เปิดสัมพันธ์ “ลุงป๊อก” – “ครอบครัวชินวัตร” มากกว่าคนขับรถคู่ใจ “ทักษิณ”

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575392

24 พ.ค. 2567

20:05 น.

เปิดสัมพันธ์ "ลุงป๊อก" - "ครอบครัวชินวัตร" มากกว่าคนขับรถคู่ใจ "ทักษิณ"

เปิดสัมพันธ์ “วิชัย ช่างเหล็ก” – “ครอบครัวชินวัตร” มากกว่าคนขับรถคู่ใจ “ทักษิณ” ญาติเตรียมฌาปนกิจ หลังเก็บร่างไว้ตามคำสั่งเสีย “รอนายทักษิณกลับมา”

จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมเดินทางไปที่วัดสังฆชินาราม (วัดบ้านโนนสัง) ต.โพนทอง อ.สีดา จ.นครราชสีมา เพื่อเป็นประธานในพิธีฌาปนกิจศพ “ลุงป๊อก” หรือ “นายวิชัย ช่างเหล็ก” ในวันที่ 25 พ.ค. 2567 ภายหลัง “ลุงป๊อก” เสียชีวิตลงเมื่อช่วงเดือน ก.ค. 2566 และครอบครัวได้เก็บร่างไว้ที่วัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร อ.เมือง จ.นนทบุรี ตามคำสั่งเสียของ “ลุงป๊อก” รอนายทักษิณ กลับมาประกอบพิธีฌาปนกิจให้

“คมชัดลึก” ชวนย้อนอ่านประวัติ “วิชัย ช่างเหล็ก” อดีตคนขับรถคู่ใจ และเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของครอบครัว “ชินวัตร”

จากคำบอกเล่าของญาติ ให้ข้อมูลว่า “วิชัย ช่างเหล็ก” เริ่มทำงานกับนายทักษิณ มาตั้งแต่ปี 2512 และนอกจากจะเป็นคนขับรถแล้ว “วิชัย ช่างเหล็ก” ยังมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในหลายบริษัทที่ตระกูลชินวัตรเป็นเจ้าของ กว่า 346,500 หุ้น ในบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)

และ “วิชัย ช่างเหล็ก” ยังเป็นตัวละครคนสำคัญในคดี “ซุกหุ้นภาค 1” เมื่อปี 2544 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหานายทักษิณ และคู่สมรสคือ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ จากกรณีซุกหุ้นไว้กับคนรับใช้และคนขับรถ

ต่อมา ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดตามมาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งหากผิดจริง นายทักษิณ ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

"ลุงป๊อก" หรือ "นายวิชัย ช่างเหล็ก"“ลุงป๊อก” หรือ “นายวิชัย ช่างเหล็ก”

โดยคำให้การดังกล่าวเป็นของ “วิชัย ช่างเหล็ก” ที่ให้การกับอนุกรรมการตรวจสอบ ป.ป.ช. ว่า 

“…เมื่อข้าฯ เข้ามาทำงานเป็นคนขับรถที่บริษัท ชินวัตรนั้น คุณหญิงพจมานฯ ได้เรียกข้าฯ ไปพบ…และบอกกับข้าฯ ว่า จะขอใช้ชื่อข้าฯ ถือหุ้นแทน คุณหญิงพจมานฯ ตามบริษัทต่างๆ ข้าฯ ได้ตอบตกลง โดยข้าฯ ไม่ทราบเหตุผล… และต่อมาเลขานุการคุณหญิงพจมานฯ ชื่อคุณแจง ชื่อจริงนางกาญจนาภาฯ ก็ได้นำเอกสารต่างๆ มาให้ ข้าฯ ลงลายมือชื่อ…”

อย่างไรก็ตามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินัจฉัยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544 ให้นายทักษิณ พ้นผิดคดีซุกหุ้น


ย้อนเส้นทางชีวิต “ลุงป๊อก” จากเด็กล้างรถสู่คนขับรถทักษิณ

“วิชัย ช่างเหล็ก” เล่าเส้นทางชีวิตตัวเองผ่านหนังสือ “THAKSIN SHINAWATRA Theory and Thought” ของนายทักษิณว่า สมัยก่อนเขาเป็นเด็กล้างรถ อยู่ที่ปั๊มน้ำมัน ซึ่งเป็นปั๊มเดียวกันกับที่นายทักษิณ ชอบเอารถมาล้างพอดี เลยได้เจอกันบ่อย

“ซึ่งท่านคงรู้สึกว่าผมน่าใช้มั้งครับ คล้ายถูกชะตา วันหนึ่งท่านเลยเอ่ยถามผมว่า ไปอยู่ด้วยกันไหม ผมตอบกลับไปแบบ ไม่ต้องคิดเลยว่า ไปครับ (หัวเราะ) เพราะผมรู้สึกว่าท่านใจดี แต่ตอนแรก ท่านให้มาอยู่โรงหนังที่ราชวัตรของท่านก่อนนะครับ ผมมาทํางานเดินตั๋วและดูแลส่วนต่างๆ ทั่วไป”

"ลุงป๊อก" หรือ "นายวิชัย ช่างเหล็ก"“ลุงป๊อก” หรือ “นายวิชัย ช่างเหล็ก” 

ในตอนหนึ่งบทสัมภาษณ์ถามวิชัย ช่างเหล็ก ว่า “มีอะไรอยากบอกคุณทักษิณ” ซึ่งวิชัย ช่างเหล็ก ตอบว่า

“ผมอยากขอบคุณ ขอบคุณ ที่ท่านดูแลผมมา ขอบคุณที่ท่านคิดถึง และถ้าท่านกลับมาเมืองไทย ผมจะไปกราบเท้าท่านนะ ผมดีใจที่สุดในชีวิตเลยที่ได้เจอท่าน”

ถ้าคุณทักษิณกลับมาไทยแล้วอยากให้ คุณไปขับรถให้อีก วิชัย ช่างเหล็ก ยิ้มแล้วตอบว่า “ไปสิครับ จะรออะไรล่ะ”

15 ปี “ทักษิณ ชินวัตร” ลี้ภัยทางการเมืองก่อนกลับไทย

31 ก.ค. 2551 นายทักษิณ ขออนุญาต “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” เดินทางออกนอกประเทศ โดยให้เหตุผลไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศจีนและญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 31 ก.ค.-10 ส.ค. 2551 และไม่เดินทางกลับไทยอีกเลย

22 ส.ค. 2566 นายทักษิณ เดินทางกลับประเทศไทย และถูกนำตัวไปจำคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในวันเดียวกัน แต่ได้ย้ายไปพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจทันทีในคืนดังกล่าว

31 ส.ค. 2566 มีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยลดโทษจำคุกให้นายทักษิณ จากเดิม 8 ปี คงเหลือ 1 ปี ส่งผลให้นายทักษิณ ได้รับการพักโทษเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2567 และได้กลับออกไปพักฟื้นที่บ้านจันทร์ส่องหล้าทันที



อ้างอิงข้อมูล : เนชั่นออนไลน์, ฐานเศรษฐกิจ, หนังสือ Thaksin Shinawatra Theory and Thought, วิกิพีเดีย

“เศรษฐา” เตรียมคุยทีมกฎหมายสู้คดี หลังศาลรับคำร้อง ปมแต่งตั้ง “พิชิต” เป็นรัฐมนตรี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575387

24 พ.ค. 2567

19:00 น.

"เศรษฐา" เตรียมคุยทีมกฎหมายสู้คดี หลังศาลรับคำร้อง ปมแต่งตั้ง "พิชิต" เป็นรัฐมนตรี

“เศรษฐา” เตรียมคุยทีมกฎหมายสู้คดี หลังศาลรับคำร้อง ปมแต่งตั้ง “พิชิต” เป็นรัฐมนตรี ย้ำ ไม่อยากให้มองโดนวางยา

24 พ.ค. 2567 ที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนฝรั่งเศส อิตาลี และญี่ปุ่น ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ 40 สว. วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ กรณีแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า

ตนได้ดูรายละเอียดแล้ว ต้องคุยกับทนายในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และจะคุยกับทีมงานที่จะต้องไปดำเนินการตอบกลับศาลรัฐธรรมนูญช่วงวันเสาร์อาทิตย์นี้ โดยให้ชี้แจงภายใน 15 วัน

นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่อยากมองเรื่องนี้เป็นการวางยา ซึ่งตนมองว่าเราเข้าสู่การเมือง ฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่ตอบฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายตุลาการอยู่แล้ว ถ้าเราทำแล้วเขามีข้อสงสัย ก็เป็นหน้าที่เราที่จะต้องตอบ แต่ตนมั่นใจในเรื่องที่เราทำว่าถูกต้อง ไม่อยากจะพูดเยอะไป ต้องให้ให้เกียรติศาลรัฐธรรมนูญด้วย ขอเตรียมข้อมูลก่อน 

\"เศรษฐา\" เตรียมคุยทีมกฎหมายสู้คดี หลังศาลรับคำร้อง ปมแต่งตั้ง \"พิชิต\" เป็นรัฐมนตรี

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ในเรื่องของการกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นประเด็นเหมือนกัน แต่ตนว่าเรื่องที่เราทำได้ปัจจุบันนี้คือทำงานต่อไป รัฐบาลก็ยังมูฟออนกับนโยบายต่างๆ ที่เราทำอยู่

สำหรับการสู้คดีนั้น นายกฯ กล่าวว่า จะมีทีมกฎหมาย ที่จะมาช่วยสู้คดี พรุ่งนี้ขอไปปรึกษากันก่อน เพราะเพิ่งกลับมา ยังไม่ได้เจอกัน ซึ่งแนวทางการชี้แจงหรือข้อกฎหมาย ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงอยู่แล้ว และเจตนารมย์ด้วย และที่มีการระบุกันถึงอุบัติเหตุทางการเมืองนั้น ต้องถามว่าอุบัติเหตุอย่างไร ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย เราเคารพทุกอย่างที่เกี่ยวกับการที่เดินเข้าสู่ถนนการเมืองอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม นายกฯ กล่าวว่า วันที่รับทราบข่าวว่านายพิชิต ชื่นบาน ลาออกจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คืนนั้นตนก็โทรไปหาท่าน ก็บอกขอบคุณที่ท่านลาออกที่เห็นแก่ประเทศชาติ ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้พูดคุยต่อ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น

ส่วนการพิจารณาปรับ ครม. ในตำแหน่งที่ว่าง นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวคุยกับทุกพรรคก่อน ถือโอกาสนี้ไปนั่งคุยกันดีกว่า มีหลายเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง ต้องให้เกียรติพูดคุยกัน ตนยังไม่ได้คุยกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

‘ทักษิณ – อุ๊งอิ๊ง’ เตรียมเดินทางร่วมเผาศพ ‘ลุงป๊อก’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575386

24 พ.ค. 2567

18:30 น.

'ทักษิณ - อุ๊งอิ๊ง' เตรียมเดินทางร่วมเผาศพ 'ลุงป๊อก'

‘ทักษิณ – อุ๊งอิ๊ง’ เตรียมเดินทางร่วมเผาศพ ‘ลุงป๊อก’ อดีตคนขับรถคู่ใจ ขณะที่ ‘อุ๊งอิ๊ง’ เผยความสัมพันธ์ สนิทกันเหมือนญาติ

บนถนนมิตรภาพ ก่อนถึงวัดสังฆชินาราม มีการติดตั้งป้ายต้อนรับ อดีตนายกทักษิณ เยือนถิ่นอีสาน เนื่องในโอกาสเดินทางไปเผาศพ ลุงป็อก อดีตคนขับรถคู่ใจบนถนนมิตรภาพ ก่อนถึงวัดสังฆชินาราม มีการติดตั้งป้ายต้อนรับ อดีตนายกทักษิณ เยือนถิ่นอีสาน เนื่องในโอกาสเดินทางไปเผาศพ ลุงป็อก อดีตคนขับรถคู่ใจ

วันที่24พ.ค.2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ค.67) จะเดินทางไป จ.นครราชสีมา พร้อมกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วม พิธีฌาปนกิจศพ ลุงป๊อก หรือ นายวิชัย ช่างเหล็ก อดีตคนขับรถส่วนตัวของนายทักษิณ พร้อมเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ลุงป๊อก กับครอบครัวชินวัตร ว่า

ตนเรียกว่า พี่ป๊อก ซึ่ง พี่ป๊อก อยู่กับคุณพ่อ ก่อนที่ตนจะเกิด โดยเฉพาะตอนที่คุณแม่กำลังจะไปคลอดตน พี่ป๊อก ก็เป็นคนขับรถไปส่งที่โรงพยาบาล แน่นอนว่าต่างมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน ส่วนตัวรู้สึกดีใจ ที่คุณพ่อได้มีโอกาสไปงานวันพรุ่งนี้

เมื่อถามว่าครอบครัวของ ลุงป๊อก ได้รอ นายทักษิณ มาร่วมงานในวันพรุ่งนี้โดยเฉพาะหรือไม่  น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ใช่ ตนดีใจมาก เพราะสนิทเหมือนญาติ และ พี่ป๊อก ก็ดูแลคุณพ่อมาด้วย คอยขับรถให้ตลอด เด็กๆตนก็ไปแกล้ง ขณะวิ่งเล่นอยู่ในบ้าน และในสุดตนก็ได้มีโอกาสไปหา เพราะท่านเสียตั้งแต่ปีที่แล้ว

วันนี้ ญาตินำศพ ลุงป๊อก ออกจากวัดเขมาภิรัตนาราม กลับบ้านเกิด อ.บัวใหญ่ จ. นครราชสีมา เพื่อทำพิธี หลังจากที่ได้ประกอบพิธีสวดพระอภิธรรมศพ ที่วัด วัดเขมาภิรตารามวรวิหาร ถนนพิบูลสงคราม ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี ช่วงวันที่ 21-24ก.ค.2566 

ทั้งนี้ บรรยากาศ ที่ศาลา4 วัดเขมาภิรตาราม ถ.พิบูลสงคราม ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี ที่ตั้งศพ ลุงป๊อก พบว่า ญาติๆได้เดินทางมาจาก อ.บัวใหญ่ จ. นครราชสีมา โดยประสานรถมูลนิธิมาที่วัด ตั้งแต่เวลา 08.00 น. จากนั้นนิมนต์พระสงฆ์ 10 รูป ทำพิธีทางศาสนา ก่อนจะนำร่าง ลุงป๊อก ขึ้นรถมูลนิธิ เดินทางกลับ จ. นครราชสีมา ทันที

ต่อมา เวลา 13.10 น. ร่าง ลุงป๊อก ถึงบ้านเกิดใน จ. นครราชสีมา โดยมี น.ส.พิณธิดา ช่างเหล็ก ลูกสาว ถือ ลุงป๊อก นำทางเข้าบ้าน มีดอกไม้แสดงความอาลัยจาก นายทักษิณ ชินวัตร ร่วมมาด้วย ท่ามกลางความเศร้าโศกของบรรดาญาติที่รอรับอยู่ที่บ้าน โดยเฉพาะ นางต้อย แหมไธสงค์ อายุ78 ปี พี่สาวของ ลุงป๊อก เป็นผู้เรียกน้องชายเข้าบ้านตามความเชื่อ

นางต้อย แหมไธสงค์ กล่าวว่า ลุงป๊อก เคยพูดกับญาติๆเมื่อครั้งป่วยว่า หากเสียชีวิต ให้นำร่างกลับมาฌาปนกิจ ที่บ้านเกิด กับพี่สาว ที่ อ.สีดา

ส่วน  ที่อดีตนายกทักษิณ จะเดินทางมาเป็นประธานใน พิธีฌาปนกิจศพ นั้น รู้สึกดีใจ ภูมิใจ ที่ผู้ใหญ่ให้ความเมตตา พรุ่งนี้จะเป็นครั้งแรกที่จะได้พบ อดีตนายกฯทักษิณ ถ้าหากได้พบก็ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากคำว่า ขอบคุณท่านที่มาในงานศพของน้องชาย

ขณะที่เส้นทางบนถนนมิตรภาพก่อนถึงวัดสังฆชินาราม มีการติดตั้งป้ายต้อนรับ อดีตนายกทักษิณ เยือนถิ่นอีสาน โดยกำหนดการ เย็นนี้ ในเวลา 19.30 น. เป็นพิธีสวดพระอภิธรรม 1คืน ก่อนที่ในวันพรุ่งนี้จะเริ่มเคลื่อนศพจากบ้านไปที่วัดสังฆชินาราม ในเวลา 09.30 น. และจะมี นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปเป็นประธานในพิธี

ส่วนบรรยากาศขณะนี้ ชาวบ้านและญาติๆ ช่วยกันเตรียมความพร้อม เพื่อรอรับแขกที่จะมาร่วมงานคืนนี้ โดยจัดเตรียมเก้าอี้เพื่อรองรับกว่า 300 ที่นั่ง

‘อุ๊งอิ๊ง’ เปิดตัวงาน ‘THACCA SPLASH : Soft Power Forum’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575383

24 พ.ค. 2567

17:51 น.

'อุ๊งอิ๊ง' เปิดตัวงาน 'THACCA SPLASH : Soft Power Forum'

‘แพรทองธาร’ เปิดตัวงาน ‘THACCA SPLASH : Soft Power Forum’ งาน Soft Power Forum ระดับนานาชาติ ครั้งแรกของประเทศไทย

น.ส.แพรทองธาร ชินวัตรน.ส.แพรทองธาร ชินวัตร

วันที่24พ.ค.2567 เวลา 13.30 น. ที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ มีการประชุม คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 5 ประจำปี 2567 โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะประธาน คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เป็นประธานการประชุม

ร่วมด้วย นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษาและกรรมการ คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ , นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธาน คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ รวมถึง คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ด้านต่างๆ คณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 11 สาขา ร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง

ภายหลังการประชุม น.ส.แพทองธาร แถลงผลการประชุม ร่วมกับ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนด้านภาพยนตร์-ซีรีส์ และ อินทิรา ทัพวงศ์ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนด้านแฟชั่น โดย น.ส.แพทองธาร รายงานความคืบหน้าตามแผนที่วางเอาไว้ ทั้งในส่วนหลักสูตรของ OFOS ของทั้งอุตสาหกรรมแฟชั่น และ ภาพยนตร์ รวมถึงงานใหญ่ที่คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ใช้เวลาเตรียมงานกันมา นั่นคืองาน THACCA SPLASH : Soft Power Forum งาน Soft Power Forum ระดับนานาชาติครั้งแรกของประเทศไทย

เราจะปักหมุดประเทศไทยลงบนแผนที่โลก ให้ชาวโลกได้รู้ว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำ ด้านการพัฒนา Soft Power ไทยจะเป็นพื้นที่ของนักสร้างสรรค์ทั่วโลก มาร่วมทำงานกัน ซึ่งขณะนี้วัฒนธรรมไทยมีความพร้อมที่กระจายออกไปทั่วโลกให้ได้หลงเสน่ห์ และคนไทยพร้อมแล้วที่จะสร้าง Soft Power ไทยให้แข็งแรง

สำหรับงาน SPLASH จะจัดขึ้นในวันที่28-30ก.ค.2567 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ และจะมีการรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ทั้งจากในประเทศ และ ทั่วโลก ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ SPLASH Visionary zone , SPLASH Creative Culture Pavilion , SPLASH Master Class และ SPLASH Activation Lounge

น.ส.แพทองธาร เปิดเผยอีกว่า สำหรับ SPLASH Visionary Zone มี 4 เวที ประกอบด้วย

  •  Vision Stage : เวทีวิสัยทัศน์รัฐบาล วิสัยทัศน์ของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นโยบายที่เราขับเคลื่อน ทิศทางที่เราเลือกไป ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนในโลก ปฏิญญาและความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น ทุกท่านจะได้ทราบในเวทีนี้ค่ะ
  • Pathway Stage : เวทีของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยจะนำความสำเร็จของทั่วโลกมาถอดบทเรียน มาวิเคราะห์ถึงวิธีการ แนวคิด เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และแรงบันดาลใจให้อุตสาหกรรมที่สร้าง Soft Power
  • Performance Stage : เวทีสำหรับคนรุ่นใหม่ให้ได้แสดงความสามารถโดยมีการแสดงจากหลายอุตสาหกรรม ทั้ง ศิลปะการแสดง ภาพยนตร์ ดนตรี
  • Podcast Studio :  เวที Podcast ที่สัมภาษณ์กันสดๆ ในงาน เจาะลึกมุมมองแนวคิด ของผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ที่จะมาแชร์ประสบการณ์ในงาน

ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร กล่าวถึงอีกส่วนของงาน คือ SPLASH Creative Culture Pavilion โซนนี้จะเป็นนิทรรศการเรื่อง Soft Power ของประเทศไทย และต่างประเทศ  โดยมี 3 นิทรรศการ อาทิ

  • THACCA Pavilion นิทรรศการของทักก้า อยากให้ทุกคนมารู้จักทักก้ากันที่งานนี้ ว่าเรากำลังจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยด้วย Soft Power ได้อย่างไร
  • นิทรรศการของทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ส่วนนี้เราจะมาทำความรู้จัก Soft Power ในประเทศไทยให้มากขึ้น ว่าศักยภาพในตอนนี้ของแต่ละอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร และภาพที่เรามองเห็นในอนาคตเป็นอย่างไร 
  • international Pavilion นอกจากนิทรรศการจากไทย ยังได้รับความร่วมมือจากหลายประเทศที่มาเข้าร่วมให้ข้อมูลผ่านนิทรรศการในงาน

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมี SPLASH Masterclass : ห้องเรียน Reskill Upskill ให้พี่น้องประชาชนที่สนใจโดยจะมีห้องเรียนจากทั้ง อุตสาหกรรม  หน่วยงานภาครัฐ และยังมีพื้นที่สำหรับการ Hackathon เพื่อทดลองแข่งขันไอเดียกันอีกด้วย และสุดท้าย SPLASH Activation Lounge : พื้นที่สำหรับคุยแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อสร้างความร่วมมือในการสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น เพราะงาน SPLASH จะรวมเอานักสร้างสรรค์ภาคเอกชน ที่น่าสนใจไว้ในงานนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดการ Matching ทางธุรกิจเกิดขึ้น

“ฝากพี่น้องประชาชนที่สนใจนะคะ มาเรียนรู้มารู้จัก Soft Power ให้มากขึ้น ที่เพราะซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้มีแค่นิยาม เรายังมีกระบวนการอีกมากมาย มางาน THACCA SPLASH : Soft Power Forum ในวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2567 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์” น.ส.แพทองธาร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 5 ยังมีวาระที่น่าสนใจ อาทิ ในส่วนหลักสูตรของ OFOS ของทั้งอุตสาหกรรมแฟชั่น และ ภาพยนตร์-ซีรีส์

โดยในด้านแฟชั่นมีการอบรมและพัฒนาบุคลากร ภายใต้กิมมิค “Soft Power แฟชั่น Thailand Only” 4 สาขา คือ Apparel , Jewelry , Beauty และ Craft โดยจะจัดอบรมในระดับบุคคลทั่วไป นิสิตนักศึกษา ทายาทปราชญ์ชาวบ้าน และ ในระดับ โรงงานอุตสาหกรรม OEM

โดยในระยะยาว จะเป็นการ พัฒนาทักษะเดิม และ สร้างทักษะขึ้นมาใหม่ โดยเน้นกระบวนการทำงานในการสร้างคนที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการผลิตผลงานและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อนำมาต่อยอดในการสร้างสรรค์ผลงานให้มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล ผ่านการสร้างคน สร้างธุรกิจ และสร้างการรับรู้ ในแบบ Thailand Only เพื่อปักหมุดแฟชั่นไทยเป็นหนึ่งในใจกลางตลาดโลกส่งต่อที่สุดของความคราฟท์ ผสมผสานความสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัดแบบ Thailand Only เพื่อยกระดับเรื่องราวความคราฟท์และความสร้างสรรค์ของวงการแฟชั่นสู่ระดับสากล ผ่านการสร้างการรับรู้ที่เพิ่มขึ้นตั้งค่านิยมที่เพิ่มขึ้นรวมไปถึงการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ

ส่วนในด้านของภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ จะมีการจัด OFOS ในสาขาดังกล่าว เพื่อสร้างโครงสร้างของระบบการเรียนรู้ของภาพยนตร์และซีรีส์ให้เป็นระบบ สร้างคนเข้าอุตสาหกรรมให้ได้ทุกปีและเพิ่มขึ้น

เมื่อระบบนี้เสถียรก็จะสามารถช่วยหน่วยงานอื่นๆในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ ในการทำภาพยนตร์ และซีรีส์ได้ โดยมี 10 หลักสูตรเบื้องต้นในการ Upskill Reskill ของภาพยนตร์ ละคร และ ซีรีส์ อาทิ

ผู้ประกอบการ Production House , นักเขียนบท Screenwriter , ผู้กำกับภาพยนตร์ , ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์ , โปรดิวเซอร์ , ผู้กำกับภาพ , นักแสดง , Post Production , Production Designer และ Content Creator ซึ่งมีระยะดำเนินงาน ตั้งแต่ปี 2557-2568 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าอบรมในเร็วๆ นี้

“อุ๊งอิ๊งค์” เชื่อ “เศรษฐา” ไม่หลุดเก้าอี้ ยังไม่พร้อมรับตำแหน่งนายกฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575380

24 พ.ค. 2567

17:33 น.

"อุ๊งอิ๊งค์" เชื่อ "เศรษฐา" ไม่หลุดเก้าอี้ ยังไม่พร้อมรับตำแหน่งนายกฯ

“แพทองธาร” เชื่อ “เศรษฐา” ไม่หลุดเก้าอี้ เผย ยังไม่พร้อมรับตำแหน่งนายกฯ ด้าน พรรคเพื่อไทย ยังไม่เตรียมชื่อ รมต. สำรองแทน “พิชิต”

24 พ.ค. 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของ 40 สว. ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ เนื่องจากแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี โดยขาดคุณสมบัติ

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือปรับ ครม. นอกจากนายกรัฐมนตรีจะดูเรื่องความรู้ความสามารถ แล้ว ก็ยังดูเรื่องของคุณสมบัติด้วยอย่างถี่ถ้วน จึงคิดว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนแล้ว

ส่วนเรื่องของแผนสำรอง ส่วนตัวคิดว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะคิดว่านายกรัฐมนตรีจะยังปฏิบัติหน้าที่ต่อ และยังคงสู้ในเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชนต่อไป

เมื่อถามว่าคิดว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ เพราะนายพิชิต ก็เคยใช้คำว่าเรื่องนี้เป็นวงจรอุบาทว์ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า การตรวจสอบคงต้องเป็นไปตามกลไกอยู่แล้ว

ส่วนที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มองว่าเป็นการวางยานายกฯ น.ส.แพทองธาร ย้ำอีกว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกลไก ถ้าคิดว่าเป็นการวางยา ยาอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน ทุกอย่างต้องเข้าระบบ ไม่เช่นนั้นประเทศก็จะไปต่อไม่ได้

\"อุ๊งอิ๊งค์\" เชื่อ \"เศรษฐา\" ไม่หลุดเก้าอี้ ยังไม่พร้อมรับตำแหน่งนายกฯ

ส่วนที่มีหลายฝ่ายประเมินว่า ตำแหน่งนายกฯ อาจกลับมาเป็นของ น.ส.แพทองธาร ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ อีกคนของพรรค ส่วนตัวมีความพร้อมหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ยอมรับว่า ไม่ได้เตรียมความพร้อมเรื่องนี้เลย เพราะคิดว่ามันไม่จำเป็น ท่านนายกฯ ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ส่วนตัวเองก็ยังเป็นหัวหน้าพรรค และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ หน้าที่ตรงนี้ของตนก็ทำให้ดีที่สุด

สำหรับพรรคเพื่อไทยได้เตรียมรายชื่อผู้มารับตำแหน่งรัฐมนตรีแทนนายพิชิต ให้นายกฯ พิจารณาแล้วหรือไม่นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ออกมาอย่างเป็นทางการ เรื่องเกี่ยวกับ ครม. ขอให้ไปถามนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ยังมั่นใจว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นคุณต่อ นายเศรษฐา และมั่นใจว่านายกรัฐมนตรีจะได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ

‘ศาลปกครองกลาง’ มีคำสั่ง ปลดล็อก ‘4ข้อ’ การแนะนำตัว ‘ผู้สมัครสว.’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575382

24 พ.ค. 2567

17:11 น.

'ศาลปกครองกลาง' มีคำสั่ง ปลดล็อก '4ข้อ' การแนะนำตัว 'ผู้สมัครสว.'

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่งเพิกถอน ‘ระเบียบ กกต.’ เรื่อง ‘การแนะนำตัว’ ผู้สมัครสว. รวม ‘4ข้อ’ โดยให้เหตุผลว่าขัดต่อหลักการจำกัดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

วันที่24พ.ค.2567 ศาลปกครองกลาง นัดฟังคำสั่งคดี นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับพวก ยื่นฟ้อง กกต. ขอ เพิกถอน ระเบียบ กกต. เรื่อง การแนะนำตัว ผู้สมัครสว.

โดย ศาลปกครองกลาง พิจารณาแล้วมีคำสั่ง ให้ เพิกถอน ระเบียบ กกต. ข้อ 3 เรื่องนิยาม การเเนะนำตัว เพิกถอน ระเบียบ กกต. ข้อ 7 ผู้สมัครสามารถแนะนำตัวโดยใช้เอกสารมีข้อมูลยาวไม่เกิน2หน้ากระดาษเอ4 และแนะนำตัวได้ คือ ข้อมูลส่วนตัว,รูปถ่าย,กลุ่มที่ลงสมัคร,หมายเลขของผู้สมัคร,ประวัติการศึกษา,ประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์ในการทำงาน

เพิกถอน ระเบียบ กกต. ข้อ 8  ฉบับเเรก กำหนดว่า การแนะนำตัวผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สมัครสามารถทำได้ “ด้วยตนเอง” หมายความว่า หากจะแนะนำตัวผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ การส่ง การเผยแพร่ข้อความ จะต้องทำผ่านบัญชีส่วนตัวของผู้สมัครรายนั้น โดยการแนะนำตัวผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิสก์ ผู้สมัครต้องใช้ข้อความเหมือนในเอกสารแนะนำตัวที่เป็นกระดาษตามกรณีแรก และเผยแพร่แก่ “ผู้สมัครอื่น”

หากผู้สมัครจะแนะนำตัว ผ่านทางช่องทางออนไลน์ เช่น การส่งข้อความทางไลน์ เฟซบุ๊ก หรือโซเชียลมีเดีย อื่นๆ ก็ต้องจำกัดส่งให้เฉพาะ “ผู้สมัครอื่น” หรือตั้งค่าให้เฉพาะ ผู้สมัครสว. เท่านั้นที่จะเห็นข้อความการแนะนำตัว ขณะที่สาธารณชน จะไม่สามารถเห็นได้เลยว่า ผู้สมัครสว. แต่ละคน แนะนำตัวกันอย่างไร หรือพูดอีกอย่างคือ ระเบียบ กกต. การแนะนำตัว เดิมถูกออกแบบมาให้เฉพาะ ผู้สมัครสว. พูดคุยกันเอง แนะนำตัวเองเท่านั้น

เพิกถอน ระเบียบ กกต. ข้อ 11 ห้ามผู้สมัครหรือผู้ช่วยเหลือผู้สมัคร แนะนำตัวในกรณีดังต่อไปนี้ (2)ผู้ที่ประกอบอาชีพสื่อ-สายบันเทิง ห้ามใช้ความสามารถหรืออาชีพตัวเองเอื้อประโยชน์ในการแนะนำตัว และ (3) ห้ามแจกเอกสารแนะนำตัวด้วยการวาง โปรย หรือติดประกาศในที่สาธารณะ

โดย หลักๆศาลเห็นว่า ขัดต่อหลักการจำกัดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เสมอภาค และการเผยเเพร่เเนะนำตัวโดยไม่ผิดกฎหมาย

ส่วน (5) ที่ห้ามแนะนำตัวทางวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ ศาลเห็นว่าชอบเเล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน

ด้าน นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) กล่าวถึงกรณี ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษา เพิกถอน ระเบียบการรับสมัครสมาชิกวุฒิสภา ข้อ 7,8 และ11(2) ว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดคำพิพากษา คงพูดแทน กกต. ไม่ได้ แต่ในชั้นสำนักงาน อะไรที่ศาลตัดสิน แล้วเป็นประโยชน์กับประชาชน เราก็จะดำเนินไปตามนั้น ถ้าเป็นเรื่องการให้สิทธิกับประชาชนมากขึ้น สำนักงานจะคำนึงถึงตรงนี้เป็นหลัก ก็จะเสนอให้กับ กกต.

ส่วนจะมีโอกาสยื่นอุทธรณ์หรือไม่นั้น เป็นเรื่องของ กกต. แต่โดยหลักการถ้าเป็นประโยชน์กับส่วนรวม และประเทศชาติสามารถเดินต่อไปได้ ก็ถือว่าเป็นไปตามโรดแมป

เมื่อถามว่า หาก เพิกถอน ไปแล้ว ใบประวัติแนะนำตัวสามารถเขียนเกิน 2 หน้ากระดาษ A4 ได้ จะกระทบต่อกระบวนการทำงานของ กกต. หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ไม่กระทบ

ทั้งนี้ จากคำพิพากษา กกต. ทำเกินกว่าหน้าที่ เป็นการจำกัดสิทธิ์ของประชาชนใช่หรือไม่ นายแสวง ระบุว่า ระเบียบแบบนี้ใช้ลักษณะนี้มาโดยตลอด เมื่อศาลพิพากษาว่าเราควรให้สิทธิ์ประชาชนมากกว่านี้ เราก็ต้องรับฟัง

ส่วนกังวลว่าจะมีคนไปร้องเรียนเพิ่มหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของประชาชน

ด้านบรรยากาศการรับ สมัครสว. วันสุดท้าย นายแสวง กล่าวว่า น่าจะเป็นวันที่คึกคักที่สุด แต่ยังไม่ได้รับรายงานตัวเลขที่ชัดเจน ภาพรวมกระบวนการรับสมัครน่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ก่อนหน้านี้ก็ได้รับรายงานว่า มีการมา สมัครสว. เป็นกลุ่ม แต่ กกต. มองว่ายังไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ว่าผิด ซึ่งก่อนการวินิจฉัยต้องดูพฤติกรรมผู้สมัครก่อน แม้การสมัครรับเลือกบางกลุ่มอาชีพจะมีไม่ครบ ได้มีกฎหมายมารองรับแล้วว่าสามารถดำเนินการเลือกต่อไปได้ ส่วนในกลุ่มอำเภอหรือจังหวัด หากไม่มีผู้สมัครก็ไม่ต้องดำเนินการเลือก และไม่กระทบกับการเลือก สว. เพราะการเลือก สว. ไม่ใช่เลือกจากพื้นที่ เป็นการเลือกตัวแทนจากกลุ่ม 20 อาชีพ

ผู้สมัครสว. บางกลุ่มที่ถูกรายงานว่า มีแนวโน้มจะทุจริต ต้องสังเกตพฤติการณ์ตั้งแต่วันลงรับสมัคร แน่นอนว่า กกต. จะต้องจับตาดูเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มนี้ ในการดูแลไม่ให้เกิดการฮั้วกัน สามารถทำได้ง่ายเพราะจำกัดอยู่เพียงแค่ในพื้นที่

ส่วนการที่จะมีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในการเลือกสว. รวมถึงวางตัวว่าใครจะเป็นประธานสมาชิกวุฒิสภาแล้ว เรื่องนี้ยืนยันว่ากฎหมายกำหนดไว้ว่า ห้ามพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือช่วยผู้สมัคร การที่มีกระแสข่าวออกไปและมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ หรือให้ความเห็นทาง กกต. ก็พร้อมรับฟัง

กองทัพบก แจงไม่เกี่ยวอดีตทหาร เรียกเงินผู้ปกครอง แลกวิ่งเต้นบรรจุกำลังพล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575377

24 พ.ค. 2567

16:20 น.

กองทัพบก แจงไม่เกี่ยวอดีตทหาร เรียกเงินผู้ปกครอง แลกวิ่งเต้นบรรจุกำลังพล

กองทัพบก แจงไม่เกี่ยวข้องอดีตทหาร เรียกเงินผู้ปกครอง แลกวิ่งเต้นช่วยบุตรหลานเข้ารับราชการ ยืนยัน ขั้นตอนสอบคัดเลือก โปร่งใส ตรวจสอบได้

จากกรณีผู้ปกครองของเด็กนักเรียน 7 ราย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.ทุ่งลุง จ.สงขลา ระบุว่าอดีตทหารเกษียณรายหนึ่งพร้อมพวก กล่าวอ้างว่ารู้จักกับอดีตข้าราชการระดับสูงของกองทัพ สามารถช่วยเหลือบุตรหลาน ให้เข้ารับราชการได้ โดยได้เรียกเก็บค่าดำเนินการรายละ 1 แสน ถึง 1 ล้านบาท

24 พ.ค. 2567 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ทางกองทัพบก ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าอดีตทหารเกษียณที่ผู้ร้องเรียนระบุถึง เป็นข้าราชการบำนาญ “ยศร้อยตรี” เข้าโครงการเกษียณก่อนอายุรับราชการ ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2560 และไม่ได้มีประวัติการทำงานข้องเกี่ยวกับอดีตข้าราชการระดับสูง หรือในสถานที่ที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

ส่วนอีกรายเป็นอดีตทหารยศ “สิบเอก” มีประวัติขาดราชการ ตั้งแต่ปี 2548 ปัจจุบันได้พ้นจากราชการเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจากการสอบถามอดีตหน่วยต้นสังกัด ระบุว่าทั้ง 2 คน เคยปฏิบัติงานในหน่วยเดียวกันที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 

กองทัพบกขอยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างจากกลุ่มบุคคล ที่ไม่ได้มีความข้องเกี่ยวกับกองทัพบก หรือหน่วยงานคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ภายในหน่วยแต่อย่างใด โดยกองทัพบกพร้อมร่วมกับเจ้าพนักงานในการติดตามสอบสวนผู้กระทำความผิด ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน และดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

รองโฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า ระบบการคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ามาปฏิบัติงานในกองทัพบก ปัจจุบันได้มีการสอบคัดเลือกในภาพรวมทั่วประเทศ โดยกรมยุทธศึกษาทหารบก และการเปิดสอบคัดเลือกโดยหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ซึ่งทางหน่วยสามารถเปิดรับสมัครคัดเลือก และคัดสรรบุคลากรตามความสามารถและคุณวุฒิที่ต้องการ หรือมีความจำเป็นผ่านทางประกาศในที่ตั้งหน่วย

หรือทางเว็บไซต์ราชการ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้สนใจได้รับทราบและเตรียมการ รวมทั้งเพื่อให้ได้กำลังพลที่มีคุณภาพ พร้อมปฏิบัติในแต่ละภารกิจ ซึ่งทุกขั้นตอนของกระบวนการนั้น หน่วยทหารทั่วประเทศได้ดำเนินการตามระเบียบที่กำหนด มีความสุจริตโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

เบื้องลึก ‘พิชิต ชื่นบาน’ องครักษ์พิทักษ์นายกฯ ‘เศรษฐา’ กับเหตุผลทำไมลาออก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575363

24 พ.ค. 2567

14:46 น.

เบื้องลึก 'พิชิต ชื่นบาน' องครักษ์พิทักษ์นายกฯ 'เศรษฐา' กับเหตุผลทำไมลาออก

‘พิชิต ชื่นบาน’ เปิดใจแบบเจาะลึกกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ หลังจากพ้นตำแหน่ง งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีง ได้เพียง 2 วัน โดยบอกว่า ตัวเองลาออกครั้งนี้เพื่อชาติ เลือกสละ ‘เรือ’ มารักษา ‘ขุน’ ให้สมกับคำ ประกาศว่าเป็น องครักษ์พิทักษ์นายกฯ ‘เศรษฐา ทวีสิน’

พิชิต ชื่นบาน โชว์หนังสือลาออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพิชิต ชื่นบาน โชว์หนังสือลาออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

วันที่24พ.ค.2567 กรณี ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียงให้รับคำร้องของ 40สว. เพื่อวินิจฉัยสถานะ คุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ของ เศรษฐา ทวีสิน ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 1 เพียงตำแหน่งเดียว ขณะที่ พิชิต ชื่นบาน ผู้ถูกร้องที่ 2 ศาลได้มีมติ 8 ต่อ 1 เสียงไม่รับคำร้องได้พิจารณา เพราะเหตุแห่งการ ลาออก จากรัฐมนตรีได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2567

พิชิต ชื่นบาน นั่งตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้เพียง 24 วัน เล่าถึงความรู้สึกกับข้อครหาว่า เป็น ทนายถุงขนม ทั้งที่คำสั่งของศาลฎีกา ที่ 4599/2551 ลงวันที่ 25 มิ.ย. 2551 ในคดีละเมิดอำนาจศาล เป็นการตัดสินด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น และคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่การต้องโทษในคดีอาญา ที่มีผลต่อลักษณะต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี ด้วยฟางเส้นนี้ทำให้ เศรษฐา ต้องถูกลากไปถึง ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลของคำวินิจฉัยมีเพียง “รอด” หรือ “ร่วง” เท่านั้น

“ผมเป็นคนเดียวในประเทศไทย ที่ศาลเดียวตัดสินแล้วจบชีวิตเลย จริงๆคนที่มีใจให้ความเป็นธรรมกับผม ต้องคิดเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษา ในแวดวงชุมชนนักกฎหมาย ต้องเอาเรื่องผมไปศึกษา” พิชิต กล่าว

พิชิต ยังกล่าวด้วยว่า นักการเมือง ต้องหาคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินแล้ว ก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ได้ แต่ทนายความ ทำงานศาลเดียวจบ คดีเกิดที่ศาลฎีกาคดีถึงที่สุดแล้ว เรียกลูกศิษย์ เพื่อนทนายความ เราว่าดูไม่ผิด ไม่มีกฎหมายบัญญัติ เหตุเกิดที่ศาลฎีกา ข้องใจมันโดนครั้งที่สองก็ช็อกอีก

พิชิต กล่าวถึงคดีละเมิดอำนาจศาล ในระหว่างที่ว่าความให้ลูกความคือ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2551 เพื่อต่อสู้คดีที่ดินรัชดา แต่การว่า ความของเขากลับมาประสบชะตากรรมที่ไม่คาดในชีวิต ซึ่ง ผมเข้าใจธรรมเนียมเข้าใจในกรอบกฎหมายดีพอ ในประเด็นที่มีการกล่าวหาว่าให้สินบนเจ้าหน้าที่ศาล มันไม่มีเหตุจูงใจใดๆ เลย นั่งคิดนอนคิด กี่ตลบ เราไม่มีจิตวิปลาส หรือเสียสติ เอาเงิน 2 ล้านขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ศาล มันหาเหตุหาผลไม่ได้ ด้วยเรื่องอะไร เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องรับชะตากรรม

เมื่อถามว่า ปกติวิสัยเป็นทนายจะต้องถือถุงกระดาษมีเงินจำนวนมากไปศาลหรือไม่ พิชิต บอกทันทีว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก เอาสมองส่วนไหนคิด วิชาชีพทนายความ การจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่ศาล มันมีหลายวิธี ไม่ต้องทำเรื่องเสียสติ ผมใช้คำว่าเสียสติ ผมไม่รู้ใครอะไรยังไง ผมอยู่ห้องแคบๆ ห้องพักรับรองกับลูกความผมอยู่ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เอาตัวผม หรือทนายความทั่วไป ไม่มีใครมีความคิดอย่างนั้นหรอก”

หลังจากที่ รู้ว่า ศาลฎีกา มีคำสั่งให้คุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เป็นเวลา 6 เดือน พิชิต บอกว่า พยายามจะต่อสู้ด้วยการร้องขอต่อประธานศาลฎีกา เพื่อให้นำเรื่องละเมิดอำนาจศาลมาขอคืนความเป็นธรรม และมีความคิดด้วยว่า จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการถูกตัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เพราะคดีนี้ไม่ได้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา แต่เพื่อนฝูงที่เป็นผู้พิพากษา อัยการได้ห้ามปรามและบอกให้ทนๆ ไป

“ผมถูกคุมขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ 6 เดือนเข้าไปคืนแรกนอนร้องไห้ จากคนที่ไม่เคยร้องไห้ ชีวิตเราทำไมต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งเวลาเราว่าความไม่เคยแกล้งใคร ไม่เคยทำให้ใครทำขาวให้เป็นดำ ทำดำให้ขาว เราทำงานตรงไปตรงมา ว่าทำไมอย่างนี้ ก็พยายามหาคำตอบในชีวิต”

พิชิต เล่าต่อว่า ตนเข้าไปอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มีแขกเยี่ยมมากที่สุดทุกวัน วันละ 30-50 คน และก็ได้ข้อคิดว่า คนที่ถูกคุมขังรับโทษ เหมือนนรก สวรรค์บนแผ่นดินมีจริง คนไม่มีพวกก็ไม่มีใครมาเยี่ยมเลยนะ อยู่ในนั้นเป็นปีสองปีก็ไม่มีใครมาเยี่ยม ตนก็เอาสิ่งที่ได้รับจากการเยี่ยมทั้งบุหรี่ ทั้งอาหารก็ไปแจก ในแดนที่ ตนอยู่ 400 กว่าคน ตนได้สัจธรรม ชีวิตถ้าเราอยู่ถ้าอยู่ข้างนอกไม่มีโอกาสเจอคนพวกนี้หรอก

พิชิต เล่าว่า เหมือนเขาให้สติ อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ ข้างในถ้าคนอยู่ไม่เป็น เย็นไม่พอ รอให้ได้ ก็ฆ่าตัวตาย หรือป่วยทางจิต เขาเรียกรั่ว คือ เดินมองท้องฟ้า ตน ก็กลัวรั่ว ซึ่ง ตน ก็อาศัยเวลา 6โมงเช้าวิ่งหน้าเสาธง วิ่งเพื่อให้วันนั้นมันเหนื่อย เพื่อนอนหลับ เพลียนอนหลับ ก็เริ่มนอนหลับ จาก 3 เดือนหลับบ้างไม่หลับบ้าง

“เอาว่าในประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน แล้วให้ผมสาบานหรืออะไรก็ได้ในทางเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมพร้อมไปทุกที่เลยในชีวิตผม จะเอากันแบบบ้านๆ เวลาขึ้นศาลยังมีคำสาบาน จะให้การให้ความสัตย์จริง เอาไปได้เลย สาบานที่ไหนในโลกนี้ จุดนี้สำคัญที่สุด ถ้าผิดคำสาบานให้มีเหตุเป็นไป ซึ่งคำสั่งนี้มีข้อสังเกตหลายประการ ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่ผมถูกตัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ศาลเดียวจบ ไม่สามารถอุทธรณ์ ฎีกาได้มากมาย”

จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมา 16 ปีในคดีละเมิดอำนาจศาล พิชิต ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โดยในปี 2554 จนถึงปี 2567 พิชิต มารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  เศรษฐา  กระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด

ในช่วงจังหวะนี้  40 สว. เดินเกมทันที ร้องศาลรัฐธรรมนูญถึงสถานะความเป็นรัฐมนตรีของ  เศรษฐา  โดยมี พิชิต เป็นต้นเหตุแห่งคำร้อง

พิชิต บอกว่า ใครจะมองผมว่า จะมาตัดตอนหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ได้คิดหรอก ตน คิดแต่ว่า นายกฯ เศรษฐา ต้องอยู่ ตนถึงบอกว่า ตนเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ เศรษฐา จึงเลยลาออกจากรัฐมนตรี เพราะคิดอย่างเดียวว่า จะเซฟ เมื่อเหตุมาจากตน ก็ต้องมีจิตสำนึก สปิริตมีความรับผิดชอบ ถ้าอยู่แล้วทำงานทำให้เสีย อยากให้ท่านทุ่มเทสรรพกำลังทำงานให้ประเทศชาติ

ถามว่า ทำงานเป็นรัฐมนตรีเพียง 23-24 วันเสียดายหรือไม่ พิชิต บอกว่า  ไม่ยึดติดตำแหน่ง จะอยู่ 1-2 ปี อยู่กี่เดือน ก็ไม่เที่ยง แต่ตำนานที่ เรา ได้ทำอะไรไว้แก่ชาติบ้านเมืองสำคัญกว่า นี่คือสำนึกในชีวิตผม ผมลาออกวันนี้ ผมไม่ได้มีความเดือดเนื้อร้อนใจเลยนะครับ กลางคืนนอนหลับปุ๋ย

“ความรู้สึกผมไม่ยึดติด ขออยู่กับปัจจุบัน ตอนนี้กลับมาตัวตน พิชิต ชื่นบาน คนเดิม ผมไม่ได้เป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้า ผมเป็น พิชิต ชื่นบาน ใครรู้จักผมทำงานกับผมจะรักผม”

พิชิต บอกด้วยว่า “การ ลาออก ครั้งนี้ ทำงานเพื่อชาติ ตำแหน่งเป็นเรื่องชั่วคราว จำไว้นะครับ ตำนานเป็นเรื่องยาวนาน ตน สร้างมาตรฐานครั้งนี้เป็นตำนานว่า ถ้ามีประเด็นปัญหาทำให้ ครม. นายกฯมีปัญหา ประเทศชาติสะดุด ผมลาออกเพื่อชาติ เลยเขียนใบลาออก” 

สำหรับคำร้อง ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ เศรษฐา  แล้ว โดย พิชิต บอกว่า เป็นดุลพินิจของศาล ผมไม่ก้าวล่วง  ไม่ควรตั้งสมมติฐานแทนว่า จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  เมื่อเรื่องอยู่ที่ศาลต้องเคารพดุลพินิจของศาลท่าน แต่เรื่องส่วนตัวผม ผมดับที่เหตุแล้ว

ถามถึงภารกิจของ พิชิต มาเป็นรัฐมนตรีครั้งนี้ถูกมองว่ามีภารกิจสำคัญพา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ กลับประเทศ ทำให้ พิชิต บอกว่า คนพูดกันไม่รู้หลักเกณฑ์กฎหมายบ้านเมือง ตัวผมจะทำอะไรได้ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ มันก็แค่ทำได้ที่ปรึกษากฎหมาย พอถ้าท่านจะกลับ เครื่องบินลงจอดเสร็จ ท่านก็หมดอิสรภาพแล้ว เพราะท่านจะถูกตำรวจเอาหมายไปควบคุมตัว เสร็จก็ส่งไปศาล ศาลจะออกใบแดงแจ้งโทษ เสร็จท่านก็อยู่ในความดูแลกรมราชทัณฑ์แล้ว ถามว่า พิชิต ชื่นบาน ช่วยอะไรได้

“เราเคารพการตัดสินใจของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านเป็นบุคคลที่ ผมให้ความเคารพด้วยชีวิตเลยก็ได้ เพราะท่านมีเมตตากับผม ท่านเป็นคนไม่มีวาระซับซ้อน ตรงไปตรงมา จิตใจดี ท่านเป็นคนมีบุญคุณในชีวิตผม ผมก็ต้องพูดเรื่องจริงเท่านั้น ท่านกลับมาต้องเจออย่างนี้นะ ผมจะไปโกหกท่านได้อย่างไร”

พิชิต กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กลัวที่สุดในชีวิต คือ พรรคพวกทิ้งตน มากกว่าตำแหน่ง ตนถึงคิดว่าตำแหน่งเป็นเรื่องชั่วคราว ตำนานเป็นเรื่องยืนยาวกว่า ก่อนดินจะกลบหน้าผม ผมถือว่าต้องสร้างตำนาน แม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นเรื่องใหญ่ของผม การตัดสินใจของผมทำให้ประเทศชาติ ประชาชน มีความสุขด้วย

ที่มา..https://www.bangkokbiznews.com/politics/1128283?anf=

ผิดหวังซ้ำ ทนายด่าง เผยราชทัณฑ์ไม่ให้วงจรปิดขั้นตอนการรักษา ‘บุ้ง’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575352

24 พ.ค. 2567

13:56 น.

ผิดหวังซ้ำ ทนายด่าง เผยราชทัณฑ์ไม่ให้วงจรปิดขั้นตอนการรักษา 'บุ้ง'

ทนายด่าง เผยราชทัณฑ์ไม่ให้วงจรปิดขั้นตอนการรักษา ‘บุ้ง’ เกรงได้รับผลกระทบเรื่องความมั่นคง และเกิดความเสียหายกับผู้เสียชีวิต

นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชนนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชน

ที่ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชน เดินทางมาเพื่อเข้าไปขอไฟล์ภาพกล้องวงจรปิดในช่วงเวลาการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง ทะลุวัง นักกิจกรรมทางการเมือง ตามที่ได้แจ้งกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ โดยนัดหมายเข้ามารับในวันนี้ เพื่อนำไปตรวจสอบประกอบหาสาเหตุของการเสียชีวิต

ทนายกฤษฎางค์ ใช้เวลาเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ ประมาณ 1ชั่วโมง ก่อนจะออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยระบุว่า เหตุผลที่ต้องการภาพกล้องวงจรปิดขณะที่บุ้งนอนพักรักษาตัวช่วงเช้าวันที่ 14 พ.ค. เพื่อมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นตรงกับที่แถลงข่าวหรือไม่ มีขั้นตอนการดูแลรักษาตามที่แจ้งไว้ ว่ามีการทำซีพีอาร์ ให้การช่วยเหลือ มีการหอบหิ้วบุ้งลงไป เอ็กสเรย์ปอด ทำทีซีสแกนสมอง หรือไม่ และช่วยปั๊มหัวใจตลอดเวลาหรือไม่ ลักษณะการปั๊มหัวใจเว้นระยะแค่ไหน เพราะเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ทราบได้ว่า การรักษาพยายามได้มาตรฐานหรือไม่ 


 


แต่กรมราชทัณฑ์ไม่ให้ภาพจากกล้องวงจรปิด โดยให้เหตุผล 3 ข้อคือ ในภาพเคลื่อนไหว มีภาพของเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่พยาบาล อยู่เกรงว่ามีผลกระทบ  และเป็นเรื่องของความมั่นคง เนื่องจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เป็นเรือนจำ รวมถึงกังวลว่าจะเกิดความเสียหายกับผู้เสียชีวิตเพราะมีภาพการช่วยชีวิต

เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่เกรงว่า หากทนายความและครอบครัวได้ภาพวงจรปิดไปแล้ว จะนำมาเผยแพร่กับสื่อมวลชน ทั้งนี้หากต้องการภาพ ก็ให้ทางทนายความและครอบครัว ไปอุทธรณ์คำสั่งในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารทางราชการ และฟ้องศาลปกครอง ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ ยังได้ทำหนังสือลงวันที่ 22 พ.ค.แจ้งไปยังพ่อและแม่ของ น.ส.เนติพร ว่าหากต้องการมาดูภาพวงจรปิด ให้สามารถมาดูได้

พร้อมมองว่า การที่ทางกรมราชทัณฑ์ ไม่ให้ภาพกล้องวงจรปิด นั้น ถือเป็นการปิดโอกาสในการเคลียร์ความบริสุทธิ์ใจของกรมราชทัณฑ์ต่อสาธารณะชน เพราะหากดูผลการชันสูตรและรายงานการรักษา 5 วัน ย้อนหลัง 26 แผ่นที่ได้มานั้น ยังมีข้อสงสัยในหลายประเด็นเกี่ยวกับการช่วยชีวิต 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘หยก’ เคลื่อนไหว เผยความในใจหลังสูญเสีย บุ้งhttp://https://www.komchadluek.net/news/general-news/574706

ทั้งนี้ เมื่อไม่ได้ภาพจากกล้องวงจรปิด ทนาย กล่าวว่า จะนำข้อมูลที่มี ทั้งผลการชันสูตร ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ประวัติการรักษา มาวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งยังมีข้อสงสัยหลายประเด็น ทั้งเรื่องของการให้สาร และการช่วยชีวิต การรักษา เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนจะแถลงข่าวอีกครั้ง ในสัปดาห์หน้า

เตือน’ ผู้สมัครสว.’ โทษหนัก หากมี ‘ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง’ ช่วยเหลือ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575344

24 พ.ค. 2567

12:23 น.

เตือน' ผู้สมัครสว.' โทษหนัก หากมี 'ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง' ช่วยเหลือ

‘กกต.’ เตือน ‘ผู้สมัครสว.’ โทษหนัก หากพบยินยอมให้ ‘ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง’ ช่วยเหลือ ทั้งจำคุก ทั้งปรับ แถมยังโดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วย

วันที่24พ.ค.2567 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) เผยโทษของการยินยอมให้ผู้อื่นเข้ามาช่วยเหลือในการสมัครสมาชิกวุฒิสภา ( สว. )  รวมถึงโทษตามกฎหมาย ผู้สมัครสว. ที่ยินยอมให้ผู้สมัครอื่น กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เข้ามาช่วยเหลือผู้สมัครไม่ว่ากรณีใดๆ 

หาก ฝ่าฝืน จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี

ขณะที่วันนี้เป็นวันรับสมัคร สว. วันสุดท้าย โดยจะเปิดรับสมัครช่วงเวลา 08.30 -16.30 น.   ซึ่งยอดผู้สมัคร รวม 4 วันที่ผ่านมา มียอดรวม  34,169  คน    โดยก่อนหน้านี้ กกต. คาดว่าจะมีผู้สมัคร 100,000 คน

กกต.แจ้งเตือน ผู้สม้ครสว.กกต.แจ้งเตือน ผู้สม้ครสว.