanuscouture หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 020024895, 020024896, 086-491-5445 Line: @ vanuscouture

ส่องเทรนด์บ้านปลอดฝุ่น นวัตกรรมบ้านสุขภาพดีปลดล็อก PM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668172

วันที่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 13:50 น.ส่องเทรนด์บ้านปลอดฝุ่น นวัตกรรมบ้านสุขภาพดีปลดล็อก PM2.5 ฝุ่น PM 2.5 ของที่มาคู่กับฤดูหนาว ส่องเทรนด์บ้านปลอดฝุ่น กับกระเบื้องฟอกอากาศ ‘คอตโต้’ นวัตกรรมบ้านสุขภาพดีปลดล็อก PM2.5

เมื่อเข้าสู่หน้าหนาว ฤดูฝุ่น PM 2.5 ก็มาพร้อมกับลมหนาวทันที หลายคนสงสัยว่าทำไมหน้าหนาวถึงมีฝุ่นเยอะกว่าปกติ มีคำอธิบายง่าย ๆ ว่าอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาว มาจากความกดอากาศสูง ทำให้พื้นดินคายความร้อนอย่างรวดเร็ว อากาศที่อยู่เหนือพื้นดินก็เย็นตามไปด้วย อากาศร้อนที่ดันขึ้นอยู่คั่นกลางระหว่างชั้นอากาศเย็น จึงกลายสภาพเป็นเกราะ เรียกกันว่าเป็น “อากาศปิด” ทำให้ไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน  ดังนั้น อากาศรวมถึงฝุ่นที่สะสมอยู่จึงไหลย้อนกลับลงสู่พื้นอีกครั้ง มลภาวะในอากาศจึงสูงตามไปด้วย

ฟังดูอาจเป็นเรื่องปกติ เพราะถึงแม้ฝุ่นอาจจะมากไปสักหน่อย แต่ลมโชยเย็น ๆ ในช่วงหน้าหนาว ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเย็นสบายเพิ่มมากขึ้น การปรากฏตัวของฝุ่น PM2.5 หรือที่เรียกว่า “ฝุ่นจิ๋ว” ที่มีแหล่งกำเนิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม การเผาวัชพืช รวมถึงไฟไหม้ป่าที่เริ่มทวีเพิ่มมากขึ้น ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และส่งผลต่อสุขภาพอย่างมหาศาล ด้วยขนาดที่เล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมจนขนจมูกไม่สามารถกรองได้ จึงถูกสูดผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ปอด และกระแสเลือดโดยตรง ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของเซลส์เม็ดเลือดขาว ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง และโรคมะเร็งปอดด้วย

ทำอย่างไร ให้บ้านปลอดฝุ่น

ด้วยตระหนักถึง ความสำคัญของการพักอาศัย ที่เป็นหลักสำคัญของคุณภาพชีวิตของคนไทย คอตโต้ โดยบริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) จึงได้พัฒนานวัตกรรมกระเบื้อง กระเบื้องฟอกอากาศ (AIR ION) ที่สามารถดักจับฝุ่นละอองขนาดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าฝุ่นจิ๋ว ตัวการสำคัญสามารถดักจับฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 89% พร้อมเพิ่มมวลอากาศสดชื่นภายในบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กระเบื้องฟอกอากาศมีคุณสมบัติอย่างไร

กระเบื้องฟอกอากาศ คือ นวัตกรรมกระเบื้อง ที่ผสมจากแร่ธาตุธรรมชาติ Tourmaline บนผิวหน้ากระเบื้อง ปล่อยประจุไอออนลบในระดับ 3,000 ions/cm3 เพื่อเข้าดักจับฝุ่น โดยฝุ่นลดลงไปถึง 89% ภายในระยะเวลา 30 นาที

กระเบื้องฟอกอากาศติดตั้งอย่างไรให้ใช้งานได้ประสิทธิภาพสูงสุด

กระเบื้องฟอกอากาศ สามารถติดตั้งโดยปูได้ทั้งพื้นและกรุผนัง แต่ถ้าให้ดีที่สุดควรติดตั้งบริเวณผนังเพื่อการดักจับฝุ่นที่ลอยในอากาศ ซึ่งอยู่ในระยะการหายใจของมนุษย์ และเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการช่วยดักจับฝุ่น ควรติดตั้งประมาณ 40% ของพื้นที่ภายในห้อง ซึ่งเทียบเท่ากับ ผนัง 2 ด้าน หรือ พื้น+ผนัง 1 ด้าน จะช่วยลดฝุ่นภายในบ้านได้เยอะ แถมยังสามารถใช้งานได้ตลอดการติดตั้ง โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ยิ่งใครที่อยู่คอนโดฯ ก็ยังช่วยประหยัดพื้นที่มากขึ้น ไม่ต้องติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ หรือเครื่องกรองอากาศให้เปลืองพื้นที่อีกด้วย คุ้มค่าและดีต่อสุขภาพแน่นอน

นอกจากฟังชั่นก์ที่ดีงามแล้ว ดีไซน์เนอร์ยังได้รังสรรค์ดีไซน์กระเบื้องฟอกอากาศให้สวยหรูอย่างมีเอกลักษณ์ หลากหลายสีสัน ให้เลือกตกแต่งตามความชอบของสมาชิกในบ้านและตามสไตล์ของห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน อาทิ

ห้องนั่งเล่น เป็นจุดสะสมฝุ่นภายในบ้านที่ค่อนข้างเยอะ อาจจะมาจากหลาย ๆ สาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือฝุ่นจากร่างกายของเราที่นำมาจากนอกบ้าน คอดโต้ ขอแนะนำดีไซน์ 2 รูปแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายที่ชอบความเท่ห์ แต่ซ่อนความอบอุ่น และสาวหวาน ที่ชวนพิศ ด้วยกระเบื้องบุผนังลายพรีโม่ซีรีย์ เป็นการนำลวดลายของหินในโทนสีเทา จัดวางในรูปแบบของก้อนอิฐ เลือกใช้สีอ่อนสลับสีเข้มทำให้ดูมีมิติ เลือกเฟอร์นิเจอร์สไตล์ไม้โทนสีเข้มและเก้าอี้หนังดีไซน์เก๋ ๆ เป็นรูปไข่ ทำให้ได้ห้องนั่งเล่นสไตล์หนุ่มเท่ ๆ

กระเบื้องบุผนังลายริตาซีรีย์ เป็นการนำลวดลายที่สวยงามของ Cream Karaman Marble หินอ่อนธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากประเทศตุรกี นำมาทำเป็น 2 ดีไซน์ คือ ริตา เดคโค นำมาลวดลายของหินอ่อนมาตัดเรียงเป็นชิ้นเล็ก ๆ คล้ายโมเสกทำให้ดูโดดเด่น วาง pattern กรุผนังคู่กับ ริตา เป็นการโชว์ความสวยงามของลายหินอ่อนทั้งแผ่นเพิ่มความหรูหรา เลือกใช้ริตาซีรีย์ สีเบจทำให้ห้องนั่งเล่นดูนุ่มนวล เลือกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนทำให้ห้องดูละมุน เข้ากับสไตล์สาวหวาน

ห้องครัวและห้องทานอาหาร ปัจจุบันนิยมให้ห้องครัวและห้องอาหารในพื้นที่เดียวกันเพื่อประหยัดพื้นที่ใช้สอย จึงเป็นพื้นที่ที่จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดจากฝุ่นเป็นพิเศษ ขอแนะนำกระเบื้องฟอกอากาศลายลาวาเรโด ขนาด 60×120 cm. ในการปูพื้น ได้รังสรรค์ดีไซน์จาก White Volakas หินอ่อนธรรมชาติสีขาวจากประเทศกรีซ ลดทอนลวดลายของเส้นริ้วให้เบาบางลง ทำให้ได้กระเบื้องลายหินอ่อนสีขาวสว่างเป็นที่ชื่นชอบของนักออกแบบบ้าน เลือกทำเฟอร์เจอร์แบบบิวท์อินบานปิดเน้นสีขาว เพื่อป้องกันฝุ่นลงภาชนะต่าง ๆ ทำให้ได้ ห้องครัวในสไตล์โมเดิร์นลักซูรี

ห้องน้ำ พื้นที่ส่วนตัวห้องนี้ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าห้องอื่น โดยปกติห้องน้ำจะเป็นห้องที่มีความชื้นสูงมากกว่าห้องอื่น ๆ แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีฝุ่นละอองจากแป้งทาตัว ฝุ่นละอองจากภายนอกที่เข้ามาทางหน้าต่างห้องน้ำ ขอแนะนำกระเบื้องบุผนังลายแอมมี่ซีรี่ย์ นำมาทำเป็น 2 รูปแบบ คือ แอมมี่มิงเกิ้ล และ แอมมี่ ขาว ได้แรงบันดาลใจจากหินที่ประดับบนกำแพงหมู่บ้านโบราณบุกซอนฮันอก ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโซล ลักษณะของดีไซน์เป็นหินและหินอ่อน วางสลับกันในสไตล์โมเสก การตกแต่งภายในห้องน้ำใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นเพื่อจะได้ไม่เป็นที่สะสมของฝุ่น ใช้โทนสีขาวและไม้สีอ่อนทำให้มองเห็นฝุ่นและสิ่งสกปรกได้ง่ายขึ้น ช่วยทำให้ทำความสะอาดได้หมดจด เป็นห้องน้ำน่ารัก ๆ แบบมินิมอล

สำหรับใครที่สนใจกระเบื้องฟอกอากาศเพื่อเพื่อเพิ่มมวลอากาศให้สดชื่นตลอด 24 ช.ม. สามารถพบกับโปรโมชั่นพิเศษเอาใจคนรักบ้าน เพียงช้อปครบ10,000 บาท รับส่วนลด 500 บาท โดยกิจกรรมนี้สามารถเลือกใช้บริการผ่าน COTTO LIFE.COM และร้านค้าที่ร่วมรายการ ทั่วประเทศ โดยสามารถกดรับโค้ดส่วนลด และคูปองส่วนลดได้ที่ https://www.cotto.com/fulfill-your-dream/concept ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2564 เท่านั้น หรือสอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ https://www.cotto.com/ หรือ https://www.facebook.com/cottoofficial/ และLine Official Account : @COTTOlife >> http://bit.ly/2D5BeJd หรือ ณ จุดขาย และร้านค้าที่ร่วมรายการ

พาชมโฉมใหม่ ใหญ่! ครบ! พบแบรนด์ดังระดับโลกในโซน Beauty Galerie @เซ็นทรัล ลาดพร้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/668155

วันที่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 11:30 น.พาชมโฉมใหม่ ใหญ่! ครบ!  พบแบรนด์ดังระดับโลกในโซน Beauty Galerie @เซ็นทรัล ลาดพร้าว สาวกบิวตี้พร้อมปักหมุด ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว ต้อนรับการปรับโฉมสุดอลังการของแผนก “Beauty Galerie” ช้อปแบรนด์ความงามดังระดับโลก ตอกย้ำความเป็น Beauty Destination ของเมืองไทย

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พร้อมมอบความสุขขั้นสุดให้เหล่าบิวตี้เลิฟเวอร์ ด้วยการปรับโฉมแผนก Beauty Galerie ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว เปิดประสบการณ์สุดพิเศษกับ #ความรู้สึกใหม่ของความงาม กับงาน Central The Sensation of Beauty บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร บิวตี้แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่พร้อมมอบประสบการณ์ด้านความงามสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมเผยโฉมเคาน์เตอร์แบรนด์ดังระดับโลก ทั้งเครื่องสำอาง และน้ำหอมกว่า 300 แบรนด์ อาทิ Dior ,Chanel, La Mer, Lancôme, Shiseido, Estée Lauder, Clarins, SK-II, Clé de Peau Beauté, Sisley, La Prairie,   Jo Malone London, Clinique, Kiehl’s,  YSL, Tom Ford,  Armani Beauty, Bobbi Brown, M.A.C,  Nars, Laura Mercier, Hourglass, Sulwhasoo, The History of Whoo,  Aesop, L’Occitane, Fresh, Origins , Ipsa,  Biotherm และอีกมากมาย พร้อมต้อนรับแบรนด์ New-in ใหม่ล่าสุด! ที่มาร่วมเปิดเคาน์เตอร์ ฉลองโฉมใหม่ให้ยิ่งอลังการ ไม่ว่าจะเป็น  Charlotte Tilbury, Gucci Beauty, Augustinus Bader, Dolce&Gabbana, Diptyque, Suqqu และ By Terry ดีไซน์พิเศษในสไตล์ของตนเอง เผยเอกลักษณ์ (Brand Identity) ของแต่ละแบรนด์ได้อย่างลงตัว ครบครันด้วยผลิตภัณฑ์ความงามแบบเอ็กคลูซีฟ พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษให้เหล่าบิวตี้เลิฟเวอร์ได้เลือกช้อปอย่างจุใจ

รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “เซ็นทรัลพร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ของเมืองไทย โดยการปรับโฉมแผนก “Beauty Galerie” (บิวตี้ แกเลอรี) ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร เพื่อส่งมอบความสุขให้บิวตี้เลิฟเวอร์ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ผสมผสานเข้ากับความเป็นอินโนเวทีฟ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Central The Sensation of Beauty เพื่อสร้างความแปลกใหม่ และเปิดประสบการณ์สุดพิเศษกับ #ความรู้สึกใหม่ของความงาม ให้กับบิวตี้เลิฟเวอร์ได้เลือกช้อปกันอย่างสนุกสนาน พบกับ New Brands ทั้งเครื่องสำอาง และน้ำหอม กว่า 300 แบรนด์ที่จะมาช่วยเปิดประสบการณ์ความงามรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน  มาพร้อม New Counter Design ในรูปแบบที่ทันสมัยกับดีไซน์สุดพิเศษของเคาน์เตอร์แบรนด์ดังระดับโลกซึ่งออกแบบอย่างโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Brand Identity) สะท้อนถึงดีเอ็นเอของแต่ละแบรนด์ได้อย่างชัดเจน และพร้อมมาอวดโฉมที่ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นที่แรกและที่เดียวเท่านั้น  พิเศษสุดกับ New Technology and Services ที่จะมาช่วยยกระดับการให้บริการและนวัตกรรมสุดล้ำเพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการให้แหล่าบิวตี้เลิฟเวอร์ได้สัมผัสในแบบที่แตกต่างไปจากเดิม อีกทั้งยังให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยในยุค New normal ที่เคร่งครัดขั้นสูงสุดอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านจะรู้สึกประทับใจอย่างแน่นอน”

สำหรับโซน Beauty Galerie แต่ละแบรนด์มาพร้อมดีไซน์สุดพิเศษในสไตล์ของตัวเอง แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ (Brand Identity และความงามแบบเอ็กคลูซีฟ  อาทิ 

YSL เปิดตัวเคาน์เตอร์ดีไซน์ใหม่ล่าสุด ในรูปแบบ “Marble Look” แห่งแรกของโลก ที่ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว แสดงออกถึงแบรนด์ DNA ผ่านการตกแต่งด้วยหินอ่อนสลับดำ-ขาวเต็มพื้นที่ หรูหราด้วยการเล่นวัสดุลายเส้นสีทอง-เงินเงาวาว ดึงดูดทุกสายตา พร้อมการออกแบบภายในที่เอื้อต่อการบริการเหนือระดับ

Kiehl’s พบกับแฟล็กชิฟสโตร์ใหม่ ในคอนเซ็ปต์ Future Made Better ซึ่งเป็นแคมเปญหลักของคีลส์ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยพัฒนาชุมชนที่เราอยู่ให้ดียิ่งขึ้น มีการออกแบบร้านอย่างยั่งยืน (Eco-Conscious Retail Design) โดยคำนึงถึงวัสดุและวิธีการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ไม้ภายในร้านเป็นวัสดุ FSC (Finest Stewardship Council) ที่มีการจัดการอย่างถูกต้องและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมการติดตั้งแผงไฟ LED ทั้งร้าน เพื่อเป็นการประหยัดไฟ และสีที่ใช้ตกแต่งร้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (VOCs = 0%)  

Bobbi Brown ปรับโฉมใหม่ล่าสุด โดยได้แรงบันดาลใจจากเมือง New York เน้นโทนสีขาวดำ สื่อถึงความนำสมัยให้ความรู้สึกหรูหรา รวมถึงมีตัว Skylight ที่ฝ้า ทำให้เหมือนอยู่ในตึกที่ NYC มาพร้อมกับมุม Make Up ที่ทันสมัยมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Loft Design Concept พบได้ที่ห้างเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว เท่านั้น 

Shiseido ขออวดโฉมใน “Shiseido Alive Counter” เคาน์เตอร์รูปแบบล่าสุด ออกแบบในคอนเซ็ปต์ “The Japanese Digital Garden” ได้แรงบันดาลใจจากน้ำตกและสายน้ำสู่ดีไซน์ที่สามารถหมุนได้ 360 องศา ซึ่งเป็นดีไซน์เอ็กซ์คลูซีฟที่เคาน์เตอร์ห้างเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว เท่านั้น!

Clé de Peau Beauté ผสมผสานความหรูหรา แต่ดูอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมสัมผัสนวัตกรรมสุดล้ำแห่งวงการบิวตี้ อย่าง “Smart Radiance Mirror” อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี  “Virtual Makeup Try-on”  เพียงสแกน QR Code ก็สามารถเลือกเมคอัพลุคที่ต้องการลงบนใบหน้าได้เสมือนจริง โดยไม่ต้องถอดหน้ากากอนามัยอีกด้วย

พบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษรับคูปองส่วนลดแทนเงินสด สูงสุด 5,000 เมื่อช้อปตามเงื่อนไข, ลดเพิ่ม สูงสุด 27.5% เมื่อใช้คะแนนเดอะวัน 2 เท่าของยอดช้อป หรือใช้คะแนนลดเพิ่มและรับเครดิตเงินคืนสูงสุด30% จากเดอะวัน และบัตรเครดิต ตั้งแต่วันนี้-15 ธ.ค 2564 ณ แผนก Beauty Galerie ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว นอกจากนี้ บิวตี้เลิฟเว่อร์ยังสามารถสัมผัสประสบการณ์การช้อปผ่าน Central Chat & Shopที่ไลน์ @centralofficial, Central Call & Shop ที่เบอร์ 1425 พร้อมบริการใหม่ล่าสุด Personal Shopper โทร. 1425 กด 3 ผู้ช่วยช้อปส่วนตัวบริการสุดพิเศษสำหรับทุกคน หรือช้อปผ่าน Facebook Inbox ที่ www.facebook.com/centralbeautyclub พร้อมช่องทางรับสินค้าเติมเต็มความสะดวกสบายให้แก่คุณด้วยบริการ Click & Collect และ Drive Thru ที่ห้างเซ็นทรัลทั่วประเทศ

รัวจังหวะช้อปโปรปัง! กับสุดยอดแบรนด์ดัง @เซ็นทรัล ลาดพร้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/667965

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 19:10 น.รัวจังหวะช้อปโปรปัง! กับสุดยอดแบรนด์ดัง @เซ็นทรัล ลาดพร้าวมัดรวมโปรโมชั่นบิวตี้ไอเท็มเต็มพิกัด จัดให้ทั้งลด! ทั้งแถม! กับหลายแบรนด์ดังในดวงใจ ไปกันได้ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว

..

ลั่นกลองช้อปขนโปรดีดีลเด็ดกับ 11.11 โพสต์ทูเดย์ คัดบิวตี้ไอเท็มเด็ดให้สาวๆ พร้อมที่สุดของโปรโมชั่นจากบรรดาแบรนด์ดัง อาทิ DOLCE & GABBANA , NARS , CLE DE PEAU BEAUTE , LAURA MERCIER  

DOLCE&GABBANA Promotion

สวยฟินแมตช์ได้ทุกลุค! ช้อป DOLCE&GABBANA The Only One Matte Lipstick Color คู่กับแคปลายโปรด และเครื่องสำอาง DG Beauty ใดๆ ครบ 3,500 บาท รับทันทีชุดของขวัญ มูลค่า 3,930 บาท 

สามารถช้อปสินค้าโปรโมชั่นได้ที่เคาน์เตอร์ DOLCE&GABBANA Beauty สาขาพารากอน โทร. 02-610-7696 , สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว โทร. 065-986-9341

FRAGRANCE Promotion

EXCLUSIVE เฉพาะการช้อปที่เคาน์เตอร์น้ำหอม DOLCE&GABBANA, Issey Miyake และ Narciso Rodriguez แผนกบิวตี้ แกเลอรี ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 11 พ.ย. 2564 – 14 พ.ย. 2564

ช้อปน้ำหอม DOLCE&GABBANA Light Blue รุ่นใดๆ ไซซ์ใหญ่ จำนวน 1 ขวด รับฟรี PRECIOUSKIN Perfect Finish Cushion Foundation และลิปสติก DOLCE&GABBANA คละรุ่น คละเฉดสี จำนวน 1 ชิ้น รวมมูลค่า 4,300 บาท

ช้อปน้ำหอม DOLCE&GABBANA , ISSEY MIYAKE และ NARCISO RODRIGUEZ จำนวน 1 ชิ้น  รับฟรีน้ำหอม Mini The Only One EDP 7.5ml. จำนวน 1 ขวด มูลค่า 1,160 บาท

FRAGRANCE Promotion : เซ็ตน้ำหอมราคาพิเศษสุดคุ้ม

Narciso Rodriguez Set เซ็ตน้ำหอม For her EDT 100ml + For Her EDP 30ml. ราคาพิเศษ 4,800 THB ราคาปกติ 6,800 THB

ISSEY MIYAKE Set เซ็ตน้ำหอม L’EAU D’ISSEY EDT 100ml. + L’EAU D’ISSEY POUR HOMME EDT 125ml. ราคาพิเศษ 5,400 THB ราคาปกติ 8,600 THB

K by DG EDT Set เซ็ตน้ำหอม K by DG EDT 100ml. + K by DG EDT 50ml. ราคาพิเศษ 5,400 THB ราคาปกติ 7,800 THB

NARS Promotion

ต้อนรับการเปิดตัวรูปแบบเคาน์เตอร์ใหม่ ของ NARS ครั้งแรกในประเทศไทยกับคอนเซ็ปต์ 360 CIRCULAR COUNTER ที่แผนกบิวตี้ แกเลอรี ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ด้วยส่วนลด 20% ทุกไอเทม (ยกเว้น Holiday Collection 2021) เฉพาะวันที่ 11 พย. วันเดียวเท่านั้น!!

CLE DE PEAU BEAUTE Promotion

พบข้อเสนอสุดพิเศษต้อนรับเทศกาล 11.11 ที่ทุกคนรอคอย จากเคลย์ เดอ โป โบเต้ เมื่อช้อป Le Serum ขนาด 30 มล. รับของขวัญพิเศษ 3 ชิ้น มูลค่ารวม 2,250 บาท ที่เคาน์เตอร์ทุกสาขา หรือสั่งซื้อออนไลน์ ผ่านทาง Line Official และบริการ Chat & Shop ตั้งแต่ 6 พฤศจิกายน 2564 – 11 พฤศจิกายน 2564 เท่านั้น

Line Official Account: @cledepeaubeaute หรือ https://lin.ee/jCNrbRU

Central Chat & Shop: @centralbeautyclub

ICONSIAM Chat & Shop: https://bit.ly/3vYHjAl

The Mall Chat & Shop: @MonlineTH

LAURA MERCIER Promotion

11.11 นี้ พบกับเคาน์เตอร์  Laura Mercier โฉมใหม่ ชั้น M เซ็นทรัล ลาดพร้าว พร้อมร่วมฉลองกับโปรสุดปัง และสิทธิพิเศษอีกมากมาย พิเศษเฉพาะเคาน์เตอร์ Laura Mercier เซ็นทรัล ลาดพร้าว ช้อปครบ 2,000 บาท  รับ THE SENSATION OF BEAUTY Grand opening Exclusive Set ชุดของขวัญ 4 ชิ้น มูลค่ารวม 3,140 บาท  ประกอบด้วย

  • Mini Rouge Essentiel สี A La Rose มูลค่า 450 บาท
  • Tinted Moisturizer Oil Free สี 2N1 Nude ขนาด 10 ml มูลค่า 450 บาท
  • Pure Canvas Primer สูตร Hydrating ขนาด 10 ml  มูลค่า 450  บาท และผ้าพันคอ Kiss Me More มูลค่า 1,790 บาท
  • รับเพิ่ม! เมื่อช้อปครบ 2,500 บาท กระเป๋า Half Moon Bag สี Deep Ocean มูลค่า 1,000 บาท
  • และเมื่อช้อปถึง 3,500 บาท รับ Translucent Loose Setting Powder ขนาดจริง มูลค่า 1,790 บาท 

เฉพาะวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 – 14 พฤศจิกายน 2564 ณ เคาน์เตอร์ลอร่า เมอซิเอ ชั้น M เซ็นทรัล ลาดพร้าวเท่านั้น!

เปิดแล้ว Crystal Sports ไลฟ์สไตล์สปอร์ตคอมมูนิตี้แห่งใหม่เอาใจคนกรุงและกลุ่มคนรักสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/667891

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 10:30 น.เปิดแล้ว Crystal Sports ไลฟ์สไตล์สปอร์ตคอมมูนิตี้แห่งใหม่เอาใจคนกรุงและกลุ่มคนรักสุขภาพKE Group เปิดตัว Crystal Sports ไลฟ์สไตล์สปอร์ตคอมมูนิตี้แห่งใหม่ สร้างสรรค์พื้นที่ออกกำลังกายตอบโจทย์ชาวกรุง ชูสนามเทนนิสในร่มมาตรฐานระดับโลกพร้อมสนามฟุตบอลสากลสุดพรีเมี่ยม

ข่าวดีสำหรับคนรักสุขภาพกับไลฟ์สไตล์สปอร์ตคอมมูนิตี้แห่งใหม่ โดย KE Group สร้างสรรค์พื้นที่ออกกำลังกายให้คนกรุงเทพ เปิด Crystal Sports สุดพรีเมี่ยมติดกับเดอะ คริสตัล ศูนย์การค้าชื่อดัง บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์การออกกำลังกายและตอบโจทย์คนรักกีฬากับ คริสตัล เทนนิส เซ็นเตอร์ (Crystal Tennis Center) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคอร์ท US Open และ Crystal Football Club สนามฟุตบอลหญ้าจริงพาสพารั่มที่ใช้ปุ๋ย ออแกนิคธรรมชาติรักสิ่งแวดล้อม ขนาดมาตรฐานสากลให้บริการแก่นักฟุตบอล

งานนี้เปิดตัวสุดอลังการครั้งแรกกับการดึงแชมป์ระดับโลกอย่าง แทมมี่-แทมมารีน ธนสุกาญจน์ และภราดร ศรีชาพันธุ์ พร้อมนักเทนนิสมากฝีมือมาประเดิมหวดลูกสักหลาดแบบทีมผสมอย่างเร้าใจ พร้อมได้รับเกียรติจากนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ มาร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ภายใต้มาตรการณ์ป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์ CEO KE Group กล่าวว่า ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจในเรื่องของสุขภาพและเล่นกีฬากันมากขึ้น ดังนั้น เคอี กรุ๊ป จึงจุดประกายไอเดียในการสร้างพื้นที่ให้คนกรุงเทพได้ออกกำลังกาย และใช้เวลากับกีฬาเทนนิสสุดโปรด ที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมมาตรการณ์ป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด ทั้งการจัดเตรียมจุดตรวจคัดกรองผู้มาใช้บริการ การตรวจและประเมินผลพนักงาน โค้ช ผู้ใช้บริการ รวมถึงการทำความสะอาดพื้นที่

โดยงานเปิดตัว Crystal Sports ได้สร้าง Talk of The Town ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับคอมมูนิตี้ การออกกำลังกายกับแมตช์เปิดสนามที่คว้านักเทนนิสในตำนานระดับชาติและท็อปโลกแทมมี่-แทมมารีน ธนสุกาญจน์ อดีตนักเทนนิสหญิงอันดับหนึ่งประเทศไทย, อดีตอันดับ 15 ของโลกในเทนนิสคู่ ที่มาจับคู่กับ ดนัย อุดมโชค เจ้าของเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2006 ที่เมืองโดฮาประเทศการ์ตา ปะทะเดือดกับ ภราดร ศรีชาพันธุ์ อดีตนักเทนนิสชายชาวเอเชียที่มีอันดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยอันดับ 9 ของโลกในปี 2546 จับคู่กับ ณัฐนิดา หลวงแนม นักเทนนิสหญิงมีอันดับโลกสูงสุดประเภทเดี่ยว อันดับ 290 เมื่อปี 2550 และประเภทคู่ อันดับ 557 เมื่อปี 2548 ลงสนามดวล racket คู่ผสมที่เรียกว่าสุดมัน ที่มือหวดทั้ง 4 ผลัดกันโชว์ลีลาและฟอร์มดีไม่มีตกสร้างสีสันและความตื่นเต้นเร้าใจให้กับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

Crystal Tennis Center เป็นสนามเทนนิสฮาร์ดคอร์ทในร่มมาตรฐาน US Open แห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย เชื่อว่าถูกใจคนเลิฟการเล่นเทนนิสมากๆ แน่นอน เพราะใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อมอบสิ่งดีๆ ให้กับนักเทนนิส โดยมีคอร์ทในร่มทั้งสิ้น 3 คอร์ท ที่มาพร้อมกับคุณลักษณะพิเศษของพื้นผิวสนาม LAYKOLD ที่ตอบสนองต่อการเล่นเทียบเท่าสนามแข่งขัน US Open และสามารถเล่นได้ทุกสภาพอากาศในประเทศไทย

และสำหรับคนที่มุ่งมั่นอยากพัฒนาเป็นนักเทนนิสมืออาชีพ ที่นี่มีคลาสสอนสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคลาสเด็กหรือคลาสผู้ใหญ่จะได้เรียนกับโค้ชฝีมือระดับโลกอย่างใกล้ชิด ทั้ง โค้ชแทมมี่-ธามารีน ธนสุกาญจน์,โค้ชจูน-ณัฐนิดา หลวงแนม, โค้ชโฮม-พงศ์นริศร์ อินทสุวรรณ์ และโค้ชโอ้-ภาสกร แก้วบริสุทธิ์

นอกจากสนามเทนนิสที่โดนใจแล้ว Crystal Sports ยังมี Crystal Football Club สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานสากลที่ได้รับการออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญ สร้างสรรค์พื้นที่ออกกำลังกายด้วยคุณภาพหญ้ามาตรฐานระดับสากลโดยใช้หญ้า Paspalum ที่มีความนุ่ม และระบบการดูแลรักษาแบบไบโอชีวภาพ รักสิ่งแวดล้อม

และอีกหนึ่ง Talk of the town ที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เพราะในงานเปิดตัว Crystal Sports ยังมีกลุ่ม Infinity Supercar Club พร้อมเหล่าเซเลบริตี้คนดัง อาทิ Patrick Edward Dean ,หม่อมหลวง โอรัส เทวกุล, ธีระ ภู่ตระกูล, พงศกร ล่ำซำ, กิตติ อดิเรก, พสุ ลิปตพัลลภ, นัฐวรา บุญญาปะมัย, กุลวดี นิ่มนวล ,นิรมล วยากรณ์วิจิตร, อรวรรณ คราประยูร, ธัญญรักข์ ชวาลดิฐ, หวานใจ เอกบัณฑิต, , ภูริสร์ บุญญาปะมัย ,ประกาศิต โบสุวรรณ, และเอกกี้ เอื้อสังคมเศรษฐ์ มาร่วมแสดงความยินดีและการันตีว่าพื้นที่นี้เหมาะกับสายสปอร์ตทุกไลฟ์สไตล์สุดๆ

เรียกว่าตอบโจทย์ทุกความต้องการของสายกีฬาสุดๆกับ Crystal Sports ที่มีทุกอย่างครบจบในสถานที่เดียว ขอยืนยันว่าห้ามพลาด!! กับประสบการณ์ Crystal Sports ที่ภายในมีทั้ง Crystal Tennis Center และ Crystal Football Club เดินทางสะดวกอยู่ติดกับศูนย์การค้าเดอะคริสตัล และหมู่บ้าน คริสตัล พาร์ค ถนนประดิษฐ์มนูธรรม เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เปิดให้บริการตั้งแต่ 6:00 น. – 24:00 น.จองสนามได้ที่ โทร. 02-101-5995, Line:@crystalsports,FB: Crystal Sports และ IG: crystalsports.th

ซิกเนเจอร์คอลเลคชั่นกับความหรูหราครั้งใหม่ Chloe Eau de Parfum Naturelle

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/667887

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 09:45 น.ซิกเนเจอร์คอลเลคชั่นกับความหรูหราครั้งใหม่ Chloe Eau de Parfum Naturelle Chloe Eau de Parfum Naturelle ความหรูหราครั้งใหม่ที่โอบกอดความสง่างามของหญิงสาวและธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

นับตั้งแต่ปี 1952 ที่ Gaby Aghion (กาบี อากียง) แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chloé (โคลเอ้) ได้นำพาเมซงสุดหรูหรานี้เดินทางผ่านยุคต่างๆ และเติบโตมาพร้อมจิตวิญญาณที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง อิสรภาพ และความสดใส ซึ่งได้ส่งต่อพลังมาสู่ผู้หญิงทั่วโลกรวมถึงโลกแฟชั่นในปัจจุบัน ด้วยวิสัยทัศน์อันมีเป้าหมาย กาบี หล่อหลอมแฟชั่นเฮ้าส์แห่งนี้จนโดดเด่น โดยปลูกฝังเสมอในเรื่องมนุษยธรรม ความกล้าหาญ อีกทั้งให้เปิดกว้างและยอมรับสิ่งใหม่ๆ ทำให้แบรนด์ระดับโลกอย่างโคลเอ้มีเสน่ห์ที่แตกต่างออกไป จนกลายเป็นอีกหนึ่งเสียงและแรงขับเคลื่อนสำคัญเพื่อสังคมสตรีมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากจะมุ่งมั่นสานต่อความก้าวหน้า ความเท่าเทียมกัน และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับผู้หญิงอย่างเช่นที่ทำมาตลอด ปัจจุบันโคลเอ้ยังหันมาใส่ใจโลกอย่างจริงจังโดยให้ความสำคัญต่อการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไมโคลเอ้ถึงกำลังทำงานอย่างหนักในการปรับโมเดลธุรกิจให้สามารถสอดประสานกับความยั่งยืนได้อย่างลงตัว เพื่อมุ่งลดผลกระทบที่อาจเกิดต่อสิ่งแวดล้อมในทุกการสร้างสรรค์ผลงานของแบรนด์ต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของแฟชั่นไปจนถึงผลิตภัณฑ์น้ำหอม ซึ่งน้ำหอมรุ่นซิกเนเจอร์ตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Chloé Eau de Parfum Naturelle คงเป็นคำตอบที่ดีที่สะท้อนให้เห็นแล้วว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ต้อนรับสมาชิกใหม่สู่ซิกเนเจอร์คอลเลคชั่น กับการเฉลิมฉลองความเป็นสตรีเพศผู้สง่างามที่ความงดงามของธรรมชาติขับกล่อมให้เธอรู้สึกเป็นอิสระและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แสงแดดอันอบอุ่นกับสายลมที่พัดผ่าน ทำให้ผู้หญิงในแบบฉบับของโคลเอ้รู้ดีว่าธรรมชาตินั้นทรงพลังเพียงใดแต่ขณะเดียวกันก็เปราะบางและต้องการการเอาใจใส่ ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องปกป้องสิ่งที่เป็นดั่งแรงบันดาลใจและลมหายใจของเธอ

สัมผัสกลิ่นหอมอบอวลแสนบริสุทธิ์จากธรรมชาติ 100% ของ Chloé Eau de Parfum Naturelle วีแกนพาร์ฟูมที่หอบเอาความหอมสดชื่นใหม่มาพร้อมกลิ่นแนววู้ดดี้ ฟลอรัล ที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณเฟมินีน ของต้นตำรับไว้นั่นคือกลิ่นหอมของดอกกุหลาบที่ทั้งสดใหม่และสดใส โดยครั้งนี้นักปรุงน้ำหอมระดับปรมาจารย์อย่าง Michel Almairac (ไมเคิล อัลเมรัค) นำความสูงส่งของดอกกุหลาบออร์แกนิกที่ปลูกจากฟาร์มประเทศบัลแกเรียมาเป็นหัวใจหลัก แซมด้วยดอกเนโรลี่ที่มีกลิ่นไอความหอมหวานและกลิ่นน้ำผึ้งอ่อนๆ รังสรรค์เป็นบูเก้ช่องามที่หอมนุ่มละมุนดุจกำมะหยี่ ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับสัมผัสแรกที่ดึงความสดชื่นมีชีวิตชีวามาจากสารสกัดตูมอ่อนของแบล็คเคอร์แรนท์และซิตรอน ซึ่งพิถีพิถันคัดสรรจากแหล่งเพาะปลูกแบบยั่งยืนในโมร็อคโคและอิตาลี ก่อนปิดท้ายด้วยเบสโน๊ตสไตล์ฟลอรัลของมิโมซ่าสีเหลืองทองที่มอบความสดชื่นของธรรมชาติเปรียบได้กับตะวันยามทอแสงอบอุ่น เข้ากันได้ดีกับกลิ่นแนววู้ดดี้ของไม้ซีดาร์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และหอมตรึงใจ

เพื่อเป็นการตอกย้ำคอนเซ็ปต์รักษ์โลก น้ำหอมขวดซิกเนเจอร์ที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีจึงถูกนำกลับมาตีความใหม่ผ่านการใช้วัสดุรีเคลมร่วมด้วย กล่าวคือ 25% ของขวดแก้วผลิตขึ้นจากวัสดุรีไซเคิล โดยแพคเกจจิ้งมาในโทนสีเขียวเทา ตั้งแต่ภายนอกกล่องรวมไปถึงริบบิ้นสุดไอคอนนิกที่ผูกประดับรอบปากขวด ซึ่งทำมาจากโพลีเอสเตอร์ รีไซเคิล 100% นอกจากนั้นตัวกล่องกระดาษยังผลิตจากวัสดุรีไซเคิลถึง 40% เช่นกัน

และเช่นเคย Lucy Boynton (ลูซี่ บอยน์ตัน) คือสาวโคลเอ้คนล่าสุดที่มารับหน้าที่บอกเล่านิยามของน้ำหอมตัวใหม่นี้ ผ่านภาพยนตร์แคมเปญที่ได้ Jonathan Alric หนึ่งในคู่หูดูโอ้วง The Blaze มากำกับและร่วมแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์แคมเปญ “Breathe” นี้อีกด้วย โดยนักแสดงสาวชาวอังกฤษได้ถ่ายทอดจิตวิญญาณความเป็นผู้หญิงในแบบฉบับของโคลเอ้ผ่านมุมมองของเธอที่ตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ เธอจึงได้ฟื้นฟูและเติมเต็มพลังบวก อีกทั้งรู้สึกเป็นอิสระอย่างแท้จริง ดั่งเช่น Motto ของเธอที่ว่า “My nature, my strength” ซึ่งจะเห็นได้จากภาพสแนปช็อตโทนขาว-ดำที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของการพึ่งพาอาศัยระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมออกมาได้อย่างงดงาม ขณะที่ตัวเอกของเรื่องกำลังนั่งซึมซับความงามของธรรมชาติอยู่บนต้นไม้ใหญ่

Chloé Eau de Parfum Naturelle พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทย ที่เคาน์เตอร์น้ำหอม Chloé ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป อาทิ เซ็นทรัล, เดอะมอลล์, โรบินสัน, สยาม ทาคาชิมายะ, Sephora และ Eveandboy หรือช้อปออนไลน์ได้ที่ Central Online, M Online และ Sephora Online โดยขนาด 30 มล. ราคา 3,300 บาท, 50 มล. ราคา 5,200 บาท และขนาด 100 มล. ราคา 7,200 บาท

How to กู้คืนผิวสวยหลังทริปเที่ยวล้างแค้น Revenge Tourism

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/667834

วันที่ 10 พ.ย. 2564 เวลา 16:45 น.How to กู้คืนผิวสวยหลังทริปเที่ยวล้างแค้น Revenge Tourismธัญ’ (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผิวหนังและความงาม แนะนำวิธีฟื้นฟูสภาพผิวหลังกลับจากการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมชวนเซเลบริตี้สาวสวยร่วมเผยเคล็ดลับผิวสวยสุขภาพดี

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้ผู้คนห่างหายจากการออกท่องเที่ยวเป็นเวลานาน หลายคนรอคอยเวลาที่สถานการณ์ทุกอย่างดีขึ้น จะได้ออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อไปสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิต และหลังจากที่มีการคลายล็อกดาวน์ เราจะเห็นภาพผู้คนออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ หลังจากที่ต้องใช้ชีวิตจำกัดอยู่แต่ภายในบ้าน จนทำให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ “เที่ยวล้างแค้น” (Revenge Tourism) มากขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังจากเดินทางกลับจากการท่องเที่ยวแล้ว อาจต้องเจอกับปัญหาผิวที่เกิดจากการเผชิญทั้งแดด ฝน ฝุ่น และลม จนผิวโทรมคล้ำเสีย, ผิวล้าอิดโรย รวมถึงผิวแห้งขาดน้ำ

‘ธัญ’ (THANN) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แนะวิธีฟื้นฟูสภาพผิวหลังกลับจากการเดินทางท่องเที่ยว กับผลิตภัณฑ์ดูแลและฟื้นฟูสภาพผิว ดีท็อกซิฟายอิ้ง เคลย์ มาส์ก ,  โอ๊ตมีล เฟซ สครับ และ ไรซ์ เอ็กซ์แทร็ก มอยซ์เจอร์ไรซิ่ง ครีม พร้อมด้วยเซเลบริตี้สาวสวยมาร่วมแชร์เคล็ดลับฟื้นฟูสุขภาพผิวให้กลับมาสวยสุขภาพดี

แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะนำวิธีฟื้นฟูปัญหาสภาพผิวเสียหลังจากการเดินทางท่องเที่ยว ว่า การเดินทางท่องเที่ยวทำให้เราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละฤดูที่เราเดินทางไป หากในฤดูหนาวก็จะเจอสภาพอากาศหนาว ความชื้นมากก็อาจจะทำให้ผิวหน้าลอก แดง และมีผดผื่นจากการแพ้อากาศ หรือในฤดูร้อนก็จะเจอแสงแดดที่ร้อนแรง ความชื้นในอากาศน้อย ทำให้ประสบปัญหาผิวโทรม คล้ำเสีย แห้งกร้าน รวมไปถึงฝ้า กระจุดด่างดำ และสีผิวไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นหลังกลับจากท่องเที่ยวเราจึงควรฟื้นฟูและบำรุงผิวให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวคล้ำเสียไปมากกว่าเดิม

สำหรับวิธีฟื้นฟูสุขภาพผิวนั้นเริ่มจากการรักษาความสะอาดผิวหน้า ควรงดการใช้โฟมล้างหน้าเพราะโฟมล้างหน้ามีส่วนผสมของสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ซึ่งมีหน้าที่ชะล้างคราบน้ำมันและสิ่งสกปรกบนผิวหน้าของเรา แม้จะช่วยให้ผิวรู้สึกสะอาดหมดจดหลังล้างหน้า แต่ก็ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวไปด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งมีผลทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติทำให้ผิวอ่อนแอต่อภาวะสิ่งแวดล้อมและแสงแดด ง่ายต่อการเกิดริ้วรอยที่สำคัญคือทำให้ผิวที่คล้ำเสีย อักเสบ บวมแดง และแห้งกร้านอยู่แล้วกลับแลดูย่ำแย่ไปกว่าเดิม ควรเปลี่ยนมาทำความสะอาดผิวหน้าด้วยคลีนซิ่งออยล์ (Cleansing Oil) หรือ คลีนซิ่งวอเตอร์ (Cleansing Water) ในช่วงฟื้นฟูผิวหลังออกแดด เพราะสามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก ช่วยละลายคราบไขมันและสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนพร้อมช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติให้กลับมาแข็งแรง

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมบำรุงที่ช่วยให้ผิวขาว แต่ควรเน้นการบำรุงด้วยมอยซ์เจอร์ไรซิ่ง ครีม ที่มีส่วนผสมของธรรมชาติอย่างน้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil), เชีย บัตเตอร์ (Shea Butter) หรืออีฟนิงพริมโรส (Evening Primrose) เพื่อรักษาสมดุลความชุ่มชื้นให้กับผิวไม่ให้แห้งไปมากกว่าเดิม ควบคู่ไปกับการมาส์กหน้าด้วยโคลนธรรมชาติอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อดีท็อกซ์และปลอบประโลมผิว ให้ผิวค่อยๆ ฟื้นฟูกลับสู่สภาพปกติ โดยสามารถสครับผิวเพื่อกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวได้ ควรเลือกเนื้อสครับชนิดที่มีความอ่อนโยนต่อผิว

เราสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารอย่างผัก และผลไม้เน้นชนิดที่รสไม่หวานมากให้ได้อย่างน้อยวันละครึ่งกิโลกรัม เนื่องจากในผักผลไม้จะมีวิตามินซีตามธรรมชาติและไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) ช่วยบำรุงผิวพรรณที่หมองคล้ำดำโทรมจากการตากแดดให้ฟื้นตัวกลับมาแลดูสดใส รวมถึงการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 2 ลิตร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากเพิ่มระบบการเผาผลาญแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตกลูตาไธโอน (Glutathione) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ (Anti-oxidant) รวมถึงยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ในการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน (Melanin) ช่วยให้ผิวกลับมาเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวา”

ด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยเคล็ดลับวิธีฟื้นฟูสุขภาพผิวให้กลับมาสวยสุขภาพดี เริ่มที่สาวยิ้มสวย รินทร์รตา อินทามระ เผยว่า “ช่วงล็อกดาวน์ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านมาเป็นเวลานาน พอคลายล็อกดาวน์ก็มีกิจกรรมที่อยากทำอย่างการไปเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติที่กิ่วแม่ปาน จังหวัดเชียงใหม่ ก็เพลิดเพลินมากเพราะธรรมชาติสมบูรณ์ แน่นอนว่าการออกไปนอกบ้านก็ทำให้ต้องเจอกับแสงแดด ฝุ่นควัน และมลภาวะ ทำให้ผิวเราหมองคล้ำได้ ดังนั้นเราก็ต้องให้ความสำคัญในการดูแลและบำรุงผิวมากขึ้น โดยจะมาส์กหน้าด้วยดีท็อกซิฟายอิ้ง เคลย์ มาส์ก อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อเป็นการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อาจตกค้างอยู่บนผิว และตามด้วยการสครับผิวหน้าด้วยโอ๊ตมีล เฟซ สครับ เพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวที่หมองคล้ำให้หลุดลอกออกไปได้ง่าย และปิดท้ายด้วยการบำรุงผิวด้วยไรซ์ เอ็กซ์แทร็ก มอยซ์เจอร์ไรซิ่ง ครีมเพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว เพื่อผิวจะได้แข็งแรงและสุขภาพดีอยู่เสมอ”

ถัดมาที่สาวเก่ง จงจินต์ จึงสุระ เล่าว่า “ปกติแล้วเราเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งมาก เวลาไปเที่ยวก็จะสนุกสนานกับทุกกิจกรรมอย่างเต็มที่ จนหลายครั้งลืมปกป้องตัวเองจากแสงแดด อย่างช่วงคลายล็อกดาวน์ที่ผ่านมาก็มีโอกาสไปเที่ยวสมุยกับเพื่อนๆ ได้พักผ่อนริมทะเล ได้พายคายัค และเล่นแพดเดิ้ลบอร์ด ทำให้ต้องเจอทั้งลมและแสงแดดที่ร้อนแรง ทำให้ผิวไหม้ คล้ำเสีย มีรอยแดง และเกิดการระคายเคือง ซึ่งหลังจากทำกิจกรรมเราจึงต้องรีบบำรุงผิวด้วยไรซ์ เอ็กซ์แทร็ก มอยซ์เจอร์ไรซิ่ง ครีม เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว และหลังกลับจากการท่องเที่ยว เราก็จะเพิ่มขั้นตอนดูแลผิวด้วยดีท็อกซิฟายอิ้ง เคลย์ มาส์ก ซึ่งเป็นมาส์กที่ผลิตจากโคลนธรรมชาติ นอกจากจะช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกตกค้างได้ดีแล้วย ยังช่วยปลอบประโลมและปรับสภาพผิวให้กลับมาดูมีชีวิตวาด้วยค่ะ”

ปิดท้ายที่สาวนักเดินทาง ณพสรา ไทยวัฒน์ เผยว่า “เอื้อนเป็นผู้หญิงที่ไม่กลัวแดดและรักการอาบแดดมาก เพราะชอบสีผิวแทนนิดๆ หากมีเวลาว่างและได้ลาพักร้อนก็จะเลือกเดินทางไปท่องเที่ยวที่ทะเล แน่นอนว่าต้องเจอแสงแดดตัวการสำคัญของผิวลอก แสบ และมีรอยแดง แต่เราก็ไม่ได้กังวลมากเท่าไหร่ เพราะมีวิธีดูแลและฟื้นฟูสุขภาพผิวให้กลับมาสุขภาพดี หลังการอาบแดดจะเน้นทาไรซ์ เอ็กซ์แทร็ก มอยซ์เจอร์ไรซิ่ง ครีม ทั้งเช้าและเย็น เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวไม่ให้แห้งกร้าน หรือเกิดการลอกระคายเคือง โดยจะทาให้ทั่วใบหน้าไปจนถึงลำคอ ส่วนลำตัวก็จะทาด้วยบอดี้ บัตเตอร์ นอกจากนี้เราก็จะมาส์กหน้าด้วยดีท็อกซิฟายอิ้ง เคลย์ มาส์ก มาส์กจากโคลนธรรมชาติสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำที่อุณหภูมิห้อง และหลังจากการออกแดดประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะสครับผิวด้วยโอ๊ตมีล เฟซ สครับ เพื่อผลัดเซลล์ผิวที่คล้ำเสียให้หลุดลอกและเกิดการสร้างผิวใหม่ทดแทน”

ฟื้นฟูสุขภาพผิวให้สุขภาพดีหลังจากการเดินทางท่องเที่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลและฟื้นฟูสภาพผิว ได้แล้ววันนี้ที่ออนไลน์สโตร์ www.thann.co.th และร้าน ‘ธัญ’ (THANN) ทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ

Nespresso สร้างสรรค์คอลเลคชั่นลิมิเต็ดอิดิชั่น ของขวัญเปี่ยมคุณค่า Gifts of the Forest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/667824

วันที่ 10 พ.ย. 2564 เวลา 15:45 น.Nespresso สร้างสรรค์คอลเลคชั่นลิมิเต็ดอิดิชั่น ของขวัญเปี่ยมคุณค่า Gifts of the ForestNespresso ร่วมกับ Johanna Ortiz ดีไซเนอร์สาวชาวโคลัมเบีย สร้างสรรค์คอลเลคชั่นของขวัญอันเปี่ยมคุณค่า ภายใต้คอนเซ็ปต์ Gifts of the Forest ร่วมส่งมอบความสุขเพื่อโลกที่ยั่งยืนจากความงดงามของผืนป่าและธรรมชาติ

ใกล้สิ้นปีหาของขวัญความหมายดีๆ ให้ประทับใจผู้รับกับเซ็ตของขวัญ Gifts of the Forest ที่เนสเพรสโซ (Nespresso) ร่วมกับ โจฮานนา ออร์ทิส (Johanna Ortiz) ดีไซเนอร์สาวชาวโคลัมเบียได้ถูกสร้างสรรค์เพื่อเชิดชูความงดงามของผืนป่า บนพื้นฐานของการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอันเป็นพันธะสัญญาแห่งความยั่งยืนของเนสเพรสโซ โดยกาแฟแคปซูลภายใต้คอลเลคชั่นนี้ ได้ถูกหลอมรวมพันธะสัญญาของเนสเพรสโซที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมลงลึกไปถึงผืนดินอันเป็นจุดกำเนิดของต้นกาแฟแต่ละต้น นอกจากนี้ ยังมอบความอิ่มเอมใจให้กับผู้รับ ซึ่งเป็นคอกาแฟสายกรีนไปกับแอคเซสเซอรี่ที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจแห่งการอนุรักษ์จากโครงการปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้น เพื่อปกป้องผืนป่าอะเมซอนของเนสเพรสโซ

สำหรับความพิเศษในการคอลลาบอเรชั่นในครั้งนี้ เนสเพรสโซได้เลือก โจฮานนา ออร์ทิส แฟชั่นดีไซเนอร์ลักชัวรี่ชาวโคลัมเบีย ร่วมออกแบบสร้างสรรค์คอลเลคชั่นที่ผสานความงามของธรรมชาติและแนวความคิดความยั่งยืน เพื่อนำพาผู้ที่หลงใหลในกาแฟได้เฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้ในวิถีอันยั่งยืนของเนสเพรสโซอย่างแท้จริง

“สำหรับฉัน การออกแบบและธรรมชาติคือของคู่กัน ในฐานะที่เป็นคนรักกาแฟโคลอมเบีย และเป็นผู้สนับสนุนอย่างแรงกล้าเพื่อต่อสู้กับวิกฤตทางภูมิอากาศ ฉันได้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเนสเพรสโซที่มีความตั้งใจจริงในการรักษาผืนป่า ผ่านโครงการปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้นคืนสู่ป่าอะเมซอน จึงเป็นเหตุผลหลักในการร่วมงานกับเนสเพรสโซเพื่อสร้างสรรค์ผลงานบนจุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยการออกแบบคอลเลคชั่นนี้ ฉันได้ถ่ายทอดภาพความงามของผืนป่าไว้ในทุกชิ้นงาน โดยได้เลือกนำเสนอภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่าแมตช์กับการใช้สีเอิร์ธโทนไว้ในงานออกแบบ ซึ่งตลอดกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานอันเยี่ยมยอดนี้ฉันมีความสุขที่ได้ร่วมงานกับเนสเพรสโซเป็นอย่างมาก” โจฮานนา ออร์ทิส กล่าว

ดื่มด่ำไปกับ 3 รสชาติกาแฟที่รังสรรค์จากแรงบันดาลใจของผืนป่าที่จะนำพาจินตนาการของ คอกาแฟให้โลดแล่นเสมือนได้ออกไปสำรวจผืนป่าอย่างแท้จริง 

· ลิ้มรสชาติความลึกลับสุดคลาสสิกของกาแฟดำรสชาติของ ‘Forest Black’ จากเมล็ดกาแฟโคลอมเบียที่ถูกฟูมฟักภายใต้ร่มเงาของแมกไม้นานาพรรณแผ่กิ่งก้านพร้อมปกป้อง และรักษารสชาติกาแฟที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่มใบที่ปกคลุมเมล็ดกาแฟแต่ละเมล็ด เพื่อนำเสนอรสชาติกาแฟ เอสเพรสโซสุดเข้มอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศและไม้ป่าธรรมชาติ ชวนให้จินตนาการถึงป่าทึบนั่นเอง

· สัมผัสรสชาติของขวัญอันล้ำค่าจากพฤกษชาติไปกับรสชาติของ ‘Forest Fruit’ มอบรสชาติกาแฟเอสเพรสโซที่หอมกรุ่นจากเมล็ดกาแฟอาราบิก้าของอเมริกาใต้ ผสานกลิ่นหอมของผลเบอร์รี่ป่า ธัญพืช และขนมอบให้กลิ่นอายแห่งการเฉลิมฉลองในเทศกาลแห่งความสุขท่ามกลางผืนป่าได้เป็นอย่างดี

· รื่นรมย์ไปกับสมบัติอันล้ำค่าจากป่าไม้กับรสชาติของ ‘Forest Almond’ ที่สร้างสรรค์รสชาติแห่งความรื่นเริงของฤดูกาลนี้ ด้วยกาแฟเอสเพรสโซจากเมล็ดกาแฟอาราบิก้าของอเมริกาใต้ เสริมรสหวานจากถั่วคั่ว ผสานกลิ่นหอมของวานิลลาอัลมอนด์ และกลิ่นผลไม้อ่อนๆ รวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ยกระดับรสชาติแห่งการเฉลิมฉลองจากคอลเลคชั่นกาแฟ ‘Gifts of the Forest’ ด้วยเมนูกาแฟสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเนสเพรสโซ

แฟนๆ ของเนสเพรสโซสามารถสร้างสรรค์บรรยากาศแห่งความสุขต้อนรับแขกผู้มาเยือนช่วงเทศกาล ส่งท้ายปีด้วยการครีเอทเมนูกาแฟสูตรพิเศษที่สามารถทำได้ง่ายๆ จากกาแฟในคอลเลคชั่น ‘Gifts of the Forest’ ที่สร้างสรรค์สูตรขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านกาแฟจากเนสเพรสโซ เพื่อส่งต่อโมเม้นต์ความประทับใจให้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การดื่มกาแฟสุดสร้างสรรค์นี้ สามารถเยี่ยมชมเว็ปไซต์เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจในการรังสรรค์กาแฟได้ที่ https://www.nespresso.com/recipes/th/th/recipes.html

จับคู่ของขวัญให้ผู้รับถูกใจยิ่งขึ้นด้วย คอลเลคชั่นกาแฟ ‘Gifts of the Forest’ และแอคเซสซอรี่ลิมิเต็ด อิดิชั่นจากเนสเพรสโซ 

· เพิ่มความประทับใจให้กับผู้รับ

เลือกแมตช์ของขวัญกาแฟจากคอลเลคชั่น ‘Gifts of the Forest’ กับแก้วกาแฟแบบพกพา (NOMAD Travel Mug) เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศแห่งความสุขระหว่างออกกิจกรรมเอาท์ดอร์กับแกงค์เพื่อน หรือครอบครัว โดย โจฮานนา ออร์ทิส ได้เลือกใช้สี Deep Cherry ในการออกแบบแก้วกาแฟเพื่อสื่อถึงผลเบอร์รี่ป่าที่สุกแล้ว เข้าเซ็ตกันกับคอลเลคชั่นกาแฟ ‘Gifts of the Forest’ เป็นอย่างดี

· เซอร์ไพรส์คนที่คุณรักด้วยของขวัญสุดพิเศษ

นอกเหนือจากกาแฟแล้ว เนสเพรสโซ ยังมีไอเท็มสุดพิเศษที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับเทศกาลแห่งความสุข อย่างสมุดจดบันทึกที่ทำขึ้นจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตกแต่งด้วยลวดลายแพทเทิร์นใบไม้ ซิกเนเจอร์เฉพาะของคอลเลคชั่น Nespresso X Johanna Ortiz เพื่อถ่ายทอดถึงความงดงามของผืนป่า

· ของขวัญคืนสู่ป่า

นับเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่เนสเพรสโซ ได้เป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องธรรมชาติผ่านโครงการวนเกษตร เพื่อปกป้องระบบนิเวศของไร่กาแฟที่แบรนด์ทำธุรกิจด้วย ในครั้งนี้เนสเพรสโซได้สานต่อพันธกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมนอกเหนือจากการปลูกกาแฟและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ด้วยการคืนผืนดินกลับสู่ป่าในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้โดยผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างองค์กรอนุรักษ์นานาชาติ (Conservation International) และชุมชน Madroño เมือง La Pedrera เพื่อปกป้องต้นไม้ 10 ล้านต้นในป่าอะเมซอน เขตเมือง La Pedrera ประเทศโคลัมเบีย เพราะเนสเพรสโซเชื่อว่าการปกป้องผืนป่าคือความรับผิดชอบอย่างนึงของเรา และในกาแฟทุกแก้วของเราจะต้องสร้างผลลัพธ์ที่มีความหมายและยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งคุณก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนนี้ไปด้วยกันกับเราได้

คอลเลคชั่น ‘Gifts of the Forest’ มีกำหนดวางจำหน่ายให้สามารถเลือกซื้อเป็นของขวัญได้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 – 18 มกราคม 2565 ที่เนสเพรสโซ บูติก หรือทางเว็บไซต์เนสเพรสโซ https://www.nespresso.com/th/ หรือเนสเพรสโซ แอปพลิเคชั่นสำหรับ iPhone, iPad และ Android TM ราคาแคปซูลละ 26 บาท

สามารถติดตามรายละเอียดของข้อมูลผลิตภัณฑ์ของคอลเลคชั่น นี้ได้ที่เฟซบุ๊ก: Nespresso , อินสตาแกรม: @Nespresso.th #NespressoTH, และไลน์ ออฟฟิเชียล แอ็กเคานต์: @NespressoTH

#GiftsOfTheForest #NespressoxJohannaOrtiz #NespressoTH

DO & DON’T สร้าง Critical Thinking ให้เด็กในวัยเริ่มเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66767

วันที่ 09 พ.ย. 2564 เวลา 09:40 น.DO & DON’T สร้าง Critical Thinking ให้เด็กในวัยเริ่มเรียนรู้ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ เผยแนวทาง Do & Don’t ในการช่วยสร้าง Critical Thinking ให้กับเด็กไทยในวัยเริ่มเรียนรู้

“การคิดเชิงวิพากษ์” (Critical Thinking) หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายคือ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจ ประเมิน หรือแก้ปัญหาต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของเด็กยุคใหม่ แต่การเลี้ยงดูแบบเดิมๆ ที่ปิดกั้นทางความคิด การตีกรอบ การใส่ชุดข้อมูลสำเร็จรูป จากผู้ปกครองหรือแม้แต่ในระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน ส่งผลให้เกิดปัญหาที่เรามักจะได้ยินมาโดยตลอด คือเด็กไทยไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าถามในเรื่องที่ตัวเองไม่เข้าใจ ขาดทักษะในการเชื่อมโยงเหตุผลอย่างถูกต้อง ซึ่งทัศนคติที่ปิดกั้นเหล่านี้ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และประธานกรรมการ โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ กล่าวว่า Critical Thinking  มีความสำคัญและเป็นอีกทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็ก สามารถฝึกฝนได้ และควรปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เพราะเป็นพื้นฐานด้านความคิดที่สำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้แบบ Active Learning หัวใจของการเรียนรู้ในยุคที่ต้องทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งการปลูกฝังเรื่อง Critical Thinking ควรเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งจากที่บ้านและโรงเรียน โดย ดร.ดาริกา ในฐานะนักบริหารการศึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการเรียนรู้ทั้งในระดับปฐมวัยและมหาวิทยาลัย ได้ให้แนวทาง Do & Don’t ในการช่วยสร้าง Critical Thinking ให้กับเด็กไทยไว้ดังนี้

DO – ปล่อยให้ทำ – ฝึกตั้งคำถาม – ทำซ้ำบ่อยๆ

“ปล่อยให้ทำ”  เพราะการได้ทำด้วยตัวเองจะทำให้เกิดการเรียนรู้และเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องประเมินแล้วว่าสิ่งนั้นไม่เป็นอันตราย ลูกสามารถทำได้ เช่น ถ้าลูกอยากใช้มือหยิบจับอาหารแทนการใช้ช้อน ถ้าลองแล้วร้อนก็จะเกิดการเรียนรู้ว่าควรใช้ช้อนตักแทน พ่อแม่มีหน้าที่ให้เหตุผลถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในรูปแบบการอธิบาย

“ฝึกตั้งคำถาม” การไม่กล้าถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ จะกลายเป็นปัญหาสำคัญต่อการเรียนรู้ในอนาคตของเด็กๆ ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครู ต้องปลูกฝังให้เด็กกล้าที่จะถามคำถาม หรือสอนว่าการยกมือถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจไม่ใช่เรื่องผิด โดยอาจจะกล่าวชื่นชมเมื่อเด็กมีคำถาม ซึ่งจะสร้างความมั่นใจในการตั้งคำถามครั้งต่อไปให้กับเด็กๆ และกระตุ้นให้เด็กคนอื่นได้เห็นว่าการรู้จักตั้งคำถามไม่ใช่เรื่องน่าอาย

“ขอเหตุผล” ฝึกให้ลูกเริ่มใช้ความคิด เช่น ถ้าลูกอยากได้ของเล่น พ่อแม่ลองตั้งคำถามกลับไปว่า ขอเหตุผลสัก 3 ข้อ ว่าทำไมต้องซื้อของเล่นชิ้นนี้ หรือของเล่นชิ้นนี้ข้อดีอย่างไร เด็กก็จะเริ่มใช้ความคิดของตัวเองในการนำเสนอออกมา ทำให้พ่อแม่เห็นความคิดที่ลูกคิดอยู่

“ชวนแลกเปลี่ยน” เริ่มฝึกการคิดวิเคราะห์ด้วยการที่พ่อแม่หรือคุณครูลองหยิบยกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในข่าวหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาพูดคุยร่วมกัน แล้วให้เด็กๆ ได้แสดงความคิดของตัวเอง วิธีนี้ฝึกให้เด็กๆ รู้จักการหาเหตุผลมาประกอบการพูดคุยถกเถียง และประเมินตัวเองว่าเหตุผลที่นำมาประกอบนั้นมีความน่าเชื่อถือในมุมมองของผู้อื่นหรือไม่

“ฝึกให้วิเคราะห์ด้วยตัวเอง” เด็กๆ ควรถูกปลูกฝังไม่ให้ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แต่ต้องรู้จักหาข้อมูลประกอบ รับฟังจากหลายๆ ด้าน หรือทดลองลงมือทำด้วยตัวเอง เปิดใจกว้างรับความคิดเห็นที่หลากหลายจากผู้อื่น คิดตามอย่างวิเคราะห์ และใช้เหตุผลแยกแยะได้ว่าอันไหนเป็นข้อเท็จจริง

“ทำสม่ำเสมอ” การฝึกทักษะ Critical Thinking ให้ลูกน้อย ไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกโตก่อน แต่สามารถเริ่มฝึกได้ตั้งแต่ลูกสามารถสื่อสารกับพ่อแม่ได้ และต้องฝึกบ่อยๆ ทำซ้ำๆ สม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดเป็นทักษะที่ติดตัวเด็กๆ ที่จะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ในอนาคต

DON’T : ห้ามทำ-ชี้นำ-คิดลบ อุปสรรคการพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต

“ห้ามไปหมดทุกอย่าง” การออกคำสั่งให้หยุดการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เด็กยังไม่ได้ลงมือทำ หรือการแสดงกิริยาไม่พอใจ อย่างการสั่งห้ามไม่ให้ใช้มือหยิบข้าวเพราะมันจะร้อน  ถือเป็นการปิดกั้นความคิดเห็นของเด็ก และอาจจะทำให้เด็กไม่กล้าที่จะคิด ไม่กล้าที่จะทำ หรืออาจเกิดความอยากลองและกระทำลับหลังไม่ให้พ่อแม่รู้ ซึ่งอาจจะเกิดเหตุร้ายแรงตามมา

“ชี้นำ” เพราะการชี้นำเป็นการนำความคิดหรือเอาประสบการณ์ของตนเองในอดีตมาใส่ในชุดความคิดของเด็ก ซึ่งบางความคิดบางอย่างอาจใช้ไม่ได้ในยุคปัจจุบัน ทำให้เด็กไม่กล้าแสดงความคิดที่คิดอยู่นั้นออกไป และอาจนำไปสู่ความเข้าใจว่าสิ่งที่คิดนั้นผิด

“คิดลบ” การปลูกฝังให้เด็กไม่เชื่อในความคิดของผู้อื่น หรือมองว่าความคิดนั้นผิดและเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่จะปิดกั้นความคิดและมุมมองใหม่ ๆ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรปลูกฝังให้ลูกคิด วิเคราะห์ และหาเหตุผลว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ยินมานั้น มีความถูกต้องหรือไม่ก่อนการตัดสินใจ

การปลูกฝังการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เป็นชุดเครื่องมือทางความคิดที่สำคัญมากของเด็กไทยยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลต่างๆ ให้เสพอยู่ในโลกออนไลน์มากมาย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถนำเอาเทคนิคการปลูกฝังลูกน้อยให้มีหลักความคิดเชิงวิพากษ์ไปเพิ่มเป็นอีกหนึ่งทักษะเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับลูกนำไปสู่การเรียนรู้แบบ Active Learning ที่มีความจำเป็นอย่างมากในการเรียนระดับที่สูงขึ้น