เมคอัพ อาร์ติสท์ ชื่อดัง ‘น้องฉัตร’ เปิดเบื้องหลังความหล่อ ‘คิมมี่ ธิติสรรค์’ คว้าตำแหน่ง ‘มิสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757899

เมคอัพ อาร์ติสท์ ชื่อดัง ‘น้องฉัตร’ เปิดเบื้องหลังความหล่อ  ‘คิมมี่ ธิติสรรค์’ คว้าตำแหน่ง ‘มิสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2023’

เมคอัพ อาร์ติสท์ ชื่อดัง ‘น้องฉัตร’ เปิดเบื้องหลังความหล่อ ‘คิมมี่ ธิติสรรค์’ คว้าตำแหน่ง ‘มิสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2023’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“คิมมี่ ธิติสรรค์ กู๊ดเบิร์น” หนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษ อายุ 24 ปี คว้าตำแหน่ง “Mister International 2023 Present by Chat Cosmetics” ยืนหนึ่งหนุ่มหล่อระดับโลก ซึ่งครั้งนี้ไทยเป็นเจ้าภาพ ครั้งที่ 15 มีหนุ่มๆ จากประเทศต่างๆ รวม 36 ประเทศ เข้าร่วมประชันความหล่อ ส่วน น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาต เปิดเบื้องหลังความหล่อ พร้อมพาแบรนด์ไทย “CHAT Cosmetics” สปอนเซอร์หลักของการประกวด อวดความปังสู่อินเตอร์ ขณะที่รองอันดับ 1 ได้แก่ หนุ่มหล่อจากเวเนซุเอลา และรองอันดับ 2 ได้แก่ หนุ่มหล่อคมเข้มจากบราซิล

น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาต ได้เปิดเบื้องหลังลุคหล่อของหนุ่มๆ จากเวที “Mister International 2023” ว่า“งานนี้เป็นงานประกวดผู้ชายระดับโลก ซึ่งน้องฉัตรได้มีโอกาสเข้ามาดูแลความหล่อของหนุ่มๆ เนื่องจากไทยเป็นเจ้าภาพ เครื่องสำอางแบรนด์เราต้องการนำเสนอความเป็นไทยบอกเล่าเรื่องราว โดยผ่านทางการท่องเที่ยว และการประกวด อย่างที่รู้กันว่า แบรนด์นี้มีน้องฉัตรเป็นเจ้าของแบรนด์ ดังนั้นจึงมีโอกาสได้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุน ให้ทีมได้มาดูแลความหล่อ ทั้งตอนเก็บตัว การแสดงในรอบต่างๆ ต้องมีการแต่งหน้า แบรนด์เราเลยเป็นแบรนด์ที่เข้ามามีส่วนร่วมเสริมหล่อให้กับหนุ่มๆ

ก่อนหน้านี้กองประกวดติดต่อแบรนด์เราเข้ามาว่าอยากให้เราเข้าไปสนับสนุนเวทีประกวดในเรื่องของการแต่งหน้า เราเลยได้ดูคอนเซ็ปต์ แล้วปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพ เลยรู้สึกว่าเราอยากผลักดันเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ โดยอาจจะเป็นเรื่องราวเล็กๆ ผ่านการใช้เครื่องสำอาง ให้รู้สึกว่าผู้ชายก็สามารถแต่งหน้าได้ เป็นเรื่องที่ธรรมดาในชีวิตประจำวัน เพราะเราสามารถกลบรอยใต้ตา กลบรอยสิว เพื่อให้หน้าดูกระจ่างใสเป็นธรรมชาติ และหล่อมากยิ่งขึ้น”

กับคำถามที่ว่า การแต่งหน้าผู้ชาย ต่างจากผู้หญิงอย่างไร น้องฉัตร กล่าวว่า “ผู้ชายทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าไม่ต้องแต่งหน้าอะไรมาก แต่จริงๆ แล้วดีเทลการแต่งหน้า การเลือกเมคอัพยากกว่าผู้หญิง เพราะผู้หญิงมีเรื่องของสีมาเป็นตัวประกอบ แต่ของผู้ชายทั้งหน้าจะเป็นในเรื่องของการเลือกเฉดสี ทั้งคอลซีลเลอร์ แป้งต่างๆ ต้องเลือกให้เข้ากับผู้ชายมากที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นเวลาแต่งหน้าจะดูลอย ดูไม่กลืนเข้ากับสีผิว

หลักๆ เลยผู้ชายต้องดูแลผิวหน้า แต่ถ้าเรามีสิว มีรอยดำเราอาจจะใช้รองพื้นหรือคอลซีลเลอร์กลบรอยต่างๆ ได้ ซึ่งน้องฉัตรจะใช้เทคนิคด้วยวิธีการทาคอลซีลเลอร์รอบดวงตา เกลี่ยให้ทั่ว ถ้าคนที่มีใต้ตาที่คล้ำมากๆ จะใช้คอลซีลเลอร์ที่มีเฉดอมแดง หรืออมชมพู เพื่อตัดกับสีดำ ส่วนการเลือกสีรองพื้นคือ ป้ายที่หลังมือ แล้วเอาหลังมือมาเทียบกับใบหน้า จะเห็นชัดว่าเฉดสีไหนเข้ากับใบหน้าเรามากที่สุด บางคนอาจมิกซ์แอนด์แมทช์เฉดสีรองพื้น เข้ม กลาง อ่อน รวมกัน ผู้ชายต้องหน้าบางเบา สบายผิว แต่งหน้าไม่หนา ดูเป็นธรรมชาติ แต่กิจกรรมแต่ละอย่างต้องใช้เครื่องสำอางที่ทนทาน กันน้ำ กันเหงื่อซึ่งเครื่องสำอางน้องฉัตรมีคุณสมบัติครบนี้อยู่แล้ว

ส่วนการแต่งหน้าให้ขึ้นกับไฟบนเวที จริงๆ แล้วไม่ต่างอะไรมากกับการแต่งหน้าไลฟ์สไตล์ แต่อาจจะต้องมีการเพิ่มจุดเด่น เช่น เลือกสีรองพื้น ด้วยการใช้หลายเฉดสี เป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ เช่น กลางหน้าเป็นสีที่พอดีผิว กรอบหน้าเป็นสีเข้มเพื่อให้เวลาขึ้นเวที มีกรอบหน้าที่ชัดยิ่งขึ้น ที่สำคัญเวลาเจอไฟ อย่าแต่งหน้าที่มีลักษณะมัน ไม่เช่นนั้น หน้าอาจจะดูเยิ้ม หรือโทรมขึ้นได้ แต่ถ้าอย่างการแต่งหน้าในรอบชุดว่ายน้ำจะใช้วิธีลงคอลซีลเลอร์และลงรองพื้น แต่ไม่ลงแป้งถ้ารอบชุดสูท จะมีการซับหน้าด้วยแป้งฝุ่นเล็กน้อย เพื่อให้หน้าดูแมทช์มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การแต่งหน้า การเลือกเมคอัพ ต้องเข้ากับชุดของผู้เข้าประกวดด้วย ซึ่งในงานที่ผ่านมา ในรอบพรีลิม หนุ่มๆ ชาวต่างชาติจะใส่ชุดไทย เป็นภาพความประทับใจมาก ซึ่งสมัยเด็กๆ น้องฉัตรมีความฝันว่าเราจะได้เป็นสปอนเซอร์ในการซับพอร์ตเวทีระดับโลก และวันนี้มันก็เกิดขึ้นจริง ซึ่งงานนี้น้องฉัตรตั้งใจทำเพื่อหน้าตาของประเทศไทยเลย เราพยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด เพื่อให้ชาวต่างชาติอยากกลับมาเที่ยวอีกครั้ง” น้องฉัตร กล่าวในที่สุด

แพทย์รามาฯ มุ่งใช้ ‘หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด’ เพิ่มโอกาสรอดผู้ป่วยพร้อมช่วยลดเจ็บปวด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757918

แพทย์รามาฯ มุ่งใช้ ‘หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด’  เพิ่มโอกาสรอดผู้ป่วยพร้อมช่วยลดเจ็บปวด

แพทย์รามาฯ มุ่งใช้ ‘หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด’ เพิ่มโอกาสรอดผู้ป่วยพร้อมช่วยลดเจ็บปวด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 05.00 น.

“หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด หรือ Robotic surgery” ถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองและยังเป็นเทรนด์ที่อยู่ในกระแสมาตั้งแต่ช่วงปี 2560 ซึ่งระบบของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุด ได้รับการรับรองทางการแพทย์ และมีการนำเข้ามาใช้งานจริงในโรงพยาบาลชั้นนำของไทยคือหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่มีชื่อว่า “ดาวินชี (da Vinci Xi)” ถูกนำมาใช้ในการผ่าตัดผู้ป่วยของโรงพยาบาลรามาธิบดีในหลายโรคด้วยกัน เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะมะเร็งตับอ่อน โรคทางเดินน้ำดีอุดตันจากนิ่ว มะเร็งทางเดินน้ำดี โดยเฉพาะผู้ป่วยภาวะอ้วน รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยสูงวัยที่มีโรคซับซ้อน โดยมีคุณสมบัติในการเข้าถึงอวัยวะขนาดเล็กภายในเพื่อทำการผ่าตัดและเย็บแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว แม่นยำ ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย พร้อมช่วยลดความเจ็บปวดและระยะเวลาพักฟื้น ปัจจุบันมีทั้งหมด 14 เครื่องหนึ่งในนั้นตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีมาแล้วเป็นเวลากว่า10 ปี

ผศ.นพ.พงศธร ตั้งทวี (ศัลยศาสตร์ตับ ตับอ่อนและทางเดินน้ำดี) เผยว่า “แต่เดิมและจนถึงปัจจุบันการผ่าตัดผู้ป่วยในกลุ่มอวัยวะที่อยู่ลึกในช่องท้อง เช่น ตับอ่อน, ถุงน้ำดี,ต่อมลูกหมาก เป็นต้น แพทย์จะใช้วิธีการที่เรียกว่า การผ่าตัดส่องกล้องช่องท้อง (Laparoscopic Surgery) ซึ่งแพทย์ต้องเจาะแผลหน้าท้องผู้ป่วยเพื่อสอดกล้องขนาดเล็กและเครื่องมือเข้าไปตรวจดูอวัยวะภายในขณะทำการผ่าตัด ซึ่งเวลาเฉลี่ยในการผ่าตัดในบางอวัยวะจะใช้เวลานาน ด้วยรูปแบบนี้จะใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง และในการผ่าตัดแต่ละครั้งต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก รวมถึงตัวกล้องเองที่มีลักษณะตรงก็มีข้อจำกัดในการเข้าถึงซอกหรือมุมในอวัยวะบางส่วนของผู้ป่วยแต่เมื่อมีวิวัฒนาการของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดาวินชีเข้ามาก็ทำให้ช่วยลดระยะเวลาการผ่าตัดลงได้ลดการใช้บุคลากรทางการแพทย์ในการผ่าตัดแต่ละครั้ง รวมถึงตัวแขนกลของเครื่องมีลักษณะเป็นปลายข้อมือที่หมุนได้เหมือนข้อมือมนุษย์ ทำให้สามารถเข้าถึงอวัยวะที่อยู่ลึกให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นโดยทำให้ผู้ป่วยเกิดแผลขนาดเล็กซึ่งผู้ป่วยเองก็เจ็บตัวน้อยลงลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยเฉพาะในอวัยวะที่มีเส้นประสาทอยู่เยอะเช่นในต่อมลูกหมากและลดระยะเวลาในการพักฟื้นลงได้ทำให้โรงพยาบาลมีพื้นที่ในการสามารถรองรับผู้ป่วยรายใหม่ได้มากขึ้นและผู้ป่วยเองก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วยิ่งขึ้น”

ด้าน ศ.นพ.กิตติณัฐ กิจวิกัย (อาจารย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ) อีกหนึ่งศัลยแพทย์ที่ใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัดเล่าถึงแง่มุมการทำงานว่า “ในบทบาทของการเป็นแพทย์ด้านระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีขอบเขตการดูแลอวัยวะในส่วนของไต, ท่อไต, กระเพาะปัสสาวะและต่อมลูกหมากนั้นในการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง เมื่อย้อนกลับไปกว่า 10 ปีที่แล้วการผ่าตัดเคสแบบนี้ต้องมีแพทย์จำเป็นต้องทำให้ผู้ป่วยมีแผลเปิดซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดความเจ็บปวด เสียเลือดเยอะและใช้เวลาในการฟื้นตัวช้าวิวัฒนาการผ่าตัดต่อมาจะเป็นการผ่าตัดผ่านกล้องซึ่งที่รามาธิบดีก็มีทีมแพทย์หลายท่านที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ แต่การผ่าตัดผ่านกล้องเองก็มีความท้าทายเช่นกันเพราะแพทย์ผู้ผ่าตัดจะต้องมีความแม่นยำรวดเร็วเพราะต้องทำงานแข่งกับเวลาต้องมีความละเอียด และด้วยลักษณะการผ่าตัดแบบนี้ที่ต้องเจาะรูหน้าท้องเพื่อสอดกล้องเข้าไปในอวัยวะภายใน ทำให้แพทย์เองก็มีข้อจำกัดในด้านมุมมองเช่นกัน จากอุปสรรคตรงนี้จึงเป็นที่มาของการนำหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดาวินชีเข้ามาเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของแพทย์ให้มีความสะดวกในการผ่าตัดมากขึ้นซึ่งตัวเลนส์กล้องของหุ่นยนต์ที่สามารถขยายได้ก็ช่วยให้แพทย์มีวิสัยทัศน์ในการมองภาพอวัยวะภายในที่มีความซับซ้อนได้ดีขึ้นอีกด้วยอีกทั้งยังดีต่อตัวผู้ป่วยเองทั้งในแง่ของขนาดแผล เพิ่มอัตราการรอดชีวิต เพราะลดการเสียเลือด การฟื้นตัวใช้เวลาน้อยลง และทีมศัลยแพทย์ในการผ่าตัดก็ลดลงไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันในกลุ่มโรคที่พิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสมในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด แพทย์ก็มักจะแนะนำวิธีนี้ แต่ปัจจัยสำคัญคือเรื่องของค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ที่จะเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ยกว่าหลักแสนบาท”

“เพราะในการใช้งานหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดในแต่ละครั้งจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยหลายคนจึงไม่สามารถเข้าถึงโอกาสนี้ได้ แต่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเรามีมูลนิธิรามาธิบดีฯที่คอยให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยยากไร้ในเคสที่จำเป็นต้องใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยผ่าตัดเพราะมีความซับซ้อนของโรค เช่น ในกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะจะมีค่าเฉลี่ยของเวลาในการผ่าตัดแต่ละครั้งอยู่ที่ 8-9 ชั่วโมง และแพทย์ในประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ก็มีจำนวนจำกัดเช่นกัน แต่หากมีหุ่นยนต์ผ่าตัดเข้ามาก็จะช่วยลดเวลาในการผ่าตัดลงเหลือที่ประมาณ 5-6 ชั่วโมง ผู้ป่วยเองก็มีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นเช่นกัน”

ทั้งนี้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดาวินชี (da Vinci Xi) ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีมีอยู่ในตอนนี้ถือเป็นรุ่นที่มีการใช้งานมาแล้วมากกว่า 10 ปี และในขณะนี้มูลนิธิรามาธิบดีฯมีการจัด “โครงการระดมทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด” เพื่อระดมทุนในการซื้อหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดาวินชีรุ่นใหม่มูลค่า 130,000,000 บาท โดยเล็งเห็นประโยชน์ว่าหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ทันสมัยนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและวิจัยให้ได้องค์ความรู้นำไปสู่การพัฒนาเป็นศูนย์ฝึกอบรมการผ่าตัดแบบบาดเจ็บรุนแรงน้อย และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่มีมาตรฐาน ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ ขณะเดียวกันต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมากขึ้น จนส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลดลงเป็นลำดับต่อไป และท้ายที่สุดผู้ป่วยได้รับสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเช่นเดียวกับการรักษาโรคซับซ้อนหลายประเภทที่สามารถเบิกจ่ายได้บางส่วนในปัจจุบัน อาทิ การปลูกถ่ายตับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตรวมถึงโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดี โครงการระดมทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 879-2-00448-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 026-3-05216-3 ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 090-3-50015-5 บริจาคออนไลน์ https://www.ramafoundation.or.th สอบถามโทร.02-2011111 ตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป

เป็นปลื้ม! ‘อาสุ่น สมแพง’ Mister ME บินลัดฟ้าร่วมงานแดนมังกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758009

เป็นปลื้ม! ‘อาสุ่น สมแพง’ Mister ME  บินลัดฟ้าร่วมงานแดนมังกร

เป็นปลื้ม! ‘อาสุ่น สมแพง’ Mister ME บินลัดฟ้าร่วมงานแดนมังกร

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 20.32 น.

ออร่าที่ไม่ได้มีดีแค่หล่อ “อาสุ่น – สมแพง ลาวเชีง” Mr.Laos 2021 หลัง นุ้ย – สุวิมล ธนินกุลนาถ ผู้บริหารบริษัท Marcella Official และเครื่องดื่ม ME Energy Drink พลังที่เราเลือกได้ มองเห็นแววเด่น คว้ามานั่งเก้าอี้พรีเซนเตอร์เครื่องดื่ม ME Energy Drink ที่ล่าสุดอาสุ่นได้ไปร่วมเดินแบบ ถ่ายแบบ ร่วมเล่นหนังให้กับค่ายเสกสรรฟิล์ม มาแล้ว 2 เรื่อง Marry ME และกำปั้นเดือด

โดย อาสุ่น เปิดเผยว่า “ผมเพิ่งเซ็นสัญญา กับค่าย Z M Picture & Production Company  ของจีน ซึ่งก่อนจะบินไปจีน ผมได้เรียนการแสดงวันละ 5-6 ชั่วโมง โดยมีครูผลัดเปลี่ยนสลับมาสอนการแสดงให้แบบตัวต่อตัว ซึ่งผมจะอยู่ที่ปักกิ่ง จีน ประมาณ 1 เดือน เพื่อทำความคุ้นเคยกับทีมงาน  เมื่อครบกำหนดก็จะกลับเพื่อทำวีซ่าขอไปใหม่ ส่วนตัวชอบงานวงการบันเทิงอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสก็อยากจะคว้าเอาไว้

ติดตามอาสุ่นได้ที่  IG และ TikTok : @asoun_mt1 และ FB : Asoun Mt

-(016)

นักปั่นสุดประทับใจ ‘Bike Tour De The Army’ อาร์มี่แลนด์กาญจนบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757938

นักปั่นสุดประทับใจ ‘Bike Tour De The Army’ อาร์มี่แลนด์กาญจนบุรี

นักปั่นสุดประทับใจ ‘Bike Tour De The Army’ อาร์มี่แลนด์กาญจนบุรี

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.14 น.

ปิดฉากอย่างสวยงาม กับกิจกรรมจักรยาน “ไบค์ ทัวร์เดอ อาร์มี (Bike Tour De The Army)” โดย จ.กาญจนบุรี ร่วมกับกองทัพบก และสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกาญจนบุรี จัดขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตทหาร ท่ามกลางนักปั่นกว่า 1000 คน ที่เข้าร่วมงานอย่างคึกคั่ก

นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานพิธีเปิดและปล่อยตัวนักกีฬาในกิจกรรมจักรยาน “ไบค์ ทัวร์เดอ อาร์มี (Bike Tour De The   Army)” พร้อมด้วย พลเอก ดร.ชินวัฒน์ แม้นเดช นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกาญจนบุรี ,พลโท พิชญ์ โชติสุต ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬากองทัพบก และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ วันลา อุปนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมงาน ณ ลานกิจกรรมต้นจามจุรียักษ์ จ.กาญจนบุรี

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของจังหวัดด้วยกิจกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาเล่นกีฬาและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเขตทหาร ภายใต้ โครงการ  “ARMYLAND” ดินแดนท่องเที่ยวในเขตทหารบก โดยมีนักปั่น 2 ล้อ 1000 ชีวิตตบเท้าเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจะออกจากจุดปล่อยตัว ณ ลานกิจกรรมต้นจามจุรียักษ์ อายุกว่า 100 ปี เก่าแก่ และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ผ่านเส้นทางธรรมชาติที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ของกองการสัตว์ และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก ซึ่งเป็นหน่วยเพาะพันธ์ และอนุบาลม้าที่ใช้ในภารกิจกองทัพบกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีทุ่งหญ้าเลี้ยงม้าเขียวขจีกว้างไกลสุดสายตา ตลอดเส้นทางปั่นสองข้างทางโอบล้อมไปด้วยภูเขา และพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ ท่ามกลางบรรยากาศทิวทัศน์อันสวยงาม การต้อนรับที่อบอุ่น สร้างประสบการณ์และความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานกันถ้วนหน้า

การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระยะทางคือ ระยะ 52 กิโลเมตร และ 27 กิโลเมตร โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับเสื้อ และเหรียญที่ระลึก เมื่อเข้าสู่เส้นชัย และมีรางวัลพิเศษจำนวน 80 รางวัลสำหรับผู้ที่ทำเวลาได้ดีที่สุด 20 อันดับแรก ประเภทชาย และหญิง ทั้ง 2 ระยะ นอกจากนี้นักปั่นที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนยังได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาของจังหวัดกาญจนบุรีจากเงินค่าสมัคร 150 บาทในระยะไกล และ120 บาทในระยะใกล้ ร่วมบริจาคโดยไม่หักค่าใช้จ่าย อีกด้วย

อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ คว้า 3 รางวัลใหญ่ ‘Haute Grandeur Global Awards 2023’ รวมถึงรางวัล ‘โรงแรมลักซัวรีที่ดีที่สุดในเอเชีย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757915

อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ คว้า 3 รางวัลใหญ่ 'Haute Grandeur Global Awards 2023' รวมถึงรางวัล 'โรงแรมลักซัวรีที่ดีที่สุดในเอเชีย'

อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ คว้า 3 รางวัลใหญ่ ‘Haute Grandeur Global Awards 2023’ รวมถึงรางวัล ‘โรงแรมลักซัวรีที่ดีที่สุดในเอเชีย’

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.46 น.

อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ คว้า 3 รางวัลใหญ่ในเวทีอันทรงเกียรติ Haute Grandeur Global Awards 2023 รวมถึงรางวัล “โรงแรมลักซัวรีที่ดีที่สุดในเอเชีย”

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป  บริษัทบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความยินดีที่จะประกาศให้ทราบว่า โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ หนึ่งในโรงแรมหลักภายใต้การบริหารจัดการโดย ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตจากเวที Haute Grandeur Global Awards 2023 ถึง 4 รางวัลใหญ่ ซึ่งรวมถึง  รางวัล “โรงแรมลักซัวรีที่ดีที่สุดในเอเชีย”

รางวัล  Haute Grandeur Global Awards เป็นเวทีที่มีชื่อเสียงในระดับสากลสำหรับความเป็นกลางและมีมาตรฐานสูงในการมอบรางวัลให้แก่ โรงแรม สปา และร้านอาหารที่มีความโดดเด่น โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การออกแบบ สิ่งอำนวยความสะดวก ความสะดวกสบาย บริการ และมาตรฐานความปลอดภัย ทำให้โรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำจากทั่วโลกให้ความสนใจเข้าร่วมการคัดเลือกอย่างคับคั่งอย่างเสมอมา รางวัลนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของความสำเร็จในด้านงานบริการระดับโลก

ด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งในการสร้างประสบการณ์อันน่าจดจำในการเข้าพักและมาใช้บริการที่ อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ ผสานเข้ากับความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจการให้บริการที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการ โรงแรม รีสอร์ท และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์มามากว่า 5 ทศวรรษ จึงกลายเป็นการผนึกกำลังกันเพื่อสร้างสรรค์การให้บริการที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น  ด้วยมาตรฐานระดับสากล ผ่านการนำเสนอในรูปแบบของความเป็นไทยร่วมสมัยได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นการบริการชั้นยอดเพื่อมอบประสบการณ์การบริการเหนือระดับแก่นักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราได้รับการการันตีความเป็นเลิศถึง 4 รางวัลได้แก่

  • รางวัล โรงแรมที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดในเอเชีย (Best Destination Hotel in Asia) – เป็นรางวัลที่แสดงถึงการเป็นโรงแรมที่สร้างประสบการณ์อันน่าดึงดูด และสามารถสะท้อนแก่นแท้ทางด้านวัฒนธรรมที่หลากหลายของเอเชีย
  • รางวัล โรงแรมลักชัวรีที่ดีที่สุดในเอเชีย (Best Luxury Hotel in Asia) – เป็นรางวัลแห่งความทุ่มเทในการมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ระดับลักชัวรี การให้บริการที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืมแก่แขกผู้มาเยือน รวมถึงการใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อสร้างประสบการณ์ในระดับสากล
  • รางวัล โรงแรมที่ให้บริการดีที่สุดในประเทศไทย (Best Hotel Service in Thailand) – เป็นรางวัลที่มอบให้เพื่อยกย่องในการให้บริการที่จริงใจและเอาใจใส่ ซึ่งยกระดับมาตรฐานความเป็นเลิศให้กับอุตสาหกรรมการบริการ
  • รางวัล สำหรับผู้จัดการทั่วไปที่ดีที่สุดในประเทศไทย (Best General Manager in Thailand) – เป็นรางวัลที่มอบให้เพื่อยกย่องทักษะความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นในการส่งมอบการต้อนรับให้กับแขกผู้มาเยือนด้วยคุณภาพที่ยากจะหาใครเทียบได้

อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ นับว่าเป็นโรงแรมหรูใจกลางย่านธุรกิจและช้อปปิ้งเดสทิเนชั่นของกรุงเทพฯ ได้รับการยกย่องจากเวที Haute Grandeur Global Awards ด้วยการออกแบบร่วมสมัยผสมผสานกับความเป็นไทยอันวิจิตรบรรจง อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จากทั่วทุกมุมโลกด้วย สีสันและเสน่ห์ของมหานครกรุงเทพ พร้อมการให้บริการด้วยมิตรไมตรีและมาตรฐานระดับสากล ตอบสนองทุกความต้องการของผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นนักเดินทางเพื่อธุรกิจหรืองานอีเว้นท์ อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ คือโรงแรมชั้นนำสำหรับการประชุมและจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาที่สำคัญ  ตั้งแต่พิธีแต่งงาน ไปจนถึงงานเลี้ยงบริษัทอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ เป็นสถานที่พิเศษสำหรับทุกโอกาส และเป็นสถานที่พักผ่อน พบปะ เพื่อเฉลิมฉลองกับเพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมงานจากทั่วทุกมุมโลก

ความทุ่มเทของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในด้านนวัตกรรมและมาตรฐานขั้นสูงสะท้อนไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสร้างสรรค์ประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้แก่แขกผู้เข้าพักและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ด้วยรากฐานของ “A Tailored Approach To Hospitality” เราจึงสร้างประสบการณ์การเข้าพักที่ช่วยสนองความต้องการที่ออกแบบเฉพาะแต่ละบุคคลได้อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของโรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ บนเวที Haute Grandeur Global Awards 2023 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเราในการมอบบริการอันหรูหรา โดดเด่น การได้รับเกียรตินี้ยังตอกย้ำถึงจุดยืนของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในฐานะจุดหมายปลายทางที่หรูหราชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย นับเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในการยกระดับอุตสาหกรรมการบริการ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทย ร่วมชิงชัยในศึก ‘เอเชียนเกมส์ 2023’ นครหางโจว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757912

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทย ร่วมชิงชัยในศึก 'เอเชียนเกมส์ 2023' นครหางโจว

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทย ร่วมชิงชัยในศึก ‘เอเชียนเกมส์ 2023’ นครหางโจว

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.42 น.

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทย ร่วมชิงชัยในศึก “เอเชียนเกมส์ 2023” นครหางโจว

สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย โดยมติคณะอนุกรรมการคัดเลือกนักกีฬาทีมชาติไทย ชุดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ประกาศรายชื่อนักกีฬาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 26 กันยายน-6 ตุลาคม ที่นครหางโจว ประเทศจีน โดยมีพระนามและรายนามดังต่อไปนี้

ประเภทศิลปะบังคับม้า (Dressage) ประกอบด้วย 1. พลตรีหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา 2. สุพศิน คงพันธุ์ 3. ปวริศา ทองประดับ และ 4. ฉันชนก คลารา  รึคแคร์ ประเภทอีเวนท์ติ้ง (Eventing) ประกอบด้วย 1. ร้อยเอก สุภาพ ขาวงาม 2. จ่าสิบเอก ปรีชา ขุนจัน 3. วีรภัฎ  ปิฎกานนท์ และ 4. กรธวัช สำราญ และประเภทกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง (Jumping) ชนกภรณ์ การุณยธัช

พลตรีหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระปรีชาสามารถด้านกีฬา ทรงสนพระทัยในกีฬาขี่ม้า จนได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ในกีฬาซีเกมส์ 2013 ที่ประเทศเมียนมา และซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยคว้าเหรียญเงินในประเภทศิลปะบังคับม้า ประเภททีมมาครอง ส่วนในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ทรงเคยแข่งขันในศึกเอเชี่ยนเกมส์ 2014 ที่เมือง อินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ในศิลปะการบังคับม้าประเภททีม โดยคว้าอันดับ 7 มาครองด้วยคะแนนเฉลี่ย 64.289 คะแนน

สำหรับกีฬาขี่ม้า ในเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 19 จะมีการแข่งขันชิงชัยทั้งสิ้น 6 เหรียญทอง โดยประเภทศิลปะบังคับม้า จะเริ่มแข่งขันวันที่ 26 กันยายน ในประเภททีมและรอบคัดเลือกประเภทบุคคล จากนั้นประเภทบุคคลจะแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 28 กันยายน ส่วนประเภทอีเวนท์ติ้ง จะแข่งขันระหว่างวันที่ 30 กันยายน – 2 ตุลาคม และประเภทกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง จะแข่งขันประเภททีม วันที่ 4 ตุลาคม และประเภทบุคคล รอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 6 ตุลาคม

-(016)

‘ฮาราลด์ ลิงค์’ ร่วมเสวนา ‘Resetting Priorities’ ในงานประชุมซีอีโอระดับโลก ครั้งที่ 21 ตอกย้ำวิสัยทัศน์ การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757902

'ฮาราลด์ ลิงค์' ร่วมเสวนา 'Resetting Priorities' ในงานประชุมซีอีโอระดับโลก ครั้งที่ 21 ตอกย้ำวิสัยทัศน์ การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี

‘ฮาราลด์ ลิงค์’ ร่วมเสวนา ‘Resetting Priorities’ ในงานประชุมซีอีโอระดับโลก ครั้งที่ 21 ตอกย้ำวิสัยทัศน์ การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.15 น.

“ฮาราลด์ ลิงค์” ซีอีโอ บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมเสวนาภายใต้หัวข้อ “Resetting Priorities” ในงานประชุมซีอีโอระดับโลก Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 21 ตอกย้ำวิสัยทัศน์ การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี

งานประชุมซีอีโอระดับโลก Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 21 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ซึ่งได้จัดให้มีการเสวนาบนเวทีในหัวข้อต่าง ๆ โดย ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติร่วมแสดงวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ “Resetting Priorities” ร่วมกับ มร. วินเซนต์ ตัน ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา เบอร์จายา คอร์ปอเรชั่น (Berjaya Corporation Group of Companies) และ มร. แอนเดอร์สัน ทาโนโตะ (Mr. Anderson Tanoto) กรรมการผู้จัดการ Royal Golden Eagle Pte. Ltd. (RGE)

หัวข้อเสวนา เป็นการมองถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจขององค์กรในปัจจุบัน ที่องค์กรต่าง ๆ เริ่มหันมาโฟกัสเกี่ยวกับการสร้างผลกำไรที่สมดุลมากขึ้น โดยให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืน การอุทิศเพื่อสังคม และการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน (ESG) เพื่อกำหนดเป้าหมายและภารกิจขององค์กรร่วมกัน โดยเฉพาะเป้าหมายที่ถือเป็นเทรนด์ธุรกิจของโลกยุคใหม่ ซึ่งถือเป็นการเซ็ทมาตรฐานใหม่ขององค์กร อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การลดการปล่อยคาร์บอน แนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และการช่วยเหลือชุมชนในท้องถิ่น ฯลฯ ความท้าทายของผู้นำองค์กรคือ ทำอย่างไรที่จะสร้างความสมดุลให้กับผลตอบแทนทางการเงิน กับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ให้สามารถขับเคลื่อนไปด้วยกันเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ 

การประชุมครั้งนี้เป็นการรวมผู้นำจากหลากหลายธุรกิจ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเจ้าของธุรกิจระดับโลกจากหลากหลายประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี มุ่งส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบในมิติต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมผ่านการพัฒนาพลังงานสะอาด โดยมุ่งพัฒนาความเป็นเลิศด้านพลังงาน ด้วยการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีเป้าหมายก้าวสู่องค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 (ปี พ.ศ. 2593)

-(016)

เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ นำเสนอศููนย์การมีอายุยืน โดย คลินิก ลา แพรรี ยกระดับการดูแลสุขภาพองค์รวมของแขกผู้มาเยือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757889

เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ นำเสนอศููนย์การมีอายุยืน โดย คลินิก ลา แพรรี ยกระดับการดูแลสุขภาพองค์รวมของแขกผู้มาเยือน

เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ นำเสนอศููนย์การมีอายุยืน โดย คลินิก ลา แพรรี ยกระดับการดูแลสุขภาพองค์รวมของแขกผู้มาเยือน

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.41 น.

โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ นำเสนอศููนย์การมีอายุยืนโดย คลินิก ลา แพรรี ในฐานะส่วนหนึ่งของโปรแกรมเอ็กซ์คลูซีฟ แมริออท บอนวอย โมเมนท์ 

ประสบการณ์ตลอดสามวันที่ออกแบบขึ้นเพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพองค์รวมของแขกผู้มาเยือน ผ่านนวัตกรรมของการฟื้นบำรุง ฟื้นฟูความมีชีวิตชีวา และโภชนาการ

โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ (The St. Regis Bangkok) เชื้อเชิญเหล่าสมาชิก แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy) เริ่มต้นการมีสุขภาพที่ดีและยืนยาว ด้วยประสบการณ์ตลอดสามวันที่ออกแบบขึ้นเฉพาะบุคคล ณ ศูนย์การมีอายุยืนโดย คลินิก ลา แพรรี (Longevity Hub by Clinique La Prairie)

โปรแกรมสุดพิเศษสำหรับ แมริออท บอนวอย โมเมนท์ (Marriott Bonvoy Moments) ที่รวมการเข้าพักสองคืนในห้อง แคโรลีน แอสเตอร์ สวีท (Caroline Astor Suite) ณ โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ พร้อมกับประสบการณ์การเริ่มต้นสู่สุขภาพที่ดีแบบองค์รวมที่ประกอบด้วยการประเมินและให้คำปรึกษาแบบส่วนบุคคล พร้อมทั้งอาหารที่ออกแบบขึ้นเฉพาะบุคคลในแต่ละวัน  เมนูเพื่อสุขภาพ และอาหารค่ำสุดพิเศษ ณ อิกนีฟ แบงคอก (IGNIV Bangkok) ห้องอาหารระดับดาวมิชลิน (Michelin-starred) ของโรงแรม รวมทั้งการนั่งสมาธิทุกเช้า การเสริมสร้างด้านสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เสริม “โฮลิสติก เฮลท์” (“Holistic Health”) ระดับพรีเมียมสำหรับ 6 เดือน ของคลินิก ลา แพรรี (Clinique La Prairie)

โดยประสบการณ์แสนพิเศษหนึ่งเดียวนี้มีมูลค่ารวมถึง 600,000 บาท สมาชิกแมริออท บอนวอย สามารถใช้คะแนนเพื่อประมูล เริ่มต้นเพียง 80,000 คะแนน สำหรับสองท่าน  เพื่อเข้าร่วมโปรแกรม แมริออท บอนวอย โมเมนท์ สุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้

การเดินทางสู่สุขภาพที่ดีและมีอายุยืนแบบองค์รวมนี้ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อมาถึงยังโรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ที่แขกผู้เข้าร่วมโปรแกรมจะได้รับการต้อนรับด้วยอาหารคานาเป้เพื่อสุขภาพ พร้อมทั้งชาคอมบุชะและน้ำผลไม้คั้นแบบสกัดเย็นออร์แกนิกอันแสนสดชื่น จากนั้น เฮลท์ คอนเซียช (Health Concierge) ส่วนบุคคล ณ ศูนย์การมีอายุยืนโดย คลินิก ลา แพรรี จะเริ่มต้นโปรแกรมด้วยการประเมินดัชนีอายุยืน (Longevity Index Assessment) และนำเสนอผลประเมินพร้อมแผนการดูแลด้านสุขภาพตลอดสามวันที่ออกแบบขึ้นเพื่อผู้เข้าร่วมโดยเฉพาะ นับเป็นการผสมผสานระหว่างการแนะนำด้านการดำรงชีวิตประจำวันและโภชนาการที่ออกแบบขึ้นเฉพาะของแต่ละบุคคล ตลอดจนเวชศาสตร์ความงามอันทันสมัยและสปาเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพกายและใจ แขกผู้เข้าพักยังจะได้เพลิดเพลินไปกับการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมผ่าน ลองจีวิตี้ อินเตอร์เวนชั่น (Longevity Interventions) ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะบุคคล และการดูแลด้านสุขภาพ ร่วมไปกับการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการพักผ่อนแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ก่อนที่จะได้ดื่มด่ำไปกับการรับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารวูว์ (VIU Restaurant)

เช้าวันต่อมา เริ่มต้นด้วยการทำสมาธินำโดยที่ปรึกษาด้านสุขภาพ ตามมาด้วยการรับประทานอาหารเช้าแสนเลิศรสและอุดมไปด้วยโภชนาการ ตลอดช่วงเช้าที่เหลือกิจกรรมยังคงเน้นไปที่การส่งเสริมด้านสุขภาพ การมีอายุยืนยาว และเป้าหมายด้านความงามที่ออกแบบขึ้นเฉพาะบุคคล พร้อมด้วยการผสมผสานเฉพาะของโปรแกรมฟื้นบำรุง ซึ่งรวมไปถึงการให้คำปรึกษาด้านโภชนาการที่เหมาะสม การทำทรีทเมนท์เพื่อฟื้นฟูและบำรุงผิว เทคนิคการนวดและขัดตัว รวมถึงประสบการณ์ด้านสุขภาพเพื่อการฟื้นฟูด้านอื่นๆ 

ต่อด้วยการรับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารวูว์ ที่ประกอบด้วยตำรับอาหารเพื่อสุขภาพออกแบบขึ้นเฉพาะบุคคล พร้อมกับกิจกรรมคลาสทำอาหารในช่วงบ่าย นำโดยนักโภชนาการของศูนย์การมีอายุยืนโดย คลินิก ลา แพรรี และเชฟของโรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เพื่อสอนศิลปะการรังสรรค์เมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี ก่อนจะได้เพลิดเพลินไปกับเครื่องดื่มม็อกเทลเพื่อสุขภาพ และพักผ่อนตามอัธยาศัยริมสระว่ายน้ำ เพื่อเพิ่มความสดชื่นและการผ่อนคลายอย่างแท้จริง ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเวลาของการรับประทานอาหารค่ำแบบไฟน์ไดนิ่ง ด้วยคอนเซ็พท์แบบแชร์ริ่ง (Fine Dining Sharing Concept) ณ ห้องอาหารอิกนีฟ แบงคอก ซึ่งได้รับรางวัลดาวมิชลินหนึ่งดาว

ในวันสุดท้าย เริ่มต้นวันใหม่ด้วยคลาสโยคะยามเช้าพร้อมครูฝึกส่วนบุคคล และตามด้วยการรับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารวูว์ กับตัวเลือกอันหลากหลายของอาหารเพื่อสุขภาพ ผู้เข้าร่วมโปรแกรมยังสามารถเพลิดเพลินกับการทำทรีทเมนท์หน้าที่เลือกสรรมาเพื่อความต้องการของผิวหน้าของคุณโดยเฉพาะ และการนวดเพื่อผ่อนคลาย ที่เน้นไปยังสะโพก หลังส่วนล่าง คอและไหล่ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ตามด้วยมื้ออาหารกลางวันเพื่อสุขภาพ ณ ห้องอาหารวูว์ ก่อนที่ประสบการณ์แสนพิเศษนี้จะจบลง นับว่าเป็นการฟื้นบำรุงและมอบรางวัลให้กับตัวเองได้อย่างแท้จริง

โปรแกรมศูนย์การมีอายุยืนโดย คลินิก ลา แพรรี จะเริ่มเปิดให้แลกคะแนนได้ช่วงในวันที่ 30 สิงหาคม 2566 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2566 และประสบการณ์ตลอดสามวันอันแสนเอ็กซ์คลูซีฟนี้จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 27 ถึง 29 ตุลาคม 2566

แมริออท บอนวอย โมเมนท์ เป็นโปรแกรมที่สมาชิก แมริออท บอนวอย จะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงคอนเสิร์ต ประสบการณ์ด้านอาหาร งานกีฬาระดับพรีเมียร์ และอีกมากมาย โดยสมาชิกสามารถแลกคะแนน แมริออท บอนวอย พอยต์ ไปเป็นประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เงินก็ไม่อาจซื้อได้นี้ สอบถามหรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  https://moments.marriottbonvoy.com/

-(016)

ภูเล เบย์ฯ จับมือเชฟดาวมิชลิน ยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหาร ณ ห้องอาหารแลเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757885

ภูเล เบย์ฯ จับมือเชฟดาวมิชลิน ยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหาร ณ ห้องอาหารแลเล

ภูเล เบย์ฯ จับมือเชฟดาวมิชลิน ยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหาร ณ ห้องอาหารแลเล

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.37 น.

ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟจับมือกับเชฟระดับดาวมิชลิน ยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหาร ณ ห้องอาหารโฉมใหม่สุดหรูริมทะเลอันดามัน

ร่วมค้นหาความเป็นเลิศทางด้านรสชาติรูปแบบใหม่ไปกับเชฟดาวมิชลิน คริสเตียน แฮร์เกเซลล์ (Christian Herrgesell) และห้องอาหาร ”แลเล” (“Lae Lay”) ห้องอาหารร่วมสมัยโฉมใหม่ของภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ (Phulay Bay, a Ritz Carlton Reserve) ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของบรรดานักชิมที่แสวงหารสชาติที่สดใหม่ของวัตถุดิบอาหารทะเล

ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ รีสอร์ทหรูที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบนชายฝั่งอันเงียบสงบของทะเลอันดามัน กำลังจะสร้างนิยามใหม่ให้กับวงการอาหารในภาคใต้ของไทย ด้วยการร่วมงานกับหัวหน้าเชฟคนใหม่ดีกรีดาวมิชลิน เชฟคริสเตียน แฮร์เกเซลล์ เพื่อเปิดตัวห้องอาหารแลเลในรูปโฉมใหม่ ที่พร้อมกลับมาเสิร์ฟสุนทรียภาพทางด้านรสชาติอันน่าประทับใจให้กับคุณอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้

เชฟคริสเตียน เชฟชาวเยอรมันผู้มากความสามารถคนนี้ กำลังนำประสบการณ์และเทคนิคในการทำอาหารที่สั่งสมมาตลอด 10 ปีจากร้านอาหารชื่อดัง Restaurant Tim Raue ในกรุงเบอลิน ที่การันตีคุณภาพด้วยรางวัลมิชลินสองดาว และยังถูกจัดอันดับให้เป็น “The World’s 50 Best” ตลอดทุกปีตั้งแต่ปี 2557 มาถ่ายทอดและรังสรรค์สุดยอดอาหารระดับโลกที่ภูเล เบย์ ก่อนที่จะได้มาร่วมงานกับภูเล เบย์ ในฐานะหัวหน้าเชฟ เชฟคริสเตียนเคยได้มาเป็นเชฟรับเชิญเพื่อโชว์ฝีมือการทำอาหารที่รีสอร์ทแล้วในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ด้วยการนำเสนอเซ็ตดินเนอร์หกคอร์สเลิศรสให้กับแขกผู้เข้าพักได้ลิ้มลอง

การดำรงตำแหน่งหัวหน้าเชฟคุมบังเหียนใหญ่ในครั้งนี้ เชฟคริสเตียนตั้งใจรังสรรค์หลากหลายเมนูอันน่าจดจำให้กับแขกคนพิเศษทุกท่าน พร้อมดูแลคุณภาพของอาหารทุกจานอย่างพิถีพิถันในทุกห้องอาหาร ทั้งห้องอาหาร “ศรีตรัง” (“Sri Trang”) ห้องอาหารไทยแบบต้นตำรับ ห้องอาหาร “จำปูน” (“Jampoon”) ห้องอาหารนานาชาติของรีสอร์ท “ปลายฟ้า” (“Plai Fah”) บาร์ริมสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ และ “ชมตะวัน” (“Chomtawan”) บาร์ริมทะเลที่มาพร้อมกับวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด รวมไปถึงห้องอาหาร “แลเล” ห้องอาหารริมทะเลที่กลับมาเปิดตัวอีกครั้งในเดือนตุลาคม ซึ่งยังคงชูคอนเซ็ปต์อาหารทะเลเป็นหลัก เน้นที่การคัดสรรวัตถุดิบอาหารทะเลที่สดใหม่จากแหล่งผลิตท้องถิ่นในเขตอันดามัน  บวกกับพืชผักและเครื่องเทศตามฤดูกาล และผสานเข้ากับแรงบันดาลใจทางด้านกรรมวิธีการปรุงแบบเอเชีย

ด้วยทำเลที่ตั้งติดริมทะเลให้บรรยากาศสุดโรแมนติก งานสถาปัตยกรรมที่ตกแต่งด้วยภาพวาดล้านนาอันเป็นเอกลักษณ์ตัดกับไม้สีเข้ม สว่างไสวด้วยแสงนวลจากโคมแขวน รอบล้อมด้วยสระน้ำ และเติมเต็มด้วยพื้นที่ครัวแบบเปิด ให้คุณได้รับชมทุกขั้นตอนการปรุงอาหารของเชฟคริสเตียนและทีมเชฟผู้เชี่ยวชาญอย่างเต็มตา ห้องอาหารแลเลพร้อมแล้วที่จะพาคุณออกเดินทางไปสัมผัสวัฒนธรรมอาหารทะเลของกระบี่อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นแลเลยังมีพื้นที่รูฟท็อปแบบส่วนตัวให้คุณได้ดินเนอร์ใต้แสงดาวในโอกาสพิเศษอีกด้วย

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับเชฟคริสเตียนมาร่วมงานกับทางภูเล เบย์ ประสบการณ์ระดับมิชลินและความมุ่งมั่นที่จะสรรหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพที่สุดจากเกษตรกรและชาวประมงท้องถิ่นของเชฟจะช่วยยกระดับห้องอาหารของเราไปสู่ระดับโลก พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมธุรกิจชุมชนอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับหลักการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมของเรา การกลับมาอีกครั้งของห้องอาหารแลเลและเมนูใหม่ในเดือนตุลาคมนี้จะดึงดูดนักชิมจากทั่วโลกให้มาเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารทะเลในบรรยากาศริมทะเลอันดามันได้อย่างแน่นอน” วิทยา ซาการ์ ผู้จัดการทั่วไป ของภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟกล่าว

โอบล้อมด้วยภูเขาและทะเลบนชายฝั่งอันเงียบสงบของจังหวัดกระบี่ ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟเป็นสถานที่พักผ่อนที่หรูหรา สะดวกสบาย และโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมไทย มาพร้อมกับวิลล่าหลากหลายรูปแบบที่กว้างขวางและให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด สปาชั้นเลิศที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ห้องอาหารและบาร์ 5 แห่ง รวมไปถึงกิจกรรมมากมายที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และเรียนรู้วัฒนธรรมไทยอันงดงาม

เรียนรู้เพิ่มเติมหรือวางแผนวันพักผ่อนเหนือระดับของคุณที่ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟได้ที่ www.phulaybay.com

-(016)

ส.ป.ก.เดินหน้าขยายโครงการขุดบ่อบาดาลโซล่าร์เซลล์ ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757873

ส.ป.ก.เดินหน้าขยายโครงการขุดบ่อบาดาลโซล่าร์เซลล์ ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ส.ป.ก.เดินหน้าขยายโครงการขุดบ่อบาดาลโซล่าร์เซลล์ ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.26 น.

ส.ป.ก. ขานรับนโยบายดับแล้งของรัฐบาล  เร่งเครื่อง “ขุดบ่อน้ำบาดาลโซล่าร์เซลล์” ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. รับมือ “เอลนีโญ”  ชี้เป้าดำเนินการทั่วประเทศ 50-100 แห่ง/ปี เกษตรกรได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1,000 ครัวเรือนต่อปี  พร้อมหนุน “สวนครัวน้ำหยด” เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และยกระดับรายได้ให้เกษตรกรแบบยั่งยืน

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายเร่งด่วนในการให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการในการรับสถานการณ์เอลนีโญ ที่มีแนวโน้มรุนแรงและยาวนาน ส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ ส.ป.ก.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลเกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ได้เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซล่าร์เซลล์เพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน ด้วยการขยายผลโครงการฯ ไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือสถานการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

โดยกำหนดเป้าหมายดำเนินการให้ได้ปีละประมาณ 50-100 โครงการ เกษตรกรได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1,000 ครัวเรือนต่อปี พื้นที่รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 10,000 ไร่ต่อปี นอกจากนี้ ส.ป.ก. ยังได้จัดทำ MOU ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ซึ่งเป็นหน่วยดำเนินการเรื่องน้ำบาดาลโดยตรง มาช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. อีกด้วย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรของเกษตรกร ตลอดจนขอให้เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกไปสู่การปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยยึดแนวทางตลาดนำการผลิตตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ดร.วิณะโรจน์ กล่าวถึงผลดำเนินการที่ผ่านด้วยว่า  ส.ป.ก. ได้ดำเนินโครงการมาแล้ว 2 ช่วง คือ ช่วงปี 2563-2564 เป้ามายดำเนินการ 62 โครงการ แล้วเสร็จ 41 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 8 โครงการ ยกเลิก 13 โครงการ ส่วนช่วง 2 ดำเนินการในปี 2566  เป้าหมายดำเนินการ 53 โครงการ แล้วเสร็จ 17 โครงการ ทั้งนี้ ผลดำเนินการที่ผ่านมาช่วยให้เกษตรกรมีน้ำเพื่อการเกษตรโดยมีพื้นที่รับประโยชน์ 11,590 ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ 1,096 ราย พร้อมกันนี้ ส.ป.ก. ยังได้ต่อยอดโครงการบ่อดาลอย่างครบวงจร โดยจัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสวนครัวน้ำหยด สำหรับกลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาลโซล่าร์เซลล์เพื่อเพิ่มผลิตภาพน้ำการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อส่งเสริมการใช้นวัตกรรมการให้น้ำพืชแบบสวนครัวน้ำหยด เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและช่วยประหยัดน้ำมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มผู้ใช้น้ำสามารถบริหารจัดการน้ำได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนขอให้เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกไปสู่การปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยยึดแนวทางตลาดนำการผลิตอีกด้วย

สำหรับ โครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซล่าร์เซลล์เพื่อการเกษตร ในเขตปฏิรูปที่ดินทั้งระบบสูบน้ำและการกระจายน้ำ เป็นโครงการที่ ส.ป.ก. จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองและแก้ปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรในการเพาะปลูกแบบเกษตรผสมผสานและสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้อยู่ได้ อยู่ดี และมีความสุขในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน”  ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

เนื่องจากพื้นที่ปฏิรูปที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ำและระบบกระจายน้ำไว้ใช้ในการเกษตร ต้องอาศัยน้ำฝนและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงพอในภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของเกษตรกรโดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง ดังนั้นการสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซล่าร์เซลล์เป็นการบรรเทาสภาพปัญหาภัยแล้ง ให้สามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี และเป็นหลักประกันให้ปลูกพืชได้ผลผลิตที่ดี ซึ่งมีผลต่อรายได้ของเกษตรกร คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) จึงได้อนุมัติโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินจำนวน 115 โครงการ ในพื้นที่ 31 จังหวัด เกษตรกรจะสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรได้อย่างดีและต่อเนื่อง ทำให้ระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นต่อไป

“เรายังมีความเป็นห่วงเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค เนื่องจากพื้นที่ ส.ป.ก.ส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน และเป็นพื้นที่ห่างไกลจากระบบไฟฟ้า ส.ป.ก. จึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ นำมาใช้ในระบบสูบส่งกระจายน้ำเข้าแปลงเกษตรกรรม ที่ผ่านมา ส.ป.ก. สนับสนุนโครงการระบบสูบน้ำจากบ่อบาดาลและแหล่งน้ำผิวดินพร้อมระบบกระจายน้ำโดยใช้โซล่าร์เซลล์ เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยมอบหมายสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน เป็นหน่วยดำเนินการโครงการ”ดร.วิณะโรจน์  กล่าวย้ำ

-(016)