DITP ร่วมกับ LIMITED EDUCATION ผนึกพลังนักออกแบบไทย นำไอเดียสร้างสรรค์สินค้าสะท้อนปัญหา ‘เด็กหลุดจากระบบการศึกษา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760821

DITP ร่วมกับ LIMITED EDUCATION ผนึกพลังนักออกแบบไทย  นำไอเดียสร้างสรรค์สินค้าสะท้อนปัญหา ‘เด็กหลุดจากระบบการศึกษา’

DITP ร่วมกับ LIMITED EDUCATION ผนึกพลังนักออกแบบไทย นำไอเดียสร้างสรรค์สินค้าสะท้อนปัญหา ‘เด็กหลุดจากระบบการศึกษา’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับโครงการ LIMITED EDUCATION เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและช่วยเหลือเยาวชนไทยให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านโครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ปี 2566 หรือ Designers Room/Talent Thai & Creative Studio Promotion 2023 โดยผนึกกำลังกับเหล่าแบรนด์นักออกแบบรุ่นใหม่ 60 แบรนด์ในโครงการฯ ร่วมระดมไอเดียสุดสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ทั้ง 5 ชิ้น ที่สะท้อนปัญหาการศึกษาไทยผ่านการออกแบบ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก เป็นโครงการสำคัญที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อมอบองค์ความรู้และแรงสนับสนุนทั้งในแง่ของโอกาสทางค้า ช่องทางประชาสัมพันธ์ รวมไปถึงเครือข่ายนักออกแบบที่เข้มแข็ง ซึ่งทางกรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การร่วมมือกันระหว่าง LIMITED EDUCATION และนักออกแบบในโครงการฯ จะเป็นโอกาสและประสบการณ์อันล้ำค่าที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ นำไอเดียสร้างสรรค์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม

เหล่าแบรนด์นักออกแบบรุ่นใหม่ 60 แบรนด์ในโครงการ

กนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังสร้างสังคมดี มูลนิธิเพื่อ “คนไทย” LIMITED EDUCATION กล่าวว่า ทาง LIMITED EDUCATION ได้เล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบในโครงการฯ นำมาสู่การสร้างผลงานที่กระตุ้นความตระหนักรู้ให้สังคมเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของเด็กไทย อันเกิดจากเป้าหมายของ LIMITED EDUCATION ภายใต้การดูแลของโครงการร้อยพลังการศึกษา (TCFE) ที่ต้องการช่วยแก้ไขปัญหาการศึกษาในประเทศไทย โดยที่มาในการทำงานร่วมกับนักออกแบบคือ ต้องการสื่อสารเรื่องที่ฟังดูเข้าใจยากหรือน่าเบื่อให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจ

“ปัจจุบัน LIMITED EDUCATION ทำงานในเครือข่ายโรงเรียนทั้งหมด 106 โรงเรียน กระจายอยู่ทั่วประเทศไทยทั้ง 39 จังหวัด และมีนักเรียนที่ได้รับการช่วยเหลือไปแล้วกว่า 45,000 คน ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งครู อาจารย์ แบรนด์ผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย รวมทั้งผู้บริโภคทุกคน ที่มาร่วมกันเติมเต็มช่องว่างทางการศึกษา ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อนำรายได้และเงินบริจาคไปเป็นทุนการศึกษา รวมทั้งพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น”

สำหรับ ทีมแรกวิชาคณิตศาสตร์ เป็นการออกแบบเครื่องประดับ “ลูกเก๋า” (DICE OF HOPE) ได้แก่ ต่างหู สร้อยคอ และสร้อยข้อมือ จากเงินแท้ 92.5% โดยเครื่องประดับแต่ละชิ้นจะมีตัวเลขวิชาคณิตศาสตร์จากลายมือน้องๆ และมีเพชรจำนวน 1 เม็ดประดับอยู่บนลูกเต๋า เพื่อแสดงให้เห็นว่าเด็กทุกคนมีค่าดั่งอัญมณี พร้อมใช้เลข 2 และ 4 แทนจำนวน 20.4% ของเด็กไทยที่หายไปจากระบบการศึกษา โดยนักออกแบบทีม 1 ประกอบไปด้วยทีมศิษย์เก่า หรือ Alumni Team ได้แก่ MIRRORMIRROR และ ARN CREATIVE STUDIO และทีมนักออกแบบรุ่นใหม่ ได้แก่ 1) A.CEMI Jewelry 2) BE SHINE
3) CHAND 4) GA.LI.GO 5) JPADA 6) LA GRAMOUS 7) MORMORMOR 8) SEDAR. W 9) SUCETTE 10) TEEMA RUCKSAJIT 11) TOTOP และ 12) WODD Bangkok

ทีมที่ 1 วิชาคณิตศาสตร์

ทีมที่ 2 วิชาวิทยาศาสตร์ ผ้าห่มลายดวงดาวของทีมที่ 2 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของดวงดาวที่หายไป หรือ “ลอสสะตาร์” ซึ่งเปรียบได้กับเหล่าเด็กๆ ที่หายไปจากระบบการศึกษาในทุกปี เพราะดาวดวงน้อยเหล่านั้นอาจไม่ได้รับแสงสว่างมากพอที่จะทำให้เรามองเห็น ดังนั้น “ผ้าห่ม” ผืนนี้จึงเปรียบเสมือน “แผนที่” ไว้ช่วยกันตามหาดวงดาวที่มองไม่เห็นให้กลับมาส่องประกายบนฟากฟ้าอีกครั้ง โดยนักออกแบบทีม 2 ประกอบไปด้วย AlumniTeam ได้แก่ ARTY&FERN และ EGGWHITE และทีมนักออกแบบรุ่นใหม่ ได้แก่ 1) EXCITING STORE 2) GROUND.JEW 3) JIIRA 4) KH EDITIONS 5) LANTARAY 6) MAMAD 7) MARIONSIAM8) ORACLAY 9) PIECE BY PEAZE10) SARR.RAI 11) SKIN & TONIC และ 12) WASTEMATTERS

ทีมที่ 3 วิชาภาษาไทย “วัตถุฮาไว” เป็นชุดเสื้อผ้าฮาวายร่วมสมัย ที่หยิบเอาคำภาษาไทยในชีวิตประจำวันมาใช้เป็นลวดลายบนผ้า โดยดึงตัวอักษร ด.เด็ก ออกไป จนคำที่ได้ออกมาผิดเพี้ยน เพื่อสื่อถึงเด็กที่หายไปจากระบบการศึกษา นักออกแบบทีม 3 ประกอบไปด้วย Alumni Team ได้แก่ MOREOVER และ TAKORN TEXTILE STUDIO และทีมนักออกแบบรุ่นใหม่ ได้แก่ 1) AIBELLE 2) AKANEG FORM 3) ANOTHER CUP 4) CLOTHEAR VESTIAIRE 5) E-NANG 6) EKKO 7) GLISTEN8) IHAPSTUDIO 9) NONNA NYONYA STUDIO 10) PAWANG 11) PURASA และ 12) TISI

ทีมที่ 2 วิชาวิทยาศาสตร์

ทีมที่ 4 วิชาภาษาอังกฤษ GOOD for GOOD-กระเป๋า ฮาว อา ยู ทูเด๊? พร้อมเข็มกลัด ชุดพู่กัน และสี สำหรับลากเส้นต่อจุดบนกระเป๋า เพื่อให้ผู้ใช้ได้มีส่วนร่วมกับผลงาน รวมทั้งเป็นการสื่อถึงบทเรียนและแบบฝึกหัดวิชาภาษาอังกฤษ โดยที่การลากเส้นแต่ละคำ จะทำให้ผู้ใช้ได้หวนนึกถึงช่วงเวลาวัยเด็กในชั่วโมงวิชาภาษาอังกฤษ โดยนักออกแบบทีม 4 ประกอบไปด้วย Alumni Team ได้แก่ 31THANWA และ PIN METAL ART และทีมนักออกแบบรุ่นใหม่ ได้แก่1) ADOR.N ADORN 2) BAGWARD 3) CHERINADDED 4) HIZOGA 5) {JUN} 6) LOQA 7) MAKKHA DESIGN 8) MINCE 9) PHANA 10) TAYALIVING 11) THOC และ 12) VAANG

ทีมที่ 5 วิชาสังคมศาสตร์ Tote bag for SOCIETY เป็นกระเป๋าผ้าที่สะท้อนเรื่องการศึกษา ผ่านลายกราฟิกคำว่า “Soci ty” ที่ไม่มีตัว e และลวดลายรูปเด็กๆ สีสันสดใสที่มีบางส่วนขาดหายไปเพื่อสื่อให้ว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยให้เด็กๆ ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาได้ เสมือนการเติมตัว eหรือ education ให้กับกระเป๋าใบนี้ โดยนักออกแบบทีม 5 ประกอบไปด้วย Alumni Team ได้แก่ PICA และ NYMPHEART และทีมนักออกแบบรุ่นใหม่ ได้แก่ 1) 103PAPER SHOP 2) 12C STUDIO 3) ANEW.CRAFT 4) BILLYBEAMO 5) CALIIICO 6) HONNAH 7) KUSU 8) MYS PROJECTS 9) PAVI STUDIO 10) PLUSHIE 11) THE RUBBER PARADOXII และ 12) WE-IN-C

ติดตามและสอบถามข้อมูลของโครงการเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th สายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169 หรือผ่านทาง Facebook page : Talent Thai & Designers’ Room

ทีมที่ 3 วิชาภาษาไทย

ทีมที่ 3 วิชาภาษาไทย

ทีมที่ 4 วิชาภาษาอังกฤษ

ทีมที่ 4 วิชาภาษาอังกฤษ

ทีมที่ 5 วิชาสังคมศาสตร์

ทีมที่ 5 วิชาสังคมศาสตร์

ส่องลุค‘พีพี-กฤษฏ์’แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ Balenciaga หลังบินลัดฟ้าชมแฟชั่นโชว์ Balenciaga Summer 24 ที่ ปารีส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760818

ส่องลุค‘พีพี-กฤษฏ์’แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ Balenciaga  หลังบินลัดฟ้าชมแฟชั่นโชว์ Balenciaga Summer 24 ที่ ปารีส

ส่องลุค‘พีพี-กฤษฏ์’แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ Balenciaga หลังบินลัดฟ้าชมแฟชั่นโชว์ Balenciaga Summer 24 ที่ ปารีส

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ส่องลุค “พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร” แบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนไทยคนแรกของ บาเลนเซียก้า (Balenciaga) แบรนด์แฟชั่นดังชื่อดังระดับโลก ซึ่งได้บินลัดฟ้าเข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2024 (Balenciaga Summer 24)และ After Party ของบาเลนเซียก้าณ กรุงปารีส ที่เพิ่งปิดฉากลงไป สะท้อนความสำเร็จของคนไทยบนเวทีแฟชั่นโลกอีกครั้ง

พีพี-กฤษฏ์ แบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนสำคัญของบาเลนเซียก้า นั่งฟร้อนโรลกระทบไหล่เซเลบริตี้ดังเข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์ทั้ง PARIS HILTON, ISABELLE HUPPERT, KRIS JENNER, BIG MATTHEW, LEEJUNG LEE, SONG JIA, JEON DO YEON เป็นต้น มาในลุคเสื้อเทรนช์โค้ททรง Padded Maxi สีเทาซีเมนต์ สวมทับเสื้อฮู้ดดี้และกางเกงสเวตแพนท์สีดำ แมทช์กับรองเท้าสไตล์ mule รุ่น Romeo และแว่นกันแดดสีบรอนซ์รุ่น Fennec ทั้งหมดจาก Balenciagaคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ 2024 เสริมความโดดเด่นสไตล์ Balenciaga

ต่อด้วยลุคสุดชิค After Party ของ@balenciaga หลังจากเข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2024 พร้อมสแนปภาพกับ Demna ครีเอทีฟไดเรคเตอร์และเหล่าคนดังมากมาย อาทิ BFRND, Troye Sivan, Liu Haoran และอีกมากมายโดย พีพี มาในโค้ทรุ่น Oversized SB สวมทับเสื้อฮู้ดดี้สีเทาและกางเกงยีนส์ ทำให้ลุคนี้ดูคอมพลีทมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดจาก Balenciaga คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ 2024

พีพี-กฤษฏ์ แจ้งเกิดจากการเป็นนักแสดงซีรี่ส์ Y นํ้าดี ขยับขึ้นมาเป็นศิลปินที่มีสไตล์เฉพาะตัวชัดเจน ทำให้ถูกจับตามองในอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งแฟชั่นจากมิวสิกวีดีโอและในชีวิตประจำวันของ พีพีทำให้แบรนด์แฟชั่นจำนวนมาดึงตัวไปร่วมงาน ทั้งงานถ่ายแบบและถ่ายแคมเปญโฆษณา โดยเฉพาะกับแบรนด์ Balenciaga ที่สนใจในตัวพีพีและดึงตัวไปทำงานร่วมกันอยู่นานหลายเดือน รวมทั้งการได้เข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นกูตูร์ ครั้งที่ 52 ของ Balenciaga ณ อาคารหมายเลข 10ถนน George V กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสก่อนที่จะประกาศให้ พีพี-กฤษฎ์ ขึ้นแท่นทำงานร่วมกับแบรนด์ Balenciaga ในฐานะของแบรนด์แอมบาสซาเดอร์อย่างเป็นทางการ

และการเดินทางไปร่วมแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2024 นี้ ถือเป็นครั้งแรกในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ที่ได้สะท้อนความสำเร็จของคนไทยบนเวทีแฟชั่นโลกอีกครั้ง

เปิดตัว ‘น้องสินธร’ ระดมทุนสานต่อโครงการ BE Health

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760854

เปิดตัว ‘น้องสินธร’ ระดมทุนสานต่อโครงการ BE Health

เปิดตัว ‘น้องสินธร’ ระดมทุนสานต่อโครงการ BE Health

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เปิดตัว“น้องสินธร” รุ่น BE Health ลิมิเต็ดเอดิชั่น เพื่อระดมทุนสานต่อโครงการ BE Health ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือสังคมที่กลุ่มโรงแรมเคมปินสกี้ริเริ่มจัดทำขึ้น เน้นการช่วยเหลือเพื่อสร้างและพัฒนาความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีขึ้นของชุมชน โดยยึดหลัก Glocal – Thinking Globally While Acting Locally

จากความสำเร็จในการจัดกิจกรรมของโครงการ BE Health ทั่วโลกตั้งแต่ปีพ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา สำหรับกลุ่มโรงแรมเคมปินสกี้ในประเทศไทยนั้น โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ได้เปิดตัวโครงการ BE Health ขึ้นในปีพ.ศ.2565 โดยร่วมกันให้การสนับสนุนกับมูลนิธิออทิสติกไทย ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นในปีพ.ศ.2548 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน บุคคลออทิสติก บุคคลที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการการเรียนรู้คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม ซึ่งทางมูลนิธิยังคงต้องการความช่วยเหลือทางด้านการแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน รวมถึงทุนในการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ของเด็กออทิสติกและครอบครัวอีกด้วย โดยทั้งโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ จะจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับโครงการ BE Health เพื่อระดมทุนหารายได้มอบให้กับมูลนิธิดังกล่าว

และกิจกรรมพิเศษสำหรับปีนี้ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ได้จัดทำตุ๊กตามาสคอตรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่มีชื่อว่า “น้องสินธร” เพื่อจำหน่ายระดมทุนเข้าโครงการ BE Health โดยทางโรงแรมฯ เลือกช้างซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติไทยเป็นสัตว์นำโชคที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี สื่อถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมที่จะช่วยสังคมเชื่อมโยงผ่านมรดกวัฒนธรรมไทย

“น้องสินธร” รุ่น BE Health ลิมิเต็ดเอดิชั่น ตุ๊กตามาสคอตช้างสีขาวสวมเสื้อยืดโปโลสีเทาและปกสีเหลือง พร้อมสกรีนโลโก้ BE Healthที่ด้านหลังของเสื้อโปโล จัดจำหน่ายในราคาตัวละ 499 บาท ที่เคาน์เตอร์แผนกต้อนรับของโรงแรมฯ รายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายเพื่อระดมทุนเข้าโครงการ BE Health และมอบให้กับมูลนิธิออสทิสติกไทยเพื่อใช้พัฒนาและยกระดับชีวิตของเด็กออทิสติกและครอบครัวต่อไป

20 ปีโครงการพัฒนา‘กูแบสีรา’อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ พลิกพื้นพสุธาให้ร่มเย็นใต้ร่มพระบารมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760861

20 ปีโครงการพัฒนา‘กูแบสีรา’อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ พลิกพื้นพสุธาให้ร่มเย็นใต้ร่มพระบารมี

20 ปีโครงการพัฒนา‘กูแบสีรา’อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ พลิกพื้นพสุธาให้ร่มเย็นใต้ร่มพระบารมี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งเสด็จฯ หมู่บ้านกูแบสีรา เมื่อปี 2544

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบสีราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ในโอกาสนี้ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายวันสุกรี แวะมามะ นายอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี นายดอนิง กาหลง ผู้นำชุมชนหมู่บ้านกูแบสีรา และราษฎรบ้านกูแบสีรา เฝ้าฯรับเสด็จอย่างใกล้ชิด ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับอดีตนายอำเภอเมืองปัตตานี ที่เคยถวายงานโครงการในพระราชดำริฯ เมื่อ 20 ปีที่แล้วอย่างเป็นกันเองและไม่ถือพระองค์ พระสุรเสียงแสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของราษฎรเสมอมา

จากพื้นดินน้ำท่วมขังในฤดูฝนไร่นาเสียหายเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ตามฤดูกาล สัตว์เลี้ยงตายยกคอกขายไม่ได้ ราษฎรไร้ที่อยู่อาศัย ถนนหนทางภายในหมู่บ้านถูกน้ำท่วมขัง เคราะห์ร้ายในฤดูแล้งขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ แต่วันนี้บ้านกูแบสีราหมู่บ้านเล็กๆ ในตำบลกอลำ อำเภอยะรังจังหวัดปัตตานี กลายเป็นพื้นดินที่สมบูรณ์ พืชผลนานาพันธ์ุเขียวขจีเต็มท้องทุ่ง น้ำท่าอุดมสมบูรณ์มีกินมีใช้อย่างเพียงพอในครัวเรือน สมดังคำว่า “ข้าวอยู่ในนา ปลาอยู่ในน้ำ”

ความทุกข์แสนสาหัสของชาวกูแบสีราหมู่บ้านในตำบลกอลำ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และทรงรู้ว่าราษฎร ณ หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับความทุกข์ยากแร้นแค้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ด้อยคุณภาพทุกชีวิตเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะบ้านกูแบสีราเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีราษฎรอยู่เพียงไม่กี่หลังคาเรือน เป็นชาวไทยมุสลิมทั้งหมด ครั้นความทราบยังฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ทรงศึกษาข้อมูลและทรงสอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ โดยเสด็จฯขึ้นไปบนบ้านของนายดอเลาะ บือแน ชาวมุสลิม ทำให้ทรงรับทราบปัญหาด้วยภาษายาวีผ่านล่ามว่า ราษฎรที่นี่ขาดแคลนน้ำดื่ม และเมื่อถึงฤดูฝนก็ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง เพราะไม่มีคูน้ำช่วยในการระบายน้ำ จึงพระราชทานคำแนะนำ และแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้หน่วยงานราชการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันบูรณาการแก้ไขปัญหาทั้งระบบพร้อมทั้งทรงรับโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบสีราไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

นายวันสุกรี แวะมามะ นายอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ย้อนภาพในอดีต ว่ากูแบสีราเป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดใน จ.ปัตตานี เพราะสภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม ดินเป็นดินร่วนปนทราย และมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นอย่างมาก ในช่วงฤดูฝนก็จะเกิดน้ำท่วมขัง นาข้าว พืชผักและไม้ผลได้รับความเสียหาย

เพื่อสานต่อแนวพระราชดำริ คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของราษฎร สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขยั่งยืนบนความพอเพียงพออยู่พอกิน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จึงได้ผสานกำลังร่วมกันแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ทำให้ราษฎรมีที่อยู่อาศัย และที่ทำการเกษตร โดยไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง และมีน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคอย่างพอเพียง รวมถึงส่งเสริมอาชีพในการทำงานศิลปาชีพ ทำให้ราษฎรมีรายได้เสริม มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยังประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่บ้านกูแบสีรามาจนถึงปัจจุบันนี้

ผ่านมาแล้ว 20 ปี ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยพสกนิกรทุกหมู่เหล่าโดยมิได้ทรงแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา ทำให้ทุกวันนี้ชาวหมู่บ้านกูแบสีราจากหมู่บ้านเล็กๆ ที่ยากจนที่สุดในจังหวัดปัตตานี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง จากทำได้เพียงแค่ปีละหนึ่งครั้ง ข้าวให้ผลผลิต 500-700 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกพืชผักปลอดสารพิษตามศาสตร์พระราชาส่งขายตามตลาดและพื้นที่ต่างๆ ส่งผลให้แต่ละครัวเรือนมีรายได้จากการทำนาและขายผักมากถึง 180,000 บาทต่อปี

ภาพแห่งความซาบซึ้งใจได้จารึกอยู่ในหัวใจของชาวกูแบสีราอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 16 ประจำปี 2566 ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ระหว่างทอดพระเนตรนิทรรศการโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบสีราอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ อยู่นั้นทรงมีพระราชปฏิสันถารกับอดีตนายอำเภอเมืองปัตตานี ที่เคยถวายงานโครงการในพระราชดำริฯ เมื่อ 20 ปีที่แล้วอย่างเป็นกันเองและไม่ถือพระองค์ พระสุรเสียงนั้นตอกย้ำให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของราษฎรเสมอมา

นางรอปิโอ๊ะ บือแน บุตรสาวของนายดอเลาะ บือแน ราษฎรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้าน ย้อนอดีตความซาบซึ้งใจอันแจ่มชัดเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผ่านล่ามภาษายาวี ว่าตอนนั้นเธออายุ 40 ปี วินาทีที่เห็นในหลวง ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินขึ้นมาทรงพูดคุยกับพ่ออย่างไม่ถือพระองค์ เธอปลื้มปีติและประทับใจอย่างไม่รู้ลืม เพราะไม่เคยมีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินพระองค์ไหนเสด็จพระราชดำเนินมาถึงที่นี่มาก่อนเลย

นับเป็นบุญของพสกนิกรชาวไทยอย่างแท้จริง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเอาพระทัยใส่ในทุกข์สุขของราษฎรด้วยพระราชหฤทัยห่วงใยที่จะทรงขจัดความเดือดร้อนทั่วทุกหนแห่งให้หมดสิ้นไป

วันสุกรี แวะมามะ นายอำเภอยะรัง

วันสุกรี แวะมามะ นายอำเภอยะรัง

ดอนิง กาหลง ผู้นำชุมชนหมู่บ้านกูแบสีรา

ดอนิง กาหลง ผู้นำชุมชนหมู่บ้านกูแบสีรา

รอปิโอ๊ะ บือแน บุตรสาว ดอเลาะ บือแน

รอปิโอ๊ะ บือแน บุตรสาว ดอเลาะ บือแน

ผลวิจัยชี้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยสัมผัสอันอ่อนโยน มีส่วนช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์(EQ)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760847

ผลวิจัยชี้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยสัมผัสอันอ่อนโยน  มีส่วนช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์(EQ)

ผลวิจัยชี้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยสัมผัสอันอ่อนโยน มีส่วนช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์(EQ)

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผลการวิจัยชี้ กิจวัตรประจำวันง่ายๆ ในแต่ละวันของคุณแม่จากการสัมผัสอันอ่อนโยนด้วยความรักของแม่ ทั้งการโอบกอดและการทำกิจวัตรประจำวันอย่างการอาบน้ำหรือการทาโลชั่น มีส่วนช่วยพัฒนาเสริมสร้าง EQ ให้ลูกได้ตั้งแต่แรกเกิด

EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ นับว่ามีความสำคัญไม่แพ้ IQ หรือความฉลาดทางปัญญา โดยเด็กที่มี EQ ที่ดีจะเป็นเด็กที่สามารถสังเกตอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น มีการควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดี มีความอดทนอดกลั้นและเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ทำให้สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขเด็กทุกคนจึงควรได้รับการส่งเสริม EQ ที่ดีตั้งแต่วัยแรกเกิด

ซึ่งวิธีการเสริมสร้าง EQ ที่ดีให้กับลูกไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณแม่อีกต่อไปโดยข้อมูลจากการวิจัยของบริษัท Hummingbirds Consulting  ชี้ให้เห็นว่า คุณแม่
ทุกเซ็กเมนต์ในไทยต่างเห็นตรงกันว่า การเลี้ยงดูแบบใหม่ ด้วยกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ที่ให้การสัมผัสของแม่ช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ที่ดีให้ลูกวัย0-3 ขวบนั้น มีส่วนช่วยส่งเสริมให้ลูกมีความพร้อมทางอารมณ์ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น เพื่อการเติบโตอย่างสร้างสรรค์มีทักษะในการใช้ชีวิตที่ดีและมีความสุข

ดังนั้น ทุกครั้งที่แม่ได้สัมผัสผิวกายของลูกอย่างอ่อนโยน จะเป็นการสื่อให้ลูกรับรู้ว่า แม่เข้าใจอารมณ์ของลูกและตอบสนองความต้องการของเขา ซึ่งจะช่วยให้ลูกค่อยๆ รู้จักฝึกและควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เริ่มเรียนรู้ และมีความระมัดระวังในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยกิจกรรมที่คุณแม่ทำกับลูกน้อยในทุกๆ วัน เช่น การอาบน้ำ
การนวด หรือการทาแป้งให้ลูก จึงไม่เพียงช่วยเชื่อมสายใยผูกพันแม่กับลูก แต่ยังช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของลูกได้เป็นอย่างดีด้วย ด้วยพลังสัมผัสอัน
อ่อนโยนของคุณแม่ที่มีต่อลูกน้อยผ่านกิจวัตรประจำวันนี้จะช่วยส่งเสริมให้ลูกเติบโตอย่างเพียบพร้อม มีความมั่นคงทางอารมณ์ และมีทักษะในการใช้ชีวิตที่ดีและมีความสุข

เมื่อการอาบน้ำเด็กไม่ใช่เพียงทำความสะอาดร่างกายลูกน้อยแต่ยังช่วยเสริมสร้าง EQ ให้ลูกในการอาบน้ำให้ลูกน้อยจึงควรเลือกใช้สบู่เหลวที่มีความปลอดภัยต่อผิวบอบบางของทารกแรกเกิดเพราะผิวเด็กมีความอ่อนแอและระคายเคืองต่อปัจจัยทำร้ายผิวได้ง่ายสบู่เหลวอาบและสระออร์แกนิก“เบบี้มายด์” จึงตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่อย่างตรงจุดเพราะใช้สูตร“เอสเซ้นส์ออร์แกนิก 100%” ปราศจากสารเคมีอันตรายที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวเด็ก 10 ชนิด โดยผ่านการทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญผิวหนังว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้ พร้อมพีเอช บาลานซ์ (pH Balance) ที่เหมาะสำหรับผิวเด็ก เพื่อปกป้องผิวให้นุ่มชุ่มชื่นแข็งแรงดูมีสุขภาพดีผสานมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงให้ผิวเนียนนุ่มแต่ล้างออกง่าย พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากพืชธรรมชาติ ทำให้คุณแม่มั่นใจในด้านความปลอดภัยและสุขภาพดีของผิวลูกน้อย พร้อมให้คุณแม่หอมลูกอย่างเต็มกอด

นอกจากนี้ เบบี้มายด์ ได้ปรับลุคใหม่ของแพ็กเกจจิ้งให้ทันสมัย ดีไซน์น่ารัก ในขวดพลาสติกใส PETและที่สำคัญคือ ปราศจากสาร PVCและสาร BPA เพื่อความปลอดภัยและดีต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คุณแม่ยุคใหม่อีกด้วยเบบี้มายด์ จึงเป็นผู้ช่วยคุณแม่ในการเสริมสร้าง EQ ที่ดีแก่ลูกด้วยกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ตอบโจทย์ความต้องการของคุณแม่รุ่นใหม่อย่างแท้จริง

UNHCR จับมือ พันธมิตร จัดคอนเสิร์ตการกุศลระดมทุน ช่วยเหลือภาวะขาดแคลนอาหารเนื่องจากภาวะโลกร้อนในทวีปแอฟริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760853

UNHCR จับมือ พันธมิตร จัดคอนเสิร์ตการกุศลระดมทุน  ช่วยเหลือภาวะขาดแคลนอาหารเนื่องจากภาวะโลกร้อนในทวีปแอฟริกา

UNHCR จับมือ พันธมิตร จัดคอนเสิร์ตการกุศลระดมทุน ช่วยเหลือภาวะขาดแคลนอาหารเนื่องจากภาวะโลกร้อนในทวีปแอฟริกา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) ร่วมกับ บริษัทเทล ทู เทล จำกัด บริษัทพันธมิตรจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล “Hope for Hunger Charity Night : Talks and Concert” โดยมี เอ-ไชยา มิตรชัย เจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Dextra Wiirook Plus ร่วมสนับสนุนการจัดคอนเสิร์ตการกุศลเพื่อระดมทุนช่วยเหลือภาวะขาดแคลนอาหารเนื่องจากภาวะโลกร้อนในทวีปแอฟริกา ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5พฤศจิกายนนี้ ที่ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ

สินีนารถ เองตระกูล ประธานกรรมการ บริษัท เทล ทู เทล จำกัด และสมาชิกกิตติมศักดิ์ กองทุนนักธุรกิจหญิงรุ่นใหม่เพื่อผู้ลี้ภัยของUNHCR กล่าวว่า บริษัท เทล ทู เทล จำกัดผู้ให้บริการด้าน Outsourced Contact Center มายาวนานกว่า 12 ปี เล็งเห็นวิกฤตการขาดแคลนอาหารที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจึงมอบความร่วมมือเป็นผู้จัดงานหลักในครั้งนี้

“เราตั้งใจจัดทำโครงการเพื่อสังคมเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ทั้งประเด็นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและทั่วโลกสภาวะโลกร้อนใกล้ตัวเรามากขึ้นซึ่งกระทบกับผู้คนหลายล้านคนต้องขาดแคลนอาหาร จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานการกุศลในครั้งนี้จะสร้างงบประมาณเพื่อช่วยชีวิตเด็ก และครอบครัวผู้ลี้ภัยในทวีปแอฟริกาได้เพิ่มขึ้น”

ด้าน เอ-ไชยา มิตรชัย เจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Dextra Wiirook Plus หนึ่งในผู้สนับสนุนการจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล กล่าวว่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งร่วมสนับสนุนคอนเสิร์ตการกุศล “Hope for Hunger CharityNight : Talks and Concert” ในครั้งนี้ ซึ่งเราได้รับรู้เสมอมาถึงความแห้งแล้งและสภาวะโลกร้อน ที่ซ้ำเติมชีวิตของเด็กและครอบครัวผู้ลี้ภัยต้องเผชิญกับการขาดแคลนอาหาร มีความเสี่ยง ซึ่งอันตรายถึงชีวิต และในช่วงที่ผ่านมาเกิดสงครามรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

“ในโอกาสที่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ร่วมมือกับ บริษัท เทล ทู เทล จำกัด ช่วยให้ผู้ลี้ภัยเข้าถึงแหล่งอาหาร และมอบเงินช่วยเหลือเพื่อนำไปซื้ออาหารให้เพียงพอต่อความต้องการ ผมอยากจะเชิญชวนทุกคนที่มีความพร้อม ให้แบ่งปันแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตามความสามารถในการให้ความช่วยเหลือของแต่ละคนครับ”

คอนเสิร์ตการกุศล “Hope for Hunger Charity Night : Talks and Concert” จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2566 ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ถนนราชดำริ โดยมีแขกรับเชิญพิเศษ กิตติ สิงหาปัด ข่าว 3 มิติ เสวนาเรื่อง “สภาวะโลกร้อน” พร้อมคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง นำโดย สหรัถ สังคปรีชา, อัญชลี
จงคดีกิจ, ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, วิยะดา โกมารกุลณ นคร, ชรัส เฟื่องอารมย์, มัม ลาโคนิคส์, รวิวรรณจินดา, สบชัย ไกรยูรเสน และ ที เจสเซตเตอร์

บัตรราคา 55,000 บาท ต่อ 1 โต๊ะ โต๊ะละ8 ท่าน สำรองที่นั่งโทร.087-9190333 รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้ UNHCR นำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นในประเทศ เอธิโอเปีย เคนยา และโซมาเลียให้มีอาหารเพียงพอ มีความปลอดภัย และสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น

RML มอบเงินแก่มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760848

RML มอบเงินแก่มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก

RML มอบเงินแก่มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RML (บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด มหาชน)พร้อมด้วย ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดชร่วมกันส่งต่อความสุขให้กับน้องๆ บริจาคเงินจำนวนเงินทั้งสิ้น500,000 บาท ให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก เพื่อสมทบทุนในการจัดซื้อตู้อบช่วยเหลือทารกคลอดก่อนกำหนด สนับสนุนโครงการAngel Miracle และโครงการช่วยน้องให้มองเห็น ช่วยรักษาผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคความผิดปกติของจอตา รวมถึงจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง โดยเงินบริจาคดังกล่าวมาจากรายได้ของการจำหน่ายผลงานศิลปินงาน “The Art of Living” ที่อาร์ต มิวเซียม สำนักงานขายของคอนโดมิเนียมลักชัวรี่ เทตต์ สาทร ทเวลฟ์ ประกอบกับเงินส่วนหนึ่งของมูลนิธิเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น (For Better Lives Foundation) ซึ่งเป็นมูลนิธิฯ ของ RML ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และช่วยเหลือสังคม (CSR) ตามหลัก “Building Better Lives” โดยการบริจาคครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ ประธานบริหารกองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก พร้อมผู้บริหารสถาบันสุขภาพเด็กฯ เป็นผู้รับมอบ ณ สถาบันสุขภาพเด็กฯ

ไทยเวียตเจ็ทชวนวิ่งรักษ์โลกกับงานวิ่งการกุศล ‘Fly Green Charity Run’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760855

ไทยเวียตเจ็ทชวนวิ่งรักษ์โลกกับงานวิ่งการกุศล ‘Fly Green Charity Run’

ไทยเวียตเจ็ทชวนวิ่งรักษ์โลกกับงานวิ่งการกุศล ‘Fly Green Charity Run’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สายวิ่ง สายกรีนเตรียมตัวให้พร้อมสายการบินไทยเวียตเจ็ทจัดงานวิ่งการกุศลแบบรักษ์โลก “ฟลายกรีน แชริตี้รัน (Fly Green CharityRun)” งานวิ่งการกุศลครั้งแรกภายใต้กองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมฟลายกรีน (FlyGreen Fund) ของสายการบินไทยเวียตเจ็ท ตั้งเป้าระดมทุนมอบแก่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สานต่อปณิธานในการปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย

งานวิ่งการกุศล Fly Green Charity Run จะจัดขึ้นในวันที่ 17 ธันวาคม 2566 ณ สวนหลวง ร.9 กรุงเทพมหานคร โดยจะเปิดรับนั่งวิ่งกว่า 2,000 คน ซึ่งสามารถเลือกลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ 2 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร โดยเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2023 เป็นต้นไป ที่ https://race.thai.run/flygreenrun2023 โดยมีรายละเอียดการร่วมสมัคร ดังนี้ ระยะทาง 5 กิโลเมตร :ค่าธรรมเนียมลงทะเบียน 550 บาท (Early Bird 500 บาท) และระยะทาง 10 กิโลเมตร :ค่าธรรมเนียมลงทะเบียน 650 บาท (Early Bird 600 บาท)

พิเศษเฉพาะงานวิ่งการกุศล Fly Green Charity Run เท่านั้น ผู้ลงทะเบียนจะได้รับบัตรกำนัลส่วนลดพิเศษมูลค่า 300 บาท สำหรับระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 500 บาท สำหรับ ระยะทาง 10 กิโลเมตร บัตรกำนัลส่วนลดพิเศษดังกล่าวสามารถใช้แลกเป็นส่วนลดตั๋วเครื่องบินเมื่อจองตั๋วเครื่องบินบนเว็บไซต์ของไทยเวียตเจ็ท(เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด)

ทั้งนี้ รายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายจากงานวิ่งการกุศล Fly Green Charity Run จะมอบให้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในการอนุรักษ์และปกป้องป่าไม้และสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย

นอกจากนี้ ด้วยเป้าหมายสูงสุดในการปกป้องป่าไม้และสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ผู้เข้าเส้นชัยจะได้รับเหรียญรางวัล “Fly Green Charity Run”ซึ่งผลิตจากฝาขวดพลาสติก ผ่านกระบวนการรีไซเคิลเป็นเหรียญรูปใบไม้สีเขียวอ่อนกว่า 1,000 เหรียญ ซึ่งใช้ฝาขวดพลาสติกกว่า 50,000 ชิ้น ในการผลิตสามารถลดปริมาณขยะกว่า 50 กิโลกรัม และลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CarbonFootprint) กว่า 600 CO2-Eq (คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยเวียตเจ็ทกล่าวว่า ไทยเวียตเจ็ทภูมิใจนำเสนองานวิ่งการกุศลครั้งแรกอย่างเป็นทางการภายใต้กองทุนฟลายกรีนของไทยเวียตเจ็ท ในฐานะผู้ให้บริการขนส่งทางอากาศ ไทยเวียตเจ็ทได้มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ การลดมลพิษจากการดำเนินงาน และการใช้มาตรการต่างๆ ในการร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อมซึ่งช่วยลดต้นตอของปัญหาภาวะโลกร้อนที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ ในปีนี้เราได้ก้าวไปอีกขั้นกับงานวิ่งการกุศล Fly Green Charity Run เชิญชวนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานวิ่งการกุศลเพื่อระดมทุนและเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ติดตามข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับงานวิ่งการกุศล Fly Green Charity Run พร้อมลงทะเบียนได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ Fly Green Charity Run (https://www.facebook.com/flygreenrun) เฟซบุ๊กแฟนเพจ Vietjet (TH) (https://www.facebook.com/VietJetThailand) และเว็บไซต์ของสายการบินไทยเวียตเจ็ท ที่ www.vietjetair.com

กรมควบคุมโรค ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก 2566 เผยเป็นโรคที่ป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760844

กรมควบคุมโรค ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก 2566  เผยเป็นโรคที่ป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

กรมควบคุมโรค ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก 2566 เผยเป็นโรคที่ป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมรณรงค์เนื่องในวันหัวใจโลก วันที่ 29 ก.ย. 2566 ตามคำขวัญ สหพันธ์หัวใจโลก (The World Heart Federation) คือ USE HEART KNOW HEART : ใช้ใจรับรู้ ดูแล และป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะเมื่อเรารู้มากขึ้นเราก็สามารถดูแลหัวใจได้ดีขึ้น เผยปีที่แล้วคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 7 หมื่นราย ย้ำโรคนี้สามารถป้องกันได้

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ทุกวันที่29 กันยายน ของทุกปี เป็นวันหัวใจโลก (World Heart Day) ในปี 2566 นี้ มุ่งเน้นให้ประชาชนรับรู้ความสำคัญในการดูแลป้องกันโรคหัวใจเพราะเมื่อเรารู้มากขึ้นเราก็สามารถดูแลหัวใจได้ดีขึ้นข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) ระบุว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก ทั่วโลกเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองมากกว่า 20 ล้านคน และ 80% ของการเสียชีวิตสามารถป้องกันได้ สำหรับประเทศไทยจากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขปี 2565 พบการเสียชีวิตของคนไทยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 7 หมื่นรายเฉลี่ยชั่วโมงละ 8 คน และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี สาเหตุเกิดจากหลอดเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจตีบตัน ขาดความยืดหยุ่น เนื่องจากการสะสมของไขมัน โปรตีน และการอักเสบที่บริเวณผนังด้านในของหลอดเลือด ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ คือ อายุ เพศ ประวัติครอบครัว ระดับความดันโลหิตที่สูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ระดับไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วนและน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา โดยโรคนี้มักเป็นโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีความเครียดหรือไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือระดับความดันโลหิตได้ตามเป้าหมายการรักษาของแพทย์

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อไปว่า หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย หน้าที่สำคัญของหัวใจ คือ การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดความผิดปกติต่อหัวใจ หัวใจก็จะทำงานหนักขึ้นจนอาจเกิดภาวะหัวใจวายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากหลอดเลือดหัวใจตีบตันส่งผลให้หัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้หัวใจทำงานแย่ลงหรือหยุดทำงานและเสียชีวิตได้อีกด้วย โรคหัวใจและหลอดเลือดมักมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก จุกแน่นกลางอกอาจมีเจ็บร้าวไปที่แขน ใจสั่น เหงื่อแตก อาการเจ็บจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมักจะเริ่มมีอาการตั้งแต่หลอดเลือดหัวใจเริ่มตีบ ควรรีบพบแพทย์ทันทีหากปล่อยทิ้งไว้จนหลอดเลือดหัวใจตันจนหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงจะทำให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้หากประชาชนมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด และสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่บ้านคนเดียวหรือญาติไม่สามารถพาไปโรงพยาบาลได้ เช่นไม่มีรถ สามารถโทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วนหมายเลข 1669 เพราะถ้าหัวใจขาดเลือดจนหัวใจหยุดทำงาน ผู้ป่วยจะหัวใจหยุดเต้นและหมดสติ หากผู้ป่วยหมดสติแล้วควรรีบทำการกดหน้าอกผู้ป่วยติดเครื่องกระตุ้นหัวใจ AED และโทรเรียกรถพยาบาลที่สายด่วนหมายเลข 1669 ทันที

โรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประกอบด้วย รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมอารมณ์ ความเครียด ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้มลพิษทางอากาศยังเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก WHO ระบุว่า ทุกๆ ปีประมาณ 7 ล้านคน หรือ 25% ของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมีสาเหตุมาจากมลพิษทางอากาศ กรมควบคุมโรค จึงขอแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่มีฝุ่น PM2.5 หากเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงต้องสวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นทุกครั้ง และช่วยกันลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 เช่น งดเผาขยะ งดจุดธูป หมั่นเช็คสภาพรถเพื่อลดควันดำ เป็นต้น

นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรคได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพของประชาชนในเรื่องปัจจัยเสี่ยง อาการของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทุกช่องทางของกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการรับรู้และเข้าใจ และการตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ช่วยป้องกันหรือรักษาติดตามการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดีในระยะยาว ดังนั้นประชาชนกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง25-59 ปี สามารถตรวจคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตรวจวัดความดันโลหิต และตรวจเลือดคัดกรองโรคเบาหวาน ได้จากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือประกันสังคมตามสิทธิการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และหากได้รับการวินิจฉัยเป็นความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานแล้วและควรนัดหมายเข้ารับบริการ ตรวจติดตามและรับยาอย่างต่อเนื่อง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด และความดันโลหิตให้อยู่ในค่าปกติ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรคโทร.1422

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ติดอาวุธความรู้ให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด แนะคัดกรองเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันท่วงที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760846

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ติดอาวุธความรู้ให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด  แนะคัดกรองเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันท่วงที

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ติดอาวุธความรู้ให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด แนะคัดกรองเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันท่วงที

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์, พญ.กุลธิดา มณีนิล

“มะเร็งปอดเป็นโรคที่มีอุบัติการณ์ทั่วโลกที่สูงมาก ซึ่งข้อมูลของ GLOBOCANปี พ.ศ.2563 ชี้ให้เห็นว่ามีผู้ป่วยใหม่จำนวนกว่า 2.2 ล้านคนต่อปี และมีผู้ป่วยเสียชีวิตถึง1.8 ล้านคนต่อปี นอกจากที่หลายชีวิตต้องสูญเสียจากโรคนี้ มะเร็งปอดยังเป็นหนึ่งในโรคที่สร้างภาระทางด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคมอีกด้วย”

เพื่อเป็นการให้สังคมได้รับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดมากยิ่งขึ้น มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (Thai Cancer Society : TCS) ได้จัดงาน Steps of Strength ก้าวเล็กๆ บนเส้นทางของคนเป็น “มะเร็งปอด” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัดโดยภายในงานได้มีการพูดคุยหารือในหัวข้อเรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดการตรวจวินิจฉัยและกระบวนการรักษาโรค และความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด ทั้งนี้เพื่อเป็นการติดอาวุธความรู้ให้กับผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดให้สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างตรงจุดและทันท่วงทีดำเนินรายการโดย ศิรินทิพย์ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง และอดีตผู้ป่วยมะเร็ง

เนื้อหาในงานเสวนาครั้งนี้ ได้รวมเอาเรื่องราวและปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งปอด โดยหนึ่งในนั้นคือเรื่องของการ “สูบบุหรี่” ที่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับแรกที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดและมะเร็งชนิดอื่นๆ แต่นอกเหนือจากการสูบบุหรี่แล้ว ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่มือสอง (Secondhand Smoke)ที่มาจากการได้รับควันบุหรี่จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือปัจจัยเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้นและเซลล์ในร่างกายที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลาจนอาจกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุดรวมไปถึงการสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง เช่น “ก๊าซเรดอน” (Radon) หรือแม้กระทั่งการสูดฝุ่นละออง PM2.5ที่ล่าสุดมีข้อมูลสนับสนุนว่าอาจจะเป็นสาเหตุการเกิดมะเร็งปอดมากขึ้น โดยสำหรับมะเร็งปอดนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ “มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก” (Small Cell Lung Cancer) และ “มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก” (Non-Small Cell Lung Cancer)ที่ในปัจจุบันพบเจอได้มากกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก

สำหรับข้อควรระวังเกี่ยวกับมะเร็งปอดไม่ใช่แค่อาการของโรค แต่ยังรวมไปถึง“การตรวจคัดกรอง” ด้วย มีหลายครั้งที่ผู้ป่วยเพิ่งตรวจเจอฝ้าหรือความผิดปกติในปอดแต่ยังคงมีความสับสนในขั้นตอนการวินิจฉัยว่าจะสามารถแยกแยะมะเร็งปอดกับวัณโรคได้อย่างไร โดยคำตอบที่ถูกต้องคือต้องพิจารณาตามกรณีจำเป็นต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค หรือ ตรวจชิ้นเนื้อ หรือ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ผู้ป่วยมะเร็งปอดบางคนอาจไม่มีอาการแต่พอไปตรวจสุขภาพประจำปีกลับเจอก้อนในปอดหรืออาการทางปอด เช่น ไอ เหนื่อย และเอกซเรย์ปอดเจอก้อนเนื้อหลายก้อน การตรวจขั้นตอนถัดไปคือการทำ CT Scan ที่สามารถให้ข้อมูลที่แม่นยำกว่าการเอกซเรย์ปกติ เช่น ตำแหน่งของก้อนเนื้อ สำหรับขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยมะเร็งคือการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อให้ทราบชนิดของมะเร็งปอด ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาที่เจาะจงเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคลได้

ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์

ทั้งนี้การตรวจชิ้นเนื้ออาจใช้เวลานานหลายวันขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ละเคส ถ้าสามารถบอกได้เลยว่าเป็นมะเร็งชนิดไหนทันทีหลังตรวจก็จะเป็นอันจบขั้นตอนนี้ แต่ถ้าจำเป็นต้องมีการแยกชนิดเซลล์มะเร็งอาจต้องใช้เวลาตรงนี้อีกประมาณ 7-10 วัน เพื่อระบุชนิดแบบชัดเจนจากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจ “ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ” (Biomarker) เช่น “ตัวรับเซลล์มะเร็ง” หรือ “การกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็ง” ที่ส่วนใหญ่มักตรวจในกลุ่มมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กและใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 2 สัปดาห์ โดยหากตรวจเจอการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งแล้ว แพทย์ก็จะสามารถเลือกการรักษาที่จำเพาะกับเซลล์มะเร็งชนิดนั้น เช่น ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ได้ ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยรอจนกว่าจะได้ผลตรวจที่ชัดเจนแทนการรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) ทันทีเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากและรอได้

พญ.กุลธิดา มณีนิล อายุรแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา กล่าวว่า “อันดับแรกเวลาเริ่มรักษาผู้ป่วยคือการตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อมะเร็ง และที่สำคัญไม่แพ้กันคือระยะของโรค ซึ่งโดยทั่วไปมะเร็งจะมี 4 ระยะ โดยระยะที่ 1 กับ 2 ถือเป็นระยะเริ่มต้นมะเร็งปอดอาจอยู่ในช่องอกและยังไม่กระจายไปไหนแต่เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 3 อาจมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองตรงกลางช่องอก ส่วนมะเร็งปอดระยะที่ 4 จะมีการกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ สมอง หรือกระดูก ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าระยะของโรคมีผลต่อการตัดสินใจในการวางแผนการรักษา ซึ่งนอกจากขั้นตอนรอผลตรวจชิ้นเนื้อแล้ว ควรมีผล CT Scan หรือภาพเอกซเรย์ประกอบด้วยเพื่อประเมินระยะของมะเร็งและวางแผนการรักษาได้ถูกต้อง ถ้าเป็นระยะเริ่มต้นเราก็จะเริ่มด้วยการผ่าตัดก่อนและตามด้วยการรักษาเสริมด้วยยาซึ่งหลักๆ มี 3 ชนิด ได้แก่ ยาเคมีบำบัดยามุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)ซึ่งเราต้องมาดูว่ายาแต่ละชนิดจะเหมาะกับผู้ป่วยคนไหน”

อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ป่วยต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือเรื่องอาหารการกิน ควรตระหนักเสมอว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษารองรับว่าอาหารสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้แต่มีกลุ่มอาหารที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกายให้สามารถผ่านขั้นตอนการรักษาได้ง่ายขึ้นอย่าง “โปรตีน” ที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ในร่างกายจากผลข้างเคียงของยาชนิดต่างๆ ดังนั้นในระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาด ครบ 5 หมู่ และเน้นรับประทานโปรตีนแต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรืออาหารหมักดองที่อาจทำให้ท้องเสียจนไม่สามารถรับยาได้

ด้าน ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง กล่าวว่า “ทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดได้ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน หรืออายุเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากช่วยรณรงค์คืออยากให้สังคมตระหนักรู้ 2 อย่าง เราอยากเชิญชวนให้คนทั่วไปหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อเป็นการคัดกรองว่ามีอาการผิดปกติที่ปอดหรือไม่ และเราอยากบอกว่าการเป็นมะเร็งปอด ยังสามารถมีชีวิตที่ดีได้ เป็นมะเร็งไม่ได้เท่ากับตาย ซึ่งเราอยากให้เห็นตัวอย่างผ่านกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดที่เขามีชีวิตอยู่ในปัจจุบันว่าพวกเขาเหล่านี้ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้”

สนใจในเนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด สามารถคลิกรับชมวีดีโอถ่ายทอดสดย้อนหลังบนเพจเฟซบุ๊ก Thai Cancer Society : TCS