‘นายกสภาทนายความ’พร้อมคณะ วางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

https://www.naewna.com/local/835141

'นายกสภาทนายความ'พร้อมคณะ วางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

‘นายกสภาทนายความ’พร้อมคณะ วางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.39 น.

นายกสภาทนายความ พร้อมคณะ วางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2567

เมื่อเวลา 8.00 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2567 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมคณะ นายสงคราม สกุลพราหมณ์ อุปนายกฝ่ายบริหาร นายวีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรรมการประชาสัมพันธ์และรองเลขาธิการ นายสุชาติ ชมกุล อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ นายสัญญาภัชระ สามารถ อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ นายศิริศักดิ์ อมาตยกุล ประธานสภาทนายความจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยคณะทนายความ นายอุทัย ไสยสาลี หัวหน้าสำนักงานสภาทนายความ และเจ้าหน้าที่สภาทนายความ ได้ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2567 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

– 006

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลา น้อมรำลึกเนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

https://www.naewna.com/local/835124

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลา น้อมรำลึกเนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลา น้อมรำลึกเนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.32 น.

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช 2567

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นำโดย น.ส.ธิดาพร มีกิ่งทอง รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นผู้แทนธนาคาร เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยพนักงานธนาคาร เข้าร่วมพิธี เนื่องในวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช 2567 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ นอกจากนี้ วันนวมินทรมหาราช ยังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตกำหนดให้เป็น “วันสำคัญของชาติไทย” ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กรุงเทพมหานคร

– 006

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

https://www.naewna.com/local/835112

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.36 น.

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

พล.ต.ต.ศุภชาญ มนูธรรม ขอเชิญ “สวนกุหลาบฯ” รุ่น 78 รุ่นเดียวกับ คุณปลิว ตรีวิศวเวทย์ , พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ , พล.อ.นพดล อินทปัญญา , ดร.ภาวิช ทองโรจน์ , ดร.ภักดี โพธิ์ศิริ พบปะสังสรรค์ วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. ที่ห้องกิ่งทอง โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

https://www.naewna.com/local/835107

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.06 น.

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา คณะสงฆ์เมียนมา และวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ร่วมกันจัดพิธีถวายมหาสังฆทาน 15 กรรมการมหาเถรสมาคม แห่งประเทศเมียนมา และพิธีจุดประทีป 10,181 ดวง ถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาธรรม 80 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ณ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

ทั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากพระมหาเถระ ดร. ภัททันตะ อัคคสามิ (Vetdanta Attgatharmi) เจ้าคณะจังหวัดย่างกุ้ง เป็นประธานสงฆ์ และคณะสงฆ์เมียนมาร่วมงาน จำนวน 36 รูป ประกอบด้วย คณะกรรมการมหาเถระสมาคมแห่งเมียนมา 15 รูป เจ้าคณะจังหวัด 9 รูป อาทิ จ.เนปยีดอ (เนปิดอว์) จ,มัณฑะเลย์ จ.หงสาวดี-ตะวันตก จ.หงสาวดี-ตะวันออก รัฐกะเหรี่ยง รัฐยะไข่ จ.ย่างกุ้ง จ.อิรวดี จ.มะเกว และคณะกรรมการบริหารพระมหาเจดีย์ชเวดากอง 11 รูป รวมทั้งพระมหาเถระธรรมถึก 1 รูป

ในส่วนวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ได้รับความเมตตาจาก พระวิเทศธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกาย พร้อมด้วยพระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร พระมหาสุรัตน์ อคฺครตโน หัวหน้ากอง AEC คณะสงฆ์ และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ คณะสงฆ์เมียนมา-ไทย ร่วมกันเป็นผู้แทนหลวงพ่อธัมมชโย ถวายแผ่นทองคำ (Gold Sheet) มูลค่า 2.5 ล้านจ๊าด เพื่อบูรณะปฏิสังขร พระมหาเจดีย์ชเวดากอง บูชาธรรมโดยพระอาจารย์ อูนาคิตะ สยาดอ กรรมการมหาเถระสมาคม แห่งเมียนมา และกรรมการดูแลพระมหาเจดีย์ชเวดากอง คณะศิษย์ศิษยานุศิษย์ฯ บูชาธรรม 80 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ร่วมถวายแผ่นทองคำ บูรณะพระมหาเจดีย์ชเวดากองอีก 1 ล้านจ๊าด รวมมูลค่า 3.5 ล้านจ๊าด

“การจัดงานในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ของคณะสงฆ์เมียนมา และไทย ร่วมถึงสร้างการสร้างสามัคคีธรรมในหมู่ชาวพุทธ เพื่อความร่วมมือในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเป็นความเจริญก้าวหน้าในการเผยแผ่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือของชาวพุทธให้เข้มแข็งยิ่งๆ ขึ้น ตามที่หลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้ให้แนวทางไว้ว่า พุทธบุตร และพุทธบริษัทสี่ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

https://www.naewna.com/local/834942

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 22.02 น.

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

11 ต.ค. 2567 รศ.ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ อาจารย์สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงโครงการวิจัยที่ทำร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ว่า โครงการนี้เป็นการทำความเข้าใจปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ทั้งช่วงรอยต่อ ม.ต้น กับ ม.ปลาย และช่วง ม.ปลาย กับมหาวิทยาลัย รวมถึงไปถึงมหาวิทยาลัยแล้วแต่ก็ไม่จบปริญญา 

หรือก็คือการพยายามทำความเข้าใจเส้นทางชีวิต อะไรเป็นจุดที่ทำให้เด็กและเยาวชนไปถึงหรือไม่ถึงเป้าหมาย และ กสศ. จะเข้าไปสนับสนุนอย่างไรเพื่อให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้เป็นกำลังแรงงานที่สำคัญของประเทศได้ผ่านโอกาสการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยมีทั้ง 1.การจัดวงสนทนากลุ่มกับเครือข่ายที่ทำงานช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เช่น เขตพื้นที่การศึกษา ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ฯลฯ จากหลากหลายภูมิภาค

2.การสัมภาษณ์เชิงลึกเด็กและเยาวชน 60 คน อ้างอิงกลุ่มตัวอย่างจากเด็กและเยาวชนในครัวเรือนที่ได้รับทุนเสมอภาคของ กสศ. แบ่งตามภูมิภาค คือ ภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล) ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ และ 3.การสร้างแบบสอบถาม กระจายไปยังทั่วประเทศ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า การที่เด็กและเยาวชนจะไปถึงปลายทาง ในที่นี้หมายถึงการเรียนต่อมหาวิทยาลัยจนจบปริญญา มีปัจจัย 5 ประการ ได้แก่ 1.พื้นฐานครอบครัว 2.คุณลักษณะและทัศนคติของเด็กหรือเยาวชนนั้นเอง 3.บทบาทของครูและสถานศึกษา 

4.ความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็กหรือเยาวชนนั้น และ 5.เครือข่ายและการช่วยเหลือสนับสนุน จากนั้นเมื่อค่อยๆ ไล่ย้อนกลับแบบละเอียด พบว่า  ความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็กหรือเยาวชนนั้นเอง เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือเจ้าตัวต้องมีความแน่วแน่ก่อนว่าอยากเรียนต่อ แต่ปัจจัยส่งผลต่อความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็กหรือเยาวชนมากที่สุด คุณลักษณะและทัศนคติของเด็กหรือเยาวชน รองลงมาคือเครือข่ายและการช่วยเหลือสนับสนุน ขณะที่ปัจจัยด้านพื้นฐานครอบครัว และด้านบทบาทของครูและสถานศึกษา มีผลในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน 

“ในกรณีเด็กที่มีคนในครอบครัวเป็นแรงบันดาลใจ โรงเรียนอาจมีอิทธิพลน้อยเพราะครอบครัวใกล้ชิดกับเรามากที่สุด แต่เด็กบางคนที่ยากจนมากและครอบครัวก็อาจไม่ได้เป็นที่พึ่งให้เขาได้ นั่นหมายความว่าข้อค้นพบตรงนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของบทบาทของครูและสถานศึกษาในการบ่มเพาะคุณลักษณะและทัศนคติ นอกจากนี้เรายังพบว่าเครือข่ายและการสนับสนุนมีผลต่อความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็ก โดยครูและสถานศึกษาเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเครือข่ายและการสนับสนุนสูงมากเช่นกัน” รศ.ดร.พร้อมพิไล กล่าว

รศ.ดร.พร้อมพิไล กล่าวต่อไปว่า จากข้อค้นพบคือครูและสถานศึกษา มีความสำคัญใน 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือบ่มเพาะคุณลักษณะและทัศนคติของเด็กหรือเยาวชน กับอีกด้านคือเชื่อมโยงเด็กหรือเยาวชนกับเครือข่ายต่างๆ ที่ช่วยเหลือสนับสนุน เพื่อทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถเรียนต่อสูงขึ้นไปได้เต็มที่ และมุ่งมั่นที่จะเดินไปในทางนั้น แต่ถึงจะเห็นว่าครูและสถานศึกษามีบทบาทสำคัญแบบนี้ ก็ยังมีข้อจำกัด 

โดยประการแรกคือบทบาทของครูแนะแนว เนื่องจากปัญหาของเด็กและเยาวชนมักเกิดในช่วงรอยต่อระหว่างชั้น ม.ต้น กับ ม.ปลาย เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต จริงอยู่ที่ช่วงวัยนี้ที่เป็นวัยรุ่น เพื่อนและรุ่นพี่มีความสำคัญมากที่สุดเพราะต้องการได้รับการยอมรับจึงไม่ค่อยเข้าหาครูมากนัก แต่ครูแนะแนวก็ยังมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการแนะนำทางเลือกในการเรียนต่อหรือการทำงานในอนาคตกับเด็กและเยาวชนโดยละเอียดเป็นรายบุคคล ซึ่งในความเป็นจริงบุคลากรกลุ่มนี้มีจำนวนน้อย ทำให้ระบบแนะแนวในระบบการศึกษาไทยไม่มีประสิทธิภาพ

ซึ่งโดยส่วนตัวมีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ด้านจิตวิทยาการแนะแนว พบว่า นิสิต-นักศึกษา ที่เลือกเรียนคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ไม่นิยมเลือกวิชาเอกด้านจิตวิทยาการแนะแนว คือมีผู้เลือกเรียนสายนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับวิชาเอกด้านการสอนเฉพาะทางตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ฯลฯ หรือไม่ก็จะไปเลือกเรียนทางด้านบริหารการศึกษา เพราะวิชาเอกด้านจิตวิทยาการแนะแนว จบแล้วไม่มีตำแหน่งบรรจุตามโรงเรียนให้ 

เมื่อถามต่อไปอีกว่าเหตุใดไม่มีอัตราบรรจุ ก็พบว่า เขตพื้นที่การศึกษาไม่เปิดให้สอบบรรจุ ซึ่งบุคลากรที่ทำงานในเขตพื้นที่การศึกษาก็อธิบายว่า เขตพื้นที่การศึกษาไม่สามารถเปิดอัตราบรรจุได้เอง ต้องให้ทางสถานศึกษาขอมา แต่เมื่อไปถามผู้อำนวยการโรงเรียนก็ได้รับคำตอบว่า จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับครูเฉพาะทางตามกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นลำดับแรก คือต้องมีครูด้านการสอนให้ครบทุกชั้นและทุกวิชาเสียก่อน หากยังมีไม่ครบแล้วไปขออัตราครูแนะแนวก็จะมีคำถามตามมาอีก

ดังนั้นโดยสรุปจึงไปจบที่เรื่องของวิธีคิด (Mindset) ของระบบการศึกษา ว่าจะให้ความสำคัญเน้นไปที่วิชาการหรือการสร้างทัศนคติ นิสัยและบุคลิกภาพของผู้เรียน ขณะที่นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ครูที่ปรึกษาสามารถทำหน้าที่แนะแนวได้ แม้จะมีเจตนาดีเพราะครูที่ปรึกษาอยู่ใกล้ชิดกับนักเรียน แต่เมื่อสอบถามครูที่ปรึกษาก็ยอมรับว่าให้คำแนะนำได้เพียงกว้างๆ ทั้งนี้ หากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ เท่าที่เคยพบจะมีระบบ 2 ชั้น เบื้องต้นที่พบครูที่ปรึกษาก่อนแล้วจึงมีระบบส่งต่อไปยังครูแนะแนว

โดยหากแบ่งเส้นทางของเด็กและเยาวชนยากจนตามกลุ่มตัวอย่างในโครงการวิจัยนี้ จะแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม คือ 1.จิตใจมุ่งมั่น มีเส้นทางที่ชัดเจน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (Clear Will , Clear Way , No Wealth) คือตั้งเป้าหมายของตนเองไว้ชัดเจนว่าอยากเรียนต่อและทำงานอะไรในอนาคต รู้ด้วยว่าจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร แต่ขาดปัจจัยเรื่องทุนทรัพย์ที่จะไปให้ถึง 2.จิตใจมุ่งมั่น แต่มองไม่เห็นทางที่ชัดเจนและขาดแคลนทุนทรัพย์ (Clear Will , Cloudy Way , No Wealth) แม้จะมีจิตใจมุ่งมั่น แต่ขาดข้อมูลหรือคำแนะนำว่าจะเดินไปถึงฝั่งฝันได้อย่างไร แถมยังไม่มีทุนทรัพย์อีกต่างหาก

3.จิตใจไม่มั่นคง ข้อมูลหรือคำแนะนำก็ไม่มี แถมขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วย (Cloudy Will , Cloudy Way , No Wealth) คือมีความลังเลภายในจิตใจ ด้านหนึ่งอยากเรียนต่อสูงๆ แต่อีกด้านก็กลัวจะไปไม่รอด ซึ่งอาจเป็นเพราะมีภาวะพึ่งพิง เช่น มีสมาชิกในครอบครัวป่วยหนักหรือพิการติดบ้าน-ติดเตียงไม่สามารถดูแลเลี้ยงชีพตนเองได้ ต้องให้สมาชิกคนอื่นๆ ช่วยดูแล นอกจากนั้นยังขาดข้อมูลด้วยว่าหากอยากเรียนด้านนั้น-ทำงานสายนี้จะต้องไปต่ออย่างไร และยังขาดแคลนทุนทรัพย์อีก

และ 4.ไม่มีจิตใจมุ่งมั่น ไม่ตั้งเป้าหมายใดๆ และไม่มีทุนทรัพย์ (No Will , No Way , No Wealth) กลุ่มนี้สรุปง่ายๆ คือไม่มีและไม่เอาอะไรเลย และจริงๆ บางกรณีก็ไม่ได้ขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วย เช่น เคยเจอเด็กคนหนึ่ง แม้จะเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตต้องไปอาศัยอยู่กับวัด แต่มีอาเป็นเจ้าอาวาสที่พร้อมจะส่งเสียให้จนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งเด็กคนนี้ขอเรียนเพียงจบ ม.6 ตามคำขอของอา แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรต่อ โดยเด็กหรือเยาวชนกลุ่มนี้จะไม่มีเป้าหมาย มองการใช้ชีวิตไปวันๆ หนึ่ง ขอค้นหาตนเองไปเรื่อยๆ

ซึ่งลักษณะนี้จะต่างจากอีกกรณีหนึ่ง คือมีเด็กอีกคนที่เล่าว่าตนเองขอเรียนให้จบ กศน. โดยไม่ขอต่อมหาวิทยาลัย แล้วจะหาเงินทุนสักก้อนมาเปิดร้านขายของเล็กๆ มีการมองรายได้ที่จะได้รับว่าแค่นี้ก็พออยู่พอกินแล้ว โดยยอมรับว่าตนเองก็หัวไม่ค่อยดีเท่าไร ทำมาหากินแบบนี้ได้ก็ชีวิตเรียบง่ายมีความสุขแล้ว ซึ่งกรณีนี้เจ้าตัวมีแผนชีวิตที่ชัดเจน  ไม่ใช่เป็นเพียงการไม่รู้แล้วขอสำรวจค้นหาตนเองไปเรื่อยๆ ก่อนดังตัวอย่างก่อนหน้า 

“คิดว่า ณ ตอนนี้ สังคมตระหนักและเห็นภาพร่วมกันว่าตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะต้องไม่ได้เน้นที่ตัววิชาการ แต่ต้องเน้นไปที่ทักษะ เรื่องการพัฒนาคุณลักษณะของเด็กให้มีทักษะชีวิต คิดว่าตรงนี้กระแสสังคมมันมา แต่เพียงแค่ว่ามันต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง  (Political Will) ของส่วนกลางในการให้เห็นว่าตัวนโยบายกับการปฏิบัติมันไปด้วยกัน” รศ.ดร.พร้อมพิไล ระบุ

รศ.ดร.พร้อมพิไล ยังกล่าวอีกว่า ตนเคยทำงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งให้กับสภาการศึกษา ในช่วงปลายปี 2565 – ต้นปี 2566 ช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เริ่มซาลงและการเรียนการสอนกลับมาดำเนินการที่โรงเรียน ซึ่งจากการจัดกิจกรรมสนทนากลุ่ม มีผู้เข้าร่วมราว 300 คน เป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียกับระบบการศึกษา เห็นตรงกันว่า มีความไม่สอดคล้องกันระหว่างนโยบายกับค่านิยมหรือความเชื่อที่นำไปสู่การปฏิบัติ 

กล่าวคือ ในขณะที่ประกาศว่าการศึกษาไทยมีเจตนารมณ์มุ่งเน้นการสร้างความเสมอภาคทางโอกาส มุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะและทักษะ และการความสำคัญกับการบ่มเพาะคุณลักษณะของผู้เรียน แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นตรงข้าม คือยังคงเน้นการสอบแข่งขันทางวิชาการ ดังนั้นระบบการศึกษาไทยก็อาจต้องย้อนกลับมาสำรวจตนเองด้วย ว่าอะไรทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันขึ้น

ประการที่สอง หลักสูตรการศึกษาต้องยืดหยุ่นตอบสนองกับเส้นทางที่หลากหลายมากขึ้น เช่น เด็กบางคนมีเหตุจำเป็นต้องรีบทำงาน จากแรงกดดันด้านฐานะของครอบครัวที่ไม่ค่อยดีนัก จึงไม่สามารถเรียนชั้นมัธยมสายสามัญ 6 ปี แล้วไปต่อมหาวิทยาลัยอีก 4-5 ปี รวดเดียวให้จบปริญญาได้ ทำให้เมื่อจบ ม.3 จึงเลือกเรียนสายอาชีวะให้จบ ปวช. หรือ ปวส. หรือเลือกเรียน กศน. ที่หลักสูตรพร้อมต่อการใช้ทำงานได้เร็วกว่า แต่ปัญหาคือระยะยาวหากต้องการมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไรเสียก็จะต้องกลับมาเรียนระดับมหาวิทยาลัยอยู่ดี

ดังนั้นจะออกแบบหลักสูตรอย่างไร เช่น มีหลักสูตรต่อเนื่องเทียบวุฒิต่อจาก ปวส. ทำให้ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี แต่อาจอยู่สัก 2-3 ปี นอกจากนั้น กรณีเด็กจบสายอาชีวะหรือ กศน. พื้นฐานวิชาการจะไม่แน่นเหมือนจบสายสามัญ ด้านหนึ่งเห็นหลายมหาวิทยาลัยพยายามปรับรูปแบบการรับนักศึกษาโดยให้ความสำคัญกับเกณฑ์ด้านสมรรถนะและคุณลักษณะมากขึ้น แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้วอย่างไรวิชาการก็สำคัญ ก็ต้องมีระบบติวเสริมปรับพื้นฐาน ซึ่งก็ต้องได้รับการสนับสนุนเพราะเด็กและเยาวชนในครัวเรือนยากจนจะขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่สามารถเข้าถึงการติวปรับพื้นได้

ประการสุดท้าย มีสำนวนที่บอกว่า “เลี้ยงเด็ก 1 คนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน (It’s take a village to raise a child.)” ดังนั้นการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนจึงไม่อาจกล่าวโทษไปที่ระบบการศึกษาหรือกลไกของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังต้องรวมไปถึงสังคมทั้งหมด เพราะข้อค้นพบจากผลการศึกษา คือเด็กที่มีทัศนคติที่ดีมักมีต้นแบบที่ดี เช่น พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ รุ่นพี่ ฯลฯ แต่การสื่อสารต่างๆ ในสังคม ไม่รู้ว่าเป็นการสร้างต้นแบบที่ดีหรือไม่ เช่น มีการไปสร้างกระแสว่าไม่ต้องเรียนก็ประสบความสำเร็จได้ 

หรือการไปสอนว่า จงค้นหาและเลือกทำในสิ่งที่ชอบ (Passion) ด้านหนึ่งก็ถูก อย่างที่ทางศาสนาพุทธก็มีคำสอนว่าจะทำอะไรต้องเริ่มที่ฉันทะ หรือความพอใจในสิ่งนั้นก่อน เพราะทำในสิ่งที่ไม่ชอบก็มีแต่ความทุกข์ แต่อีกด้านหนึ่งหากยึดมั่นถือมั่นแต่คำว่าความชอบ ก็จะเกิดกรณีที่ฐานะทางบ้านยังไม่ดีแต่ก็ไม่คิดจะทำอะไร กิน-นอนไปวันๆ ไม่ทำงานและไม่เรียน เพราะยังไม่เจอสิ่งที่ชอบ ชีวิตก็จะไปเรื่อยๆ วันๆ หนึ่งๆ 

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เกิดความเข้าใจขึ้นว่า นอกจากสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ไม่ชอบแล้ว ยังมีสิ่งที่พอรับได้  ซึ่งเราสามารถอยู่กับสิ่งนี้ไปก่อนแล้วค่อยๆ บ่มเพาะความชอบ และใช้สิ่งนั้นสร้างโอกาสในการค้นหาเส้นทางอื่นๆ ต่อไปในอนาคต หรือหากมองคำว่าหน้าที่และความรับผิดชอบ ก็จะทำให้เราสามารถอยู่กับสิ่งที่เป็นความธรรมดาไม่หวือหวาได้อย่างมีความสุข ท่ามกลางกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่สุดโต่ง 2 ด้าน ระหว่างฝั่งที่โชว์ชีวิตกินหรูอยู่สบายแบบสุดๆ กับฝั่งที่บอกว่าคนนั้นคนนี้ไม่เรียนไม่ทำงานก็เห็นใช้ชีวิตอยู่ได้

ซึ่งถามว่าคนที่เห็นกระแสต่างๆ แล้วหลงไปผิดหรือไม่ โดยส่วนตัวก็มองว่าไม่ผิด แต่ตนเห็นว่าทุกภาคส่วนในสังคมต้องออกมาพูด โดยเฉพาะบุคคลต้นแบบที่มีประสบการณ์ชีวิต เพื่อให้เด็กมองเห็นเส้นทางตลอดทั้งชีวิตไม่ใช่เห็นแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า สังคมต้องช่วยกัน เพราะให้ระบบการศึกษาหรือรัฐบาลทำฝ่ายเดียวอย่างไรก็สู้กระแสสังคมไม่ได้ ขณะที่เมื่อพูดถึงบทบาทของสื่อก็ไม่ใช่เฉพาะแต่คนทำงานด้านสื่อมวลชน เพราะยุคนี้ทุกคนในสังคมล้วนสื่อสารได้หมดทางสื่อสังคมออนไลน์ 

“อยากให้คิดสักนิดว่าสิ่งที่โพสต์ลงไปมันมีอิทธิพลต่อมุมมองหรือความคิดของเด็กและเยาวชนมากแค่ไหน ขอให้มีสติสักนิดเวลาที่คุณจะโพสต์อะไร เพราะทุกครั้งที่คุณโพสต์มันมีอิทธิพลต่อคนอื่นเสมอ” รศ.ดร.พร้อมพิไล ฝากทิ้งท้าย

‘จุฬาฯ’อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025

https://www.naewna.com/local/834902

'จุฬาฯ'อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025

‘จุฬาฯ’อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.55 น.

จุฬาฯ อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025  จุฬาฯ ครอง Triple Champions อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย จากสามรายการจัดอันดับที่เป็นที่ยอมรับระดับโลก

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1  ของไทย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก โดย The Times Higher Education World University Rankings 2025 (THE WUR 2025) จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลกที่ได้รับการจัดอันดับกว่า 2,000 แห่ง กว่า 115 ประเทศ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย ด้วยผลงานที่โดดเด่นเป็นอันดับ 1 ในด้าน Research Environment, Research Quality และ Industry ทั้งนี้มีมหาวิทยาลัยไทยที่ได้รับการจัดอันดับโดย THE WUR 2025 จำนวน 20 มหาวิทยาลัย

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยครั้งนี้ใช้ 5 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย Teaching  29.5%  Research Environment 29%  Research Quality 30%Industry 4%  International outlook 7.5%

ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย THE WUR 2025 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.timeshighereducation.com/world-university-rankings/latest/world-ranking

การได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทยใน THE WUR 2025 ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย จาก 3 รายการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นที่ยอมรับระดับโลก ได้แก่ THE World University Rankings 2025 ซึ่งประกาศผลการจัดอันดับเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 QS World University Rankings 2025 ซึ่งจุฬาฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทยเป็นปีที่ 16 ติดต่อกัน และติด Top 100 ของโลก ด้านชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) และด้านผลลัพธ์การจ้างงาน (Employment Outcomes) และ THE Asia University Rankings 2024 นอกจากจุฬาฯ จะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทยแล้ว จุฬาฯ ยังอยู่ใน Top 200 ของเอเชียอีกด้วย

อิสราเอลเผยคลิปจากโดรน ภาพสุดท้ายนายยาห์ยา ซินวาร์ ก่อนถูกสังหาร

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2820836

อิสราเอลเผยคลิปจากโดรน ภาพสุดท้ายนายยาห์ยา ซินวาร์ ก่อนถูกสังหาร

19 ต.ค. 2567 11:22 น.

อิสราเอลเผยคลิปจากโดรน ภาพสุดท้ายนายยาห์ยา ซินวาร์ ก่อนถูกสังหาร

กองทัพอิสราเอลเผยแพร่คลิปภาพจากโดรนสอดแนม ที่จับภาพนายยาห์ยา ซินวาร์ ผู้นำกลุ่มฮามาสซึ่งได้รับบาดเจ็บซ่อนตัวอยู่ในซากอาคารหลังหนึ่งในกาซา ก่อนที่อีกไม่กี่นาทีต่อมากองทัพอิสราเอลจะใช้รถถังยิงโจมตีเข้าใส่อาคารหลังดังกล่าวเพื่อปลิดชีพเขา

คลิปจากโดรนสอดแนมของกองทัพอิสราเอล เผยให้เห็นนายยาห์ยา ซินวาร์ หัวหน้ากลุ่มฮามาส นั่งอยู่บนโซฟาที่เต็มไปด้วยฝุ่น ภายในซากปรักหักพังของอาคารหลังหนึ่ง ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา โดยในคลิปภาพจะเห็นว่าแขนข้างหนึ่งของเขามีอาการบาดเจ็บ ก่อนที่เขาจะจ้องมองมาที่โดรน และได้โยนท่อนไม้หรือท่อนเหล็กเข้าใส่โดรน ก่อนที่คลิปภาพจะตัดไป โดยกองกำลังป้องกันอิสราเอลซึ่งเป็นผู้เผยแพร่คลิประบุว่า หลังจากนั้นเพียงไม่กีนาที กองทัพอิสราเอลก็ใช้รถถังยิงโจมตีไปยังอาคารหลังดังกล่าวเพื่อปลิดชีพนายซินวาร์

https://platform.twitter.com/embed/Tweet.html?dnt=false&embedId=twitter-widget-0&features=eyJ0ZndfdGltZWxpbmVfbGlzdCI6eyJidWNrZXQiOltdLCJ2ZXJzaW9uIjpudWxsfSwidGZ3X2ZvbGxvd2VyX2NvdW50X3N1bnNldCI6eyJidWNrZXQiOnRydWUsInZlcnNpb24iOm51bGx9LCJ0ZndfdHdlZXRfZWRpdF9iYWNrZW5kIjp7ImJ1Y2tldCI6Im9uIiwidmVyc2lvbiI6bnVsbH0sInRmd19yZWZzcmNfc2Vzc2lvbiI6eyJidWNrZXQiOiJvbiIsInZlcnNpb24iOm51bGx9LCJ0ZndfZm9zbnJfc29mdF9pbnRlcnZlbnRpb25zX2VuYWJsZWQiOnsiYnVja2V0Ijoib24iLCJ2ZXJzaW9uIjpudWxsfSwidGZ3X21peGVkX21lZGlhXzE1ODk3Ijp7ImJ1Y2tldCI6InRyZWF0bWVudCIsInZlcnNpb24iOm51bGx9LCJ0ZndfZXhwZXJpbWVudHNfY29va2llX2V4cGlyYXRpb24iOnsiYnVja2V0IjoxMjA5NjAwLCJ2ZXJzaW9uIjpudWxsfSwidGZ3X3Nob3dfYmlyZHdhdGNoX3Bpdm90c19lbmFibGVkIjp7ImJ1Y2tldCI6Im9uIiwidmVyc2lvbiI6bnVsbH0sInRmd19kdXBsaWNhdGVfc2NyaWJlc190b19zZXR0aW5ncyI6eyJidWNrZXQiOiJvbiIsInZlcnNpb24iOm51bGx9LCJ0ZndfdXNlX3Byb2ZpbGVfaW1hZ2Vfc2hhcGVfZW5hYmxlZCI6eyJidWNrZXQiOiJvbiIsInZlcnNpb24iOm51bGx9LCJ0ZndfdmlkZW9faGxzX2R5bmFtaWNfbWFuaWZlc3RzXzE1MDgyIjp7ImJ1Y2tldCI6InRydWVfYml0cmF0ZSIsInZlcnNpb24iOm51bGx9LCJ0ZndfbGVnYWN5X3RpbWVsaW5lX3N1bnNldCI6eyJidWNrZXQiOnRydWUsInZlcnNpb24iOm51bGx9LCJ0ZndfdHdlZXRfZWRpdF9mcm9udGVuZCI6eyJidWNrZXQiOiJvbiIsInZlcnNpb24iOm51bGx9fQ%3D%3D&frame=false&hideCard=false&hideThread=false&id=1847076435078336886&lang=en&origin=https%3A%2F%2Fwww.thairath.co.th%2Fnews%2Fforeign%2F2820836&sessionId=53dfe14ea4bbd841e1097b61db33560015e7fc2f&siteScreenName=https%3A%2F%2Fwww.thairath.co.th%2Fnews%2Fforeign%2F2820836&theme=light&widgetsVersion=2615f7e52b7e0%3A1702314776716&width=550px

ตามรายงานข่าว ปฏิบัติการสังหารนายซินวาร์เกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้ามาก่อน โดยกองทัพอิสราเอลได้เจอกลุ่มนักรบฮามาสในราฟาห์ และติดตามไล่ล่า โดยไม่รู้ว่าหนึ่งในนักรบฮามาสที่พวกเขาไล่ล่าอยู่เป็นผู้นำกลุ่มฮามาสที่พวกเขาต้องการตัวมากที่สุด โดยผู้นำฮามาสถูกโดรนสอดแนมพบเห็น ขณะเข้าไปในอาคาร ทำให้กองทัพอิสราเอลใช้รถถังยิงใส่อาคาร จากนั้นจึงส่งโดรนเข้าไปตรวจสอบเป้าหมาย และเมื่อพบตัว รถถังก็ยิงเข้าไปในอาคารอีกครั้ง จนนายซินวาร์เสียชีวิต

ทั้งนี้ อิสราเอลกองทัพอิสราเอลระบุว่าเมื่อกองกำลังไปถึงร่างของนายซินวาร์ ก็พบว่าเขาใส่เสื้อเกราะกันกระสุน พบอาวุธ ปืนไรเฟิลคาลาชนิคอฟขนาดเล็ก และเงินอีกราว 355,000 บาท พร้อมทั้งเอกสารแสดงตัวอีกหลายรายการ นอกจากนี้อิสราเอลยังได้ยืนยันตัวตนของเขาด้วยประวัติทันตกรรม ลายนิ้วมือ รวมทั้งการตรวจดีเอ็นเอ จากข้อมูลในสมัยที่ผู้นำกลุ่มฮามาสอยู่ในคุก จึงนับเป็นการยืนยันการเสียชีวิตของเขา.

ที่มา : รอยเตอร์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮามาส

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทรัมป์ฉุนขาด ไมค์ดับระหว่างปราศรัยที่ดีทรอยต์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2820819

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทรัมป์ฉุนขาด ไมค์ดับระหว่างปราศรัยที่ดีทรอยต์

19 ต.ค. 2567 09:33 น.

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทรัมป์ฉุนขาด ไมค์ดับระหว่างปราศรัยที่ดีทรอยต์

นายโดนัลด์ ทรัมป์ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ฉุนขาด หลังไมค์ดับนานหลายนาที ขณะที่เขากำลังพูดปราศรัยที่ดีทรอยต์ โดยประกาศจะไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้บริษัทงีเง่า ที่ทำหน้าที่ควบคุมเสียงครั้งนี้


การหาเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ที่เมืองดีทรอยต์รัฐมิชิแกนของสหรัฐฯเมื่อคืนวันศุกร์ตามเวลาในท้องถิ่น ต้องสะดุดลงกลางคันหลังจากที่ไมโครโฟนดับกระทันหัน ทำให้ทรัมป์ไม่สามารถพูดปราศรัยต่อได้ โดยทรัมป์ต้องเดินไปเดินมาอยู่บนเวทีนานหลายนาที และยังมีจังหวะที่เขายืนหันหลังให้ผู้สนับสนุนเพื่อระงับความโกรธ กว่าที่เจ้าหน้าที่จะแก้ไขไมค์ให้กลับมาใช้การได้ปกติก็ใช้เวลานานถึง 20 นาที สร้างความไม่พอใจให้แก่ทรัมป์เป็นอย่างมาก ขณะที่ผู้สนับสนุนทรัมป์ต่างโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ พร้อมตะโกนว่า “สหรัฐอเมริกา”(USA) และ “เรารักทรัมป์” (We love Trump) เพื่อให้กำลังใจนายทรัมป์

โดยหลังจากที่ไมโครโฟนกลับมาใช้การได้ ทรัมป์ก็ประกาศว่าเขาจะไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้บริษัทงี่เง่าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับระบบเสียงในการจัดงานวันนี้เด็ดขาด

เป็นที่ทราบกันดีว่าทรัมป์ให้ความใส่ใจอย่างมากต่อเรื่องของโปรดักชั่นและภาพลักษณ์ของการจัดงานอีเว้นท์ต่างๆของเขา และมักจะโมโหเมื่อเกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิคขึ้น ดังนั้นทุกครั้งที่มีการจัดงานปราศรัยหาเสียง ผู้ช่วยของเขาจะต้องมีการเตรียมไมโครโฟนสำรองหลายตัวและเตรียมธงที่จะใช้ประดับเวทีของเขาไปด้วยเสมอ

ทั้งนี้ ทรัมป์และรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริสต่างลงพื้นที่หาเสียงในรัฐมิชิแกนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อผลักดันเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เป็นทางการและผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน โดยนางแฮร์ริสจัดการปราศรัยในช่วงบ่าย และได้พูดคุยกับคนงานในสหภาพแรงงานด้านรถยนต์ ก่อนที่จะจัดเวทีปราศรัยครั้งที่สองในดีทรอยต์ในช่วงค่ำของวันศุกร์

ที่มา : newsweek

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เลือกตั้งสหรัฐฯ2024

วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ ECAM LaSalle ฉลอง 1 ทศวรรษ ความร่วมมือด้าน ‘วิศวกรรม’ สู่การสร้าง ‘Global Engineer’

https://www.naewna.com/lady/836213

วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ ECAM LaSalle ฉลอง 1 ทศวรรษ  ความร่วมมือด้าน ‘วิศวกรรม’ สู่การสร้าง ‘Global Engineer’

วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ ECAM LaSalle ฉลอง 1 ทศวรรษ ความร่วมมือด้าน ‘วิศวกรรม’ สู่การสร้าง ‘Global Engineer’

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ลิซ ตัลโบต์-บาร์เร่ ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมและความร่วมมือ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีฉลองครบ 1 ทศวรรษแห่งความร่วมมือระหว่าง คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กับ ECAM LaSalle โรงเรียนวิศวกรรมฯ ชั้นแนวหน้าของประเทศฝรั่งเศส โดยมี รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ดิดิเย่ เดส์ปล็องช์ อธิการบดี ECAM LaSalle และ ปาทริซ พิชเชดด้า ประธานหอการค้าฝรั่งเศส-ไทย เข้าร่วมด้วยซึ่งจัดขึ้นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองสถาบันได้ร่วมมือกันหลายโครงการ แต่ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากคือ “โครงการแลกเปลี่ยนนิสิตนักศึกษาและการฝึกงาน” โดยมีนักศึกษาจาก ECAM LaSalle France มากกว่า 50 คนได้มาเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และนิสิตคณะวิศวฯ จุฬาฯ เกือบ 20 คนได้ไปเรียนที่ ECAM LaSalle เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ กล่าวเปิดงานว่า “โลกการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไป จุฬาฯ มีนโยบายร่วมมือกับสถาบันต่างๆ ทั่วโลก แบบ partnership ซึ่งคณะวิศวฯ จุฬาฯ เป็นคณะอันดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัย การที่มีความร่วมมือแบบนี้กับ ECAM LaSalle ซึ่งเป็นโรงเรียนวิศวกรรมฯชั้นแนวหน้าของประเทศฝรั่งเศส ทำให้จุฬาฯกลายเป็น Global University ที่มอบประสบการณ์การเรียนรู้แบบ International ให้กับนิสิต ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของจุฬาฯ ที่วางตัวเอง เป็น Talent Incubator หรือสถานที่บ่มเพาะพรสวรรค์ เพราะประสบการณ์ที่ล้ำค่าทำให้ค้นพบพรสวรรค์ได้”

นอกจากนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ยังกล่าวว่า ความร่วมมือของสองสถาบันตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา ทำให้เกิดประโยชน์ 3 ด้าน คือ นิสิต ได้รับประสบการณ์ที่เป็นความทรงจำดีๆ ได้เห็นโลกภายนอก ได้เตรียมความพร้อมและมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล มีวิสัยทัศน์ที่ดี ด้านที่สองคือ คณาจารย์ได้รู้จักกัน ได้แลกเปลี่ยนวิธีการสอน ได้ทำงานวิจัยร่วมกัน ด้านที่สาม ไม่ใช่แค่ความร่วมมือของสองมหาวิทยาลัย แต่เป็นความร่วมมือระหว่างสองประเทศ connect the world connect the dot together ดังนั้นจะเห็นว่าความยิ่งใหญ่ของความร่วมมือจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

ด้าน รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า “สิ่งที่ได้มากกว่าการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา ก็คือ นิสิตได้แลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม ได้สร้าง Global Community เป้าหมายของจุฬาฯ คือการเป็น Global University เราจึงต้องสร้าง Global Student ด้วย การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของนิสิตทำให้นิสิตมองโลกกว้างขึ้น ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมา เกิดคอมมูนิตี้ที่ดี บางคนทำ Business ร่วมกัน หรือทำงานร่วมกันระหว่างองค์กร อีก 10 ปีข้างหน้าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราต้องสร้าง Global Student / Global Education ให้ทันเศรษฐกิจยุคใหม่ทั้งของไทยและของโลกจำเป็นต้องสร้าง Global Engineer ซึ่งไม่สามารถทำได้เลย ถ้าไม่มีพาร์ทเนอร์ที่ดี มีมุมมองจากหลายๆ วัฒนธรรมมารวมกัน”

ดิดิเย่ เดส์ปล็องช์ อธิการบดี ECAM LaSalle กล่าวว่า “ECAM LaSalle เน้นการเรียนร่วมกับการทำงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานจริงนอกจากนี้เรายังมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ร่วมสร้างสตาร์ทอัพ พัฒนาโครงการนวัตกรรมร่วม การให้คำปรึกษาและการแก้ปัญหาให้กับอุตสาหกรรม 10 ปีที่ผ่านมาเป็นความร่วมมือที่มีประโยชน์มากๆ แต่อีก 10 ปี ข้างหน้า ทุกอย่างจะเปลี่ยนเร็วมาก ตัวผู้สอนและหลักสูตรต้องปรับตาม ให้เท่าทันสิ่งที่เปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนานิสิตนักศึกษาของเราให้สามารถไปอยู่ในโลกแห่งความจริงได้”

ขณะที่ ปาทริซ พิชเชดด้า ประธานหอการค้าฝรั่งเศส-ไทย กล่าวว่า “คุณสมบัติของวิศวกรที่เป็นที่ต้องการของภาค อุตสาหกรรมคือ มี Multi-Disciplinary หรือมีความรอบรู้ในหลายๆ ด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว และเป็น Global Citizen คือรู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร” สอดคล้องกับมุมมองของคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ที่กล่าวไว้ว่าเทรนด์ วิศวกรในอนาคต นิสิตต้องมีความรู้ในหลายๆ ศาสตร์ เพื่อไปดูแลเศรษฐกิจยุคใหม่ได้จริงๆ

สุดท้าย อธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า “วิศวกรที่ดีไม่ใช่แค่คนสร้างบ้าน สร้างตึก แต่เป็นวิศวกรที่สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทยและคุณภาพชีวิตของชาวโลก เรากำลังร่วมกับ ECAM LaSalle เพื่อสร้างผู้นำแห่งโลกอนาคต หรือ Global Future Leader เราไม่ได้ให้แค่ความรู้ แต่เราให้ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ภูมิปัญญาหรือแนวคิดที่หลากหลาย เพื่อให้นิสิตนักศึกษาของทั้งสองสถาบัน มีความสามารถทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ กลายเป็น Global Engineer ที่มีคุณภาพ และยังหวังด้วยว่า ทั้งสองสถาบันจะร่วมมือกัน นำความรู้ไปช่วยเหลือสังคม เช่น คิดนวัตกรรมใหม่ๆ ไปแก้ปัญหาน้ำท่วม ช่วยคนพิการ และตั้งเป้าให้คณะวิศวฯ จุฬาฯ เป็นเซ็นเตอร์ให้ French business และ Thai business เพื่อให้นิสิตของเราได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากบริษัทใหญ่ๆ”

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ สานต่อพันธกิจขจัดมะเร็งเต้านมให้หมดไปจากโลก จับมือสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สนับสนุนการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเชิงรุก

https://www.naewna.com/lady/836204

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ สานต่อพันธกิจขจัดมะเร็งเต้านมให้หมดไปจากโลก  จับมือสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สนับสนุนการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเชิงรุก

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ สานต่อพันธกิจขจัดมะเร็งเต้านมให้หมดไปจากโลก จับมือสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สนับสนุนการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเชิงรุก

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ (ELC) หรือที่รู้จักกันในนาม บริษัท ELCA ประเทศไทย จำกัด บริษัทความงามชั้นนำระดับโลกในเครือบริษัท เอสเต ลอเดอร์ ยังคงมุ่งมั่นพันธกิจในการขจัดภัยมะเร็งเต้านมให้หมดไปจากโลกอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แคมเปญกระตุ้นเตือนภัยมะเร็งเต้านม หรือ Breast Cancer Campaign ที่ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ตามความตั้งใจของ เอเวอร์ลิน เอช. ลอเดอร์ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยของมะเร็งเต้านมที่มีต่อสุขภาวะของผู้หญิง และในปี 2567 เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย ประสานความร่วมมือกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จัดกิจกรรมบรรยายในหัวข้อ “รู้เท่าทันมะเร็งเต้านม” และ“การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง” นอกจากนี้ ยังมีการบริจาคเงิน 1 ล้าน 2 แสนบาท เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการออกตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงที่มีรายได้น้อยหรือเป็นผู้ด้อยโอกาสทางการแพทย์

นางสาวทิพาภรณ์ อูนากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ELCA ประเทศไทย จำกัด เผยว่า “สำหรับประเทศไทย โครงการกระตุ้นเตือนมะเร็งเต้านมได้ดำเนินมาถึงปีที่ 21 โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเชิงรุก รวมถึงเผยแพร่ความรู้เพื่อกระตุ้นเตือนภัยร้ายของมะเร็งเต้านมเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ในปีที่ผ่านมา เราได้สร้างความร่วมมือกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดโครงการรณรงค์ตรวจคัดกรองมะเร็งสตรีเชิงรุกเพื่อผู้หญิงไทยวัยทำงานอายุ 40 ปีขึ้นไป รวมกว่า 1,500 ชีวิตพร้อมจัดเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางการส่งเสริมสุขภาพสตรีวัยทำงานด้วยบริการคัดกรองมะเร็งสตรีเชิงรุกในเขตกรุงเทพมหานคร” และในปีนี้ เรายังเดินต่อสานกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ โดยร่วมมือกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติเช่นเดิม”

ในปีนี้ เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ได้มอบเงินบริจาคจำนวน 1 ล้าน2 แสนบาท เพื่อเป็นทุนในการออกตรวจกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมเคลื่อนที่ให้กับกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยใน 3 สถานที่ ผ่านความร่วมมือด้านสถานที่จากกลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ได้แก่ เซ็นทรัล เมกาบางนา, เซ็นทรัล นครปฐม และ โรบินสันชลบุรี และยังมีการจัดนิทรรศการแคมเปญกระตุ้นเตือนภัยมะเร็งเต้านม ณ เซ็นทรัลชิดลม ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2567 ตลอดจนประสานความร่วมมือกับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จัดกิจกรรมบรรยาย ณ โครงการ One Bangkok ให้กับพนักงานออฟฟิศจากบริษัทต่างๆ ในโครงการ”

“บริษัทมีความภาคภูมิใจที่ได้ผลักดันโครงการดังกล่าวมายาวนานถึง 2 ทศวรรษ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เครือบริษัท เอสเต ลอเดอร์ ทั่วโลกได้ร่วมกับมูลนิธิต่างๆ ระดมทุนได้มากกว่ากว่า 131 ล้านเหรียญ เพื่อวางรากฐานงานเยียวยารักษาในทั่วโลก และส่วนที่เหลือสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมให้เข้าถึงการศึกษา และการบริการการทางการแพทย์ สนับสนุนการวิจัยที่จะช่วยผลักดัน การค้นพบใหม่ๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมให้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เป็นการตอกย้ำคำมั่นสัญญาของบริษัทว่าจะยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจในการขจัดมะเร็งเต้านมให้หมดไปจากโลก”นางสาวทิพาภรณ์ กล่าว

เรืออากาศเอกนายแพทย์ สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เผยว่า “มะเร็งเต้านม ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย จากข้อมูลพบว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย และมีแนวโน้มอุบัติการณ์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละปีจะมีผู้หญิงไทยป่วยด้วยมะเร็งเต้านมรายใหม่มากกว่า 20,000 ราย และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 4,700 รายต่อปี สำหรับสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น อายุที่มากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีประวัติตรวจพบก้อนที่เต้านมมาก่อนหรือมีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ พฤติกรรมการรับประทานอาหารไขมันสูงทำให้เป็นโรคอ้วน และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคอีกด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่ามะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกทำให้การรักษาได้ผลดีผู้ป่วยมีโอกาสหายจากโรคได้สูง

“จากความร่วมมือการดำเนินโครงการในปี 2566 “รณรงค์ตรวจคัดกรองมะเร็งสตรีเชิงรุกเพื่อผู้หญิงไทย
วัยทำงาน” เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยให้ผู้หญิงไทยได้เข้าถึงบริการตรวจคัดกรองมะเร็งสตรีได้มากขึ้น ภายใต้โครงการนี้ได้ให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test จำนวน 294 คนและการให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยบุคลากรทางการแพทย์ (CBE) จำนวน 637 คน ขณะเดียวกันสถาบันมะเร็งแห่งชาติยังได้ลงพื้นที่ให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเชิงรุกด้วยรถเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ระบบดิจิทัลและอัลตราซาวนด์อัตโนมัติ จำนวน 240 คน สำหรับผู้ที่มีผลผิดปกติจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาต่อไป

การดำเนินความร่วมมือนี้จะช่วยเป็นแรงส่งเสริมให้ผู้หญิงไทยตระหนักในความสำคัญของการตรวจคัดกรองโรค และแม้ว่ามะเร็งเต้านมจะเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน แต่ก็เป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้จากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และมีโอกาสรักษาหายขาดหากตรวจพบได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก” เรืออากาศเอกนายแพทย์ สมชาย กล่าว

ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ห้างเซ็นทรัลและบริษัทในเครือตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากโรคมะเร็งในประเทศไทย โดยเฉพาะมะเร็งในสตรี ที่หากตรวจพบและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้ เราจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคดังกล่าว จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบริษัท ELCA ประเทศไทยในโครงการนี้ด้วยการสนับสนุนการจัดนิทรรศการที่มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเตือนภัยและป้องกันโรคมะเร็งเต้านม เพิ่มเติมจากโครงการที่กลุ่มเซ็นทรัลได้สานต่อมาตลอดคือ Central Group “Women Cancer” 2024 ชวนทำดี ช่วยผู้ป่วยมะเร็งในสตรี เพื่อสมทบทุนจัดซื้อรถพยาบาลฉุกเฉิน มอบให้แก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โดยการดำเนินงานทั้งหมดนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยพร้อมผลักดันให้ใส่ใจดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น”