กรมชลฯช่วยเมืองคอน แก้ปัญหาน้ำ-ClimateChange

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757983

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเสกสรร ทรัพย์เจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังตอนบน กรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์เอลนีโญ ทำให้ปริมาณฝนตกน้อยกว่า ค่าปกติ โดยเฉพาะที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ปริมาณฝนตกสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเพียง 776 มิลลิเมตร (มม.) จากปริมาณฝนสะสมปกติเฉลี่ย2,200 มม.ต่อปี ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่โดยเฉพาะนาข้าว และพืชสวน เช่น เงาะ มังคุด ในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งกรมชลประทาน ได้เข้าแก้ไขสถานการณ์ โดยนำรถแบ๊กโฮบูมยาวเข้าขุดลอกคลองแหลม ความกว้าง 10-12 เมตร ระยะทางยาว 2 กิโลเมตร พร้อมกำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำรวม 1,200 ตัน ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราบลุ่ม รับน้ำต้นทุนจากคลองชะอวด-แพรกเมืองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นคลองที่อยู่ในระดับต่ำกว่าพื้นที่การเกษตร จะต้องใช้เครื่องสูบน้ำหรือสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อสูบน้ำส่งเข้าพื้นที่เกษตรผ่านคลองส่งน้ำและเหมืองน้ำที่ไหลผ่านคลองแหลมเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตร ช่วยบรรเทาภัยแล้งให้นาข้าวรวม 33,000ไร่ ใน ต.แหลม ต.เขาพันไกล ต.รามแก้ว ต.ควนชลิต อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และสวนผลไม้อีก 30,000ไร่ รวมพื้นที่ได้รับการช่วยเหลือกว่า 63,000 ไร่

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ขณะนี้ปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อยแต่ไม่กระทบกับน้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ โดยในพื้นที่ต้นน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส มีปริมาณน้ำใช้การ 32 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของปริมาณเก็บกัก พื้นที่ส่วนกลางน้ำคือ คลองชะอวด-แพรกเมืองฯ ปริมาณน้ำ 12 ล้าน ลบ.ม. จากความจุ 15 ล้าน ลบ.ม.ระดับน้ำอยู่ที่ -0.72 รทก.ต่ำกว่าตลิ่ง 60 เซนติเมตร กรมชลประทาน จึงลงพื้นที่สร้างการรับรู้และสร้างการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วน ให้งดปลูกข้าวรอบ 2 ส่วนผู้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น หากต้องการขอสนับสนุนน้ำ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรเครื่องมือต่างๆ ให้ติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนชลประทาน 1460 เฟซบุ๊กโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังตอนบน หรือขอสนับสนุนผ่าน อบต.คาดว่าสามารถป้องกันและบรรเทาภัยความเสียหายให้ภาคเกษตรก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของภาคใต้ในเดือนตุลาคมนี้ อย่างแน่นอน” นายเสกสรร กล่าว

อย่างไรก็ดี เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ดังกล่าวอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) กรมชลประทาน ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการขุดแก้มลิงทุ่งทรัพย์ ความจุ 8 ล้าน ลบ.ม.และในปี 2567 มีแผนเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสอีก 6 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ระบบการกระจายน้ำในพื้นที่ 4 ตำบลของ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการปรับปรุง ซ่อมแซมเครื่องกว้านบานระบายโครงการท่อระบายน้ำบ้านควนโถ๊ะ โครงการท่อระบายน้ำบ้านนาโพธิ์ โครงการท่อระบายน้ำบ้านแหลม โครงการท่อระบายน้ำบ้านหัวคลองแหลม และโครงการท่อระบายน้ำบ้านทองจันทร์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เกษตรกรและประชาชนว่าจะได้รับน้ำอย่างทั่วถึงตลอดทั้งปี

‘อภัย’รุดติดตาม การปลูกมันฝรั่ง จับมือภาคเอกชน เน้นเพิ่มผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757981

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมการข้าว กรมชลประทาน และภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งในประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สำรวจพื้นที่เพิ่มเติม ปรากฏว่ามีผู้สนใจ 337 ราย 2,314 ไร่ จากพื้นที่ 7 จังหวัด และเตรียมสร้างแปลงส่งเสริมการเรียนรู้ใน 6 จังหวัด 4 ไร่ ซึ่งจะมีการใช้ระบบน้ำหยดในการปลูกมันฝรั่งจังหวัดละ 1 จุด เป็นการนำร่อง รวมถึงรับทราบแบบจำลองการดำเนินโครงการผลิตมันฝรั่งตลอดช่วงฤดูกาลผลิตในระยะ 1 ปี โดยเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 ได้ทำการปลูกมันฝรั่ง เดือนมกราคม-มีนาคม 2565 เก็บเกี่ยวมันฝรั่ง เดือนเมษายน-กรกฎาคม 2565 ทำการปลูกข้าวโพดหวาน หรือข้าวนาปรัง และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมิถุนายน 2565 ในส่วนเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2565 ปลูกข้าวเหนียวนาปี และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนตุลาคม 2565 ซึ่งการปลูกพืชหมุนเวียน 3 ชนิดใน 1 ปี สามารถสร้างกำไรได้ 11,603.84 บาท/ไร่ รวมถึงมีการเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนการปลูกมันฝรั่งแบบทั่วไปจะได้กำไร 1,880.12 บาท/ไร่ และแบบระบบน้ำหยดสามารถสร้างกำไรได้ถึง 9,850.13 บาท/ไร่ กรณีศึกษาเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่ง จ.เชียงราย

‘รมช.เกษตรฯ’พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757881

'รมช.เกษตรฯ'พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ

‘รมช.เกษตรฯ’พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.35 น.

“รมช.เกษตรฯ”พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ซื้อผู้ขายหมูหรือโบรกเกอร์ อนาคตต้องขึ้นทะเบียนป้องกันการเอาเปรียบหน้าฟาร์ม ขณะที่ปัญหากองทัพหมูเถื่อนทะลักทั้งมาทางเรือและกองทัพมด พร้อมจับมือ กระทรวงพาณิชย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ปราบปรามทั่วไทย ขณะที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุคดีหมูเถื่อนมีบริษัทยักษ์ใหญ่ 4-5 แห่งอยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 ที่ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยทั่วไทย ในหัวข้อ “ทำอย่างไรให้รายย่อยยั่งยืน” โดยชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยไทย มี น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง นักวิชาการอิสระ น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ผู้แทนอธิบดีกรมการค้าภายใน และ น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย ดำเนินรายการ การเสวนาเป็นรูปแบบออนไลน์ ซึ่งนอกจากในที่ประชุม ยังมีกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยทั่วประเทศร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนความเห็นให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนอย่างจริงจัง รวมถึงการหาแนวทางป้องกันในเรื่องของราคาหมู และราคาต้นทุนการเลี้ยงหมูกับปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยกลุ่มที่ชาวบ้านเรียกว่า โบรกเกอร์หน้าฟาร์ม ก็คือคนที่สนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงหมู และเป็นผู้ซื้อขายหมูกับเกษตรกรรายย่อย แต่มีพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบ

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นำเสนอว่า การแก้ไขปัญหาหมูเถื่อนนั้น ก่อนรับเรื่องเป็นคดีพิเศษ ได้รับทราบปัญหาและหารือกับ นายอัจฉริยะฯ เกี่ยวกับปัญหาสุกร ยอมรับว่าเรื่องนี้มีผลกระทบสูงและมีเบื้องหลัง การรับเป็นคดีพิเศษ “หมูเถื่อน” ครั้งนี้ถือว่า “ดีเอสไอ” ทำได้เร็วที่สุด เร่งรัดจนสามารถ ยึด อายัด หมูเถื่อนในท่าเรือได้ 161 ตู้ แนวทางการสืบสวน “ดีเอสไอ” รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นใครและ ไม่ใช่เฉพาะคนในท่าเรือแหลมฉบับ แต่ยังมีกลุ่มคนที่กำลังทำการขยายผล มีการแจ้งข่าวในเชิงลึกทำให้ทราบว่า มีผู้อยู่เบื้องหลังกระทำความผิดเป็นบริษัทใหญ่ประมาณ 4 – 5 บริษัท ยืนยันว่าการทำงานจะทำอย่างเต็มที่ และก็ยังคงต้องการข้อมูลในทางลับเพื่อดำเนินการปราบปรามในเรื่องนี้

นายอัจฉริยะ เรื่องรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำเสนอว่า ตนต้องการเรียกร้องให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ใช้กฏหมายจับกุม “โบรกเกอร์” เนื่องจากพฤติกรรมที่เอารัดเอาเปรียบผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยจะได้รับผลกระทบโดยตรง และนอกจากนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือกับกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และ กรมปศุสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำการจับกุมหมูเถื่อน ที่ท่าเรือแหลมฉบังไปแล้ว 161 ตู้ แต่ยังพบว่ายังมีท่าเรืออื่นที่ยังมีหมูเถื่อนทะลักเข้ามาอีกกว่า หนึ่งพันตู้ ซึ่งเรื่องนี้การแก้ไขปัญหาขึ้นอยู่กับ อธิบดีกรมศุลกากร ซึ่งไม่ให้ความร่วมมือมากนัก

“นอกจากนี้ ปัญหาหมูเถื่อนยังเกิดจากการสำแดงรายการอันเป็นเท็จ ร่วมกันหลายฝ่าย ด้วยวิธีการคีย์ข้อมูล เช่น มีการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน จากประเทศบราซิล ต้นทางรู้ว่าเป็นเนื้อหมูแต่เมื่อมาถึง ประเทศไทย “ชิบปิ้ง” คนคีย์ข้อมูลจะทำการเปลี่ยนประเภทของสินค้า เช่นจากเนื้อหมู ก็จะเป็นปลาเป็นต้น ที่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศและเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู มีการขายหมูตัดราคา ที่ทำให้ประเทศเสียหายจากปัญหาการลักลอบนำเข้าปีละกว่า 7 หมื่นกว่าล้านบาท การแก้ไขปัญหา จึงต้องพุ่งเป้าไปที่ด่านศุลกากร โดยเฉพาะอธิบดีกรมศุลกากร จะต้องให้ความร่วมมือ” อัจฉริยะ กล่าวฯ

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ การปราบปรามหมูเถื่อนจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกัน เพราะการลักลอบนำเข้า ทำให้ผู้เลี้ยงหมูในประเทศค่อยๆหมดไป เพราะการนำเข้านั้นไม่ต้องเลี้ยงขายและสามารถขายได้ราคาถูกกว่า ซึ่งที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการปราบปรามจนพบว่า เนื้อหมูเถื่อนนั้น ลักลอบมาในรูปแบบ กองทัพมด ที่มาจากประเทศรัสเซีย และทางเรือ มาจากประเทศบราซิล ในเรื่องราคากรมปศุสัตว์ พยายามรักษาเสถียรภาพราคา ต้องการให้ราคานิ่ง อยู่ได้ทุกคนผู้บริโภคไม่เดือดร้อน ดังนั้นในกรณี ผู้จับผู้ขาย ที่เรียกว่าขึ้นทะเบียนโบรกเกอร์ จำเป็นที่ต้องขอข้อมูลจากผู้เลี้ยงว่าได้ซื้อขายหมูให้ใครบ้าง จึงจะสามารถทำการติดตามขึ้นทะเบียนได้ เพราะจะต้องพิจารณาไปถึงปริมาณการผลิต ที่ต้องสมดุล โครงสร้างราคาที่เป็นธรรม ตั้งแต่หมูหน้าฟาร์ม ที่ต้องหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์

ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย แบ่งออกได้เป็นหลายกรณี ขณะนี้เฉพาะหน้า เป็นปัญหาการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน มีข้อมูลมาจากเรือประเทศบราซิล และ ในลักษณะกองทัพมดตะเข็บชายแดนของประเทศรัสเซีย กับปัญหาคนส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงสุกร นั่นหมายถึง โบรกเกอร์ มีพฤติกรรมกดราคาจนทำให้ผู้เลี้ยงสุกรประสบปัญหาขาดทุน ซึ่งชมรมฯ ได้เรียกร้องให้ทำการขึ้นทะเบียน กับอีกหนึ่งปัญหาก็คือในเรื่องของต้นทุนการเลี้ยง

“กรณีนี้ ข้อมูลปี 2565 จาก กรมปศุสัตว์ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้งประเทศ จำนวน 149,000 ราย จำนวนประชากรหมูประมาณกว่า 10 ล้านตัว เป็นหมูขุนกว่า 9 ล้านตัว เป็นกลุ่มผู้เลี้ยงรายย่อย 136,000 ราย คิดเป็นร้อยละเก้าสิบเจ็ด ซึ่งผลกระทบปัญหาการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน ปัญหาโบรกเกอร์เอาเปรียบ และปัญหาต้นทุน จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องแก้ปัญหา”

ดร.ไชยา กล่าวว่า อนาคตจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยมีผู้แทนเกษตรกรรายย่อยเข้ามาร่วมวางแผนแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง ในการปราบปราม ที่ต้องมี กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายอัจฉริยะ กรมปศุสัตว์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกำหนดราคาหน้าฟาร์มที่ชัดเจน ที่ทั้งผู้เลี้ยงและผู้ซื้อจะต้องเข้าใจถูกต้องตรงกัน ซึ่งก็ต้องดูช่องทางของ กฏหมายให้ชัดแจ้งต่อไป

– 006

มจพ. จับมือ ASSIST ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการฯ ผลิตวิศวกรคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758097

มจพ. จับมือ ASSIST ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการฯ ผลิตวิศวกรคุณภาพ

มจพ. จับมือ ASSIST ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการฯ ผลิตวิศวกรคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.50 น.

มจพ. MOU กับบริษัท ASSIST ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการฯ ผลิตวิศวกรคุณภาพ

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ. ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)  เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรศักดิ์ ศรีสังสิทธิสันติ ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส มจพ. กับคุณ Arumugaraj Davitdurai Pandian ผู้อำนวยการ บริษัทเอเชียโซไซตี้เพื่อการพัฒนาสังคมและเพื่อการปรับเปลี่ยนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (ASSIST) พร้อมกันนี้ มีพิธีลงนามความร่วมมืออีก 2 ฉบับ ระหว่างคุณสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับคุณ Stephane Nuss ประธานบริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคุณ Stephane Nuss ประธานบริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กับ คุณ jean Pascal Tricoire ประธานบริษัทชไนเดอร์ อิเล็กทริค และบริษัทเอเชียโซไซตี้เพื่อการพัฒนาสังคมและเพื่อการปรับเปลี่ยนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (ASSIST) เพื่อจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ฝึกอบรมสำหรับโครงการการพัฒนาศักยภาพบุคลากร “ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ ด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์/ระบบควบคุมอัตโนมัติ และพลังงานทดแทนสมัยใหม่

“ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ ด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์/ระบบควบคุมอัตโนมัติ และ
พลังงานทดแทนสมัยใหม่” เป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการที่ดำเนินงานร่วมกับบริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด แห่งเดียวในประเทศไทย เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และบริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้วิศวกรจำนวนมากในการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนในอนาคตอันใกล้

TFII-Schneider Center of Excellence เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส สำหรับใช้ในการพัฒนานักศึกษา คณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน และบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลิตกำลังคนให้มีความเชี่ยวชาญในระบบควบคุมอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรม ระบบการควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบบ้านอัจฉริยะ ระบบ SCADA และ IOT ตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

ในระยะแรกของการดำเนินงาน TFII-Schneider Center of Excellence จัดฝึกอบรมให้คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) หลังจากนั้นจัดฝึกอบรมหลักสูตรวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ให้กับอาจารย์จากวิทยาลัยอาชีวศึกษา 14 แห่งทั่วประเทศ เพื่อผลิตวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถ โดยมีเป้าหมายในการผลิตวิศวกรที่มีคุณภาพจำนวนมากต่อไป

วันเดอร์ฟรุ๊ต 2023 ประกาศจำหน่ายบัตรครั้งสุดท้ายของปี ชวนเหล่าวันเดอเรอร์ ดำดิ่งสำรวจจิตใจ เชื่อมต่อกับธรรมชาติรอบตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757894

วันเดอร์ฟรุ๊ต 2023 ประกาศจำหน่ายบัตรครั้งสุดท้ายของปี  ชวนเหล่าวันเดอเรอร์ ดำดิ่งสำรวจจิตใจ เชื่อมต่อกับธรรมชาติรอบตัว

วันเดอร์ฟรุ๊ต 2023 ประกาศจำหน่ายบัตรครั้งสุดท้ายของปี ชวนเหล่าวันเดอเรอร์ ดำดิ่งสำรวจจิตใจ เชื่อมต่อกับธรรมชาติรอบตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันเดอร์ฟรุ๊ต แพลตฟอร์ม ที่รวมเอาวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความหลากหลายต่างๆ จากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ณ ประเทศไทย ในบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมไปพร้อมๆ กัน พร้อมต้อนรับเหล่าวันเดอเรอร์ในงาน วันเดอร์ฟรุ๊ต เฟสติวัลไลฟ์สไตล์ วันที่ 14-18 ธันวาคม 2566 ณ เดอะฟิลด์ แอท สยามคันทรี คลับ ชลบุรี ประกาศจำหน่ายบัตรเข้างานเฟสติวัลครั้งสุดท้าย เพียง 72 ชั่วโมงเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 18-21 กันยายน เวลา 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

วันเดอร์ฟรุ๊ต เฟสติวัลไลฟ์สไตล์เริ่มเผยรายชื่อศิลปินและคอนเซ็ปต์ของกิจกรรมต่างๆ ภายในงานปีนี้ ซึ่งได้รวมเอาศิลปินที่โดดเด่นและมีแนวทางเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ Acid Pauli, Nicola Cruz, DJ Nobu, Viken Arman (Live), Bell Orchestre, Laraaji, Nightmares on Wax, Henrik Schwarz, Brendan Eder Ensemble, Jason Dhakal เป็นต้น มาเป็นส่วนหนึ่งของพาร์ทดนตรี ร่วมด้วยการแสดงจากศิลปินที่เฟสติวัลไปเฟ้นหาจากทั่วเอเชีย เพื่อมาเทคโอเวอร์เวทีต่างๆ โดยมีนักแต่งเพลงที่วันเดอเรอร์คุ้นเคยจากปีก่อนๆ อย่าง Terry Riley นักดนตรีเพลงป๊อปแนวทดลองอย่าง Patrick Watson และ นักดนตรีแนวเทคโนชั้นนำ ชาวเยอรมัน Helena Hauff

ในขณะเดียวกัน ด้านการดูแลตนเองแบบองค์รวม วันเดอร์ฟรุ๊ต ยังคงชวนเหล่าวันเดอเรอร์มาสำรวจร่างกายและจิตใจผ่านเสียงและกิจกรรมต่างๆ โดยมีไฮไลท์ด้าน Wellness อย่าง ประสบการณ์การนวดไทย โดย Sebastian Bruno การฝึกหายใจ SOMA และการอาบน้ำแข็ง (ice bath) โดย Devrim Zahir รวมไปถึงการเปล่งเสียงร้องบำบัด OM Choir โดย Tian Daphne และ พิธีบำบัดจิตใจด้วยโกโก้ โดยกลุ่ม Cacao Ceremony Bangkok พร้อมกันนี้เหล่า วันเดอเรอร์ยังจะได้พบกับอินสตอลเลชั่นศิลปะใหม่ๆ ภายในงาน เช่น รูปปั้นทองแดง The Grower โดย ดุษฎี ฮันตระกูล (Dusadee Huntrakul) สื่อศิลปะเพื่อการมีส่วนร่วม Pinarak โดย Waft Lab และ วิวัฒนาการใหม่ของอินสตอลเลชั่นสุดไอคอนิก แกลเลอรี่รถบัสหมอลำ (Molam Bus) ที่จะปรับปลี่ยนเพื่อเน้นย้ำวัฒนธรรมร่วมสมัยหมอลำให้เด่นชัดยิ่งขึ้นในงาน

เหล่าวันเดอเรอร์เตรียมพบกับเวทีและพื้นที่สุดโปรด อย่าง Polygon, Solar Village, Quarry และ Creature Stage ได้เหมือนเช่นเคย ขณะที่ Molam Village ขยายพื้นที่ให้ทุกคนได้ม่วนกับการสำรวจและสัมผัสประสบการณ์เฉพาะของวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเต็มที่ และยังมี 3 แลนด์มาร์ค ใหม่ที่เตรียมเปิดตัวใน เดอะฟิลด์ ปีนี้หนึ่งในนั้นคือโซนที่อุทิศให้แก่ดนตรีประกอบบรรยากาศ ซึ่งจะมีอีกหนึ่งจุดอยู่ใน Ancestral Forest ที่กำลังจะมีอายุครบหนึ่งปี นับจากการเปิดตัวครั้งแรกในปีที่ผ่านมา โดยกิจกรรมต่างๆ ภายในงานปีนี้ จะมุ่งเน้นเกี่ยวกับเสียงที่จะพาเหล่าวันเดอเรอร์ดำดิ่งเข้าไปสำรวจเบื้องลึกของจิตใจและเชื่อมต่อกับธรรมชาติรอบตัวมากยิ่งขึ้น แนวทางของดนตรีจะถูกสร้างสรรค์เพื่อให้ส่งเสริมคอนเซ็ปต์ของวันเดอร์ฟรุ๊ต ซึ่งต่อยอดจากแนวคิดการกะเทาะเปลือกไข่จักรวาล หรือ The Cosmic Egg พร้อมพบกับโฉมใหม่ของ Ethos Pavillion ที่วิวัฒน์สู่ Unconditional Space และพิธีต่างๆ ที่จะพาคุณไปพบกับพุทธิปัญญาภายใน อย่างการเข้าฌาณ ฯลฯ

ทั้งนี้ วันเดอร์ฟรุ๊ต ได้เปิดจำหน่ายบัตรเข้างานเฟสติวัลครั้งสุดท้ายของงานปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 18-21 กันยายน เวลา 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เพียง 72 ชั่วโมงเท่านั้นที่เหล่าวันเดอเรอร์จะสามารถซื้อบัตรเข้างาน ประเภท Weekend Pass ได้ในราคา 7,500 บาท (หรือ 215 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ) จำนวนบัตรเข้างาน Weekend Pass มีจำนวนจำกัด และเปิดให้ซื้อได้สูงสุด 4 ใบ ต่อการซื้อหนึ่งครั้ง

สำหรับวันเดอเรอร์ที่พลาดการซื้อบัตรเข้างานในรอบก่อนหน้านี้ และต้องการซื้อบัตรเข้างาน ประเภท 5-Day Full Pass (สามารถเข้างานได้ทุกวัน) ทีมสแครทช์ เฟิร์ส ผู้จัดงานได้จัดสรรออปชั่น การอัปเกรดบัตรเป็น Full Pass ในจำนวนจำกัด โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกอัปเกรดบัตรได้ก่อนขั้นตอนการจ่ายเงิน ซึ่งส่วนต่างในการอัปเกรดบัตรจาก Weekend Pass เป็น Full Pass อยู่ที่ 2,000 บาท (หรือ 70 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ) ตามที่ระบุข้างต้น และเมื่อโควตาหมดแล้วจะไม่มีออปชั่นดังกล่าวให้เลือก (ให้สิทธิ์สำหรับผู้ที่เลือกซื้อก่อนตามลำดับ) สำหรับบัตร Weekend Pass ผู้ซื้อจะสามารถเข้างานได้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคมนี้ เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ขณะที่บัตรแบบ Full Pass ผู้ซื้อจะสามารถเข้างานได้ตลอดทั้ง 5 วันของการจัดงาน

สำหรับคนที่ต้องการจะจำหน่ายบัตร หรือ ส่งต่อบัตรที่ซื้อไปแล้ว เนื่องจากไม่สามารถเข้าร่วมงานได้วันเดอร์ฟรุ๊ตเตรียมเปิด Wonder Market ตลาดสำหรับการซื้อขายและส่งต่อบัตรอย่างเป็นทางการของงาน ซึ่งจะประกาศให้ทราบภายหลังในปีนี้ทั้งนี้ สามารถติดตามเว็บไซต์ของวันเดอร์ฟรุ๊ต เพื่ออัปเดตกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ รวมถึงรายละเอียดการเดินทางและที่พัก โดยขณะนี้ยังคงมีออปชั่นที่พักอีกมากมายให้เลือกสรร ตั้งแต่ Boutique Tents, RVs ฯลฯ เป็นต้น

27 ปี วัตสัน ประเทศไทย กับความตั้งใจสร้างสรรค์สังคมแห่งความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757895

27 ปี วัตสัน ประเทศไทย กับความตั้งใจสร้างสรรค์สังคมแห่งความยั่งยืน

27 ปี วัตสัน ประเทศไทย กับความตั้งใจสร้างสรรค์สังคมแห่งความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลา 27 ปีของ วัตสัน ประเทศไทย มีเป้าหมายหลักของการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์ประสบการณ์การช็อปปิ้งที่เหนือระดับ หรือสร้างการเข้าถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามให้กับทุกคนเท่านั้น แต่อีกหนึ่งหัวใจสำคัญ คือความรับผิดชอบต่อสังคม และการทำให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้น ด้วยการสร้างสังคมที่แข็งแกร่งและเดินหน้าเติบโตไปพร้อมๆ กัน ผ่านแนวคิด “Put a smile on our customers’ faces today and tomorrow” ซึ่งเป็นสิ่งที่วัตสันให้ความสำคัญมาโดยตลอด

ด้วยเป้าหมายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่สำคัญของ A.S. Watson Group ในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) และความรับผิดชอบต่อสังคม วัตสันจึงให้ความสำคัญต่อความยั่งยืนผ่านโครงการสนับสนุนความเป็นอยู่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและสตรีที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานสุขภาพที่ดี จิตใจที่แข็งแกร่ง เสริมสร้างความมั่นใจ และสร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนในสังคม ผ่านกิจกรรมแคมเปญการกุศลที่ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

นวลพรรณ ชัยนาม

วัตสัน ประเทศไทย สนับสนุน เคียงข้าง สร้างพลังใจให้กับเด็กและสตรีในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม ได้เดินหน้าช่วยเหลือเด็กและสตรีกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือจากปัญหาวิกฤตรอบด้าน ผ่านการสนับสนุน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ หรือบ้านพักฉุกเฉิน ในแคมเปญ“Green Ribbon” กิจกรรมจำหน่ายโบสีเขียวในวันสตรีสากลโลก(International Women’s Day) ที่จัดขึ้นต่อเนื่องมาแล้วกว่า 10 ปี รวมไปถึง “การประมูลและจำหน่ายตุ๊กตาการกุศล” เนื่องในโอกาสครบรอบของวัตสัน ประเทศไทย เพื่อระดมทุนสนับสนุนบ้านพักฉุกเฉินโดยไม่มีการหักค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ วัตสัน ประเทศไทย ยังได้สนับสนุนการเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน ผ่านแคมเปญ “Do Good Together” โดยการบริจาคผ้าอนามัยให้กับโรงเรียนทั่วภูมิภาคกว่า 20 โรงเรียน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆ ใส่ใจการมีสุขอนามัยที่ดี พร้อมเติบโตสู่สังคมอย่างแข็งแรง

อีกทั้ง การมีสุขภาพที่ดีนับเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่คนไทยต้องเผชิญ วัตสัน ประเทศไทย จึงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การคืนรอยยิ้มให้กับเด็กๆ ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ด้วยการจับมือร่วมกับลิสเตอรีน มอบรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แคมเปญ “GIVE A SMILE” ให้กับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย(Operation Smile Thailand) สนับสนุนการผ่าตัดศัลยกรรมฟรี ซึ่งทำต่อเนื่องมาแล้วกว่า 5 ปี สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของ A.S.Watson Group ในการตั้งเป้าคืนรอยยิ้ม10,000 รอยยิ้มภายในปี 2573 รวมไปถึงการส่งต่อความมั่นใจกลับคืนให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ประสบภาวะผมร่วงจากการรักษาด้วยเคมี ผ่านโครงการ “Smile for Good” โดยการบริจาคผ้าคลุมผมทำมือพร้อมผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพตราวัตสันให้กับผู้ป่วย ด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากพนักงานวัตสันในการเย็บผ้าคลุมผมกว่า 100 ชิ้น เพื่อมอบให้กับแผนกกองศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมจิตอาสาเพื่อกลุ่มคนเปราะบางที่เกิดจากความทุ่มเทของพนักงานวัตสันอีกมากมาย เพื่อตอบแทนสังคมไทยและคืนรอยยิ้มให้กับผู้คนในชุมชนที่วัตสันให้ความสำคัญมาโดยตลอด

นวลพรรณ ชัยนาม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ทุกกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นของวัตสันนั้น นับเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน ที่ได้
เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณค่าที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะเรามีความเชื่อว่า ความสำเร็จของวัตสันนั้น ไม่ใช่แค่เพียงผลักดันการเติบโตทางธุรกิจอย่างเดียวเท่านั้น แต่การส่งเสริม ชุมชน พนักงาน ผู้คน และโลกของเราก็เป็นเป้าหมายที่สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้สังคมของเราสามารถเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน ไปพร้อมๆ กับเรา”

บำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 100 ปี วันประสูติ-30 ปี เสด็จฯ มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757953

บำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  100 ปี วันประสูติ-30 ปี เสด็จฯ มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน

บำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 100 ปี วันประสูติ-30 ปี เสด็จฯ มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร ถวายพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่ง มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครบรอบ 30 ปี แห่งการเสด็จพระราชทานทุนการศึกษารวมถึงครบรอบ 35 ปี การก่อตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน พร้อมกันนี้ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา 130 ทุน ถวายเป็นพระกุศลและนิทรรศการเทิดพระเกียรติ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 ณ โรงเรียนวัดทองใน เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน กล่าวว่า มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พุทธศักราช 2531 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์นักเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวันอุปกรณ์การศึกษา เครื่องแต่งกาย สวัสดิการ และมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนตลอดจนบำรุงและส่งเสริมการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนวัดทองใน

“เมื่อวันที่ 16 กันยายน พุทธศักราช 2536 มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยี่ยมราษฎรในชุมชน และทอดพระเนตรการดำเนินงานของมูลนิธิฯ พร้อมทั้งพระราชทานทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนซึ่งกำลังศึกษาในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครเขตพระโขนงเก่า ในโอกาสนั้นทรงมีพระกรุณาธิคุณพระราชทานเงินจากกองทุนสมเด็จย่า จำนวน 100,000 บาท(หนึ่งแสนบาท) และในปีต่อมาได้พระราชทานเงินจากทุนการกุศล กว. อีก100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท (สองแสนบาท) เพื่อใช้ในการสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชน นับเป็นพระกรุณาธิคุณและยังความปลื้มปีติแก่คณะกรรมการมูลนิธิฯ อย่างหาที่สุดมิได้ และเงินพระราชทานจำนวนดังกล่าวนั้น คณะกรรมการมีมติที่จะไม่นำออกมาใช้ แต่เก็บไว้เป็นทุนทรัพย์ที่เป็นมงคลยิ่ง จนถึงทุกวันนี้”

ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน กล่าวต่อว่า ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ คณะกรรมการมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน จึงมีมติให้ทุกวันที่ 16 กันยายน ของทุกปี
จัดพิธีบำเพ็ญกุศลและมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน ถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน

“ในปี 2566 เป็นปีครบรอบ 100 ปีวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2566 ยังเป็นวาระครบรอบ30 ปี แห่งการเสด็จพระราชทานทุนการศึกษา รวมถึงครบรอบ 35 ปี การก่อตั้งมูลนิธิฯ คณะกรรมการมูลนิธิฯ จึงได้พร้อมใจกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในวาระดังกล่าว ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรถวายแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจริญพระพุทธมนต์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ รวมถึงการมอบทุนการศึกษาจำนวน 130 ทุน ให้แก่ นักเรียนโรงเรียนในสังกัดเขตพระโขนงเก่ารวม 54 โรงเรียน นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อีกด้วย”

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ทรงศรกัลยา ณ สุนทร รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร, สุภมาส เลขาจารกุล ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง, ณภาคย์ บุญเงิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคลองเตย, หัวหน้าฝ่ายการศึกษาเขตต่างๆ รวมถึงผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนที่ได้รับทุน, ภานุมาตีฐต์ สมุทรคีรีจ์, อรนภา กฤษฎี, ดร.โฉมฉาย อรุณฉาน ร่วมงาน โดยมี นริศรา เปรมศรี ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนวัดทองใน และรองประธานคณะกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณาจารย์และเจ้าหน้าที่โรงเรียนวัดทองในต้อนรับ

พระราชพัฒนโสภณ เจ้าอาวาสวัดทุ่งเศรษฐี พระราชาคณะ ประธานสงฆ์ และ ดร.พระมหานุกูล อภิปุณโณ เจ้าอาวาสวัดทองใน

พระราชพัฒนโสภณ เจ้าอาวาสวัดทุ่งเศรษฐี พระราชาคณะ ประธานสงฆ์ และ ดร.พระมหานุกูล อภิปุณโณ เจ้าอาวาสวัดทองใน

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ เปิดกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพ ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ เปิดกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพ ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ประธานพิธีจุดเครื่องทองน้อย หน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ประธานพิธีจุดเครื่องทองน้อย หน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ประธานพิธีทอดผ้าไตรพระราชทานถวายแด่คณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

ประธานพิธีทอดผ้าไตรพระราชทานถวายแด่คณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน

นริศรา เปรมศรี, จตุชัย พุ่มสาขา, โสภา อมราศรัยศรี, วิไล
อรรถวิไล, สุมนา อภินรเศรษฐ์, พัชรา มาดล, ภานุมาตีฐต์
สมุทรคีรีจ์ และ อร่ามรัตน์ บุณยรักษ์โยธิน

นริศรา เปรมศรี, จตุชัย พุ่มสาขา, โสภา อมราศรัยศรี, วิไล อรรถวิไล, สุมนา อภินรเศรษฐ์, พัชรา มาดล, ภานุมาตีฐต์ สมุทรคีรีจ์ และ อร่ามรัตน์ บุณยรักษ์โยธิน

คณะครูโรงเรียนวัดทองใน นำโดย ผอ.นริศรา เปรมศรี, นภดล พูนเพิ่มสิน, อาภาวดี วงษ์วรรณ,สุพัตตา โพธิรุด, ยุพิน มาพล, วิจิตรา อู่เงิน,จิราวรรณ อันทะโคตร,โสรยา สุทธหลวง และ พจนา ศรีชินราช

คณะครูโรงเรียนวัดทองใน นำโดย ผอ.นริศรา เปรมศรี, นภดล พูนเพิ่มสิน, อาภาวดี วงษ์วรรณ,สุพัตตา โพธิรุด, ยุพิน มาพล, วิจิตรา อู่เงิน,จิราวรรณ อันทะโคตร,โสรยา สุทธหลวง และ พจนา ศรีชินราช

คณะครูและนักเรียนในเขตพระโขนงเก่า ที่ได้รับทุนการศึกษาร่วมชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ

คณะครูและนักเรียนในเขตพระโขนงเก่า ที่ได้รับทุนการศึกษาร่วมชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ

ทรงศร กัลยา ณ สุนทร, สุภมาส เลขาจารกุล, สุมนา อภินรเศรษฐ์ และ
ภานุมาตีฐต์ สมุทรคีรีจ์

ทรงศร กัลยา ณ สุนทร, สุภมาส เลขาจารกุล, สุมนา อภินรเศรษฐ์ และ ภานุมาตีฐต์ สมุทรคีรีจ์

โสภา อมราศรัยศรี, วิไล อรรถวิไล, พัชรา มาดล, อรนภา กฤษฎี, ภานุมาตีฐต์ สมุทรคีรีจ์,
สุภมาส เลขาจารกุล,ทรงศร กัลยา ณ สุนทร, ณภาคย์ บุญเงิน และ นริศรา เปรมศรี

โสภา อมราศรัยศรี, วิไล อรรถวิไล, พัชรา มาดล, อรนภา กฤษฎี, ภานุมาตีฐต์ สมุทรคีรีจ์, สุภมาส เลขาจารกุล,ทรงศร กัลยา ณ สุนทร, ณภาคย์ บุญเงิน และ นริศรา เปรมศรี

ประธานมูลนิธิฯ นำทีมผู้ใหญ่ใจดีร่วมกันมอบทุนการศึกษาจำนวน 130 ทุน ถวายเป็นพระกุศล

ประธานมูลนิธิฯ นำทีมผู้ใหญ่ใจดีร่วมกันมอบทุนการศึกษาจำนวน 130 ทุน ถวายเป็นพระกุศล

อร่ามรัตน์ บุณยรักษ์โยธิน,ศรินรัตน์ ดำรงสินศักดิ์,นิตยา สมพงศ์พาณิชย์,
สุทธิรัตน์ ฉัตรทิพา, สุมนา อภินรเศรษฐ์, สุภมาส เลขาจารกุล, ทรงศร กัลยา ณ สุนทร, นริศรา เปรมศรี, นิสาคร พงษ์ระดาวัลย์ และ พิมพ์ชยา ธนโชติชุติวัฒน์

อร่ามรัตน์ บุณยรักษ์โยธิน,ศรินรัตน์ ดำรงสินศักดิ์,นิตยา สมพงศ์พาณิชย์, สุทธิรัตน์ ฉัตรทิพา, สุมนา อภินรเศรษฐ์, สุภมาส เลขาจารกุล, ทรงศร กัลยา ณ สุนทร, นริศรา เปรมศรี, นิสาคร พงษ์ระดาวัลย์ และ พิมพ์ชยา ธนโชติชุติวัฒน์

สุมนา อภินรเศรษฐ์ มอบช่อดอกไม้แทนคำขอบคุณให้กับ ดร.โฉมฉาย อรุณฉาน, กฤษฎา สุขสำเนียง, และ อารยา ชิมศิริพจน์ ที่มาร่วมมอบเสียงเพลงอันไพเราะ

สุมนา อภินรเศรษฐ์ มอบช่อดอกไม้แทนคำขอบคุณให้กับ ดร.โฉมฉาย อรุณฉาน, กฤษฎา สุขสำเนียง, และ อารยา ชิมศิริพจน์ ที่มาร่วมมอบเสียงเพลงอันไพเราะ

น้องๆ นักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษา ร่วมสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล

น้องๆ นักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษา ร่วมสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล

‘ลำไส้’ กลไกสำคัญทำให้ร่างกายแข็งแรงคืนสู่สมดุล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757914

‘ลำไส้’ กลไกสำคัญทำให้ร่างกายแข็งแรงคืนสู่สมดุล

‘ลำไส้’ กลไกสำคัญทำให้ร่างกายแข็งแรงคืนสู่สมดุล

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ ใส่ใจเรื่องของสุขภาพไม่แพ้ความสวยความงาม ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ การรับประทานอาหาร รวมถึงให้ความสนใจ การดีท็อกซ์ลำไส้ เนื่องจาก ลำไส้ดีจะส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ และ ระบบการย่อยที่ดีส่งผลต่อการห่างไกลโรคร้าย

ตัวแทนคนรุ่นใหม่ จุ๋ย-จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา เซเลบริตี้ชื่อดังและเจ้าของธุรกิจอาหาร “ปูดองอันยอง” เปิดเผยว่า “ตนให้ความสำคัญกับการดูแลลำไส้อย่างมาก ค่อนข้างคัดกรองคุณภาพอาหารที่รับประทาน ใส่ใจสุขภาพ ออกกำลังกาย และยิ่งคุณพ่อเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ทำให้ตระหนักดูแลสุขภาพเชิงลึกมากขึ้น ส่วนตัวชื่นชอบแนวทางศาสตร์ชะลอวัย ประทับใจการบำบัด Colon Hydrotherapy การดีท็อกซ์ลำไส้หรือสวนล้างลำไส้ แบบระบบปิดที่ #APEXWellness ตนเองเป็นคนท้องผูก ครั้งแรกกับบริการนี้เปิดซิง เปิดโลก เปิดใจ วิธีการไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด ไม่ต้องอายนะคะทุกคนการดูแลสุขภาพสำคัญ ป้องกันก่อนเกิดโรคร้ายจุดเด่นเป็นการรักษาสมดุลแบคทีเรียตัวดีในลำไส้ ช่วยชะล้างสารพิษ ตะกรันของเสียตกค้างภายในผนังลำไส้ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันลดลงของเสียสะสมเหล่านี้เป็นเหตุของการเกิดโรคต่างๆ หลังรับโปรแกรมตนเองสามารถขับถ่ายได้เป็นระบบมากขึ้น ผิวพรรณดูสดใสขึ้น

นอกจากนี้ยังมีหลักการเลือกสถานที่ดูแลต้องได้มาตรฐาน แพทย์และพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านดูแลสุขภาพองค์รวม ซึ่งตนต้องยอมรับเลยว่าว่าลำไส้มีอิทธิพลต่อระบบร่างกายให้แข็งแรงอย่างมากจริงๆ ค่ะ”

ด้าน พญ.อริสรา โพธิ หรือ คุณหมอปูเป้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการด้านสุขภาพองค์รวมและชะลอวัย จาก APEX Wellness กล่าวเสริมว่า “ลำไส้ คือจุดเริ่มต้นที่ทรงอิทธิพลให้ร่างกายแข็งแรงและคืนสู่สมดุล ฉายา “สมองที่ 2” ของร่างกายมนุษย์ หลายท่านละเลยไม่ให้ความสำคัญ หลักการดูแลแนวทางเวลเนส หรือ ศาสตร์ชะลอวัย คือหากมีปัญหาท้องผูก การขับถ่ายไม่เป็นเวลา อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าผิวพรรณไม่สดใส หรือคุณแม่หลังคลอด ซึ่งเน้นการใส่ใจคุณภาพน้ำนม การบำบัดด้วย Colon Hydrotherapy (ดีท็อกซ์ลำไส้) ระบบปิดตอบโจทย์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สามารถดูแลได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เป็นการสวนล้างลำไส้ใหญ่ทั้งระบบด้วยน้ำอุ่นบริสุทธิ์ที่มีอุณหภูมิ 37.5-38.5 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิเดียวกันกับแกนกลางของร่างกาย เข้าสู่ทวารหนักทีละน้อย อย่างช้าๆ ผ่านท่อสวนขนาดเล็ก เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวทำให้เกิดการขับของเสียออกมา เหมือนการถ่ายปกติ

ซึ่งเทคโนโลยีสวนล้างลำไส้ระบบปิดที่ #APEXWellness มีข้อดีคือ เป็นการสวนล้างลำไส้ที่สะอาดล้ำลึก ปลอดภัย เพราะเป็นการสวนล้างได้ถึงลำไส้ส่วนต้น สามารถควบคุม
แรงดันน้ำ อุณหภูมิ อัตราการไหลของน้ำได้

“ลำไส้เป็นอวัยวะที่เก็บของเสียภายในร่างกาย หากสะสมมากๆ ไม่ได้รับการใส่ใจดูแล มักก่อโรค อาทิ ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง ความเหนื่อยล้า โรคผิวหนัง อาการซึมเศร้า มะเร็งลำไส้ใหญ่ ท้องผูกหรือท้องเสียบ่อย สิวอักเสบ ผิวหนังแห้งกร้าน มีกลิ่นปาก ภูมิแพ้ กระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายบริเวณช่องท้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอาการแน่นจุกเรอ หรือ ผายลมที่ไม่พึงประสงค์ ลดปัญหาท้องเสียหรือท้องผูก ลดอาการสิวเห่อ ทั้งนี้การสวนล้างลำไส้ระบบปิดเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต นอกจากช่วยให้ผิวพรรณสดใสแล้ว ยังลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ และมะเร็งเต้านมได้”

คุณหมอปูเป้ กล่าวต่อไปว่า “สำหรับคุณแม่หลังคลอด มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน และในบางท่านอาจมีปัญหาท้องผูกต่อเนื่อง วิธีดูแลคือการดื่มน้ำ รับประทานอาหารที่มีกากใย ลดอาหารประเภทของมันและของทอด สามารถเสริมด้วย “โพรไบโอติก” หากมีการรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นการปรับสมดุลให้แก่ลำไส้ เสริมแบคทีเรียดีเข้าสู่ในลำไส้สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้นภายในลำไส้นอกจากนี้ยังลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ข้อพึงระวังท่านใดมีปัญหาท้องผูก ลดความเสี่ยงด้วยการกินยาระบายหากรับประทานเป็นประจำอย่างต่อเนื่องยาวนานในปริมาณมาก ลำไส้อาจเกิดอาการขี้เกียจก่อปัญหาเรื้อรังและทำลายสุขภาพ อยากให้ทุกคนกลับมาดูแลสุขภาพแบบแบบพื้นฐานง่ายๆ เช่นการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ออกกำลังกายเพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหว หลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันสูง การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนช่วยทำให้ระบบการย่อยดีขึ้นและอิ่มเร็วขึ้นลดปัญหาโรคอ้วน บางครอบครัวมีกรรมพันธุ์เป็นมะเร็งลำไส้ เกิดความกังวล สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อมารับการบำบัดด้วย Colon Hydrotherapy ได้”

นอกจากนี้คุณหมอยังได้แนะการดูแลสุขภาพว่า “พฤติกรรมจะเป็นตัวชักนำให้เกิดโรค 85% ซึ่งมากกว่าจากกรรมพันธุ์เพียง 15% หากหลีกเลี่ยงกลุ่มอาหารปิ้งย่าง กลุ่มของทอดของมันได้จะยิ่งดี เน้นรับประทานผักผลไม้ที่มีประโยชน์ สารอาหาร 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม และตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามอวัยวะส่วนลำไส้เปรียบเหมือนสมองที่ 2 ของร่างกาย หากลำไส้ดี จะส่งผลอารมณ์ดี ผิวหน้าสดใส อ่อนเยาว์ ห่างไกลโรค องค์รวมร่างกายสมดุลค่ะ”

ระวังเด็กเล็กป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัส RSV

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757917

ระวังเด็กเล็กป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัส RSV

ระวังเด็กเล็กป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัส RSV

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้ปกครอง สังเกตอาการบุตรหลานอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระวังป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว โดยวิธีป้องกันคือ ให้บุตรหลานหมั่นล้างมือบ่อยๆ ดูแลสุขอนามัย ใส่/สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่มีคนหนาแน่น หากป่วยให้หยุดพักรักษา

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ มีโอกาสพบโรคติดต่อได้หลายโรค หนึ่งในนั้นคือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส (Respiratory Syncytial Virus : RSV) โดยข้อมูลการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัส RSV ในผู้ป่วยกลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (ILI) และกลุ่มอาการปอดบวมจากโรงพยาบาลเครือข่ายของกรมควบคุมโรค ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐด้านสาธารณสุข ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ส.ค. 2566 มีการส่งตรวจตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 5,411 ตัวอย่าง พบเป็นตัวอย่างติดเชื้อ RSV จำนวน 732 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 13.53 โดยพบมากที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ร้อยละ 52.23 รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 3-5 ปี ร้อยละ 34.92 และกลุ่มอายุ 6-15 ปี ร้อยละ 8.38 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 1.96

โรคนี้ติดต่อจากการไอจาม โดยการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเข้าผ่านทางจมูก ปาก และเยื่อบุตาทำให้เกิดโรค หรือการสัมผัสสิ่งของ เช่น ของเล่น ภาชนะที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ผู้ที่ได้รับเชื้อมักมีระยะฟักตัวของโรคเฉลี่ยอยู่ที่ 4-6 วัน หลังได้รับเชื้อ ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน 3-8 วันสำหรับการติดเชื้อในกลุ่มเด็กเล็ก เชื้อมีโอกาสลุกลามไปยังระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลม เนื้อปอด ทำให้เกิดอาการหลอดลมใหญ่อักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ และปอดอักเสบตามมา มักพบเด็กรับเชื้อจากการสัมผัสผู้ป่วยขณะที่ไปโรงเรียน ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก และยังสามารถแพร่เชื้อต่อให้กับคนในบ้านได้

ในระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายกับโรคไข้หวัด เช่น ไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หากมีอาการรุนแรงจะมีอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อยเสียงหายใจดังวี้ด รับประทานอาหารได้น้อย ซึมลง และอาจเสียชีวิตได้ ในโรงพยาบาลใหญ่จะมี Monoclonal antibody ใช้รักษา การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ โรคนี้สามารถพบได้ในผู้ป่วยทุกกลุ่มอายุ แต่กลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรง คือ เด็กเล็ก เด็กที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เด็กที่คลอดก่อนกำหนดผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคปอด โรคหัวใจ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

นายแพทย์โสภณ เอี่ยมสิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า แนะนำผู้ปกครองและครูในสถานศึกษาหมั่นสังเกตอาการติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี อย่างใกล้ชิดทุกวันโดยโรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการล้างมืออย่างถูกวิธีด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนมื้ออาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ดูแลสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น หากจำเป็นควรสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย ทำความสะอาดบ้านรวมทั้งของเล่นเด็กเป็นประจำ รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ หากพบเด็กมีอาการป่วย ควรแยกออกจากเด็กปกติเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ และพาไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาต่อไป สอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

คุณแหน : 21 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757951

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถองค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ ณ พระอุโบสถ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร 25 ก.ย.09.30 น..

●● “แพทย์จุฬา Charity Happy Melody Concert” เป็นคอนเสิร์ตการกุศลที่ขายบัตรใบละ 5 หมื่นบาท 200 ใบเกือบหมดแล้วด้วยคณะกรรมการมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เข้มแข็ง นำโดย รศ.นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิฯรศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯและผอ.รพ.จุฬาฯ..ฟังดนตรี ยุค 60 70 80 90 กับบทเพลงสนุกสุดเหวี่ยงและบทเพลงไพเราะประทับใจเชิญร่วมบริจาค เพื่อสนับสนุนการศึกษา วิจัย รวมถึงการให้บริการทางการแพทย์และวิชาการให้มีมาตรฐาน จัดแสดงรอบเดียวการ “ให้” และ “แบ่งปัน” 7 ต.ค. 17.00 น. ชั้น 12 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สอบถามฝ่ายปชส.คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ วัน-เวลาราชการ 02-2564183..

●● เพื่อนๆยินดีกับ พีรวิชญ์ วรรณวิทยาภา ที่ระวี พัวพรพงษ์ รับมาเป็น ประธานกรรมการบจ.เทคโนโลยี อินฟราสตรัคเจอร์ พร้อม อารยา ยมนา และ ราชิต ไชยรัตน์ เป็นกรรมการอิสระ..

●● อนุโมทนาบุญกับ ทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ที่ได้บริจาคเงินสนับสนุนเพื่อปรับปรุงห้องผู้ป่วยและถุงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทางการแพทย์ของ บจ.คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล ให้แก่ รพ.สมเด็จพระยุพราช เดชอุดม จ.อุบลราชธานี..

●● ดีใจกับ ฝ่ายการตลาด รพ.เวชธานี ได้รับ 2 รางวัลใหญ่ พร้อมกันในวันเดียว ทั้งรางวัล Silver Creator Award ของ YouTube ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 100,000 คน และรางวัล BRONZE STEVIE WINNER จาก The Stevie Awards (Asia-Pacific) ประเภทสาขา Award for Excellence in Innovation in Health Care Industries ในเรื่อง KING OF
BONES..

●● พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศึกษาปัญหาสัญญาโฮปเวลล์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งข่าวไทยชนะคดี “โฮปเวลล์” สิ้นสุดมหากาพย์อภิมหาโครงการด้านคมนาคมยาวนานถึง 33 ปี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 เปิดเบื้องหลังผลงานคดี “ค่าโง่โฮปเวลล์” ที่คาราคาซังมายาวนานกว่าสามสิบปี ยกย่อง สุทธิรักษ์ ยิ้มยัง “ยิ้ม”
เป็นนิติกร การรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ปิดทองหลังพระ ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจศึกษาค้นคว้าเตรียมข้อมูลถึงแม้จะไม่รู้ว่าได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ แต่ทำด้วยใจจริง ทำให้รัฐบาลไทยไม่ต้องจ่ายค่าโง่ 2.4 หมื่นล้านบาท (พร้อมดอกเบี้ย)..●●

 

น้อง