สมเด็จฯเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ งดงามยิ่งในฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย

https://www.naewna.com/lady/838441

สมเด็จฯเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ งดงามยิ่งในฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย

สมเด็จฯเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ งดงามยิ่งในฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย ในโอกาสโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ปีนักษัตร 28 กรกฎาคม 2567 ในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัยตัดเย็บจากผ้ายกดิ้นทองลายฝาบาตร สอดไหมสี ออกแบบและอำนวยการทอ โดย อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้ก่อตั้งกลุ่มทอผ้ายกทอง“จันทร์โสมา” บ้านท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์ออกแบบตัดเย็บโดย นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น)

‘โซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท’ โชว์งานศิลปะและกวี ร่วมฉลอง 60 ปีพร้อมทั่วโลก

https://www.naewna.com/lady/838436

‘โซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท’ โชว์งานศิลปะและกวี ร่วมฉลอง 60 ปีพร้อมทั่วโลก

‘โซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท’ โชว์งานศิลปะและกวี ร่วมฉลอง 60 ปีพร้อมทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โซฟิเทล (Sofitel) แบรนด์โรงแรมระดับ 5 ดาวในเครือแอคคอร์ (Accor) ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจัดนิทรรศการศิลปะและกวี “ประกายเพชร สะท้อนใจ”(Diamond Glow & Heart’s Echoes) พร้อมกิจกรรมและประสบการณ์สุดพิเศษกว่า 120 รายการ ณ โรงแรมและรีสอร์ททั่วโลก ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2567 นี้ ชูเอกลักษณ์ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศสหรือ “art de vivre” ในทุกมุมโลก โดยมี “โรงแรมโซฟิเทลกรุงเทพ สุขุมวิท” (Sofitel Bangkok Sukhumvit) เข้าร่วมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินจิตรกรไทยมากมายให้ผู้เข้าพักและคนไทยได้ชื่นชมความงดงาม ตั้งแต่วันนี้-6 พฤศจิกายน 2567

นิทรรศการนี้ เป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ของ “โซฟิเทล” ที่เรียกว่า Cultural Link ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อทางวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉลิมฉลองให้กับวัฒนธรรมไทยและฝรั่งเศสที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวเป็นการเชื้อเชิญแขกทุกท่าน ทั้งชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้มาสัมผัสกับความงดงามของภาพวาดร่วมสมัยของไทย และบทกวีโดยศิลปินชาวไทยและฝรั่งเศส ครอบคลุมพื้นที่เชื่อมต่อกันสามส่วนของโรงแรม โอบล้อมผู้เข้าชมด้วยโลกแห่งศิลปะอันหรูหรา ท่ามกลางฉากหลังของการตกแต่งโฉมใหม่ของโรงแรมซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว

ก้าวเข้าสู่ประตูทางเข้าอันโอ่อ่าของ โซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท ที่ได้รับการออกแบบใหม่ แขกผู้เข้าพักจะรู้สึกราวกับหลุดออกจากความวุ่นวายของเมืองเข้าสู่โลกแห่งการผสมผสานทางวัฒนธรรม มีภาพวาดต้นฉบับจำนวน 12 ภาพจากศิลปินไทยที่ได้รับการยกย่อง จัดแสดงในโถง Foyer, Atelier และ Celestial paths ของโรงแรม รวมถึงผลงานลับอีกหนึ่งชิ้นจุดเด่นคือโคมไฟระย้าอันงดงามที่สะท้อนถึงการผสมผสานกันอย่างกลมกลืนของวัฒนธรรม โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “การไหว้และน้ำ” อันเป็นวัฒนธรรมไทย และเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย แผงกระจกศิลปะของล็อบบี้ผสมผสานความหรูหราแบบตะวันตกเข้ากับความอบอุ่นแบบไทยได้อย่างลงตัว

ในส่วนของ Foyer โดดเด่นด้วยผลงานชิ้นเอกสองชิ้นจากศิลปินชาวไทยชื่อดัง สนั่น รัตนะ และ เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล ตรงกลางมีโต๊ะประดับด้วยบทกวีไทยและฝรั่งเศส 40 บท สร้างสรรค์การผสมผสานที่น่าประทับใจระหว่างภาพและวรรณกรรม ส่วน Atelier จัดแสดงภาพวาดที่มีชีวิตชีวาอีกสี่ภาพ แต่ละภาพสะท้อนถึงแก่นแท้ของวิถีชีวิตมรดก และประวัติศาสตร์ไทยในรูปแบบต่างๆ เช่น อะคริลิกน้ำมัน และสีน้ำ นำเสนอในบรรยากาศสตูดิโอที่เป็นกันเองจากนั้น Celestial paths จะนำผู้ชมไปตามทางเดินที่กระตุ้นประสาทสัมผัส ผ่านภาพวาดอันน่าหลงใหลหกภาพซึ่งเปรียบเสมือนหน้าต่างสู่การตีความส่วนบุคคล ประสบการณ์อันน่าประทับใจนี้ครอบคลุมสองชั้นและโถงลิฟต์ของโรงแรม เพื่อเป็นรางวัลแก่แขกผู้เข้าพักที่เสร็จสิ้นการเดินทางแห่งการค้นพบ จะมีผลงานลับซึ่งเป็นผลงานที่เขียนด้วยลายมือของกวีที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งของไทยรออยู่ ณ จุดสิ้นสุดของนิทรรศการ

นิทรรศการ “ประกายเพชร สะท้อนใจ” ถือเป็นกิจกรรมล่าสุดในการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของโซฟิเทล ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดหรู ผสมผสานกับ joie de vivre และการบริการที่จริงใจ ตลอดปีนี้ ทางแบรนด์ได้มีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างแข็งขัน เพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับแขกและผสมผสานความมีชีวิตชีวาแบบฝรั่งเศสของโซฟิเทลเข้ากับจิตวิญญาณที่แท้จริงของแต่ละท้องถิ่น การเฉลิมฉลองอันอบอุ่นเหล่านี้จะยังคงแพร่กระจายไปทั่วอินโดจีนในอีกไม่กี่สัปดาห์และเดือนข้างหน้า ขณะที่โซฟิเทลเตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมด้านอาหารสองรายการในฮานอย เมืองหลวงอันมีเสน่ห์ของเวียดนาม และนครวัด สถานที่สำคัญของกัมพูชา

เปิดตัวแล้ว Club 21 One Bangkok ร้านมัลติแบรนด์คอนเซ็ปต์ใหม่ตอบโจทย์นักสะสม

https://www.naewna.com/lady/838434

เปิดตัวแล้ว Club 21 One Bangkok  ร้านมัลติแบรนด์คอนเซ็ปต์ใหม่ตอบโจทย์นักสะสม

เปิดตัวแล้ว Club 21 One Bangkok ร้านมัลติแบรนด์คอนเซ็ปต์ใหม่ตอบโจทย์นักสะสม

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Club 21 ผู้สร้างความแตกต่างและหลากหลายในวงการรีเทลแห่งเอเชีย เปิดตัวร้านมัลติแบรนด์คอนเซ็ปต์แห่งใหม่ ล่าสุด ณ One Bangkok พื้นที่รีเทลนิยามใหม่ ใจกลางกรุงเทพฯ ที่จะมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ไม่เหมือนใครสะท้อนความงดงามและแรงบันดาลใจผ่านทุกพื้นที่ โดยแนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากตึกแถวในตลาดเก่าของกรุงเทพมหานครผสมผสานเรื่องราวของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เข้าไว้ด้วยกันอย่างประณีต

ร้าน Club21 จะพาทุกคนร่วมสัมผัสเส้นทางที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ผ่านพื้นที่หลายระดับที่แต่ละชั้นแสดงถึงช่วงของการพัฒนาและการคัดสรรสินค้าต่างๆ มอบนิยามใหม่ให้กับการช้อปปิ้ง ด้วยการผสมผสานประวัติศาสตร์ การออกแบบ และสินค้าคอนเทมโพรารี่ (Contemporary) เข้ากับการตกแต่งพื้นที่ในร้านอย่างมีเอกลักษณ์

ทุกมุมของร้านเต็มไปด้วยเสน่ห์เชิญชวนให้ทุกคนได้สำรวจและสนุกไปกับความสวยงาม ความตื่นเต้น และน่าค้นหา ด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สะดุดตา รายละเอียดของวัสดุต่างๆ รวมถึงงานไม้ฝีมือประณีตและเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้อบอุ่นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งการจัดสินค้าอย่างมีเอกลักษณ์ด้วยการผสมผสานรูปทรงธรรมชาติเข้ากับดีไซน์ที่ทันสมัย บอกเล่าเรื่องราวของความหรูหราได้อย่างสมบูรณ์และลงตัว ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนชวนให้ผู้คนเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงและดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่เหนือความคาดหมาย

ร้าน Club21 One Bangkok ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่รีเทล แต่ยังเป็นแหล่งรวมแบรนด์ดังและไลฟ์สไตล์ไอเทมสำหรับลูกค้าและนักสะสมที่กำลังมองหาสินค้าที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นและมีดีเทลที่ไม่เหมือนใครสร้างบรรยากาศที่โดดเด่น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบันที่มองหาประสบการณ์การช้อปปิ้งมากกว่าแค่การซื้อสินค้า

‘กัลเดอร์มา’ จัดสัมมนาวิชาการ GAIN Inspire อัปเดตความรู้ การจัดการภาวะแทรกซ้อน ป้องกัน และลดเสี่ยงต่อผู้บริโภค

https://www.naewna.com/lady/838426

‘กัลเดอร์มา’ จัดสัมมนาวิชาการ GAIN Inspire อัปเดตความรู้  การจัดการภาวะแทรกซ้อน ป้องกัน และลดเสี่ยงต่อผู้บริโภค

‘กัลเดอร์มา’ จัดสัมมนาวิชาการ GAIN Inspire อัปเดตความรู้ การจัดการภาวะแทรกซ้อน ป้องกัน และลดเสี่ยงต่อผู้บริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กัลเดอร์มา (Galderma) ผู้นำนวัตกรรมด้านความงามระดับโลกสานต่อความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพแพทย์ด้านความงามในทุกมิติเปิดเวทีสัมมนาวิชาการ “GAIN Inspire : Ensuring Safe & Effective Use of Dermal Fillers and Biostimulator” โดยเชิญคณะแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ด้านสารเติมเต็ม ความงามและการปรับรูปหน้า รวมถึงดวงตา มาร่วมอัปเดตองค์ความรู้และเสริมเทคนิคการแก้ไขภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และพันธมิตรคลินิกเสริมความงามชั้นนำจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหา พร้อมลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค

ภก. พิรพัฒน์ ศรีวัฒนวงศ์ ผู้อำนวยการธุรกิจความงามประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในขณะที่หัตถการเสริมความงามเติบโตอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนก็มีโอกาสเกิดเพิ่มมากขึ้น กัลเดอร์มาตระหนักถึงความสำคัญในการมอบความรู้เพื่อส่งเสริมศักยภาพ และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการทำหัตถการเสริมความงาม บริษัทฯ จึงจัดงานสัมมนาวิชาการเพื่ออัปเดตความรู้ เทคนิค และกรณีศึกษาใหม่ๆ เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการกลุ่มฟิลเลอร์และสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ภายใต้หัวข้อสำคัญ GAIN Inspire : Ensuring Safe & Effective Use of Dermal Fillers and Biostimulator โดยมีบุคลากรทางการแพทย์จากคลินิกความงามชั้นนำทั่วประเทศเข้าร่วมงานกว่า 700 คน”

ในปีนี้กัลเดอร์มายกระดับองค์ความรู้ไปอีกขั้น เชิญคณะแพทย์แถวหน้าเมืองไทยด้านสารเติมเต็ม ความงามและการปรับรูปหน้า รวมถึงด้านดวงตา มาร่วมส่งต่อเทคนิค ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการทำหัตถการสารเติมเต็มและสารกระตุ้นคอลลาเจน ในฐานะผู้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านความงาม นำโดย รศ.(พิเศษ) พญ.วิไล ธนสารอักษร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, รศ.นพ.ถนอม บรรณประเสริฐ, พันตรี นพ.ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์ ประธานชมรมต้อกระจกและผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติฯ แพทย์เฉพาะทางด้านจอตาและม่านตาอักเสบโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, รศ.นพ.ชัย กอบกิจสุขสกุล อาจารย์ประจำสาขารังสีวิทยาร่วมรักษาระบบประสาท คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี, ศ.นพ.วาสนภ วชิรมน อาจารย์ประจำหน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี, รศ.พญ.ปุณยพัศฐิช์ ศิริธนบดีกุล อาจารย์ประจำหน่วยผิวหนัง วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อ.นพ.ณัฐชาต จุไรรัตนาภรณ์ สาขาวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี, อ.พญ.สินิชญาน์ สหวัฒน์วงศ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, ดร.เบญริตา จิตอารี อาจารย์สาขาพรีคลินิก (กายวิภาคศาสตร์) โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการทำหัตถการสารเติมเต็มและสารกระตุ้นคอลลาเจน เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อ การทำหัตถการโดนเส้นเลือด หรือฉีดสารเข้าเส้นเลือด การฉีดผิด Protocol เป็นต้น ซึ่งอาการที่บ่งชี้จะมีทั้งอาการที่เกิดขึ้นทันทีและใช้ระยะเวลาในการแสดงอาการ เช่น เกิดอาการบวมช้ำ ผิวหนังเปลี่ยนสี เกิดก้อนใต้ผิวหนัง ผิวอักเสบ เส้นเลือด อุดตัน หรือเกิดผลกระทบต่อเส้นประสาท และอื่นๆ ดังนั้น แพทย์ผู้ให้บริการจะต้องใช้แนวทางการรักษาและยาให้เหมาะสม เพื่อบรรเทาและรักษาอาการคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยแนวทางการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ดีที่สุดก็คือ การทำหัตถการอย่างปลอดภัยตรงตาม Protocol หรือเป็นแนวทางที่มีผลงานวิจัยรองรับที่สำคัญต้องรู้เท่าทันถึงแนวทางการรักษาอย่างทันท่วงที โดยแพทย์ผู้ทำหัตถการจะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การทำความสะอาดผิวบริเวณที่จะทำหัตถการและบริเวณโดยรอบตามขั้นตอนเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ขณะฉีดสารให้หมั่นสังเกตผิวของคนไข้ และติดตามอาการของคนไข้หลังทำจนครบ 48 ชั่วโมง พร้อมประเมินการเกิดภาวะแทรกซ้อนด้วยหลัก CPCT คือ C-Color สังเกตการเปลี่ยนแปลงของสีผิวเพื่อดูว่ามีความผิดปกติการไหลเวียนของเลือด หรือออกซิเจนในผิวบริเวณทำหัตถการ เช่น ผิวซีด แดงเขียว หรือคล้ำขึ้น P-Pain ตรวจสอบระดับความเจ็บปวด โดยการกดบริเวณผิวที่ทำหัตถการ หรือผิวที่เกิดความผิดปกติเพื่อเช็คความเจ็บปวดของคนไข้ C-Capillary Refill ตรวจสอบการเติมเลือดของเส้นเลือดฝอยด้วยการกดบริเวณเล็บ หรือบริเวณผิวที่ซีดเพื่อสังเกตการอุดตันของเส้นเลือด และ T-Temperature เช็คอุณหภูมิผิวที่ทำหัตถการ หากอุณหภูมิของผิวลดลง หรือเพิ่มขึ้นอาจบ่งบอกถึงการเกิดภาวะแทรกซ้อน

แพทย์ผู้ทำหัตถการจะต้องประเมินภาวะแทรกซ้อนอย่างแม่นยำและรวดเร็วเพื่อวางแนวทางการรักษา ซึ่งทำได้หลายรูปแบบ อาทิ การประคบร้อน-เย็น การรักษาด้วยยาประเภททา หรือรับประทาน การฉีดยาเพื่อสลายสารหัตถการ การเจาะระบายของเหลว การผ่าตัด เป็นต้น นอกจากนี้ อีกหนึ่งเครื่องมือที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการทำหัตถการและประเมินความ
ผิดปกติของภาวะแทรกซ้อนได้คือ เครื่องอัลตราซาวนด์ ซึ่งแพทย์สามารถนำไปใช้ได้ทั้งก่อนและหลังทำหัตถการ โดยใช้สำรวจผิวและเส้นเลือดของคนไข้ก่อนเริ่มทำหัตถการเพื่อลด
ความเสี่ยงในการฉีดโดนเส้นเลือด หรือ หลีกเลี่ยงบริเวณผิวที่มีความเสี่ยง และใช้ตรวจสอบการไหลเวียนของเลือดและสิ่งผิดปกติใต้ผิวหนังหลังการทำหัตถการ ปิดท้ายคณะแพทย์ได้โชว์กรณีศึกษาจากเคสคนไข้จริงที่เกิดภาวะแทรกซ้อนรูปแบบต่างๆ เพื่อแนะนำแนวทางการวินิจฉัยและเทคนิคการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

อีสานเอิ้นมา เฮาต้องไป‘จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม 2567’เปิดบ้านต้อนรับอีกครั้ง

https://www.naewna.com/lady/838473

อีสานเอิ้นมา เฮาต้องไป‘จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม 2567’เปิดบ้านต้อนรับอีกครั้ง

อีสานเอิ้นมา เฮาต้องไป‘จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม 2567’เปิดบ้านต้อนรับอีกครั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เสียงแคนดังแว่ว ลมหนาวโชยพัด บรรยากาศอีสานแท้ๆ กำลังเอิ้นหาให้ทุกคนมุ่งหน้าสู่ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ที่เปิดประตูต้อนรับขับสู้ด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่นอีกครั้ง กับงาน “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม 2567 อีสานเอิ้นหา” (Jim Thompson Farm 2024 : Isan Calling) ที่ยกขบวนความม่วนซื่นแบบหนึ่งปีมีครั้งเดียวบนพื้นที่กว่า 600 ไร่ ให้ได้สัมผัสวัฒนธรรมอีสานแบบเต็มอิ่ม ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2567 ถึง 1 มกราคม 2568 ณ จังหวัดนครราชสีมา

ปีนี้ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ชวนทุกคนมาสัมผัสบรรยากาศในธีม อีสานเอิ้นหา (Isan Calling) เพราะอยากให้ทุกคนได้คืนถิ่นอีสานบ้านเฮาและมาม่วนซื่นกันให้หายคิดฮอดหลังจากไม่ได้เจอกันมาเกือบปีงานนี้บอกเลยว่าการันตีความม่วนคัก เพราะฟาร์มได้แปลงโฉมเป็น Isan Culture Oasis ดินแดนที่รวบรวมหัวใจและจิตวิญญาณของชาวอีสานไว้ในที่เดียว ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิต ประเพณี และศิลปวัฒนธรรมอีสานแท้ๆ ผ่านทุกไฮไลท์และกิจกรรมในฟาร์มที่ถักทอเป็นเรื่องราวอันงดงามเปี่ยมมนต์เสน่ห์แห่งอีสาน

หนึ่งในไฮไลท์ของปีนี้ คือการคอลแลปกับศิลปินชั้นนำระดับตำนานถึง 19 คน ทั้งจากภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และต่างแดนที่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่เบลนด์เอกลักษณ์อีสานเข้ากับความร่วมสมัยได้แบบไม่มีเบื่อ เนรมิตฟาร์มเป็นลานศิลปะขนาดใหญ่ที่ชวนทุกคนมาแวะชมความงามสุดครีเอทของผลงานศิลปะสาธารณะสไตล์ร่วมสมัยที่สะท้อนความเป็นอีสานได้อย่างน่าสนใจในทุกมุมของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

ภายในงาน จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม 2567 อีสานเอิ้นหา ได้จัดเตรียมความม่วนซื่นไว้ต้อนรับทุกคนแบบจัดเต็ม ด้วยหลากหลายโซนกิจกรรมที่ตกแต่งอย่างงดงามให้ได้เที่ยวชมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง (ทุกกิจกรรมฟรี ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม)

ทุ่งดอกไม้หลากสีที่บานสะพรั่งรับลมหนาว : ไฮไลท์ที่ใครๆก็รอคอยทุกปีคงจะหนีไม่พ้นทุ่งดอกไม้แสนงามที่เบ่งบานพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนแบบสุดลูกหูลูกตา ทั้งทุ่งคอสมอสสีสันสดใสและดอกไม้พื้นถิ่นแดนอีสานที่รอทุกคนมาเที่ยวชม พร้อมสูดอากาศเย็นๆ แสนสดชื่นและเก็บภาพสวยๆ ในทุกมุม

“Art on Farm” ศิลปะกลางทุ่ง : งานอาร์ตสุดฮิตที่ทุกคนรอคอยปีนี้พิเศษสุดกับการรวมตัวศิลปินชั้นนำจากไทยและต่างประเทศถึง 19 คน มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ผสมผสานความเป็นอีสานเข้ากับศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว เปลี่ยนทุ่งนาให้เป็นพื้นผ้าใบขนาดใหญ่ให้ทุกคนได้สัมผัสงานศิลป์ที่อินสไปร์มาจากธรรมชาติและเสน่ห์แห่งอีสานมาดูกันว่าศิลปินแต่ละคนจะเสกต้นไม้เป็นประติมากรรมมีชีวิตและแต่งแต้มท้องฟ้าอีสานให้กลายเป็นศิลปะสุดอลังการได้อย่างไร บอกเลยว่าพลาดบ่ได้เด็ดขาด!

เวทีดนตรีม่วนๆ โจ๊ะๆ : เตรียมมาปล่อยใจจอยๆ กับเวทีดนตรีริมทุ่งนา พบกับศิลปินหมอลำชื่อดังที่จะมาสร้างความม่วนซื่นให้ทุกคน ตั้งแต่เวลา 16.00-19.00 น. สัมผัสเสน่ห์แห่งดนตรีอีสานในบรรยากาศริมทุ่งนาสุดชิล ในวันที่ 20 ธันวาคม 2567: โบดำ ลำซิ่ง และเวียงนา นฤมล และวันที่ 21 ธันวาคม 2567 : กู่แคน

นิทรรศการ “ลำโลก” (The World of Molam) : เข้ามาฮู้จักหมอลำให้มากขึ้น! นิทรรศการนี้จะพาเปิดโลกของหมอลำ ดนตรี และการแสดงพื้นบ้านที่เป็นดั่งหัวใจของวัฒนธรรมอีสาน ถือเป็นการอุ่นเครื่องก่อนได้ชมการแสดงสดจากคณะหมอลำชื่อดัง

นิทรรศการ “หมอลำบัส” : อีกหนึ่งไฮไลท์ที่พลาดบ่ได้เพราะหมอลำบัสคันนี้คือความตั้งใจของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ที่สร้างสรรค์นิทรรศการเคลื่อนที่ให้เป็นดั่งทูตวัฒนธรรม ชวนทุกคนมาใกล้ชิดกับศิลปะหมอลำมากขึ้นกับรถบัสวินเทจขนาด 32 ที่นั่งที่แปลงโฉมเป็นห้องจัดนิทรรศการ ซึ่งรถคันนี้ถือเป็นตำนานของโรงงานผ้าจิม ทอมป์สัน เพราะเป็นรถบัสที่เคยใช้รับ-ส่งพนักงานของโรงทอผ้ามาก่อน

นิทรรศการข้าว Rice is Life : นิทรรศการนี้จะเปิดโลกข้าวที่ทุกคนคิดว่าคุ้นเคย ชวนรู้จักข้าวไทยถึง 50 สายพันธุ์ เรียนรู้วิธีปลูกข้าวแบบดั้งเดิม และที่สำคัญ คือได้ชิมข้าวหลากหลายชนิดใน Rice Tasting Workshop (ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์) นอกจากนี้ ยังมีโรงสีข้าวโบราณให้ได้เห็นกระบวนการสีข้าวแบบวิถีชาวบ้าน และโชว์ไอเดียการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ชมนิทรรศการเสร็จแล้วก็สามารถเดินลงทุ่งนาไปชมพันธุ์ข้าวหลากสีในธรรมชาติ และอย่าลืมแวะชมปราสาทรวงข้าวสูง 14 เมตรที่สะท้อนประเพณีอันงดงามของชาวอีสานเพื่อขอบคุณ “ข้าว” สัญลักษณ์แห่งชีวิตและความอุดมสมบูรณ์

Jim Thompson Silk Pavilion : สัมผัสเสน่ห์ของมรดกผ้าไหมไทยชมขั้นตอนการผลิตผ้าไหมของจิม ทอมป์สัน ชวนมาชมวงจรชีวิตของหม่อนไหมตั้งแต่เป็นตัวอ่อนจนกลายเป็นผ้าไหมแสนงดงาม ชมการสาธิตการทอผ้าไหม รวมถึงวิธีการทำผ้ามัดหมี่ และถ้าใครอยากลองทำเอง ก็มีเวิร์กช้อปให้ได้ลงมือปั่นไหม สาวไหม และทอผ้าด้วยตัวเองแต่ใครที่กลัวทำไม่เป็นก็ไม่ต้องกังวลเพราะกลุ่มช่างทอใจดีจากชุมชนจะช่วยสอนให้เอง

นิทรรศการอเมริกันอีสาน (American-Isan Exhibition) : ชวนสัมผัสและทำความเข้าใจกับความลื่นไหลทางวัฒนธรรมเมื่อฝรั่งมาอยู่อีสาน นิทรรศการนี้จะพาย้อนกลับไปในช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อทหารอเมริกันมาตั้งฐานทัพในภาคอีสาน จนเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ พร้อมเปิดภาพ “งานเอาบุญ“ ของแคมป์ทหารอเมริกันในหมู่บ้านอีสาน ให้พี่น้องมาเบิ่งว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างจะหลอมรวมเข้ากันได้อย่างไร

Art Trail “ลานเสี่ยวโฮม” : ชวนลูกชวนหลานมาสนุกกับ “ลานเสี่ยวโฮม” หรือ “ที่รวมเพื่อนรัก” ในภาษากลาง เส้นทางศิลปะแสนสนุกที่จะพาน้องๆ ท่องไปในดินแดนแห่งจินตนาการท่ามกลางทุ่งคอสมอส พบกับเพื่อนๆ ตัวการ์ตูนที่รอต้อนรับผู้มาเยือน โดยเด็กๆ สามารถเล่นสนุกได้ตามจินตนาการกับกิจกรรมที่จะชวนคุย ชวนคิด และชวนชมงานตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ ยังสามารถรับฟังเรื่องเล่าของตัวละครแต่ละตัวผ่าน Sound Cloud เพียงสแกน QR Code รับรองว่าจะทำให้การชมศิลปะกับเด็กๆ กลายเป็นการผจญภัยที่สนุกและอบอุ่นใจ

ช้อป ชิม แซ่บนัว : มาเยือนจิม ทอมป์สัน ฟาร์มทั้งทีต้องห้ามพลาดแวะชิมของกินและช้อปของฝาก เพราะนอกจากกิจกรรมและนิทรรศการแล้ว จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ยังเตรียมอาหารแซ่บๆ ไว้ให้ได้ลิ้มลอง ทั้งอาหารอีสานแท้ๆ และอาหารฟิวชั่นที่ผสมความเป็นอีสานเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ส่วนของที่ระลึก ก็มีทั้งสินค้าจากฟาร์ม ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์จิม ทอมป์สัน และของพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะที่ฟาร์มเท่านั้น ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เปิดจำหน่ายบัตร Early Bird ในราคาสุดคุ้มแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 6 ธันวาคม 2567 เท่านั้น วันจันทร์-ศุกร์ : เด็กและผู้สูงอายุ 90 บาท/ผู้ใหญ่ 150 บาท วันเสาร์-อาทิตย์ : เด็กและผู้สูงอายุ 90 บาท/ผู้ใหญ่ 200 บาท ซื้อบัตรได้ที่พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน หรือซื้อออนไลน์ผ่าน Ticketmelon https://rebrand.ly/PressReleaseJTF ติดตามรายละเอียดกิจกรรมล่าสุด ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/JimThompsonFarmTour

ผู้ชายในแบบ‘MOO Bangkok Autumn/Winter 2024’

https://www.naewna.com/lady/838474

ผู้ชายในแบบ‘MOO Bangkok Autumn/Winter 2024’

ผู้ชายในแบบ‘MOO Bangkok Autumn/Winter 2024’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

MOO Bangkok (หมู แบงค็อก) แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายและไลฟ์สไตล์ โดย หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Asava Group เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด “MOO Bangkok Autumn/Winter 2024” นำเสนอความเป็นUrban Casual อันเป็นดีเอ็นเอหลักของแบรนด์ พร้อมหยิบเอาบรรยากาศความมีชีวิตชีวาไลฟ์สไตล์ “Countryman” มาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวผ่านชุดในคอลเลคชั่น ที่ไม่เพียงแต่จะสะท้อนตัวตนผู้ชายในแบบของ MOO แต่ยังตอบโจทย์ทุกกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละบทบาท ได้แก่ Gardeners Workwear, Boy Scout และ Cowboy Western บนโครงชุดที่ปรับให้มีความร่วมสมัย ตลอดจนการเพิ่มลูกเล่นและดีเทลเฉพาะตัวบนเสื้อผ้าที่ผสมผสานกลิ่นอายความเป็น Preppy, Vintage และ Uniform เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว 

คอลเลคชั่นนี้เลือกตีความในแง่มุมที่ต่างจากเดิม สื่อให้เห็นถึงการต่อยอดของแบรนด์ที่นำเสนอรายละเอียดใหม่ๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่านโครงเสื้อที่สามารถไป Mix & Match ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแจ๊กเกต (Bill Jacket) ตัดแต่งด้วยเทคนิค Block Screen จับคู่กับกางเกงทรงขากระบอกตรง (Two Tone Straight Leg Pants) ที่ตัดต่อชิ้นแต่งดีเทล Double Knee ให้โททัลลุคที่ผสมผสานความเป็น Gardener และ Workwear ไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีเสื้อเชิ้ต (Classic Shirt) ตกแต่งด้วยกระเป๋าหน้าสไตล์ Cowboy Western เสื้อโปโลปกปีกกว้าง (Jersey Polo Shirt) และเสื้อยืดสกรีนโลโก้สำหรับวันสบายๆ (Cotton Comb T-Shirt) รวมถึงไฮไลท์ไอเทมอย่าง เสื้อแจ๊กเกตทรงบ๊อกซี่ (Boxy Jacket) เข้าชุดคู่กับกางเกงคาร์โก้ (Cargo Pants) ที่โดดเด่นด้วยดีเทลแบบ Boy Scouts เช่น สัญลักษณ์ Label ลายพิเศษที่จะมีให้เห็นเฉพาะคอลเลคชั่นนี้ การปักอาร์มลูกเสือ และเสื้อแจ๊กเกต(Tartan Jacket) ปักเดินเส้นคำว่า “MOO Explorers Club”สื่อถึงการออกเดินทางครั้งใหม่อย่างมีสไตล์ในแบบของตนเอง

ส่งท้ายช่วงปลายปีด้วยการครีเอทลุคแบบหมูๆ ผ่านเทคนิคที่ถูกสอดแทรกอยู่ในแต่ละไอเทม เช่น การมัดย้อมผ้า (Tie Dye Fabric) ที่จะช่วยเพิ่มความสนุกให้กับคนที่อยากลดเลเยอร์เสื้อผ้าให้ดูคล่องแคล่วยิ่งขึ้น การสร้างเรื่องราวผ่านลายผ้าที่มีความโดดเด่นโดยเลือกใช้พาเลทสีสดใส เช่น สีเขียว (Vivid Green) สีส้มอิฐ (Brick Orange) สีเหลือง (Pale Yellow) และสีฟ้าอ่อน (Light Blue) ควบคู่ไปกับการปรับเฉดสีเพื่อเพิ่มมิติในรูปแบบ Tone on Tone ให้สอดคล้องไปในโทนเดียวกัน สำหรับให้นำไปสไตล์ลิ่งกับเบสิกไอเทมได้ตามใจชอบ

ช้อปคอลเลคชั่น MOO Bangkok Autumn/Winter 2024 ได้แล้วที่ MOO Bangkok Flagship Store ชั้น 1 โซน Comma And ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และชั้น 2
โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์ (แผนกเสื้อผ้าบุรุษ) ศูนย์การค้าสยามพารากอน และช่องทางออนไลน์ที่ Website : www.moobangkok.com, Line Official : @moobangkok, Line Shopping : https://shop.line.me/@moobangkok, Lazada: https://www.lazada.co.th/shop/moobangkok และ Central Online: https://www.central.co.th/th/moo

นมตรามะลิและองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยร่วมลงนาม MOU ดึง‘น้องหมูเด้ง’ระดมทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์

https://www.naewna.com/lady/838475

นมตรามะลิและองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยร่วมลงนาม MOU  ดึง‘น้องหมูเด้ง’ระดมทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์

นมตรามะลิและองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยร่วมลงนาม MOU ดึง‘น้องหมูเด้ง’ระดมทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นมตรามะลิ และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมลงนาม MOU ระดมทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัย และดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์โดยดึง “น้องหมูเด้ง” เป็นสัญลักษณ์ พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างบ้านให้กับสัตว์เกษียณ ภายใต้โครงการ “น้องหมูเด้งสร้างบ้านให้คุณยายมะลิ” ฮิปโปที่มีอายุยืนที่สุดในประเทศไทย

บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์ “นมตรามะลิ” ผลิตภัณฑ์นมข้นหวานยอดขายอันดับ 1 ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) กับ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในโครงการ “หมูเด้ง” ชวนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์ เพื่อสนับสนุนในการดูแลชีวิตและสวัสดิภาพของสัตว์ป่านานาชนิด อีกทั้งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือ ที่ได้รับผลกระทบทำให้ทรัพย์สิน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงได้รับความเสียหายทั้งนี้ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และนมตรามะลิ ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อน และมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสังคมไทย ทั้งในด้านการดูแลสัตว์และการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆเพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยเร็ว

นอกจากนี้ นมตรามะลิ ยังได้มอบเงินสนับสนุนให้กับโครงการอุปถัมภ์สัตว์ป่าสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ในการสร้างบ้านให้ “แม่มะลิ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อปรับปรุงพื้นที่เลี้ยงฮิปโปโปเตมัส “แม่มะลิ” ให้เหมาะสม เนื่องจากแม่มะลิเป็นฮิปโปโปเตมัสที่อายุยืนที่สุดในประเทศไทย ซึ่งในปี 2568 จะมีอายุครบ 60 ปี และนอกจากปรับปรุงพื้นที่เลี้ยงสัตว์แล้ว ยังเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้เกี่ยวกับฮิปโปโปเตมัสในธรรมชาติและประวัติของแม่มะลิให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอีกด้วย

พิมพ์ จารุเศรนี กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด (นมตรามะลิ) กล่าวว่าเนื่องจากบริษัทฯตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างพัฒนาการ การส่งเสริมความรู้ในเด็ก รวมถึงความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพในเด็กให้ดียิ่งขึ้น ประกอบกับลูกฮิปโปโปเตมัสแคระ “หมูเด้ง” มีพฤติกรรมน่ารักจนเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนทั่วโลก ทำให้ประชาชนหลั่งไหลมาเที่ยวสวนสัตว์เปิดเขาเขียวเป็นจำนวนมาก นมตรามะลิจึงเห็นว่าการใช้ภาพลักษณ์ของหมูเด้งมาช่วยโน้มนำให้แฟนคลับ คนรักหมูเด้งมาร่วมสมทบทุน และร่วมกิจกรรมในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของแม่มะลิ น่าจะเป็นประโยชน์กับสวนสัตว์เปิดเขาเขียวและองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยมากขึ้น ทางนมตรามะลิจึงได้จัดตั้งโครงการ “น้องหมูเด้งสร้างบ้านให้คุณยายมะลิ” และมอบเงินให้กับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จำนวนรวมทั้งสิ้น 300,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้สวนสัตว์เปิดเขาเขียวได้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยของแม่มะลิให้มีสภาพแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่เด็กๆ สามารถหาความรู้ได้ และยังเป็นแหล่งทำกิจกรรมร่วมกันที่ดีภายในครอบครัวอีกด้วย

“นมตรามะลิจะจัดทำ Mascot และผลิต Merchandise รูปแบบต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ของบริษัทในเวอร์ชั่นพิเศษ ที่มีน้องหมูเด้งอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ให้เหล่าแฟนคลับได้ร่วมในกิจกรรมและมีส่วนร่วมในโครงการเหล่านี้ ทางบริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการได้ดำเนินกิจกรรมร่วมกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จะช่วยส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ในสวนสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะ “แม่มะลิ”ที่เคยเป็นขวัญใจของประชาชนเหมือนกับ “นมตรามะลิ”ที่อยู่คู่ครัวของคนไทยมากว่า 60 ปี”

3 เยาวชนคว้ารางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024) สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ใน ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

https://www.naewna.com/lady/838438

3 เยาวชนคว้ารางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)  สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ใน ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

3 เยาวชนคว้ารางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024) สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ใน ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

3 เยาวชนรุ่นใหม่จาก 3 ภูมิภาค สร้างสรรค์ผลงานตรงโจทย์ ตรงใจกรรมการ คว้ารางวัลจากกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024) ระดับประเทศ ที่
กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดขึ้นตามโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่เพื่อบ่มเพาะทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชน ทั้งยังพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ที่จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมให้เป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

สำหรับกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024) ระดับประเทศ ประกอบด้วยการจัดอบรมให้ความรู้กับเยาวชน รุ่นใหม่อายุระหว่าง 13-25 ปี ที่มีความสนใจในการศึกษาเรียนรู้ และมุ่งมั่น สืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยและพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรมในพื้นที่ 4 ภูมิภาค จำนวน 101 ราย/ชิ้นงานและมีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกผลงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่การประกวดฯ ระดับประเทศ จำนวน 24 ราย/ชิ้นงาน

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมการประกวดรอบชิงชนะเลิศ ระดับประเทศ และพิธีมอบรางวัล ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องแอมเบอร์ 2-3 อาคารศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชนโดยมี นายไพโรจน์ โสภาพร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการฯ รวมทั้งที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้าร่วมงาน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นักออกแบบ ดีไซเนอร์ผ้าไทยที่มีชื่อเสียง ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และการตลาดมาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน

หลังจากผ่านกระบวนการคัดเลือกและให้ความรู้อย่างเข้มข้น เพื่อนำเสนอชิ้นงานต่อหน้าคณะกรรมการ ผู้ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ คือ นายวรายุทธ สมปาน จากจังหวัดนครพนม เจ้าของผลงานผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าจากเส้นใยขวดน้ำพลาสติก รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ นางสาววาสนา ประชุมทอง สาวใต้จากจังหวัดสตูล เจ้าของผลงานกระเป๋าไหมพรมที่ได้แรงบันดาลใจหม้อข้าวหม้อแกงลิง และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ นายธนัชชา ทองเหมาะ หนุ่มเหนือจากจังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าของผลงานผ้าไทหล่มที่มีนำเทคนิคการทอของภาคเหนือมาผสมผสาน

หนุ่มอีสานมุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งทอที่ดีต่อโลก ดีต่อชุมชน

นายวรายุทธ สมปาน จากศูนย์ออกแบบและสร้างสรรค์ผ้าและสิ่งทอFTCDC เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีโจทย์ชัดเจนว่า ต้องการออกแบบสิ่งทอเหลือใช้ด้วยพลาสติกจากในชุมชน เพราะตนเองเป็นแกนนำในการกำจัดของเสียในชุมชน ซึ่งพบว่ามีขยะขวดน้ำพลาสติกอยู่จำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาปลายทางของการแก้ปัญหาขวดน้ำพลาสติกมักจบลงที่การเก็บไปชั่งกิโลเพื่อขายต่อตนจึงอยากต่อยอดความรู้ด้านนวัตกรรมUpcycling ในการแปลงร่างขวดพลาสติกใสPET ให้เป็นเส้นใย เพื่อทดแทนการใช้ฝ้ายในการนำมาทอผ้า โดยเฉลี่ยแล้ว ขวดน้ำพลาสติกประมาณ 19-25 ขวด จะสามารถUpcycling เป็นเส้นใยได้ประมาณ1 กิโลกรัม สามารถทอผ้าได้ประมาณ6 เมตร สำหรับผลงานชิ้นนี้ ได้ใช้เส้นใยที่มาจากการ Upcycling ประมาณ 20 เมตร

นายวรายุทธ ยังเล่าถึงความน่าสนใจของเส้นใยที่ได้ว่า นอกจากจะได้ช่วยโลกลดของเสีย ลดต้นทุนในการผลิตไม่ต้องใช้ฝ้าย และตัดเย็บแบบให้เหลือเศษผ้าน้อยที่สุด หรือหากให้จำเป็นต้องเหลือก็นำมาใช้กุ๊นเพื่อตกแต่งเป็นลวดลายบนผ้าเพื่อดูมีมิติ ส่วนเส้นใยที่ได้ยังสามารถนำไปย้อมสีด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือการย้อมสีโดยไม่ใช้น้ำ แต่ใช้วิธีฉีดสีลงไปที่เส้นด้ายแทน

“ผมเลือกใช้สี Reactive ซึ่งเป็นสีธรรมชาติ ในการย้อมเส้นใยก่อนจะนำไปทอเป็นผืนผ้า นำปรากฏการณ์ออโรรา(Aurora) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์การเกิดแนวแสงสว่างสีต่างๆ บนท้องฟ้ายามค่ำคืนมาเป็นแรงบันดาลใจ โดยสร้างสรรค์ชิ้นงานให้ออกเป็นโทนสีเขียว น้ำเงิน ขณะเดียวกันยังไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นลูกหลานชาวอีสาน ด้วยการออกแบบลวดลายผ้า ให้เหมือนหนอนชาเขียว

การได้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งความหวังไปไกลถึงขั้นว่าจะได้รางวัลด้วยซ้ำ แต่เห็นว่ากิจกรรมนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขามาให้ความรู้นอกเหนือจากเรื่องการออกแบบ ยังมีความรู้เรื่องการตลาด เทรนด์ต่างๆรวมถึงการพิชิตใจผู้บริโภค ทำให้ได้ความรู้ดีๆ นำไปปรับใช้เพื่อสานฝันที่อยากจะสร้างแบรนด์ ที่นำภูมิปัญญาของท้องถิ่นมาผสานกับการนำนวัตกรรมที่นำไปสู่ความยั่งยืนให้ไปไกลในระดับสากล”

กระเป๋าถัก แรงบันดาลใจจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงของแม่

มาถึงสาวใต้ นางสาววาสนา ประชุมทอง นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เจ้าของผลงานกระเป๋าถัก ที่ได้แรงบันดาลใจจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่คุณแม่ซึ่งมีอาชีพกรีดยางชื่นชอบในรูปร่างที่แปลกตาถึงขนาดเก็บมาเป็นของประดับบ้าน และยังชอบทำขนมหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้รับประทาน จนทำให้เจ้าตัว รู้สึกคุ้นตาและคุ้นเคยกับต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงมาตั้งแต่เด็ก เมื่อได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ให้มาร่วมกิจกรรมนี้ จึงตัดสินใจสร้างสรรค์ผลงานกระเป๋าถัก โดยใช้รูปทรงของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และไม่มีต้นแบบที่ไหน อาศัยลองผิดลองถูก แถมยังเพิ่มกิมมิกให้ชิ้นงานมีความโดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคไหมปักไหม และการใช้สีของไหม เพื่อสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าทางใต้ ที่มีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงอยู่มาก เช่น สีเขียว เป็นตัวแทนของพืชที่กำลังเติบโต สีน้ำตาลเป็นตัวแทนของดิน และสีฟ้าเป็นตัวแทนของน้ำ เป็นต้น

“จุดเด่นของผลงานนี้ คือ ความแปลกคิดนอกกรอบ กว่าจะออกมาเป็นชิ้นงานทั้งแกะทั้งรื้ออยู่หลายรอบ เพราะเราทำตามจินตนาการ ไม่ได้มีแพทเทิร์นให้ทำตาม ซึ่งในอนาคต คิดว่า อยากจะต่อยอด ด้วยการลองนำวัสดุใหม่ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น เชือกกล้วยมาย้อมสีแล้วถักดู น่าจะเพิ่มความสนใจให้มากขึ้น”

สำหรับความประทับใจในการมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ นางสาววาสนา กล่าวว่า การได้รางวัลเป็นสิ่งที่เกินคาด แต่สิ่งที่คุ้มค่า คือ ความรู้และประสบการณ์โดยเฉพาะในเรื่องการทำตลาด การสร้างแบรนด์ ที่ประทับใจที่สุด คือ การได้เห็นว่าคณะกรรมการทุกท่านพร้อมเปิดกว้าง และยอมรับไอเดียใหม่ๆ

“ตอนที่ทำชิ้นงาน เรายังแอบคิดว่าด้วยรูปทรงที่แปลกประหลาด กรรมการจะชอบไหม แต่กลายเป็นว่ากรรมการทุกท่านพร้อมเปิดรับ และยังให้คำแนะนำดีๆไปต่อยอด ซึ่งเป็นกำลังใจที่ดีมากๆ และคิดว่า อยากจะกลับไปทำผลงาน เพื่อนำลองขายที่ศูนย์ OTOP นอกจากนี้อยากฝากบอกไปถึงคนที่อาจจะอยากสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ หรือไม่มั่นใจว่า ให้ก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน กล้าที่จะนำเสนอความเป็นตัวเอง และทำออกมาให้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องกั๊กเพราะบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าแปลกประหลาดอาจจะมีคนที่ชื่นชอบก็ได้”

ผ้าทอชาติพันธุ์ กับการผสมผสานที่กลมกล่อม

ปิดท้ายด้วย นายธนัชชา ทองเหมาะ จากเฮือนธนัชชาจังหวัดเพชรบูรณ์ ตัวแทนหนึ่งเดียวจากภาคเหนือ ที่เลือกนำผ้าแพรไส้ปลาไหล ผ้าทอพื้นเมืองไทหล่ม ที่มีเอกลักษณ์มีเส้นยืนหลายสีๆ คล้ายกับผ้าขาวม้า มาเพิ่มความน่าสนใจด้วยการใช้เส้นพุ่งที่มาพร้อมเทคนิคเกาะล้วง ที่เป็นการปักผ้าให้เรียบเนียนไปกับผืนผ้า แต่มีลวดลายซ่อนอยู่ โดยเสน่ห์ของผลงานชิ้นนี้ คือ การเล่นกับการจับคู่สีสันกว่า 20 เฉด เพื่อรังสรรค์เป็นผ้าคลุมไหล่ฉีกกรอบของผ้าทอพื้นเมืองไทหล่มแบบเดิมที่เป็นสีโทนหม่น

“ผมเลือกใช้สีจาก “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2025” ตามแนวพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเลือกใช้โทนสี Warm Embrace : โอบอ้อมอบอุ่น เป็นสีพาสเทล ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกไฮเดรนเยียร์โดยตั้งใจใช้ความงดงามของเฉดสีที่หลากหลาย ที่สื่อได้หลายอารมณ์ เพื่อสร้างความน่าสนใจ และสะท้อนถึงความหลากหลายของผู้คนในสังคม”

นายธนัชชา บอกเล่าถึงความประทับใจในการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า เหมือนเป็นการพาตัวเองออกจากกรอบเดิมๆ มาเรียนรู้และอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ เพื่อก้าวไปให้ทันกับกระแสโลก โดยถือคติ เรียนรู้และต่อยอด คือ ของดั้งเดิมก็ยังไม่ทิ้ง แต่ทำใหม่ เพื่อให้ก้าวทันโลก

“ผมคิดว่า กิจกรรมในครั้งนี้ แตกต่างจากการประกวดอื่นๆ ตรงที่เป็นการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ ในการมาสร้างสรรค์ไอเดียทำชิ้นงานคราฟท์เพื่อให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่จริงๆ ซึ่งการได้มาร่วมกิจกรรมทำให้ได้ความรู้ และไอเดียดีๆ มากมายกลับไปใช้อย่างเรื่องของการใช้สี ที่ผ่านมา ในฐานะประธานกลุ่มทอผ้าเฮือนธนัชชา ได้มีการปรับเปลี่ยนโทนสีเพื่อให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีการใช้สีจากธรรมชาติในการย้อมอนาคตอยากจะพัฒนากระบวนการให้เป็น Zero Waste มากขึ้น”

กับความท้าทายในการต่อยอดภูมิปัญญาไทยไปสู่เวทีโลก นายธนัชชา มองว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือ การสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จัก “ผมเชื่อว่า คนที่มองหางานคราฟท์มีอยู่มากมาย แต่จะทำอย่างไรให้แบรนด์ของเราเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งต้องย้อนกลับมาที่การสร้างแบรนด์ ซึ่งผมมองว่า หนึ่งในวิธีการง่ายๆ คือ การพาตัวเอง (แบรนด์) ออกมาเรียนรู้อัปเดตเทรนด์เทคนิคใหม่ๆ เพื่อนำกลับไปปรับใช้ หรือ การมาร่วมกิจกรรมดีๆ แบบนี้นอกจากจะได้ทักษะและประสบการณ์ ยังเป็นการโชว์ศักยภาพให้คนภายนอกได้รู้จักและเห็นฝีมือของเรา เพราะสุดท้ายแล้วผมเชื่อว่า ผลงานคราฟท์ของคนไทยทำออกมาแล้วขายได้แน่นอน เพียงแต่ต้องหากลุ่มลูกค้าที่ชอบให้เจอ” นายธนัชชากล่าวทิ้งท้าย

ผลงานของ วรายุทธ สมปาน

ผลงานของ วรายุทธ สมปาน

กระเป๋าถักของ วาสนา ประชุมทอง

กระเป๋าถักของ วาสนา ประชุมทอง

บรรยากาศพิธีมอบรางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

บรรยากาศพิธีมอบรางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

ผู้เข้าประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

ผู้เข้าประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

ดานอนสนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองความเสี่ยง ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

https://www.naewna.com/lady/838424

ดานอนสนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองความเสี่ยง  ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

ดานอนสนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองความเสี่ยง ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท ดานอน สเปเชียลไลซ์ นิวทริชั่น (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือ Iron Deficiency Anaemia (IDA) ให้แก่สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร โดยดานอน ประเทศไทยมีเป้าหมายให้เกิดการคัดกรองภาวะดังกล่าวแก่เด็กๆ โดยไม่ต้องเจาะเลือด โดยถือเป็นก้าวที่สำคัญเพื่อให้มีการตรวจพบแต่เนิ่นๆ และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพและพัฒนาการสมองในระยะยาว

การสนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของดานอนที่ว่า “สุขภาพของผู้คนและสภาวะของโลกเชื่อมโยงถึงกันและกัน” ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการมีส่วนร่วมพัฒนาสาธารณสุขผ่านความร่วมมือในโครงการต่างๆ จากการรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเด็กๆ อายุระหว่าง 6-59 เดือน ในประเทศไทยถึง 24.9% ได้รับผลกระทบจากภาวะโลหิตจาง ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่รุนแรงต่อสุขภาพและ ดานอนจึงต้องการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการตรวจหาภาวะดังกล่าวแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถให้การรักษาได้ทันท่วงทีก่อนภาวะนี้จะส่งผลกระทบในระยะยาว

เพื่อสนับสนุนความตั้งใจนี้ดานอน ประเทศไทย จึงสนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเพื่อการตรวจสุขภาพสำหรับเด็กๆ 3,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นอัตราการเกิดของเด็กๆ ในกรุงเทพมหานครที่เพิ่มขึ้นจาก 82,169 คน ในปี 2565 เป็น 85,582 คน ในปี 2566 โดยการสนับสนุนเครื่องมือดังกล่าว ดานอนคาดหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพและสุขภาวะที่ดีขึ้นสำหรับเด็กๆ ในประเทศไทย เพื่อให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้นในอนาคต

Danish Rahman General Manager จาก Danone Southeast Asia กล่าวว่า “ดานอนมีความมุ่งมั่นในการสร้างความตระหนักรู้และเพิ่มโอกาสการคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กให้แพร่หลายยิ่งขึ้น เราจึงขอสนับสนุนเครื่องมือเพื่อการคัดกรองโดยไม่ต้องเจาะเลือดนี้ให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยหวังว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการร่วมสนับสนุนให้เด็กๆ ได้รับการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเพื่อป้องกันผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาวด้วยการรักษาอย่างทันท่วงที และความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครนี้ก็เป็นก้าวสำคัญที่เน้นย้ำวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของดานอนในการร่วมพัฒนาสุขภาพและโภชนาการให้แก่เด็กๆทั่วประเทศไทย ดังเช่นที่ดานอนทั่วโลกผลักดันวาระด้านสุขภาพมาตลอด”

แพทย์หญิงดวงพร ปิณจีเสคิกุล รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าว “สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับดานอน ประเทศไทย เพื่อให้เกิดการคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนี้ การตรวจสุขภาพโดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สามารถตรวจพบภาวะเสี่ยงเพื่อการป้องกันได้ทันท่วงที เครื่องมือเพื่อคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กแบบไม่ต้องเจาะเลือดที่เราได้รับการสนับสนุนนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการตรวจสุขภาพของทางสำนักอนามัย ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเพื่อสุขภาพของเด็กทั่วกรุงเทพมหานคร”  

นอกจากการสนับสนุนเครื่องมือในครั้งนี้ ดานอน ประเทศไทย จะยังคงมุ่งมั่นเพื่อสนับสนุนวาระด้านสาธารณสุขและพร้อมร่วมมือกับบุคลากรด้านสุขภาพ นักวิจัย และชุมชนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านสุขภาพและโภชนาการต่อไป

มาสเตอร์คลาสกับศิลปินนักแสดงระดับโลกและการแสดงรอบพิเศษสำหรับเยาวชน ส่วนหนึ่งของ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26

https://www.naewna.com/lady/838440

มาสเตอร์คลาสกับศิลปินนักแสดงระดับโลกและการแสดงรอบพิเศษสำหรับเยาวชน  ส่วนหนึ่งของ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26

มาสเตอร์คลาสกับศิลปินนักแสดงระดับโลกและการแสดงรอบพิเศษสำหรับเยาวชน ส่วนหนึ่งของ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หลังจากเปิดประสบการณ์การรับชมการแสดงระดับโลกที่อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต กับ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26
(Bangkok’s 26th International Festival of Dance & Music) ตลอด 6 สัปดาห์เต็ม กับ 18 รอบการแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศครบรส อบอวลไปด้วยความสุข รอยยิ้ม ความรื่นรมย์ ตื่นตา และทรงพลัง นอกจากนี้ ทางมหกรรมฯ ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึงโลกแห่งศิลปะการแสดง การเต้น และ ดนตรี ผ่าน โครงการเพื่อเยาวชน หรือ Student Outreach Program พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านศิลปะการแสดงและดนตรีสำหรับเยาวชนในประเทศไทย ผ่านการแสดงรอบพิเศษ มาสเตอร์คลาส เวิร์กช็อป โอกาสในการแสดงบนเวทีร่วมกับศิลปินระดับโลก และกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ราซีน่าร์ อูเบรอย บาจาจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล คัลเจอรัล โปรโมชั่น จำกัด กล่าวว่า “โครงการเพื่อเยาวชน หรือ Student Outreach Program จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2565 เป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชน นักเรียน ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เข้าถึงโลกแห่งศิลปะการแสดง การเต้นและดนตรีระดับโลกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ซึ่งปีนี้ประกอบไปด้วย “การแสดงรอบพิเศษ” สวอนเลค ออน ไอซ์ โดย คณะ ดิ อิมพีเรียล ไอซ์ สตาร์ส และ เดอะ นัทแครกเกอร์ โดย คณะโตเกียว ซิตี้ บัลเลต์ เปิดโอกาสให้เยาวชนจาก 30 โรงเรียน กว่า 1,200 คนทั่วประเทศ เยาวชนผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ เด็กและเยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมฯ และสถานพินิจฯ ในสังกัดกรมพินิจฯ รับชมการแสดงบัลเลต์ครั้งแรกในชีวิต “มาสเตอร์คลาส และเวิร์กช็อป”กับศิลปินนักแสดงระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นแดนซ์ เวิร์กช็อป โดย มาสเตอร์โค้ช จากคณะบอลชอยบัลเลต์ กรุงมอสโก คณะบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกยาวนานกว่า 250 ปี และคณะมาลองแด็ง บัลเลต์ บิอาริซ คณะบัลเลต์ชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส มาสเตอร์คลาสการเต้นร่วมสมัย โดย คณะ พอล เทย์เลอร์ แดนซ์ คอมพานี จากสหรัฐอเมริกา ไวโอลิน มาสเตอร์คลาส โดยนักไวโอลิน และโซโลอิส จากวง สเตท ซิมโฟนี ออร์เคสตรา ออฟ อุซเบกิสถาน จาก อุซเบกิสถาน วงออร์เคสตราเพชรน้ำหนึ่งของเอเชียกลางมาสเตอร์คลาสสเก็ตน้ำแข็ง โดยศิลปินจากคณะ ดิ อิมพีเรียล ไอซ์ สตาร์ส จากสหราชอาณาจักร ที่ลานไอซ์สเก็ต IWIS และมาสเตอร์คลาสร้องเพลงคลาสสิก โดยศิลปินจากโอเปราเรื่องทูรันโดต์ โดย คณะ ไชน่า เนชันแนล โอเปรา เฮาส์สาธารณรัฐประชาชนจีน”

โครงการเพื่อเยาวชนปี 2024 ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล เพื่อมอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ใช้ศิลปะในการเปิดโลกทัศน์ ยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านศิลปะการแสดงและดนตรีสำหรับเยาวชนในประเทศไทย พร้อมหล่อหลอมความเข้าใจในด้านดนตรี การเต้นรำ การละคร และศิลปะ จากหลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายประเทศ และมอบโอกาสพิเศษในการสัมผัสประสบการณ์การรับชมการแสดงระดับโลกแก่ผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการในรอบการแสดงพิเศษ ทั้งการสนับสนุนรถรับ-ส่งสำหรับนักเรียนจากหลายสถาบัน โดย คุณปริม จิตจรุงพร และการสนับสนุนอาหารว่างแก่นักเรียนนักศึกษาและเด็กด้อยโอกาส โดย คุณชยธร แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ กลุ่มงานกลยุทธ์และนวัตกรรม บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26 ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน), บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กระทรวงวัฒนธรรม ติดตามความเคลื่อนไหว และการแสดงสุดยิ่งใหญ่ระดับโลกในปี 2568 ได้ที่ เฟซบุ๊ก: Bangkok’s International Festival of Dance & Music หรือ www.bangkokfestivals.com