‘ชไมพร ปภัสร์พงษ์’หนึ่งเดียวในเอเชีย พิชิต BMW Certified Instructor ระดับ 2 ความสำเร็จ‘ก้าวกระโดด’ที่เกิดจากความรัก ความหลงใหล และความมุ่งมั่น

https://www.naewna.com/lady/849069

‘ชไมพร ปภัสร์พงษ์’หนึ่งเดียวในเอเชีย พิชิต BMW Certified Instructor ระดับ 2  ความสำเร็จ‘ก้าวกระโดด’ที่เกิดจากความรัก ความหลงใหล และความมุ่งมั่น

‘ชไมพร ปภัสร์พงษ์’หนึ่งเดียวในเอเชีย พิชิต BMW Certified Instructor ระดับ 2 ความสำเร็จ‘ก้าวกระโดด’ที่เกิดจากความรัก ความหลงใหล และความมุ่งมั่น

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ชไมพร ปภัสร์พงษ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท สื่อสากล จำกัด ก้าวขึ้นเป็นผู้ฝึกสอนหญิงคนแรกในประเทศไทยและในทวีปเอเชีย ที่คว้าประกาศนียบัตร BMW Certified Instructor ระดับ 2 ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสามารถที่โดดเด่นของเธอ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทั่วเอเชียที่ใฝ่ฝันจะประสบความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่ผู้ชายเคยครอง

ความสำคัญของการได้รับการรับรองเป็น BMW Certified Instructor ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นผู้ฝึกสอนที่ได้รับการรับรองจากบีเอ็มดับเบิลยูเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อพิสูจน์ถึงทักษะและความสามารถด้านการขับขี่และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ในเชิงลึกอย่างรอบด้านตั้งแต่ในระดับ 1 ตลอดมาจนถึงทักษะในการขับขี่ระดับสูงและทักษะการสอนตามมาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยูในระดับ 2 ดังนั้น ผู้ฝึกสอนที่เข้ารับการทดสอบแต่ละคน จะต้องพบกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ เล่าถึงความยากลำบากในการสอบ BMW Certified Instructor ระดับ 1 ว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก โดยเฉพาะการสอบที่เยอรมนีซึ่งเธอเป็นหญิงไทยคนแรกที่ได้ไปสอบ ต้องฝ่าฟันทั้งข้อสอบทฤษฎีฟิสิกส์ยานยนต์และเครื่องยนต์เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับเธอที่ไม่ได้มีความรู้ด้านวิศวกรรม รวมถึงการสอบขับที่ต้องฝึกดริฟท์อย่างหนักกว่าจะผ่านได้ต้องใช้เวลาถึงสองปี

การก้าวสู่ระดับ 2 ยิ่งทวีความยากขึ้นไปอีก ชไมพร เผยว่า เป็น “ก้าวกระโดด” ที่ต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะการควบคุมรถที่ความเร็วสูงกว่า 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การดริฟท์ Figure Eight และ Fast Lap เธอยังต้องฝึกฝนทักษะ Lead a group ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะการขับขี่ที่แม่นยำ การสังเกต และการสื่อสารเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ขับขี่คนอื่นๆ เธอได้เดินทางไปฝึกซ้อมเพิ่มเติมที่เกาหลีใต้เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะด้านเหล่านี้ โดยใช้เวลาฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นนานถึง 3 วันเต็ม ประกอบกับการฝึกฝนด้วยตนเองเป็นประจำอย่างต่อเนื่องในสนามโกคาร์ทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบ

เส้นทางสู่ความสำเร็จของ ชไมพร เริ่มต้นจาก BMW Driver Training เมื่อ 20 ปีก่อน จุดประกายความหลงใหลในการควบคุมรถ และพัฒนาฝีมือจนก้าวสู่การเป็นนักแข่งรถมืออาชีพ ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้ฝึกสอนด้วยแพสชั่นที่ต้องการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ โดยมี ณัฐวุฒิ เจริญสุขวัฒนะนักแข่งรถชื่อดังในยุคนั้น รวมถึง วุฒินันท์สภาวสุ และ เมฆสิทธิ วีระปรศุ ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งในคณะผู้ฝึกสอน BMW Certified Instructor รุ่นบุกเบิก อันเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญยิ่ง

ปัจจุบัน ชไมพร เป็นส่วนหนึ่งของทีมผู้ฝึกสอนของ BMW Driving Experience โปรแกรมฝึกอบรมทักษะการขับขี่ที่ออกแบบมาเพื่อฝึกอบรมการขับขี่รถยนต์อย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อให้ผู้ขับสามารถประเมินสถานการณ์และรับมือได้อย่างเหมาะสมไม่จำกัดเฉพาะผู้ขับขี่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูโปรแกรมนี้เน้นให้ผู้เข้าร่วมได้เสริมความสามารถในการขับขี่ ผ่านการเรียนรู้ทักษะการขับขี่ที่ท้าทายและสนุกสนาน เน้นย้ำการขับขี่อย่างปลอดภัย ช่วยพัฒนาทักษะการขับขี่ทั่วไปและการตอบสนองในกรณีฉุกเฉิน ดำเนินการโดยทีมผู้ฝึกสอนที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยู ทั้งนี้ ผู้เข้าฝึกอบรมจะได้รับทั้งความรู้ ทักษะ และความสนุกในการขับขี่ไปพร้อมกัน โดยเมื่อสิ้นสุดการอบรม จะได้รับประกาศนียบัตรจากบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งสามารถนำไปใช้ต่อยอดในการเรียนทักษะการขับขี่ขั้นสูงของบีเอ็มดับเบิลยูในระดับสากลได้อีกด้วย

BMW Driving Experience จัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2547 โดยปีนี้นับเป็นปีที่ 20 ของกิจกรรม BMW Driving Experienceในประเทศไทย ซึ่งได้มีการยกระดับรูปแบบของโปรแกรมให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นและขยายศักยภาพในการรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ถึง 30 คน โดยคอร์สของ BMW Driving Experience ปัจจุบันนี้ แบ่งเป็น 3 หลักสูตร ได้แก่ BMW Safety Training เหมาะกับผู้ที่มีทักษะการขับขี่ทุกระดับ เน้นการเสริมทักษะที่จำเป็นในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและขับขี่ได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ถัดมาในระดับที่สูงขึ้นมาอีกขั้นคือ BMW M Race Track Training คอร์สอบรมที่มีความเข้มข้นและท้าทายยิ่งขึ้นด้วยการฝึกฝนเทคนิคการขับขี่ขั้นสูง เพื่อใช้แก้สถานการณ์คับขันบนท้องถนน รวมถึงเทคนิคการขับขี่ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้ร่วมฝึกได้นำเอาศักยภาพของทั้งตนเองและรถยนต์ออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม และปิดท้ายด้วยหลักสูตร BMW M Drift Basic โปรแกรมฝึกฝนทักษะการขับขี่ในรูปแบบการดริฟท์อย่างปลอดภัย โดยมีผู้ฝึกสอน BMW Certified Instructor คอยสอนเทคนิคให้แบบตัวต่อตัว เป็นการพัฒนาทักษะและประสิทธิภาพของทั้งผู้ขับขี่และรถยนต์ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสรถยนต์สมรรถนะสูงกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในตระกูล M ที่มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์สปอร์ตสุดเร้าใจในสนามแข่งระดับตำนานของประเทศไทย เพื่อท้าทายขีดจำกัดและสนุกสนานกับความเร็วภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมผู้ฝึกสอน

ชไมพร ทิ้งท้ายกับคำแนะนำสำหรับผู้หญิงที่สนใจเข้าร่วม BMW Driving Experience ว่า อย่ากลัวที่จะลอง เพราะผู้หญิงมีความละเอียดอ่อนในการขับขี่ และโปรแกรมนี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจในการขับขี่ นอกจากนี้ เธอยังฝากถึงผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ใฝ่ฝันจะเป็นผู้ฝึกสอนว่า ต้องมีความอดทน ใส่ใจในรายละเอียด และมีใจรักในการขับรถและการสอน

ความสำเร็จของ ชไมพร ปภัสร์พงษ์เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ด้วยความรัก ความมุ่งมั่น และความพยายาม ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทุกคนที่กล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองและไล่ตามความฝัน

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BMW Driving Experience ได้ที่ เว็บไซต์บีเอ็มดับเบิลยู

ประกวดภาพถ่ายพลุงาน Amazing Thailand Countdown 2025

https://www.naewna.com/lady/849057

ประกวดภาพถ่ายพลุงาน Amazing Thailand Countdown 2025

ประกวดภาพถ่ายพลุงาน Amazing Thailand Countdown 2025

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เป็นช่วงเวลาที่เหล่าช่างภาพมืออาชีพและมือสมัครเล่น ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศตั้งตารอ กับการประกวดภาพถ่ายการแสดงพลุรักษ์โลก ในงาน Amazing Thailand Countdown 2025 ภายใต้หัวข้อ “The Iconic Moments : Capturing the Countdown” ซึ่ง ไอคอนสยาม ร่วมกับ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดขึ้นเพื่อสะท้อนภาพความสุขของการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ด้วยความงดงามของการแสดงพลุดอกไม้ไฟในค่ำคืนส่งท้ายปี ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงพลุรักษ์โลกบนโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยาและยาวที่สุดในประเทศไทยกว่า 1,400 เมตรตอกย้ำศักยภาพการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่เชิดชูความเป็นไทยสู่สากล พร้อมส่งประเทศไทยยืนหนึ่ง Global Countdown Destination ในใจผู้คนทั่วโลก

ปีนี้การประกวดได้รับเกียรติจากสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมฯ พร้อมด้วย จุฬวิศว์ ศานติพงศ์อุปนายกสมาคมฯ และ วรรณพงศ์ สุรโรจน์ประจักษ์ กรรมการสมาคมฯ มาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงาน โดยเกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจากความคิดสร้างสรรค์ การสื่อความหมายและอารมณ์ที่ตรงกับหัวข้อ ความสมดุลขององค์ประกอบ และความงดงามของภาพถ่ายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยจะต้องเป็นภาพถ่ายจากการแสดงพลุรักษ์โลกที่จัดขึ้นในงาน Amazing Thailand Countdown 2025 ของไอคอนสยาม ในค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เท่านั้น โดยส่งผลงานในวันที่ 1-3 มกราคม 2568 เพื่อชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 205,000 บาท ผู้เข้าประกวดหนึ่งท่านมีสิทธิ์ส่งภาพเข้าประกวดได้ไม่เกิน 3 ภาพ ไฟล์ภาพมีขนาดขั้นต่ำ 18 MP ขึ้นไปในรูปแบบไฟล์นามสกุล JPEG และต้องไม่มีลายน้ำปรากฏในภาพ รวมถึงโลโก้ หรือตัวอักษรใดๆ โดยส่งผลงานมาที่อีเมล iconsiamphotocontest@gmail.com

ประกาศผลการตัดสินในวันที่ 8 มกราคม 2568 ทาง Facebook : ICONSIAM และ http://www.iconsiam.comผู้ชนะรางวัลที่ 1 เงินสดมูลค่า 100,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินสดมูลค่า 50,000 บาท รางวัลที่ 3 เงินสดมูลค่า 20,000 บาท รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 2,000 VIZ Coins และรางวัล Social Media Popular Vote จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 5,000 Coins กำหนดมอบรางวัลในวันที่ 9 มกราคม 2568 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะถูกนำไปจัดแสดงผลงาน ผ่านออนไลน์และจอ Digital ICONSIAM ในวันที่ 10-31 มกราคม 2568

นอกจากนี้ ยังสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรม Social Media Popular Vote ด้วยการอัปโหลดภาพพลุจากงาน Amazing Thailand Countdown 2025 และเขียนคำอธิบายภาพสั้นๆ ถึงความประทับใจเกี่ยวกับภาพนั้น ลงบนโซเชียลมีเดียของตัวเองพร้อมติด #AmazingThailandCountdown2025 #ICONSIAM #CapturingtheCountdown2025 ทางไอคอนสยามจะคัดเลือกผู้ชนะจากผู้ที่ส่ง Link เข้ามาทาง https://forms.gle/ZN4NKhXZDx3NJtvLAเท่านั้น ภาพที่มียอด Like มากที่สุด 5 อันดับแรก รับ ONESIAMCoin รางวัลละ 5,000 Coins จำนวนรวม 5 รางวัล สำหรับผู้สนใจส่งภาพเข้าประกวดสามารถศึกษาข้อกำหนด กติกา เงื่อนไข และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ICONSIAM และ www.iconsiam.com

แอสตร้าเซนเนก้าผนึกโรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ลงนาม MOU ยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง

https://www.naewna.com/lady/849312

แอสตร้าเซนเนก้าผนึกโรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี  ลงนาม MOU ยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง

แอสตร้าเซนเนก้าผนึกโรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ลงนาม MOU ยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย เดินหน้าจับมือโรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ต่อยอดความสำเร็จจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปอดตั้งแต่ปี 2566 เพื่อให้ประชาชนภายในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง สามารถเข้าถึงการตรวจหาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ในปีนี้เราได้ขยายขอบเขตความร่วมมือสู่การวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยเฉพาะราย รวมถึงการสร้างเครือข่ายการส่งต่อผู้ป่วยที่ครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มดำเนินการในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดและมะเร็งตับเป็นกลุ่มนำร่อง ทั้งยังช่วยสนับสนุนการเข้าถึงการตรวจหายีนส์กลายพันธุ์และร่วมกันสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะแรกเริ่มซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลศูนย์ของภาคตะวันออก พื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาล 8 โรงพยาบาล ครอบคลุมผู้ป่วยในจังหวัดจันทบุรี ตราด สระแก้ว และ 3 อำเภอของจังหวัดระยอง อาคารศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็ง ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์“มะเร็งรักษาหายได้ หากได้รับโอกาสในการรักษา” โดยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เข้ามารับการรักษาที่ศูนย์แห่งนี้อยู่ที่ประมาณ 2,000 คนต่อปีและพบผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่สูงถึง 200 คน ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยในระยะสุดท้าย จากความร่วมมือกับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้าในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ประกอบการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดในปี 2566 ที่โรงพยาบาลพระปกเกล้า และโรงพยาบาลในเครือข่ายส่งผลให้พบผู้ป่วยในระยะแรกเริ่มได้เร็วยิ่งขึ้นรวมถึงขยายไปสู่โรคปอดอื่นๆ เช่น ถุงลมโป่งพอง หอบหืด วัณโรค และโรคหัวใจ เช่น หัวใจล้มเหลว เป็นต้น นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังมีศูนย์ Clinical Research Center ที่ได้รับมาตรฐานระดับโลก เพื่อศึกษาวิจัยยาใหม่ในผู้ป่วยมะเร็ง

นายแพทย์ธีรพงศ์ ตุนาค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็งของโรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในภาคตะวันออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับโรคมะเร็งซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย การลงนามความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของโรงพยาบาลพระปกเกล้าเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์จากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้มีความครอบคลุมการพัฒนาในทุกมิติ ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้และการคัดกรองโรคในระยะเริ่มต้น การพัฒนาระบบการวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การรักษาที่แม่นยำเฉพาะบุคคลด้วยการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรม ไปจนถึงการวิจัยระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มโรคมะเร็งปอดและมะเร็งตับ ซึ่งพบมากในประชากรไทย นอกจากนี้ เรายังมุ่งเน้นการพัฒนาเครือข่ายการส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ผ่านการอบรมและสัมมนาวิชาการ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และเพื่อให้โครงการนี้สามารถเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในระดับประเทศต่อไปในอนาคต”

ด้าน นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ Frontier Markets เผยว่า ปัจจุบัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญมากในประเทศไทย โดยมีโรคมะเร็งเป็นปัญหาหลัก ภายใต้ความร่วมมือกับโรงพยาบาลพระปกเกล้านี้ แอสตร้าเซนเนก้าได้นำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำสมัยมาช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของการคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพและขยายผลไปสู่การตรวจในกลุ่มมะเร็งตับ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับการทำงานของศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็งของโรงพยาบาลพระปกเกล้าแห่งนี้ให้สามารถดูแลผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

“และเนื่องจากสถิติการตรวจพบมะเร็งในคนไทยเพิ่มขึ้นทุกปี แอสตร้าเซนเนก้าเล็งเห็นความสำคัญของการผลักดันให้คนไทยเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต เพราะการตรวจพบจะทำให้ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาได้รวดเร็วขึ้น สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มโอกาสในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมแก่แพทย์ได้ แอสตร้าเซนเนก้าคาดหวังว่าการร่วมมือกับ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรีในครั้งนี้จะส่งเสริมการยกระดับคุณภาพชีวิตและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย และด้วยเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งปอด โครงการนี้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นของแอสตร้าเซนเนก้าที่จะช่วยให้คนไทยห่างไกลโรคร้าย เพราะสุขภาพที่ดีของทุกคนคือจุดมุ่งหมายที่เรายึดถือในการดำเนินงานมาโดยตลอด” นายโรมันกล่าวทิ้งท้าย

เปิดรันเวย์กลางสวน อวดโฉมอัตลักษณ์ผ้าไทย 4 ภาค ‘สืบสานผ้าไทยร่วมสมัย ยุคศิวิไลซ์ ยกระดับสู่สากล’

https://www.naewna.com/lady/849053

เปิดรันเวย์กลางสวน อวดโฉมอัตลักษณ์ผ้าไทย 4 ภาค  ‘สืบสานผ้าไทยร่วมสมัย ยุคศิวิไลซ์ ยกระดับสู่สากล’

เปิดรันเวย์กลางสวน อวดโฉมอัตลักษณ์ผ้าไทย 4 ภาค ‘สืบสานผ้าไทยร่วมสมัย ยุคศิวิไลซ์ ยกระดับสู่สากล’

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กองอำนวยการจัดงานกาชาด จัดกิจกรรมแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยในงานกาชาดประจำปี 2567 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สืบสานผ้าไทยร่วมสมัย ยุคศิวิไลซ์ ยกระดับสู่สากล” โดยนำอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของผ้าไทยทั้ง 4 ภาค สื่อสารผ่านชุดผ้าไทยที่ออกแบบและตัดเย็บอย่างสวยงามในสไตล์ร่วมสมัย โดยดีไซเนอร์คนไทย “Pimtawan” จัดแสดงโชว์ ณ สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2567

การแสดงแฟชั่นโชว์แบ่งออกเป็น 4 ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงได้นำเสนอความสวยงามของผ้าไทยแต่ละภาคที่มีความโดดเด่นแตกต่างกัน เริ่มต้นจาก ภาคเหนือ ที่นำเสนอผ่านชุดเดรสผ้าลายน้ำไหลสีทอง ตัดเย็บด้วยผ้าทอจากจังหวัดน่าน ที่มีลวดลายพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ ตามมาด้วยชุดผ้าไหมแพรวาจาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยดีไซเนอร์ได้ยกระดับชุดผ้าไหมแพรวาให้ออกมาอยู่ในรูปแบบที่ทันสมัย และสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส ด้านโชว์จาก ภาคใต้ นำเสนอเดรสผ้าบาติกสีเหลืองสดใส รูปแบบสวยงามใส่สบายเหมาะกับสภาพอากาศ ยิ่งไปกว่านั้นผ้าบาติกยังเป็นผ้าที่ได้รับความนิยมและเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนทางภาคใต้ และโชว์จาก ภาคกลาง ที่มาพร้อมกับแนวคิด “Happy to Create, Happy to Wear” ด้วยผ้าใยกล้วยบัวหลวง ซึ่งเป็นผ้าทอมือของกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน จังหวัดปทุมธานีที่ได้จากการนำกาบและก้านใบกล้วยมาปั่นเป็นเส้นด้ายที่มีทั้งแบบสีพื้น และลวดลายยกดอก

การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยในสวนครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษในงานกาชาดประจำปี 2567 ที่ต้องการส่งเสริมมนต์เสน่ห์ของความเป็นไทยในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์จากฝีมือคนไทย และอาหารไทย ให้ผู้มาเที่ยวชมงานได้สัมผัสในงานกาชาดประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ทศมราชา 72 พรรษา ถวายพระพร” เที่ยวสนุก สุขใจได้กุศล ไปพร้อมกัน

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ทางเลือกบอกลาโรคอ้วน สู่สุขภาพที่แข็งแรง

https://www.naewna.com/lady/849316

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ทางเลือกบอกลาโรคอ้วน สู่สุขภาพที่แข็งแรง

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ทางเลือกบอกลาโรคอ้วน สู่สุขภาพที่แข็งแรง

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 05.30 น.

โรคอ้วน เป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพกว่าที่คิด ไขมันส่วนเกินไม่ได้แค่ทำให้ดูอ้วนขึ้นแต่ยังเป็นต้นเหตุของโรคร้ายแรงที่ค่อยๆ กัดกินร่างกายจากภายในโดยไม่รู้ตัว จนก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง

นายแพทย์วรพงศ์ อนุพงศ์อนันต์ ศัลยแพทย์โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า โรคอ้วน (Obesity) คือภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากเกินปกติจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคข้อเสื่อม และโรคมะเร็ง

การวินิจฉัยโรคอ้วนสามารถทำได้โดยการวัดดัชนีมวลกาย (BMI – Body Mass Index) ซึ่งคำนวณจากน้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร)ยกกำลังสอง ซึ่งคนทั่วไปควรมีค่า BMI อยู่ระหว่าง 18.5-22.9 kg/m2 หากค่าเกินกว่า 25 จะถือว่าผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะโรคอ้วน และหากว่าค่าเกินกว่า 30 ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้ ควรเข้าสู่กระบวนการลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วน

หนึ่งในวิธีการรักษาโรคอ้วนที่นิยมในปัจจุบันคือ การผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Bariatric Surgery) ซึ่งเป็นการรักษาทางการแพทย์ที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะโรคอ้วนขั้นรุนแรงและไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีอื่นๆ

ปัจจุบันการผ่าตัดกระเพาะอาหารจะใช้วิธีการผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยีการส่องกล้อง(Laparoscopic surgery) เป็นเทคนิค แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็วโดยมี 2 วิธีดังนี้

การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy : LSG) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน โดยจะเป็นการตัดกระเพาะอาหารออกประมาณ 75-80% ให้เหลือปริมาตรประมาณ 150 cc พร้อมกับตัดกระเพาะส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความหิวออกไปด้วย วิธีนี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ไม่ค่อยหิว และทำให้น้ำหนักลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

การผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Roux-en Y Gastric bypass) เป็นการปรับโครงสร้างกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กใหม่ โดยทำให้กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กลงและเชื่อมต่อกับลำไส้โดยตรง วิธีนี้จะทำให้การดูดซึมอาหารลดลงและลดปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายสามารถรับได้ แต่ในระยะยาวอาจต้องได้รับการฉีดวิตามินบางชนิดเสริม เนื่องจากร่างกายดูดซึมวิตามินได้ไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักด้วยเทคโนโลยีการส่องกล้อง Laparoscope จะต้องทำการรักษาโดยทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้การผ่าตัดมีความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป, คนที่มีภาวะอ้วน หรือมีดัชนีมวลกายสูงกว่า 32.5 กก./ตร.ม. ขึ้นไป, ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเอง ทั้งควบคุมอาหารและออกกำลังกายมาแล้วแต่ไม่ได้ผล

หลังจากที่ผ่าตัดกระเพาะอาหาร จะต้องมาพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแผลผ่าตัดและวางแนวทางการกินอาหารในระยะแรกอย่างเหมาะสมโดยในสัปดาห์ที่ 1 จะให้รับประทานอาหารเหลวใสที่รับประทานได้ง่ายเพื่อปรับสภาพกระเพาะ, สัปดาห์ที่ 2 จะให้รับประทานอาหารที่ข้นขึ้น เช่น ซุป, สัปดาห์ที่ 3 จะให้รับประทานอาหารอ่อนนุ่ม เช่น เยลลี่ คัสตาร์ดไข่ตุ๋น และสัปดาห์ที่ 4 สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ผลการรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันไม่ให้กลับมามีภาวะอ้วนลงพุงได้อีก

ทั้งนี้ การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อรักษาโรคอ้วนเป็นทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นได้และกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน สำหรับผู้ที่สนใจควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

‘ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล’ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาทางวิชาการ

https://www.naewna.com/lady/849177

‘ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล’ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาทางวิชาการ

‘ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล’ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาทางวิชาการ

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.06 น.

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล กรรมาธิการวิสามัญผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา เป็นประธานเปิดงานสัมมนาทางวิชาการ และกล่าวเปิดการเสวนา วัฒนธรรมล้ำค่า ภูมิปัญญาแผ่นดิน “ลิเกทรงเครื่อง” ธำรงศิลป์ ศิลปินธำรงไทย และสาธิตการแสดงลิเกทรงเครื่อง เรื่อง “พระอภัยมณี ตอนเพลงปี่พิฆาต” ณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เขตดุสิต

#วันพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ #วันอาภากร

-(016)

เทศกาลดนตรีกลางเมือง PEPSI, PMCU, NYLON Thailand present ‘Siam Music Fest 2024’ ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ สร้างปรากฏการณ์ดึงดูดผู้ร่วมงานกว่า 400,000 คน

https://www.naewna.com/lady/849174

เทศกาลดนตรีกลางเมือง PEPSI, PMCU, NYLON Thailand present ‘Siam Music Fest 2024’ ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ สร้างปรากฏการณ์ดึงดูดผู้ร่วมงานกว่า 400,000 คน

เทศกาลดนตรีกลางเมือง PEPSI, PMCU, NYLON Thailand present ‘Siam Music Fest 2024’ ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ สร้างปรากฏการณ์ดึงดูดผู้ร่วมงานกว่า 400,000 คน

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.03 น.

เทศกาลดนตรีกลางเมือง PEPSI, PMCU, NYLON Thailand present ‘Siam Music Fest 2024’ ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ สร้างปรากฏการณ์ดึงดูดผู้ร่วมงานกว่า 400,000 คน

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลดนตรีกลางแจ้งสุดยิ่งใหญ่แห่งปี PEPSI, PMCU, NYLON Thailand present Siam Music Fest 2024 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคม 2567 และประสบความสำเร็จ สร้างความคึกคักให้กับใจกลางสยามสแควร์ตลอดสองวันเต็ม ดึงดูดแฟนดนตรีเข้าร่วมงานกว่า 400,000 คน ตลอด 2 วัน พร้อมต่อยอดสร้างกระแสบนโลกโซเชียลอย่างต่อเนื่อง

เทศกาลดนตรี Siam Music Fest นี้เป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ จัดโดย NYLON Thailand ด้วยความร่วมมือจาก สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ตั้งแต่ปี 2561 โดยในการจัดงานในปี 2567 ซึ่งเป็นครั้งที่ 5 ได้ผลิตภัณฑ์ PEPSI กลับมาร่วมแรงสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งในฐานะผู้สนับสนุนหลัก หลังจากเคยสร้างปรากฏการณ์ร่วมกันในปี 2565 และ 2566 มาแล้ว ทั้งยังมี JD Sports และ American Tourister ที่กลับมาเสริมทัพสร้างปรากฏการณ์ดนตรีอีกครั้ง ร่วมด้วย Grab, ปุ้มปุ้ย, เลอแปง, โก๋แก่, และ Marriott Bonvoy

PEPSI, PMCU, NYLON Thailand present Siam Music Fest 2024 นั้นจัดในธีม Fantory Funtory เทศกาลดนตรีสุดแรนด้อมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของแฟนด้อม จัดเต็มการแสดงสดจากกว่า 100 ศิลปิน ครบทุกแนว ตอบโจทย์ทุกด้อม บน 5 เวทีหลัก ที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่น ผสมผสานเข้ากับบรรยากาศของย่านสยามสแควร์ได้อย่างลงตัว ตอบรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในเสียงดนตรี

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษที่มอบประสบการณ์ความสนุกนอกเหนือจากคอนเสิร์ต เช่น

●             MASS KARAOKE presented by PEPSI เวทีคาราโอเกะสุดชิลที่ทุกคนได้ร่วมร้องไปด้วยกัน

●             SILENT DISCO by JD Sports ปาร์ตี้หูฟังสุดคูลที่ขาแดนซ์ไม่ควรพลาด

●             American Tourister Rollio Random Dance พื้นที่รวมพลคนรักการเต้นใจกลางสยามสแควร์

●             แฟนๆ ยังได้จับมือกับสมาชิกด้อมทำของที่ระลึกส่งกำลังใจให้ศิลปินคนโปรดใน Fan Gift Space presented by JD Sports

●             ได้เจอศิลปินคนโปรดมาเซ็นชื่อแบบเซอร์ไพรซ์ที่ NYLON Fantory Space ของ NYLON Thailand

●             มีบูธและของแจกจากผู้สนับสนุนต่าง ๆ เช่น Grab, ปุ้มปุ้ย, เลอแปง, และ โก๋แก่ ที่มาช่วยสร้างสีสันให้กับงานตลอดทั้งสองวัน

●             และที่พิเศษยิ่งขึ้นในปี 2567 นี้ ยังมีการจัด LISTENING PARTY ร่วมกับ Marriott Bonvoy เป็นอีเวนต์อุ่นเครื่องก่อนงานวันจริงอีกด้วย

จากไลน์อัปที่ตรงใจผู้ชม และกิจกรรมโดนใจไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทำให้การจัด PEPSI, PMCU, NYLON Thailand present Siam Music Fest 2024 ตลอด 2 วันนั้นมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 400,000 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสัมผัสช่วงเวลาแห่งเสียงเพลงในทุก ๆ การแสดง

เตรียมพบกับ Siam Music Fest ที่จะกลับมาสร้างความสนุกให้เหล่าคอเฟสติวัลอีกครั้งในเดือนธันวาคม ปี 2568!

#SiamMusicFest2024 #SMF24 #เป๊ปซี่ซ่าหน่อยมั้ย #PMCU #NYLONThailand #JDSportsTH #AmericanTouristerTH #GrabxSiamMusicFest #หอยลายปุ้มปุ้ย #เลอแปงที่ไหนเมื่อไหร่ก็อร่อย #โก๋แก่ มันส์ทุกเม็ดมันส์ทุกโมเม้นส์ #MarriottBonvoy #ColorfulBangkok

-(016)

RAVIPA เปิดตัวใน K11 MUSEA แลนด์มาร์กสุดหรูย่านจิมซาจุ่ยที่ใครมาเที่ยวก็ต้องแวะ!

https://www.naewna.com/lady/849171

RAVIPA เปิดตัวใน K11 MUSEA แลนด์มาร์กสุดหรูย่านจิมซาจุ่ยที่ใครมาเที่ยวก็ต้องแวะ!

RAVIPA เปิดตัวใน K11 MUSEA แลนด์มาร์กสุดหรูย่านจิมซาจุ่ยที่ใครมาเที่ยวก็ต้องแวะ!

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.01 น.

RAVIPA เดินหน้าสร้างชื่อเสียงระดับโลกแบบไม่มีแผ่ว ปักหมุดที่ใหม่ ดังไกลถึงฮ่องกง พร้อมเปิดตัวใน K11 MUSEA แลนด์มาร์กสุดหรูย่านจิมซาจุ่ยที่ใครมาเที่ยวก็ต้องแวะ!

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของไทยที่โลกต้องจับตามอง RAVIPA แบรนด์เครื่องประดับสุดไอคอนิกที่มาแรงที่สุดในปีนี้ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความงดงามอย่างมีเอกลักษณ์และความหมายอันลึกซึ้ง ทำให้ดาราและศิลปินชั้นนำระดับโลกมากมายเลือกสวมใส่ การันตีความฮอตด้วยการขยายสาขากว่า 40 แห่งทั่วโลก  ไม่ว่าจะเป็น Disney Store ที่ Hyundai Department Store ในเกาหลีใต้

RAVIPA ส่งท้ายสิ้นปี 2567 นี้ สร้างปรากฎการณ์น่าฮือฮาอีกครั้งโดยยกระดับแบรนด์เครื่องประดับดีไซเนอร์ไทยไปที่เปิดตัวไกลถึงประเทศฮ่องกง!

RAVIPA แบรนด์เครื่องประดับสัญชาติไทยที่ได้รับการยอมรับและเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่ชาวต่างชาติมองหามากที่สุดณ ขณะนี้ ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 40 สาขาทั่วโลก โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ที่เต็มไปด้วยพลังบวก พร้อมทั้งความหมายดี ๆ ผ่านเครื่องประดับที่ถูกออกแบบและรังสรรค์ด้วยความประณีต ด้วยความนิยมอย่างต่อเนื่อง RAVIPA จึงกลายเป็นแบรนด์เครื่องประดับสัญชาติไทยที่ได้มีการร่วมงาน กับแบรนด์ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Disney, Pokemon หรือ Art Toy สุดฮิตอย่าง Labubu Baby งานนี้ไม่แค่แฟนคลับชาวไทยที่ปลื้มใจ แต่แฟน ๆ ทั่วโลกก็พร้อมเทใจให้ RAVIPA แบบไม่มียั้ง

“ดีใจอย่างมากที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากชาวต่างชาติ เราเป็นแบรนด์ที่มีความฝัน และไม่คิดว่าจะได้มาอยู่ข้าง ๆ กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกได้ ยิ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้านานาชาติ รู้สึกขอบคุณมาก ๆ ค่ะ”

– ธนิสา วีระศักดิ์ศรี CEO และผู้ก่อตั้งแบรนด์ RAVIPA

RAVIPA ตอกย้ำความสำเร็จขึ้นไปอีกขั้นกับการเปิดตัวต่อสาธารณะชน ที่ ฮ่องกง โดยเป็นแบรนด์เครื่องประดับไทย 1 เดียวท่ามกลางแบรนด์ระดับโลกมากมาย ที่ได้มีการวางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ K11 MUSEA หนึ่งใน Landmark สำคัญย่านจิมซาจุ่ย (tsim sha tsui) ของชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยว

พร้อมทั้งขนทัพคอลเลคชั่นสุดพิเศษอย่าง สร้อยข้อมือ Reminder Collection หรือสร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยย้ำเตือนในทุกวันของทุกคนว่าคุณจะเจอแต่สิ่งดี ๆ ตลอดทั้งวัน รวมไปถึงเครื่องประดับมุกน้ำจืดแท้ธรรมชาติที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ที่จะช่วยเติมเต็มความหมายดี ๆ ให้กับทุกวันของคุณ อีกทั้งยังมีการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ ครั้งแรกใน ฮ่องกง อย่าง Golden Twine Collection – “ถักทอความโชคดี ผ่านด้ายทองแห่งความสำเร็จ”  โดยคอลเลคชั่นนี้ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์และความต้องการที่หลากหลาย ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องประดับที่สวยงาม แต่ยังเป็นตัวแทนของพลังงานดี ๆ รวมถึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของผู้สวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ความรัก และโชคลาภที่ผู้สวมใส่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ในทุก ๆ วัน

นอกจากที่ประเทศไทย สามารถเลือกซื้อสินค้าได้แล้ววันนี้ที่ห้างสรรพสินค้า K11 MUSEA ชั้น 2 ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 น. ถึง 21.30 น. พร้อมให้คุณได้เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าท่ามกลางบรรยากาศอันน่าประทับใจ จาก RAVIPA ที่จะเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับทุกลุคของคุณ

สำหรับใครที่ไม่สะดวก สามารถเข้าชมสินค้าและเลือกซื้อสินค้าในคอลเลคชั่นต่าง ๆ ได้ที่ ●      RAVIPA Flagship Store, Central World ชั้น 2, ●             RAVIPA Concept Boutique One Bangkok ชั้น 1, ●                RAVIPA Boutique, The Emporium ชั้น 1, ●              RAVIPA The Emsphere ชั้น M, ●           RAVIPA Siam Paragon ชั้น 2 และสาขาอื่น ๆ อีกกว่า 40 สาขาทั้งในและต่างประเทศ

สอบถามและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ●              www.ravipa.com , ●       Instagram: @ravipajewelry  , ●  LINE: @ravipajewelry , ●          E-Mail: contact@ravipa.com

-(016)

‘Thailand Halal Assembly 2024’ โชว์ศักยภาพฮาลาลไทยในยุคเทคโนโลยีดิจิตอล หวังสร้างโอกาสที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมฮาลาลไทย

https://www.naewna.com/lady/849170

'Thailand Halal Assembly 2024' โชว์ศักยภาพฮาลาลไทยในยุคเทคโนโลยีดิจิตอล หวังสร้างโอกาสที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมฮาลาลไทย

‘Thailand Halal Assembly 2024’ โชว์ศักยภาพฮาลาลไทยในยุคเทคโนโลยีดิจิตอล หวังสร้างโอกาสที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมฮาลาลไทย

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.57 น.

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิตอล ทิศทางฮาลาลจะเป็นอย่างไร พร้อมค้นพบโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจและเทคโนโลยีฮาลาลที่ตอบโจทย์อนาคตได้ กับงานฮาลาลที่ดีที่สุดในไทย “Thailand Halal Assembly 2024” ภายใต้แนวคิด “Toward Halal Trust Through Digital Technology 2 Ais” หรือ “ความไว้วางใจด้านฮาลาลผ่านเทคโนโลยี ดิจิทัลสองเอไอ” หวังสร้างโอกาสที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมฮาลาลไทย อีกทั้งช่วยให้ประเทศไทยได้ขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในเศรษฐกิจฮาลาลโลก โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 20 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมอัลมีรอช กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานจัดงาน Thailand Halal Assembly 2024 กล่าวว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ได้เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน “Thailand Halal Assembly 2024 (THA2024)” การประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมฮาลาลนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 11 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมใหม่ๆ ในโลกฮาลาล ให้กับมุสลิมด้วยกันเอง และผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมแต่ที่มีความสนใจในอุตสาหกรรมฮาลาล โดยปี้นี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Toward Halal Trust Through Digital Technology 2 Ais” หรือ “ความไว้วางใจด้านฮาลาลผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลสองเอไอ” ซึ่งปฎิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันโลกของเราก้าวสู่การเป็นโลกแห่งเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับ 2 Ais ที่ต้องการนำเสนอในงานครั้งนี้ได้แก่ เอไอที่หนึ่ง คือ Actual Implementation ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานผ่านการอัพสกิล ฝึกปฏิบัติด้วยหนึ่งสมองสองมือในการทำงาน เช่น งานการมาตรฐานฮาลาล, การวางระบบ HAL-Q, งานห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ฮาลาล, งานพัฒนานวัตกรรม, งานพัฒนาฐานข้อมูล H numbers, การตัดสินทางศาสนา (ฟัตวา) เพื่อให้มนุษย์หรือคนยังคงสภาพผู้นำโดยมีเครื่องจักรและเอไอเป็นผู้ตาม และเอไอที่สอง คือ Artificial Intelligence โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต และช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ฮาลาล”

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ อาทิ งาน IHSATEC (International Halal Science and Technology Conference) ครั้งที่ 11 และงาน HASIB (Halal Science, Industry and Business) งานประชุมวิชาการฮาลาลนานาชาติ ครั้งที่ 17 โดยมีหัวข้อการประชุมหลัก คือ “2 Als for Thailand’s Halal Trust & Confidence” และหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ ฮาลาลกับสุขภาพและความงาม, ฮาลาลกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ นวัตกรรม และ Halal Route Workshop ซึ่งทั้งสองงานประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการจัดการประชุมระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และธุรกิจฮาลาล โดยมีผู้เข้าร่วมจากมากกว่า 40 ประเทศ บทความวิชาการที่นำเสนอในการประชุม จะได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการนานาชาติ JHASIB หรือ Journal of Halal Science, Industry and Business ซึ่งจะเผยแพร่ปีละสองฉบับ เพื่อส่งเสริม งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลในระดับสากล

รวมถึง โซน SMEs ฮาลาล การจัดแสดงศักยภาพผู้ประกอบการในการนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ร่วมพัฒนาโดยศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีพัฒนาการทั้งกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ และการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการที่นำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในกิจกรรมนี้ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่ามีความพร้อมและมีศักยภาพที่จะได้รับรางวัลนวัตกรรม SMEs ฮาลาล รวม 18 สถานประกอบการ จากผลิตภัณฑ์อาหารและสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร เช่น Suwirun Tea Shop Thailand Premium Organic Tea, Madi Kombucha, Vanapan Vegan Nail Care และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย และที่ห้ามพลาดกับนิทรรศการ “Halal Trust Through Digital Technology 2AIs” ที่ผสานการนำไปปฏิบัติจริงกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและอุตสาหกรรมฮาลาลในประเทศไทย เกิดความน่าเชื่อถือและเสริมสถานะบนเวทีโลก ซึ่งการประชุมในครั้งนี้คาดว่าจะมี ประโยชน์ อย่างยิ่งต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และธุรกิจฮาลาล ช่วยให้ประเทศไทยขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในเศรษฐกิจฮาลาลจากมูลค่าปัจจุบัน 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รวมการท่องเที่ยวฮาลาล ยา และโลจิสติกส์ ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในขณะนี้

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลและนวัตกรรมฮาลาล ค้นพบโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจและเทคโนโลยีฮาลาลที่ตอบโจทย์อนาคต รวมถึงติดตามข่าวสารต่างๆ ของงานเพิ่มเติมได้ที่  http://www.Thailandhalalassembly.com , Facebook : Thailand Halal Assembly หรือโทร. 02-218-0618 รศ.ดร.วินัย กล่าวปิดท้าย

-(016)

พก. ตั้งเป้าปี 68 ผลักดันการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการ สู่การเปลี่ยนแปลงความยั่งยืนในอนาคต

https://www.naewna.com/lady/849167

พก. ตั้งเป้าปี 68 ผลักดันการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการ สู่การเปลี่ยนแปลงความยั่งยืนในอนาคต

พก. ตั้งเป้าปี 68 ผลักดันการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการ สู่การเปลี่ยนแปลงความยั่งยืนในอนาคต

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.53 น.

พก. ตั้งเป้าปี 68 ผลักดันการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการ ร้อยละ 100 และหน่วยงานรัฐ ร้อยละ 30 ย้ำ ‘การร่วมมือ’ ในทุกภาคส่วน เป็นสาระสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความยั่งยืนในอนาคต

ปัจจุบัน การสร้างอาชีพถือเป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ “การบริหารจัดการเงินทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมพลังคนพิการ มุ่งส่งเสริมสังคมแห่งความเท่าเทียม” โดยกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสให้คนพิการเข้าถึงการสร้างอาชีพ ลดภาระในสังคม สร้างอาชีพที่ยั่งยืนสู่คนพิการ ในการพัฒนาศักยภาพและยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนพิการต้องการให้คนพิการมีงานทำและรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต มีส่วนร่วมทางสังคม และสามรถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป

นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กล่าวว่า สถานการณ์ของงานด้านคนพิการในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากที่จะต้องใส่ใจ เพราะการที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีภายใต้ความเปลี่ยนแปลงบริบทของสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ทบทวน และปรับตัวพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) จึงตระหนักว่า การกำหนดทิศทางการทำงานด้านคนพิการ จำเป็นต้องพิจารณาบริบทสถานการณ์ ควบคู่กับการประเมินเงื่อนไขของปัจจัยต่าง ๆ หรือสภาพแวดล้อม เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกทิศทางและแนวทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่มเป้าหมาย โดยมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบการต่าง ๆ และหน่วยงานภาครัฐ ดำเนินการจ้างงานระยะยาวตามมาตรา 33 และมาตรา 35 ทั้งนี้ เน้นให้เห็นถึงการพัฒนาศักยภาพของคนพิการที่มีทักษะการทำงานด้านต่าง ๆ รวมถึง พก. ยังได้มีการบูรณาการความร่วมมือการส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิด้านต่าง ๆ ทุกด้าน ทุกระดับ ผ่านเครื่องมือการขับเคลื่อนงานในรูปแบบ นโยบาย กฎหมาย และเครือข่ายทุกภาคส่วน ซึ่งในปีงบประมาณ 2568 มีการตั้งเป้าหมายการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการร้อยละ 100 และหน่วยงานของรัฐร้อยละ 30

โดยกระทรวง พม. มีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทั้งหมด 9,547 คน จะต้องดำเนินการรับคนพิการเข้าทำงานให้ครบตามสัดส่วน จำนวน 95 คน ซึ่งได้ดำเนินการรับ คนพิการตามมาตรา 33 จำนวน 124 คน และมาตรา 35 จำนวน 31 คน รวมแล้วในปี 2567 รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 และมาตรา 35 จำนวน 155 คน

สำหรับเรื่องของข้อจำกัดและอุปสรรคหรือแม้กระทั้งเรื่องของการบูลลี่คนพิการในสังคม พบว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากทัศนคติและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคนพิการเพราะเรื่องของทัศนคติเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจว่าคนพิการก็เป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพเท่าเทียมกับคนทั่ว ๆ ไป ซึ่งการเข้าไปเติมเต็ม และอำนวยความสะดวกคนพิการ ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ การเปลี่ยนแปลงเชิงทัศนคติในการทำงานเกี่ยวกับคนพิการและความพิการจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องสื่อสารอย่างถูกต้อง ซึ่งถือเป็น Soft power ในการเปลี่ยนแปลง Mind set ที่จะมี Impact อย่างมากในทุกมิติ

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาการผลักดันสร้างอาชีพสำหรับคนพิการในสถานประกอบการต้องมีความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถานประกอบการ และองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับคนพิการ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และช่วยสนับสนุนให้คนพิการสามารถเข้าถึงอาชีพและสถานประกอบการได้อย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ พก. ได้ส่งเสริมทักษะ และเพิ่มศักยภาพให้คนพิการสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีความมั่นคง โดยเน้นการ “สร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ สำหรับคนพิการ” ซึ่งเป็นเป้าหมายในการดำเนินงานที่สำคัญ เพราะการที่คนพิการมีทักษะตรงกับความต้องการของสถานประกอบการก็จะทำให้ เกิดการจ้างงานคนพิการเพิ่มมากขึ้น ดังเช่น นายธนวัฒน์ เกตุแก้ว คนพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย ที่ได้เข้าทำงานในสถานประกอบการ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ในหน้าที่ออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ ตรงกับสาขาที่เรียนจบมา ซึ่งการทำงานในสถานประกอบการเป็นการช่วยสนับสนุนให้โอกาสคนพิการได้ทำงานหาเลี้ยงชีพตนเอง และที่สำคัญทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ถึงแม้จะเกิดมาพิการแต่ก็สามารถมีอาชีพมีงานทำ มีรายได้ดูแลตัวเองได้  สามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม เห็นคุณค่าของคนพิการในสังคมมากขึ้น

นายโชคชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ควบคู่ไปพร้อมกัน เพราะเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างกระทรวง พม. โดย พก. กับคนพิการและประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมได้เห็นถึงความสามารถของคนพิการ สร้างความรู้ความเข้าใจ และการปรับภาพลักษณ์ด้านความคิดของสังคมที่มีต่อคนพิการ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการตั้งเป้าหมายให้นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงานคนพิการถูกต้องและครบถ้วนทุกแห่ง