ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 19 ตุลาคม 2567

https://www.naewna.com/lady/836169

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 19 ตุลาคม 2567

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 19 ตุลาคม 2567

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ชวนชิมโดนัทหน้าใหม่ 4 สไตล์ ในเทศกาล “Halloween Ghosts and Ghouls” ชิ้นละ 35 บาท ถึง 31 ต.ค. ที่ ร้านคริสปี้ครีม กว่า 50 สาขา ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ชวนชิมไอศกรีมมาการอง“Häagen-Dazs x Pierre Hermé’ รสชาติใหม่ “Vanilla & Blueberry” และ “Yuzu & Lemon” ที่ ร้านฮาเก้น-ดาส ทุกสาขาทั่วประเทศ

ชวนชิมอาหารบรันช์การกุศล “International Chef’s Day : The Living Legend Chefs Charity Brunch for UNHCR” ระดมเพื่อ กองทุนภาวะฉุกเฉินเพื่อผู้ลี้ภัย อาทิตย์ที่ 20 ต.ค.
ที่ บลู เอเลเฟ่นท์ สาขาสุขุมวิท

ชวนชิม

ชวนชิม 4 เมนูเครื่องดื่มใหม่ ก้าวเข้าสู่โลกของ SLLO (ซอลโล่) Art toy ถึง 10 ม.ค.2568 ที่ AT FIRST CAFÉ @MBK CENTER ร้านคาเฟ่ ในเครือ บมจ.โอซีซี ที่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ชวนชิม 5 เมนูซิกเนเจอร์ ต้นตำรับสไตล์ฮอกไกโด ในโปรโมชั่นพิเศษฉลองครบรอบ 11 ปี ลดราคา 30% ถึง 31 ต.ค.ที่ ร้านอาหารญี่ปุ่น “สึโบฮาจิ” ทุกสาขา

ชวนชิม 2 เมนูใหม่ “ดับเบิ้ล #หมูเด้งพันธุ์ไทย” ทั้งหมูเด้งเย็น และหมูเด้งปั่น ถึง 31 ธ.ค. เฉพาะที่ ร้านพันธุ์ไทย สาขาสวนสัตว์เปิดเขาเขียว และอีก 65 สาขาใน จ.ชลบุรี

ชวนช็อป

เครือเฮอริเทจ ชวนช็อปถั่วอัลมอนด์จากแคลิฟอร์เนีย พร้อมความเผ็ดรูปแบบใหม่“บลูไดมอนด์ เอ็กซตรีม ซีรี่ส์” 3 รสชาติความเผ็ดซอสพริกศรีราชา รสโคเรียนบาร์บีคิว และรสโวคาโน่ ที่ร้านค้าชั้นนำ

ชวนช็อป ข้าวโพดอบกรอบผสมแครนเบอร์รี ป๊อปคอร์นที่หอมหวานกรุบกรอบเต็มคำพร้อมรสหวานอมเปรี้ยวของแครนเบอร์รีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ โทร.02-8130954-5

ชวนช็อปสินค้าในเทศกาลฮาโลวีนระดับโลก “Thailand’s Halloween Fest 2024” พร้อมฉลองครบรอบ 85 ปี “แบทแมน” ถึง 31 ต.ค.ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วประเทศ

ชวนใช้

ชวนร่วมกิจกรรม “Health & Wellness ART THERAPY#ศิลปะดูแลหัวใจ” ด้วยกิจกรรม “วาดรูประบายสีบนเฟรมผ้าใบ” วันเสาร์ที่ 19 ต.ค. ที่ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค

ชวนผจญภัยในงาน “INTO THE WOODS” ไขปริศนาดินแดนอียิปต์โบราณ ชมสัตว์นานาพันธุ์ อาทิ เหยี่ยวแฮริส กิ้งก่าอีกัวน่าเผือก และงูเหลือมทอง ถึง 23 ต.ค. ที่ ศูนย์การค้าเดอะไนน์เซ็นเตอร์ พระราม 9

ชวนร่วมกิจกรรม “ยังก์ ไหว คลับ (Young Wai Club) โชว์ลีลาศ วาดลีลา” พร้อมเวิร์กช็อปสำหรับคนวัยเก๋า ทุกวันพฤหัสบดี-วันศุกร์ ตลอดเดือนตุลาคม ที่ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค

ชวนชม

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน “มหาราชารำลึก” ในวันพุธที่ 23 ต.ค. เวลา 12.55-13.10 น. และสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “มหัศจรรย์เมืองระนอง” ในวันอาทิตย์ที่ 27 ต.ค. เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ชวนชมการประกวด “World Junior Thailand 2024” เฟ้นหาสุดยอดนางแบบมืออาชีพ จากผู้เข้าประกวดทั่วประเทศ วันเสาร์ที่ 19 ต.ค. ที่ ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ชวนชมการประกวดร้องเพลงและเต้นในเวทีเดียว ในงาน “VOCAL & DANCE CONTEST 2024” พร้อมกิจกรรมเล่นเกมลุ้นรับรางวัล อาทิตย์ที่ 20 ต.ค. ที่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : อาหารเลิศรสพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ จาก 12 โรงแรมชั้นนำ

https://www.naewna.com/lady/836170

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : อาหารเลิศรสพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ จาก 12 โรงแรมชั้นนำ

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : อาหารเลิศรสพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ จาก 12 โรงแรมชั้นนำ

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่จะคอยสรรหาเมนูจานเด็ด พร้อมโปรโมชั่นพิเศษให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร ในสุดสัปดาห์นี้ พบกับอาหารอร่อยในสไตล์ต่างๆ รวม 12 โรงแรม เริ่มต้นกันที่

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอ อาหารมื้อค่ำสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน อาทิ เนื้อวากิวทาร์ทาร์, กุ้งล็อบสเตอร์ย่าง, เนื้อแกะกุนดาไก ฯลฯ ที่ ห้องอาหารเรดสกาย ชั้น 55วิวพาโนรามา 360 องศา โทร.02-1006255

โรงแรมแชงกรี-ลา นำเสนอรสชาติอันเผ็ดร้อนของอาหารเสฉวน รังสรรค์โดยทีมเชฟจากโรงแรมแชงกรี-ลาเฉิงตู ในโปรโมชั่น “ความมหัศจรรย์แห่งอาหารเสฉวน” 27 ต.ค.ถึง 2 พ.ย. ที่ ห้องอาหารจีน แชงพาเลซ โทร.02-2367777

โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ นำเสนอ “ปูขนฮ่องกงนึ่งใบชา” เนื้อปูแน่นๆ พร้อมน้ำจิ้มผสมขิงสูตรเฉพาะ ราคาตัวละ 1,200 บาท เปิดบริการทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น ที่ ห้องอาหารจีนหยก โทร.02-2794567

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล นำเสนออาหารจีนกวางตุ้ง และวัตถุดิบสุดพิเศษประจำฤดูกาล“ปูขน” (Hairy Crab) ที่ส่งตรงจากมณฑลเจ้อเจียง(Zhejiang) ประเทศจีน ตั้งแต่ 25 ต.ค. ถึง 30 พ.ย. ที่ ห้องอาหารซัมเมอร์ พาเลซ โทร.02-6560444

โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ นำเสนอ “Japanese Fair-Sense of Japan 2024” ตลอด 3 วันเต็ม 1-3 พ.ย. กับกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับที่ ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ โทร.02-6879000

โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น นำเสนอ บุฟเฟต์อาหารนานาชาติ และบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น กับโปรโมชั่นสุดพิเศษอายุ 65 ปี ทานฟรี (มากับครอบครัว 4 ท่านขึ้นไป) ในวันที่ 23 ต.ค. ที่ ห้องอาหารสรัสวดีและ ห้องอาหารญี่ปุ่นเอโดะ โทร.02-1595888

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นำเสนอโปรฯ “65 ปีทานฟรี” วันปิยมหาราช 23 ต.ค. บุฟเฟต์อาหารนานาชาติ มื้อกลางวัน ท่านละ690 บาท และมื้อเย็นเพิ่มซีฟู้ดออนไอซ์ 790 บาท ที่ ห้องอาหารเปรมประชากร โทร.02-5755599

โรงแรมชาเทรียม เรซิเดนซ์ สาทร นำเสนอRapido set lunch ชุดอาหารกลางวัน 2 คอร์ส699 บาท++ หรือ 3 คอร์ส 899 บาท++ ที่ ห้องอาหารอัลบรเซียส์ โทร.02-6720200

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นำเสนอ เมนูเบเกอรี่ Caramel Kalamansi cake คู่เครื่องดื่ม Cold Brew Cherry ชุดละ 400 บาท++ ร่วมฉลองครบรอบ 180 ปี มร.แบร์โธลด์ เคมปินสกี้ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Kempinski ถึง 31 ต.ค.ที่ Berthold Delicatessen โทร.02-0959999

โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย นำเสนอ “Pasta e Vino” ในวันหยุดสุดสัปดาห์ พาสต้าพร้อมไวน์อิตาเลียน1 แก้ว ราคา 490 บาท++, Power Lunch คอร์สอาหารกลางวัน 750 และ 850 บาทถ้วน ที่ ร้านอาหารอิตาเลียน Ms.Jigger โทร.02-0569999

โรงแรมคิมป์ตัน คีตาเล สมุย นำเสนออาหารญี่ปุ่นและโรลซูชิต่างๆ แนวสนุกสนาน สุดสร้างสรรค์ โดยเมนูขึ้นชื่อ Wave Rider และ High Tide ที่ ร้านชิโอะ โทร.077-951999

โรงแรมแคนทารี อยุธยา นำเสนออาหารเยอรมันแบบดั้งเดิม “เทศกาล Oktoberfest” ด้วยโปรโมชั่นบุฟเฟต์มื้อค่ำ มา 4 ฟรี 1 ท่านละ 720 บาทถ้วน วันที่ 29-31 ต.ค. ที่ ห้องอาหารแคลิฟอร์เนีย สเต็ก โทร.035-337177

อร่อยกับอาหารในสไตล์ที่ชอบ บรรยากาศที่ใช่ กับหลากหลายเมนูที่รังสรรค์ โดยเชฟผู้ช่ำชอง เพื่อผู้รักการลิ้มลองรสชาติของความอร่อย อิ่มอย่างมีความสุขทุกมื้อ ไปกับ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

คุณแหน : 19 ตุลาคม 2567

https://www.naewna.com/lady/836211

คุณแหน : 19 ตุลาคม 2567

คุณแหน : 19 ตุลาคม 2567

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● นายกสมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มช. ชลวิทย์ สุขอุดม ประชุมคณะกรรมการฯ สมาคมฯเตรียมจัดงานวิชาการฯในช่วงปลายเดือนพ.ย. พร้อมเลี้ยงยินดีให้ มานิดา นฤภัทร และ อกนิษฐ์ มาโนษยวงศ์ ที่ได้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นสื่อสารมวลชนมช.ในปีนี้ รวมทั้งยินดีกับ เครือมาศ สุริยา ในโอกาสได้รับรางวัล ประชากรหญิงผู้สร้างแรงบันดาลใจ รางวัล Her Awards, UNFPA Thailand 2024 โดยมี รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาตระรุจิ, สุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และ สัตตกมล วรกุล ร่วมด้วย ที่บ้านพึงชม ซ.อารีย์ เมื่อคืนวันก่อน…

●● ขอแสดงความยินดีกับ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ในคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย โดยคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบแต่งตั้งในการประชุม ครม. เมื่อ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา…

●● ช่วงนี้บ้านของ วันชัย-จุไรรัตน์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ เงียบเหงา เพราะหลานชายคนโต พชรพัชร์ ไปเที่ยวออสเตรเลีย กับมารดา วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ ช่วงโรงเรียนปิดเทอมกลับเมืองไทยปลายเดือนนี้ส่วน น้องพอ-ปณัติ หลานคนเล็กบุตรชายของ ดร.นิรัญชา-ดร.ปติ พุทธวิบูลย์ กลับไปบ้านสวนผัก ตลิ่งชัน 1 สัปดาห์ เพราะ รร. หยุด…

●● มีข่าว ขาว-ดำแจ้งมามากมาย…ศรีภูมิ ศุขเนตร ฝากข่าวมาว่า…สวดพระอภิธรรม พ.ต.อ.ลักษณ์พิจิตร โสรัต อดีตผู้กำกับการตำรวจท่องเที่ยวคนแรกของกองปราบฯ สามี ผุสดี โสรัต มธ. รุ่น 2513ณ ศาลา 4 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 17-20 ต.ค.18.00 น.ฌาปนกิจ 21 ต.ค. 14.00 น. เมรุ 2… ขอแสดงความเสียใจในการจากไปของ ม.ร.ว.ลภาพรรณ วรวรรณ วงศ์ประทีป วัย 91 ปีอดีตดาวบัญชี จุฬาฯ และอดีตสมุห์บัญชี บริษัทโทรคมนาคมเพื่อสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จำกัด ต้นกำเนิด “โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ” สวด19-21 ต.ค. ณ ศาลา 8 (วรรณสุพิณ) วัดธาตุทอง และฌาปนกิจ 22 ต.ค.14.00 น. …

●● งานฌาปนกิจศพวิธิวัต จุลตามระ 19 ต.ค. 14.00 น. ณ เมรุวัดนังคัลจันตรี ลำลูกกา คลอง 7…ผู้วายชนม์เป็นบุตรชายของศิษย์เก่าราชินีรุ่น 65 และศิษย์เก่า มธ. 2513-2516 อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์ กับคุณพ่อถาวร จุลตามระ อดีตหัวหน้าวง สมธ.(วงดนตรีสโมสรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)…

●● ฌาปนกิจ นพ.บุญยงค์ วงศ์รักมิตร 19 ต.ค.13.00 น. ณ ฌาปนสถานลอมเชียงของ อ.เมือง จ.น่าน…

●● วันก่อนเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ในซอยสุขุมวิท 38 ซึ่งรถขนดินทำถนนพังเป็นหลุมอุกกาบาต น้อย-ใหญ่เมื่อฝนตก น้ำขังตามหลุม ชาวบ้านที่ต้องใช้ถนนนี้ประสบวิกฤตยิ่ง แต่ในวันรุ่งขึ้น มีรถเอาดิน ยางมะตอยมากลบหลุมเรียบร้อย…ทราบว่า เป็นผลงานการควบคุมดูแลของ ผอ.เขตคลองเตย คนใหม่ เกศจริน สามิภักดิ์ ที่ขยันหมั่นเดินตรวจพื้นที่ ยึดคติในการทำงานที่ว่า “ทำงาน ทำงาน ทำงาน”…ทำให้ชาวบ้านคาดหวังว่า เขตคลองเตยจะต้องน่าอยู่ฟุตปาธสะอาดปลอดภัยร่มรื่นน่าเดินทุกตารางนิ้วในกาลต่อไป…

●● เรื่องของกทม.อีกเรื่อง…คงปล่อย ให้กรุงเทพมหานครเป็นดินแดนหมอกควันบุหรี่ฟุ้งลอย ทำร้ายปอดดีๆ ของคนรักสุขภาพไม่ได้แล้ว “คนรักสุขภาพปอด” ขอวางพิกัดความหวังไปที่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ตีฆ้องดังจับปรับปราบสิงห์อมควัน…หรืออย่างน้อยขอเริ่มกับ ผู้ว่าฯกทม.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยกให้กรุงเทพฯเป็นโมเดลเมืองปลอดควันบุหรี่ในที่สาธารณะภายในปีนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2568 ให้คนกรุงเทพฯ!!…●●

บารอนเนส

‘เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป’ ขับเคลื่อนนโยบายลดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม

https://www.naewna.com/lady/836212

‘เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป’ ขับเคลื่อนนโยบายลดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม

‘เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป’ ขับเคลื่อนนโยบายลดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สาธิต เติมประยูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดงานกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ประปา เชื้อเพลิงและวัสดุสิ้นเปลือง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมี เสนีย์ วงศ์น่านผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรม พร้อมผู้บริหารและพนักงานบริษัท ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์แนะนำการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าให้กับพนักงานและผู้ประกอบการร้านค้าภายในศูนย์การค้าแพลทินัม ณ บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าแพลทินัม เมื่อเร็วๆ นี้

‘รัชดา ธนาดิเรก’ เลคเชอร์วิชา‘ภาพลักษณ์ผู้นำ’ เรื่องที่‘นายกฯอิ๊งค์’ต้องตระหนัก

https://www.naewna.com/lady/836202

‘รัชดา ธนาดิเรก’  เลคเชอร์วิชา‘ภาพลักษณ์ผู้นำ’  เรื่องที่‘นายกฯอิ๊งค์’ต้องตระหนัก

‘รัชดา ธนาดิเรก’ เลคเชอร์วิชา‘ภาพลักษณ์ผู้นำ’ เรื่องที่‘นายกฯอิ๊งค์’ต้องตระหนัก

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 05.00 น.

ขึ้นชื่อว่าเป็น “ผู้นำประเทศ” แล้ว “ความคาดหวังของประชาชน” นอกจากจะเป็นของการบริหารประเทศให้เกิดความมั่นคงสงบสุข มีสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตและคุณภาพชีวิตที่ดี ยังรวมถึง “ความเป็นหน้าเป็นตาในเวทีโลก” ด้วย โดยเฉพาะเมื่อต้องไปร่วมประชุมหรือพบปะกับบรรดาผู้นำประเทศอื่นๆ นั่นทำให้ทุกครั้งที่มีกำหนดการเหล่านี้ ทั้งตัวผู้นำเองและคณะทำงานรอบข้างก็จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อให้ภาพที่ปรากฏผ่านสื่อออกมาดูดีที่สุด

ดังที่เป็นข่าวไปเมื่อเร็วๆ นี้ กับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย อุ๊งอิ๊งค์–แพทองธาร ชินวัตร กรณีไปร่วมประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) ช่วงวันที่ 2-3 ต.ค. 2567 ที่ประเทศกาตาร์ แล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากช่วงที่กล่าวสุนทรพจน์ รวมถึงการพูดคุยกับประธานาธิบดีของประเทศอิหร่าน มีภาพปรากฏว่า น.ส.แพทองธาร เหมือนกับต้องใช้แท็บเลตเพื่ออ่านสคริปต์ที่เตรียมมาอยู่ตลอดเวลา

ทั้งนี้ ในฝ่ายผู้สนับสนุนนายกฯ แพทองธาร ได้พยายามชี้แจง อาทิ จิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2567 ว่า โดยปกตินายกฯ ก็เป็นคนพูด หรือปราศรัยโดยไม่มีสคริปต์อยู่แล้ว และท่านนายกฯ ก็เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไปปราศรัยหรือเวทีใดๆ ก็ไม่ได้อ่านอยู่แล้ว แต่การพูดด้วยการอ่านเอกสารบนเวทีประชุมระดับโลกจำเป็นต้องอ่าน ซึ่งมีลักษณะจะคล้ายกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องอ่านตรงตามตัวอักษรทุกประการ ตนจึงไม่เห็นว่าเป็นสาระสำคัญที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์กัน

หรือย้อนไปก่อนหน้านั้น 1 วัน ในวันที่ 5 ต.ค. 2567 เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านบัญชีแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ความสำคัญในคำพูดของ
ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรมีความผิดพลาดน้อยที่สุด ตั้งแต่ข้อมูล ชื่อตำแหน่ง ตัวย่อหน่วยงานราชการ อย่างตนที่ไม่ได้เทรนมาเป็นนักพูด อยู่ภาคธุรกิจมาตลอด ถ้าต้องพูดโดยไม่มีสคริปต์ ก็คงใช้ศัพท์ที่เคยชินซึ่งอาจจะไม่ถูกต้อง

การเตรียมสคริปต์ ทำให้มีเวลาในการทบทวนเนื้อหา ทั้งที่กลั่นกรองจากความคิดตนเอง ทั้งเนื้อหาที่มาจากทีมงานที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ รวมถึงส่วนที่ให้ข้าราชการผู้จะนำไปปฏิบัติช่วยดูให้รัดกุม เพราะคนที่เป็นนายกฯไม่ใช่แค่พูดแล้วจบ แต่ต้องเอาไปปฏิบัติได้จริงด้วย ดังนั้นสคริปต์ที่รัดกุมสำคัญมาก ก่อนจะทิ้งท้ายว่า สำหรับตนแล้ว substance over style (สาระสำคัญกว่าวิธีการ) เรื่องอ่านสคริปต์หรือไม่อ่านเป็นแค่ style (วิธีการ) เป็นต้น

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2567 รัชดา ธนาดิเรก อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ น.ส.แพทองธาร ครั้งนี้ว่าหากพูดกันอย่างกลางๆ ในการประชุมระดับนานาชาติ ที่จะต้องกล่าวให้ผู้นำประเทศอื่นๆ ฟัง ก็ต้องพูดอยู่ในสคริปต์ เพราะทุกอย่างต้องถูกบันทึกเป็นประเด็น ถือเป็นการให้คำมั่นของประเทศไทยต่อเวทีนานาชาติ

แต่ที่เป็นกระแสคือการที่นายกฯ พุดคุยกับผู้นำของประเทศอิหร่าน เป็นการเจรจา 2 ฝ่าย ซึ่งอ่านสคริปต์ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ดูเป็นจุดๆ ได้ เพราะอาจมีบางเรื่องที่จำได้ไม่หมด มีรายละเอียดที่อยากเน้นย้ำ แต่พอคุยกันไปออกรสชาติแล้วอาจลืม ก็ต้องกลับมาดู แต่สิ่งที่เราเห็นจากบรรยากาศของผู้นำไทยและอิหร่านได้คุยกัน
จะเป็นการอ่านสคริปต์เสียส่วนมาก จึงเป็นคำถามว่าเหตุใดไม่มีการเตรียมตัว

น.ส.รัชดา อธิบายเพิ่มเติมในส่วนนี้ ว่า เรื่องของการเตรียมตัวก็ไม่ใช่เตรียมตัวก่อนเข้าพบ แต่ต้องเตรียมตัวมาเป็นสัปดาห์ๆ เพราะคุณคือผู้นำประเทศ และไม่ใช่แค่เตรียมตัวเรื่องการอ่านออกเสียง สำเนียง หรือความเข้าใจศัพท์เทคนิค-ศัพท์เฉพาะทาง (Technical Term) แต่เป็นการเตรียมตัวว่าเราจะพูดคุยอะไรกับเขา จะเสนอและสนองอะไรกับอีกประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะกับประเทศอิหร่าน ภายใต้การเมืองภูมิศาสตร์ที่มีความขัดแย้ง เราต้องมีการเตรียมตัวและถกในทุกมิติ ดังนั้นแทบไม่มีความจำเป็นที่ต้องอ่านสคริปต์เป็นประโยคยาวขนาดนั้น

ส่วนที่ น.ส.แพทองธาร ชี้แจงว่า ศัพท์บางคำเป็นศัพท์ทางกฎหมาย หลายคำเพิ่งมาเจอตอนเป็นนายกฯ แม้เรื่องนี้จะเข้าใจได้แต่เป็นไปไม่ได้ที่นายกฯ จะมาเห็นคำเหล่านั้นก่อนการเข้าประชุม เพราะการประชุมเวทีระดับนี้ต้องเตรียมการกันมานานมาก โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเตรียมข้อมูลไว้ อย่างตนที่เคยเป็นผู้ติดตามก็ยังได้แฟ้มข้อมูลล่วงหน้าก่อนการประชุมเป็นสัปดาห์ ได้รู้ประเด็นที่จะคุยกัน รู้ว่าแต่ละประเทศที่จุดเด่นอย่างไร

กล่าวคือ ระดับปฏิบัติการเขาชงเรื่องไว้หมดแล้ว แต่ที่ผู้นำมาเจอกันเป็นเรื่องทางมารยาท เป็นการฉายภาพสัมพันธไมตรีที่ดี แต่ในรายละเอียดจะมีการรายงานให้นายกฯ ทราบอยู่แล้ว ดังนั้นที่บอกว่าบางคำเพิ่งมาเห็นแล้วต้องอ่าน ก็มองว่าเป็นเหตุผลที่เบามาก ขณะที่อีกประการหนึ่ง ตนมองว่านายกฯ แพทองธาร มีความกังวลและต้องการจะฉายภาพว่าตนเองเก่งในหลายด้านรวมถึงด้านการต่างประเทศและการใช้ภาษาอังกฤษ จึงปฏิเสธที่จะใช้ล่าม

ซึ่งเรื่องนี้ตนอยากบอกว่าถ้าทำได้ดีก็ทำ แต่อย่าให้เป็นกังวลเป็นภาระในใจเลย อีกอย่างผู้นำอิหร่านเองก็ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษแต่ใช้ภาษาอิหร่านเหมือนกัน จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทั้ง2 ประเทศจะใช้ล่ามและใช้ภาษาของตนเองได้อย่างสบายใจ ก็จะได้ไม่ต้องมีภาพอ่านสคริปต์อยู่ตลอดแบบนั้น คือจริงๆ ควรใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ จึงมีคำถามว่าแล้วเลือกวิธีนี้เพื่ออะไร เลือกที่จะพูดภาษาอังกฤษแล้วมีบางถ้อยคำยาวๆ ที่ตนเองไม่ถนัด แล้วก็จะต้องหันมาหาล่ามฝ่ายไทย ซึ่งจริงๆ น่าจะพูดคุยกันก่อนว่าเวทีนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา นายกฯ ก็จะได้พูดได้เต็มที่

“สาระคืออย่างนี้ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จบ ภาพก็ออกมาสวยงาม แล้วตอบได้ด้วยว่าเพื่อเป็นการให้เกียรติอีกฝ่าย แล้วก็วันนี้มีความขัดแย้งของตะวันตกกับอิหร่าน อะไรอย่างนี้
อยู่ เลือกที่จะใช้ภาษาของตัวเอง มันมีคำตอบที่จะอธิบายได้สวยงามกว่าที่จะมาบอกว่าบางคำเป็นคำที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ใครๆ ในโลกก็ทำกัน มันมีความต่างกันอยู่ที่เวทีทั่วไปกับเวทีกับคู่เจรจา” 
น.ส.รัชดา กล่าว

อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า จริงๆ แล้วไม่มีใครที่รู้รายละเอียดได้ทุกเรื่อง อีกทั้งงานในฐานะนายกฯ ก็มีมาก เรื่องจำไม่ได้แล้วต้องมีตัวช่วยก็ถือว่าปกติ แต่ก็อยากให้อ่านให้คล่องสักหน่อย เพราะแสดงถึงการไม่เตรียมความพร้อม ใครส่งสคริปต์อะไรมาให้หน้างานแล้วก็มาอ่านแบบตะกุกตะกัก
น.ส.แพทองธาร ต้องเข้าใจว่า สังคมจับจ้องและคาดหวังว่านายกฯ จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่พูดจาคล่องแคล่วและมีความรู้

ดังนั้นกรณีให้สัมภาษณ์สื่อในประเทศไทย อย่างน้อยขอเวลาเตรียมตัวสัก 15 นาที ภาพที่ออกมาจะดูดีกว่า ขณะที่เวทีต่างประเทศ ในบริบทหนึ่งการอ่านสคริปต์นั้นเข้าใจได้เพราะไม่อาจให้มีข้อผิดพลาด แต่อีกบริบทหนึ่งที่เป็นการพูดคุย 2 ฝ่ายระหว่างผู้นำประเทศ แบบนี้ไม่สามารถอ่านสคริปต์ได้ เพราะต้องมีการสบตา (Eye Contact) กันด้วยระหว่างสนทนา อย่างไรก็ตาม ตนก็มีคำถามเรื่องทีมงานรอบข้าง น.ส.แพทองธาร เช่นกัน เพราะก็มีข้อสงสัยตั้งแต่การมาร่วมรายการนี้เมื่อครั้งก่อน (สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง ในตอนที่เผยแพร่ ณ วันที่ 16 พ.ค. 2567)

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากทีมงาน หรือจากตัวของ น.ส.แพทองธาร แต่ผลก็คือไม่ดีกับนายกฯ แน่นอน อย่างในส่วนของทีมงาน ก็ไม่น่าจะตัดภาพโดยเลือกภาพที่นายกฯ จ้องหน้าจอแท็บเลตอ่านสคริปต์ออกมาเผยแพร่ ส่วนท่าทีของ น.ส.แพทองธาร ที่มองว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาจากความอคติ ก็อยากให้ลองมองย้อนไปในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ขณะเป็นนายกฯ ก็โดนโจมตีเยอะมากเรื่องที่ไม่เป็นความจริงก็มี

โดย พล.อ.ประยุทธ์ จะแบ่งการรับมือเป็น 2 กรณี คือหากเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมปั่นป่วนก็จะให้ทีมโฆษกชี้แจง แต่หากเป็นเรื่องส่วนตัวก็จะไม่ยุ่งเกี่ยว ถือเสียว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงออก ใครจะเห็นด้วยหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่สังคมจะตัดสินเอง “การต่อปากต่อคำในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง..ทำไปก็ไม่ได้อะไร” อย่างครั้งนี้พอ น.ส.แพทองธาร ออกมาตอบโต้จากเรื่องจ้องหน้าจออ่านสคริปต์ก็กลายไปเป็นเรื่องของภาวะผู้นำ เกิดคำถามว่าทำไมไม่รู้จักอดทนอดกลั้น คือถูกขยายความออกไปโดยไม่จำเป็น จากเรื่องเดียวกลายเป็นเรื่องอื่นๆ ตามมาซึ่งไม่คุ้ม

ส่วนที่มีการเปรียบเทียบ น.ส.แพทองธาร กับผู้เป็น “อาหญิง” อย่างอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตนมองว่าก็มีหลายส่วนที่คล้ายกัน เช่น น้ำเสียง หน้าตา ขณะที่ส่วนของการทำงาน หากให้พูดอย่างกลางๆ คือทำงานวันนี้ก็ต้องใช้เวลากว่าผลงานจะเกิดขึ้น แต่ระหว่างนั้น “การสร้างความมั่นใจ-ความศรัทธากับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญมาก” หากปล่อยให้มีวาทกรรมหรือมีการถกเถียงในเรื่องเหล่านี้ไม่ถือเป็นเรื่องดีต่อคนเป็นผู้นำ โดยเฉพาะกับ น.ส.แพทองธาร ซึ่งอยู่ในยุคที่กระแสในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ไปไกลกว่ามากเมื่อเทียบกับสมัยของ
น.ส.ยิ่งลักษณ์

“คุณจะมาตอบโต้ชี้แจง หรือมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบยุคที่มีสื่อด้านเดียว ฉันอยากจะจ้างสื่อพวกเดียวกันแล้วก็ให้ข้อมูลด้านเดียว ซื้อสื่อวิทยุอะไรแบบนี้ คิดอย่างนั้นไม่ได้ วันนี้ทุกคนคือผู้สื่อข่าวและผู้รับรู้ข่าว คุณใช้เงินจัดการไม่ได้ หลายเรื่องควรเป็นข่าวแต่สื่อหลักไม่เผยแพร่แต่ประชาชนเอามาเผยแพร่แล้วมันไปไกลกว่าที่จะควบคุมได้ สุดท้าย
สื่อหลักก็ต้องหยิบที่สังคมเขาพูดอะไรกันมาออกเป็นข่าวคุณก็ปฏิเสธตรงนั้นไม่ได้

ดังนั้นยุทธศาสตร์การสร้างภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ จะคิดเหมือนยุคก่อนๆ ที่เงินสามารถปิดปากสื่อได้คิดอย่างนั้นไม่ได้แล้ว และอย่าคิดว่าฉันมีบารมีจะพูดอะไรคนก็ฟัง อย่าทำอะไรที่เป็นการท้าทายความรู้สึกของประชาชน เพราะในโลกโซเชียลมันไม่มีใครเหนือกว่าใคร ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพหน้าจอของฉัน” อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

น.ส.รัชดา ยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนที่เป็นทีมงานรอบข้าง อย่างไรก็ต้องพูดเพราะหากปล่อยไปคนที่เจ็บตัวก็คือนายกฯ และองคาพยพ ดังนั้นก็ต้องคุยกันว่าด้วยสถานะความเป็นผู้นำประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศที่ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ จงอย่าคาดหวังว่าทุกคนจะต้องรักเรา แต่ต้องเตรียมพร้อมรับเสียงสะท้อนจากคนที่ไม่ชอบและอาจยกระดับไปถึงเกลียดชัง จะอยู่กับสถานการณ์แบบนี้อย่างไร และนำเสนอว่าตนเองเป็นผู้นำประเทศของคนทุกคน ต้องให้มีภาพว่าอยู่เหนือความขัดแย้ง ใครด่ามาก็ไม่ท้อ

ยิ่งเป็นผู้หญิงอายุน้อย หากวางตัวนิ่งๆ ได้ คนจะยิ่งศรัทธา “เพราะเราไม่สามารถเอาใจทุกคนได้ และไม่ว่าใครจะด่าจะว่าเราอย่างไร ความดีและความตั้งใจที่เราทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์” การถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติที่จะต้องอยู่กับมันให้ได้ อย่าลืมว่าสมัยที่พรรคการเมืองของ น.ส.แพทองธาร เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านทำอะไรไว้บ้าง ดังนั้นเมื่อมาเป็นผู้นำรัฐบาล แถมยังต้องแบกรับในสิ่งที่พ่อของนายกฯ เคยสร้างความขุ่นเคืองกับสังคม ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้และมุ่งไปที่การทำงาน คือมองให้เป็นสัจธรรม

แต่หากยังคงยืนยันจะแสดงออกแบบนี้ต่อไป ก็มีผลต่อความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและนานาชาติ อย่างเรื่องที่ไปกล่าวอะไรในเวทีระหว่างประเทศแล้วมีภาพให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ สถานทูตทุกประเทศเขาก็ติดตามอยู่ ทั่วโลกกำลังจับตาดูศักยภาพ หากวางตัวได้ดีก็จะมีเสียงชื่นชมว่าแม้ น.ส.แพทองธาร จะไม่เคยมีตำแหน่งทางการเมือง แต่ด้วยความที่โตมากับประสบการณ์การทำงานกับพรรคการเมือง เมื่อขึ้นมาบริหารประเทศก็ทำได้ หากทำได้ดีคนก็หยิบยกเป็นแบบอย่าง แต่หากทำไม่ได้คนก็จะไม่เชื่อมั่นพูดอะไรออกมาคนก็จะถามว่าทำได้จริงหรือ

ขณะที่ภายในประเทศ “การที่ผู้คนต้องเผชิญปัญหา เช่น เศรษฐกิจ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การมีผู้นำที่ไม่รู้จะฝากความหวังได้หรือไม่ก็ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข” และหากต้องเผชิญสถานการณ์ระดับวิกฤตที่ยิ่งยากลำบากมากขึ้น ซึ่งต้องการความร่วมมือร่วมใจกัน สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีความศรัทธาในตัวของผู้นำ อย่างที่ประเทศไทยได้รับเสียงชื่นชมจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่ารับมือสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ได้ดี เนื่องจากรัฐบาลขณะนั้นนายกฯ เข้มแข้ง มีคณะทำงาน มุ่งมั่นและทำอย่างชัดเจน แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ในช่วงแรกๆ ก็ตาม

“ในยามวิกฤตเราจะเห็นว่าถ้าประชาชนมีความมั่นใจในตัวผู้นำนั้นสำคัญมาก เวลานี้ท่านนายกฯ อาจจะรู้สึกว่าเธอ อย่ามาจับจ้อง-จับผิดฉันเลย มันไม่ใช่! การที่เขาจับจ้องมองทุกฝีก้าว เพียงเพราะว่าเขาให้ความสำคัญกับตำแหน่งคนเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเขาไม่ให้ความสำคัญก็ไม่มีใครอยากจะไปพูดถึงเสียเวลา” อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฝากข้อคิด

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ“แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ

2P ORIGINAL บิวตี้แบรนด์สัญชาติไทย รุกตลาดด้วยกลยุทธ์ออนไลน์

https://www.naewna.com/lady/836214

2P ORIGINAL บิวตี้แบรนด์สัญชาติไทย รุกตลาดด้วยกลยุทธ์ออนไลน์

2P ORIGINAL บิวตี้แบรนด์สัญชาติไทย รุกตลาดด้วยกลยุทธ์ออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.43 น.

2P ORIGINAL บิวตี้แบรนด์สัญชาติไทย รุกตลาดด้วยกลยุทธ์ออนไลน์ – สู่ตัวแทนกว่า 1,000 รายในไทยและต่างประเทศ 

หากพูดถึงเครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ครองใจวัยรุ่นวัยทำงานช่วงอายุ 18-35 ปี เชื่อว่าหลายคนนึกถึง 2P ORIGINAL มาเป็นอันดับแรกๆ เพราะเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพ เข้าถึงได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นในช่องทาง Special Shop ชั้นนำอาทิ วัตสัน อีฟแอนด์บอย บิวเทรียม มัลตี้บิวตี้ คิสบิวตี้ สโตร์ และ คอนวี่ รวมถึงร้านเครื่องสำอางตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดดสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอย่างรวดเร็วคือการใช้ “กลยุทธ์การตลาดออนไลน์”  

คุณปาณิศา แต่มีบุญ และ คุณพักตร์วรี ขำบุญเกิด ประธานบริหาร บริษัททูพี ออริจินอล จำกัด กล่าวว่า ตลาดความงามในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมาก การวางกลยุทธ์ที่ชัดเจน พร้อมสามารถรับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามกระแสของตลาดเป็นสิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญ  2P ORIGINAL เริ่มวางกลยุทธ์โดยใช้ออนไลน์เป็นหลักมาตั้งแต่ต้น ด้วยความสามารถของออนไลน์ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ตรงกลุ่ม สามารถใช้ความถี่ได้มากกว่าออฟไลน์ สร้างฐานการรับรู้วงกว้างในเวลารวดเร็ว จุดนี้จึงทำให้เราสามารถเข้าถึงลูกค้าพร้อมสร้างยอดขายที่เติบโตขึ้นทุกปี   

ประกอบกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเก็บทุกข้อเสนอแนะของลูกค้า ตั้งใจที่จะใส่ใจในรายละเอียดเพื่อเข้าถึงความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างคุณค่าให้แบรนด์และตัวผลิตภัณฑ์ ตอกย้ำไปที่เป้าหมายของเราคือ “สร้างสรรค์เครื่องสำอางที่ดี มีคุณภาพ ในราคาย่อมเยาว์” โดยมาตรฐานการผลิตเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด ด้วยการเลือกโรงงานที่มีมาตรฐานระดับสูง ผ่านการรับรองและกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มงวด  

โดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกของแบรนด์คือ OH MT MATTE ผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อให้แบรนด์ด้วยการเปิดตัวปีแรกด้วยยอดขายเกินกว่า 1 ล้านแท่ง ทำให้กลยุทธ์ที่เราวางไว้มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น สามารถต่อยอดในด้านของตัวผลิตภัณฑ์ และการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง และตรงเป้าหมายส่งผลให้ในปัจจุบันเรามีสินค้ามากถึง 71 SKU  ในส่วนของการตลาดและการจัดจำหน่ายเรามีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 1,000 ราย และตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ อาทิ จีน พม่า กัมพูชา มาเลเซีย และลาว  ที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆปี และเรายังเป็นแบรนด์เครื่องสำอางแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่เปิดรับตัวแทนขายออนไลน์อย่างเป็นทางการอีกด้วย 
 
• ความท้าทายของการสร้างแบรนด์  
  
ปีนี้เราคาดการณ์รายได้เติบโตเกิน 100 % จากปีก่อน พร้อมมีแผนปล่อยสินค้าใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดกับ OH MY BLUSH DOT บลัชออนรูปแบบน้ำที่มีให้เลือกมากถึง 10 เฉดสี ที่ตอบโจทย์กับผิวคนไทย มีคุณสมบัติที่ติดทนเหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาดจากกลุ่มลูกค้า และกระแสในโลกออนไลน์จนเกิดกระแส #บลัชหัวโต #Ohmyblushdot ติดเทรนด์ในโลกออนไลน์  

และด้วยตลาดบิวตี้ที่มีการแข่งขันสูงมากขึ้นเรื่อยๆ Red Ocean Strategy คือสิ่งที่เรานำมาเพื่อสร้างความต้องการใหม่ ๆ สร้างตัวตนและเอกลักษณ์ของเราให้ชัดเจน สามารถพาแบรนด์ของเราเข้าไปนั่งในใจของกลุ่มลูกค้า พร้อมมุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ร่วมกันให้ได้มากที่สุด ด้วยตลาดและเทรนด์ความงามที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดและอัพเดทอยู่เสมอ คีย์สำคัญในยุคนี้คือต้องไวและใส่ใจทุกรายละเอียด ทั้งรูปแบบตัวผลิตภัณฑ์ ที่ต้องไม่หยุดพัฒนาทั้งในด้านการออกแบบและคุณภาพ รวมถึงในด้านของการตลาด จุดขาย และการดูแลตัวแทนจำหน่ายเพื่อสร้างฐานรายได้ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน ผู้บริหารกล่าวเสริม 
  
ติดตามอัพเดทข้องมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page : 2P OFFICIAL

‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เปิดตัวมาสคอตใหม่สายกรีน ‘น้องกะหล่ำ’ รับวันอาหารโลก

https://www.naewna.com/lady/836209

‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เปิดตัวมาสคอตใหม่สายกรีน 'น้องกะหล่ำ' รับวันอาหารโลก

‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เปิดตัวมาสคอตใหม่สายกรีน ‘น้องกะหล่ำ’ รับวันอาหารโลก

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.22 น.

วันอาหารโลกปีนี้ บาร์บีคิวพลาซ่า ยังคงมุ่งมั่นสานต่อภารกิจเพื่อความยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมให้คนตระหนักรู้ถึงการลดขยะอาหาร (Food Waste) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรับผิดชอบร่วมกันในฐานะแบรนด์ร้านอาหารที่หวังดีต่อโลกเพื่อคนในอนาคต และนี่คือจุดเริ่มต้นของความตั้งใจจริง หลังจากที่มุ่งมั่นการจัดการ Green Process ภายในหลังร้านจนมั่นใจว่าขยะฝังกลบเป็นศูนย์ จึงได้เวลามาชวนคนหน้าบ้านร่วมทำภารกิจเพื่อโลกนี้ไปด้วยกัน ผ่านแนวคิด “Small, but” ที่เริ่มต้นจากการลงมือทำเล็กๆ แต่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและยั่งยืน หรือแม้แต่การเริ่มทำจากกลุ่มคนจำนวนเล็กๆ แต่สามารถลงมือทำได้เลยทันทีไม่ต้องรอ จนเกิดเป็นไอเดียชวนคนมา #กินเกลี้ยงเลี่ยงFoodWaste เพราะเชื่อว่าแค่กินหมดจานเท่ากับการช่วยโลก เริ่มต้นง่ายๆ ได้ที่จาน ที่บ้าน และที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า ไม่เพียงแค่ส่งเสริมให้ลูกค้าสั่งอาหารแต่พอดี และกินอาหารให้หมดในจาน แต่ยังเปิดตัวมาสคอตสายกรีนตัวใหม่ ‘น้องกะหล่ำ’ ที่เป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้านที่ใครๆ ก็สั่งได้ไม่อั้น รับบทมาช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ โดยภารกิจแรกคือการสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการลดขยะอาหารในสังคม เริ่มออกชวนทุกคนร่วมเปลี่ยนแปลงทีละเล็กอย่างต่อเนื่องด้วยการเริ่มต้นจากจานกะหล่ำ

จรูญโรจน์ เทพที

นายจรูญโรจน์ เทพที ประธานบริหารสายงาน-ซัพพลายเซน บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด “ก่อนหน้านี้
บาร์บีคิวพลาซ่าเริ่มปรับตัวให้เป็นธุรกิจร้านอาหารเพื่อความยั่งยืนจนสาขานำร่องอย่าง Central Village Luxury Outlet ได้รับการรับรองว่าเป็น Green Restaurant จนวันนี้เราพร้อมแล้วที่จะเชิญชวนลูกค้าหัวใจสีเขียวร่วมภารกิจ #กินเกลี้ยงเลี่ยงFoodWaste ไปกับเรา ในสังคมไทยมี Insight หนึ่งที่น่าสนใจอย่างการกินอาหารเกลี้ยงจาน บางคนอาจจะเคยถูกมองว่าตะกละ หรือไม่มีมารยาทหรือเปล่า แต่เรามองว่าคำนี้ควรถูกนิยามใหม่ การกินอาหารให้เกลี้ยง ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะพวกเขาเหล่านั้นกำลังรับผิดชอบกับอาหารตรงหน้าที่ตัวเองสั่งมา ลองคิดตามว่าในหนึ่งวันคนเรารับประทานอาหาร 3 มื้อ ถ้าทุกมื้อไม่ก่อให้เกิดอาหารขยะเหลือทิ้งเลย น่าจะส่งผลให้ขยะอาหารภายในประเทศของเราลดลงได้อย่างเห็นได้ชัดจากปัจจุบันมีมากกว่า 60% ของปริมาณขยะทั้งหมด ทางแบรนด์เองก็พยายามใช้ Data การสั่งเมนูอาหารของลูกค้าที่สั่งบ่อยๆ มาจัดเป็นโปรโมชั่นให้บ่อยขึ้นเช่นกันเพื่อลดขยะอาหารที่เหลือทิ้ง รวมถึงการเสนอทางเลือกให้ลูกค้ารับหรือไม่รับกะหล่ำปลีผ่านสติกเกอร์น้องกะหล่ำบนโต๊ะ โดยเริ่มต้นจากพนักงานจะแจ้งให้ลูกค้าทราบเมื่อเสิร์ฟกะหล่ำปลีครั้งแรก หากลูกค้าต้องการเติมกะหล่ำปลีให้วางถ้วยกะหล่ำปลีที่สติ๊กเกอร์สีเขียว วางได้เรื่อยๆ พนักงานก็เสิร์ฟได้เรื่อยๆ เหมือนเดิม หากอิ่มพอดีไม่ต้องการเติมกะหล่ำปลีแล้วให้วางที่สติ๊กเกอร์สีแดง ภายใต้คอนเซ็ปต์ Small, but แม้จะเป็นเพียงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านี้ ก็มีส่วนร่วมในการผลักดันให้ขยะอาหารลดลงได้โดยเฉพาะกะหล่ำปลีเติมได้ไม่อั้น แม้จะเป็นเมนูที่ทุกคนชื่นชอบ แต่เชื่อหรือไม่ว่ากลับเป็นอันดับหนึ่งของอาหารเหลือภายในร้านบาร์บีคิวพลาซ่า ด้านพนักงานเองก็ได้มีการจัดระบบปริมาณการเติมกะหล่ำปลีใหม่ให้แก่ลูกค้าเพื่อให้การกินกะหล่ำปลีนี้หมดพอดีไม่มีเหลือ เพื่อความรับผิดชอบร่วมกันจะได้รู้สึกดีทั้งคนกินและคนเติม

ในฐานะร้านอาหารที่มุ่งมั่นส่งมอบความสุขผ่านมื้ออาหารเพื่อความยั่งยืน เราจึงตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการลดขยะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น บาร์บีคิวพลาซ่าจึงได้ผลักดันให้ทุกสาขากว่า 150 สาขา หันมาแยกขยะอาหารและจัดการอย่างถูกวิธี จนมั่นใจว่าขยะอาหารทุกชิ้นเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปฝังกลบอย่างแน่นอน (Zerowaste to Landfill)”

นอกจากน้องกะหล่ำอ้อนคนในร้านบาร์บีคิวพลาซ่า #กินเกลี้ยงเลี่ยงFoodWaste แล้ว น้องกะหล่ำยังไปอ้อนเพื่อนร่วมร้านอาหารและพาร์ทเนอร์อื่นๆ กว่า 18 แบรนด์ อาทิ Burger King, Copper Beyond Buffet , God of Grill Steak , KFC, Lay’s , LINE MAN,  Mister Donut, Neo Suki , NICO NICO, Potato Corner, Roza, Swensen’s, Sukishi, ViMUT Hospital, ร้านบ้านหญิง, แม่ประนอม,  มาม่า และ ส.ขอนแก่น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกินให้เกลี้ยงต้อนรับวันอาหารโลกวันที่ 16 ตุลาคม ในปีนี้อีกด้วย

จากความแนวคิด 3P Triple Bottom Line : People, Planet, Profit บริษัทเชื่อว่าธุรกิจจะแข็งแรง และยั่งยืนได้ ต้องดีต่อมนุษย์และโลก โดยเริ่มจากการคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ราคาที่เป็นธรรม และปลอดภัยต่อชุมชนและโลก อย่างกะหล่ำปลี ซึ่งเป็นที่มาสำคัญของมาสคอต “น้องกะหล่ำ” ที่จะมาอ้อนชวนพี่ๆ ทุกคน
#กินเกลี้ยงเลี่ยงFoodWaste เพื่อร่วมกันลดขยะอาหารและสร้างความสุขที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน ติดตามเรื่องราวและเรื่องเล่าจากลูกหลานชาวสวนจากจังหวัดตาก อย่างน้องกะหล่ำได้เพิ่มเติมที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าเร็วๆ นี้

10 สิ่งที่จะทำให้คุณรู้จัก “น้องกะหล่ำ” มากขึ้น

1. น้องกะหล่ำอายุ 7 ขวบ เกิดวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก

2. บ้านเกิดของน้อง อยู่ที่แปลงผักกะหล่ำปลีของคุณตาคุณยายที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

3. น้องกะหล่ำเป็นครึ่งคนครึ่งกะหล่ำปลี มีผมเป็นกะหล่ำปลีที่ตัดออกได้และงอกใหม่ได้

4. น้องกะหล่ำเป็นเด็กที่สดใสร่าเริง รักธรรมชาติและใส่ใจสิ่งแวดล้อมเสมอ มีความกระตือรือร้นในการช่วยโลกด้วยวิธีง่ายๆ ในแบบฉบับที่เด็กๆ ทำตามได้

5. น้องกะหล่ำชอบวาดภาพ ออกแบบและวาดรูปโปสเตอร์รณรงค์ #กินเกลี้ยงเลี่ยงFoodWaste ด้วยตัวเอง

6. วลีประจำตัวของน้องคือ “ง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้”

7. สิ่งที่น้องกะหล่ำชอบมากที่สุด คือการทาน กะหล่ำปลีฝอย และ สิ่งที่น้องไม่ชอบ คือ คนที่มาทำลายสิ่งแวดล้อม

8. น้องกะหล่ำพกกระเป๋าสะพายติดตัว ตลอดเวลา อยากรู้ว่าข้างในกระเป๋ามีอะไรบ้าง เจอน้องขอน้องดูได้นะ

9. น้องกะหล่ำมาเจอพี่ก้อนได้ยังไง น้องกะหล่ำสงสัยว่า กะหล่ำปลีจากแปลงผักของคุณตาคุณยายไปไหน เลยแอบขึ้นรถมา… แล้วก็ไปเจอพี่ก้อนที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า

10. น้องกะหล่ำอยากชวนให้พี่ๆ ทำสิ่งดีๆ เล็กๆ เพื่อโลกด้วยกัน เริ่มต้นที่ทานกะหล่ำที่ร้านให้หมดจาน

วางจานที่สติ๊กเกอร์ สีเขียว : เหนี่ยวกะหล่ำให้จุกๆ เติมไม่อั้นเหมือนเดิม

วางจานที่สติ๊กเกอร์ สีแดง : เมื่ออิ่มพอดี ที่กะหล่ำจานสุดท้าย

สุดชื่นมื่น! ครอบครัวบุญยะจินดาพร้อมหน้าทำบุญตักบาตรวันเกิด ‘คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา’

https://www.naewna.com/lady/836208

สุดชื่นมื่น! ครอบครัวบุญยะจินดาพร้อมหน้าทำบุญตักบาตรวันเกิด 'คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา'

สุดชื่นมื่น! ครอบครัวบุญยะจินดาพร้อมหน้าทำบุญตักบาตรวันเกิด ‘คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา’

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.20 น.

นับเป็นภาพความสุขความอบอุ่นของครอบครัวบุณยะจินดา ที่ต่างพร้อมใจกันมาร่วมตักบาตรทำบุญเนื่องใน วันคล้ายวันเกิด “คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา” ภรรยา “พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา” อดีตอธิบดีกรมตำรวจ งานนี้คุณดาว พอฤทัย บุณยะจินดา ได้โพสต์ภาพครอบครัวพร้อมด้วย คุณเอ – ดวงพร บุณยะจินดา และ คุณดัง พันกร บุณยะจินดา พร้อมข้อความสุดซึ้งถึงคุณแม่ด้วยว่า

“All for our dearest mum รวมใจกันมาทำบุญตักบาตรพระสงฆ์เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดคุณแม่ค่ะ #หญิงเดียวในใจ เพลงนี้ น้องดังตั้งใจแต่งให้คุณแม่ และเป็นเพลงพิเศษ (Bonus track ) ที่ฉลอง ‘อัลบั้ม ดัง’ ที่ขายได้ 1 ล้านตลับในเวลานั้นด้วยค่ะ เพลงนี้ยังเป็นเพลงที่ ‘คุณพ่อ’ ร้องให้คุณแม่ ตอนที่เป็นแขกรับเชิญในเวทีคอนเสิร์ตของน้องดังด้วยค่ะ ( Dunk Fire Live in Concert ) คุณแม่คือ ดวงใจของคุณพ่อและลูกๆทุกคนเสมอมาและตลอดไปค่ะ กราบสุขสันต์วันเกิดคุณแม่นะคะ We love u mum”

-(016)

มูลนิธิคุณและผองเพื่อน รณรงค์ ‘สุนัขเป็นได้มากกว่าสัตว์เลี้ยง’ พร้อมให้ความรู้การแยกขยะ ในงาน ‘ACP Camp 2024 (for Stray Dogs)’

https://www.naewna.com/lady/836201

มูลนิธิคุณและผองเพื่อน รณรงค์ 'สุนัขเป็นได้มากกว่าสัตว์เลี้ยง' พร้อมให้ความรู้การแยกขยะ ในงาน 'ACP Camp 2024 (for Stray Dogs)'

มูลนิธิคุณและผองเพื่อน รณรงค์ ‘สุนัขเป็นได้มากกว่าสัตว์เลี้ยง’ พร้อมให้ความรู้การแยกขยะ ในงาน ‘ACP Camp 2024 (for Stray Dogs)’

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.45 น.

มูลนิธิคุณและผองเพื่อน จัดเต็มรณรงค์ “สุนัขเป็นได้มากกว่าสัตว์เลี้ยง” พร้อมให้ความรู้การแยกขยะ ในงาน ACP Camp 2024 (for Stray Dogs) วันพฤหัสที่ 17 ตุลาคม 2567 มูลนิธิคุณ (KHUN Foundation) ร่วมจัดกิจกรรมงาน “ACP Camp 2024 (for Stray Dogs)” ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม

ในงานนุดจิ๋ว คุณปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต ประธานมูลนิธิคุณ (KHUN Foundation) ได้ร่วมกับกลุ่มจิตอาสาที่มีใจรักน้อง ๆ สี่ขาร่วมเสวนาปลูกจิตสำนึก “สุนัขเป็นได้มากกว่าสัตว์เลี้ยง” ประกอบการแสดงจากน้องๆ สี่ขา โดยมีนุดใจดีร่วมแสดงไม่ว่าจะเป็นทีมไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย และจาก FROG Team Thailand หน่วยปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินร่วมกตัญญูจังหวัดนนทบุรี และ Healing Paws โดยมีนุดใจดีจาก บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด (Perfect Companion Group หรือ PCG) มาร่วมสนับสนุนของรางวัลคืออาหารและขนมของสุนัขและแมวให้แก่เด็กๆ นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมเพื่อรวบรวมนำไปบริจาคให้แก่สถานที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ

นอกจากการเสวนาบนเวทีใหญ่ประกอบการแสดงจากน้องสุนัขแสนรู้แล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมให้เด็กนักเรียนเข้าร่วมเป็นกลุ่มย่อยในแต่ละฐานได้แก่ฐาน Healing Paws โดยให้นักเรียนอ่านหนังสือให้สุนัข ฐานสุนัขค้นหา (Search Dog Team) จำลองสถานการณ์ให้เด็ก ๆ เป็นผู้ประสบภัยและปล่อยสุนัขค้นหา ฐานความรู้พื้นฐานการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การแจ้งเหตุ เป็นการสอนแจ้งเหตุเมื่อเจอผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ฐานการละเล่นกับน้องๆ การ adopt และช่วยเหลือน้องสุนัขหาบ้าน เป็นการให้ความรู้การเลี้ยงดูแลอย่างรับผิดชอบและให้ความรัก รวมถึงการ adopt และช่วยเหลือน้องสุนัขหาบ้าน โดยมีน้องพิลโล่ (Pillow) น้องกะเพรา (Kapraw) น้องเมอลิน (Merlin) มาประจำฐานให้เด็กลูบหัวเล่น และฐานดนตรีประกอบการแสดงโชว์และการเชื่อฟังคำสั่ง ใช้ดนตรีประกอบการเล่นกับน้องสกาย (Sky) และน้องพุดดิ้ง (Pudding) มานั่งประจำฐานให้เด็กมาร่วมกิจกรรม โดยการฟังดนตรีประกอบการให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนว่าน้องๆ สี่ขาฉลาดและรักเรามากแค่ไหน พร้อมรับของรางวัลจากบริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัดในแต่ละฐาน

งานนี้เป็นงานต่อเนื่องที่มูลนิธิคุณ (KHUN Foundation) ได้รับโอกาสจากโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ให้มาจัดกิจกรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ มูลนิธิคุณร่วมมือกับวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Ppc) และดาราศิลปินรักษ์โลก คุณก้อง สหรัถ สังคปรีชา ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวันวิชาการ ACP Academic & Project Day จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและให้ความรู้ในการแยกขยะให้ถูกต้อง เมื่อวันที่ 22 และ 23 มกราคม 2567

ภราดาศุภนันท์ ขันธปรีชา ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถมที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่าการจัดงานวันนี้ต้องการปลูกฝังเด็กๆ เรื่องการช่วยเหลือสุนัขและแมวไร้บ้าน และมีกิจกรรมที่ให้ความรู้ด้านอื่นประกอบ โดยเด็กๆ นักเรียนและคุณครูรวมถึงผู้ปกครองที่มาร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้เรื่องการกู้ชีพและกู้ภัยในเหตุการณ์ซึ่งหน้าต่างๆ ด้วย ภราดาศุภนันท์ ยังกล่าวขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องว่า “งานนี้ต้องขอบคุณมิสพรศักดิ์ ขาวพรหม ประธานและ มิสฌลณัญ ธราพร รองประธานจัดค่าย ACP Life Skills in Action Camp ที่เป็นพลังสำคัญของงานนี้ และต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่มาช่วยจัดกิจกรรมลด แยกขยะ รักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากต้นปีด้วยครับ”

คุณจิ๋ว ปรางค์ทิพย์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาตัวจิ๋วเองช่วยทำหมันสุนัขและแมวไร้บ้านมาอยู่เรื่อย ๆ เพราะการลดประชากรสุนัขและแมวที่ดีที่สุดคือการทำหมัน ในบางครั้งก็จะมีนำอาหารไปบริจาคตามสถานที่ต่างๆ ที่เค้าขาดแคลนและต้องการความช่วยเหลือ”คุณจิ๋วกล่าวต่อว่า “การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการค่อยๆ ทำตามความสามารถที่เราพอจะทำได้ ทำเท่าที่เราทำแล้วมีความสุข” อย่างในวันนี้ มีทางบริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด (Perfect Companion Group หรือ PCG) มาร่วมสนับสนุนของรางวัลคืออาหารและขนมของสุนัขและแมว ซึ่งทางมูลนิธิคุณได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องหลายปี เป็นองค์กรที่มีหลักการทำธุรกิจว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ได้มองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยง แต่มองว่า “พวกเขา” เปรียบเสมือนเพื่อนข้างกายที่สมควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวภัยพิบัติ แผ่นดินไหว ตึกถล่ม มีผู้คนติดอยู่ใต้ซากตึกหรือมีใครสักคนหลงป่า นอกจากเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ยังมีการใช้สุนัขช่วยในการค้นหาผู้ประสบภัยอีกด้วย ซึ่งการใช้ความสามารถพิเศษเฉพาะของสุนัขในการดมกลิ่นนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่มีประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือเท่ากับจมูกของสุนัข คุณจิ๋ว ปรางค์ทิพย์ กล่าวว่า “การที่คณะคุณครูของโรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถมมีความคิดริเริ่มที่อยากจะช่วยน้อง ๆ สุนัขและแมวไร้บ้าน โดยการหากิจกรรมดีๆ ปลูกฝังเด็กๆ นักเรียนในกิจกรรมเข้าค่ายประจำปี 2567 นี้ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่มูลนิธิคุณและกลุ่มจิตอาสาผองเพื่อนทั้งหลายจะได้มาร่วมสอนน้อง ๆ นักเรียนประกอบการแสดงโชว์จากสุนัขแสนรู้ที่ผ่านการฝึกอบรมมาในแต่ละด้าน”

ด้วยคุณสมบัติของสุนัขที่มีจมูกที่สามารถรับกลิ่นได้ดี ความคล่องแคล่วว่องไว และความฉลาด หลักแหลม ประกอบกับความตั้งใจ มุ่งมั่นอยากช่วยเหลือผู้คนที่ต้องประสบภัยพิบัติผ่านศักยภาพของน้องหมา และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ของเหล่าสมาชิก จึงเกิดเป็นทีม “ไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2553 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อฝึกสุนัขและทีมอาสาสมัครในการออกค้นหาผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติต่างๆ ทีมไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัยได้นำทีมสุนัขออกค้นหาผู้ประสบภัยหลายครั้งตั้งแต่เริ่มก่อตั้งทีม ไม่ว่าจะเป็นอาคารก่อสร้าง หรือรื้อถอนถล่ม และคนพลัดหลงป่า ซึ่งการออกค้นหาของทีมสุนัขในแต่ละครั้งนั้น ไม่สามารถออกค้นหาได้ตามลำพังได้ ทีมไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัยจึงได้ผนึกกำลังร่วมกับ FROG TEAM Thailand (First Rescue Operation Generation) ในการออกปฎิบัติการค้นหา

FROG TEAM Thailand ก่อตั้งขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกู้ภัยที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน พี่หนู คุณประกาศิต เลาหะเดช ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย FROG Team Thailand  ได้รวมพลอาสาสมัครจากทุกสายอาชีพมาเข้าทีม ด้วยตระหนักว่า ทุกอาชีพสำคัญและมีความสามารถในการช่วยเหลือคนได้ ในทีมมีทั้ง วิศวกร พยาบาล แพทย์ สถาปนิก นักข่าว ไปจนถึงฝ่ายเสบียง คนขับรถรับจ้าง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ให้ทีม เราแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม FROG Team มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แต่ยังไปไม่ครบทุกจังหวัด นอกจากงานกู้ภัยแล้ว FROG Team ยังช่วยเหลือสังคมในงานเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ โดยเฉพาะงานตึกถล่มและงานกู้ภัยบนที่สูง

อีกหนึ่งภารกิจและเป้าหมายสำคัญของ FROG Team คือ การสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญงานกู้ภัยในประเทศให้มากขึ้น โดยทีมได้ไปมอบความรู้และอบรมทั้งทหาร หน่วย SWAT ทีมดับเพลิง มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว และเคยพูดคุยถึงการสร้างวิชาเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่มีหน่วยกิตจริง เรียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ทั้งการปฐมพยาบาลตัวเองและผู้อื่นขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

ที่ Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนของลูกสาวตัวน้อย พี่หนูเข้าไปร่วมเขียนหลักสูตรและแนะนำทางโรงเรียนว่าต้องมีวิชาการเอาตัวรอดไปปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่เล็กๆ “เราสร้างเรื่องก่อนว่า จะสอนเรื่องทางน้ำก็มีโจรสลัดออกมา แล้วสอดแทรกว่าถ้าจมน้ำต้องทำอย่างไร เราต้องตะโกน โยน ยื่น บอกคนอื่น ยื่นไม้ไป” สาเหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวคือโรงพยาบาล! “มันจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง เด็กต้องมีทักษะ ต้องรู้ว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ อย่างไหนปลอดภัย เขาต้องช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน”

“เรื่องพวกนี้สำคัญนะครับ คนไทยชอบให้เหตุเกิดก่อน กว่าจะโทร 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) มันอาจจะไม่ทัน ถ้าเรื่องพื้นฐานทุกคนทำได้ เก็บข้อมูลได้หมด บอกหมอได้ถูกก็จะดี ตอนนี้ที่คนเสียชีวิตเยอะ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเก็บข้อมูลไม่ดี บอกข้อมูลผิด หมอรักษาไม่ตรงจุด งูกัดต้องทำอย่างไร บางคนให้ขันชะเนาะ แขนตายสิ ตัดทิ้งเลย เขาไม่ให้พัน ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้เลือดมันวิ่ง หายใจเบา ๆ รีบไปโรงพยาบาล” พี่หนูคุณประกาศิต คือหนึ่งในคนที่เชื่อว่า มนุษย์ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ทัศนคติที่ผู้ปกครองต้องดูแลลูกตลอดเวลาจึงควรปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อยเด็กควรรู้วิธีดูแลตัวเอง

จะเห็นได้ว่ามีหน่วยงานมากมายที่คอยจัดกิจกรรมช่วยสุนัขและแมวไร้บ้าน วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่นอกจากการแสดงของสุนัขแสนรู้ประกอบการรณรงค์ต่างๆ แล้ว ยังมีการสอนเด็กๆ นักเรียนว่าสุนัขนอกจากจะเป็นเพื่อนเล่นแล้ว ยังช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เราด้านอื่นๆ ได้มากมาย เช่น Healing Paws “สุนัขที่จะฝึกเพื่อเป็นสุนัขนักบำบัดได้นั้น จะไม่มีข้อกำหนดด้านสายพันธุ์หรือขนาดตัว แต่สุนัขขนาดกลาง จะเป็นที่นิยมสูงสุด ด้วยขนาดที่พอเหมาะแก่การกอดและสัมผัส โดยขั้นตอนจะมีการนำสุนัขมาฝึกให้เข้าใจคำสั่งพื้นฐานได้ และจำลองสถานการณ์เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าหรือสุนัขตัวอื่นได้”

กิจกรรมในวันนี้จะช่วยทำให้น้องๆ นักเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอีกไม่กี่ปีรับทราบว่าสุนัขบำบัดที่ได้รับการฝึกพร้อมกับเจ้าของจะสามารถดูแลคนในครอบครัว และคนรอบตัว รวมถึงเป็นอาสาสมัครตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำการช่วยเหลือในเรื่องของจิตใจ เยียวยาการสูญเสีย อาการซึมเศร้า หรือช่วยให้กลุ่มคนบางประเภทสามารถเข้าสังคมได้อีกครั้ง ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันกับสุนัข อีกทั้งช่วยเรื่องของการฝึกเคลื่อนไหวอวัยวะ กายภาพบำบัด ทั้งในกลุ่มเด็กนักเรียน คนป่วย และผู้สูงวัย การปฎิบัติของสุนัขบำบัดในแต่ละครั้งจึงอาจเรียกได้ว่าเกิดประโยชน์แก่คนในสังคมในวงกว้าง เราจึงควรที่จะส่งเสริมและจัดกิจกรรมระกว่างสุนัขกับคนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะสร้างความตระหนักรู้และการเรียนรู้ร่วมกันในอนาคต

น้อง ๆ นักเรียนที่มาเข้าค่ายในวันนี้มีกว่า 1,200 คน หากรวมคุณครูและผู้สนใจจะเป็น 1,400 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนอัสสัมชัญมีความคิดทำกิจกรรมช่วยเหลือสุนัขและแมวไร้บ้าน มิสพรศักดิ์ ขาวพรหม และ มิสฌลณัญ ธราพร รองประธานจัดค่าย ACP Life Skills in Action Camp บอกว่า “ปกติโรงเรียนจะสอนเด็กๆ เรื่องการช่วยเหลือคน เช่น ช่วยเหลือเด็กหรือคนสูงอายุ ตามบ้านสงเคราะห์ต่างๆ แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่ต้องการปลูกฝังให้เด็กๆ นักเรียนมีจิตใจที่ช่วยเหลือสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกับมนุษย์เรา” ซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่มูลนิธิคุณพยายามรณรงค์ช่วยเหลือสุนัขและแมวไร้บ้าน และทางโรงเรียนประทับใจและดีใจมากที่ทางมูลนิธิคุณได้ช่วยติดต่อประสานงานกลุ่มจิตอาสาต่างๆ มาร่วมช่วยกิจกรรมจนเป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ ปลูกฝังทั้งด้านสุขภาพ (คือการบำบัดเยียวยาฟื้นฟูจิตใจของนักเรียนที่มีปัญหาต่างๆ ร่วมกับน้องสุนัข Healing Paws) ด้านการช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน (ผ่านหน่วยกู้ชีพที่ทำงานร่วมกับสุนัขกู้ชีพ) ด้านการรณรงค์ให้นักเรียนที่ต้องการเลี้ยงสุนัขและแมวไปรับอุปถัมภ์จากสถานที่ต่างๆ ที่มีสุนัขและแมวที่ต้องหาบ้าน ซึ่งมีความน่ารัก ฉลาดแสนรู้ ไม่ต่างไปจากการไปซื้อตามฟาร์มหรือแหล่งที่ขายสุนัขและแมว

สุนัขและแมวไร้บ้านที่ได้รับโอกาสจากมนุษย์ให้มีบ้านที่อบอุ่นและได้ความรักจากเจ้าของจะมีสัญชาตญาณว่าเค้าจะรักและหวงแหนและมอบชีวิตของเค้าที่มีให้กับคนที่ใจดีเลี้ยงดูเค้า หากไม่เชื่อให้ลองถามคนที่มีประสบการณ์เช่น คุณแครี่ จาก Pick A Pet for Home ที่รับเลี้ยงน้อง ๆ สี่ขา จากสถานสงเคราะห์ต่างๆ ดูได้ สุนัขหลายตัวที่ไปรับมาจากบ้านสงเคราะห์และเอามาฝึกจนสามารถทำสิ่งที่เรียกว่า Dog agility ได้ คือน้องลูน่า (Lunar) และน้องสติกเกอร์ (Sticker) ซึ่งมาร่วมกิจกรรมในวันนี้ด้วย “Dog Agility เป็นกิจกรรมกีฬาที่ทำให้เห็นว่าน้องสุนัขมีความฉลาด เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างน้องสุนัขกับคน ที่ต้องอาศัยความสามัคคีและความเข้าใจระหว่างคนและสัตว์ ฝึกความว่องไวของสุนัขโดยการนำสุนัขวิ่งผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ ในระยะเวลาที่กำหนด”

สุนัขและแมวทุกตัวที่เราไปรับเลี้ยงมาจะมีแววตาที่เวลาเรามองแล้วรู้ได้ถึงความรักที่เค้ามีให้เราสุดหัวใจ แววตาของเค้าจะแตกต่างไปจากสุนัขที่ไม่ได้เคยถูกทอดทิ้งมาก่อน แสดงให้เห็นว่าสุนัขเค้ารับรู้ได้ว่าเค้ามีชีวิตใหม่ได้เพราะเจ้าของคนใหม่ที่รับเค้ามาจากสถานที่ต่างๆ พวกนั้น คุณจิ๋ว ปรางค์ทิพย์ กล่าวปิดท้ายในส่วนกิจกรรม “สุนัขเป็นได้มากกว่าสัตว์เลี้ยง” ว่า “พี่เชื่อว่าพวกเราเห็นข่าวที่ดาราหลายคนคอยช่วยเหลือเพื่อนสี่ขาที่ไม่มีบ้าน เช่นคุณอั้ม พัชราภา คุณปู ไปรยา คุณเกรท วรินทร ล่าสุด คุณก๊อต จิรายุ ที่วิ่งลงไปช่วยน้องแมวบนทางด่วนและรับเลี้ยงจนเป็นไวรัลไปแล้วว่ากลายเป็นทาสแมว เวลาเห็นข่าวพวกนี้แล้วมันใจฟู” พี่ไม่เคยซื้อมาเลี้ยง ตัวที่พี่เลี้ยงคือรับต่อมาจากคนที่เลี้ยงไม่ได้ ไม่ได้มีพันธ์อะไรพิเศษเลย แต่เรารักเค้าทุกตัวไม่ว่าจะเป็นตัวไหน เพราะทุกตัวเป็นครอบครัวของเรา พี่เองเชื่อว่าดาราศิลปินทุกท่านที่คอยรับเลี้ยงสุนัขและแมวที่ถูกทอดทิ้งมีความสุขที่ได้รับความรักจากพวกเค้า

ในส่วนของการรณรงค์การแยกขยะให้ถูกต้อง คุณปรางค์ทิพย์ กล่าวว่ามูลนิธิคุณและ Ppc เป็นกลุ่มพันธมิตรที่ร่วมกิจกรรมมาหลายปี ที่ผ่านมาทั้งสององค์กรได้ร่วมมือกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการจัดเสวนาให้กับบุคลากรของจุฬา และยังจัดกิจกรรมให้นักเรียนตามโรงเรียน รวมถึงในกิจกรรมวันเด็กติดต่อมาหลายปีแล้ว ผศ.ดร.มานิตย์ แห่ง Ppc เล่าให้ฟังต่อว่า “คงยังไม่สายเกินไปที่คนทุกรุ่นจะมาร่วมช่วยกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น หากพวกเราช่วยกันลงมือทำตอนนี้ พวกเราจะช่วยสร้างโลกที่ยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต การลงมือที่ง่าย ๆ ของพวกเราที่มางานในวันนี้ ก็คงเริ่มจากการแยกขยะที่ถูกต้อง เพราะขยะแต่ละประเภทสามารถนำไปรีไซเคิลให้เป็นวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตของต่างๆ ได้”

มูลนิธิคุณเพิ่งได้รับทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เพื่อผลิตสื่อการเรียนการสอนเรื่อง “โรงงานแยกขยะในกระเพาะวาฬ (ไม่แยกข้างนอกก็แยกข้างใน)” โดยทำเป็น Storybook ประกอบคู่มือการสอนเรื่อง “ก ถึง ฮ ของขยะที่ถูกลืม” และ Shot Animation จำนวน 6 ตอนเกี่ยวกับการ์ตูนสัตว์ทะเลที่น่ารักๆ ประกอบวาฬน้อยดูดู้และผองเพื่อน DoDoAndFriends เป็นตัวชูโรง โดยมีตัวละครต่างๆ เช่นม้าน้ำ ปลาทะเลสวยๆ ที่ผลิตขึ้นมาภายใต้ “โครงการการจัดการขยะในงานเทศกาลไทยเทศ โดยทีมดูดู้และผองเพื่อน (Festival Waste Management)” ไปเผยแพร่ให้เด็กๆ ในวงกว้าง โดยการ scan qr code แต่ละหน้า ทำเสร็จแล้วจะพยายามกระจายพื้นที่ที่อยู่ใกล้แม่น้ำและทะเล เพราะเป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้เกิดผลกระทบที่มาจากขยะบกที่หลุดลอยไปตามแม่น้ำไหลไปสู่ทะเล เจาะคนพื้นที่ให้มากที่สุด ส่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เคยร่วมทำกิจกรรม เพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของโครงการ

ผศ.ดร.มานิตย์ บอกว่า Ppc และมูลนิธิคุณร่วมมือกันมานานหลายปีแล้วในการจัดกิจกรรมสร้างจิตสำนักด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความรู้ด้านการจัดการขยะ ชื่อคุณปรางค์ทิพย์แห่งมูลนิธิคุณมุ่งมั่นที่จะให้ความรู้แก่เด็ก ๆ ผ่านเครื่องมือและสื่อที่สร้างสรรค์ เช่นการใช้หุ่นเชิด คลิปประกอบความรู้ การ์ตูน หนังสือประกอบ QR Code แจกจ่ายให้แก่เด็ก ๆ ตามโรงเรียน ในขณะที่ Ppc ร่วมจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่ รวมถึงในสถาบันการศึกษาที่ทำงานใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาโลกร้อนและขยะล้นเมือง

ปีนี้ทุกคนเห็นข่าวอากาศร้อน ข่าวฝุ่น PM. 2.5 และล่าสุดคือข่าวพายุ ฝนตกหนัก น้ำท่วมที่เชียงรายและจังหวัดต่างๆ ปัญหาทั้งหมดเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ที่ยังแก้ไขทัน วันนี้มูลนิธิคุณ และ Ppc มาร่วมช่วยกันให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกว่าหากแต่ละคนช่วยแยกขยะให้ถูกต้องแล้ว จะมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมของเราเพื่ออนาคตของพวกเราเอง การเปลี่ยนความคิดและการใช้ชีวิตเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้ เช่นการแยกขยะให้ถูกต้องด้วยตัวเราเอง จะส่งผลที่เห็นได้ชัดแน่นอน และจะทำให้โลกเราอยู่รอดได้ด้วยตัวพวกเราเอง ตรงกับแนวคิดของการจัดกิจกรรมของมูลนิธิคุณและ Ppc ในวันนี้ที่ทำให้พวกเราทุกคนเป็นผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม “Young Guardian of the Environment”

-(016)

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัด กิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ‘Roadshow 2024 ส่วนภูมิภาค’

https://www.naewna.com/lady/836195

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัด กิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ 'Roadshow 2024 ส่วนภูมิภาค'

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัด กิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ‘Roadshow 2024 ส่วนภูมิภาค’

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.24 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดกิจกรรม แฟรนไชส์สร้างอาช Roadshow 2024 โดยยกขบวน แฟรนไชส์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และค้าปลีก มาให้ผู้สนใจได้เลือกสรรตามความสนใจและความถนัด ณ จังหวัดอุดรธานี ในครั้งนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม 2567 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 เซ็นทรัลอุดร จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 10.30-20.00 น.

ส่วนการจัดงานฯครั้งต่อไป จะจัดขึ้นที่ภาคใต้ วันที่ 14-18 พฤศจิกายน 2567 เซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และภาคกลาง วันที่ 12-16 ธันวาคม 2567 เซ็นทรัลนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์

โดยภายในงานเจรจาซื้อขายธุรกิจได้โดยตรงจากเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมงานครั้งนี้กว่า 40 แบรนด์ โดยไฮไลท์สำคัญของการจัดกิจกรรม คือ การแสดงและจำหน่ายสินค้าธุรกิจแฟรนไชส์ การเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเป็นเวทีพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการจากหลากหลายสาขาธุรกิจ เป็นการเปิดรับและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินมาร่วมออกบูธให้คำปรึกษาแนะนำ และสนับสนุนเงินทุนพร้อมเงื่อนไขพิเศษให้ผู้ที่สนใจ หรือผู้ที่กำลังมองหาทำเลการค้าจากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมรับโปรโมชั่นส่วนลดแฟรนไชส์ราคาสุดพิเศษภายในงาน

การจัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2024 เป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย รวมถึงเป็นการช่วยเหลือผู้ว่างงาน ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างอาชีพให้กับประชาชน

คาดว่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของการจัดกิจกรรมใน 4 ภาค จะมีผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 8,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ในพื้นที่จังหวัดที่จัดงานและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow หรือสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : franchisedbd@gmail.com

ปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว รวมทั้งสิ้น 545 ราย แบ่งเป็น ธุรกิจอาหาร 248 ราย (คิดเป็นร้อยละ 46) ธุรกิจเครื่องดื่ม 106 ราย (คิดเป็นร้อยละ 19) ธุรกิจการศึกษา 68 ราย (คิดเป็นร้อยละ 13) ธุรกิจบริการ 66 ราย (คิดเป็นร้อยละ 12) ธุรกิจค้าปลีก 33 ราย (คิดเป็นร้อยละ 6) ธุรกิจความงามและสปา 24 ราย (คิดเป็นร้อยละ 4)

-(016)