นายกฯ สั่งตั้ง War room ติดตามไฟไหม้ มาบตาพุดแทงค์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574410

09 พ.ค. 2567

17:57 น.

นายกฯ สั่งตั้ง War room ติดตามไฟไหม้ มาบตาพุดแทงค์

นายกฯ สั่งตั้ง War room ติดตามไฟไหม้ มาบตาพุดแทงค์ สั่งการตรงแก้ไขปัญหาทันท่วงที มีประสิทธิภาพ พื้นที่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 อพยพคนออกจากพื้นที่

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานการณ์เพลิงไหม้ถังเก็บวัตถุดิบ TK-1801 Pyrolysis Gasoline ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด บริเวณท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง จ.ระยอง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้ทราบเหตุการณ์และติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานและสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้ติดตามการระงับเหตุ รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน เข้าควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ 

ภายหลังเกิดเหตุ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระยอง ได้ร่วมกับหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจิตอาสา อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ศูนย์ตอบโต้ NPC และทีมงานจากเครือ SCG ระดมสรรพกำลังเข้าปฏิบัติการควบคุมเพลิงและดับไฟ รวมถึงให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ โดยในพื้นที่ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินที่ระดับ 2 และสั่งประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการควบคุมไฟ เฝ้าระวังไม่ให้เกิดลุกลาม รวมทั้งเร่งอพยพประชาชนให้ออกไปยังที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด 

มีการเปิด War Room ศูนย์ประสานเหตุการณ์ในการระงับเหตุ ซึ่งทางจังหวัดระยอง ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 แล้ว และเร่งอพยพคนในพื้นที่ ทั้งพนักงาน และสถานประกอบการโรงงานทุกแห่งในพื้นที่เกิดเหตุ ให้ออกจากพื้นที่โดยด่วน ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการควบคุมเพลิงไหม้ ทั้งการใช้รถดับเพลิงและโฟม พร้อมกับเฝ้าระวังถังเก็บสารเคมีฯ ไม่ให้ลุกลามเพิ่มเติม ควบคู่กับการอพยพประชาชนให้ออกไปยังพื้นที่ปลอดภัย ในส่วนผู้บาดเจ็บได้นำส่งโรงพยาบาลและอยู่ในความดูแลของแพทย์เรียบร้อยแล้ว ขณะที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้สั่งการตรวจสอบสาเหตุและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งให้บริษัทฯ ตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างถังสารเคมีฯ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเร่งด่วน และจัดทำมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

“นายกรัฐมนตรีห่วงใย สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าช่วยเหลือดูแล อพยพประชาชนที่พักอาศัยบริเวณใกล้เคียง ไม่ให้ได้รับอันตรายและผลกระทบ ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ กำชับให้แก้ไขสถานการณ์โดยด่วน พร้อมให้หามาตรการป้องกันและควบคุมให้รัดกุมยิ่งขึ้น ไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเช่นนี้อีก” นายชัย กล่าว

เทศบาลเมืองมาบตาพุด ได้แจ้งประชาสัมพันธ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอพยพไปยังจุดปลอดภัย ได้แก่ 1. โรงเรียนมาบตาพุดพิทยาคาร 2. โรงเรียนบ้านมาบตาพุด และ 3. หาดน้ำริน บ้านฉาง และขอให้หลีกเลี่ยง 5 เส้นทาง ได้แก่ 1. ถ.สุขุมวิท 2. เส้นทางเข้าตลาดลาว 3. เส้นทางปกรณ์สงเคราะห์ 4. เส้นทางจากหนองแฟบ และ 5. ถ.เลียบชายหาดสุชาดา

เพื่อไทยรุก ‘อนุทิน-เนวิน’ กลืนเลือด ‘กัญชา’ ขาลงตามเกมนายใหญ่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574400

09 พ.ค. 2567

17:18 น.

เพื่อไทยรุก ‘อนุทิน-เนวิน’ กลืนเลือด ‘กัญชา’ ขาลงตามเกมนายใหญ่

เกมเดินเร็ว อนุทิน-เนวิน ถอย กัญชากลับเป็นยาเสพติด พท.รุกปราบยาบ้า-กัญชาเสรี ภท.กลืนเลือด ดันกฎหมายคุมสายเขียวไม่สำเร็จ

สถานการณ์กัญชาในวันนี้ ต่างจากปี 2562 ที่เนวิน ชิดชอบ บูมกัญชาเสรีสถานการณ์กัญชาในวันนี้ ต่างจากปี 2562 ที่เนวิน ชิดชอบ บูมกัญชาเสรี

นายใหญ่รุก อนุทิน ถอย กัญชากลับเป็นยาเสพติด เพื่อไทยชิงเก็บแต้มปราบยาบ้า-กัญชาเสรี ภูมิใจไทยกลืนเลือด หลังกฎหมายไม่สำเร็จ

ดับฝันเนวิน ดันแคลิฟอร์เนียโมเดล เหตุปลดล็อกกัญชาเร็วเกินไป กฎ หมายไม่พร้อม กระแสตีกลับ ชาวบ้านต้านสายเขียวเสรี

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะประชุมหารือการแก้ไขปัญหายาเสพติด ร่วมกับ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายก รัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย, สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข และทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม 

ในวงประชุมวันนั้น นายกฯเศรษฐา สั่งการขอให้กระทรวงสาธารณ สุขแก้ไขประกาศกระทรวง โดยดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 และเร่งออกกฎกระทรวงอนุญาตให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น

วันถัดมา รองนายกฯอนุทิน ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า ถ้าวันนี้ มีข้อมูลใหม่ ถ้ามีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กัญชาเป็นยาเสพติดที่อันตราย ก็ต้องรับฟังและพิจารณา

รองนายกฯอนุทิน ย้ำว่า หากมีการดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดจริง ก็ไม่กระทบต่อฐานเสียงพรรคภูมิใจไทย 

นับแต่รัฐบาลประยุทธ์ปลดล็อกกัญชา เมื่อ 9 มิ.ย.2565 มีการออกกฎกระทรวงสาธารณสุขให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม แต่ที่มาผ่านก็เป็นการควบคุมแบบครอบจักรวาล

เนื่องจากการปลดล็อกกัญชาที่เร็วเกินไปได้สร้างช่องว่างในการกำกับดูแลจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งผลให้มีการใช้กัญชาเชิงสันทนาการ หรือกัญชาเสรี จนทำให้ประชาชนทั่วไปมองว่า เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายขึ้น

ดับฝันกัญชาเสรี

ย้อนไปเมื่อต้นปี 2562 พรรคภูมิใจไทย เปิดตัวผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายเนวิน ชิดชอบ เป็นผู้นำเสนอนโยบายกัญชาเสรี

วันนั้น ศักดิ์สยามบอกว่า กัญชาเพื่อปากท้อง เป็นแนวคิดของเนวิน “..ที่ผมพูดคือสิ่งที่พี่เนวินทำ ทำในสิ่งที่คนไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้”

แคลิฟอร์เนียโมเดล กัญชาพืชเศรษฐกิจ เป็นแนวทางที่ภูมิใจไทยนำมาประยุกต์หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากชาว บ้านจำนวนไม่น้อย

ต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทย แทบจะเก็บพับนโยบายกัญชาเสรี ไม่มีการนำมาหาเสียงอย่างครึกโครมเหมือนเก่า

เหตุที่ค่ายสีน้ำเงิน ไม่บูมนโยบายกัญชา เพราะมีกระแสตีกลับจากกลุ่มผู้ปกครองที่รับไม่ได้กับลูกหลานพากันเสพกัญชา เหมือนเสพยาบ้า 

อีกด้านหนึ่ง พ.ร.บ.กัญชง กัญชา พ.ศ…ของพรรคภูมิใจไทย ถูกตีตกในสภาฯ ทำให้การปลดล็อกกัญชา ไม่มีกฎหมายรองรับ ถือว่าเป็นความล้มเหลวของพรรค จึงไม่อยากขายนโยบายนี้ 
 

กัญชง-กัญชาขาลง

ในวันที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข ได้ปลดล็อกกัญชง กัญชาออกจากยาเสพติด ประชาชนปลูกกัญชาได้ในครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ รวมถึงจัดจำหน่ายกัญชาที่มีสาร THC ไม่เกิน 0.2% ซึ่งไม่ถือเป็นยาเสพติดให้โทษได้ 

ปีที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า ร้านจำหน่ายกัญชามากกว่า 20,000 ร้านทั่วไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมกัญชา-กัญชง ในปี 2567 จะมีมูลค่าถึง 36,525 ล้านบาท 

เมื่อรัฐบาลเศรษฐา จะออกประกาศดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ย่อมทำให้อุตสาหกรรมกัญชาสั่นสะเทือน ตั้งแต่ผู้ผลิตต้นน้ำ ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงผู้ใช้กัญชา

อันที่จริง ช่วงต้นปี 2567 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต รมว.สาธารณสุข ได้วางไทม์ไลน์จะออกกฎหมายห้ามการจำหน่ายและใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ภายในสิ้นปี 2567 และอนุญาตเฉพาะการใช้กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ภูมิใจไทย และรองนายกฯอนุทิน ก็พอจะประเมินได้ว่า พรรคเพื่อไทยเอาแน่ ไม่เอากัญชาเสรี จึงพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์

จังหวะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีสาธารณสุข ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นสมศักดิ์ เทพสุทิน นายกฯเศรษฐา จึงชิงรุกดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติด เพื่อตอบสนองเสียงเรียกร้องของประชาชนให้จัดการปราบยาบ้าและกัญชาอย่างเด็ดขาด

‘ภูมิธรรม’ เล็งปล่อยประมูลข้าว 10 ปี ส่งออกแอฟริกา ยกกอง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574394

09 พ.ค. 2567

16:23 น.

‘ภูมิธรรม’ เล็งปล่อยประมูลข้าว 10 ปี ส่งออกแอฟริกา ยกกอง

‘ภูมิธรรม’ เล็งปล่อยประมูลข้าว 10 ปี ส่งออกแอฟริกา ยกกอง ยืนยันคุณภาพข้าวผ่านมาตรฐาน แม้สีจะเปลี่ยน แต่ละรับประทานได้

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการออกมาแสดงความเป็นห่วงข้าวหอมมะลิในโครงการรับนำจำข้าว อาจมีสารปนเปื้อนทำให้เกิดมะเร็งได้ว่า ตนเองได้พิสูจน์ให้เห็นในขั้นตอนแรกว่า สภาพกายภาพข้าวยังอยู่ดี แม้สีจะเปลี่ยนไปบ้าง คุณภาพไม่เหมือนข้าวใหม่ และสามารถรับประทานได้ จึงขออย่าดรามาเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเพียงการสรุปสภาพทางกายภาพของข้าว และหากใครต้องการจะตรวจสอบ ก็สามารถมาตรวจสอบได้ และในการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว ก็มีทั้งสื่อมวลชน ข้าราชการ รวมถึงเซอเวย์เยอร์ ที่เป็นผู้ลงทะเบียนตรวจข้าวไปต่างประเทศที่ต่างชาติยอมรับตามมาตรฐาน รวมถึงผู้ส่งออก และโรงสีต่าง ๆ ที่มั่นใจว่า สามารถทำได้ และพร้อมประมูล ซึ่งในกระบวนการส่งออก เอกชนมีขั้นตอนในการปรับปรุงข้าว 

ส่วนจำเป็นจะต้องให้สาธารณสุข หรือนักวิชาการใด ๆ ตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม ชี้แจงว่า ให้เป็นไปตามกระบวนการ เพราะการวิจารณ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ กับข้าวกว่า 150,000 กระสอบ พร้อมยืนยันว่า ตนเองไม่ได้ท้าทายใคร เพียงแต่ต้องการพิสูจน์ที่ตนควรจะทำ เพื่อเตรียมเปิดประมูลให้ได้ราคาในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ และหากยังดรามากันไม่จบก็กังวลว่า จะไม่สามารถประมูลได้ 

นายภูมิธรรม ยังขอให้เชื่อว่า ประเทศที่รับซื้อ หรือผู้ค้า-ผู้ส่งออก เจ้าของโรงสี ไม่นำข้าวเน่าไปขายแน่นอน และหากจะขายต้องมั่นใจ มิเช่นนั้น ขายไปแล้วก็จะไม่มีใครมาซื้ออีก และประเทศที่รับซื้อ ก็จะต้องตรวจสอบรับอย่างเต็มที่ จึงขออย่าดรามาไปมากกว่านี้ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ตนก็เคารพ เพราะตนได้ทำตามขั้นตอนกระบวนการแรกเสร็จสิ้นแล้ว 

ส่วนข้าวดังกล่าวจะประมูลเพื่อการส่งออกเพียงอย่างเดียว หรือประมูลเพื่อจำหน่ายบริโภคในประเทศนั้น นายภูมิธรรม ชี้แจงว่า ส่งออกอย่างเดียวก็ไม่พอแล้ว โดยเฉพาะในตลาดแอฟริกา 15,000 ตัน จึงจะต้องเป็นการประมูลยกกองทีเดียว ไม่แบ่งขายในประเทศหรือนอกประเทศ 

นายภูมิธรรม ยังชี้แจงกรณีที่เคยมีผู้ชนะการประมูลข้าวดังกล่าวไปแล้ว แต่ไม่มานำข้าวออกไปว่า เกิดขึ้นจริง 4-5 ครั้งแล้ว เพราะราคาข้าวในครั้งนี้สูงมาก เมื่อประมูลแล้ว ราคากลับตก หากรับไปก็จะต้องขาดทุน ดังนั้น จึงเกิดการฟ้องร้องกัน โดยองค์การคลังสินค้า ยังอยู่ระหว่างการฟ้องร้อง จึงยืนยันว่า ที่ผู้ประมูลทิ้งข้าว ไม่ใช่เพราะข้าวเน่า แต่เพราะราคาข้าวในปีดังกล่าวตก และการประมูลในครั้งนี้ ตนก็จะเขียนกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนให้ผู้ที่ให้ราคาสูงสุด 5 อันดับแรก มีสิทธิชนะการประมูลข้าว เผื่อกรณีที่มีผู้สละสิทธิ์  และสามารถไปตรวจสอบคุณภาพข้าวก่อนได้ ซึ่งข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวนี้ ไม่มีค้างข้างสต๊อกในโครงการรับจำนำข้าวแล้ว และโกดังดังกล่าวที่ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ก็เป็นเพียง 2 โกดังสุดท้ายที่เหลือ

‘กรมประมง’ลงแขกลงคลอง ไม่หยุด จับจริง‘ปลาหมอคางดำ’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803688

‘กรมประมง’ลงแขกลงคลอง ไม่หยุด จับจริง‘ปลาหมอคางดำ’

‘กรมประมง’ลงแขกลงคลอง ไม่หยุด จับจริง‘ปลาหมอคางดำ’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.48 น.

‘กรมประมง’ลงแขกลงคลอง ไม่หยุด จับจริง‘ปลาหมอคางดำ’

9 พฤษภาคม 2567 กรมประมงและประมงจังหวัดสมุทรสงคราม จัดกิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” ครั้งที่ 3 เดินหน้าต่อเนื่องแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำและลดผลกระทบต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนในชุมชนและเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นายบัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า กรมประมง เดินหน้าต่อเนื่องในการจัดกิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” กำจัดปลาหมอคางดำ ตามนโยบายของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำและพร้อมยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อบูรณาการการดำเนินงานอย่างเป็นระบบด้วยการผนึกกำลังความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน ให้การดำเนินงานอย่างจริงจังและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ในวันนี้ เป็นการจัดกิจกรรม ลงแขก-ลงคลอง ครั้งที่ 3 ณ คลองหมื่นหาญ หมู่ 6 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม มีเป้าหมายในการหยุดวงจรการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำสาธารณะในจังหวัดตลอดจนช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและลดการทำลายสัตว์น้ำพื้นถิ่น โดยมีการเลือกใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำอย่างเหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจังหวัดสมุทรสงครามตั้งเป้าจะจัดกิจกรรมนี้เป็นประจำทุกเดือนตลอดปี 2567

“การลดปริมาณปลาหมอคางดำในจังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด คือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี และกรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมประมงขับเคลื่อนอย่างจริงจัง และให้ระดมสรรพกำลังมาร่วมกันแก้ไขให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ ช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ให้กับคืนสู่แหล่งน้ำในระยะยาว” นายบัณฑิต กล่าว

นายบัณฑิต กล่าวว่า จากการจัดกิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” 2 ครั้งที่ผ่านมา สามารถจับปลาได้เกือบ 700 กิโลกรัม โดยส่งต่อไปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น ปุ๋ยชีวภาพ เมนูอาหารและผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ข้าวเกรียบ ไส้อั่ว น้ำปลา ปลาแดดเดียว ฯลฯ เพื่อเป็นต้นแบบการส่งเสริมให้ชุมชนจับและแปรรูปปลาหมอคางดำนำไปสร้างเป็นรายได้ ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนเรียนรู้วิธีจัดการและอยู่ร่วมกับปลาหมอคางดำได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดการแพร่ระบาดไปในพื้นที่ต่าง ๆ

สำหรับมาตรการในการลดและควบคุมปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ประกอบด้วย 1.พัฒนาเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดปลาหมอคางดำ 2.ปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพง ปลาอีกง ต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2567 มีเป้าหมายปล่อยปลาผู้ล่า 154,000 ตัว 3.นำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เช่น ผลิตปลาป่น นำไปเป็นเหยื่อสำหรับเลี้ยงปลากะพงขาวและทำน้ำหมักชีวภาพ 4. สำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชนที่มีลำน้ำเชื่อมต่อกับจังหวัดที่มีการแพร่ระบาด 5.สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำให้กับชุมชนสร้างความพร้อมในการป้องกันและรับมือการแพร่ระบาด และ 6. ติดตาม ประเมินผล และบริหารโครงการ เพื่อนำสู่การพัฒนาแผนการกำจัดปลาหมอคางดำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

รองปลัดฯนำทีมร่วม ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ยางพาราในระยะ20ปี ปรับข้อมูลโครงการฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803535

รองปลัดฯนำทีมร่วม  ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์  ยางพาราในระยะ20ปี  ปรับข้อมูลโครงการฯ

รองปลัดฯนำทีมร่วม ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ยางพาราในระยะ20ปี ปรับข้อมูลโครงการฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ขับเคลื่อน : นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี ครั้งที่ 1/2567 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบทบทวนแผนงาน/โครงการ ตามแผนปฏิบัติการด้านยางพารา 2566-2580 และเสนอให้ปรับเพิ่มข้อมูลในบางโครงการ

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายณกรณ์ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยสามารถสรุปผลการประชุมดังนี้ 1.ที่ประชุมมีมติรับรองรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี ครั้งที่ 4/2566 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566

2.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการทบทวนแผนงาน/โครงการ ตามแผนปฏิบัติการด้านยางพารา พ.ศ.2566-2580 ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีการปรับชื่อโครงการ ตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย และงบประมาณ ให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการ และมีการยกเลิกและเพิ่มโครงการทดแทนที่สำคัญที่สามารถตอบตัวชี้วัดตามยุทธศาสตร์ ในปีงบประมาณ 2567 ได้ และ 3.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านยางพารา พ.ศ.2566-2580 ไตรมาสที่ 1/2567 โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อนโครงการ/กิจกรรมที่ยังมีผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนงาน และมีข้อเสนอแนะให้ปรับเพิ่มเติมข้อมูลในบางโครงการ เช่น การปรับเพิ่มตัวชี้วัดด้านคุณภาพในโครงการจัดตั้งตลาดกลางไม้ยางพารา รวมถึงการปรับปรุงข้อความบางส่วนให้ถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์

‘ธรรมนัส’ทำปุ๋ยที่แม่แจ่ม แก้ปัญหาเผาในพื้นที่การเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803534

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “โครงการรณรงค์การทำปุ๋ยหมักจากซังข้าวโพดและเศษพืช เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน และลดปัญหาหมอกควัน และ PM2.5” ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีนายเศรษฐเกียรติ

กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่บ้านต่อเรือ หมู่ 2 ต.ช่างเอิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.เพื่อปลุกจิตสำนึก และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้ทราบถึงประโยชน์จากการทำปุ๋ยหมัก จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 2.เพื่อสาธิตวิธีการทำปุ๋ยหมักที่ถูกต้องและเหมาะสมให้แก่เกษตรกร เป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน 3.เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนทัศนคติ งดการเผา และนำวัสดุที่เหลือใช้จากไร่นามาเป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต และ 4.เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ลดหมอกควัน บรรเทาภาวะโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน มีนโยบายให้จัดทำปุ๋ยหมักกองใหญ่ขึ้นในพื้นที่ซึ่งมีปริมาณเศษวัสดุทางการเกษตรมาก เพื่อให้ประโยชน์ทั้งในเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน และการป้องกันแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ช่วยลดหมอกควันและฝุ่นละออง โดยมีแผนการรณรงค์นำร่องในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เนื่องจากมีพื้นที่ในการปลูกข้าวโพดจำนวนมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบปัญหาการเผาเศษวัสดุก่อนการเพาะปลูกพืช เป็นปัญหาที่สำคัญของ จ.เชียงใหม่ เพราะหากเกิดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยการดำเนินการครั้งนี้จะใช้ผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน สารเร่งพด.1 ช่วยในการย่อยสลายเศษพืชและเศษวัสดุให้เกิดการหมักที่รวดเร็วให้เป็นปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพในการนำไปใช้ปรับปรุงดิน ให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ดี ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและแร่ธาตุในดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรลดการพึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต และส่งผลช่วยให้ลดภาวะหมอกควันที่เกิดจากการเผาเศษวัสดุการเกษตร ลดปัญหาต่อชุมชน และทำให้สภาวะแวดล้อมดีขึ้น

“นอกจากการรณรงค์ไม่ให้มีการเผาในพื้นที่การเกษตรแล้ว ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการนำเศษวัสดุทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ อีกทั้งยังมอบหมายกรมปศุสัตว์ รับซื้อวัสดุทางการเกษตรดังกล่าว เพื่อนำมาเป็นอาหารสัตว์ถือเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้เกษตรกร”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้ช่วยฯลงพื้นที่สุรินทร์มอบโค-กระบือ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803532

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายไชยา พรหมา อดีตรมช.เกษตรฯ ให้ติดตามภารกิจตามนโยบายกระทรวงฯ จ.สุรินทร์ โดยนายคุณากร เป็นประธานพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ที่สนามกีฬาบ้านอาคต หมู่ 5 ต.บุแกรง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และช่วยเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้งาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีการมอบโค 108 ตัว แก่เกษตรกร 108 ราย และมอบเวชภัณฑ์ 5 ชุด (ยารักษาโรคและแร่ธาตุสำหรับเลี้ยงสัตว์) รวมถึงท่อนพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ 5 ชุด และต้นหม่อนไหมพันล้านแก้จนคนสุรินทร์ 2,800 ต้น แก่ตัวแทนเกษตรกรนำไปแจกจ่ายในการทำเกษตรต่อไป

จากนั้นนายคุณากร เดินทางถึงโรงเรียนบ้านจอมพระ ต.จอมพระ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ เพื่อเป็นประธานเปิดโครงการ Kick off รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และโครงการฝึกอบรมเพื่อสร้างและพัฒนาศักยภาพอาสาปศุสัตว์ต้านโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2567 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี จึงดำเนินงานจัดอบรมให้ความรู้เจ้าหน้าที่ เพื่อส่งต่อความรู้สู่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทย ซึ่ง อ.จอมพระ เห็นความสำคัญของโครงการนี้และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยนายคุณากร ได้มอบเกียรติบัตรให้กับผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ได้แก่ โรงเรียนบ้านจอมพระ และเทศบาลจอมพระ รวมถึงมอบอุปกรณ์ฉีดวัคซีนแก่อาสาปศุสัตว์ 5 ชุด อาหารสุนัข 5 ชุด และมอบพันธุ์ปลาให้ตัวแทนเกษตรกรด้วย

เกษตรฯโชว์ผลงานเจ๋ง ยางพาราราคาพุ่งสูงสุดใน7ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803533

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงสถานการณ์ซื้อขายยางพาราผ่านสำนักงานตลาดกลางยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พุ่งทะลุ 90 บาทแล้ว ซึ่งราคาซื้อขายยางแผ่นรมควันอยู่ที่ 90.09 บาท/กิโลกรัม ถือเป็นราคาสูงที่สุดในรอบ 7 ปี 1 เดือน โดยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะยังคงอยู่ในทิศทางแนวโน้มขาขึ้นต่อไป ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท.มุ่งดำเนินงานสนับสนุนให้เกิดการสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา นอกเหนือจากการผลิตยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา โดยสร้างแหล่งรายได้ให้กับเกษตรกร ผ่านกระบวนการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม เป็นฐานการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร เพื่อบรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ ตามนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ได้ในปี ค.ศ.2065

ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรที่ขายคาร์บอนเครดิตในสวนยาง หากคำนวณจากพื้นที่สวนยางในประเทศที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ทั้งหมดกว่า 20 ล้านไร่ สามารถช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 80 ล้านตัน ใช้สูตรการคำนวณแอลโลแมตรีตามที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำหนดคิดเป็นรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต รวมมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท(ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตเฉลี่ย 300 บาท/ตัน)

‘พัชรวาท’มอบ’กรมทรัพยากรน้ำ’เร่งบรรเทาแล้งให้เกษตรกร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803424

'พัชรวาท'มอบ'กรมทรัพยากรน้ำ'เร่งบรรเทาแล้งให้เกษตรกร

‘พัชรวาท’มอบ’กรมทรัพยากรน้ำ’เร่งบรรเทาแล้งให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.11 น.

“พัชรวาท”มอบ“กรมทรัพยากรน้ำ”เร่งบรรเทาแล้งให้เกษตรกร กู้ชีพพืชเศรษฐกิจ เล็งชง 4 โครงการ ของบฯ 68 กักเก็บน้ำฤดูแล้งแก้ปัญหาครอบคลุม

จากกรณีจังหวัดจันทบุรีที่ประสบภัยแล้ง ส่งผลให้ชาวสวนทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง และพืชอื่นๆ ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ล่าสุด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ในการดำเนินมาตรการรับมือภัยแล้ง โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 6 เข้าตรวจสอบและดำเนินการบรรเทาภัยแล้งให้แก่ประชาชน

หลังจากรับนโยบาย พล.ต.อ.พัชรวาท ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา กรมทรัพยากรน้ำ ได้เข้าไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 30 นิ้ว บริเวณฝายน้ำล้นคลองทัพนคร (ทุ่งผี) หมู่ที่ 6 ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี การสูบน้ำครั้งนี้เป็นประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรกว่า 9,500 ไร่ ครัวเรือนได้รับประโยชน์ 875 ครัวเรือน สามารถบรรเทาภัยแล้งให้ประชาชนในพื้นที่ ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก ขณะเดียวกันได้เตรียมแผนการจัดทำโครงการของบประมาณประจำปี พ.ศ.2568 จำนวน 4 โครงการในพื้นที่ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี คือ โครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นบ้านทุ่งผี พร้อมระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หมู่ 8 โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ทุ่งตาโชติ  โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บ้านคลองเวฬุ และโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำคลองธรรมชาติ  ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) หากทั้ง 4 โครงการได้รับงบประมาณจะก่อให้เกิดการเก็บน้ำในปริมาณที่มากขึ้น สามารถกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนและมีน้ำเพียงพอไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง อีกทั้งส่งเสริมให้ประชาชนจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ทำงานร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้ช่วยกันดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเหตุภัยแล้ง มายังศูนย์ภัยแล้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ผ่านสาย Green Call 1310 กด 5 เพื่อให้เจ้าหน้าที่รับดำเนินการแก้ปัญหาอย่างทันที

– 006

‘ธรรมชาติทรายแก้ว’ ตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีผลิตแร่คุณภาพสูง มุ่งใช้พลังงานสะอาดรับเทรนด์โลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803657

‘ธรรมชาติทรายแก้ว’ ตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีผลิตแร่คุณภาพสูง มุ่งใช้พลังงานสะอาดรับเทรนด์โลก

‘ธรรมชาติทรายแก้ว’ ตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีผลิตแร่คุณภาพสูง มุ่งใช้พลังงานสะอาดรับเทรนด์โลก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.40 น.

เหมืองแร่ธรรมชาติทรายแก้วโชว์เทคโนโลยีกระบวนการผลิตทันสมัยแยกแร่เหล็กออกจากทรายแก้วเพื่อให้ได้ทรายแก้วคุณภาพสูงด้วยกรรมวิธีDouble Spirals พร้อมส่งห้อง Lab ตรวจสอบมาตรฐานก่อนส่งมอบให้ลูกค้าเพื่อความมั่นใจ ตั้งเป้าอนาคตเตรียมพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อลดต้นทุนพลังงาน มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน

นายวัลลภ การวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธรรมชาติทรายแก้ว จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายทรายแก้วคุณภาพดี กล่าวว่า ทรายแก้วเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแก้วและกระจก อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมหล่อโลหะ อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ความต้องการทรายแก้วเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ประกอบการเหมืองแร่และโรงแต่งแร่จึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตทรายแก้วให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์และตอบสนองการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ผลิตทรายสำหรับสนามกอล์ฟ เกรดที่เหมาะสำหรับการใช้งานซึ่งทรายมีสีขาวนวลไม่บาดตาเมื่ออยู่กลางแสงแดด ระบายน้ำได้ดีหลังฝนตก โดยเฉพาะเมื่อมีกระแสลมแรงเม็ดทรายจะไม่ปลิวตามแรงลม เนื่องจากมีการคัดทรายที่มีขนาดเล็กกว่า Mesh200 (75ไมครอน) ออก ประกอบกับได้ผ่านการล้างถึง 3 ครั้ง ทำให้ทรายสะอาดไม่มีฝุ่นเมื่อต้องกระแสลม ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับการผลิตนั้นต้องการทำให้เกิดฝุ่นน้อยที่สุด หรือไม่เกิดเลย จึงต้องใช้วิธีการวางผังที่เข้มงวดและกำหนดระยะในการจัดวางเครื่องจักรไม่ให้คลาดเคลื่อน โดยกรรมวิธีการผลิตจะเริ่มตั้งแต่โหลดทรายใส่สายพานที่ควบคุมจำนวนตันต่อชั่วโมงไปสู่ตะแกรงร่อนคัดกรวดและขยะออก จากนั้นส่งทรายเข้าสู่ตะแกรงล้างและทำความสะอาดขัดผิวทรายที่มีสิ่งสกปรกเคลือบที่ผิวเม็ดทรายออกไป” นายวัลลภ กล่าว

 หลังจากนั้นนำเข้าสู่กระบวนการคัดเม็ดทรายให้ได้ขนาดตามมาตรฐานของแต่ละอุตสาหกรรมที่ต้องใช้อีก 2 ครั้งเพื่อให้การกระจายตัวของเม็ดทรายสม่ำเสมอ จากนั้นจะส่งทรายเข้าสู่กระบวนการแยกแร่เพื่อให้ได้ทรายที่มีคุณสมบัติอยู่ในมาตรฐาน ซึ่งในกระบวนการนี้ต้องมีการชั่งน้ำหนักควบคุมปริมาณทรายและน้ำให้ได้สัดส่วนตามที่กำหนดไว้ จึงจะได้ทรายคุณภาพดี และส่งทรายผ่านเครื่องส่งที่คิดค้นขึ้นสามารถส่งได้ในระยะไกลถึง 200 เมตร ไปกองไว้แต่ละกองตามชนิดของอุตสาหกรรม โดยมีป้ายบอกสถานะด้วยวาล์วปิดเปิด ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบตลอดเวลาผ่านกล้องด้วยระบบควบคุมออโตเมติกส์ที่มีการติดตั้งในทุกจุด และมีการเข้าไปเก็บตัวอย่าง เพื่อ QC ในแต่ละกองก่อนที่จะนำไปส่งลูกค้า

นายวัลลภ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทรายแก้วยังติดเงื่อนไขว่าห้ามส่งออกเพราะเป็นวัตถุดิบที่มีจำนวนจำกัด จึงมีการประกาศห้ามส่งทรายแก้วออกต่างประเทศให้สงวนไว้ใช้ภายในประเทศเท่านั้น เพื่อสนับสนุนสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมปลายน้ำที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพดีในราคาไม่แพง ขณะเดียวกันก็มีผู้ผลิตบางรายที่ผลิตทรายแก้วเน้นขายเพียงปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพด้วยราคาที่ถูกกว่าผู้ผลิตคุณภาพหลายราย ทำให้ผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำรายใหญ่หันไปซื้อในราคาที่ถูกเน้นปริมาณ ส่วนผู้ผลิตเหมืองแร่ทรายแก้วคุณภาพดีรายอื่นก็จำต้องลดราคาลงไปและแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้เป็นอุปสรรคสำหรับการผลิตทรายแก้วคุณภาพดีในภาพรวมพอสมควร

อย่างไรก็ตามสำหรับ “ธรรมชาติทรายแก้ว” ยังคงยืนหยัดในการผลิตวัตถุดิบทรายแก้วคุณภาพ มุ่งเน้นหาแนวทางการลดต้นทุนการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยสอดรับกับเทรนด์โลกที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

-(016)