สร้างสุขอนามัยที่ดี ลดเสี่ยงโรคติดเชื้อไวรัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776267

สร้างสุขอนามัยที่ดี ลดเสี่ยงโรคติดเชื้อไวรัส

สร้างสุขอนามัยที่ดี ลดเสี่ยงโรคติดเชื้อไวรัส

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แพทย์เตือนให้ประชาชนดูแลตนเอง สร้างเสริมสุขอนามัยที่ดี เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มีผู้เจ็บป่วย จากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ จากไวรัสต่างๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด และดูแลกลุ่มเสี่ยงกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์เด็กเล็ก หรือผู้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ลดเสี่ยงโรคติดเชื้อไวรัส

นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ ของประเทศไทย ส่งผลให้โรคติดเชื้อไวรัสต่างๆ ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่โรคเชื้อ Rhinovirus/ Enterovirus และโรคโควิด-19 ระบาดมากขึ้น ประชาชนเริ่มเจ็บป่วยและบางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคที่ทำให้ มีความรุนแรงของอาการต่างๆ และส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

นายแพทย์อรรถพล กล่าวต่อไปว่า กรมอนามัยจึงได้มอบหมายให้ทีมภารกิจปฏิบัติการรองรับภาวะฉุกเฉิน หรือทีม SEhRT กรมอนามัย ที่ประจำตามศูนย์อนามัยต่างๆ ในพื้นที่เร่งสื่อสาร สร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคแก่ประชาชน ด้วยการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพอนามัยที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เน้นย้ำการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อมีการเจ็บป่วยเพื่อลดการแพร่เชื้อ รวมทั้งเมื่อต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมาก สถานที่แออัด หรือมีการระบายอากาศไม่ดีที่สำคัญประชาชนต้องล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งเมื่อเข้าห้องน้ำ และหลังจากหยิบจับสิ่งของ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่ชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก สำหรับโรงเรียน สถานศึกษา ร้านอาหาร ตลาดห้างสรรพสินค้า และแหล่งท่องเที่ยว ที่มีผู้คนใช้บริการและมีจุดร่วมสัมผัส ต้องยึดหลักสร้างเสริมสุขลักษณะและสภาพแวดล้อมที่ดี 3 ข้อ คือ 1.ดูแลหมั่นทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม รวมทั้งห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ 2.จัดให้มีจุดให้บริการล้างมือพร้อมมีอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์อย่างเพียงพอ และ 3.พนักงานและผู้ปฏิบัติงาน หมั่นดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี หากป่วยควรหยุดปฏิบัติงาน พนักงานที่สัมผัสอาหารให้สวมหน้ากากขณะให้บริการ

“ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ของโรคจากช่องทางการสื่อสารที่เชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันลดความเสี่ยง ย้ำ ต้องปฏิบัติตามแนวทางต่างๆ อย่างเคร่งครัด หากจำเป็นควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคครบตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ”รองอธิบดีกรมอนามัยกล่าว

เปิดตัว‘คู่มือทางเลือกด้านนโยบายโครงการครอบครัวคุณภาพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776268

เปิดตัว‘คู่มือทางเลือกด้านนโยบายโครงการครอบครัวคุณภาพ’

เปิดตัว‘คู่มือทางเลือกด้านนโยบายโครงการครอบครัวคุณภาพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มร.คุง คาเรล เคราท์บ๊อช

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับบริษัท ออร์กานอน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทยาและเวชภัณฑ์เพื่อสุขภาพของผู้หญิง, Jhpiego องค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านสุขภาพระดับโลกภายใต้มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์, ซีแอนด์เอ็ม อินเตอร์เนชันแนล (C&M International) และคณะทำงานด้านสุขภาพ (Health Working Group) ภายใต้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ได้เผยแพร่คู่มือทางเลือกด้านนโยบาย “APEC Smart Families Menu of Policy Options for Demographic Resilience” เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มด้านประชากรที่เกี่ยวข้องกับปัญหาอัตราการเกิดต่ำและการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นความกังวลที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

โครงการครอบครัวคุณภาพของเอเปก(APEC Smart Families) เปิดตัวครั้งแรกในการประชุม 2022 APEC Health Week Policy Dialogue จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อปีที่ผ่านมา และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เผยแพร่คู่มือทางเลือกด้านนโยบาย ซึ่งเป็นคำแนะนำที่จะช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถสร้างสภาพแวดล้อมแบบองค์รวมที่เอื้อต่อการตัดสินใจด้านอนามัยเจริญพันธุ์และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ดร.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “ประเทศสมาชิกเอเปก 17 ประเทศ จาก 21 ประเทศกำลังประสบปัญหาอัตราการเกิดลดลง ซึ่งหลายประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอัตราเจริญพันธุ์ทดแทน ส่วนประเทศอื่นๆ ประสบกับปัญหาอัตราการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในระดับสูงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายประเทศก็ประสบกับทั้งสองปัญหา ประเทศไทยเองก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มเอเปกที่ต้องเผชิญกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมจากปัญหาประชากรสูงอายุ อัตราเจริญพันธุ์ของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับทดแทนมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2538 ในขณะที่ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหญิง ยังคงเป็นเรื่องที่ผู้กำหนดนโยบายให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีพันธกิจในการหาแนวทางที่ดีที่สุดในการสนับสนุนผู้หญิงในด้านอนามัยเจริญพันธุ์ และกรมอนามัยในฐานะผู้ดูแลโครงการด้านนโยบายครอบครัวคุณภาพของเอเปก ผมขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้จากกันและกัน เพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาวะ ความก้าวหน้าด้านสิทธิทางเพศและการเจริญพันธุ์ รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงได้ตระหนักถึงศักยภาพสูงสุดของตนเอง”

มร.คุง คาเรล เคราท์บ๊อช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์กานอน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ออร์กานอนในฐานะพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำที่เข้าร่วมโครงการนโยบายครอบครัวคุณภาพตั้งแต่การเปิดตัวในปี 2565 เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คู่มือทางเลือกด้านนโยบาย APEC Smart Families : Menu of Policy Options for Demographic Resilienceได้รับการสนับสนุนและได้รับการเผยแพร่ และขอใช้โอกาสนี้แสดงความยินดีกับเอเปกและสมาชิกของคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญ (Expert Working Group) ทุกท่านสำหรับความสำเร็จในครั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนได้ทำงานร่วมกันอย่างหนักเพื่อนำเสนอทางเลือกนโยบายที่ครบถ้วนรอบด้าน เพื่อเสริมสร้างความสามารถของกลุ่มประเทศเอเปกในการรับมือกับแนวโน้มด้านประชากร โดยเฉพาะปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงและการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ เราหวังว่าคู่มือนี้จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้กำหนดนโยบายของทุกประเทศในเอเปก เพื่อช่วยค้นหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมเพื่อจัดการกับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้”

ซึ่งคู่มือทางเลือกด้านนโยบายได้ นำเสนอทางเลือกด้านนโยบายที่ครอบคลุมทั้งการวางแผนครอบครัวและการวางแผนด้านการเจริญพันธุ์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ นโยบายด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และความรู้ด้านสุขภาพ นโยบายด้านแรงงานและเศรษฐกิจ และ นโยบายด้านกลไกการจัดการทุนและการเงิน โดยในแต่ละส่วนจะแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ได้แก่ อุปสรรคต่อการสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี การกำหนดด้านนโยบาย และหน่วยงานดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง และในกรณีที่เป็นไปได้ จะมีการเสนอคำแนะนำด้านนโยบายที่อ้างอิงจากตัวอย่างนโยบายที่มีการปฏิบัติจริงในประเทศต่างๆ ทั้งจากในเอเปกและทั่วโลก

โดยในส่วนของนโยบายด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และความรู้ด้านสุขภาพ จะเน้นไปที่นโยบายในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อในการมีทางเลือกและการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ นโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นการแก้ไขอุปสรรคที่จำกัดการเข้าถึงการบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และข้อมูลต่างๆ ซึ่งรวมถึงโอกาสในการยกระดับความรู้ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ และยังมีคำแนะนำในการเตรียมบริการด้านการวางแผนครอบครัวและการวางแผนด้านการเจริญพันธุ์ที่มีคุณภาพ โอกาสในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับบริการด้านการวางแผนครอบครัวและการวางแผนด้านการเจริญพันธุ์ และโอกาสในการเอาชนะอุปสรรคในการเข้าถึงบริการเหล่านี้ นอกจากนั้นยังมีนโยบายที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีทางเลือกในด้านการเจริญพันธุ์และสิทธิมนุษยชน เช่น นโยบายต่อต้านการบังคับแต่งงานก่อนวัยอันควร หรือความรุนแรงระหว่างบุคคล

ผู้ที่สนใจสามารถดูคู่มือทางเลือกด้านนโยบาย APEC Smart Families : Menu of Policy Options for Demographic Resilience ฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของเอเปก

ดร.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์

ดร.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์

Hybrid Working อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและผ่อนคลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776266

Hybrid Working  อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและผ่อนคลาย

Hybrid Working อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและผ่อนคลาย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด สังคมการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง หลายบริษัทให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพื่อลดการติดต่อของโรค และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นจึงเปลี่ยนมาใช้รูปแบบการทำงานแบบผสมหรือHybrid Working ให้ทำงานจากที่บ้านสลับกับการเข้าออฟฟิศ แน่นอนว่าเราเองก็ต้องมีการปรับตัวตามรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปเช่นกัน วันนี้ วันเดอร์พัฟฟ์ข้าวโพดอบกรอบเคลือบคาราเมล จึงมาแชร์เคล็ดลับการทำงานแบบผสมให้มีประสิทธิภาพและผ่อนคลายมากที่สุด

1.วางแผนกับสมาชิกในทีม

ควรมีการตกลงกับทีมว่าการทำงานรูปแบบใดเหมาะสมกับงานและสมาชิกมากที่สุด จากนั้นจึงกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบและเป้าหมายในช่วงการทำงานจากที่บ้านให้ชัดเจน มีการอัปเดตความเคลื่อนไหวในทีมเป็นระยะและกำหนดวันเพื่อสำรวจความคืบหน้าในงานที่ได้รับมอบหมาย

2.แบ่งเวลาและสถานที่ให้ชัดเจน

จัดตารางเวลาให้เป็นระเบียบ แบ่งเวลาทำงานและพักผ่อนออกจากกัน ทำกิจกรรมที่ชอบเพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจในเวลาว่าง ลดความตึงเครียด เมื่อทำงานที่บ้าน ก็ไม่นำงานเข้ามาทำในโซนพักผ่อน เช่น ห้องนอน เพื่อให้ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเป็นไปอย่างราบรื่น

3.ตั้งเป้าหมายให้กับตนเอง

ในวันที่ต้องทำงานที่บ้าน อาจมีบางครั้งที่เราเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับตนเองมากเกินไป การตั้งเป้าหมายงานที่ควรสำเร็จในแต่ละวันจะช่วยให้เรามั่นใจได้ถึงการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และทำให้เราได้สำรวจความก้าวหน้าของตนเองด้วยเช่นกัน

4.เช็คตารางการทำงานในทุกวัน

การทำงานที่บ้านสลับกับเข้าออฟฟิศอาจก่อให้เกิดความสับสนได้ในบางครั้ง เราจึงควรจดบันทึกวันและเวลาที่ต้องเข้าประชุมหรือเข้าบริษัทให้ชัดเจน และเช็คสิ่งนี้เป็นอย่างแรกในตอนเช้าเพื่อให้เกิดความเคยชิน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดความผิดพลาดได้

เซเลบริตี้สาวเผยเคล็ดลับเลือกเครื่องประดับชิ้นโปรด กับ ‘NGG JEWELLERY’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776260

เซเลบริตี้สาวเผยเคล็ดลับเลือกเครื่องประดับชิ้นโปรด กับ ‘NGG JEWELLERY’

เซเลบริตี้สาวเผยเคล็ดลับเลือกเครื่องประดับชิ้นโปรด กับ ‘NGG JEWELLERY’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เครื่องประดับและอัญมณี บ่งบอกถึงรสนิยมของคนสวมใส่หลายคนจึงประณีตและใส่ใจ ละเอียดลออในการเลือกสรรเครื่องประดับทุกชิ้น เพื่อให้ได้สร้อยคอ แหวน หรือต่างหู ที่เกิดความสมบูรณ์แบบเวลาสวมใส่ ไม่ว่าจะชุดไหน ลุคไหน ก็เสริมให้ดูหรูดูแพงขึ้นมาทันที ซึ่งการจะเลือกซื้อเครื่องประดับและจิวเวลรี่ให้เป็นของขวัญให้กับตัวเอง หรือคนที่คุณรักในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ หากเราสามารถเลือกซื้อได้ในที่เดียวครบ ช่วยตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการก็จะช่วยให้เราสะดวกมากยิ่งขึ้น

เหล่าเซเลบริตี้คนดัง นำโดย หญิงแอร์-ม.ร.ว.จันทรลัดดา ยุคล อุบลเดชประชารักษ์, ม.ล.เอวิตา ยุคล และ ม.ล.อรณิช กิติยากรร่วมงานเปิดอาณาจักร “NGG JEWELLERY” Flagship Store @ Central World ชั้น 1 โซนเครื่องประดับ อาณาจักรเครื่องประดับแท้จากธรรมชาติที่รวมศาสตร์และศิลป์ ทั้งเพชร ทองคำ อัญมณี และนาฬิกา ได้รับความไว้วางใจและอยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน กว่า 40 ปี รังสรรค์ชิ้นงานคุณภาพสูงระดับเวิลด์คลาส ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งดีไซน์และโรงงานผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทุกชิ้นมีการรับประกันระดับเวิลด์คลาส (E – Certificate) และเป็น LUXURYEXPERIENCE ศูนย์บริการการซื้อ ขาย และการแลกเปลี่ยน พร้อมบริการหลังการขาย มาที่เดียวครบจบทุกความต้องการ เรียกว่าเป็น one stop service โดย ปัญจรัตน์ ทรัพย์หิรัญกุล ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท เอ็นจีจี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้จัด Let’s Celebrate the Perfect Gift รับเทศกาลแห่งความสุขขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเลือกช้อปมอบเป็นของขวัญให้ตัวเองและคนที่คุณรัก

งานนี้เหล่าเซเลบริตี้ต่างเผยเคล็ดลับในการเลือกซื้อเครื่องประดับให้กับตัวเอง เริ่มที่ คุณหญิงแอร์- ม.ร.ว.จันทรลัดดา ยุคล กล่าวว่า “หลักการง่ายๆ สำหรับหญิงในการเลือกซื้อจิวเวลรี่ให้กับตัวเอง คือจะเลือกตามความชอบของตัวเองก่อน ต้องดูสไตล์ในการสวมใส่ ถ้าเราซื้อมาแล้วจะเข้ากับตัวเราและบุคลิกเราหรือไม่เป็นอันดับแรกเลย หลังจากนั้นก็จะดูที่คุณภาพวัสดุ ดีไซน์ แต่โดยรวมจะเลือกเอาที่เหมาะกับสไตล์ตัวเอง คือเราอาจจะเป็นคนมินิมอล จิวเวลรี่ที่จะใส่ก็ต้องเหมาะกับชุด หรือถ้าไปออกงานเราก็อาจจะเลือกจิวเวลรี่ ทั้งสร้อยคอ ต่างหูกำไร ให้เหมาะสมกับชุดที่เราใส่ แต่ถ้าเลือกให้เพื่อนหรือคนพิเศษเพื่อเป็นของขวัญก็เช่นเดียวกันคือ อาจจะดูที่บุคลิกของคนที่เราจะให้เป็นอันดับแรกว่า เหมาะสมกับเขามั้ย และหญิงจะเลือกซื้อในร้านที่มั่นใจได้ว่าสินค้าต้องเป็นแบรนด์ international คุณภาพมาตรฐานระดับสากล มาพร้อมการรับประกัน (E-Certificate) ว่าของแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ค่ะ”

คุณน้ำอบ- ม.ล.อรณิช กิติยากร กล่าวว่า “ใกล้ปีใหม่แล้วนับเป็นช่วงเทศกาลแห่งความสุข การเลือกซื้อของขวัญเพื่อมอบความสุขให้คนที่เรารักจึงเป็นสิ่งสำคัญ น้ำอบมองว่าเครื่องประดับคือของขวัญที่ล้ำค่าที่จะมอบให้ตัวเองหรือคนที่เรารัก ส่วนตัวน้ำอบจะเลือกเครื่องประดับให้เข้ากับตัวเอง และเป็นคนชอบแต่งตัวเก๋ๆ ฉะนั้นเครื่องประดับต้องเก๋ๆ ด้วย อย่าง สร้อยคอ ที่สวมอยู่ก็มีดีไซน์ โดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะไม่ซ้ำใคร และสังเกตได้ว่า NGG JEWELLERY ให้ความสำคัญกับผู้สวมใส่มีการออกแบบให้เข้ากับสรีระดูเป็นธรรมชาติ และเหมาะสมกับโอกาสในการใช้งานผ่านการออกแบบโดยใช้ศาสตร์แห่ง Physi และสิ่งสำคัญ เวลาช้อปหรือเลือกซื้อเครื่องประดับจะต้องมีให้เราเลือกหลากหลายแบบสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ และที่สำคัญต้องมีบริการทั้งก่อนการขายและหลังการขายด้วย

คุณชะเอม-ม.ล.เอวิตา ยุคลกล่าวว่า เอมเลือกช้อปหรือซื้อเครื่องประดับ ส่วนใหญ่จะดูว่าช่วงนั้นอินกับอะไรก็จะง่ายหน่อยในการเลือกให้ตัวเอง อย่างเทศกาลคริสต์มาสที่จะถึงนี้ สำหรับเอมก็คงไม่พ้นเครื่องประดับที่เป็นจิวเวลรี่ ต่างหูชอบมาก โดยเฉพาะที่มีลูกเล่น สวยหรูดูเลอค่า ใส่ได้ง่ายที่เข้ากับเอม คือใช้ได้ทั้งชีวิตประจำวันและออกงานด้วย และสิ่งที่เอมให้ความสำคัญมากคือ เอมจะเลือกซื้อเครื่องประดับจากร้านหรือแบรนด์ที่มีความเป็นมืออาชีพ professional ก่อนเลย ยิ่งถ้ามีแล็บ มีนักอัญมณีศาสตร์ที่คอยตรวจสอบคุณภาพจะดีมากๆ ทำให้เรามั่นใจและไว้วางใจมากขึ้น ซึ่งจะต้องคุ้มค่ากับการช้อปจริงๆ ค่ะ”

ผู้ที่กำลังมองหาเครื่องประดับสักชิ้นเพื่อเป็นของขวัญให้กับตัวเอง หรือคนที่คุณรัก ในเทศกาลแห่งความสุขนี้ สามารถเลือกชมและเลือกได้ที่ แฟล็กชิพสโตร์ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัล พระราม 2, เซ็นทรัล เวสต์เกต, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์, เซ็นทรัล ภูเก็ต, เซ็นทรัล เชียงใหม่, เซ็นทรัล อุดรธานี และบริษัทในเครือทั่วไป 33 สาขาทั่วประเทศ รวมทั้งช่องทางการจำหน่ายสินค้ามีหน้าสาขาทั้งหมด รวมทั้งช่องทาง Online เช่น website NGG, Shopee, Lazada และ Allonline เป็นต้น หรือสามารถสั่งซื้อสินค้าและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-8215983 เว็บไซต์ www.nggjewellery.com / Facebook : NGG Jewellery และ LINE OA : @nggjewellery

คุณแหน : 21 ธันวาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776280

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดย ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาองค์ประธานกรรมการ มูลนิธิอาสา
เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ ณ พระอุโบสถวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 27 ธ.ค. 15.00 น…

●● อรวรรณ เที่ยงธรรม จัดงานวันเกิดครบรอบ 84 ปีให้สามี พล.ต.เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม ที่บ้านทั้งวงดนตรีและนักร้องกิตติมศักดิ์มากมาย..

●● ทริปล่าสุดระหว่างไปเที่ยวญี่ปุ่น นพ.คณิต-ผุสดี-ทัก มันตาภรณ์ ถ่ายภาพอวดภูเขาไฟฟูจิจาก Shuhoukaku Kogetsu Kawaguchi, ใบไม้เปลี่ยนสีอะเมซิ่ง, ต้น Ginkgo เหลืองอร่ามได้สวยตื่นตาตื่นใจผู้ได้ชมภาพทั้งหลายชื่นชมจากมือถือซัมซุงแต่ฝีมือขั้นเทพ ในทุกๆ ทริปที่ไปเยือน..

●● สวด นพ.ภรชัย อังสุโวทัย ศาลา 17 วัดธาตุทอง 18-22 ธ.ค. 18.30 น.ฌาปนกิจ 23 ธ.ค. 17.00 น. เมรุหน้า..

●● พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ มีลูกชายอดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ดร.วิรไท เป็นไม้เท้าคอยดูแลพาไปงานเพื่อนรักสุดๆ ต่างๆ แทนคุณแม่ กุณฑลา ที่เพิ่งออกจากแอดมิทชั่วคราว 3 เดือน..น้องๆ เพื่อนๆ ติดต่อไม่ได้เพราะคนป่วยไม่มีโทรศัพท์ติดตัว..

●● ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย เอ็มดีดอนเมืองโทลล์เวย์ และทีมงานเตรียมกระเป๋ากันง่วงแจกให้ “เที่ยวปีใหม่ทั่วไทย ปลอดภัยไปกับดอนเมืองโทลล์เวย์” ที่ด่านดินแดงและด่านอนุสรณ์สถาน และร่วมแจกในงาน “ปีใหม่ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุ” ให้กับพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ 27 ธ.ค. ที่สถานีขนส่งหมอชิต เพื่อรณรงค์ลดอุบัติเหตุ..

●● ขอเชิญชวนศิษย์เก่าสายน้ำผึ้งและศิษย์ปัจจุบัน ร่วมงาน “ลูกผึ้งคืนรัง กราบไหว้ครู ดูแลน้อง” ที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง 20 ม.ค.2567 เวลา 14.00-21.00 น. แสดงมุทิตาจิตครูอาจารย์และสังสรรค์ รายได้สมทบทุนจัดสร้างห้องสมุดดิจิทัล บัตรราคาใบละ 500 บาท และขอเชิญชวนซื้อเสื้อลูกผึ้งคืนรังสวมใส่มาร่วมงาน สอบถามได้..

●● มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย จัดงานเลี้ยงยินดี ผู้ได้รับพระราชทานดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์และผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ อาทิ ศ.พิเศษ ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์,ชนินท์ ว่องกุศลกิจ, รศ.ดร.ศิริพร ขัมภลิขิต, นุสรา เตียงเกตุ, ธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์, ดร.เตช บุนนาค 22 ธ.ค. 18.00 น. ห้องกมลทิพย์ โรงแรมเดอะสุโกศล..●●

น้อง

ฉลอง 50 ปี บริษัท ยาวาต้า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตลวดเชื่อมไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ ‘ยาวาต้า (YAWATA)’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776259

ฉลอง 50 ปี บริษัท ยาวาต้า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตลวดเชื่อมไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ ‘ยาวาต้า (YAWATA)’

ฉลอง 50 ปี บริษัท ยาวาต้า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตลวดเชื่อมไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ ‘ยาวาต้า (YAWATA)’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสครบ 50 ปี บริษัท ยาวาต้า (ประเทศไทย) จำกัดดร.ประพิณ อภินรเศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ, สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานที่ปรึกษา, ธวัชชัย อภินรเศรษฐ์ ผู้บริหารเลิศวิลัยแอนด์ซันส์, สิทธิบูรณ์อภินรเศรษฐ์ ผู้จัดการทั่วไป, ณิศิรา นิจโภค ผู้จัดการฝ่ายวางแผนและการตลาดและผู้บริหาร ร่วมจัดงานเฉลิมฉลอง YAWATA 50 Years of Excellence โดยเชิญผู้แทนจำหน่ายจากทั่วประเทศจำนวน 220 คนร่วมงานเลี้ยงพร้อมขอบคุณที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ลวดเชื่อมยาวาต้ามาตลอด 50 ปี พร้อมนี้ มี Mr.Maei และ Mr.Suzuki ผู้แทนจาก Nippon Steel Trading Corporation Nippon Steel Trading (Thailand) Co.,Ltd. ร่วมมอบดอกไม้อวยพร พร้อมด้วย จงกล-เทพิน เกษมศานติ์, โยธินศร์-ภานุมาตีฐต์ สมุทรคีรีจ์, ปัทมาวดี สิงหศิวานนท์, รังสิวิภา จินดาพร มาร่วมยินดี โดยงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม 2566 ณ จันทน์งาม เมาท์เท่นวิว รีสอร์ท อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดย ราชตี สิงหศิวานนท์ เจ้าของสถานที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น

ดร.ประพิณ อภินรเศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยาวาต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวต้อนรับผู้แทนจำหน่ายว่า ยาวาต้า ประเทศไทยครบรอบ 50 ปีแล้ว ขอให้ก้าวต่อไปด้วยกันในอนาคต ทำธุรกิจร่วมกันตลอดไปและขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานวันนี้

ภายในงานจัดให้มีความบันเทิงโดยนักร้องซึ่งเป็นที่นิยมและชื่นชอบ โดยในวันแรก 15 ธันวาคม เปิดเวทีด้วยนักร้องหนุ่มเสียงดี สปาย ภาสกรณ์ เดอะโกลเด้นซอง ซีซั่น 1 แล้วตามด้วยนักร้องหญิงดีว่าแนวหน้าของไทยเจนนิเฟอร์ คิ้ม และนักร้องลูกทุ่งขวัญใจชาวไทย ตั๊กแตน-ชลดา พร้อมหางเครื่องมอบความสุขสนุกสนานแก่ผู้ร่วมงานส่วนวันที่ 16 ธันวาคม อุ่นเครื่องด้วยเสียงเพลงไพเราะจาก เมจิ-ภัทรานิษฐ์เดอะโกลเด้นซอง ซีซั่น 5 แล้วเวทีก็คึกคักกับมินิคอนเสิร์ตจากนักร้องในดวงใจ ก้อง-สหรัถ มาพร้อมวงเบญจแบนด์ ปิดท้ายด้วยนักร้องลูกทุ่ง จ๊ะ-นงผณี พร้อมหางเครื่องร้องเล่นเต้นระบำมอบความสุขสนุกสนานอย่างใกล้ชิดให้ทุกคนได้เต็มอิ่มเต็มที่กับทุกๆ โชว์ โชว์ละ 1 ชั่วโมงเต็ม พร้อมอาหารที่พักและบริการทุกระดับประทับใจ

บริษัท ยาวาต้า (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2516 โดยกลุ่มเลิศวิลัยแอนด์ซันส์ (เลิศวิลัย) เข้าร่วมทุนกับ Nippon Steel WeldingProducts and Engineering Co.,Ltd. ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการผลิตลวดเชื่อมคุณภาพสูงของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของนิปปอนสตีล คอร์ปอร์เรชั่น หนึ่งในผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้ บริษัท ยาวาต้า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นโรงงานผลิตลวดเชื่อมไฟฟ้าคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับช่างฝีมือชาวไทยมุ่งมั่นพัฒนาผลิตสินค้าที่มีคุณภาพด้วยเครื่องจักรล้ำสมัย ระบบอัตโนมัติขั้นสูง เพื่อลดความผิดพลาดและควบคุมให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ ด้วยระบบการผลิตมีมาตรฐานสูง จึงทำให้ตลอด 50 ปียาวาต้าได้ช่วยพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยด้วยการผลิตลวดเชื่อมไฟฟ้าให้กับอุตสาหกรรมหลากหลายประเภททั้งการก่อสร้าง, การคมนาคม, ปิโตรเคมีรวมจนถึงอุตสาหกรรมพลังงานทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดพัฒนาต่อเนื่องต่อไป

ททท.เนรมิตปรากฎการณ์แห่งแสง สี การประดับไฟ‘วิจิตรเจ้าพระยา’ตลอดธันวาคม นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776282

ททท.เนรมิตปรากฎการณ์แห่งแสง สี การประดับไฟ‘วิจิตรเจ้าพระยา’ตลอดธันวาคม นี้

ททท.เนรมิตปรากฎการณ์แห่งแสง สี การประดับไฟ‘วิจิตรเจ้าพระยา’ตลอดธันวาคม นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ททท. เนรมิตปรากฏการณ์แห่งแสง สี การประดับไฟ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สุดยิ่งใหญ่กับงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2023” ร้อยเรื่องราวของความงามดั่งวิจิตรเจ้าพระยาในพื้นที่ริมน้ำของกรุงเทพมหานคร จำนวน 7 พื้นที่ ได้แก่ สะพานพระราม 8, สวนสันติชัยปราการ, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, ป้อมวิไชยประสิทธิ์, สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า), River City Bangkok, ไอคอนสยาม และเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์เดสติเนชั่น ตลอดเดือนธันวาคมนี้

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุทินคลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พันตำรวจเอก ทวีสอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ร่วมชมปรากฏการณ์แห่งแสง สี ริมแม่น้ำเจ้าพระยาสุดยิ่งใหญ่กับงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2023” ตามเส้นทางอัตลักษณ์ ไอคอนสยาม-สะพานพระราม 8 สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่งดงามกับจุดแลนด์มาร์คของประเทศไทยเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวส่งท้ายปี 2566

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งาน VIJIT CHAO PHRAYA 2023 เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการเทศกาล Thailand Winter Festivals ตามนโยบายของรัฐบาลในการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟพาวเวอร์แห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศผ่านต้นทุนวัฒนธรรม Soft Power of Thailand อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เราจะได้เห็นปรากฏการณ์แห่งแสง สีเสียง และการแสดงทางวัฒนธรรมสุดยิ่งใหญ่ตลอดทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดทั้งเดือนธันวาคม 2566 จะช่วยสร้างบรรยากาศและสีสันการท่องเที่ยวยามค่ำคืนในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงเปิดฤดูท่องเที่ยวปลายปี 2566 ในช่วงระยะ 100 วันแรก (1 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2566) ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้การจัดงาน VIJIT CHAO PHRAYA 2023 ยังเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะประกาศความพร้อมและแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางแห่งเฟสติวัลของโลกต่อไปในอนาคต

งาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2023” จัดขึ้นโดย ททท. เนรมิตปรากฏการณ์แห่งแสง สี การประดับไฟ การฉายภาพบนตัวอาคาร การแสดงพลุ การแสดงทางวัฒนธรรม บริเวณสถานที่สำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยิ่งใหญ่ ร้อยเรื่องราวของความงามดั่งวิจิตรเจ้าพระยาในพื้นที่ริมน้ำของกรุงเทพมหานคร จำนวน 7 พื้นที่ได้แก่ สะพานพระราม 8, สวนสันติชัยปราการ, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, ป้อมวิไชยประสิทธิ์,สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า), River City Bangkok, ไอคอนสยาม และเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์เดสติเนชั่น ให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวอันอัศจรรย์ ที่พร้อมเปิดให้เข้าชมกิจกรรมของแสง สี ที่สวยงามอลังการได้ทุกวัน

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมสีสันบรรยากาศบริเวณริมแม่น้ำในแต่ละพื้นที่ หรือริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามจุดที่ทำการแสดงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไปจนถึงวันที่ 31ธันวาคม 2566 เวลา 19.00-22.00 น. หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรอบการแสดงในแต่ละพื้นที่ได้ที่ Facebook Fanpage : Vijit Chao Phraya 2023

อ.ส.ค.เตรียมจัด ‘เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ ประจำปี 67 ชู ‘นวัตกรรมอุตสาหกรรมโคนมไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776271

อ.ส.ค.เตรียมจัด 'เทศกาลโคนมแห่งชาติ' ประจำปี 67 ชู 'นวัตกรรมอุตสาหกรรมโคนมไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน'

อ.ส.ค.เตรียมจัด ‘เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ ประจำปี 67 ชู ‘นวัตกรรมอุตสาหกรรมโคนมไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.27 น.

อ.ส.ค. เตรียมจัด “เทศกาลโคนมแห่งชาติ”ประจำปี 67 นี้อย่างยิ่งใหญ่ ชู “นวัตกรรมอุตสาหกรรมโคนมไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

อ.ส.ค.เตรียมจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2567 เพื่อน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งการโคนมไทย” อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมอุตสาหกรรมโคนมไทย (การพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 5-14 มกราคม 2567 นี้ พร้อมเปิดเวทีให้เกษตรกรผู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อ ยกระดับอุตสาหกรรมนมไทยก้าวผู้นำระดับอาเซียนวันนี้ (พุธที่ 20 ธันวาคม 2566) นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริม กิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ร่วมแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2567ภายใต้แนวคิด : “นวัตกรรมอุตสาหกรรมโคนมไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อเป็นการระลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ”พระบิดาแห่งการโคนมไทย” ที่ได้พระราชทาน”อาชีพการเลี้ยงโคนม” ให้แก่เกษตรกรซาวไทย เพื่อให้เกษตรกรไทยได้ประกอบอาชีพที่มั่นคง และคนไทยมีนมที่ดี มีคุณภาพไว้บริโภคได้อย่างพอเพียง

นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสาย พระเนตรอันยาวไกลและพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร หรือ “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” ที่ได้ทรงพระราชทาน”อาชีพการเลี้ยงโคนม” ให้แก่เกษตรกรชาวไทยเพื่อให้เกษตรกรไทยได้ประกอบอาชีพที่ มั่นคง และคนไทยมีนมที่ดีมีคุณภาพไว้บริโภคได้อย่างพอเพียงโดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยพระองค์ทรงได้ให้ดำเนินการจัดตั้ง องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งชาติ (อ.ส.ค.)”ฟาร์มโคนม” และ “ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค” ขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีพร้อมกำหนดให้วันโคนมแห่งชาติ คือวันที่ 17 มกราคม ของทุกปี และในการจัด เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2567ปีนี้จะมีความยิ่งใหญ่ งดงาม ได้ความรู้ กิจกรรมสุดพิเศษ ครบ จบ ในงานเดียว! ในวันที่ 5-14 มกราคม 2567 ณบริเวณเชิงเขาตาแป้น (ฟาร์มโคนมไทย-เคนมาร์ค)     อ.มวกเหลีก จ.สระบุรี ในการนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานพร้อมทั้งจะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่าง ๆ ภายในบริเวณงานในวันที่ 5 มกราคม 2567″

กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งผลักดัน อ.ส.ค.ให้เป็นองค์กรชั้นนำด้านอุตสาหกรรมนมทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนและตั้งเป้าหมายตลาดสำคัญ คือประเทศจีน เนื่องจากเป็นประเทศที่กำลังซื้อสูงและมีสัดส่วนประชากรมาก รวมทั้งเร่งรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของการดื่มนมโคแท้ 100% จากน้ำนมโคที่ได้จากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมประเทศไทย ตลอดจนสืบสาน รักษา ต่อยอด อาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพอันทรงคุณค่า โดยมอบหมายให้ อ.ส.ค.ให้ความสำคัญในการการมลิตตั้งแต่ดันน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำจนถึงมือผู้บริโภคต้องได้คุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งสร้างการรับรู้ให้ประชาชนจดจำว่านมวัวแดง นมไทย-เดนมาร์ค นมทุกหยดผลิตจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม” ปัจจุบันอุตสาหกรรมโคนมไทยมีความก้าวหน้าเป็นลำดับโดยประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางข้อมูลอุตสาหกรรมนมของอาเซียน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้การส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมอาชีพพระราชทาน และพัฒนาศักยภาพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องจนเกิดความมั่นคง เข้มแข็งในอาชีพในขณะที่ อ.ส.ค. ปัจจุบันป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค หรือ นมวัวแดงผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำนมโคแท้ 100% ของฟาร์มเกษตรกรไทย ทำรายได้ในปี 2566กว่า 7,000 ล้านบาท อ.ส.ค.มีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโค   ปี 2566/2567 (1 ตุลาคม 2566 – 30กันยายน 2567) เป็นปริมาณน้ำนมโคที่ซื้อเฉลี่ยวันละ 435. 205 ตันต่อวัน จากสหกรณ์โคนมฯ จำนวน 35 แห่ง,ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ จำนวน 14 แห่ง, กลุ่มวิสาหกิจฯ จำนวน 3 ราย, บริษัทฯ จำนวน 1 แห่ง รวมทั้งหมด 53 แห่งโดยมีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 5,260 ราย จำนวนสมาชิกที่ส่งน้ำนมดิบ 3,622 ราย จำนวนโคนมทั้งหมด 155,822 ตัวเป็นแม่โครีตนม 66,907 ตัว (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2566) นับว่าเป็นองค์กรที่เคียงข้างเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนมมาตลอดกว่า 60 ปี”

ด้านนายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงการจัดงานทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2567 และกิจกรรมที่น่าสนใจภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมอุตสาหกรรมโคนมไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”ว่าความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ มีความก้าวหน้าทางวิทยาการอย่างมาก ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการอุตสาหกรรมฯจะได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนทัศนคติกันพร้อมทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่สามารถถ่ายทอดไปสู่เกษตรกรได้มากขึ้น โดยจัดเวทีแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศผ่านนิทรรศการและการเสวนาร่วมกัน เช่น ตัวอ่อนโคพันธุ์เรดเดน ประเทศเดนมาร์ก ,คลินิกเครื่องรีดนม ,โครงการ อ.ส.ค. รักนม รักฟาร์มยกระดับฟาร์มโคนม เป็น Smart Farmer และต่อยอดเป็นฟาร์มพี่เลี้ยงสร้างเครือข่ายเพื่อแบ่งปัน อุตสาหกรรมโคนม/ลานชงชิม และสื่อสารการตลาด ,ศูนย์วิจัยและฟาร์มโคนมสาธิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แก่งคอย สระบุรีและสวนจิตรลดา อีกทั้งยังมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ อาทิ การขมความงามโคนมหลากหลายรุ่น กับกิจกรรมประกวดโคนมครั้งที่ 39 ที่มาพร้อมกับความระการตาด้วย แสง สี เสียง และศิลปินสร้างสีสัน 10 วัน จัดเต็ม อาทิ เสกโลโซ ,ปู แบล็คเฮด& อึ๊ด วงฟลาย ,เนสกาแฟ ศรีนคร ,วงคาราบาว ,แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กก๊ก และเป๊กกี้ ศรีธัญญา เป็นต้น โดยเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2567 มีขึ้นวันที่ 5-14 มกราคม 2567 ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น (ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค) อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

-(016)

อาหารดี ดนตรีแซ่บ ‘Beer and Food Pairing Festival 2023’ จับคู่ความอร่อยจากเชฟชื่อดัง พร้อมโชว์พิเศษ ‘แอ๊ด คาราบาว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776231

อาหารดี ดนตรีแซ่บ ‘Beer and Food Pairing Festival 2023’ จับคู่ความอร่อยจากเชฟชื่อดัง พร้อมโชว์พิเศษ ‘แอ๊ด คาราบาว’

อาหารดี ดนตรีแซ่บ ‘Beer and Food Pairing Festival 2023’ จับคู่ความอร่อยจากเชฟชื่อดัง พร้อมโชว์พิเศษ ‘แอ๊ด คาราบาว’

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.48 น.

ดื่มด่ำรสชาติความสำราญแบบจัดเต็ม กับ ‘Beer and Food Pairing Festival 2023’ อีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ที่เปิดประสบการณ์การจับคู่เครื่องดื่มกับอาหารไทยอย่างไร้ขีดจํากัด ส่งท้ายด้วยศิลปินระดับตำนาน ‘แอ๊ด คาราบาว’ ที่ขับขานเพลงเพื่อชีวิต สร้างความประทับใจแบบไม่รู้ลืม

บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ กลุ่มคาราบาว จัดงาน Matichon Beer & Food Pairing Festival 2023 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2566 เวลา 11.00 -15.30 น. ณ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงพระราม 3 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขในช่วงปลายปี 2566

โดยได้เชิญเชฟระดับประเทศ ได้แก่ เชฟจารึก ศรีอรุณ อาจารย์ประจำหลักสูตรเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ Top 5 TOP CHEF Thailand 2023 และ เชฟเป้ – ธีรนัย จินดานุภาจิตต์ (กุ๊กขี้เมา) ยูทูบเบอร์อาหารสายฮาชื่อดังของไทย และเจ้าของร้านอาหารกุ๊กขี้เมา มาร่วมรังสรรค์เมนูอาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จับคู่กับเบียร์ 4 รสชาติ ได้แก่ Weizen Beer (เบียร์ไวเซ่น), Lager Beer (เบียร์ลาเกอร์), Dunkel Beer (เบียร์ดุงเกล), และ Rose Beer (เบียร์โรเซ่) เพื่อเสริมความอร่อย ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ยอดนิยมในบ้านเรา หลังจากที่หลายคนมักคุ้นในการจับคู่เมนูอาหารกับไวน์กันมาแล้ว

เชฟจารึก เล่าว่า การ Pairing นับเป็นการเรียกให้ดูหรูหราขึ้นเท่านั้น ทว่าแท้จริงแล้วคือการกินคู่กัน โดยเฉพาะการจับคู่เบียร์กับอาหารไทย ทั้งการรับประทานกับเพื่อนฝูง อยู่ในร้านอาหาร หรือแม้แต่อยู่ในบ้าน เรียกได้ว่าเบียร์กับอาหารไทยเป็นอะไรที่เข้ากันได้ดี โดยเมนูที่เชฟจารึกนำมาเสนอในงานนี้ มีหลักการโดยเริ่มจากการเลือกเมนูอาหารก่อน ซึ่งอาหารไทยเป็นอาหารรสเผ็ดร้อนจากพริกและเข้มข้นจากเครื่องแกง ดังนั้น การจับคู่กับเบียร์จึงเหมาะสมที่สุด เพราะทำให้ดื่มแล้วลื่นคอ เสริมรสของอาหารให้ดีขึ้น

จากหลักการข้างต้น จึงเป็นที่มาของ เมนูปูไข่ดองน้ำปลากวน ปูดองตัวใหญ่ ราดด้วยน้ำยำที่ให้รสเผ็ดร้อนกลมกล่อม พร้อมชูรสสัมผัสอาหารทะเลได้อย่างแท้จริง เมื่อทานคู่กับ Weizen Beer (เบียร์ไวเซ่น) สีเหลืองทองสดชื่น จึงช่วยดึงรสเค็มและรสหวานจากอาหารทะเลออกมาได้เป็นอย่างดี ส่วน เมนูหอยท้ายเพลาต้มสุกกับเครื่องต้มยำ เสน่ห์ของจานนี้คือเป็นหอยที่หาทานได้เพียงปีละครั้ง และต้องสั่งตรงจากจังหวัดสตูลโดยเฉพาะ เสิร์ฟคู่กับ Rose Beer (เบียร์โรเซ่) ด้วยความหอมนุ่มนวลและความสดชื่นจากราสเบอร์รี่ ตัดกับรสชาติของอาหารทะเลได้อย่างลงตัว เป็นเมนูปิดท้ายของการ Pairing ระหว่างอาหารไทยกับเบียร์ในครั้งนี้

“เมื่อทานคู่กับอาหารไทยทั้ง 4 เมนู ไม่ว่าจะเป็นรสชาตินุ่มนวลหรือรสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้าน บอกเลยว่ามันเข้ากันได้ดีทั้ง 2 รูปแบบ ซึ่งการที่เรามาวันนี้นับเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า อย่างน้อยจำนวนกลุ่มคนเล็กๆ ที่มาจะมีความคิดใหม่ว่า เบียร์เหมาะกับการทานคู่กับอาหารไทยมากที่สุด”

ด้าน เชฟเป้ – ธีรนัย จินดานุภาจิตต์ หรือ กุ๊กขี้เมา เล่าเสริมว่า การจับคู่ (Pairing) ของเบียร์กับอาหารไทยมีมานานและถือเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว โดยเมนูที่นำเสนอในงานวันนี้นับเป็นอาหารง่ายๆ เริ่มด้วย เมนูไก่บ้านตุ๋นตะไคร้ ซึ่งนำไก่บ้านมาตุ๋นให้เนื้อสัมผัสนุ่มละลาย ตัดด้วยรสชาติเผ็ดของน้ำจิ้มกระเทียมดอง เสิร์ฟคู่กับ Lager Beer (เบียร์ลาเกอร์) ที่มีความนุ่ม ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ถูกปากคนไทย พร้อมช่วยชูอาหารประเภทเนื้อให้เข้ากันได้ดี

ในส่วนของเมนูที่ 2 ที่เชฟเป้เป็นผู้รังสรรค์จะเข้มข้นมากขึ้น โดยเสิร์ฟ เมนูหมูฮ้องสูตรภูเก็ต สามชั้นชิ้นใหญ่ ตุ๋นกับเครื่องเทศจีน รสชาติกลมกล่อมอร่อย รสสัมผัสนุ่มละมุน ตัดกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ยิ่งทานคู่กับ Dunkel Beer (เบียร์ดุงเกล) ที่หมักบ่มนาน 28 วัน จึงมีรสหวานเจือรสขมจางๆ ของมอลต์ที่คั่วจนหอม เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อ หรือจะจับคู่เข้ากับของหวานก็เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ

“ผมเลือก 2 ตัวนี้มา เพราะคนบ้านเราส่วนหนึ่งมักกินเบียร์กับของทอด และนั่นทำให้รู้สึกว่าอยากเปิดโลกของการกินเบียร์กับของตุ๋นว่ามีความเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ บวกกับวัฒนธรรมบ้านเรามีการกินเบียร์คู่กับอาหารไทยหลากหลายชนิด และด้วยรสชาติของอาหารไทยที่มีความเข้มข้น เมื่อทานคู่กับเบียร์จึงช่วยตัดรสชาติได้เป็นอย่างดี”

นอกเหนือจากรสชาติของความอร่อยจากเชฟชื่อดังระดับประเทศแล้ว ภายในงาน ‘Beer and Food Pairing Festival 2023’ ยังได้รับเกียรติจาก ไก่ – สุกฤษฏิ์ ผ่องคำพันธุ์ ผู้ร่วมก่อตั้งร้าน Jim’s Burgers มาร่วมสร้างสีสันและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจับคู่อาหารกับเบียร์แบบจัดเต็มอีกด้วย

สุกฤษฏิ์ เผยว่า แท้จริงแล้วศาสตร์การจับคู่อาหาร (Food Paring) มีมานาน เช่นเดียวกับการจับคู่อาหารกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ช่วยดึงเอกลักษณ์ออกมาได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรสชาติอาหาร หรือแม้กระทั่งรสชาติของเครื่องดื่มอย่างเบียร์ ซึ่งบนโลกนี้มีเบียร์หลากหลายชนิด จึงพร้อมผลักดันให้คนไทยมีโอกาสได้ลิ้มลองที่หลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ในฐานะผู้บริโภคมองว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากเมื่อมีสินค้าใหม่เข้ามาก็จะเกิดการแข่งขัน และพัฒนาการสร้างสรรค์เบียร์ที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ เพื่อเป็นทางเลือกสุดละเมียด ซึ่งงาน ‘Beer and Food Pairing Festival 2023’ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ศาสตร์การจับคู่อาหารไทยกับเบียร์สามารถผสมผสานจนเกิดเป็นรูปแบบการรับประทานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น รวมถึงทำให้กลุ่มนักดื่มหรือสายกินที่มองหาประสบการณ์สุดพิเศษได้สัมผัสอย่างลงตัว

“งานนี้ถือเป็นการเปิดโลกการจับคู่อาหารกับเบียร์ ทำให้คนรู้จักตลาดนี้มากขึ้นจริงๆ เพราะที่ผ่านมาหากเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ หรือที่ไหนก็ตาม เราเจอแต่ Lager Beer เต็มไปหมด ผมหวังว่างานนี้จะส่งผลให้สามารถผลักดันทั้งผู้เล่นหน้าใหม่ หรือแม้กระทั่งผู้เล่นหน้าเดิมมาลงแข่งขันในตลาดนี้อีกครั้ง เชื่อว่าเป็นอีกตลาดที่น่าจะสำเร็จได้ เพราะมีผู้บริโภครออยู่เยอะมาก”

นอกจากเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเชฟระดับแนวหน้า กิจกรรมครั้งนี้ยังเสิร์ฟอาหารเลิศรสจากโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง กว่า 6 เมนู ไม่ว่าจะเป็น กุ้งเรือนแก้ว, ขาหมูทอดตะวันแดง, กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา, เกาเหลาเย็นตาโฟทรงเครื่อง, ปลากะพงทอดน้ำปลา และข้าวผัดปู พร้อมเพลิดเพลินเติมความรื่นรมย์ภายใต้บรรยากาศแห่งความสนุก ด้วยดนตรีจากโรงเบียร์ฯ เต็มรูปแบบ สร้างความสุขและความสนุกอย่างเต็มอิ่ม

ก่อนเข้าสู่ช่วงท้ายของงาน ยังมีกิจกรรมสนุกๆ แจกรางวัลมากมาย โดยมีสัญลักษณ์ที่ซ่อนใต้เก้าอี้ หากใครหาเจอก็รับของรางวัลสุดพิเศษไปได้เลย ปิดท้ายด้วยศิลปินระดับตำนาน ‘แอ๊ด คาราบาว’ ที่ขับขานเพลงเพื่อชีวิต สร้างบรรยากาศแห่งความสุข เคล้าอาหารเลิศรสและเครื่องดื่ม สร้างความประทับใจแบบไม่รู้ลืม

‘Beer and Food Pairing Festival 2023’ นับเป็นอีเวนต์ที่เปิดประสบการณ์ด้านการจับคู่อาหารไทยกับเบียร์ ทั้งรังสรรค์เมนูสุดโปรดกับเบียร์รสชาติต่างๆ อย่างไร้ขีดจำกัด รวมถึงเพิ่มมูลค่าของวัฒนธรรมไทยให้สูงมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งจะนำมาสู่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตอกย้ำให้เห็นถึงความนิยมและการยอมรับในศักยภาพของอาหารไทย ในฐานะ Soft Power ของประเทศต่อไป

#BeerandFoodPairingFestival2023 #FoodPairing #อาหาร #ซอฟต์พาวเวอร์ #SolfPower

-(016)

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ลงนาม สธ.หนุนภารกิจเป็นโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสมทบในการผลิตแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776226

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ลงนาม สธ.หนุนภารกิจเป็นโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสมทบในการผลิตแพทย์

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ลงนาม สธ.หนุนภารกิจเป็นโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสมทบในการผลิตแพทย์

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.38 น.

20 ธันวาคม 2566 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการเพื่อการสนับสนุนภารกิจเป็นโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสมทบในการผลิตแพทย์ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามในพิธี พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล  รักษาการคณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน และ นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมการบูร ชั้น ๓  อาคาร ๑ ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในฐานะสถาบันการวิจัยและวิชาการชั้นสูง มีภารกิจจัดการศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งมีการดำเนินการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต โดย วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน และกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะที่เป็นหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างสุขอนามัย การป้องกัน ควบคุมและการรักษาโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพของประชาชน โดยทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญและปัญหาความต้องการบุคลากรด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะบุคลากรด้านการแพทย์ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญยิ่ง จึงได้กำหนดข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ทั้งนี้ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่จะร่วมสนับสนุนภารกิจด้านการจัดการศึกษาทางการแพทย์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลนครปฐม จะเป็นแหล่งฝึกทักษะทางคลินิกหลักสำหรับนักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ตลอดจนสนับสนุนการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์

โรงพยาบาลนครปฐม เป็นโรงพยาบาลศูนย์ของส่วนภูมิภาคของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่เลขที่ ๑๙๖ ถนนเทศา ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดให้บริการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นโรงพยาบาลศูนย์ระดับตติยภูมิ (A) ขนาด ๘๖๐ เตียง ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาลจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล(HA) โดยเฉลี่ยให้การตรวจรักษาผู้ป่วยนอก ๑,๑๓๗,๗๐๘ รายต่อปี ผู้ป่วยใน ๔๗,๑๑๖ รายต่อปี ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจสุขภาพให้แก่ประชาชน มีศูนย์ความเป็นเลิศด้านหัวใจ ทารกแรกเกิด อุบัติเหตุและมะเร็ง มีการพัฒนาองค์กรสู่การบริการทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับสูงสามารถทำการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนได้

สำหรับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงเรียนแพทย์ลำดับที่ ๒๓ ของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานสากลของ World Federation for Medical Education โดยสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์และแพทยสภา จัดตั้งขึ้นโดยพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ด้วยพระวิสัยทัศน์กว้างไกลที่จะยกระดับการศึกษาทางด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพในประเทศไทย ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและเครือข่ายสถาบันการแพทย์ชั้นนำในการผลิตหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อสร้างแพทย์และพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสำคัญและตอบสนองต่อความต้องการของประเทศชาติ

-(016)