ชวนรู้จักโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล Digital Cultural Heritage

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66695

วันที่ 01 พ.ย. 2564 เวลา 10:57 น.ชวนรู้จักโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล Digital Cultural Heritageร่วมผลักดันวัฒนธรรมไทยสู่โลกดิจิทัล สดช. จับมือ Google Thailand และ Policy Lab เปิดตัวโครงการเพื่อสังคม “Digital Cultural Heritage” กระตุ้นให้เยาวชนหวงแหนมรดกไทย

สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำโดย นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับ นายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และความสัมพันธ์ภาครัฐ บริษัท Google (ประเทศไทย) จำกัด และนายสัญญา  เศรษฐพิทยากุล ที่ปรึกษาด้านนโยบายสาธารณะ โครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Digital Cultural Heritage หรือโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล โดยมีภารกิจเพื่ออนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทยให้อยู่ในรูปแบบที่ยั่งยืน ณ เติมสุขสตูดิโอ

ในวันแถลงข่าวได้เปิดตัว 20 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบจากทั้งหมด 66 ทีมทั่วประเทศ โดย 20 ทีมสุดท้าย ได้เข้าสู่กิจกรรมค่ายฝึกอบรม (Boot Camp) ร่วมกัน ระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น การบรรยายพิเศษเปิด Hackulture Bootcamp ช่วง Inspiration Talk โดยท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ในหัวข้อ Storytelling & Technology เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมไทย นอกจากนั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัลจากคุณมิ้นท์ มณฑล กสานติกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ I Roam Alone หลังจากนี้ทั้ง 20 ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะต้องสร้างสรรค์ผลงานจริงร่วมกับที่ปรึกษาประจำกลุ่มเพื่อผลิตผลงานจริงในรอบสุดท้าย และตัดสินพร้อมมอบรางวัลและจัดโชว์นิทรรศการในวันที่ 12 มกราคม 2565 ต่อไป

นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า “มรดกทางวัฒนธรรม เป็นเอกลักษณ์และมีคุณค่าในการแสดงออกถึงรากฐานและความเป็นมาของชาติ ซึ่งปัจจุบันดิจิทัลได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตและทิศทางในทุกภาคส่วน โครงการนี้จึงได้นำเอาศักยภาพของข้อมูลดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงและเผยแพร่ไปได้ในวงกว้าง มาขับเคลื่อนมรดกทางวัฒนธรรมไทย ให้ไปได้ไกลขึ้น เข้าถึงได้ง่ายและมากขึ้น ได้พัฒนาศิลปวัฒนธรรมต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนและประเทศได้มากขึ้นด้วย”

“ทั้งนี้ สดช. มีความคาดหวังผลใน 3 ด้าน 1.เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และเยาวชนรุ่นใหม่ ในการผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมสู่รูปแบบดิจิทัล  2.เพื่อให้เกิดการรักษาและเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างยั่งยืน และ 3.เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้าน Digital Manpower ให้บุคลากรของไทยมีความสามารถและมีศักยภาพด้านดิจิทัลในระดับนานาชาติ” นายภุชพงค์  โนดไธสง กล่าว

การดำเนินโครงการนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ที่มีส่วนร่วมสนับสนุนดำเนินโครงการ โดยเฉพาะ บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ร่วมเป็นพันธมิตรในการดำเนินโครงการในครั้งนี้ โดยเป็นผู้สนับสนุนด้านเทคโนโลยีสำหรับการจัดกิจกรรม รวมทั้งสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ในกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดโครงการ

ด้านนายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และความสัมพันธ์ภาครัฐ บริษัท Google (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Google มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นหนึ่งในโครงการนี้ ความตั้งใจของ Google มีอยู่ด้วยกัน 2 ด้านหลักๆ คือ การพัฒนาข้อมูลดิจิทัลเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ และการพัฒนาข้อมูลดิจิทัลเพื่อการค้าและเศรษฐกิจ โดยบทบาทของ Google กับโครงการ Digital Cultural Heritage คือการ แปลงข้อมูลที่มีคุณค่า มีประโยชน์ สู่การเป็นข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่การต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ดียิ่งขึ้น”  

“ข้อมูลเชิงศิลปวัฒธรรม มีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจใน ความแตกต่างและความหลากหลาย” ของคนในสังคมที่อยู่ร่วมกัน หากนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่ดิจิทัล และใช้ Machine Learning ในการเรียนรู้และเชื่อมโยงข้อมูลที่หลากหลายเหล่านี้ ก็จะทำให้เราได้ค้นพบ “ความเหมือน” ในความแตกต่าง เราจะเกิดความเข้าใจและภาคภูมิใจ อีกทั้งยังสามารถนำองค์ความรู้นี้ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย” นายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว กล่าว

นายสัญญา เศรษฐพิทยากุล ที่ปรึกษาด้านนโยบายสาธารณะ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการโดยผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการนโยบายสาธารณะ (Policy Lab) ได้กล่าวว่า “ขณะนี้ได้คัดเลือกพื้นที่นำร่องแล้วได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก เนื่องจากเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของประเทศ เรามองเป้าหมายเป็นสำคัญว่าเรากำลังจะส่งมอบคุณค่ามรดกไปยังเป้าหมายกลุ่มไหน ซึ่งที่นี่มีมรดกทางวัฒนธรรรมที่มีเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งวัฒนธรรมในอดีตและวัฒนธรรมร่วมสมัย การจัดกิจกรรม Policy Lab มุ่งหวังให้มีต้นแบบของการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในยุคดิจิทัล ที่สามารถสร้างคุณค่าได้จริง มีความคล่องตัว มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและมีความยั่งยืน”

สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์  ได้เชิญชวนนิสิตนักศึกษา อายุระหว่าง 16-24 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มาแข่งขันถ่ายทอดเรื่องราวของมรดกวัฒนธรรมไทยทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผ่านรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์รูปแบบใดก็ได้ ภายใต้ชื่อโครงการ “Hackulture นวัต…วัฒนธรรม เรียงร้อยวัฒนธรรมไทย…สู่โลกดิจิทัล”  ในหัวข้อ “เห็นแต่ไม่เคยรู้”   ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลรวม 110,000 บาท

BURBERRY เปิดตัว THE HERO CAMPAIGN เผย DNA ความแมนผ่านตัวแทนอย่าง ADAM DRIVER

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66688

วันที่ 31 ต.ค. 2564 เวลา 12:05 น.BURBERRY เปิดตัว THE HERO CAMPAIGN เผย DNA ความแมนผ่านตัวแทนอย่าง ADAM DRIVERBURBERRY เปิดตัวแคมเปญ HERO น้ำหอมกลิ่นใหม่สำหรับผู้ชายที่ได้ ADAM DRIVER มาเป็นตัวแทนความเป็นผู้ชายสมัยใหม่

“การสร้างกลิ่นหอมเป็นเรื่องเฉพาะตัวและใกล้ตัวมาก และผมรู้สึกถึงความพิเศษนี้โดยเฉพาะกับ Hero ซึ่งเป็นน้ำหอมกลิ่นแรกของผมสำหรับ BURBERRY ผมต้องการให้ Hero เป็นตัวแทนความเป็นผู้ชายสมัยใหม่ โดยเล่นกับแก่นแท้ของสัญชาติญาณดิบของมนุษย์และสัตว์ โดยถ่ายทอดความแตกต่างสุดขั้วระหว่างความแข็งแกร่งและความอ่อนไหว ผมตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับ Adam Driver ในการสร้างสรรค์ Hero ให้กับแบรนด์ – เขาสามารถสะท้อนเป็นชายในปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้งจนน่าเหลือเชื่อ เขาสามารถสื่อให้เห็นว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งนั้นบอบบางเพียงใด และความอ่อนไหวของอารมณ์ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ เหมือนกับ โธมัส เบอร์เบอรี่ ผู้ก่อตั้งของเรา ซึ่งเป็นผู้ชายที่ยกย่องความสมดุลนั้นอยู่เสมอ โดยใช้ม้าอันทรงพลังแต่โรแมนติกเป็นสัญลักษณ์สำหรับแบรนด์ จนกลายเป็นดีเอ็นเอของแบรนด์ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจมากมายจวบจนปัจจุบัน” ริคคาร์โด้ ทิชชี ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของเบอร์เบอรี่

BURBERRY เปิดตัวแคมเปญ Hero น้ำหอมกลิ่นใหม่สำหรับผู้ชาย นำแสดงโดย Adam Driver แคมเปญนี้นำเสนอชายผู้แสวงหาอิสรภาพและการเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเอง ไม่จมอยู่กับอคติ แสวงหาเสรีภาพ การเปลี่ยนแปลง และพลังงานของผู้ชาย รู้จักตัวเองและเคารพในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

“ผมมีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับ BURBERRY ในแคมเปญน้ำหอม Hero และดีใจมากที่ได้ร่วมงานกับ Riccardo Tisci และยังได้เป็นตัวแทนของน้ำหอมกลิ่นแรกของเขาสำหรับแบรนด์อีกด้วย” Adam Driver

ผลงานสุดพิเศษครั้งนี้กำกับการแสดงโดย Jonathan Glazer และถ่ายภาพโดย Mario Sorrenti Adam Driver ที่ลึกลับและชอบการผจญภัยตั้งอยู่ท่ามกลางความงามอันน่าเกรงขามของธรรมชาติ อดัมรวบรวมจิตวิญญาณของน้ำหอม เปิดรับเสรีภาพในการแสดงออกและความงามของความขัดแย้ง อาทิ ความแข็งแกร่งแต่ละเอียดอ่อน ทรงพลังแต่อ่อนโยน แข็งแรงและสร้างสรรค์

สำหรับแคมเปญนี้ Riccardo Tisci และ Jonathan Glazer ร่วมมือกันท้าทายทัศนคติความเป็นชายแบบดั้งเดิม โดยนำม้าและมนุษย์ มาสร้างตำนานบทใหม่ที่ทันสมัย ภาพของม้าสีเบจอันทรงพลังกับแนวชายฝั่งอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นฉากหลังให้กับ Adam Driver ในการสำรวจและค้นหาดีเอ็นเอของความขัดแย้งที่ลงตัวของ Riccardo Tisci และพลังของอาณาจักรแห่งสัตว์โลก อุปมาให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์ในตำนานแห่งท้องทะเลที่สง่างามและทรงพลัง แคมเปญนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของชายคนหนึ่งที่กระโจนเข้าสู่สิ่งแปลกใหม่ เอาชนะการต่อสู้และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ในขณะที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ภาพคน ม้า และแนวชายฝั่งอันกว้างใหญ่สะท้อนดีเอ็นเอของแบรนด์ได้อย่างไร้ที่ติ

BURBERRY Hero มอบสัมผัสกลิ่นหอมสดชื่นมีพลังของเบอร์กาม็อทอันเปล่งประกาย ซึ่งเติมพลังด้วยกลิ่นสะอาดสดชื่นของจูนิเปอร์และพริกไทยดำ พร้อมยังมอบกลิ่นหอมล้ำลึกอันอบอุ่นของซีดาร์วูดที่มาจากต้นกำเนิดที่แตกต่างกันสามแห่ง ได้แก่ เวอร์จิเนีย แอตลาส และหิมาลัย

“BURBERRY Hero แสดงถึงความขัดแย้งสุดขั้วระหว่างความแข็งแกร่งและความอ่อนไหว กลิ่นที่จะเป็นตัวแทนของความคลาสสิคเหนือกาลเวลาของ Burberry และในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกถึงความทันสมัย ที่ผสมผสานความเป็นสากลเข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ได้อย่างลงตัว เป็นกลิ่นหอมที่สะท้อนสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ที่แฝงตัวภายใต้บุคคล ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง” Aurelien Guichard นักปรุงน้ำหอม

ด้านดีไซน์ขวดน้ำหอมมีความแข็งแรงและทันสมัย สะท้อนกลิ่นหอมที่บรรจุอยู่ รูปร่างและมุมของขวดคือการตีความใหม่ของกีบม้าที่เป็นนามธรรม โดยสลักโลโก้ Burberry โค้งมน โดดเด่นด้วยลายนูน TB Monogram ซึ่งอ้างอิงถึงผู้ก่อแบรนด์

พบกับน้ำหอม BURBERRY Hero 150 ml ราคา 5,000 บาท, 100 ml ราคา 4,400 บาท, 50 ml ราคา 3,000 บาท ได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์น้ำหอม BURBERRY ทุกสาขาทั่วประเทศ BURBERRY Beauty Counter เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลชิดลม สยามพารากอน เอ็มโพเรียม เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน และสยาม ทาคาชิมายา และร้าน Sephora ทุกสาขา หรือทางเว็บไซต์ sephora.co.th และ central.co.th 

#BurberryBeauty

#BurburryHero

6 เทคนิคเตรียมใจลูกให้พร้อมก่อนเปิดเทอม on site

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66686

วันที่ 31 ต.ค. 2564 เวลา 09:20 น.6 เทคนิคเตรียมใจลูกให้พร้อมก่อนเปิดเทอม on siteพญ.ดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษาศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช แนะ 6 เทคนิคเตรียมใจลูกให้พร้อมก่อนเปิดเทอม on site

เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เด็ก ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน ต้องเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์แทน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความเครียดต่าง ๆ ทั้งกับตัวเด็กเองที่เกิดจากการเรียนออนไลน์และกับผู้ปกครองที่ต้องทำหน้าที่ครูจำเป็น คอยสอนและกำกับติดตามการเรียนของลูก จนมาช่วงนี้ที่รัฐบาลควบคุมสถานการณ์โควิดได้ดีขึ้น เริ่มมีมาตรการผ่อนคลายการล็อคดาวน์ รวมถึงการเร่งฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุมกันไวรัสโควิดให้แก่เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเรียนที่โรงเรียนในเร็ววันนี้ อย่างไรก็ตาม เราทุกคนรวมถึงเด็ก ๆ ยังควรปฏิบัติตัวตามหลักป้องกันการติดเชื้อโควิด เช่น สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่ออยู่นอกบ้าน ล้างมืออย่างถูกวิธีบ่อย ๆ และรักษา social distancing เหมือนเดิม เพราะนั่นก็คือสิ่งสำคัญของการเตรียมตัวลูกทางด้านร่างกายเพื่อป้องกันโควิด

ในส่วนของจิตใจ เด็ก ๆ เคยชินกับการอยู่บ้าน เจอแต่คนในครอบครัว ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเพื่อนและครู รวมถึงระเบียบวินัยในชีวิตประจำวันตอนเรียนออนไลน์ที่บ้านอาจไม่เคร่งครัดเหมือนตอนไปเรียนที่โรงเรียน ที่ต้องตื่นเช้า แต่งตัวใส่ชุดนักเรียน ปฏิบัติตามกฏระเบียบของโรงเรียน ดังนั้นเมื่อต้องกลับสู่รั้วโรงเรียนอีกครั้ง เด็ก ๆ คงต้องปรับตัวปรับใจกันยกใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กวัยอนุบาลที่อาจจะยังมีความกังวลในการแยกจากบ้านมากกว่าเด็กโต และด้วยความที่อยู่บ้านนาน ไม่ค่อยเจอคนแปลกหน้า ในเด็กโตเองอาจกังวลเรื่องการติดเชื้อโควิดเมื่อออกนอกบ้าน หรือในเด็กทุกวัยที่มีพื้นนิสัยเป็นคนขี้กังวลอยู่เดิม ปัจจัยเหล่านี้จะยิ่งทำให้เด็ก ๆ เหล่านี้ยิ่งต้องปรับตัวปรับใจอย่างมากในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเรียนอยู่บ้านกลับไปสู่โรงเรียน

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกเตรียมใจให้พร้อมก่อนกลับไปเรียนที่โรงเรียน พญ.ดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษาศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช จึงมีคำแนะนำมาฝาก ดังนี้

1. ใส่ใจรับฟังความกังวลใจของลูกโดยไม่รีบตัดสิน ปฏิเสธความรู้สึก หรือรีบสอน

ในเด็กโตที่คุยได้แล้ว เด็กอาจจะบอกพ่อแม่ได้ชัดเจนถึงความกังวล ความไม่สบายใจต่าง ๆ จากการต้องไปโรงเรียน ขอให้พ่อแม่ใส่ใจรับฟังโดยไม่รีบตัดสินแทนลูกว่าควรรู้สึกหรือรู้สึกอย่างไร อาจพูดสะท้อนความรู้สึกของลูกตามจริงที่เราสัมผัสได้ได้ว่า “ลูกดูไม่สบายใจที่จะไปโรงเรียน เล่าให้แม่ฟังสิคะว่ากังวลเรื่องอะไรบ้าง”

ในเด็กเล็กที่ยังพูดบอกความรู้สึกได้ไม่ชัดเจน เด็กอาจจะงอแง หงุดหงิด ติดพ่อแม่มากขึ้น พัฒนาการถดถอยลงได้ เช่น ไม่ยอมตักข้าวทานเองทั้งที่ทำได้แล้ว อาจจะควบคุมการขับถ่ายได้ไม่ได้เท่าเดิม ให้พ่อแม่รับรู้ว่านั่นเป็นการแสดงออกของความกังวล ความไม่สบายใจของเด็ก

2. มีท่าทีที่สงบ เป็นที่พึ่งทางใจของลูก

แม้เด็กจะมีความความกังวลหรือความสับสนในการกลับไปโรงเรียน ท่าทีที่สงบ หนักแน่น ปราศจากความกังวลของพ่อแม่ จะช่วยลดความเข้มข้นของความรู้สึกไม่ดีของลูกลงได้ แต่หากท่าทีของพ่อแม่ยิ่งกังวล เด็ก ๆ จะยิ่งถูกเร้าให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น เพราะพ่อแม่มีอิทธิพลในการ set บรรยากาศทางอารมณ์ในบ้าน หากผู้ใหญ่กังวลก็ไม่ควรแสดงท่าทีกังวลออกไปให้ลูกรับรู้ คำถามประเภท “ลูกกลัวไหมที่จะกลับไปเรียนที่โรงเรียน” หรือคำพูดเตือนแบบ “ลูกต้องระวังตัวทุกฝีก้าวนะ เพราะลูกจะติดโควิดจากการไปโรงเรียน” เป็นการสื่อสารความกังวลของเราให้ลูกรู้ ซึ่งไม่เกิดผลดีต่อจิตใจลูกเลย หากผู้ใหญ่กังวลใจ ควรจะพูดคุยปรึกษาและหาทางจัดการแก้ไขหรือหาทางป้องกันปัญหากันเองจะดีกว่า

3. สอนลูกให้มองโลกแง่ดี

– ชวนลูกคุยถึงข้อดีของการไปเรียนที่โรงเรียน เช่น ได้เจอเพื่อน เจอครู ได้ทำกิจกรรมสนุกสนาน

– การที่ลูกรู้วิธีการป้องกันตัวเองจาการติดเชื้อโควิด จะช่วยให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง ลดการเจ็บป่วยจากโรคอื่นได้อีกด้วย เพราะอย่าลืมว่านอกจากโควิดแล้ว ยังมีโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่ทำให้เด็กป่วยได้บ่อย เช่น ไข้หวัดใหญ่ มือ เท้า ปาก อุจจาระร่วง โรคติดเชื้อเหล่านี้ป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนตัว เช่น ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี อยู่ห่างจากคนอื่น และไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับคนอื่น

– ในเด็กเล็กที่มีความกังวลที่ต้องจากพ่อแม่ หรือจากบ้าน ให้พูดบอกลูกง่าย ๆ ว่า “ตอนที่หนูอยู่ที่โรงเรียน พ่อแม่อยู่ที่ทำงาน / อยู่ที่บ้าน / ทำงานบ้าน / ไปตลาด….. พอบ่าย 2 แม่จะมารับหนูเลยค่ะ” การบอกเด็กแบบนี้ จะช่วยลดความกังวลเมื่อเด็กได้รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน และจะมารับเขาเมื่อไหร่

– ในเด็กเล็ก อนุญาตให้ลูกหยิบของรักของหวงหรือของเล่นชิ้นโปรดจากบ้านติดมือมาที่โรงเรียนด้วย จะทำให้ลูกอุ่นใจ คลายกังวลลงไปได้บ้างเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่

4. ฝึกเด็กเล็กให้อยู่เองลำพัง

เด็กวัยอนุบาลที่เดิมมีคนอยู่ด้วยตลอด ลองฝึกให้เด็กนั่งเล่นอยู่ในห้องคนเดียวสักระยะหนึ่ง เริ่มที่ 5-10 นาทีก่อน โดยผู้ใหญ่ทำงานบ้านหรือทำธุระอยู่อีกห้องหนึ่งโดยเด็กรู้ว่าผู้ใหญ่อยู่ตรงไหนหากต้องการเดินไปหา หากเด็กอยู่ได้ก็ค่อยเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อย ๆ หรือการให้เด็กได้อยู่กับผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ที่พ่อแม่ไว้ใจบ้าง ก็เป็นการฝึกการอยู่ร่วมกับคนอื่นไปทีละน้อย

5. จัดระเบียบกิจวัตรประจำวันให้เด็ก

พ่อแม่ควรจัดตารางกิจวัตรประจำวันให้เด็กทำตามอย่างสม่ำเสมอ สิ่งนี้จะทำให้เด็กมีวินัย และรู้จักเวลา ควรกำหนดเวลาตื่นนอน ทานมื้ออาหารหลัก อาหารว่าง เวลาเล่น เวลานอน ให้ลูกทำตามทุกวัน เวลาที่แน่นอนแบบนี้จะดีกับลูกมาก เพราะไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จะเปิดเทอม จะปิดเทอม เด็กจะปรับตัวและควบคุมตัวเองได้ดีกว่า

6. สอนลูกให้รู้จักยืดหยุ่น ปรับความคิดรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

เนื่องจากรัฐเพิ่งเริ่มผ่อนคลายล็อคดาวน์ คงต้องมีการติดตามสถานการณ์และประเมินมาตรการกันอยู่ตลอด แผนการอาจจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ในยามที่ความไม่แน่นอนมีอยู่ พ่อแม่ควรจะปรับความคิดตัวเองและเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกในการเปิดรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น เช่น เปิดเทอมไปโรงเรียนได้ 2 อาทิตย์ โรงเรียนอาจจะต้องปิด 2 อาทิตย์เนื่องจากมีการระบาด เด็กต้องกลับมาเรียนออนไลน์อีก เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่และเด็กควรเตรียมใจไว้เสมอ จะได้ไม่หงุดหงิด สับสน และไม่ทำให้เด็กตื่นกลัวหรือผิดหวังเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น อาจบอกลูกว่า “ตอนนี้ต้องดูเป็นวันต่อวัน แผนการอาจจะเปลี่ยนตามสถานการณ์นะลูก ช่วงนี้ยังไม่แน่นอน ต้องเป็นแบบนี้ไปก่อนนะจ๊ะ”

เด็กๆ ส่วนใหญ่ต่างก็อยากกลับไปเรียนที่โรงเรียนคงปรับตัวได้ไม่ยาก เพราะเบื่ออยู่บ้าน อยากเจอเพื่อน อยากออกนอกบ้าน ทำกิจกรรมต่าง ๆ สนุกกว่าอยู่บ้าน

โดยทั่วไปเด็กจะใช้เวลาปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ประมาณ 2-3 อาทิตย์ ก็จะอยู่ตัว ไปโรงเรียนอย่างปกติสุข แต่หากเวลาผ่านไป 1 เดือนแล้ว ลูกยังปรับตัวไม่ได้ ไม่อยากไปโรงเรียน ดูมีความทุกข์ใจจากการไปโรงเรียน ควรพาลูกมาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการปรับตัวไม่ได้นี้ว่าเกิดจากอะไร เพื่อจะได้ทำการช่วยเหลือได้ทันที

ตัวช่วยเพื่อผมสวยเสกได้ กับ 2 ไอเท็มใหม่สุดปังแห่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66684

วันที่ 30 ต.ค. 2564 เวลา 13:10 น.ตัวช่วยเพื่อผมสวยเสกได้ กับ 2 ไอเท็มใหม่สุดปังแห่งปีผมสวยง่าย แห้งไว ไม่ใช้ความร้อนสูง ไม่ทำร้ายเส้นผมและหนังศีรษะ เลอซาช่า ส่ง 2 ไอเท็มใหม่สุดปังแห่งปี เนรมิตผมสวยเหมือนเสกได้ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วยสุดยอดเทคโนโลยี BIO-CERAMIC และ Hybrid เจ้าแรกเจ้าเดียวในไทย

เรียกได้ว่าเป็นผู้นำเทรนด์และนวัตกรรมอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมอันดับต้นๆ ในประเทศไทยเลย สำหรับ เลอซาช่า ที่มาด้วยคอนเซ็ปต์ “You Care Your Heart, LESASHA Cares Your Hair – เลอซาช่าใส่ใจ … ไม่ทำร้ายผม” ล่าสุดเปิดตัว 2 ไอเท็มดูแลเส้นผมสุดยอดนวัตกรรมแห่งปีที่สาวๆทุกคนต้องร้องกรี๊ด กับไดร์เป่าผม เลอซาช่า ลักซ์ ไอออนพลัส ไบโอเซรามิก (LESASHA LUXE ION PLUS BIO-CERAMIC HAIR DRYER) และหวีไดร์เลอซาช่า ลักซ์ ไฮบริด สไตลิ่ง (LESASHA LUXE HYBRID STYLING BRUSH) ผลิตภัณฑ์เพื่อการถนอมเส้นผมและหนังศีรษะ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงสุด ซึ่ง 2 ไอเท็มนี่น่าสนใจแคไหน ไปดูกัน

ไดร์เป่าผมที่ให้มากกว่าแห้งไว โดยไม่ใช้ความร้อนสูง กับ เลอซาช่า ลักซ์ ไอออนพลัส ไบโอ เซรามิก (LESASHA LUXE ION PLUS BIO-CERAMIC HAIR DRYER) ไอเท็มเด็ดที่สาวๆ ทุกคนไม่ควรพลาด เพื่อการถนอมเส้นผมและหนังศีรษะ ด้วยเทคโนโลยี BIO-CERAMIC ช่วยให้ผมแห้งเร็ว คงความชุ่มชื้น ไม่ทำร้ายเส้นผม และไม่ต้องใช้ความร้อนสูง ให้ผมนุ่มสลวยได้ ด้วยเทคโนโลยีตะแกรงความร้อนที่ทำจากหินไบโอ-เซรามิก จึงแตกต่างจากไดร์เป่าผมทั่วไปที่ทำจากตะแกรงเหล็ก เพราะช่วยเปลี่ยนความร้อนเป็นคลื่น FAR-INFRARED เข้าแทรกซึมถึงแกนผม ช่วยให้ผมแห้งเร็ว ชุ่มชื้น ไม่ทำร้ายเส้นผม ผสานเข้ากับเทคโนโลยีไอออนิคแบบคู่ ปล่อยไอออนได้ครอบคลุม 360 องศา ช่วยในการลดไฟฟ้าสถิตและลดการชี้ฟูของเส้นผมให้ดีขึ้น แถมยังปล่อยคลื่นแม่เหล็กในระดับที่ต่ำมาก ไม่ทำลายสมองและระบบประสาท ปลอดภัยต่อแม่และเด็ก พร้อมปุ่มปรับอุณหภูมิแบบปุ่มเดียว สามารถปรับใช้งานอุณหภูมิได้ทุกระดับ และไฟแสดงระดับความร้อนแบบ LED มาพร้อมกับหัวเป่า Diffuser อุปกรณ์เสริมเพื่อการเซ็ตผมลอนและสำหรับผู้ที่ดัดผม ประหยัดไฟยิ่งกว่า เพราะใช้กำลังไฟ 1,200 วัตต์ แต่ประสิทธิภาพการใช้งานเทียบเท่าไดร์เป่าผมกำลังไฟ 1,800 วัตต์ เรียกได้ว่าเป็นไอเท็มเด็ดแห่งปี ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ที่ฉลาดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ในราคาจับต้องได้เพียง 2,990 บาท คุ้มค่าทุกการใช้งานแน่นอน

หวีไดร์ไอเท็มที่ช่วยให้การไดร์ผมเป็นเรื่องง่าย ครั้งแรกกับไฮบริดในอุปกรณ์จัดแต่งทรงผม กับหวีไดร์ เลอซาช่า ลักซ์ ไฮบริด สไตลิ่ง (LESASHA LUXE HYBRID STYLING BRUSH) สวยง่ายไม่ทำร้ายผม สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้ดั่งใจ นวัตกรรมใหม่เพื่อการจัดแต่งทรงผมที่รวดเร็ว ไม่ทำร้ายเส้นผม จบ ครบ ในเครื่องเดียว ทั้งหวี ไดร์ หนีบ ปรับได้ถึง 3 โหมดการใช้งาน ได้แก่ 1.โหมดเป่า+หวีจัดแต่งทรง โดยใช้ลมระดับปานกลางสำหรับเป่าหนังศีรษะ และสางผมในขั้นตอนแรกเพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง 2.โหมด Hybrid เป่า+หวีจัดแต่งทรง ในโหมดนี้เป็นการใช้พลังลมร่วมกับอินฟราเรด และไอออนในการเป่าและจัดแต่งทรงผมอย่างรวดเร็ว พร้อมถนอมเส้นผม 3.โหมดหวีไฟฟ้า (Hot Brush) คือหวีจัดแต่งทรงผมด้วยอินฟราเรดและไอออน สำหรับการจัดแต่งทรงผม นับเป็นอีกหนึ่งไอเท็มเด็ดที่สาวๆรอคอย และเป็นรายเดียวในไทยที่มีครบครันแบบนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่แทรกซึมถึงแกนของเส้นผมช่วยให้ผมแห้งเร็วโดยยังคงรักษาความชุ่มชื้นของเส้นผมและหนังศีรษะ ลดไฟฟ้าสถิต และลดการชี้ฟูของเส้นผม พร้อมปกป้องเส้นผมจากความร้อน หวีและจัดแต่งทรงได้เรียบลื่น ให้ผมสวยเงางาม พร้อมถนอมและปกป้อง ช่วยให้ผมตรงนุ่มสวย เป็นประกาย เพื่อการจัดแต่งทุกสภาพเส้นผม ทั้งผมแห้ง ผมเปียก ผมชี้ฟูไม่เป็นทรง ผมหยักศก เนรมิตทรงผมให้ออกมาสวยได้ดั่งใจ ในราคาเพียง 3,290 บาท นับว่าคุ้มค่าต่อสาวๆยุคใหม่ที่ใส่ใจตัวเอง และต้องการความรวดเร็ว สะดวกสบายแถมพกพาเครื่องเดียวทำได้หลายทรง

ล่าสุดเลอซาช่ายังได้ดึง KOL สายวาย 7 หนุ่มผมสวยหน้าใสสไตล์เกาหลี ได้แก่ พร้อม ราชภัทร,บอนซ์ ณดล, วิน ธนาคม, เจฟ ณธเดช, ตู้เซฟ กฤตวัฒน์, ปรัชญ์ อิทธิชัยเจริญ และ บีเวอร์ พรรษพล มาร่วมพิสูจน์การใช้งานจริง โดยทั้ง 7 หนุ่มยังได้ร่วมทำกิจกรรมสนุกๆ กับแฟนเพจของ LESASHA อีกด้วย

เพราะเส้นผมเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่ควรมองข้าม เลอซาช่าพร้อมให้ทุกคน ทุกเพศทุกวัย มีเส้นผมที่สวยสุขภาพดี กับนวัตกรรมความสวยงามของเส้นผมในราคาเบาๆ จับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้ววันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป เซ็นทรัล โรบินสัน เดอะมอลล์ อีฟแอนด์บอย โฮมโปร พาวเวอร์บาย และช่องทางออนไลน์ Shoppee Lazada หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-7360303 และ www.lesasha.comwww.facebook.com/ IG @MyLesasha/ Youtube : Lesasha / Line : @Lesasha

ช้อปปิดท้ายกับโค้งสุดท้ายงานนาฬิกาแห่งปี Central International Watch Fair 2021

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66667

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 11:05 น.ช้อปปิดท้ายกับโค้งสุดท้ายงานนาฬิกาแห่งปี Central International Watch Fair 2021รีบไปช้อปปิดท้ายกับนาฬิกาคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด และลิมิเต็ด เอดิชั่น กว่า 100 แบรนด์ดังทั่วโลก และ 10 ไฮไลท์ไอเท็มที่ต้องไม่พลาด! ในงานนาฬิการะดับเวิลด์คลาสแห่งปี “Central International Watch Fair 2021”

เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายกันแล้ว สำหรับงาน Central International Watch Fair 2021 (เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2021) งานมหกรรมนาฬิการะดับเวิลด์คลาสแห่งปี ที่รวบรวมนาฬิกาทั้งคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด และลิมิเต็ด เอดิชั่น ในกลุ่มนาฬิกาลักชัวรีวอทซ์ แฟชั่นวอทซ์ ตลอดจนสมาร์ทวอทซ์ กว่า 100 แบรนด์ดังทั่วโลก ส่งตรงมาให้เหล่าวอทช์เลิฟเวอร์ได้อัพเดทเทรนด์กันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ถึงวันที่ 31 ต.ค. 2564 นี้เท่านั้น ที่ Event Hall ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม โดยมี 10 ไฮไลท์ไอเท็มที่ต้องไม่พลาด! ซึ่งขอบอกว่าไม่ได้มีแค่นาฬิกาที่อยากให้ทุกท่านได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง แต่ยังมีทั้งจิลเวลรี่และแกดเจ๊ตที่รับรองว่ามาแล้วไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เริ่มที่…

1. นาฬิกา Bovet รุ่น The Amadeo Amadeo ราคา 9,708,900 บาท

ที่พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของเพียงเรือนเดียวในไทย!! โดดเด่นด้วยหน้าปัดขัดตกแต่งด้วยลวดลาย Fleurisanne ทั้ง 2 ด้านอย่างประณีต อวดการทำงานของจักรกล Flying Tourbillion ที่มองเห็นทั้งสองด้าน พื้นหน้าปัดที่ทำมาจาก Aventurine ตัวเรือนผลิตจากทองคำชมพูแท้ 18K กลไกระบบไขลาน ซึ่งผลิตเพียง 50 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

2. นาฬิกา Montblanc รุ่น Star Legacy Exo Tourbillon Slim 42mm Limited Edition 8 (Serial No.7/8) ราคา 1,627,000 บาท

ตัวเรือนโรสโกลด์ 18K ประดับด้วยเพชร Wesselton 64 เม็ด กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมพร้อมเคลือบกันแสงสะท้อน หน้าปัดชุบโรสโกลด์และฝังเพชร 15 เม็ด สายหนังจระเข้ ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre MB 29.24 สีแดงของตัวเรือนเฉลิมฉลองให้กับสถาปัตยกรรมทัชมาฮาล โดยสีแดงที่สดใสได้แรงบันดาลใจมาจากประตูศาลาสีแดงที่อยู่ทางใต้ ตะวันตก และตะวันออกของพระราชวัง และหินธรรมชาติอย่าง Red Jasper ที่ตกแต่งอยู่ภายในพระราชวัง โดยหิน Red Jasper นั้นเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและมั่นคง มีอิทธิพลดีต่อการไหลเวียนของเลือด มีความเกี่ยวข้องกับธาตุดิน สันติ และสติปัญญา

3. นาฬิกา TAG Heuer รุ่น Carrera Porsche Chronograph ราคา 223,000 บาท

นาฬิการุ่นพิเศษ ผลงานความร่วมมือ ระหว่าง TAG Heuer และ Porsche ที่มาพร้อมกับกลไกการทำงาน In-house Calibre Heuer 02 Automatic หน้าปัดขนาด 44 mm. ทำเอฟเฟกต์แบบพื้นถนนเพื่อนาฬิการุ่นนี้โดยเฉพาะ สื่อถึงแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตขับขี่ไปบนท้องถนน มีการสลักชื่อ Porsche บนขอบตัวเรือน และนำฟอนต์ของ Porsche มาใช้ในการออกแบบอินเด็กซ์ กระจกฝาหลังคริสตัลสามารถมองเห็นจานเหวี่ยง ซึ่งออกแบบใหม่ให้เหมือนกับยางล้อรถของ Porsche ประทับคำว่า Porsche และ TAG Heuer สายนาฬิกาทำจากหนังลูกวัว เย็บด้วยเทคนิคเดียวกับที่ใช้ในการตกแต่งภายในตัวรถยนต์อีกด้วย

4. นาฬิกา FRANCK MULLER รุ่น CINTRÉE CURVEX ‘CRAZY HOURS’ PASTELS ASIA EXCLUSIVE ราคา 921,600 บาท

จากสไตล์อันเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์แปลกใหม่ และความหรูหรามีสีสันของ Franck Muller สู่เรือนเวลาที่มีความโดดเด่นและแตกต่างด้วยความสลับซับซ้อนกับกลไก Crazy Hours ที่นำแนวคิดเหนือจินตนาการมาสู่วิถีของการบอกเวลา ด้วยการสลับตัวเลขบอกชั่วโมงที่ไม่เรียงตามลำดับปกติ ในช่วงทุกๆ นาทีที่ 59 และนาทีที่ 60 นั้นเองที่เข็มชั่วโมงจะดีดตัวก้าวกระโดดไปยังตัวเลขบอกชั่วโมงถัดไปอย่างรวดเร็วแม่นยำดั่งต้องมนต์ และยังเพิ่มความโดดเด่นด้วยตัวเลขอารบิกอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในหลากหลายโทนสี เพิ่มความหรูหราด้วยการการประดับเพชรที่กรอบและหัวเข็มขัด

5. นาฬิกา LONGINES รุ่น The Longines Master Collection (L24094876) ราคา 101,800 บาท

เสน่ห์โค้งมนของพระจันทร์บนข้อมือ ความสง่างาม ความโดดเด่น และเส้นสายบริสุทธิ์อันงดงาม คือหัวใจหลักของ The Longines Master Collection กุมหัวใจของผู้หลงใหลในความเป็นเลิศ และยังมีกลไกให้เลือกหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ การแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม ซึ่งเปิดตัวในแบบของนาฬิกาบุรุษเมื่อสองปีก่อน ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญในนาฬิการุ่นใหม่สำหรับสตรีของลองจินส์ประจำปี 2021 การบรรจุคอมพลิเคชั่นลงไปในตัวเรือนที่มีขนาดเพียง 34 มม. นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง แต่เพราะผู้หญิงหลงใหลในเทคนิคชั้นเลิศและสไตล์สง่างามไม่แพ้กัน โดยต้องอาศัยหัวใจรักผสานเข้ากับเทคโนโนโลยีชั้นนำ รับกับท่วงทำนองของความสง่างาม เสน่ห์แบบเฟมินีน และขนบการสร้างสรรค์นาฬิกาที่เรียบง่ายบริสุทธิ์ ผลงานใหม่เหล่านี้จึงออกแบบมาเพื่อข้อมือของสาวๆ ที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและบุคลิกโดดเด่น

6. นาฬิกา GRAND SEIKO รุ่น SBGE269 ราคา 223,000 บาท

นาฬิกา Grand Seiko GMT ที่เฉลิมฉลองฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในประเทศญี่ปุ่น แต่ละช่วงของ 4 ฤดูกาลที่หมุนเวียนตลอดปี จะมีประสบการณ์ใน 6 ช่วง และทุกฤดูกาลจะมีลักษณะที่โดดเด่นแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงจากฤดูกาลหนึ่งไปยังอีกฤดูหนึ่งเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน ทำให้ธรรมชาติของเวลามีความใกล้ชิดกับสัมผัสแห่งความรู้สึกของเรามากยิ่งขึ้น นาฬิกา GMT แต่ละเรือนเหล่านี้เป็นผลงานที่ได้รับการรังสรรค์เพื่อเฉลิมฉลองให้กับ 24 ช่วงฤดูย่อยในรอบ 1 ปีหรือที่เรียกว่า ‘Sekki’ (เซกกิ) T?ji (โทจิ) ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้จากโลกมากที่สุดในฤดูหนาว (Winter Solstice) มาถึงแล้ว ช่วงเวลากลางวันจะสั้น อากาศแจ่มใสและปลอดโปร่ง และหิมะล่องลอยไปตามเสียงแห่งลม หน้าปัดของนาฬิกามาพร้อมกับพื้นผิวและสีที่สะท้อนถึงทิวทัศน์ที่เกิดขึ้นในฤดูหนาวขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า

7. นาฬิกา RADO รุ่น Captain Cook High-Tech Ceramic (R32127162) ราคา 122,600 บาท

Captain Cook High-Tech Ceramic สุดยอดของการวิจัยที่ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาควบคู่กับประวัติศาสตร์และขั้นตอนการผลิตของนาฬิการุ่นนี้ การพัฒนาของคอลเลกชั่น Captain Cook ที่ผลิตจากวัสดุไฮเทค เซรามิกนั้นถือเป็น ความสำเร็จในการรวบรวมความโดดเด่นที่สุดของแบรนด์ไว้ด้วยกัน อาทิ ตัวเรือนแบบเป็นชิ้นเดียว ไฮเทคเซรามิกที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของ Rado ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนและอาการแพ้ อีกทั้งยังขับเคลื่อนโดย Rado คาลิเบอร์ R734 ระดับพรีเมียมที่มีแฮร์สปริง Nivachron™ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ช่วยมอบความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวันโดยการปกป้องนาฬิกาจากสนามแม่เหล็กรอบๆ ตัวได้ด้วย

8. GARMIN รุ่น Venu2 ราคา 13,690 บาท

นาฬิกาอัจฉริยะที่ได้รับการอัพเกรดมาจาก Garmin Venu สมาร์ทวอทช์จอ AMOLED รุ่นแรกของค่าย ที่วางจำหน่ายไปเมื่อปี 2019 และได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค โดยประกอบไปด้วย Garmin Venu 2 Sport Watch และ Garmin Venu 2S Sport Watch และสำหรับจุดเด่นของสมาร์ทวอทช์ซีรีส์ Venu นั้นคือดีไซน์การออกแบบที่สวยงามและฟีเจอร์การใช้งานด้านสุขภาพแบบจัดเต็ม

9. Gopro รุ่น Gopro Hero 10Black ราคา 16,500 บาท

HERO10 Black เป็นกล้อง GoPro ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา มาพร้อมความเร็วเต็มพิกัดและใช้งานง่ายเหนือระดับ ชิพ GP2 โฉมใหม่อันล้ำยุค ใช้ถ่ายวีดีโอความละเอียดได้ถึง 5.3K พร้อมเฟรมเรตสองเท่า, รูปถ่ายความละเอียด 23MP, สมรรถนะสูงในภาวะแสงน้อยดียิ่งขึ้น และการลดการสั่นไหวของวิดีโอ HyperSmooth 4.0 ที่สุดขั้วในทุกโหมด HERO10 มีการเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์เพื่อช่วยให้การใช้งานสะดวกขึ้น ทันทีที่คุณชาร์จ ภาพวิดีโอของคุณจะอัพโหลดไปยังระบบคลาวด์ โดยอัตโนมัติ

10. Beauty Gems Miss Universe สร้อยคอ ต่างหู และแหวนมรกตประดับเพชร

ความงดงามที่รังสรรค์ผ่านพลอยมรกตล้อมเพชร มรกตเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ร่ารวย ร่มเย็น เป็นอัญมณีเสริมมงคล ความรัก เสริมพลังเกี่ยวกับดวงดาว คนโบราณเชื่อว่าเป็นอัญมณีที่สัมพันธ์กันกับเทพีแห่งความรัก ประกายความเจิดจ้าของมรกตและเพชรสีขาวบริสุทธิ์ล้วนหลอมรวมกัน เปรียบราวกับศูนย์กลางความงดงามของจักรวาล ประกอบด้วย พลอยมรกต น้ำหนักรวม 299 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 73 กะรัต ไวท์โกลด์ 18k น้ำหนักรวม 154 กรัม ทองคำ น้ำหนักรวม 15 กรัม

ซึ่งภายในงานยังเต็มไปด้วยนาฬิกาอีกหลากหลายแบรนด์ดัง ไม่ว่าจะเป็น Breitling, Maurice Lacroix, Oris, Frederique Constant, Mido, Tissot, Hamilton, Luminox, Salvatore Ferragamo, Seiko, Citizen, Issey Miyake, Casio, Guess, Emporio Armani, Apple Watch และ Beauty Gem พร้อมพบกับโซนใหม่ล่าสุด Smart Watch Zone เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ และผู้ที่ชื่นชอบความทันสมัย และสายรักสุขภาพ โดยพบการเปิดตัว สมาร์ทวอทซ์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Apple และ Garmin รวมทั้งแบรนด์อื่นๆ อาทิ Suunto, Fibit, Samsung, Huawei นอกจากนี้ยังมี Gadget Zone ที่รวบรวมอุปกรณ์ล้ำสมัยเช่น หูฟัง และลำโพง ที่เชื่อมต่อแบบบลูทูธจากแบรนด์ดัง อาทิ Segway, Marshall, Bang & Olufsen, Bose อีกด้วย

ซึ่งงานยังมาพร้อมกับ 7 ข้อเสนอที่ดีที่สุดของปี ที่ไม่ควรพลาด! และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมความสะดวกในการช้อปผ่านหลากหลายช่องทางการช้อปปิ้งที่ดีที่สุดของ “Central Bring You The Best ครบทุกสิ่งที่ดีที่สุด” ทั้ง Central App, เว็บไซต์ www.central.co.th, Central Chat & Shop ช้อปผ่านแชต Line Official @centralofficial, Central Personal Shopper On Demand โทร. 1425 โดยลูกค้าสามารถชมสินค้าที่ต้องการได้แบบเรียลไทม์ ผ่าน Video Call เสมือน Live Shopping กับผู้ช่วยช้อปส่วนตัว หรือช้อปผ่าน live และ Inbox ที่เฟซบุ๊กเพจ www.facebookcom/CentralDepartmentStore

Workations เทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66666

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 10:20 น.Workations เทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่กว่า 51% ของคนไทย วางแผนที่จะทำงานไปด้วยระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งสูงกว่าประเทศในอันดับถัดมาอย่างสหรัฐอเมริกาถึง 10% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ 21%

ตัวเลขจากการสำรวจเบื้องต้นเป็นเรื่องที่หลายคนเริ่มรับรู้และอาจเป็นหนึ่งในคนที่คิดแบบนี้ หลังจากที่สถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น  ซึ่งเรื่องนี้ แบรดลีย์ ไฮนส์ รองประธานฝ่ายภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก ของ SiteMinder เผยแนวทางการปรับตัวรับ Workations เทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในประเทศไทย โดยอธิบายว่า หนึ่งในสิ่งที่ผมได้ตระหนักในช่วงกว่า 18 เดือนที่ผ่านมา คือเราไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศแห่งเดียวกัน เพื่อทำงานร่วมกันเสมอไป แม้ภายหลังจากที่กรุงเทพฯ กลับมาเปิดเมืองอีกครั้ง การได้เจอเพื่อนร่วมงานที่ SiteMinder ถือเป็นเรื่องน่ายินดีและการได้พบหน้ากัน ถือเป็นสิ่งที่พิเศษและไม่สามารถทดแทนได้ หากแต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ได้หลีกเลี่ยงการเดินทางในตอนเช้า และมีโอกาสที่ได้ใช้เวลานั้นรับประทานอาหารเช้ากับครอบครัวที่บ้านมากขึ้นถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน

และแน่นอนผมไม่ใช่เพียงคนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ โดยผลจากการศึกษาพบว่า ชาวไทยสามารถปรับตัวรับการทำงานที่ยืดหยุ่น และสามารถประยุกต์การทำงานเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้มากขึ้น และจากผลสำรวจล่าสุดจาก Changing Traveller Report พบว่า กว่า 51% ของคนไทย วางแผนที่จะทำงานไปด้วยระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งสูงกว่าประเทศในอันดับถัดมาอย่างสหรัฐอเมริกาถึง 10% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ 21% นี่ยิ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์การทำงานร่วมกับการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มช่วงเวลาการลาพักร้อนประจำปีได้มากยิ่งขึ้น

ผลสำรวจนี้ เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน สำหรับผู้ประกอบการโรงแรมที่ต้องการรองรับแขกผู้เข้าพักกลุ่มนี้ ว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่ได้วางแผนการเดินทางเพื่อการพักผ่อนในช่วงวันหยุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ยังได้เพิ่มการทำงานลงไปในแผนการเดินทางของพวกเขาด้วยเช่นกัน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลากหลายโรงแรมที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยด้วย ทั้งในประเทศไทย และประเทศอื่นๆในภูมิภาค เริ่มมีการวางแผนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อรองรับการเดินทางในรูปแบบ ‘Workations’ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถทำงานทางไกลได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีโรงแรมอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้เริ่มปรับตัวเพื่อรับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงและจะดำรงอยู่ไปในระยะยาวนี้

นายแบรดลีย์ ไฮนส์ รองประธานฝ่ายภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก ของ SiteMinder

ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ ในการเสนอแนวทางต่างๆ ที่เราได้เห็นกลุ่มลูกค้าของเราใช้ เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ที่จะยิ่งเติบโตขึ้นอีกในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อเป็นแนวทางให้โรงแรมต่างๆ ใช้ในการปรับตัวได้ทันท่วงที

ประการแรก เมื่อปริมาณของแขกผู้เข้าพักในกลุ่ม Workation เพิ่มมากขึ้น การสร้างข้อเสนอพิเศษสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ตามหลักแล้ว Workations เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว สามารถใช้เวลาท่องเที่ยวได้นานกว่าการมาพักผ่อนแบบปกติ พร้อมหลักประกันว่าจะยังคงมีรายได้อยู่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อผู้คนเริ่มปรับตัวเข้ากับการท่องเที่ยวแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่กินระยะเวลานานนี้ การสร้างแพ็คเกจพิเศษที่เหมาะ สำหรับการเข้าพักในระยะยาว หรือการเข้าพักอย่างไม่จำกัดระยะเวลา จะยิ่งมีส่วนช่วยในการดึงดูดแขกผู้เข้าพักได้ แต่อย่างไรก็ตามอาจขึ้นอยู่กับที่ตั้งของโรงแรมนั้นๆด้วย ตัวอย่างเช่น หากโรงแรมของคุณตั้งอยู่กลางใจเมือง การกำหนดลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างจังหวัด และต้องการที่พักในเมือง 2-3 คืนในช่วงกลางสัปดาห์ อาจเหมาะสมมากกว่า

ประการที่สอง คือการสร้างพื้นที่ทำงานให้เป็นแรงบันดาลใจในการอยากเดินทางมาเข้าพัก หลากหลายโรงแรมที่เราร่วมงานด้วย ต่างมุ่งเน้นการยกระดับพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-working space) ให้ดียิ่งขึ้น โดยแต่ละโรงแรมสามารถเสริมไอเดียไม่ว่าจะเป็น การจัดโต๊ะให้เห็นทัศนียภาพของโรงแรม การปลูกต้นไม้ในร่มเพื่อเพิ่มออกซิเจน หรือสร้างพื้นที่ให้แขกผู้เข้าพักสามารถทำงานในพื้นที่กลางแจ้งได้ รวมไปถึงการนำเสนอจุดขายที่แตกต่าง อย่างเช่น การทำงานกลางแจ้งที่สะดวกสบาย หรือ วิวทิวทัศน์ที่น่าหลงใหล เป็นต้น ซึ่งนับเป็นข้อดี ที่จะสามารถดึงดูดผู้ที่ทำงานในสถานที่เดิมๆ ติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน และกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ

ประการที่สาม คือการช่วยค้นหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ตัวอย่างเช่น หนึ่งในลูกค้าของเราได้มีการออกแบบเมนูอาหารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (productivity-introducing) หรือบางรายก็มีการจัดหาพ่อบ้าน หรือ work butlers ที่คอยช่วยดูแลด้านงานธุรการต่างๆ อย่างเช่น การปริ้นเอกสาร หรือการสแกนงาน และแม้แต่งานอย่างการจัดหาเสบียง ก็เป็นวิธีที่ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แขกผู้เข้าพักได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นระหว่างการเข้าพัก

ประการที่สี่ คือการจัดเตรียมรองรับกลุ่มครอบครัว หลากหลายคนที่กำลังสนใจใน Workations อาจจะต้องการการพาครอบครัวไปด้วย ดังนั้น นี่จึงเป็นกลุ่มสำคัญที่ทางโรงแรมต้องคำนึงถึงเช่นกัน ลูกค้าบางโรงแรมของเรา ได้มีการจัดโปรแกรมเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก เพื่อสร้างความสบายใจให้กับผู้ปกครองในระหว่างที่ต้องทำงาน ในขณะที่ลูกค้าบางโรงแรม ก็มีการสร้างแผนการเดินทางสำหรับการทัศนศึกษาในท้องถิ่นที่เหมาะกับช่วงเวลานั้นๆ เพื่อให้เด็กๆได้พักสายตาจากหน้าจอ

ประการที่ห้า คือการทำให้สนุก ถึงแม้ว่าการทำงานอาจจะใช้เวลาไปทั้งวัน แต่สิ่งสำคัญสำหรับแขกผู้เข้าพัก คือการเพลิดเพลินไปกับเวลาส่วนตัวของพวกเขาในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ผมเห็นโรงแรมหลากหลายแห่ง เสนอสิทธิพิเศษ เช่น ออกรอบตีกอล์ฟฟรี หรือชั้นเรียนทำอาหาร เพื่อให้แขกผู้เข้าพักได้ผ่อนคลายจากการทำงาน

สุดท้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดสำหรับการทำงาน อย่างน้อยที่สุดทางโรงแรมควรจัดเตรียม บริการ Wifi ฟรีและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่รองรับการประชุมทางวิดิโอ เก้าอี้นั่งทำงานที่นั่งสบาย และโต๊ะทำงานที่มีคุณภาพและกว้างขวาง การได้รับรีวิวว่าอินเทอร์เน็ตของโรงแรมคุณช้าและไม่เสถียร เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับลูกค้ากลุ่มนี้

หากมองในมุมระดับประเทศ ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับ Workations ทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวในประเทศ และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผลสำรวจจาก Holidu บริษัทจากประเทศเยอรมัน เผยว่า ทั้งกรุงเทพฯและภูเก็ต ถูกจัดอันให้เป็น 1 ใน 10 เมืองชั้นนำจากทั่วโลก สำหรับการ Workations โดยกรุงเทพฯถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 1 รวมถึงประเทศไทยยังมีเมืองตากอากาศสำคัญให้คนในประเทศได้หลีกหนีจากในเมืองหลวงอีกด้วย

สำหรับผม และทีมงานหลายคนที่ SiteMinder เชื่อว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าเราไม่จำเป็นต้องนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศตลอด 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น Workations จึงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน และเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากภายในประเทศที่ต้องการใช้เวลาพักผ่อนไกลจากที่อยู่อาศัยประจำวัน รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานแบบ Workations ในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าการปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับเทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่นี้อีกแล้ว

ส่องเบื้องลึก RAVIPA Reminder Collection แฟชั่นศักดิ์สิทธิ์บนข้อมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/666519

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 07:45 น.ส่องเบื้องลึก RAVIPA Reminder Collection แฟชั่นศักดิ์สิทธิ์บนข้อมือผ่าแนวคิด “ระวิภา (RAVIPA)” แบรนด์เครื่องประดับสัญชาติไทยที่มาแรงที่สุดในขณะนี้ จากโจทย์สุดท้าทายเปลี่ยนมายด์เซ็ตผู้บริโภคจากของฟุ่มเฟือยให้กลายเป็นของจำเป็นและเป็นสิ่งที่ต้องใส่ติดตัว สู่การขึ้นแท่นแบรนด์เครื่องประดับขายดีอันดับ 1 ในทุกแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์

ปัจจุบันธุรกิจอีคอมเมิร์ซนั้นถือว่าเป็นสมรภูมิการแข่งขันทางการค้าที่ดุเดือดในการสร้างยอดขาย อีกทั้งยังเป็น Megatrend ที่เหล่าผู้ค้าจากแบรนด์ต่างๆ ล้วนต้องการทำการตลาดเพื่อขึ้นเป็นผู้นำในช่องทางนี้ โดยข้อมูลจาก Priceza ได้ระบุว่าธุรกิจประเภทนี้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2020 มีมูลค่าโตสูงถึง 294,000 ล้านบาท โดยสินค้ากลุ่มแฟชั่นถูกจัดว่าขายดีเป็นอันดับสองในสัดส่วน 14.63% 

ระวิภา (RAVIPA) นับเป็นแบรนด์เครื่องประดับสัญชาติไทยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยมีรายได้เติบโตสูงขึ้นถึง 2,000% ซึ่งเป็นรายได้จากการขายในช่องทางอีคอมเมิร์ซทั้งสิ้น และจากข้อมูลของแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชื่อดังอย่าง Shopee และ Lazada ได้เผยว่า ระวิภา เป็นแบรนด์ขายดีอันดับหนึ่งในหมวดแฟชั่นจิวเวลรี่ของ Shopee และเป็นอันดับหนึ่งในหมวดไทยดีไซน์เนอร์ของ Lazada อีกทั้งยังได้รับรางวัล 6.6 LazMall Best Seller 2021 และล่าสุดที่ผ่านมาก็ยังได้รับรางวัล 9.9 LazMall Best Seller 2021 จาก Lazada ด้วยเช่นกัน

ธนิสา วีระศักดิ์ศรี ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ระวิภา กล่าวถึงแนวคิดหลักในการบริหารธุรกิจในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ว่า “ถ้ามองภาพรวมของตลาดเครื่องประดับของประเทศไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ หลายคนจะมองว่าเครื่องประดับเป็นของฟุ่มเฟือยที่ไม่อยากลงทุน ดังนั้น โจทย์ของเราคือต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตของผู้บริโภค จากของฟุ่มเฟือยให้กลายเป็นของจำเป็น และเป็นสิ่งที่ต้องใส่ติดตัว เราเลยตัดสินใจทำคอลเลกชั่นสร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจให้กับทุกคน และยังคงไว้ซึ่งดีไซน์ที่สวยงาม สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันได้”

สำหรับระวิภา (RAVIPA) เป็นแบรนด์เครื่องประดับที่ก่อตั้งมาแล้ว 8 ปี ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เครื่องประดับดีไซน์สวยเหมาะสำหรับเป็นของขวัญแทนใจให้คุณ และคนพิเศษ ที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกวัน” สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือมากประสบการณ์ โดยการันตีคุณภาพจากรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมระดับประเทศ Design Excellence Award 2019 (DEmark Award) โดยใช้วัสดุเงินแท้ 92.5% ถักด้วยเชือกสั่งทำพิเศษที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และพลอยแท้คัดสรรจากทั่วทุกมุมโลก

โดยมีคอลเลกชั่นสร้างชื่อคือ ระวิภา รีมายเดอร์ (RAVIPA Reminder) สร้อยข้อมือเสริมความโชคดีในแต่ละด้าน ที่มาในรูปแบบของสร้อยข้อมือเชือก ประดับด้วยองค์เทพเจ้าที่มาพร้อมกับสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ อาทิ เจ้าแม่กวนอิม ช่วยเรื่องเมตตามหานิยม เจรจาเป็นเลิศ เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผู้คนเอ็นดูรักใคร่ช่วยเหลือ, เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย ช่วยนำพาเงินทองไหลมาเทมา เจรจาค้าขายไหลลื่น, องค์พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งปัญญา และความคิดสร้างสรรค์, องค์พระสีวลี เทพแห่งโชคลาภ, องค์พระตรีมูรติ เทพแห่งความรัก ที่ช่วยเรื่องความรักให้สุขสมหวัง มีเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น เกิดความรักใคร่เอ็นดู และอีกมากมาย ที่ช่วยเสริมให้ชีวิตราบรื่น มีสิริมงคลทั้งด้านความรัก การงาน การเงิน การเรียน และความสำเร็จ

โดยหลังจากเปิดตัวคอลเลกชั่น ระวิภา รีมายเดอร์ หรือสร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์ ได้เพียงไม่นาน ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นจากเหล่าคนดังทั่วทุกวงการที่เลือกสวมใส่สร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์นี้ อาทิ แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์, เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร, ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, โบว์-เมลดา สุศรี, หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์, กอล์ฟ – พิชญะ นิธิไพศาลกุล, ไมค์ – พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล และมินนี่ (G)I-DLE 

ซึ่งระวิภาถูกพูดถึงเป็นอย่างมากอีกครั้ง เมื่อไอดอลชื่อดังระดับโลกอย่าง ลิซ่า BLACKPINK ได้สวมใส่เครื่องประดับจากคอลเลกชั่นดังกล่าว ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ระวิภาสามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่ไม่ใช่เพียงในประเทศเท่านั้น แต่แบรนด์ได้กลายเป็นที่รู้จักในระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว  โดยจะเห็นได้ว่าการที่มี Influencer ผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคหันมาใช้ของจากทางแบรนด์นั้น สามารถสร้างยอดขาย และทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับกลยุทธ์ของทางแบรนด์ที่มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์โควิด-19

สำหรับกลยุทธ์ด้านการตลาดของระวิภา นั้นประกอบไปด้วย 5 แกนหลักด้วยกัน ได้แก่ Direct to Consumer มุ่งการขายสู่ออนไลน์เต็มรูปแบบ เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากนโยบายล็อกดาวน์ของรัฐบาล ที่คนส่วนใหญ่หันมาใช้จ่ายผ่านทางออนไลน์อย่างเต็มรูป ด้าน “ระวิภา” (RAVIPA) ซึ่งแม้ที่ผ่านมาทางแบรนด์จะมีช่องทางการจำหน่ายในเฟสบุ๊ค, ไลน์ ออฟฟิเชียล, อินสตาแกรม และเว็บไซต์อยู่แล้ว ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะผู้บริโภคหันมานิยมซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น ทางแบรนด์จึงมุ่งสู่ตลาดอีมาร์เก็ต เปิดการจำหน่ายทาง Shopee และ Lazada เพื่อหวังเข้าถึงผู้บริโภคอย่างเต็มรูปแบบ

Sincerity ความจริงใจต่อลูกค้า สำหรับะวิภา ความจริงใจที่มีเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่แบรนด์ออกแบบเครื่องประดับ โดยคำนึงถึงความถูกต้องในลักษณะตามหลักโหราศาสตร์ และฮวงจุ้ยในการออกแบบ รวมไปการใช้งานที่ต้องสามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวันอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้คือคุณภาพของวัสดุที่เลือกใช้พลอยแท้ นำเข้าจากทั่วทุกมุมโลก

Empathy ความเข้าใจลูกค้า พนักงานทุกคนจะต้องถูกเทรนด์ให้มองเห็นลูกค้าเหมือนเป็นคนในครอบครัวระวิภา จะไม่เลือกขายของที่แพงที่สุดให้กับลูกค้า แต่จะแนะนำสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่สุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกคนอย่างแท้จริง ซึ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ทางระวิภาต้องใช้ช่องทางออนไลน์ในการดูแลลูกค้า ทางแบรนด์ได้มีการทำ Video Call Shopping ในรูปแบบของ Visual ที่ลูกค้าสามารถมาสั่งซื้อสินค้า และพูดคุยกับพนักงานขายได้ เสมือนไปซื้อสินค้าจากหน้าร้าน รวมถึงการ Live และมีพนักงานคอยให้บริการตอบคำถามลูกค้าอยู่ตลอดเวลา

Word of Mouth การตลาดที่ได้ผลดีที่สุด และใช้งบน้อยที่สุด โดยระวิภา เผยว่า กลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบสร้อยข้อมือ มักจะบอกต่อถึงผลลัพธ์หลังสวมใส่สร้อยข้อมือของแบรนด์ให้กับคนใกล้ตัว หรือคนรู้จัก จึงเกิด Word of Mouth ที่คนพูดถึงแบบปากต่อปากเอง และสามารถสร้างคอมมูนิตี้ให้กับแบรนด์ จนเกิดยอดการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องได้

การตลาดแบบ Omni Channel คือผสมผสานช่องทางการขายทั้งออนไลน์ (Online) และการขายหน้าร้าน (Offline) เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ เพราะระวิภาได้เล็งเห็นว่ารูปแบบการตลาดดังกล่าว นั้นยังคงเหมาะสมกับสินค้าเครื่องประดับเป็นอย่างมาก เนื่องจากยังมีผู้บริโภคบางกลุ่มที่ยังนิยมการช้อปปิ้งแบบมาลองสวมใส่ หรือหยิบจับสินค้าของจริงที่ร้าน ก่อนตัดสินใจซื้อในภายหลัง

สำหรับอนาคต ระวิภาตั้งเป้าไว้ว่าในปีหน้าจะบุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว เนื่องจากกระแสตอบรับที่ผ่านมาค่อนข้างดี มีชาวต่างชาติที่รู้จักแบรนด์เป็นจำนวนมาก การเปิดหน้าร้านที่ต่างประเทศจึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ใหม่ที่จะช่วยผลักดันให้ยอดขายเติบโตขึ้น และเปิดโอกาสให้ลูกค้าชาวต่างชาติได้เห็นเครื่องประดับของระวิภาเพราะสำหรับเครื่องประดับแล้ว การได้เห็นสินค้าจริง จะสามารถสัมผัสได้ถึงความปราณีตของชิ้นงานที่เกิดจากฝีมือของคนไทย

พบกับเครื่องประดับ ระวิภา (RAVIPA) ได้แล้ววันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว ชั้น G, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลชิดลม ชั้น 2 และศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม ชั้น 1, ศูนย์การค้าแฟชั่นไอซ์แลนด์ ชั้น 1,  RAVIPA Flagship Store สาขาสวนหลวงสแควร์ ซ.จุฬา 16 หรือติดตามผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.ravipa.com, Facebook: ravipaofficial, IG: @ravipajewelry, Line ID: @ravipajewelry, โทร. 090-919-9295 หรือทางแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ Lazada: Ravipa Jewelry และ Shopee: Ravipa Jewelry

โฉมใหม่ คาร์เทียร์ บูติคแฟล็กชิพ สยามพารากอน ผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66649

วันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 16:40 น.โฉมใหม่ คาร์เทียร์ บูติคแฟล็กชิพ สยามพารากอน ผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมไทยคาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับสัญชาติฝรั่งเศสปรับโฉมบูติคสยามพารากอน นำสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยผสานเข้ากันกับเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์อย่างกลมกลืน

ย้อนรอยคาร์เทียร์ 

คาร์เทียร์ และประเทศไทย มีสายสัมพันธ์อันดีสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนาน เริ่มตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นช่างทองหลวงประจำราชสำนักสยามในปี ค.ศ. 1907 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี ประทับตราพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินสยาม โดยระหว่างเสด็จประพาสยุโรป พระองค์ทรงเสด็จเยือนบูติคคาร์เทียร์ ณ อาคารเลขที่ 13 ถนน rue de la Paix บูติคแฟล็กชิพในกรุงปารีส โดยพระองค์ทรงซื้อเครื่องประดับชั้นสูงแก่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นกุศโลบายเพื่อแสดงความศิวิไลซ์และวัฒนธรรมอันทัดเทียม แสดงมิให้ชาติยุโรปมาอ้างเพื่อรุกรานเอาดินแดนสยามไปเป็นอาณานิคม

15 ปี คาร์เทียร์บูติคสาขาสยามพารากอน 115 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างคาร์เทียร์และประเทศไทย 

คาร์เทียร์บูติค สาขาสยามพารากอน เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 กว่า 15 ปี ในการเปิดให้บริการ คาร์เทียร์บูติคสาขาสยามพารากอนจึงถือเป็นสาขาที่สำคัญต่อคาร์เทียร์มาโดยตลอด โดยการปรับโฉมครั้งสำคัญนี้เป็นหนึ่งในการร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 115 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างคาร์เทียร์และประเทศไทย บนพื้นที่ราว 400 ตารางเมตร บูติคคาร์เทียร์แห่งนี้มีการตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมไทยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ้านไทย โดยสอดแทรกเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ไว้อย่างแยบยลในทุกรายละเอียด นับตั้งแต่ก้าวเข้ามายังบริเวณหน้าบูติค

Façade เน้นความโปร่งด้วยกระจก หินอ่อนและลายดิ้นทองสะท้อนลายผนังของบ้านทรงไทยดั้งเดิม บริเวณรับรองส่วนกลางตกแต่งด้วยประติมากรรมแบบนูนต่ำ พร้อมลวดลายทัศนียภาพอันงดงามของวัดวาอารามในกรุงเทพมหานคร ที่มีเสือแพนเตอร์ สัญลักษณ์ของคาร์เทียร์เป็นตัวเอกในการเล่าเรื่อง เสมือนว่าเสือแพนเตอร์ได้ย่างกรายมาถึงประเทศไทยแล้ว แต่ละห้องเชื่อมต่อด้วยประตูโค้งทำจากไม้ ผนังในห้อง Prestige ตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสคที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัด ไปจนถึงเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้าไหมไทย ไม่ว่าจะเป็นผนังหรือโซฟา

นอกจากนี้ บูติคยังประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งและภาพเขียนที่แสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อาทิ แชนเดอเลียที่แลดูเหมือนหยดน้ำฝนโปรยปรายลงมา สะท้อนถึงสภาพภูมิอากาศเขตร้อนในประเทศไทยที่มีฤดูฝนยาวนานถึง 5 เดือน แชนเดอเลียชิ้นนี้ออกแบบและสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อบูติคแฟล็กชิพคาร์เทียร์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นที่แรกและที่เดียวในโลก ในส่วนของผนังบริเวณใจกลางบูติคประดับด้วยผ้าทอลายดอกราชพฤกษ์อันเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศไทย หัวใจหลักของการออกแบบตกแต่งคือสไตล์โปร่ง โมเดิร์น เรียบ หรูหรา แต่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศที่เป็นมิตรและเชื้อเชิญให้แขกผู้มาเยือนรู้สึกอบอุ่นเมื่อเข้ามาเยี่ยมชม  

เซซิล นาอูร์ (Cécile Naour) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาร์เทียร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย กล่าวว่า “บูติคโฉมใหม่นี้เป็นการบรรจบกันอย่างลงตัวของวัฒนธรรมไทยและเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ การตกแต่งอันสว่างไสวและโอ่โถงของบูติคร่วมกับสถาปัตยกรรมแบบโค้งและงานฝีมืออันวิจิตรของช่างท้องถิ่นสอดแทรกอยู่ในทุกรายละเอียด สไตล์การตกแต่งที่โปร่งและหรูหราช่วยสร้างบรรยากาศให้บูติคแฟล็กชิพแห่งนี้มี เสน่ห์และสง่างาม ทั้งยังคงไว้ซึ่งความอบอุ่น น่าเชื้อเชิญให้ค้นหาและเยี่ยมชมกว่าเคย”

Limited Edition

อีกหนึ่งความพิเศษของการเฉลิมฉลอง คาร์เทียร์จึงเปิดตัวนาฬิกา Tank Asymétrique Siam Limited Edition ซึ่งต่อยอดจากเรือนเวลารุ่นแทงก์ อะซีเมทรีค รุ่นที่เป็นที่หมายปองของนักสะสมนาฬิกา ลักษณะพิเศษของนาฬิกาแทงก์ อะซีเมทรีค โดดเด่นด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบอสมมาตร มีมุมเฉียงขึ้นไปทางด้านขวา 30 องศา เสมือนเหลี่ยมเพชร เลข 12 อยู่เยื้องไปทางมุมขวาบนของหน้าปัดและเลข 6 อยู่มุมซ้ายล่างจึงทำให้หน้าปัดและสายของนาฬิกาแทงก์อะซีเมทรีค มีเอกลักษณ์ต่างออกไปจากเรือนเวลารุ่นอื่นๆ นาฬิกาแทงก์ อะซีเมทรีค สยาม ลิมิเต็ด อิดิชั่น เพิ่มเอกลักษณ์ท้องถิ่นด้วยตัวเรือนแพลทินัม เม็ดมะยมทับทิม หน้าปัดตัวเลขไทย ออกแบบพิเศษเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น ด้านหลังนาฬิกาสลักข้อความ “สยาม” และหมายเลขลำดับการผลิต นาฬิกาแทงก์ อะซีเมทรีค สยาม ลิมิเต็ด อิดิชั่น มาพร้อมกล่องสะสมลายเสือแพนเตอร์ที่ย่างกรายอย่างสง่างามในฉากหลังวัดวาอาราม อันวิจิตรตระการตาของประเทศไทย ภายในกล่องประกอบด้วยสายหนังจระเข้สีแดงทับทิมสยามที่ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนสายได้ด้วยตนเอง ผลิตเป็นจำนวนจำกัดเพียง 55 เรือนเท่านั้น

Cartier Collection

เนื่องในโอกาสฉลองเปิดตัวบูติคแฟล็กชิพโฉมใหม่ คาร์เทียร์ยังจัดแสดงอัญมณีคาร์เทียร์ คอลเลคชั่น (Cartier Collection) คอลเลคชั่นประวัติศาสตร์รวบรวมชิ้นงานหายากและทรงคุณค่าที่คาร์เทียร์เก็บรักษาไว้ คอลเลคชั่นอัญมณีเหล่านี้แสดงถึงขนบการสร้างสรรค์และสไตล์การออกแบบของคาร์เทียร์ที่มีมายาวนานกว่า 170 ปี คาร์เทียร์ คอลเลคชั่น มีความสำคัญกับคาร์เทียร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการในการออกแบบเครื่องประดับในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19

ไฮไลต์ของอัญมณีคาร์เทียร์ คอลเลคชั่นที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ ได้แก่ สร้อยพระศอคาร์เทียร์ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมอบให้แด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี) เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป รวมถึง เข็มกลัดเพชรทรงระย้าหรือ Garland Style อีกเทคนิคการออกแบบเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงที่ได้รับความนิยมจากราชวงศ์ทั่วโลก, คอลเลคชั่นเครื่องประดับเพชรบนตัวเรือนแพลทินัม ที่หลุยส์ คาร์เทียร์เป็นผู้บุกเบิกนำวัสดุนี้มาใช้แทนตัวเรือนเงินเพื่อความอ่อนช้อยและขับเน้นเพชร ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และยังมีชุดเครื่องเพชรที่แสดงถึงวิวัฒนาการของสไตล์ ลายเส้นและเทคนิคที่ส่งผ่านแต่ละช่วงยุคสมัย    ของเมซงอีกด้วย

บูติคแฟล็กชิพคาร์เทียร์ ตั้งอยู่ที่ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจและชื่นชอบอัญมณีและเรือนเวลา สามารถยลโฉมอัญมณีคาร์เทียร์ คอลเลคชั่น (Cartier Collection) ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ – 18 พฤศจิกายน 2564 ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์เทียร์ ได้ที่ www.cartier.com/en-th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Cartier Thailand LINE Official Account @CartierTH

How to วิธีทำความสะอาดผ้าที่สวมใส่ ให้ปลอดภัยและห่างไกลจากเชื้อโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/666449

วันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 12:15 น.How to วิธีทำความสะอาดผ้าที่สวมใส่ ให้ปลอดภัยและห่างไกลจากเชื้อโควิด-19กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ 7 วิธีทำความสะอาดผ้าที่สวมใส่ ให้ปลอดภัยและห่างไกลจากเชื้อโควิด-19 ชี้ หากใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญให้ระวังจุดที่ต้องสัมผัสร่วมกัน โดยหมั่นทำความสะอาดทุก 1-2 ชั่วโมง

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า การสวมเสื้อผ้าซ้ำ การอยู่ในบ้านที่มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 หรือพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น แออัด หรือพื้นที่ปิด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทำให้มีโอกาสที่เชื้อโควิด-19 จะเกาะติดอยู่ตามพื้นผิวเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับได้  โดยเชื้อโควิด-19 สามารถอยู่บนผ้าได้นานถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ประเภทของพื้นผิว อุณหภูมิ และความชื้นสัมพันธ์  เป็นต้น เมื่อกลับถึงบ้านจึงควรอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่โดยทันที ส่วนเสื้อผ้าที่ใช้แล้วให้ซักทำความสะอาด เนื่องจากเชื้อโควิด-19 จะมีกระเปาะหุ้มตัวเอง การซักผ้าด้วยผงซักฟอกจะไปทำลายกระเปาะหุ้มตัวนี้ได้ เมื่อไม่มีกระเปาะหุ้มตัวเชื้อโควิด-19 ก็จะตาย ดังนั้น เชื้อโควิด-19 ที่เกาะตามเสื้อผ้าสามารถทำความสะอาดได้โดยใช้ผงซักฟอก เช่นเดียวกันกับการล้างมือที่ใช้เพียงสบู่ธรรมดาก็กำจัดเชื้อไวรัสบนมือได้

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับการทำความสะอาดเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพื่อลดความเสี่ยงโรคโควิด-19 ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้  

1) เสื้อผ้าหรือหน้ากากผ้าที่ใช้แล้ว หากยังไม่ได้ซักทันทีควรนำไปแขวนผึ่งก่อนใส่ตะกร้าผ้าเพื่อรอการซัก

2) หลีกเลี่ยงการสะบัดเสื้อผ้าในบ้าน เพื่อลดโอกาสฟุ้งกระจายของเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อน  

3) หยิบเสื้อผ้าออกจากตะกร้า โดยทำให้ตัวเราสัมผัสเสื้อผ้าในตะกร้าให้น้อยที่สุด 

4) ใส่น้ำยาซักผ้า และกดปุ่มเครื่องซักผ้าให้ทำงานตามปกติ  

5) ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากนำเสื้อผ้าเข้าเครื่องซักผ้า เพื่อป้องกันการนำมือสกปรกมาสัมผัสใบหน้า หรือไปสัมผัสสิ่งอื่น 

6) นำไปตากแดดจัด หรือตากในที่ที่มีอากาศถ่ายเทจนแห้ง แล้วนำมารีดทั้งข้างในและข้างนอกตัวเสื้อ

7) เช็ดทำความสะอาดถังหรือตะกร้าใส่เสื้อผ้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หรือแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นประจำ

กรณีใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญสาธารณะ

หากไม่มีเครื่องซักผ้าส่วนตัว และจำเป็นต้องใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญที่ให้บริการตามหอพัก แหล่งชุมชนต่างๆ สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ บริเวณเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญที่เป็นจุดสัมผัสร่วมกัน เช่น  ช่องใส่ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ปุ่มกดเลือกโปรแกรมซักผ้า ฝาปิดเครื่องซักผ้า เป็นต้น ผู้ดูแลจึงต้องทำความสะอาดให้บ่อยขึ้นกว่าเดิม หรือทุก ๆ 1 – 2 ชั่วโมง สำหรับผู้ใช้ควรเลือกใช้บริการในช่วงที่คนใช้น้อย  รักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร สวมหน้ากากตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสใบหน้า และ  เมื่อกลับถึงบ้านให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ทันที

เตรียมพบนิทรรศการแฟชั่นสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในเอเชีย!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/666379

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 16:40 น.เตรียมพบนิทรรศการแฟชั่นสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในเอเชีย!ครั้งแรกในเอเชีย! ADRIAN CHENG และ CARINE ROITFELD เตรียมเนรมิต SAVOIR-FAIRE: THE MASTERY OF CRAFT IN FASHION นิทรรศการการเดินทางอันแสนพิเศษของสุดยอดงานฝีมือจากดีไซน์เนอร์และแฟชั่นแบรนด์ดังระดับโลก

สายแฟชั่นตั้งตารอเตรียมพบกับ Savoir-Faire: The Mastery of Craft in Fashion นิทรรศการแฟชั่นสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในเอเชีย! ซึ่งจัดแสดงผลงานอันงดงามตระการตาของงานฝีมือสุดประณีตที่ได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดมาอย่างยาวนานจากหลากหลายแฟชั่นแบรนด์ดังและดีไซเนอร์ระดับโลก พร้อมด้วยชิ้นงานมาสเตอร์พีซจากดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่และผลงานหายากจาก K11 Craft & Guild Foundation โดยนิทรรศการนี้เป็นผลงานความร่วมมือครั้งล่าสุดจาก 2 ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นและศิลปะอย่าง Adrian Cheng (เอเดรียน เชง) และ Carine Roitfeld (คารีน รอยท์เฟลด์) พร้อมเผยโฉมให้เข้าชมตั้งแต่ 13 ธันวาคม 2021 – 14 กุมภาพันธ์ 2022 ณ K11 Art and Culture Centre โครงการ Victoria Dockside ฮ่องกง

นิทรรศการในครั้งนี้ รังสรรค์และคัดเลือกผลงานทุกชิ้นอย่างพิถีพิถันโดยฝีมือของ Carine Roitfeld แฟชั่นสไตลิสต์และบรรณาธิการระดับโลก ซึ่งภายในงานผู้เข้าชมจะเสมือนได้ร่วมเดินทางท่องไปบนหน้าบทบรรณาธิการแฟชั่นของ Carine Roitfeld พร้อมสัมผัสผลงานหายากอันทรงเสน่ห์และละเมียดละไมจากแบรนด์ระดับโลกมากมาย อาทิ Balenciaga, Chanel, Christian Dior, Givenchy, Iris van Herpen, Loewe, Louis Vuitton, Tom Ford และ Valentino และเหล่าดีไซเนอร์คนดัง อาทิ Richard Quinn และ Tom Van der Borght นอกจากนี้ยังมีชิ้นงานที่ไม่ซ้ำแบบใครจากคอลเลคชั่นส่วนตัวของ Carine Roitfeld ที่ไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน

Adrian Cheng ผู้ก่อตั้ง K11 Craft & Guild Foundation กล่าวว่า “ด้วยความเข้าใจในงานหัตถศิลป์ การถ่ายทอดประเพณี ความคิด และเทคนิคระหว่างสังคมและวัฒนธรรม แฟชั่นได้สร้างความสัมพันธ์อันลึกซึ้งในการเชื่อมโยงและการแลกเปลี่ยนนี้ขึ้น ผมตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับ Carine Roitfeld เพื่อนำเสนอนิทรรศการงานฝีมืออันทรงพลังในครั้งนี้ ดังนั้นเราคงจะได้ร่วมกันเฉลิมฉลองนวัตกรรมสำหรับอนาคตนี้ร่วมกัน ด้วยการนำนิทรรศการที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้มาสู่เอเชียเป็นครั้งแรกเพื่อฟื้นฟูภูมิทัศน์วัฒนธรรมของฮ่องกงต่อไป”

Carine Roitfeld ผู้ดูแลและรังสรรค์นิทรรศการ Savoir-Faire ในครั้งนี้ กล่าวว่า “ด้วยการใช้แนวทางบรรณาธิการในการเล่าเรื่องและการเดินทางด้วยภาพ นิทรรศการนี้จะนำเสนอกรณีตัวอย่างที่เป็นแบบอย่างมากที่สุดของงานฝีมือในแบบที่เราหวังว่าจะกระตุ้นให้เกิดความซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งต่อประวัติศาสตร์และหัวใจของแฟชั่นในหมู่คนรุ่นต่อๆ ไป และสร้างแรงบันดาลใจให้กับอุตสาหกรรมของเราในอนาคต และฉันหวังว่างานของเราจะจุดประกายจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นของพวกเขาในการรักษาเทคนิคที่สำคัญที่สุดของแฟชั่นให้คงอยู่”

การเปิดตัวนิทรรศการครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นงานระดับโลก โดย Adrian Cheng และ Carine Roitfeld จะเป็นเจ้าภาพเฉลิมฉลองการเปิดงานในเมืองบ้านเกิดของพวกเขา ในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ ซึ่ง Roitfeld จะเป็นเจ้าภาพจัดงานที่ Hôtel de Crillon ณ โรงแรม Rosewood ในกรุงปารีส ในขณะเดียวกัน Cheng จะจัดงานเปิดตัวในชื่อ ‘K11 NIGHT’ ที่ทางเดินริมน้ำ Victoria Dockside อันเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องกง ซึ่งสนับสนุนโดย UBS AG Cheng และทั้งสองคนเฉลิมฉลองข้ามทวีปด้วยกันผ่านการสตรีมสดเสมือนจริง ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นของนิทรรศการอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ การประมูลเพื่อการกุศลจะจัดขึ้นที่งานเปิดตัวในฮ่องกงอีกด้วย โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปบริจาคให้กับ UNESCO และ K11 Craft & Guild Foundation เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูงานฝีมือที่หายไป

นิทรรศการ Savoir-Faire: The Mastery of Craft in Fashion สร้างสรรค์โดย CR Studios ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2521 ถึง วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2022 ณ K11 Art & Culture Centre ซึ่งตั้งอยู่ที่ K11 MUSEA ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.k11musea.com/happenings

ผลงานของดีไซน์เนอร์และแบรนด์ที่เข้าร่วมในนิทรรศการนี้ ได้แก่ Alexander McQueen, Balenciaga, Celine, Chanel, Christian Dior, Givenchy, Iris van Herpen, Jean Paul Gaultier, Loewe, Louis Vuitton, Matty Bovan, Mugler, Oscar de la Renta, Paco Rabanne, Richard Quinn, Saint Laurent, Tom Ford, Tom Van Der Borght, Valentino, Versace และ Viktor & Rolf

#SavoirFaire #CRFashionBook #K11NIGHT #K11Mastery #K11MUSEA #K11CraftandGuild