รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ‘พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม’ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

https://www.naewna.com/lady/845594

รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ‘พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม’  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ‘พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม’ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาชาติ จากการประชุมขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครั้งที่ 144 ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน พ.ศ.2555 ณ สำนักงานใหญ่องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ประชุมได้มีมติสนับสนุนและร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้ง “วันดินโลก” (World Soil Day) ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ต่อมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์(Emeritus Professor Dr. Stephen Nortcliff) กรรมการบริหารสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2556 และขอพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันดินโลก” เพื่อให้วันดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติเกิดความต่อเนื่องและจริงจังในการรณรงค์ด้านทรัพยากรดินในทุกระดับ

ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่เลี้ยงชีพโดยอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของดินมาช้านานแผ่นดินจึงเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ด้วยพระปรีชาญาณอันยิ่งใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงความเสื่อมโทรมของดิน อันเกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น บางแห่งเป็นดินเปรี้ยว ดินด่าง ดินเค็ม และบางแห่งก็ไม่มีดินเลย ซึ่งทรงเรียกดินเหล่านี้ว่า ดินแร้นแค้น นอกจากนี้ ความเสื่อมโทรมของดินยังเกิดจากการกระทำอันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของประชาชน เช่น การตัดไม้ทำลายป่าและการใช้พื้นที่โดยขาดการอนุรักษ์ จึงพระราชทานแนวพระราชดำริในการป้องกัน แก้ไข และพัฒนาทรัพยากรดินเป็นอเนกประการ ซึ่งล้วนแต่นำประโยชน์สุขมาสู่เกษตรกรทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญในงานอนุรักษ์และฟื้นฟูที่ดินที่มีสภาพธรรมชาติและปัญหาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค จึงมีพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เน้นเฉพาะเรื่องมากขึ้น เช่น การศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินทราย ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาดินพรุ ในภาคใต้ และที่ดินชายฝั่งทะเล รวมถึงงานในการแก้ไขปรับปรุงและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมพังทลายจากการชะล้างหน้าดิน ตลอดจนการทำแปลงสาธิตการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในบางพื้นที่ที่มีปัญหาในเรื่องดินเสื่อมโทรมด้วยสาเหตุต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินทั้งหลายสามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อีก โครงการต่างๆ ในระยะหลังจึงเป็นการรวบรวมความรู้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติจากหลากหลายสาขามาใช้ร่วมกันในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และที่ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ แนวคิดและตัวอย่างการจัดการทรัพยากรดินในศูนย์ศึกษาการพัฒนาทุกแห่ง

ตัวอย่างแนวพระราชดำริ ก็คือ การอนุรักษ์และฟื้นฟูดินโดยวิธีการธรรมชาติ มีดังนี้ 1.การแก้ปัญหาการใช้ที่ดินและการอนุรักษ์ดิน ทรงส่งเสริมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดินได้ดําเนินการวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการพระราชดำริ ได้แก่ พื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดพื้นที่ลาดชันให้เป็นพื้นที่ปลูกป่าพื้นที่ลอนลาดเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งการแก้ปัญหาสภาพดินในพื้นที่การเกษตร และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยวิธีการทางธรรมชาติ

2.การแก้ไขการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณที่ลาดชัน มีพระราชดําริในการฟื้นฟูป่าไม้ให้เกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้ผืนดินบริเวณนั้นเกิดความชุ่มชื้น  โดยให้ไม้ยืนต้นในท้องถิ่นและหญ้าเติบโตโดยธรรมชาติ ในพื้นที่ที่ผ่านการขุด ตัก และไถหน้าดินจนหมด จนไม่สามารถนําไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรที่ดินประเภทเหล่านี้มีอยู่ในพื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอชะอํา จังหวัดเพชรบุรี พื้นที่ในโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเพื่อทรงงานในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทรงมีรับสั่งถึงวิธีการอนุรักษ์ดินในพื้นที่โครงการ โดยไม่ไถหน้าดินก่อนการปลูกพืช ดังนี้

“…ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมักจะเปิดหน้าดิน (ปอกเปลือก) ดินแล้วทําการเกษตร ซึ่งยังถือว่าเป็นวิธีการผิดธรรมชาติจะเกิดปัญหาในอนาคต ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯทําการเกษตรอย่างไม่ทําลายธรรมชาติ เช่น การไม่ไถพรวนเปิดหน้าดิน (ปอกเปลือก) เปลือยดิน เป็นต้น โดยให้ทุกโครงการในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทําเป็นตัวอย่าง แล้วหาทางแนะนําให้ราษฎรทําต่อไป…”

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มตามแนวพระราชดําริ ตําบลเขาชะงุ้ม อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นโครงการ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทําขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติฯ ครบ 5 รอบ และเนื่องในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พื้นที่ดังกล่าว พลตํารวจตรี
ทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินประมาณ 699 ไร่ซึ่งเดิมเป็นฟาร์มปศุสัตว์ และมีการขุดดินลูกรังขายพื้นที่โครงการจึงสูญเสีย หน้าดินจนหมด เหลือเพียงแต่ดินลูกรังทั้งสิ้น

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 พระราชทานพระราชดําริ แก่ นายสนาน รีมวานิช อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน สรุปได้ดังนี้คือ “ให้ดําเนินการศึกษาหาวิธีการปรับปรุงบำรุงดินเสื่อมโทรมให้สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ ทดสอบ วางแผน และจัดระบบปลูกพืช ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยดําเนินการในลักษณะเป็นศูนย์สาขาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย”ภายหลังจาการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่โครงการในครั้งแรกยังได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อติดตามผลการดำเนินงานในปี พ.ศ.2535 และในปี พ.ศ.2539 โดยพระราชทานพระราชดำริให้ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำในบริเวณพื้นที่นี้ด้วย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ทรงมีพระราชดําริให้ทดลองปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน เช่น การปลูกหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลาที่ลาดเอียง บริเวณขอบแปลงผัก บริเวณที่ลาดชันในภูมิประเทศ โดยพระราชทาน พระราชดำริครั้งแรกแก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงกาครอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2534 และต่อมายังได้พระราชทานพระราชดำริแก่ผู้เกี่ยวข้องในวาระต่างๆ สรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

“…หญ้าแฝกเป็นพืชที่มีระบบรากลึก แผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ เป็นแผงเหมือนกําแพงช่วยกรองตะกอนดิน และรักษาหน้าดินได้ดี จึงควรนำมาศึกษา และทดลองปลูกในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดําริ และพื้นที่อื่นๆ ที่เหมาะสมอย่างกว้างขวาง โดยพิจารณาจากลักษณะของภูมิประเทศ คือ บนพื้นที่ภูเขาให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวขวางของความลาดชัน และในร่องน้ำ ของภูเขา เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และช่วยเก็บกักความชื้นของดิน ไว้ด้วย บนพื้นราบ ให้ปลูกหญ้าแฝกรอบแปลงหรือปลูกในแปลงแปลงละ 1 หรือ 2 แนว ส่วนแปลงพืชไร่ให้ปลูกตามร้องสลับกับพืชไร่ เพื่อที่รากของหญ้าแฝกจะอุ้มน้ำไว้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในดิน และหญ้าแฝกจะเป็นตัวกักเก็บไนโตรเจน และกำจัดสิ่งเป็นพิษ หรือสารเคมีอื่นๆ ไม่ให้ไหลลงไปยังแม่น้ำลำคลอง โดยกักให้ไหลลงไปใต้ดินแทน การปลูกรอบพื้นที่เก็บกักน้ำ เพื่อป้องกันดินพังทลายลงไปในอ่างเก็บน้ำ ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่ตื้นเขิน ตลอดจนช่วยรักษาหน้าดินเหนืออ่าง และช่วยให้ป่าไม้ในบริเวณพื้นที่รับน้ำสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว ในบริเวณที่มีหญ้าคาระบาด ควรปลูกเพื่อเป็นแนวป้องกันตะกอน และดูดซับสารพิษต่างๆ ไว้ในราก และลำต้นได้นานจนสารเคมีนั้นสลายตัวเป็นปุ๋ยสำหรับพืชต่อไป ทั้งนี้ให้บันทึกภาพก่อนดำเนินการ และหลังดำเนินการไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผลของการศึกษาทดลองควรเก็บข้อมูลทั้งทางด้านการเจริญเติบโตของลำต้น และรากความสามารถในการอนุรักษ์เพื่อความสมบูรณ์ของดิน และการเก็บความชื้นในดิน และเรื่องพันธุ์หญ้าแฝกต่างๆ ด้วย…”

จากแนวพระราชดำริดังกล่าว ทำให้หญ้าแฝกมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำของประเทศ ซึ่งถ้าหากมีการใช้อย่างแพร่หลายเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสภาพการใช้ที่ดิน จะช่วยลดปัญหาการพังทลายของดินได้ เป็นอย่างมากนอกจากนี้ ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10,000 เหรียญสหรัฐ ให้แก่ธนาคารโลกเพื่อใช้สนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับหญ้าแฝกอีกด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารโลก ได้ตีพิมพ์เผยแพร่พระราชกรณียกิจเรื่องหญ้าแฝก ลงในเอกสาร Vetiver Newsletter No. 11, เดือนมิถุนายน พ.ศ.2537 ให้สมาชิกทราบทั่วโลก และด้วยผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แจ้ง ทางสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำนานาชาติ จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลในฐานะทรงเป็นนักอนุรักษ์ดินและน้ำดีเด่นของโลก เมื่อปีพ.ศ.2537 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงปัญหาการพังทลายของดินในบริเวณที่มีการตัดถนนสายใหม่ จากบ้านสันกองขึ้นไปยังพระธาตุดอยตุง ดังนั้น ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2535 ในขณะที่เสด็จพระราชดำเนินมาเฝ้าฯ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วังสระปทุม ทรงนำเอกสารเรื่อง หญ้าแฝกมาถวาย และได้ทรงอธิบายถึงคุณสมบัติของหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งทรงทดลองได้ผลมาแล้วในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ทั่วประเทศ หลังจากนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงมีพระราชดำริให้นำหญ้าแฝกมาทดลองเพื่อแก้ปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ในโครงการพัฒนาดอยตุงต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร “โครงการพัฒนาหญ้าแฝกในโครงการพัฒนาดอยตุง” ทรงพบว่า ผลการทดลองปลูกหญ้าแฝกในที่ลาดเอียงได้ผลน่าพอใจ

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงทดลองปลูกหญ้าแฝกสายพันธุ์ต่างๆ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาทั้ง 6 แห่ง ซึ่งพบว่า การปลูกหญ้าแฝกขวางการลาดเทของภูมิประเทศ จะช่วยหยุดตะกอนดินมิให้เคลื่อนตัว เช่น ในพื้นที่ลาด 5% มีการทดลองปลูกหญ้าแฝกตามระยะระหว่างแถวของแปลง ข้าวโพด และถั่งลิสง พบว่ามีการสูญเสียหน้าดินเพียง 0.92-2.27 ตันต่อไร่ต่อปี ในขณะที่พื้นที่ที่ไม่มีการปลูกหญ้าแฝกในแปลงพืชไร่ชนิดเดียวกัน มีการสูญเสียหน้าดินสูงถึง 5.27 ตันต่อไร่ต่อปี อีกทั้ง แฝกยังสามารถรักษาความชุ่มชื้นในดินมากกว่าอีกด้วย

ต่อมาหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้นำแฝกไปปลูกในพื้นที่โครงการต่างๆ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์นำแฝกไปปลูกในแปลงสาธิต กรมป่าไม้ปลูกในบริเวณที่ลาดชันในโครงการอนุรักษ์ต้นไม้ กรมชลประทาน ปลูกในบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำกรมพัฒนาที่ดินนำแฝกไปปลูกตามชอบแหล่งน้ำและร่องน้ำ ช่วงปลูกที่เหมาะสมคือช่วงต้นฤดูฝนหรือปลายฤดูฝน ในปัจจุบันได้มีการปลูกหญ้าแฝกในระดับไร่นาในแปลงของเกษตรกรอย่างแพร่หลายซึ่งช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างได้ผลในวงกว้าง

นอกจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริให้ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำแล้ว อีกหนึ่งในพระอัจฉริยภาพด้านดิน ก็คือ โครงการแกล้งดินโดยสืบเนื่องจากการได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานและทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคใต้อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปีพ.ศ.2516 เรื่อยมา ทำให้ทรงทราบว่าราษฎรในพื้นที่แถบจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดใกล้เคียงประสบปัญหาอยู่นานัปการ ราษฎรขาดแคลนที่ทำกิน อันเป็นสาเหตุสำคัญในการดำรงชีพพื้นที่ดินพรุที่มีการระบายน้ำออกจะแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด เนื่องจากสารไพไรท์ที่มีอยู่ในดินทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศแล้วปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมามากจนถึงจุดที่เป็นอันตรายต่อพืชที่ปลูกหรือทำให้ผลผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ณ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปีพ.ศ.2524 เพื่อศึกษาและปรับปรุงแก้ไขปัญหาพื้นที่พรุให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและด้านอื่นๆ ได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2527 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่อง “แกล้งดิน” ความว่า “…ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัดโดยการระบายน้ำให้แห้งและศึกษาวิธีการแกล้งดินเปรี้ยว เพื่อนำผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาเรื่องนี้ในเขตจังหวัดนราธิวาสโดยให้ทำโครงการศึกษาทดลองในกำหนด 2 ปี และพืชที่ทำการทดลองควรเป็นข้าว…”

เมื่อผลของการศึกษาทดลองสำเร็จผลชั้นหนึ่ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้นำผลการศึกษาทดลองขยายผลสู่พื้นที่ทำการเกษตรของราษฎร ที่ประสบปัญหาดินเปรี้ยวจัดซึ่งในเรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้ทรงมีพระราชดำริว่า “…พื้นที่บริเวณบ้านโคกอิฐและโคกในเป็นดินเปรี้ยว เกษตรกรมีความต้องการจะปลูกข้าว ทางชลประทานได้จัดส่งน้ำชลประทานให้ ก็ให้พัฒนาดินเปรี้ยวเหล่านี้ให้ใช้ประโยชน์ได้ โดยให้ประสานงานกับชลประทาน…”

จากการพัฒนาบ้านโคกอิฐและบ้านโคกในปรากฏว่าราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว สามารถปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยพร้อมกับทรงมีรับสั่งว่า “…เราเคยมาโคกอิฐโคกใน มาดูเขาชี้ตรงนั้นๆ เขาทำ แต่ว่าเขาได้เพียง 5 ถึง 10 ถัง แต่ตอนนี้ได้ขึ้นไปถึง 40-50 ถังก็ใช้ได้แล้ว เพราะว่าทำให้เปรี้ยวเต็มที่แล้ว โดยที่ขุดอะไรๆ ทำให้เปรี้ยวแล้วก็ระบาย รู้สึกว่านับวันเขาจะดีขึ้น…อันนี้สิเป็นชัยชนะที่ดีใจมาก ที่ใช้งานได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็ดีขึ้น..แต่ก่อนชาวบ้านเขาต้องซื้อข้าว เดี๋ยวนี้เขามีข้าวอาจจะขายได้”ปัจจุบันมีการนำผลการศึกษาทดลองไปขยายผลแก่ราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการนำผลของการ “แกล้งดิน” นำไปใช้ในพื้นที่จังหวัดนครนายกและจังหวัดนครศรีธรรมราช อีกด้วย ดังนั้น “โครงการแกล้งดิน” จึงเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับราษฎรทั่วทั้งประเทศ ซึ่งรวมถึงโครงการในพระราชดำริอีกหลายโครงการ ที่ยังประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อการอนุรักษ์พื้นฟูดินการปรับปรุง คุณภาพดิน และการจัดการทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตทางการเกษตรที่สําคัญยิ่ง

นับเป็นพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพที่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกรไทย ควรน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ศิริราชขาดแคลนเลือดสำรองทุกหมู่

https://www.naewna.com/lady/845575

ศิริราชขาดแคลนเลือดสำรองทุกหมู่

ศิริราชขาดแคลนเลือดสำรองทุกหมู่

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศิริราช ขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อสำรองเลือดให้เพียงพอต่อผู้ป่วยที่รอรับการรักษา และเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากปัจจุบันอัตราการบริจาคลดลง

รศ.ร.อ.หญิง พญ.ปาริชาติ เพิ่มพิกุล

รศ.ร.อ.หญิง พญ.ปาริชาติ เพิ่มพิกุล หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เปิดเผยว่า ขณะนี้อัตราการมาบริจาคเลือดที่โรงพยาบาลศิริราชถือว่าลดลงในทุกหมู่เลือด จึงประกาศขอรับบริจาคเลือดทุกหมู่ เพื่อดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช

เนื่องจากโรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ขนาด 2,200 เตียง ต้องใช้เลือดในการรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะขณะนี้ขาดแคลนเลือดสำรองหมู่ เอ, บี, เอบี, โอ ตามลำดับ ซึ่งต้องใช้มากถึงวันละ 150-200 ยูนิต นอกจากนี้ยังต้องสำรองเลือดให้กับผู้ที่จองไว้สำหรับการผ่าตัดด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้มีเลือดเพียงพอที่จะรักษาผู้ป่วยโดยไม่ต้องกังวล อย่างน้อยต้องได้รับการบริจาคไม่ต่ำกว่าวันละ 250 ยูนิต แต่เนื่องจากปัจจุบันมีผู้มาบริจาคเลือดลดลง อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ต้องการมาบริจาคเลือดขอให้เตรียมร่างกายให้พร้อม โดยพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 5 ชั่วโมง น้ำหนัก 48 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อที่จะนำเลือดมาปั่นแยกเอาผลิตภัณฑ์ไปใช้อย่างอื่นร่วมด้วย และต้องไม่มีโรคประจำตัว ทั้งนี้ สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ตามปกติ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง งดสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“จึงขอเชิญชวนประชาชนมาบริจาคเลือดเพื่อสำรองเลือดให้เพียงพอต่อผู้ป่วยที่รอรับการรักษา และเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดยในช่วงวันที่ 3-6 ธ.ค.2567 ผู้บริจาคเลือดจะได้รับหมวกเป็นที่ระลึกสามารถบริจาคเลือดได้ที่ อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา ชั้น 3 โรงพยาบาลศิริราช ทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์รับบริจาคเลือดศิริราช 02-4140100, 02-4140104”

ปรับเปลี่ยนการกิน อร่อยเต็มเปี่ยมโซเดียมเต็มคำ เตือนก่อน ‘ไตพัง’

https://www.naewna.com/lady/845573

ปรับเปลี่ยนการกิน อร่อยเต็มเปี่ยมโซเดียมเต็มคำ เตือนก่อน ‘ไตพัง’

ปรับเปลี่ยนการกิน อร่อยเต็มเปี่ยมโซเดียมเต็มคำ เตือนก่อน ‘ไตพัง’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จากข้อมูลจากกรมอนามัยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่าในปี 2565 มีคนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังมากกว่า 11.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 8,000,000 คนในปี 2563 และผู้ป่วยที่ต้องล้างไตเพิ่มขึ้นจาก 80,000 คนในปี 2563 เป็น 100,000 คนในปี 2565 ปัจจัยหลักที่นำไปสู่โรคไตเรื้อรังคือโรคเรื้อรังอย่าง เบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของผู้ป่วย นอกจากนี้ พฤติกรรมการกินเค็มเกินพอดี เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น คนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยวันละ 3,635 มก. ซึ่งสูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ระบุไม่ควรเกินวันละ 2,000 มก. หรือประมาณ 1 ช้อนชา

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า การกินเค็มหรือการบริโภคโซเดียมในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง ผู้ที่มีค่าไตสูงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไตและส่งเสริมให้ไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

“ไต” มีไว้ทำไม

“ไต” เปรียบเสมือนโรงงานบำบัดน้ำเสียภายในร่างกาย มีหน้าที่สำคัญในการกรองเลือด เพื่อกำจัดของเสียต่างๆ ที่เกิดจากการเผาผลาญ
อาหาร เช่น ยูเรีย ครีเอตินิน และสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกายทางปัสสาวะ นอกจากนี้ ไตยังมีหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ในร่างกายให้สมดุล ควบคุมความดันโลหิต สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และควบคุมระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกายอีกด้วย หากไตทำงานผิดปกติ จะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคโลหิตจาง โรคกระดูก และอาจนำไปสู่ภาวะไตวายในที่สุด

“โซเดียม” กระบวนการทำลายไตในระยะยาว

เมื่อบริโภคโซเดียมหรือเกลือในปริมาณที่สูง ไตจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขจัดโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย การสะสมของโซเดียมในเลือด
จะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำในหลอดเลือดเพิ่มความดันโลหิตสูงขึ้น และสร้างแรงดันในหลอดเลือดของไต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อมสภาพในระยะยาวนอกจากนี้ การบริโภคโซเดียมมากเกินไปยังส่งผลให้เกิดภาวะต่างๆ ที่ทำลายไต เช่น การอักเสบของเนื้อเยื่อไต เกิดจากโซเดียมสะสมที่กระตุ้นการอักเสบ ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ แรงดันที่เพิ่มขึ้นในหลอดเลือดไตทำให้เกิดการรั่วไหลของโปรตีน รวมถึงการเกิดนิ่วในไต โซเดียมกระตุ้นการขับแคลเซียมในปัสสาวะ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลึกนิ่วได้

แต่โซเดียมก็ไม่ได้เป็นวายร้ายไปซะทีเดียว ยังถือเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และช่วยในการดูดซึมสารอาหารบางชนิด เพียงแต่ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม 

ความหมายของคำว่า “ไตพัง”

ความเชื่อที่ว่า “การกินเค็ม” ทำให้ไตวายนั้นเป็นความเชื่อที่ถูกต้อง “เพียงบางส่วน” การรับประทาน “โซเดียม” ในปริมาณมากเกินไปอย่างต่อเนื่องต่างหาก จะส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น ทำให้ไตเสื่อมสภาพและเกิดโรคไตเรื้อรังได้ การลดการบริโภคโซเดียมสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น

– ลดการใช้เครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส รวมถึงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง อาหารรสเค็ม 

– เลือกอาหารสดแทนอาหารแปรรูป เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์สด

– อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง

– ปรุงอาหารเองเพื่อลดการเติมเกลือและซอสต่างๆ หรือลองปรุงรสด้วยสมุนไพรแทนการใช้เครื่องปรุงรสสำเร็จรูป

– หลีกเลี่ยงการเติมเกลือเพิ่มในอาหารสำเร็จรูป

– ดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยในการขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย

– ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความดันโลหิต และช่วยให้ไตทำงานได้ดีขึ้น

– ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอจะช่วยชะลอความเสื่อมของไต

– ตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยให้ทราบถึงภาวะสุขภาพของไตและสามารถรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

อาการเบื้องต้นของโรคไตที่พบบ่อย

ปัสสาวะผิดปกติ เป็นฟอง มีเลือดปน เปลี่ยนสี, ปัสสาวะบ่อยขึ้น หรือปัสสาวะน้อยลง มีอาการปวดแสบปวดร้อนขณะปัสสาวะ, อาการบวม
ที่เท้า หน้า และข้อเท้า, ความดันโลหิตสูงเพราะไตมีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิต หากไตทำงานผิดปกติความดันโลหิตอาจสูงขึ้น, รู้สึกเหนื่อยล้าเมื่อไตทำงานผิดปกติ จะไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย, เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนเป็นผลจากการสะสมของเสียในร่างกายมากเกินไป, ผิวหนังคัน การสะสมของของเสียในร่างกายอาจทำให้ผิวหนังคัน

เหตุใดจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการเหล่านี้

– การตรวจพบโรคไตในระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและชะลอความรุนแรงของโรคได้

-ป้องกันภาวะแทรกซ้อน หากปล่อยให้โรคไตเรื้อรังลุกลาม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น โรคหัวใจโรคหลอดเลือดสมอง และความดันโลหิตสูง

– รักษาคุณภาพชีวิต การรักษาโรคไตอย่างทันท่วงทีจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่เค็มที่ทำลาย “ไต” แต่ยังมี โรคเบาหวาน เป็นสาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรัง, ความดันโลหิตสูงเรื้อรังทำลายหลอดเลือดในไต, โรคทางพันธุกรรม,  การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจลุกลามไปยังไต,การใช้ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงต่อไตมการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ เช่น หินในไต หรือเนื้องอก รวมถึง ภาวะขาดน้ำเรื้อรัง 

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่าปล่อยให้ไตพังแล้วต้องมานั่งฟอกไต หลายคนอาจคิดว่า ไตมีตั้ง2 ข้าง เลยทำให้มองข้ามความสำคัญแต่รู้หรือไม่ว่า เมื่อเสียไตไปสักข้าง การใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “การฟอกไต” ไม่ใช่เพียงเรื่องของเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว แต่ยังหมายถึงความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า และความรู้สึกโดดเดี่ยวในห้องฟอกไตที่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ส่วน “การผ่าตัดเปลี่ยนไต” แม้จะดูเป็นทางรอด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้ไตใหม่ และยังต้องต่อสู้กับความเสี่ยงหลังการผ่าตัดอีกมากมาย ลองคิดถึงการสูญเสียไต 1 ข้างที่อาจมาจากพฤติกรรมเล็กๆ เช่น กินเค็มเกินไปหรือดื่มน้ำน้อยในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ฟังดูธรรมดาแต่สามารถนำไปสู่ความทุกข์ทรมานตลอดชีวิต อย่ารอให้ถึงวันที่คุณต้องนั่งบนเตียงฟอกไตกับคำถามในใจว่า“ทำไมฉันไม่ดูแลตัวเองตั้งแต่แรก” จงเริ่มดูแลไตตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป

ประชุมเชิงปฏิบัติการ

https://www.naewna.com/lady/845570

ประชุมเชิงปฏิบัติการ

ประชุมเชิงปฏิบัติการ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดย วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ศูนย์การเรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติฯ และโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท โรช

ไทยแลนด์ จำกัด จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ: ความเป็นไปได้ของการจัดตั้งกองทุนยามะเร็ง (Cancer Drugs Fund: CDF) ในประเทศไทย ครั้งที่ 3 โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธาน และได้รับเกียรติจาก กิตติกรโล่ห์สุนทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมการประชุมฯ ณ ห้องพระแม่ธรณี 4-5 ชั้น 1 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

ผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทานทุน โครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/lady/845589

ผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทานทุน  โครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2567

ผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทานทุน โครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ, นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ และ ศ.กิตติคุณ นพ.สมภพ ลิ้มพงศานุรักษ์ ประธานคณะกรรมการคัดเลือกโครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล แถลงผลการตัดสิน โดยมี ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ร่วมเป็นเกียรติในงานฯ

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล และ ศ.กิตติคุณ นพ.สมภพ ลิ้มพงศานุรักษ์ ประธานคณะกรรมการคัดเลือกโครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล แถลงผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทานทุนโครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2567 โดยมีศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเป็นเกียรติในงานฯ ณ ห้องจุฬาภรณ์ ตึกสยามินทร์ ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ, ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช, ศ.กิตติคุณ นพ.สมภพ ลิ้มพงศานุรักษ์ และ นิกรเดช พลางกูร

สำหรับผู้ได้รับพระราชทานทุน“โครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล” ประจำปี 2567 ได้แก่ เขมวิศว์ ศิริวงศ์ นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เสนอโครงการ “การวินิจฉัยและรักษามะเร็งเต้านมด้วยการรักษาแบบมุ่งเป้าโดยอาศัย Telomerase reverse transcriptase gene complex”, คณาธิป จงมีความสุข นิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 6คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอโครงการ “การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อศึกษาผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงทางหลอดเลือดต่อความเสื่อมถอยของสมอง”, ชุติพร ชาญณรงค์นิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 6 คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอโครงการ“การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มประชากรขนาดใหญ่อย่างเป็นระบบ เพื่อสุขภาพสมองที่ดีในผู้สูงวัย”, ฐิติพัฒน์ พัฒนาประทีป นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลเสนอโครงการ “การหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพเพื่อการวินิจฉัยแรกเริ่มและการพยากรณ์โรคไตเรื้อรังจากโรคเบาหวาน ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง โดยใช้เทคโนโลยีเมแทบโลมิกส์”, ปัณณพร การกลจักรนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เสนอโครงการ“การศึกษาและวิเคราะห์รหัสทางพันธุกรรมของรกที่มีการตายคลอดไม่ทราบสาเหตุ โดยใช้เทคโนโลยีชีวสารสนเทศ”

ทั้งนี้ มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้ได้รับพระราชทานทุนโครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี2567 ทั้งสิ้น 21 คน จากสถาบันการศึกษาแพทยศาสตร์ 11 แห่ง ผ่านเกณฑ์ตามคุณสมบัติของโครงการเยาวชนฯ 5 คน คณะกรรมการคัดเลือกโครงการเยาวชนฯ ได้พิจารณาคัดเลือกและนำเสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานได้พิจารณาตัดสินเป็นขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567

โครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีคณะกรรมการมูลนิธิ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ครั้งที่ 2/2550 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนพ.ศ.2550 เพื่อส่งเสริมเยาวชนไทยที่รักและมุ่งมั่นในวิชาชีพแพทย์ให้ดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ดำเนินการโดยคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการดำเนินการ และคณะกรรมการคัดเลือก โครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เมื่อคัดเลือกได้ผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการเยาวชนฯ จะนำรายชื่อแจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการตัดสินผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับพระราชทานทุนไปปฏิบัติงานในต่างประเทศหรือในประเทศเป็นเวลา 1 ปี โดยจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ และให้นับเวลาการไปครั้งนี้ รวมเป็นเวลาของการใช้ทุนหลังจากศึกษาแพทย์จบแล้วด้วย

เขมวิศว์ ศิริวงศ์

เขมวิศว์ ศิริวงศ์

ปัณณพร การกลจักร

ปัณณพร การกลจักร

ฐิติพัฒน์ พัฒนาประทีป

ฐิติพัฒน์ พัฒนาประทีป

ชุติพร ชาญณรงค์

ชุติพร ชาญณรงค์

คณาธิป จงมีความสุข

คณาธิป จงมีความสุข

5 ธันวาคม คิดถึงพ่อ สภากาชาดไทยชวนทำความดี ด้วยการบริจาคโลหิต

https://www.naewna.com/lady/845567

5 ธันวาคม คิดถึงพ่อ สภากาชาดไทยชวนทำความดี ด้วยการบริจาคโลหิต

5 ธันวาคม คิดถึงพ่อ สภากาชาดไทยชวนทำความดี ด้วยการบริจาคโลหิต

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ น้อมรำลึก และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บริจาคโลหิต เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคมถวายเป็นพระราชกุศลตลอดเดือนธันวาคม 2567 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง (Fixed Station) ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นกษัตริย์ ผู้เป็นที่รัก เทิดทูน และเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เป็นประโยชน์อเนกอนันต์ แก่อาณาประชาราษฎร์เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกร ทรงสนับสนุนส่งเสริมงานด้านบริการโลหิตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2496 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคาร “รังสิตานุสรณ์” เพื่อเป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิต ณ สถานเสาวภา และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2512 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “อาคารศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ”เพื่อใช้เป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิตหลังใหม่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่องานด้านการบริการโลหิตของสภากาชาดไทย เป็นผลให้การดำเนินงานบริการโลหิตของประเทศไทยมีความก้าวหน้า เติบโตใต้ร่มพระบารมี ตลอดมา

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ขอเชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน และประชาชนทั่วไปร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดเดือนธันวาคม 2567 โดยมีการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต “5 ธันวาคม 2567 บริจาคโลหิต วันพ่อแห่งชาติ” ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

ร่วม “คิดถึงพ่อ” ทำความดีด้วยการบริจาคโลหิต ตลอดเดือนธันวาคม 2567 ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง (Fixed Station) : สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม เดอะมอลล์ บางแค บางกะปิ งามวงศ์วาน ท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม บ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ

‘ศูนย์คุณธรรม’ สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก คุณธรรมสัมผัสได้ เปิดตัว Moral Data Center คลังข้อมูลดิจิทัลคุณธรรมแห่งแรก

https://www.naewna.com/lady/845563

‘ศูนย์คุณธรรม’ สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก คุณธรรมสัมผัสได้  เปิดตัว Moral Data Center คลังข้อมูลดิจิทัลคุณธรรมแห่งแรก

‘ศูนย์คุณธรรม’ สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก คุณธรรมสัมผัสได้ เปิดตัว Moral Data Center คลังข้อมูลดิจิทัลคุณธรรมแห่งแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เปิดตัวโครงการ Moral Data Center ศูนย์กลางข้อมูลดิจิทัลคุณธรรม เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางของแหล่งองค์ความรู้ด้านคุณธรรม โดยการรวบรวม จัดเก็บ และนำข้อมูลสารสนเทศด้านคุณธรรมไปใช้ประโยชน์ เพิ่มประสิทธิภาพ ขยายฐานข้อมูล
เชื่อมโยง และบูรณาการข้อมูลด้านคุณธรรมร่วมกับเครือข่ายและหน่วยงานพันธมิตร ขึ้นแท่น “ศูนย์กลางข้อมูลคุณธรรมในประเทศไทย” และเป็นศูนย์นวัตกรรมข้อมูลสารสนเทศดิจิทัลด้านคุณธรรมแห่งแรกของไทย สร้างการเข้าถึงประชาชนทุกเพศวัยและเป็นคุณธรรมที่สัมผัสได้

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มีพันธกิจในการส่งเสริมและขับเคลื่อนเครือข่ายทางสังคมด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมนั้น การที่ศูนย์คุณธรรมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับเรื่องของคุณธรรม เป็นคุณประโยชน์ที่ก่อเกิดระบบนิเวศ ส่งเสริมให้คุณธรรมขยายวงกว้างออกไป สู่การพัฒนาด้านคุณธรรมให้กับบุคลากรและประชาชนในภาพใหญ่ของประเทศได้ ระบบศูนย์กลางข้อมูลดิจิทัลคุณธรรม จะเป็นแพลตฟอร์มกลางของประเทศ ที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านคุณธรรมร่วมกัน เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ การขับเคลื่อนงาน การวัดและประเมินผลด้านคุณธรรมในทุกระดับพื้นที่ของประเทศ สามารถเข้าถึงข้อมูลสาธารณะและนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริม เพื่อพัฒนาคุณธรรมด้านต่างๆ ให้กับบุคลากรหรือตนเองได้”

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า “ศูนย์กลางข้อมูลดิจิทัลคุณธรรม จะเป็นกระจกสะท้อนสังคมที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตื่นตัว ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เปี่ยมด้วยคุณธรรม Moral Data Centerเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกแห่งการวิจัยและการปฏิบัติจริง รวบรวมข้อมูลคุณธรรมจากทุกภาคส่วน ระดับองค์กรไปจนถึงปัจเจกบุคคล นำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Data Visualization แสดงข้อมูลเชิงภาพ แสดงแนวโน้มและสถานการณ์ด้านคุณธรรมในระดับภูมิภาค เข้าใจ-เข้าถึงง่าย เพิ่มโอกาสให้หน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลไปต่อยอดสร้างสรรค์นโยบายและโครงการต่างๆ ได้ ไร้ข้อจำกัดในการกำจัดปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายและซ้ำซ้อน เปิดทางสู่การใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มศักยภาพ โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาคุณธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และน่าเชื่อถือ เชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้และการปฏิบัติ เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความคิด เป็นคลังข้อมูลทรงคุณค่าให้แก่ทุกภาคส่วน และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมกัน สร้างสังคมไทยที่ดีงามและน่าอยู่ สู่การเป็นสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน”

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า “ด้วยภารกิจการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างสังคมคุณภาพและสังคมคุณธรรม โดยมีเป้าหมายให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรมเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และด้วยวิสัยทัศน์ของศูนย์คุณธรรมที่มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางความรู้และนวัตกรรมการขับเคลื่อนคุณธรรมของสังคมไทย จึงเป็นที่มาของการพัฒนา ดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต เครื่องมือการสำรวจสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทยและการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวโน้มสถานการณ์คุณธรรมของคนไทยทั่วประเทศในแต่ละปี ซึ่งได้เริ่มต้นแบบสำรวจเมื่อปี 2565 เป็นปีแรกและดำเนินการสำรวจต่อเนื่องในทุกปีจนถึงปัจจุบัน ผลสำรวจมาจากตัวชี้วัดคุณธรรม บ่งชี้การมีคุณธรรมอันเป็นพฤตินิสัยที่ดี 5 ด้านคือ พอเพียง วินัยรับผิดชอบ สุจริต จิตสาธารณะ และกตัญญู ของประชากรกว่า 30,000 คนในระดับภูมิภาคและภาพรวมของประเทศ ข้อมูลที่ได้จากผลสำรวจเอื้อประโยชน์ต่อกลไกการส่งเสริมคุณธรรม นำมาใช้กำกับ ติดตาม และดำเนินการที่ส่งผลต่อแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 10 การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม”

ศูนย์คุณธรรมนำผลสำรวจจากสถานการณ์คุณธรรมในสังคมไทย มาพัฒนาต่อยอดสู่ โครงการ Moral Data Center ศูนย์กลางข้อมูลดิจิทัลคุณธรรม ในรูปแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อรวบรวม จัดเก็บ และการนำข้อมูลสารสนเทศด้านคุณธรรมไปใช้ประโยชน์ เพิ่มประสิทธิภาพต่อการขยายฐานข้อมูลในอนาคต ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลสารสนเทศจากหลากหลายแหล่งที่มาและการเชื่อมโยงข้อมูลด้านคุณธรรมร่วมกับเครือข่ายและหน่วยงานพันธมิตร โดย Moral Data Center เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมข้อมูลสารสนเทศดิจิทัลด้านคุณธรรมแห่งแรกในประเทศไทย สามารถเข้าถึงประชาชนทุกเพศทุกวัยได้อย่างรวดเร็ว หลากหลายช่องทาง และเป็นคุณธรรมที่สัมผัสได้ ยืนยันได้จากพฤติกรรมด้านคุณธรรม ทำให้คุณธรรมไม่ใช่นามธรรมอีกต่อไป

ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวเสริมว่า ตลอดการดำเนินงาน 13 ปีเพื่อการส่งเสริมด้านคุณธรรม ศูนย์คุณธรรมมีข้อมูลจำนวนมากที่น่าสนใจ ได้แก่ รายงานสถานการณ์คุณธรรม ดัชนีชี้วัดคุณธรรม วิทยากรและนักส่งเสริมการขับเคลื่อนคุณธรรม บุคคล ชุมชน องค์กรที่มีผลงานด้านคุณธรรมที่น่ายกย่อง สื่อองค์ความรู้ด้านคุณธรรม เครื่องมือวัดผลหรือประเมินคุณธรรมสำหรับตนเองและหน่วยงาน ฯลฯ ข้อมูลทั้งหมดถูกรวบรวมและนำเสนอในหลากรูปแบบและหลายมิติ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ http://mdc.moralcenter.or.th สามารถขยายผลเชื่อมโยงข้อมูลกับแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐ เช่น ศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Government Data) ระบบศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลาง (Government Data Exchange : GDX) เพื่อให้หน่วยงานและองค์กรที่ต้องการใช้ประโยชน์ เข้าใจถึงสถานการณ์คุณธรรมในสังคมไทยมากยิ่งขึ้นการแลกเปลี่ยนงานวิจัยข้อมูลที่ได้รับการยอมรับในระดับชาติ และการนำข้อมูลไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจวางแผนเชิงนโยบายด้านคุณธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมา สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำผลสำรวจด้านคุณธรรมเป็นตัวชี้วัดประเทศในมิติต่างๆ

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มุ่งมั่นพัฒนาระบบสารสนเทศให้เป็นแพลตฟอร์มศูนย์กลางข้อมูลคุณธรรมในประเทศไทย เพื่อให้ผู้ที่ต้องการศึกษาหรือมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนคุณธรรม สามารถเข้ามาค้นคว้าข้อมูลภาพรวมด้านคุณธรรมของประเทศได้ โดยมุ่งหวังให้หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน นักวิจัย นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าใจถึงสถานการณ์คุณธรรมในสังคมไทยมากยิ่งขึ้น เกิดความร่วมมือและสนับสนุนการพัฒนาคุณธรรมในประเทศ สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมด้านคุณธรรม ปลูกฝังและปลุกจิตสำนึกคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่พึงประสงค์ของสังคมไทย ทั้งหมายให้แพลตฟอร์ม Moral Data Center ขยายผลด้านการบริหารคุณธรรมระดับประเทศ และก้าวสู่การเป็นต้นแบบการส่งเสริมด้านคุณธรรมให้กับนานาประเทศ

“ศูนย์กลางข้อมูลดิจิทัลคุณธรรม Modal Data Center จะช่วยสร้างแรงเหวี่ยงให้เกิดพลังความดีและเป็นจุดเชื่อมโยงพลังบวกในสังคมไร้พรมแดนของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความโดดเด่นบนเวทีนานาชาติ และพร้อมจัดตั้งภาคีเครือข่ายระดับโลก เพื่อหารืออย่างจริงจังเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและประเด็นที่เกี่ยวข้อง” ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวปิดท้าย

‘หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2568’ สภากาชาดไทยและภาคีเครือข่าย มอบผ้าห่มกันหนาว ให้พี่น้องกาญจนบุรี

https://www.naewna.com/lady/845586

‘หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2568’ สภากาชาดไทยและภาคีเครือข่าย  มอบผ้าห่มกันหนาว ให้พี่น้องกาญจนบุรี

‘หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2568’ สภากาชาดไทยและภาคีเครือข่าย มอบผ้าห่มกันหนาว ให้พี่น้องกาญจนบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์สภากาชาดไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรม “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2568” ณ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารที่ประสบภาวะอากาศหนาวเย็นให้ดียิ่งขึ้น โดยยึดหลักมนุษยธรรมตามหลักการกาชาด

พลโทนายแพทย์อำนาจ บาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์สภากาชาดไทย ประธานจัดกิจกรรมกล่าวว่า“สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลที่มีบทบาทสำคัญในด้านการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยไม่เลือกชาติ ศาสนา หรือลัทธิทางการเมือง โดยกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 23ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 จนถึงปัจจุบัน ใน 17 จังหวัดได้แก่ ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ นครพนม สกลนคร เชียงราย อุดรธานี เชียงใหม่ อุทัยธานี หนองคาย นครราชสีมา กาญจนบุรี ตาก น่าน ลำพูน เลย แม่ฮ่องสอน และลำปาง และยังคงดำเนินการต่อเนื่องในปีต่อไป เพื่อให้ผู้ประสบภัยจากความหนาวเย็นที่ยากไร้ด้อยโอกาสได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

การจัดกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ2568 ในปีนี้ จัดขึ้นที่จังหวัดกาญจนบุรีเนื่องจากมีอากาศหนาวเย็นขยายวงกว้างผู้ที่รับผลกระทบส่วนมากเป็นประชากรที่อาศัยในถิ่นทุรกันดารซึ่งไม่สามารถจัดซื้อเครื่องกันหนาวบรรเทาความหนาวเย็นได้ โดยลงพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี และอำเภอศรีสวัสดิ์ ระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน2567 ประกอบด้วย กิจกรรมมอบเครื่องกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยหนาวจำนวน 3,500 ชุดเครื่องกันหนาวสำหรับเด็ก 1,500 ชุด มอบอุปกรณ์กีฬา ยา เวชภัณฑ์สำหรับห้องพยาบาลโรงเรียนในชนบท ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปและโรคทางทันตกรรม พร้อมให้ความรู้ด้านสุขศึกษาโดยไม่คิดมูลค่าทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเยี่ยมบ้านผู้ด้อยโอกาส/ผู้พิการ เพื่อมอบเครื่องกันหนาวและตรวจสุขภาพแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ จำนวน 30 ครอบครัว

สภากาชาดไทย ขอเชิญร่วมส่งต่อความอบอุ่นและความสุขแก่ผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาสด้วยการร่วมบริจาคเงินสมทบโครงการ “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2568” สามารถ ร่วมบริจาคเงินผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาสุรวงศ์ ชื่อบัญชี “สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย” ประเภทบัญชี “กระแสรายวัน” เลขที่บัญชี023-6-06799-0

คุณแหน : 5 ธันวาคม 2567

https://www.naewna.com/lady/845601

คุณแหน : 5 ธันวาคม 2567

คุณแหน : 5 ธันวาคม 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● 5 ธันวาคม 2567 วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ ปวงประชาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้..

●● สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 7 ธ.ค. ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th วันที่ 6-8 ธ.ค.2567..

●● พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา และ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิมลฉัตร อดีตประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อรำลึกในพระกรุณาของทั้งสองพระองค์ที่ทรงมีต่อมูลนิธิฯ และเยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ 12 ธ.ค.15.00 น. ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม…

●● ญาติ มิตรดีใจเมื่อทราบว่า พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ รวมทั้งอภิษฎา คันธา อุปนายกสมาคม ที่ทำงานอย่างเข้มแข็งให้สมาคมแม่บ้านกองทัพอากาศมาช้านาน..

●● หม่อมหลวงปนัดดาดิศกุล เจ้าของวังวรดิศ อนุญาตให้คณาจารย์นำลูกศิษย์ รร.มัธยมสาธิต มศว ประสานมิตร เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ 6 ธ.ค.นี้…

●● ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ฉบับภูมิพโลภิกขุ เพื่อนำถวายวัดที่มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม สถาบันที่มีการศึกษาทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งหอสมุดสำคัญในประเทศและต่างประเทศ ชื่อบัญชี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ธ.กรุงไทย สาขาวรจักร บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 051-117-2869 สอบถาม โทร.02-2230316..

●●คณะนิติศาสตร์ร่วมกับม.ธรรมศาสตร์ และสมาคมธรรมศาสตร์ฯ ขอเรียนเชิญฟังปาฐกถาพิเศษ “100 ปี ศาสตราจารย์ประภาศน์อวยชัย” โดย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภาฯ กล่าวเปิดงาน พร้อมองค์ปาฐก ศ.พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, รศ.ดร.สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์,พัลลภไทยอารี,ศ.พิเศษ ประสพสุข บุญเดช ดำเนินรายการโดย อ.ดร.ณัฐสุดา รัตตมณี และกล่าวปิดงาน โดย รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท 18 ธ.ค. 09.00 น. ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) Facebook Live : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์..

●● ขอแสดงความยินดีกับ ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ บุตร พล.อ.อ.ศิริพงษ์-คุณหญิงจิตตระการ ทองใหญ่ ในโอกาสคณะกรรมการ บมจ. ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (OR) แต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คนใหม่….●●

น้อง

วันเอดส์โลก 1 ธันวาคม 2567 ยอมรับและเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวี ‘Take the rights path : เคารพสิทธิ มุ่งสู่การยุติเอดส์’

https://www.naewna.com/lady/845569

วันเอดส์โลก 1 ธันวาคม 2567 ยอมรับและเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวี  ‘Take the rights path : เคารพสิทธิ มุ่งสู่การยุติเอดส์’

วันเอดส์โลก 1 ธันวาคม 2567 ยอมรับและเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวี ‘Take the rights path : เคารพสิทธิ มุ่งสู่การยุติเอดส์’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน

องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันเอดส์โลก (World AIDS Day) เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคเอดส์ ยอมรับและเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลก ในปีนี้ได้กำหนดแนวคิดการรณรงค์ คือ “Take the rights path : เคารพสิทธิ มุ่งสู่การยุติเอดส์” การเคารพ ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการสุขภาพ ด้านการป้องกันและรักษาเอชไอวี ส่งผลให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี นำไปสู่การยุติปัญหาเอดส์ได้

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา กล่าวว่าประเทศไทยเร่งรัดการยุติปัญหาเอดส์ให้สำเร็จภายในปี 2573 ตามเป้าหมาย3 ประการ คือ “ไม่ติด ไม่ตายไม่ตีตรา” โดยมุ่งหวังลดผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ไม่เกิน 1,000 รายต่อปีลดการเสียชีวิตเนื่องจากเอดส์ไม่เกิน 4,000 รายต่อปี ลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะลงเหลือไม่เกินร้อยละ 10 โดยสถานการณ์เอชไอวีประเทศไทยในปี 2566 คาดว่ามีผู้ติดเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ 576,397 คน ผู้เสียชีวิตเนื่องจากเอดส์ 12,072 คน และคาดประมาณผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ 9,083 คน โดยเป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันถึงร้อยละ 96

จากการสํารวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2565 พบประชาชนมีทัศนคติในการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ร้อยละ 27.9 และผลสำรวจสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติในสถานบริการสุขภาพ ในปี 2566 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีถูกเลือกปฏิบัติระหว่างการรับบริการสุขภาพร้อยละ 8.7 ถูกเปิดเผยสถานภาพและความลับเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาร้อยละ 11.0 และตัดสินใจไม่ไปโรงพยาบาลเนื่องจากตีตราตนเองร้อยละ 52.0ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการตีตราและเลือกปฏิบัติ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นอุปสรรคสำคัญทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความลังเลหรือหลีกเลี่ยงการใช้สิทธิของตน ในการเข้ารับบริการสุขภาพ ส่งผลให้ไม่ได้รับการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงรับบริการป้องกัน และการดูแลรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน กล่าวต่อไปว่า กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินงานผลักดันนโยบายด้านเอชไอวี/เอดส์ที่สำคัญครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน ตรวจคัดกรอง และการดูแลรักษา เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิทธิในการดูแลสุขภาพของตนได้อย่างเท่าเทียม
ดังนี้

1.รับถุงยางอนามัย ฟรี ได้ที่หน่วยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์กรภาคประชาสังคม ร้านขายยา และแอปเป๋าตังและรับบริการยาป้องกันก่อน-หลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (Pre-Exposure Prophylaxis : PrEP และ Post-Exposure Prophylaxis : PEP) ฟรีทุกสิทธิ ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง และหน่วยบริการสุขภาพที่ร่วมจัดบริการ ค้นหาพิกัดรับ PrEP และ PEP ได้ที่ http://buddystation.ddc.moph.go.th/search_store/

2.ตรวจเอชไอวีฟรี ปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลภายใต้หลักประกันแห่งชาติทั่วประเทศหรือตรวจด้วยตนเอง โดยขอรับชุดตรวจหาการติดเชื้อด้วยตนเอง (HIV self-test) ฟรี คนละ 1 ชุด/วัน ที่หน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. รวมทั้งหน่วยบริการภาคประชาสังคม

3.เอชไอวี รักษาฟรีทุกสิทธิด้วยยาต้านเอชไอวีแบบรวมเม็ด (Antiretroviral Drug : ARV) ในวันเดียวกันที่ทราบผลการติดเชื้อเอชไอวี หรือโดยเร็วที่สุด ที่โรงพยาบาลตามสิทธิการรักษา

สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422