7 องค์กรทางการแพทย์ ร่วมมือตั้งเป้า ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดให้เหลือน้อยที่สุด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803645

7 องค์กรทางการแพทย์ ร่วมมือตั้งเป้า ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดให้เหลือน้อยที่สุด

7 องค์กรทางการแพทย์ ร่วมมือตั้งเป้า ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดให้เหลือน้อยที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.24 น.

7 องค์กรทางการแพทย์ แถลงความร่วมมือโครงการ “หายใจสบาย, ใช้ชีวิตเต็มที่: ผู้ป่วยโรคหืดต้องไม่เสียชีวิต” “Breathe Easy, Live Fully: Towards Zero Asthma Deaths” ตั้งเป้า ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดให้เหลือน้อยที่สุด

สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์กรภาคีเปิดตัวโครงการ “หายใจสบาย, ใช้ชีวิตเต็มที่: ผู้ป่วยโรคหืดต้องไม่เสียชีวิต” หรือ “Breathe Easy, Live Fully: Towards Zero Asthma Deaths” เพื่อร่วมมือกันลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดให้เหลือน้อยที่สุด โดยคาดหวังให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดในประเทศไทยลดลงเหลือศูนย์ในระยะเวลาสิบปี โดยงานแถลงจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ณ ห้องประชุมเวิล์ดบอลรูมซี ชั้น 23 โรงแรมเซนทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัล เวิล์ด กรุงเทพมหานคร

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฮิโรชิ จันทาภากุล นายกสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการริเริ่มโครงการ “หายใจสบาย, ใช้ชีวิตเต็มที่: ผู้ป่วยโรคหืดต้องไม่เสียชีวิต”หรือ “Breathe Easy, Live Fully: Towards Zero Asthma Deaths” พร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคีองค์กรต่างๆ ทุกองค์กร ได้แก่ สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤติในเด็กแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งประเทศไทย และกรมการแพทย์ ซึ่งทางสมาคมโรคภูมิแพ้ฯ จะได้มีการรวบรวมและติดตามข้อมูลของผู้ป่วยโรคหืดในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนร่วมกับภาคีองค์กรต่างๆ และเสนอแนวทางต่างๆ ในการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดให้เหลือน้อยที่สุด โดยคาดหวังให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดในประเทศไทยลดลงเหลือศูนย์ในระยะเวลาสิบปี

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์แจ่มศักดิ์ ไชยคุนา นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึง โรคหืดในผู้ใหญ่ สามารถรักษาและควบคุมอาการได้ โดยการใช้ยารักษาควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง โดยยาหลักเป็นยาสเตียรอยด์แบบสูดหรือพ่น ร่วมกับการใช้ยาขยายหลอดลมเมื่อเกิดอาการหืดกำเริบเฉียบพลัน แต่ในความเป็นจริง ยังมีปัญหาการใช้ยาควบคุมโรคไม่สม่ำเสมอ การใช้ยาไม่ถูกวิธี นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดชนิดรุนแรง แม้จะใช้ยาควบคุมสม่ำเสมอ จำนวนหลายหมื่นคนในประเทศไทย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหืดสูงกว่าผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงหลายเท่า รวมถึงผู้ป่วยโรคหืดที่มีโรคร่วมที่ส่งผลต่อความรุนแรงของโรคหืดเช่น โรคอ้วน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้ยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคหืดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอรุณวรรณ พฤทธิพันธ์ นายกสมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวถึง อาการกำเริบรุนแรงในผู้ป่วยเด็กโรคหืด เป็นสถานการณ์ที่ต้องได้รับการจัดการอย่างรวดเร็ว และมักจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงการเสียชีวิต การลดอาการกำเริบรุนแรงในเด็กสามารถทำได้โดยผู้ป่วยใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง และการมีการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินความเหมาะสมของการรักษาที่กำลังใช้อยู่ นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้ในครอบครัวเกี่ยวกับความสำคัญของการจัดการกับสิ่งกระตุ้นและการรักษาอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นการจัดการที่เหมาะสมและการเข้าถึงการรักษาที่ดี รวมทั้งส่งเสริมการใช้ยาและอุปกรณ์ที่เหมาะสม จะช่วยให้เด็กมีชีวิตที่มีคุณภาพดีขึ้น ลดความจำเป็นในการรักษาฉุกเฉินและการนอนโรงพยาบาล

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชลีรัตน์ ดิเรกวัฒนชัย กรรมการบริหาร ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึง โรคหืดในเด็กเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและมีผลกระทบอย่างมากต่อผู้ป่วยเด็กและครอบครัว ส่งผลรบกวนสมรรถภาพการเรียนและกิจวัตรประจำวันของเด็ก รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ประมาณการความชุกของโรคหืดในเด็กไทยเท่ากับร้อยละ 10 โดยมีอัตราการนอนโรงพยาบาลประมาณ 30,000 ครั้งต่อปี และมีการเสียชีวิตจากโรคหืดสูงถึงประมาณ 300 คนต่อปี สิ่งเหล่านี้สร้างภาระที่มีนัยสำคัญต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ การสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับโรคหืดถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ การออกนโยบายสาธารณสุขเรื่องลดการสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นของโรคหืดอย่างจริงจัง เช่น ควันบุหรี่และมลพิษ สามารถช่วยลดการกำเริบของโรคได้ นอกจากนี้การพัฒนานโยบายที่ช่วยให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงทีก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกคนสามารถจัดการกับโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น 

พลโท รองศาสตราจารย์ วิชัย ประยูรวิวัฒน์ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึง โรคหืด เป็นการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้หลอดลมมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น สารก่อภูมิแพ้หรือมลพิษทางอากาศ ส่งผลให้หลอดลมหดเกร็ง ผนังหลอดลมบวมและสร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะมากขึ้น ผู้ป่วยโรคหืดจะมีอาการเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด ไอ โดยเฉพาะเมื่ออาการกำเริบ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทั้งการทำงาน การเรียน และการใช้ชีวิตประจำวัน ความชุกของโรคหืดในผู้ใหญ่ของประเทศไทย พบประมาณร้อยละ 4-7 หรือประมาณสามล้านคน ผู้ป่วยโรคหืดที่มีอาการกำเริบรุนแรงอาจเกิดภาวะระบบหายใจล้มเหลวจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ จากการสำรวจข้อมูลสาธารณสุข พบคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหืด 4,182 คนต่อปีหรือ 11-12 คนต่อวัน คิดเป็นประมาณ 4 คน ต่อประชากรแสนคน ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหืดนี้ ลดลงเพียงเล็กน้อยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะมีแผนการที่ดูแลผู้ป่วยโรคหืดและทรัพยากรที่เพียงพอแล้วก็ตาม

นายแพทย์จักรกริช โง้วศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงความสำคัญของ สปสช. ซึ่งมีหน้าที่หลักในการจัดทำระบบประกันสุขภาพเพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยบริการสุขภาพทุกเขตและยกระดับการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพที่ดีตามมาตรฐานสากลและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการจัดบริการสุขภาพ โรคหืดนับปัญหาสำคัญของประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการสนับสนุนศักยภาพสถานพยาบาลของรัฐให้เข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว สนับสนุนสร้างเครือข่าย การเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ สปสช.

แพทย์หญิงปิยะธิดา หาญสมบูรณ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีความเห็นว่า กรมการแพทย์ ตระหนักถึงความสำคัญและปัญหาของโรคหืด โดยได้สร้างเครือข่ายการดูแลโรคอื่นในโรงพยาบาลตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ เพื่อช่วยให้แพทย์ทั่วไปสามารถประเมินติดตามอาการและสั่งจ่ายยาตามมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยโรคอื่นได้อย่างถูกต้อง แต่ก็ยังมีผู้ป่วยในประเทศไทยที่เสียชีวิตจากโรคหืดทุกปีโดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ที่อาจมีอาการรุนแรง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กรมการแพทย์จะต้องยกระดับศักยภาพและการตระหนักถึงปัญหาในโรงพยาบาลทุกระดับ การมีโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิที่รับส่งต่อผู้ป่วยที่มีโรคหืดรุนแรง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การให้ความรู้กับผู้ป่วยในการดูแลตัวเองและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง และทำงานร่วมกับภาคีองค์กรในวันนี้ในการทำให้อัตราผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคหืดลดลงให้มากที่สุด

‘มหกรรมชาติพันธุ์ลำพูน’67 สานศิลป์ถิ่นชาติพันธุ์ สีสันวัฒนธรรมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์นครลำพูน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803641

'มหกรรมชาติพันธุ์ลำพูน'67 สานศิลป์ถิ่นชาติพันธุ์ สีสันวัฒนธรรมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์นครลำพูน

‘มหกรรมชาติพันธุ์ลำพูน’67 สานศิลป์ถิ่นชาติพันธุ์ สีสันวัฒนธรรมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์นครลำพูน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.16 น.

นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมชาติติพันธ์ลำพูน ร่วมกับ นางสิริรัตน์ โอภาพ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน นางบัวผัด สวัสดิ์จิตต์ ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ นายนิวัฒน์ชัย พรหมมาแบน ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์มอญ นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลำปาง ทั้งนี้ จังหวัดลำพูน โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดลำพูน ดำเนินการจัดงาน “มหกรรมชาติพันธุ์ลำพูน” ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด ภายใต้แนวคิด “สานศิลป์ถิ่น  ชาติพันธุ์ สีสันวัฒนธรรมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์นครลำพูน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 เวลา 09.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (เชิงสะพานท่าขาม) อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาติพันธุ์ในจังหวัดลําพูน ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว และเพื่อเพิ่มจํานวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจใน วิถีชีวิตชาติพันธุ์ การสร้างรายได้ให้กับชุมชน อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจของเมืองลำพูน เกิดการพัฒนาต่อยอด ทั้งในแง่การจัดการองค์ความรู้ การพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรม และทำให้ลําพูนเป็นเมืองแห่ง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์วิถี เชื่อมโยงการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่บนฐานดิจิทัลให้เป็นเมืองเก่าที่ Smart ต่อไปในอนาคต โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ 5 ชาติพันธุ์  ที่เข้าร่วมได้แก่ ไทยอง ไทลื้อ ไทยวน มอญ และกะเหรี่ยง

 ภายในงานมี การแสดงและจำหน่ายสินค้าทางวัฒนธรรม / นิทรรศการอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณี /บ้านกลุ่มชาติพันธุ์จำลอง / นิทรรศการผ้า / “ข่วงกาดชาติพันธุ์” อาหาร และสินค้าทางวัฒนธรรม / การแข่งขันทำอาหาร / การแสดงศิลปวัฒนธรรม / การละเล่น / การแสดงดนตรีศิลปปินชาติพันธุ์ ลุ้นรับรางวัล Gift Voucher มูลค่า 1,000 บาท และความบันเทิงอื่นๆ อีกมากมาย

‘Siriraj Expo 2024’ ก้าวสู่ยุคใหม่ไปกับศิริราช พร้อมยกระดับการแพทย์ เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803633

'Siriraj Expo 2024' ก้าวสู่ยุคใหม่ไปกับศิริราช พร้อมยกระดับการแพทย์ เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนไทย

‘Siriraj Expo 2024’ ก้าวสู่ยุคใหม่ไปกับศิริราช พร้อมยกระดับการแพทย์ เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จัดงาน “Siriraj Expo 2024” ภายใต้หัวข้อ ศิริราช We are Ready เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์  ด้านการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลศิริราช โดยมุ่งหวังที่จะนำความก้าวหน้าทางการแพทย์ด้านต่าง ๆ  ไปดูแลสุขภาพของคนไทยทุกช่วงวัยซึ่งงานครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 – 5 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ ลานเจริญนครฮอลล์ ชั้น M ศูนย์การค้า ICON SIAM

ภายในงานนอกจากศิริราชจะนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาให้ชมกันแล้ว ยังมีเสวนาที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะความพร้อมในการเตรียมรับมือกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศ โดยในวันแรก ได้รับเกียรติจาก ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ,คุณชาคิต พรหมยศ  ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ “ยังแฮปปี้ YoungHappy” และคุณสุดา ชื่นบาน ศิลปินอาวุโส ตัวแทนผู้สูงอายุ ร่วมเสวนาในหัวข้อ Get Ready for aging society เตรียมความพร้อมเพื่อความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงวัย, เตรียมตัวอย่างไร เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล ได้กล่าวถึงมุมมองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและความพร้อมของศิริราชในการดูแลให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งการรักษาและการป้องกัน นอกจากนี้ ชาคิต พรหมยศ ยังได้ร่วมแชร์ถึงโอกาสที่มองเห็นจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและยังมีตัวแทนผู้สูงอายุ คุณสุดา ชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติวัย 79 ปี  มาร่วมแชร์ถึงการดูแลตัวเองให้เป็น Active aging เพื่อให้ผู้สูงวัยยังคงศักยภาพมากพอที่จะมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์ให้กับสังคม

ส่วนในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม มีการเสวนาในหัวข้อ We Are Ready : เตรียมให้พร้อมรับมือวัยเกษียณอย่างแข็งแกร่ง จากดีเจ พี่อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล กับบทบาทลูกสาวที่ต้องดูแลคุณแม่ พร้อมกับการดูแลตัวเองไปพร้อม ๆ กัน คุณหน่อย ชุติมา แสนนนท์ Influencer วัย 50+ ที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองในด้านความงาม และการดูแลสุขภาพ แม้จะก้าวเข้าสู่วัยเกษียณแล้วและ คุณหมอแอ๊นท์ ผศ. พญ. ฐิติมา ว่องวิรยะวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์ปัจฉิมวัย โรงพยาบาลศิริราช

โดย คุณหมอแอ๊นท์ ผศ. พญ. ฐิติมา ว่องวิรยะวงศ์ ได้พูดถึง ความสำคัญของการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณ เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ร่างกายของคนเราเมื่ออายุมากขึ้นจะเริ่มเสื่อมถอยตามกาลเวลา การเริ่มกลับมาดูแลตัวเองในวันที่ยังไม่สายเกินไป อย่างเช่น เริ่มดูแลตัวเองตอน 50+ ดีกว่าไปดูแลตัวเองตอนอายุมาก ยิ่งดูแลตัวเองได้เร็วเท่าไรก็จะยิ่งดีเท่านั้น”  ในขณะที่ ดีเจ พี่อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล และคุณหน่อย ชุติมา แสนนนท์ Influencer วัย 50+ ได้เล่าถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมในวันที่มีอายุเพิ่มขึ้น จุดเริ่มต้นของการลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง และนอกเหนือจากการดูแลตัวเองแล้ว สิ่งที่ทำควบคู่ไปด้วยคือการดูแลผู้สูงวัยในครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

“ดูแลตัวเองได้เป็นเรื่องปกติ ดูแลคนอื่นได้เป็นเรื่องภาคภูมิใจ” ดีเจ พี่อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุลได้กล่าวทิ้งท้ายไว้

-(016)

เจาะลึกแผนอัปเกรด ‘รพ.ธรรมศาสตร์ฯ’ บนวิสัยทัศน์ ‘รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย’ผอ.รพ.คนใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803613

เจาะลึกแผนอัปเกรด ‘รพ.ธรรมศาสตร์ฯ’ บนวิสัยทัศน์ ‘รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย’ผอ.รพ.คนใหม่

เจาะลึกแผนอัปเกรด ‘รพ.ธรรมศาสตร์ฯ’ บนวิสัยทัศน์ ‘รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย’ผอ.รพ.คนใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.09 น.

เจาะลึกแผนอัปเกรด ‘รพ.ธรรมศาสตร์ฯ’ บนวิสัยทัศน์ ‘รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย’ผอ.รพ.คนใหม่ ที่อยากให้คนไทยเข้าถึงบริการ ‘ระดับสูง’

ขณะนี้เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำคัญของ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) หนึ่งในโรงพยาบาลรัฐที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย จากการเข้ามาของคณะผู้บริหารทีมใหม่ นำโดย รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ. ในฐานะ ‘ผู้อำนวยการโรงพยาบาล’

สำหรับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ สร้างขึ้นครั้งแรกในระดับทุติยภูมิ แต่ด้วยการพัฒนา     ที่รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด ในระยะเวลาไม่ถึง 40 ปี โรงพยาบาลแห่งนี้ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นแถวหน้าของประเทศไทย มีคุณภาพมาตรฐาน และศักยภาพการให้บริการทัดเทียมกับโรงพยาบาลในระดับสากล ถือเป็นอีกกำลังหนุนสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขของประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไปจนถึงในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการให้บริการประชาชน ทั้งด้านการนำเข้าเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงขยายพื้นที่ในเชิงกายภาพกว่า 1 แสนตารางเมตร เกิดอาคารใหม่ มากกว่า 5 อาคาร เช่น อาคารศูนย์การแพทย์ธรรมศาสตร์, อาคารศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์, อาคาร 88 ปี มธ., อาคาร 90 ปี มธ., อาคารชวนชูชาติ วพน.7 ฯลฯ ซึ่งเป็นอาคารสำหรับผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) รวมถึงศูนย์นวัตกรรมสุขภาพธรรมศาสตร์ ฯลฯ

อย่างไรก็ดี หากนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2567 ซึ่งเป็นวันที่ ‘รศ.นพ.ดิลก’ เข้ามาดำรงตำแหน่งในฐานะผู้นำหมายเลข 1 ของโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการ จนถึงขณะนี้ อาจเป็นเวลาสั้นๆ เพียง 2 เดือนเศษ หากแต่  รศ.นพ.ดิลก มีแผนยกระดับให้โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ติดปีกให้กลายเป็น ‘ศูนย์กลางทางการแพทย์ของประเทศ’ ที่สำคัญก็คือ ต้องเป็นโรงพยาบาลที่จะสร้างความสุขให้ทั้ง ‘ผู้รับบริการ’ และ ‘ผู้ให้บริการ’

รศ.นพ.ดิลก อธิบายถึงแผนพัฒนาดังกล่าวว่าจะแบ่งเป็น 4 ส่วนหลักๆ ประกอบด้วย 1. การให้บริการดูแลรักษา 2. การสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม 3. การสนับสนุนการเรียนการสอนของคณะใน มธ. และ   4. การพัฒนาองค์กร

เมื่อเจาะลึกลงรายละเอียด ในส่วนที่ 1 การให้บริการดูแลรักษา และ ส่วนที่ 2 การสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม จะมีความเกี่ยวโยงกัน เพราะจะมีการนำเทคโนโลยีด้านการแพทย์เข้ามาใช้มากขึ้น และเน้นไปที่โรคหายากที่มีความซับซ้อน ตัวอย่างเช่น การนำเข้าเครื่องฉายรังสีด้วยอนุภาคโปรตรอนเพื่อรักษามะเร็งที่มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดอัจฉริยะ da Vinci การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางการแพทย์       อย่างการแปลผลเอ็กซเรย์ และ CT-Scan การปลูกถ่ายอวัยวะ

รวมถึงพัฒนาศูนย์พันธุศาสตร์ทางการแพทย์ ที่เพิ่งตั้งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางด้านการแพทย์จีโนมิกส์โดยเฉพาะ ซึ่งอาจก้าวเป็นหน่วยหนึ่งในระดับประเทศ โดยจะให้บริการตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การวางแผนดูแลรักษาที่แม่นยำเฉพาะเจาะจง (Precision Medicine) บริการด้านนิติพันธุศาสตร์ ไปจนถึงการพยากรณ์ก่อนการเกิดโรค ครอบคลุมโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อย (โรคหายาก) โรคมะเร็ง และเภสัชพันธุศาสตร์

“เราได้สั่งเครื่อง Sequencing (เครื่องถอดรหัสพันธุกรรม) ซึ่งราคาประมาณ 15 – 30 ล้านบาท มาไว้เองเลย เพราะเราต้องการเป็น Center และเพื่อใช้สำหรับสนับสนุนด้านการวิจัยด้วย เพราะเดิมผมเป็นคณบดีคณะแพทย์ฯ มธ. ซึ่งก็เห็นว่าภายในคณะมีห้องแล็บเยอะมาก แต่เป็นการทำแต่วิจัยข้างใน ตอนนี้ก็กำลังจะคุยกันว่าให้มีการใช้เครื่องมือร่วมกันด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์กว้างขึ้น เพราะทำแค่ข้างในไม่พอแต่ต้องนำมาใช้ตอบโจทย์ประเทศด้วย

“จีโนมิกส์เป็นอีกหนึ่งทิศทางทางการแพทย์ในอนาคตที่หลายประเทศชั้นนำทั่วโลกเห็นร่วมกัน เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และไทยเราก็มีการเริ่มไปแล้วเช่นกันคือ โครงการจีโนมิกส์ไทยแลนด์ แต่บริการที่เกิดขึ้นยังจำกัด และไม่ค่อยแพร่หลาย ซึ่งผมคิดว่าโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ มีศักยภาพ ทรัพยากรด้านอุปกรณ์ และบุคลากรค่อนข้างพร้อมที่จะเข้าไปร่วมช่วยให้มันขยับเดินหน้าได้” รศ.นพ.ดิลก กล่าวเสริม

ที่สำคัญ รศ.นพ.ดิลก บอกว่าเขายังมีความตั้งใจที่จะกระจายบริการสุขภาพขั้นสูงเหล่านี้ให้ประชาชนที่มีความจำเป็นแต่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาดังกล่าวไหว ให้สามารถเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยทางโรงพยาบาลจะมีการหาวิธีบริหารจัดการงบประมาณ หรือหาการสนับสนุนแหล่งเงินจากส่วนต่างๆ เพื่อมารองรับส่วนนี้ เช่น     การเปิด Premium Clinic ภายใต้ศูนย์การแพทย์ธรรมศาสตร์

“แน่นอนว่าการเพิ่มเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาจะทำให้มีค่าใช้จ่ายที่เราต้องลงทุนค่อนข้างมาก อีกทั้งการจะให้บริการคนที่มีความจำเป็นได้ โดยไม่เก็บความค่าใช้จ่าย ก็จะเป็นการแบกภาระค่าบริการนั้น แต่ทั้งหมดมันก็เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลและผู้บริหารที่จะไปหาเงินมาเพื่อทำให้เดินต่อไปได้ เพราะคนไข้บางคนเขาไม่มีกำลังจริงๆ อย่างเปลี่ยนลิ้นหัวใจโดยใส่สายสวนครั้งนึงเป็นหลักล้านบาท แล้วสิทธิการรักษาก็เบิกไม่ได้ ถ้าเราไม่ให้การรักษา  ก็เท่ากับมีเทคโนโลยีในการรักษาที่ดี แต่คนเข้าไม่ถึง และตัดหนทางในการรักษาของเขา

“หลายคนเห็นแบบนี้อาจจะบอกว่าลงทุนเยอะ รายได้น้อย ไม่ทำดีกว่า แต่ผมคิดว่าเราเกลี่ย และหาทางได้ บางอย่างถ้าสร้างประโยชน์กับสังคม ถึงสร้างรายได้ให้โรงพยาบาลไม่เยอะ แต่คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นมาก และเราพอเป็นที่พึ่งให้กับเขาได้ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ เราอยากให้คนทุกคน ทุกระดับ เข้าถึงบริการพรีเมียมได้” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ระบุ

สำหรับส่วนที่ 3 การสนับสนุนการเรียนการสอนของแต่ละคณะในกลุ่มศูนย์สุขศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะสหเวชศาสตร์ โดยจะมีการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ทักษะที่นอกเหนือจากหลักสูตร ให้นักศึกษาได้เข้ามาเรียนรู้การให้บริการด้านสาธารณสุขบางอย่างที่อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำหรือได้เรียนในห้องเรียน เช่น โรงพยาบาลสนาม    การตั้งศูนย์การแพทย์ การบริหารจัดการในโรงพยาบาล ฯลฯ

สุดท้าย ส่วนที่ 4 คือการพัฒนาองค์กร แน่นอนว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงที่เกิดขึ้นแล้วจากการยกระดับโรงพยาบาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ย่อมส่งผลกระทบต่อภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ไม่มากก็น้อย ดังนั้นจะมีการดูแลบุคลากรภายในโรงพยาบาลให้มากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลทางการพัฒนาให้กับโรงพยาบาล

รศ.นพ.ดิลก กล่าวว่า จะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดภาระงานของบุคลากรให้มากขึ้น รวมถึงจัดระบบดูแลสภาพจิตใจของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช และหาแนวทางปรับค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับงานที่คนนั้นๆ ทำจริงๆ เพื่อให้เกิดการคงอยู่ในระบบ ซึ่งจะทำให้โรงพยาบาลมีบุคลากรเพียงพอรองรับภาระงานที่เกิดขึ้น

“ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องบุคลากรนี้โดยตีความง่ายๆ ว่างานหนัก ค่าตอบแทนน้อย และเอาไปเทียบกับที่อื่น ทางแก้ที่ได้ก็จะหมุนเวียนอยู่ในวัฎจักรที่แก้อะไรไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นเราจึงเอาศาสตร์ต่างๆ มาช่วยให้มากขึ้น

“เราเชื่อว่าประชาชนจะได้รับบริการที่ดีมีคุณภาพได้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มแต่เทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ต้องดูแลคนทำงานให้ดีด้วย” รศ.นพ.ดิลก กล่าว

รศ.นพ.ดิลก บอกอีกว่า นอกจากการขยับเดินหน้าพัฒนาอย่างเต็มกำลังแล้ว งานด้านบริการสังคมก็จะเป็นไปในเชิงรุกด้วยเช่นกัน โดยเตรียมจะยกระดับการออกหน่วยไปร่วมกับการจัดกิจกรรมภายนอกมากขึ้น    อย่างในช่วงที่ผ่านมาก็มีการประสานกับศูนย์การค้าเอกชน ในการร่วมกิจกรรม Happy Society โดยเป็นการออกหน่วยให้บริการตรวจสุขภาพ และให้ความรู้ด้านสุขภาพกับผู้สูงอายุภายในงานทุกวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์    ซึ่งต่อไปอาจทำให้มีความเฉพาะเจาะจงกับโรคมากขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคข้อเสื่อม

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ว่าจะการพัฒนา หรือการจะแก้ไขปัญหาต่างๆ รศ.นพ.ดิลก ยืนยันว่าไม่ใช่สิ่งที่มาจากการวาดภาพบนอากาศ หรือจินตนาการเอาตามความรู้สึก แต่ยึดเอาจากข้อเท็จจริง และข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน ทั้งในเชิงสถิติ และการตรวจสอบให้มั่นใจด้วยการลงไปสัมผัสและสังเกตจากสถานการณ์จริงด้วยตนเอง ดังนั้นแม้จะดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ยาก ทว่า ทุกสิ่งสามารถเกิดขึ้นจริงได้

“วันไหนที่ผมพอจะมีเวลาก็จะแบ่งเวลาลงไปตามหน่วยต่างๆ ของโรงพยาบาล เพื่อดูการทำงานของบุคลากร อาคารสถานที่ รวมถึงสังเกตการเข้ามารับบริการของประชาชน เพื่อดูว่ามีตรงไหนที่ต้องพัฒนาต่อ หรือตรงไหนที่หน่วยต่างๆ ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งผมคิดว่าข้อมูลที่ถูกต้องสำคัญมาก เพราะบางเรื่องเรานั่งอยู่ในห้องหรือดูรายงานอย่างเดียวไม่รู้ แก้ไขหรือพัฒนาอะไรไปก็จะไม่ตรงจุด” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ กล่าว

แพทย์ชี้คนไทยขาดวิตามินดี เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน พบเฉลี่ยปีละ 2.5-3% ของจำนวนประชากร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803451

แพทย์ชี้คนไทยขาดวิตามินดี เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน  พบเฉลี่ยปีละ 2.5-3% ของจำนวนประชากร

แพทย์ชี้คนไทยขาดวิตามินดี เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน พบเฉลี่ยปีละ 2.5-3% ของจำนวนประชากร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แสงแดดใครคิดว่า “ไม่สำคัญ” แดดอ่อนๆในยามเช้าและช่วงเย็น ช่วยเพิ่มวิตามินดี ทำให้กระดูกแข็งแรง ลดภาวะเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน หลายคนคิดว่า “แสงแดด” เป็นอันตรายต่อผิว สร้างริ้วรอยหมองคล้ำ ฝ้า กระ ทำให้มองข้ามประโยชน์ของแสงแดดไป จากการศึกษาพบว่าแสงแดดมีส่วนสำคัญในการป้องกัน “โรคกระดูกพรุน” และ “ภาวะขาดวิตามินดี การออกกำลังกายรับแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดี ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ลดภาวะความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ซึ่งพบผู้ป่วยสูงถึง 2.5-3% ของจำนวนประชากรไทยในทุกเพศทุกวัย

นพ.พีรพงษ์ สวัสดิพงษ์

นพ.พีรพงษ์ สวัสดิพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม และการฝังเข็มลดปวดตามศาสตร์แพทย์แผนจีน รพ.พระรามเก้า กล่าวว่า ในปัจจุบันคนไทยมีภาวะขาดวิตามินดีสูงมาก ยิ่งตรวจยิ่งเจอ และพบในทุกเพศทุกวัย เฉลี่ยคนไข้ 100 คน จะตรวจพบว่าคนไข้มีภาวะขาดวิตามินดีประมาณ 30-40% คน สาเหตุมาจากคนไทยกลัวแดดมากเกินไป ในความเป็นจริงแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า เมื่อซึมผ่านเข้าไปในผิวจนถึงชั้นผิวหนัง จะช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้ดีมาก จะช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ลดภาวะเสี่ยงการเป็นโรคกระดูกพรุนในอนาคต เมื่อเข้าสู้วัยผู้สูงอายุ

“การขาดวิตามินดี” เกี่ยวข้องกับโรคกระดูกพรุนอย่างไร หลายๆ คนคงสงสัยและเกิดคำถามมากมายว่า เพราะอะไรเราต้องออกกำลังกายช่วงแดดอ่อนๆ นพ.พีรพงษ์ สวัสดิพงษ์ให้ข้อมูลต่อว่า “วิตามินดี” มีประโยชน์มากมาย เป็นตัวช่วยดูดซึมแคลเซียมที่รับประทานเข้าไปเพื่อเสริมสร้างกระดูกและป้องกัน โรคกระดูกพรุน ยังมีประโยชน์อื่นๆ ที่คาดไม่ถึง เช่น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ อีกทั้งยังคลายความเครียดลดอาการโรคซึมเศร้า ได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อคนไทยเกิดภาวะขาดวิตามินดี แน่นอนว่า “กระดูกของเรา” จะไม่แข็งแรง เปราะบาง เกิดการหักได้ง่าย โดยปกติร่างกายจะสามารถสร้างเซลล์กระดูกที่ดีและแข็งแรงได้ถึงอายุ 30 ปี แต่หลังจากนี้ความหนาแน่นของมวลกระดูกจะค่อยๆ เสื่อมถอยลง และเมื่อเข้าสู่วัย60 ปี หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน กระดูกจะเปราะบางและหักง่าย มีการประมาณการว่าในปี 2568 จะมีผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักในประเทศไทยมากถึง 3 หมื่นกว่าราย และเพิ่มขึ้นปีละ 2% จนในอนาคตอีก 25 ปี อาจมีผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักมากถึง 5 หมื่นรายต่อปี โดยพบสัดส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า

“โรคกระดูกพรุน” เป็นเหมือนภัยเงียบ เพราะจะไม่แสดงอาการของโรคจนกว่าจะเกิดกระดูกหัก นพ.พีรพงษ์ เปิดเผยข้อมูลต่อว่า จากการศึกษาทางการแพทย์ เริ่มมีการศึกษาเรื่องกระดูกพรุน อย่างจริงจังในช่วง10-20 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่า “อาการกระดูกหัก เปราะบาง ในผู้สูงอายุและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน” คือ “โรคกระดูกพรุน” ที่สะสมมานานเป็นเวลาหลายสิบปี

“โรคกระดูกพรุน” เกิดจากการสลายของเนื้อกระดูกอย่างต่อเนื่อง ทำให้มวลกระดูกลดลง ส่งผลให้กระดูกไม่แข็งแรง เปราะบางทำให้มีโอกาสกระดูกหักผิดรูปได้ง่าย ระยะเวลาในการเกิดโรคหลายปี โดยปกติในร่างกายคนเราจะมีเซลล์สร้างกระดูกและเซลล์ทำลายกระดูก ที่ทำหน้าที่สร้างและสลายกระดูกอย่างสมดุลกัน โดยเซลล์สร้างกระดูกจะทำหน้านำแคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมมาใช้สร้างกระดูกให้แข็งแรง แต่เมื่อกระดูกได้รับบาดเจ็บหรือเสื่อมสภาพตามอายุ เซลล์ทำลายกระดูกก็จะทำหน้าที่ย่อยสลายกระดูกในส่วนนั้น เพื่อให้เซลล์สร้างกระดูกมาทำหน้าที่สร้างกระดูกใหม่ชดเชยกระดูกส่วนที่ถูกสลายไป

สำหรับ สัญญาณเตือนภัยของโรค ได้แก่ 1.ส่วนสูงลดลงมากกว่า 4 เซนติเมตรจากความสูงเดิม 2.หลังค่อมงุ้มลงเนื่องจากกระดูกสันหลังแตกยุบ 3.มีอาการปวดกระดูกเรื้อรัง 4.กระดูกข้อมือหรือกระดูกสะโพกหักง่าย โดยอาการนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ส่วนสาเหตุในการเกิดโรคกระดูกพรุน มีดังนี้ 1.การขาดวิตามินดี 2.การขาดแคลเซียม 3.พันธุกรรม หากในครอบครัวมี ปู่ย่า ตายาย ที่ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน จะส่งผลให้ลูกหลานในครอบครัวมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงขึ้น 4.เกิดจากการใช้ “ยา” บางชนิดที่ส่งผลให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง เช่น สเตียรอยด์ซึ่งใช้รักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคหอบหืด ยารักษาโรคกระเพาะอาหาร ยาต้านการแข็งตัวของโลหิต 5.การสูบบุหรี่ หรือการดื่มสุราเป็นประจำ

สำหรับวิวัฒนาการ “การรักษา” โรคกระดูกพรุน” ในปัจจุบัน ค่อนข้างจะทันสมัยมากขึ้นตามลำดับ โดยแพทย์จะเริ่มต้นการด้วยการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องเอกซเรย์สำหรับวัดความหนาแน่นของกระดูกโดยเฉพาะ ใช้ปริมาณรังสีเอกซเรย์ที่ต่ำกว่าการเอกซเรย์ทรวงอก และตรวจภาวะการขาดวิตามินดี เมื่อพบว่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แต่อาการของโรคอยู่ในระยะแรกเริ่ม แพทย์จะรักษาโดยการให้แคลเซียมและวิตามินดี ร่วมกับกระตุ้นให้ออกกำลังกาย แต่หากโรคกระดูกพรุนอยู่ในขั้นรุนแรงร่วมกับประเมินแล้วมีความเสี่ยงต่อกระดูกหักที่ส่งผล
กระทบต่อการดำเนินชีวิต แพทย์จะมีวิธีการรักษาดังนี้

1. การให้ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่มชี้เป้า โดยทานสัปดาห์ล่ะ 1 เม็ดหรือฉีดปีละ 1 ครั้ง

2. การฉีดยายับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก โดยยาชนิดนี้จัดเป็นโปรตีน คือเป็น monoclonal antibody ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานเซลล์สลายกระดูก ซึ่งจะฉีด 6 เดือน ต่อ 1 เข็ม

3. ฉีดฮอร์โมน “พาราไทรอยด์” ซึ่งสังเคราะห์เลียนแบบที่ร่างกายผลิตขึ้น ทุกวัน เพื่อกระตุ้นให้เซลล์สร้างกระดูกให้ทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น

ในตอนท้ายนพ. พีรพงษ์ กล่าว ว่าวิธีง่ายๆ ในการป้องกัน “โรคกระดูกพรุน” คือ 1.ออกกำลังกายกลางแจ้งในบริเวณที่มีแสงแดดอ่อนๆ สม่ำเสมอทุกวัน เน้นการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก 2.หากมีอาการปวดตามข้อหรือปวดกระดูกไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรรีบปรึกษาแพทย์ 3.รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมวัวชนิดไขมันต่ำหรือรับประทานแคลเซียมให้ได้ถึงวันละ 600 มิลลิกรัม หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม 4.งดการดื่มสุราและสูบบุหรี่ 5.ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เช่น ยาลูกกลอน เพราะอาจมีสเตียรอยด์ผสมอยู่ ทำให้เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ 6.ถ้าเป็นไปได้แนะนำตรวจวัดระดับวิตามินดีในร่างกายทุกๆปี หากพบว่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

‘มหกรรมสุขภาพดี วิถีชาวแรงงาน’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803450

‘มหกรรมสุขภาพดี วิถีชาวแรงงาน’

‘มหกรรมสุขภาพดี วิถีชาวแรงงาน’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมควบคุมโรค ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม“มหกรรมสุขภาพดีวิถีชาวแรงงาน” เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 2567

พร้อมเสริมสร้างความรู้และการตรวจคัดกรองสุขภาพให้กับคนวัยทำงานในการดูแลสุขภาพตามสิทธิประโยชน์ เพื่อให้คนวัยแรงงานทั้ง
ในระบบและแรงงานนอกระบบ นำความรู้ที่ได้รับไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ถูกต้อง เหมาะสม นำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน โดยมี นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นประธานเปิด พร้อมด้วย ดร.นพ.ยงเจือเหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม,อังคณา เมธากุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, นายแพทย์วีรพล กิตติพิบูลย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปทุมธานี,สุจินต์ ธำรงเทพพิทักษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัทสวนอุตสาหกรรม บางกะดี จำกัด,วราภรณ์ ตติปาณิเทพ, ศตกมล วรกุล ผู้บริหารศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ สำนักงานแรงงานจังหวัดปทุมธานี และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ณ ลานเซ็นเตอร์ ศูนย์การค้า เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ทั้งนี้ ประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในงานสามารถรับชมย้อนหลังผ่านทาง Facebook Live กรมควบคุมโรค และกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำความรู้ดีๆ จากกิจกรรมภายในงานไปปรับใช้ในการดูแลตนเองและครอบครัวให้ปลอดโรค ปลอดภัยจากการทำงานมีสุขภาวะ ที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป

คุณแหน : 9 พฤษภาคม 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803456

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● ถือเป็นเกียรติต่อประเทศไทยในโอกาสที่ Institute national des langues et civilizations orientales เชิญ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล บรรยายเรื่อง “สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ เรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย” ณ กรุงปารีส วันที่ 15 พ.ค. ณ Inalco, Maison de la recherche; Amphithéâtre Georges Dumézil, Paris…

●●ทวีศักดิ์ นิลวัชรมณี และ ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ต้อนรับ ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ที่นำคณะ Digital CEO #7 กว่า 80 คน ไปเยี่ยมศึกษาดูงาน
เทคโนโลยีต่างๆ ของกลุ่ม CDG group งานนี้เฉลิมพล โชตินุชิต, อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต,เพลินพิศ ศรีภพ, ฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ, ไพศาล หงษ์ทอง, ทองคำ เกตุโชติ, ผศ.ดร.ปริญญานาคปฐม, อโณทัย บุญยะลีพรรณ, ร.ท.กิตติคุณจารุวัฒนายนต์, สุวิทย์ เปานาเรียง, ธีระทัศน์เกิดช่วย, ไพโรจน์ ต้นศิริอนุสรณ์, โรจน์ปิติธรรมชูเวท, ธิดารัตน์ จันทร์ไทย, บุษยา บุญมีร่วมด้วย..

●● มูลนิธิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เชิญร่วมเป็นเจ้าภาพต้นไม้เพื่อใช้เวียนเทียนในวันวิสาขบูชา 22 พ.ค.2567 เพียงต้นละ 60 บาท ให้อากาศสะอาด ลดฝุ่น PM2.5 บริจาคได้ที่ กองทุนเจ้าภาพต้นไม้สร้างถิ่นรมณีย์ มูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ ธ.ไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 264-284369-6 ใบเสร็จไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้..

●● มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย เชิญชมรายการพิเศษ “น้ำใจ ช่วยไต” วันที่ 24 พ.ค.15.30-17.30 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ประธานก่อตั้ง และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธาน เชิญร่วมบริจาคบัญชีมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ธ.ไทยพาณิชย์สาขาศิริราช เลขที่ 016-2-72555-4 หรือบริจาคล่วงหน้าได้ที่ ดร.รัชนี เพิ่มพานิช ประธานอนุกก.ฝ่ายจัดหาทุน 02-4124090, ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ เลขาธิการ 02-4197187..

●● ผาติยุทธ ใจสว่าง รักษาการ ผอ.ใหญ่ บมจ.อสมท และปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมจัดงาน  Doraemon Run 2024 Thailand by MCOT สนามที่ 2 “Run on the beach”วิ่งยามเย็นริมหาดพัทยา จ.ชลบุรี 11 พ.ค. ส่วน Doraemon Run 2024 Thailand By MCOT สนามอื่นๆ อีก 3 สนาม ทั้ง นครราชสีมา-ภูเก็ต-เชียงใหม่ ติดตามรายละเอียดที่ PageFacebook : Doraemon Run Thailand..

●● ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กจก.บมจ. ทางยกระดับดอนเมือง เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” รุ่นที่ 42 พร้อมรับมอบโล่ในการบริจาคเงิน 5 แสนบาท เพื่อสนับสนุนโครงการฯ และการดำเนินการของมูลนิธิสานใจไทยสู่ใจใต้ จาก พลเอกสุรยุทธ์จุลานนท์ นายกมูลนิธิฯ ณ สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี..

●● สมาคมอัสสัมชัญ ขอแสดงความเสียใจในการจากไปของ ครูทวี สุวรรณทัต ครูธุรการและครูสตรีคนแรกของโรงเรียนอัสสัมชัญ สิริอายุ 98 ปี สวด 6-10 พ.ค. 18.30 น. ณ ศาลา 9 วัดธาตุทอง ฌาปนกิจ 12 พ.ค. 17.00 น.เมรุหลัง..

●● เจ้าสัวประยุทธ มหากิจศิริ วัย 80 อยากเพิ่มสีสันให้ชีวิตมีครบด้วยในทุกมาตรฐานที่ตั้งใจทำสิ่งใดต้องสำเร็จ ด้วยการเป็นนักร้อง หลังถูกปฏิเสธจากค่ายเพลงดัง 411 ที่เพิ่งรู้ว่าเป็นบ.ของลูกชาย เฉลิมชัย มหากิจศิริ จึงฟิตตัว แต่งเอง ร้องเอง เล่นเองกับเพลง MV “เทพบุตรในฝัน” สร้างความฮือฮาด้วยกระแส 9 วันยอดทะลุ 1 ล้านวิว คราวนี้ “ลูกกึ้ง” ชมว่าคุณพ่อแต่งเพลง ร้องเพลงได้ดี..●●

น้อง

ช้อปสนุก สุขใจ ได้กุศล กับ‘งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 57’ มหกรรมช้อปสินค้านานาชาติ 57 ประเทศทั่วโลก เพื่อการกุศลแห่งปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803457

ช้อปสนุก สุขใจ ได้กุศล กับ‘งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 57’  มหกรรมช้อปสินค้านานาชาติ 57 ประเทศทั่วโลก เพื่อการกุศลแห่งปี

ช้อปสนุก สุขใจ ได้กุศล กับ‘งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 57’ มหกรรมช้อปสินค้านานาชาติ 57 ประเทศทั่วโลก เพื่อการกุศลแห่งปี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กฤษณา จรรยาสกุลวงศ์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สำนักงานจัดหารายได้สภากาชาดฯ, จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผอ.สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดฯ

กลับมาอีกครั้งกับมหกรรมสินค้านานาชาติเพื่อการกุศลแห่งปี“งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 57”จัดโดยสภากาชาดไทย ร่วมกับ คณะภริยาทูตประจำประเทศไทยร่วมผนึกกำลังกับสถานทูต 57 ประเทศทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “ช้อปสนุกสุขใจ ได้กุศล” (Shop for a Cause) ระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2567 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน เวลา 10.00-20.00 น. และช้อปออนไลน์ได้ที่ www.iredcross.orgรายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย

มาดามปรัชญา สิงห์ ภริยา ออท.อินเดีย ประจำประเทศไทย, มาดามอแมนด้า เจน แมคโดนัล ประธานการจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต 2567

สำนักงานจัดหารายได้ Donation HUB “รับ” เพื่อ “ให้” ร่วมกับ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ได้จัดกิจกรรมแถลงข่าว “งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 57” ไปเมื่อเร็วๆ นี้ที่ Infinicity Hall, Paragon Cineplex ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมี นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย มาดาม อแมนด้า เจน แมคโดนัล ภริยาเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย และประธานคณะกรรมการจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2567พร้อมด้วย นางจันทร์ประภาวิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ และ มาดาม ปรัชญา ซิงห์ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดีย ประจำประเทศไทย และประธานจัดทำสลากคณะภริยาทูตประจำปี 2567 ร่วมงานแถลงข่าว ทั้งนี้ ภายในงานได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกช้อปสินค้าแบบ Pre-Sale ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดีจากนานาประเทศก่อนใครพิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้น

มาดามธานดิเว่ ดอริส ภริยา ออท.สาธารณรัฐแอฟริกาใต้, มาดามแอสเซ็มกุล อัสเซตอฟวา ภริยา ออท.สาธารณรัฐคาซัคสถาน และมาดามแคททรีน่า คริสทีน เชอรัน ภริยา ออท.มาเลเซีย

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้สภากาชาดไทย กล่าวถึงการจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 57 ว่า “การจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต เป็นกิจกรรมหารายได้ที่สภากาชาดไทยร่วมกับคณะภริยาทูตจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี 2510 เป็นต้นมา เพื่อส่งเสริมและสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นระหว่างสภากาชาดไทย คณะทูตานุทูตภริยาทูต สถานกงสุลต่างๆ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทยเพื่อนำไปใช้ดำเนินงานภารกิจในการบรรเทาทุกข์ บำรุง บำบัดโรค กำจัดภัยแก่ผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ในโอกาสนี้ สภากาชาดไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 57 ในวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 น. ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน”

สินค้าที่ระลึก กระเป๋าล้อลากจากสภากาชาดไทย

ด้าน มาดาม อแมนด้า เจน แมคโดนัล ภริยาเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย และประธานการจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2567 กล่าวเสริมว่า “การจัดงานออกร้านคณะภริยาทูตในปีที่ผ่านมาเราสามารถระดมเงินรายได้จากการจำหน่ายสินค้าภายในงาน บัตรเข้าชมงาน และสลากคณะภริยาทูต จำนวน 10 กว่าล้านบาทโดยได้จัดสรรมอบเงินรายได้เพื่อการนำไปช่วยเหลือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในประเทศไทยไว้หลากหลายโครงการ ได้แก่ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ไฟไหม้น้ำร้อนลวกแห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ, ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ (เพื่อโรคมะเร็งเต้านม), ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ, โครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย, โครงการศัลยกรรมตกแต่งแก้ไขปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการอื่นๆ, โครงการ 100 ปี100 ดวงตา ผ่าตัดต้อกระจกเพื่อผู้ยากไร้ และมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานในครั้งนี้จะได้รับการช่วยเหลือจากประชาชนในการมาร่วมเที่ยวชมงาน สนับสนุนการซื้อสินค้าและสลากคณะภริยาทูตเหมือนดังเช่นทุกๆ ปี”

ปีนี้การจัด “งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 57” นี้ มีตัวแทนจากประเทศต่างๆ ให้ความสนใจร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้ากว่า 57 ประเทศทั่วโลก ประกอบด้วยสินค้าพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์จากทั่วทุกมุมโลกในราคาสุดพิเศษ อาทิ อาหาร, สินค้าอุปโภค-บริโภค, เสื้อผ้า, เครื่องประดับ,ของตกแต่งบ้าน และอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีสินค้าอุปโภคแบรนด์ยอดนิยมสำหรับคุณแม่บ้านจากสหรัฐอเมริกา, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากกุหลาบบัลแกเรีย, เจลอาบน้ำ โลชั่นยอดนิยมจากสเปน, อาร์แกนออยล์บริสุทธิ์ จากโมร็อกโก, ผ้าแคชเมียร์ เสื้อ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เครื่องหนังจากมองโกเลีย, เครื่องแก้วจากสาธารณเช็ก, สินค้าพื้นเมืองจากปากีสถาน เนปาล ศรีลังกา เม็กซิโก มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน รวมถึงสินค้าจากร้านโครงการในพระราชดำริ,สินค้า OTOP จากประเทศไทยโดยในปีนี้มีประเทศใหม่ที่เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าเป็นปีแรก คือ ประเทศออสเตรีย และซาอุดีอาระเบีย

นอกจากการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองของสถานทูตประเทศต่างๆ แล้ว สภากาชาดไทยได้นำสินค้าที่ระลึกมาจำหน่าย อาทิ การจำหน่ายกระเป๋าล้อลาก ราคาใบละ 500 บาท สลากคณะภริยาทูต ราคาใบละ 50 บาท ให้ได้ร่วมทำบุญและลุ้นรับของรางวัลมากมาย โดยจะทำการจับผลรางวัลในวันสุดท้ายภายในงานออกร้านคณะภริยาทูต ณ พารากอน ฮอลล์ ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2567 เวลา 17.00 น. สามารถตรวจผลรางวัลสลากได้ที่ Facebook fanpage :งานออกร้านคณะภริยาทูต และ Redcrossfundraising และเว็บไซต์ www.iredcross.org

การเปิดจำหน่ายบัตรเข้างานในราคาพิเศษ Early Bird 40 บาท (จากราคา 50 บาท) การจำหน่ายสลากคณะภริยาทูตในรูปแบบออนไลน์ และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านระบบ E-Commerce ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่องทางใหม่ที่เปิดกว้างให้ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ที่อยู่อาศัยจากทั่วทุกมุมโลกสามารถร่วมบุญกับสภากาชาดไทยได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ งานออกร้านคณะภริยาทูตในปีนี้ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากภาครัฐ และภาคเอกชนต่างๆ เช่น บริษัท เฮอริเทจ สแน็ค แอนด์ ฟู้ด จำกัด, บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด, บีกริม, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด, บริษัท พีเอ็ม 80จำกัด, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), โรงพยาบาลกรุงเทพ, ดีดีเอส เมย์แฟร์ คลีนิค, บริษัท แอตเคอลิเยร์ พิจิตรา จำกัด, บริษัท แคชเมียร์ อาร์ทิชาณน์ จำกัด

ร่วมยินดี! นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 14

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803435

ร่วมยินดี! นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 14

ร่วมยินดี! นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 14

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.34 น.

นายกิตติคม สุทธิวงศ์ นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 14 หรือ(พตส.14 ) ซึ่งจัดอบรมโดย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มอบหมายให้บุตรชาย นายสุขธนัท สุทธิวงศ์ จากบ.101 พาเวอร์ ผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เข้าร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อน พตส.14 คุณณัชพร (มาดามเค็ง)วรรณะเอี่ยมพิกุลและครอบครัว ที่ได้เปิดโรงงาน บ. ไพลิน เลเซอร์ เมทเทิล ยักษ์ใหญ่ด้านบริการแผ่นโลหะครบวงจร แห่งที่2 พร้อมเครื่องจักรที่ทันสมัยขนาดใหญ่ ซึ่งโรงงานสาขานี้ จะเป็นศูนย์กลางเพื่อบริการงานด้านงาน CNC Machining Center ที่ใหญ่มาก สามารถรองรับงานได้ทั้งลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ ณ โครงการชุมนุมทรัพย์ จ.ปทุมธานี

หลายองค์กรร่วมจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายสมเด็จพระพี่นาง เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803432

หลายองค์กรร่วมจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายสมเด็จพระพี่นาง เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

หลายองค์กรร่วมจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายสมเด็จพระพี่นาง เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.24 น.

สมาคม มูลนิธิ และองค์กรในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติปีที่ 101 เพื่อถวายความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์วิศิษฎ์ สิตปรีชา  รองประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กรรมการบริหารและอนุกรรมการมูลนิธิโรคไต แห่งประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิ สมาคม และองค์กรในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์     จัดพิธีบำเพ็ญกุศล ถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ ปีที่ 101 ณ ห้องประชุมสลากกินแบ่งรัฐบาล ตึกกัลยาณิวัฒนา โรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมระลึกถึงพระกรุณาธิคุณ ที่ได้พระราชทานแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยจะนำปัจจัยที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาค มอบให้โรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาประชาชนต่อไป

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นพระธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 และทรงเป็นสมเด็จพระปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์โครงการต่างๆ หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์และการสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่นๆ จึงทรงเป็นที่รักเทิดทูนของปวงชนชาวไทยทั่วไป กับทั้งยังมีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน ด้านการกีฬา และด้านการถ่ายภาพอย่างยิ่ง  ในปีพุทธศักราช 2566 วาระครบ 100 ปีประสูติ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณ ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและคณิตศาสตร์ และด้านวัฒนธรรม

-(016)