วธ. สืบสานศิลปวัฒนธรรมการแสดงดนตรีพื้นบ้านไทย 4 ภาค เทิดพระเกียรติ‘องค์วิศิษฏศิลปิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801792

วธ. สืบสานศิลปวัฒนธรรมการแสดงดนตรีพื้นบ้านไทย 4 ภาค เทิดพระเกียรติ‘องค์วิศิษฏศิลปิน’

วธ. สืบสานศิลปวัฒนธรรมการแสดงดนตรีพื้นบ้านไทย 4 ภาค เทิดพระเกียรติ‘องค์วิศิษฏศิลปิน’

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พุทธศักราช 2567 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็น “องค์วิศิษฏศิลปิน” และเพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน สร้างมิติใหม่ให้วัฒนธรรมมีความร่วมสมัย ยกระดับขีดความสามารถของดนตรีพัฒนาเทคนิคทางการแสดง ให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปวัฒนธรรมไทย โดยมี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานแถลงข่าว เมื่อวันที่ 24 เมษายน2567 ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่ง ประเทศไทย

เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วธ. กล่าวว่า ดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้สร้างผลงานไว้ซึ่งแต่ละพื้นที่แต่ละภูมิภาคจะมีเอกลักษณ์ของดนตรีและการแสดงพื้นบ้านเฉพาะตัวที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในปัจจุบันดนตรีและการแสดงพื้นบ้านได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ หากไม่ช่วยกันอนุรักษ์ สืบสาน รักษาและต่อยอด อาจจะเสี่ยงต่อการสูญหายได้ โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริม อนุรักษ์ ผลักดันให้ศิลปะ ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านทั้ง 4 ภาค ให้คงอยู่ ผ่านการสานต่ออย่างสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนมาตลอดตั้งแต่พุทธศักราช 2549 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 16 ผ่านกิจกรรมการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน

สำหรับการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้านในปีนี้ ยังคงจัดประกวดภายใต้แนวคิด “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ซึ่งจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ปีนี้เป็นปีที่ 6 โดยเปิดโอกาสให้คณะนักแสดงได้มีโอกาสในการสร้างสรรค์ชุดการแสดงที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของวิถีชีวิต ความเชื่อ พิธีกรรม วรรณคดี วรรณกรรมพื้นบ้าน ประเพณี ที่สื่อให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค

ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับรางวัลชนะเลิศ

โกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า สำหรับปีพุทธศักราช 2567 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้จัดประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” เพื่อมุ่งส่งเสริม รักษา ต่อยอด และเปิดพื้นที่ให้ศิลปินพื้นบ้านในแขนงต่างๆ ทั้งเด็ก เยาวชน และประชาชนได้มีโอกาสร่วมถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมการแสดงและมรดก ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่สายตาประชาชน ซึ่ง สวธ. เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมประกวดมาตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยมีคณะนักแสดงที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศภาคละ 5 คณะ รวมทั้งสิ้น 20 คณะ

สำหรับผู้ชนะการประกวดแต่ละประเภทจะได้รับรางวัล ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน และเงินรางวัลจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) พร้อมเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1ได้รับถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และเงินรางวัล จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม 80,000 บาท (แปดหมื่นบาทถ้วน) พร้อมเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและเงินรางวัลจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) พร้อมเกียรติบัตร และรางวัลชมเชยภาคละ 2 รางวัลได้รับเงินรางวัลจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมรางวัลละ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) พร้อมเกียรติบัตร

ทั้งนี้ ได้กำหนดการประกวดการแสดงรวมศิลป์พื้นบ้าน 4 ภาค ดังนี้ การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคเหนือ ในวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2567 ณ Convention Hall เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคกลางในวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2567 ณ Convention Hall เซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2567 ณ Convention Hall เซ็นทรัล อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และการประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคใต้ ในวันพุธที่ 18 มิถุนายน 2567 ณ Convention Hall เซ็นทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ผู้สนใจเข้าชมและร่วมให้กำลังใจศิลปินผู้เข้าประกวดภาคต่างๆ ได้ตามวันและเวลาดังกล่าว

เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วธ. เป็นประธานแถลงข่าว

เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วธ. เป็นประธานแถลงข่าว

โกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมให้รายละเอียด

โกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมให้รายละเอียด

เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วธ., พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วย รมว.วธ., เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ เลขานุการ รมว.วธ., ฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ช่วยปลัด วธ., โกวิท ผกามาศ อธิบดี สวธ., ชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา, ลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดี สวธ.,วราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดี สวธ., รุจิเรศ นีระปัทมะ ผช.กก.ผจก.เซ็นทรัลพัฒนา และ ประยูร นารี ปธ.สภา วธ.อุดรธานี

เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วธ., พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วย รมว.วธ., เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ เลขานุการ รมว.วธ., ฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ช่วยปลัด วธ., โกวิท ผกามาศ อธิบดี สวธ., ชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา, ลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดี สวธ.,วราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดี สวธ., รุจิเรศ นีระปัทมะ ผช.กก.ผจก.เซ็นทรัลพัฒนา และ ประยูร นารี ปธ.สภา วธ.อุดรธานี

Pet Friendly Travel เทรนด์ท่องเที่ยวสุดว้าว! เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801790

Pet Friendly Travel เทรนด์ท่องเที่ยวสุดว้าว! เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยง

Pet Friendly Travel เทรนด์ท่องเที่ยวสุดว้าว! เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยง

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เทรนด์สัตว์เลี้ยงแสนรักเป็นเพื่อนเดินทางกำลังมาแรง ฝ่ายสินค้า ททท. วิจัยเจาะลึกพบโอกาสของผู้ประกอบการเปิดกว้างเพื่อเอาชนะใจ Pet Friendly Community ชี้เป็นตลาดใหม่ศักยภาพสูง ซึ่งเจ้าของยินดีจ่ายเพื่อสมาชิกแสนรักของครอบครัว

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า กระแส Pet-Humanization กำลังขยายตัวอย่างน่าจับตามอง โดยเจ้าของให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงประหนึ่งสมาชิกในครอบครัว ทั้งให้ความรัก และการดูแลอย่างดี ยินดีใช้จ่ายในทุกเรื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งออกเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน

“ด้วยเทรนด์ใหม่นี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มปรับแนวทางธุรกิจให้สอดรับกับนักท่องเที่ยว กลุ่ม Pet Friendly Community เช่น สายการบินอนุญาตสัตว์เลี้ยงร่วมโดยสารได้ โรงแรมที่พักอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักร่วมกับเจ้าของ ซึ่ง ททท. พบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางพร้อมกับสัตว์เลี้ยงยินดีจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเต็มใจ จึงนับเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ อีกทั้งยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี”

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ

ทั้งนี้ ฝ่ายสินค้าการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ทำการศึกษาวิจัย Pet Tourist Insights พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสัตว์เลี้ยงประมาณ 12 ล้านตัว โดยมีแนวโน้มที่เจ้าของจะพาออกท่องเที่ยวด้วยกันประมาณ 7.5 ล้านตัว โดย 62% ของกลุ่มตัวอย่างPet Lover จำนวน 800 คน มีความสนใจท่องเที่ยวพร้อมสัตว์เลี้ยง ซึ่งนับเป็นโอกาสที่น่าสนใจของผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ที่สำคัญยังพบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อทริปถึง 20% โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังใช้จ่ายสูง และยินดีจ่ายเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน มีข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจ Pet Tourist Insights ในประเด็นความคาดหวัง พบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางพร้อมกับสัตว์เลี้ยง มีความคาดหวังต่อสถานประกอบการในการกำหนดมาตรฐานด้านต่างๆ อาทิ แจ้งค่าบริการที่ชัดเจน สำหรับสัตว์เลี้ยงทุกขนาด และทุกชนิด มีหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานในการกำหนดขนาดของสัตว์เลี้ยง แจ้งข้อพึงปฏิบัติสำหรับผู้ใช้บริการพร้อมกับสัตว์เลี้ยง และหลีกเลี่ยงการกำหนดข้อห้าม ป้ายเตือน โดยไม่มีเหตุผลรองรับ

ข้อมูลการสำรวจยังพบว่า สิ่งที่สถานประกอบการจะสร้างความประทับใจอย่างยิ่ง หรือ WOW ! Experience สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางพร้อมกับสัตว์เลี้ยง อาทิ มีการกำหนด Pet Friendly Route มีผู้ช่วยดูแลสัตว์เลี้ยง มีช่างภาพมืออาชีพเก็บภาพน่าประทับใจ และการให้บริการแบบพิเศษ ได้แก่ มี Spa ให้บริการเจ้าของและสัตว์เลี้ยงพร้อมกัน มี HappyHour หรือ Afternoon Tea ของสัตว์เลี้ยงโดย ททท.ได้รวบรวมข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดจัดทำเป็นไกด์ไลน์ หรือแนวทางปฏิบัติสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องการเปิดรับนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้รักสัตว์เลี้ยงสามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://petfriendly.tourismthailand.org/

“นับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการจะได้ใช้ข้อมูลจากการวิจัย เพื่อเป็นไกด์ไลน์ สำหรับการปรับเปลี่ยนสถานประกอบการให้ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวพร้อมสัตว์เลี้ยงให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับประสบการณ์ท่องเที่ยวพร้อมกับสัตว์เลี้ยงแสนรักที่น่าจดจำ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเดินทาง กระจายรายได้เข้าสู่พื้นที่ รวมทั้งผลักดันให้เกิด Pet-Friendly Communityในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต่อไป”รองผู้ว่าการ ททท. ด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว กล่าวทิ้งท้าย

‘JASPAL Modern Romantic’ เผยความโรแมนติก ผ่านลวดลายดอกไม้ฤดูร้อนของอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801779

‘JASPAL Modern Romantic’ เผยความโรแมนติก  ผ่านลวดลายดอกไม้ฤดูร้อนของอังกฤษ

‘JASPAL Modern Romantic’ เผยความโรแมนติก ผ่านลวดลายดอกไม้ฤดูร้อนของอังกฤษ

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

JASPAL (ยัสปาล) จัดงานเปิดตัวคอลเลคชั่นล่าสุด “JASPAL Modern Romantic” นำเสนอเรื่องราวความโรแมนติกผ่านการตีความตามยุคสมัยใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจจากหญิงสาวที่มีความหวานแบบเฟมินีนแต่ก็แฝงด้วยความเปรี้ยว มั่นใจ และแสดงออกผ่านความสดใส พร้อมหยิบยกลวดลายดอกไม้ฤดูร้อนของอังกฤษ ถ่ายทอดผ่านโทนสีพาสเทลดีไซน์แพทเทิร์นที่ทันสมัยและโมโนแกรมตัวอักษร JJ เอกลักษณ์ของ JASPALนำมาร้อยเรียงลงบนเสื้อผ้าหลากหลายไอเทม โดยภายในงานเหล่าเซเลบริตี้ อาทิ แพทริเซีย กู๊ด, แยม-มทิรา ตันติประสุต, มารีน่า บาเล็นซิเอก้า และ ไอซ์-อมีนา กูลพร้อมด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่น ได้อวดลุคล่าสุดของคอลเลคชั่น “JASPAL Modern Romantic” ให้ยลโฉมในสไตล์สาวหวานกลิ่นอายของผู้ดีอังกฤษ ณ ร้าน Lady L ท่ามกลางบรรยากาศการจิบชายามบ่ายในสวนสไตล์อังกฤษใต้ร่วมเงาของต้นไม้ใหญ่

สำหรับ Must Have ไอเทม สำหรับคอลเลคชั่นนี้ ได้แก่ ชุดเดรสโทนสีน้ำเงินที่ท่อนล่างตกแต่งลวดลายของดอกไม้สีขาว สีส้ม, ชุด Knit เข้าเซตสีดำทอลายดอกไม้สีขาว แต่งดีเทลตรงขอบด้วยสีเหลือง หรือจะเป็นอีกหนึ่งชุดเข้าเซตลวดลายโมโนแกรมตัวอักษร JJ ในโทนสี Beige ที่ประกอบด้วยกางเกงขาสั้น ครอปสายเดี่ยว สวมใส่คู่กับเบลเซอร์สไตล์สปอร์ตก็ลงตัวเข้ากันสุดๆ และอีกหนึ่งไปเทมที่ทางแบรนด์นำเสนอคือ กระโปรงแบบ Semi See-Through สีเหลืองหวานซ่อนเปรี้ยว เติมเต็มความหวาน พร้อมสนุกไปกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ความสดใสอย่างมั่นใจไปกับคอลเลคชั่นนี้ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน JASPAL ทุกสาขา หรือผ่านช่องทางออนไลน์ www.jaspal.com

วิลาสินี สิงห์สัจจเทศ ผจก.ทั่วไป ยัสปาล กรุ๊ป

วิลาสินี สิงห์สัจจเทศ ผจก.ทั่วไป ยัสปาล กรุ๊ป

แยม-มทิรา ตันติประสุต และ ไอซ์-อมีนา กูล

แยม-มทิรา ตันติประสุต และ ไอซ์-อมีนา กูล

แพทริเซีย กู๊ด

แพทริเซีย กู๊ด

มารีน่า บาเล็นซิเอก้า

มารีน่า บาเล็นซิเอก้า

ลีน่า ลลินา ชูเอ็ทท์

ลีน่า ลลินา ชูเอ็ทท์

คุณแหน : 30 เมษายน 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801793

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● การรณรงค์ผจญหน้าระหว่าง 2 คู่อริอิสราเอลกับอิหร่าน เป็นไปตามคาดหมายของวงการธุรกิจโลกว่า เศรษฐกิจโลกต้องกระทบกระเทือน เพราะปัจจัยหลักของการผลิตและขนส่งคือน้ำมันซึ่งสนองเหตุการณ์ราคาพุ่งขึ้น แม้เมืองไทยไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อพิพาทดังกล่าว แต่แน่นอนต้องได้รับผลร้ายที่ตามมา เศรษฐกิจไทยที่มี GDP ต่ำอยู่แล้วจะต้องถูกซ้ำเติมหนักขึ้นอีก ชาวไทยต้องมีสติดำเนินชีวิตด้วยวิถีประหยัดจะใช้พลังงานอันมีค่าเฉพาะเรื่องจำเป็น เพื่อผลประโยชน์สูงสุด… ย้อนไปหลายสิบปีก่อน ครั้ง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ“น้าชาติ” ยังดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศที่มีบทบาทสูงยอมรับกันในเวทีโลก ช่วงนั้นเกิดความขัดแย้งระหว่างชาติอาหรับกับชาติตะวันตกแน่นอนราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดอย่างไม่เคยปรากฏชีค ยามานี รมว.การพลังงานของซาอุดีอาระเบียควบตำแหน่ง รมต. องค์กร OPEC กลายเป็นเทพเนื้อหอมที่ประเทศอุตสาหกรรมต้องสร้างไมตรีด้วย ชีค ยามานี บังเอิญมีความสนิทเป็นส่วนตัวกับน้าชาติ จึงเดินทางมาเยือนไทยในฐานะแขกส่วนตัว ถึงวันสุดสัปดาห์ น้าชาติ พา ท่านชีค นั่งลีมูซีนไปเยี่ยมชมโคราช ตลอดเส้นทางวิภาวดีฯรถติดยาวเหยียดซ้าย-ขวา ก็มีแต่ฉิ่งฉับทัวร์เต็มรถปิกอัพ ชีค ยามานี ถามว่ารถติดมากมายพวกเขาไปเทศกาลกันหรือ ซึ่ง น้าชาติ เซย์โนขยายต่อว่าพวกเขาจะเดินทางไปเที่ยวอย่างนี้ทุกสัปดาห์ ท่านชีค ถึงกับงงและปรารภว่าแปลกใจที่ราคาน้ำมันสูงลิ่วแต่คนไทยสามารถใช้อย่างสบายใจ…

●● เหตุดังเช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นในอดีตในวงการพระเครื่องและพระบูชาแต่ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลยอดดังและคดีเองได้รับการนำเสนอและกล่าวขวัญถึงทั้งเมือง เฮียอั้ง เมืองชล (สมภพ ไทยธีระเสถียร)ชื่อนี้เป็นการันตีอย่างดีในวงการเช่าซื้อ-แลกเปลี่ยน พระเครื่องคลาสสิกไปจนถึงพระเครื่องระดับ c d ที่เซียนถวิลหา “เบญจภาคี” เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเฮียเป็นเซียนใหญ่ระดับชาติ“ท็อปเทน” ดังนั้นเมื่อชื่อเฮียถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนของพระเครื่องในคดีดังของวงการสีกากี จึงเป็นแม่เหล็กดูดความสนใจจากผู้คนทุกภาคส่วน… มีผู้ส่งสงสัยว่าพระเครื่องมีมูลค่าเช่าซื้อกันเป็นหลักล้านเชียวหรือ ขอบอกว่าเรื่องเงินเจ็ดหลักยังเป็นเรื่องเล็ก เพราะการเคาะเช่าซื้อในระดับเลขเก้าตัวเคยเกิดขึ้นแล้ว ระหว่าง 2 VVIP ของสังคมชั้นสูง ฝ่ายแรก (ผู้ขอเช่าซื้อ) เข้าใจว่าราคาตกลงกันได้แล้วจึงเตรียมแคชเชียร์เช็คจำนวน 100 ล้านบาทมาเพื่อมอบสำหรับพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่“องค์แชมป์โลก” แต่ฝ่ายหลัง (เจ้าของพระ) ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเพราะขณะนั้นมูลค่าที่กำหนดไว้คือ 120 ล้านบาทแล้ว ฝ่ายแรกจึงต้องกลับบ้านมือเปล่าเอาเช็คไปใส่คืน บ/ชตัวเอง…

●● ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล Director,Middle East Division กระทรวงการต่างประเทศ(กต.) บอกรู้สึกเป็นเกียรติมาก ที่ได้รับเชิญจากสถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อนร่วมงานข้าราชการรุ่นใหม่ของ กต.ที่จะเดินทางไปรับโพสต์ใหม่ของพวกเขาในเร็วๆ นี้ โดยบรรยายในหัวข้อ “การเขียนสุนทรพจน์ การจดบันทึก และสรุป” ซึ่งมีความหลากหลายของสาขาวิชา ที่เจ้าตัวเรียก “Triple Delight” เมื่อหลายวันก่อน…

●● “ทุกย่างก้าวของลูก เป็นความภูมิใจของครอบครัวเสมอมา” คือ ประโยคสั้นๆ แต่มีความหมายลึกล้ำของแม่ที่รักและภูมิใจในตัวลูกมากๆ อย่าง จันทนา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต…เพื่อนๆ ฝากแสดงความยินดีด้วยมา ณโอกาสนี้ !!…●●

บารอนเนส

รอยขาวบริเวณผิวหนังและการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี ตอนที่ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801772

รอยขาวบริเวณผิวหนังและการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี ตอนที่ 2

รอยขาวบริเวณผิวหนังและการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี ตอนที่ 2

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จากบทความเมื่อสัปดาห์ก่อน เรื่องรอยขาวต่างๆ รวมทั้งโรคด่างขาวซึ่งเป็นโรคที่จัดว่ารักษายากโดยเฉพาะหากปล่อยทิ้งไว้นาน ในฉบับนี้เราจะมาลงในรายละเอียดถึงการรักษาในส่วนของโรคด่างขาวกัน

หลักการรักษาโรคด่างขาว

อันดับแรกต้องแน่ใจก่อนว่ารอยขาวที่เป็น คือโรคด่างขาวจริงๆ เนื่องจากรอยขาวต่างชนิด มีแนวทางการรักษาที่ต่างกันไป หากเป็นโรคด่างขาวจริง การรักษา
จะมีด้วยกันหลายวิธี เช่น การใช้ยา การฉายแสงและเลเซอร์ การปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี เป็นต้น

การรักษาโดยการใช้ยา

การรักษาโดยการใช้ยา มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการลุกลามของตัวโรค และเพื่อกระตุ้นการกลับมาของเม็ดสีข้อดีของการใช้ยาคือสะดวก สามารถใช้เป็นการรักษาลำดับแรก และผู้ป่วยสามารถทำได้ด้วยตนเองโดยอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ แต่มีข้อจำกัดเนื่องจากต้องใช้เวลานานในการเห็นผลการรักษา นอกจากนี้ ยาทาภายนอกอาจไม่เหมาะในกรณีที่รอยโรคเป็นบริเวณกว้าง

การรักษาโดยการฉายแสง

แสงที่ใช้ในการรักษาได้แก่แสงอัลตราไวโอเลต หรือที่เรียกว่าแสงยูวี โดยเป็นแสงยูวีความเข้มสูงที่มีความยาวคลื่นจำเพาะต่อการรักษา วิธีนี้สามารถลดการลุกลามของโรคและกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีได้ด้วย ข้อดีของการฉายแสงได้แก่ผลการรักษาค่อนข้างดี โดยเฉพาะหากเป็นรอยโรคที่เป็นมาไม่นาน นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่เป็นรอยโรคบริเวณกว้าง แต่มีข้อจำกัดเนื่องจากต้องทำการรักษาที่สถานพยาบาล และควรทำการรักษาต่อเนื่องสัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นระยะเวลาหลายเดือนจนถึงเป็นปี วิธีดังกล่าวนี้สามารถทำได้ในทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์ หากให้ความร่วมมือในการฉายแสงได้ ข้อห้ามของวิธีนี้ได้แก่ผู้ที่มีโรคแพ้แสง

การรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี

วิธีการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสีเป็นการรักษาที่สามารถทำในบริเวณที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น หลักการของการรักษาโดยวิธีนี้ได้แก่การนำผิวหนังบริเวณที่มีสีผิวปกติมาผ่านกระบวนการสกัดแยกเซลล์ในห้องปฏิบัติการเฉพาะทางเพื่อสกัดเอาเฉพาะเซลล์สีผิว ก่อนนำไปปลูกถ่ายลงบนผิวหนังบริเวณที่เป็นด่างขาวดังนั้นวิธีการปลูกถ่ายเซลล์สีผิว จึงจัดเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคด่างขาวโดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคด่างขาวที่ไม่ตอบสนองกับการใช้ยาทาและการฉายแสง อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสีจะเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคด่างขาวในระยะที่ไม่ลุกลามแล้วเท่านั้น

ผลการรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี

ผลการรักษาโรคด่างขาวโดยวิธีปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี อาจได้สีผิวกลับมาทั้งหมด หรืออาจได้ผลน้อยมาก ขึ้นอยู่กับระยะของโรค หากรอยโรคกำลังลุกลามจะไม่ได้ผลการรักษาเลย ดังนั้น การเลือกชนิดและระยะของโรคจึงมีความสำคัญ นอกจากนี้การดูแลภายหลังทำการรักษาก็มีส่วนกับผลการรักษาเช่นกัน ด้วยวิธีนี้สีผิวจะกลับมาเป็นสีปกติในระยะเวลา 6-12 เดือน และพบว่าจะได้สีผิวที่กลมกลืนกับสีผิวข้างเคียงมากกว่าวิธีการปลูกถ่ายผิวหนังแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ขนที่เป็นสีขาวยังมีโอกาสกลับมาเป็นสีปกติได้ถึงร้อยละ 91 (ภาพประกอบ 1, 2)

การรักษารอยขาวอื่นๆ โดยการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี

สามารถใช้เทคนิคดังกล่าว การปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสีกับโรครอยขาวอื่นๆ เช่น ปานขาว แผลเป็นขาวรอยขาวที่เกิดจากผิวหนังโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รอยที่เกิดจากอุบัติเหตุ เป็นต้น

ศ.นพ.วาสนภ วชิรมน

สาขาวิชาโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์

โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย จัดประชุมวิชาการโรคอ้วน ปัญหาเชิงมหภาค แนะภาครัฐต้อง ‘จัดการตรงจุด’ แบ่งกลุ่มรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801771

สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย จัดประชุมวิชาการโรคอ้วน  ปัญหาเชิงมหภาค แนะภาครัฐต้อง ‘จัดการตรงจุด’ แบ่งกลุ่มรักษา

สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย จัดประชุมวิชาการโรคอ้วน ปัญหาเชิงมหภาค แนะภาครัฐต้อง ‘จัดการตรงจุด’ แบ่งกลุ่มรักษา

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหานี้ จึงเป็นที่มาของการจัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2567หัวข้อ Stop Obesity, PreventingNCDs : The Move to New Ecosystemเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และหาแนวทางร่วมกันในการป้องกันและควบคุมโรคอ้วนและโรค NCDs ซึ่งได้รวบรวมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและมุ่งผลักดันเชิงนโยบายและการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะช่วงเสวนา “Bridging the gap for holistic obesity care in Thailand”ที่บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ (ประเทศไทย)จำกัด ให้การสนับสนุน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วยนพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, นพ.ศุภฤกษ์ สื่อรุ่งเรือง ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมบริการและสุขภาวะ กรมอนามัย, รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัยผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และคุณรชตะ อุ่นสุข ผู้อำนวยการควบคุมงานกฎหมาย กรมบัญชีกลาง ที่ร่วมอภิปรายไขปัญหาและหาแนวทางออกให้กับประเทศได้อย่างน่าสนใจ

นพ.ศุภฤกษ์ สื่อรุ่งเรือง ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมบริการและสุขภาวะ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดประเด็นจากผลสำรวจการรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทย (Health Literacy) ในปี 2566 จากกลุ่มคนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาและสุขภาพน้อยที่สุด ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะมองว่า “ความอ้วน” เป็นเพียงแค่รูปร่างหน้าตา ความสวยงาม หรือรูปลักษณ์ภายนอก มากกว่าที่จะมองว่าและเข้าใจว่า “ความอ้วน” คือ “โรค” และส่งผลต่อสุขภาพของตัวเองในระยะยาว ขณะที่บางรายอาจเริ่มกังวลถึงเรื่องสุขภาพเมื่อมีน้ำหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจและจำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้ กรมควบคุมโรคได้สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคอ้วนให้กับคนไข้ NCDs Clinic และประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ป่วย โดยได้มีการรณรงค์สร้างการรับรู้ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ว่า “ความอ้วน” คือโรคภัย ก่อให้เกิดความเสี่ยงและนำมาสู่โรคร่วมและโรคแทรกซ้อนอีกหลายโรค ซึ่งมี อสม. หลายแห่งที่มีการพัฒนาสู่รูปแบบในการลดน้ำหนักที่ดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่า อสม. จะเป็นอีกพลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขของประเทศในระดับชุมชนท้องถิ่น

ปัจจุบัน กลุ่มบุคลากรด้านสาธารณสุขมีการรับรู้เรื่องโรคอ้วนมากขึ้น โดยใช้ตัว BMI เป็นตัวชี้วัดที่ผ่านมามีหลายโครงการที่พูดถึง “ความอ้วนกับภาวะอินซูลิน” ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่อยากให้สร้างความตระหนักรู้เพิ่มมากขึ้น คือ ความอ้วนกับอันตรายต่างๆ ที่จะตามมา เช่น ความอ้วนที่สัมพันธ์กับโรคมะเร็ง โดยต้องการให้มีการเผยแพร่และสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น ส่วนกรมควบคุมโรคเองก็ได้สนับสนุนให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อน ดูแลผู้ป่วยในกลุ่มทำงานจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุ เน้นบูรณาการแบบองค์รวมเพื่อให้เกิดimpact มากขึ้นเช่นกัน

ด้าน รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล มองไว้2 ประเด็นหลักๆ ในการดูแลโรคอ้วน คือ1.การรับรู้ในเชิงทางคลินิก (clinical)มีการรับรู้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าโรคอ้วนเป็นสาเหตุก่อให้มีโรคร่วม ทั้งเบาหวานไขมันในเลือดสูง ความดัน ซึ่งสัมพันธ์กับความอ้วน และก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนเช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะปอดทำงานผิดปกติ ฯลฯ ซึ่งคนไข้ต้องปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงนั้นๆ ควบคู่กับการใช้ยา โดยแพทย์จะรักษาควบคู่กันไป แต่ก็พบปัญหายุ่งยากเพื่อให้คนไข้ลดน้ำหนักเนื่องจากต้องอาศัยสหสาขาวิชาชีพอย่างน้อย5 สาขาหลักๆ ที่มีส่วนร่วมในการรักษา อาทิ นักโภชนาการ นักกายภาพบำบัด หมอกระดูก หมอหัวใจ หมอโรคปอดและทางเดินหายใจ เป็นต้น โดยต้องประสานและบริหารจัดการในการทำงานร่วมกันเป็นทีม

2.การจัดสรรงบประมาณ (Budget Allocation) มองว่า การรักษาโรคในกลุ่มเมทาบอลิก (Metabolic Syndrome) จะมียอดค่าใช้จ่ายสูง และค่ายาจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และมักพบปัญหาในการเบิกค่าใช้จ่ายไม่ได้หรือต้องสำรองจ่ายเอง ซึ่งอาจอยู่ในระบบสุขภาพที่ไม่ได้ครอบคลุมหรือเบิกได้ไม่เต็มจำนวน ก็จะกลายเป็นปัญหา เนื่องจากค่าใช้จ่ายเฉพาะค่ายาในกลุ่มโรคดังกล่าวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ดังนั้นรัฐควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการกับปัญหาโรคอ้วน

อย่างไรก็ตาม จากการอภิปรายร่วมกันสรุปว่า ภาครัฐควรแก้ปัญหาให้ตรงกุล่ม แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ

กลุ่มที่มีสุขภาพดี มีเงินคืน กลุ่มที่มีภาวะโรคที่สามารถจะช่วยตัวเองได้ ให้ความรู้และแนวทางการปฏิบัติ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ก็ต้องให้มีการเข้าถึงการรักษาและเข้าถึงยาให้ได้

ปลุกกระแสชวนชมนิทรรศการ ‘Mythical Dream’, Trio exhibition

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801778

ปลุกกระแสชวนชมนิทรรศการ ‘Mythical Dream’, Trio exhibition

ปลุกกระแสชวนชมนิทรรศการ ‘Mythical Dream’, Trio exhibition

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แม้กิจกรรม Ruffle Event และ Exclusive Drop ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค เปิดโอกาสให้เหล่าแฟนคลับได้มาจับจองเป็นเจ้าของผลงานของ 3 ศิลปินไทยจากนิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio exhibition by Cheese Arnon,Bluepalete & Kratai Dudu, curated by Madskills จบลงไปแล้ว แต่ภาพความประทับใจที่เกิดขึ้นยังคงชัดเจนและอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขสนุกสนานและได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากบรรดาแฟนคลับที่มาร่วมกระทบไหล่ใกล้ชิดทั้ง 3 ศิลปิน ปลุกกระแสความคึกคักอย่างต่อเนื่องให้นิทรรศการ “Mythical
Dream”, Trio exhibition 

Ruffle Event และ Exclusive Drop กิจกรรมจำหน่ายผลงานคอลเลคชั่นสุดพิเศษของศิลปินที่จัดขึ้นในนิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio exhibition by Cheese Arnon, Bluepalete & Kratai Dudu, curated by Madskills ถ่ายทอดเรื่องราวความฝันอันทรงพลังของคนยุคใหม่และเหล่าสตาร์ทอัพที่หัวใจไม่เคยหยุดฝัน เฉกเช่นเรื่องราวความมหัศจรรย์ของสัตว์ในตำนานทั้ง 4 อย่าง ยูนิคอร์น กริฟฟิน ฟีนิกซ์และเพกาซัส ที่เต็มไปด้วยการผจญภัย ความท้าทาย และจิตวิญญาณที่ไม่มีวันแตกสลาย จัดขึ้นโดยทรู ดิจิทัล พาร์ค ร่วมกับ Madskillsแกลเลอรีสตาร์ทอัพที่สร้างศิลปินมากมายสู่ระดับโลก ภายในกิจกรรมฯ ประกอบไปด้วย ตื่นตาตื่นใจไปกับภาพ PrintLimited Edition ที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นในโลก ซึ่งมีผลงานลิมิเต็ดของศิลปิน Bluepalete ชื่อภาพ “Turn Over a New Leaf” และจากศิลปิน Kratai Dudu ที่มีชื่อ ผลงานว่า “The Spell Queen”, Editionof 20 (50x50cm) มาพร้อมลายเซ็นและหมายเลขจากมือของศิลปิน, ภาพวาดคอนแลปส์ออริจินอลสุดปัง วาดโดยCheese Arnon และ Kratai Duduมีชื่อผลงานว่า “Playground” ซึ่งเป็นการเจอกันครั้งแรกของตัวละครจิ้งจอกน้อยและดูดู๊ ลูกช่างซ่อมรถ,ประติมากรรม ART SCULPTURE แสนน่ารัก ที่ดึงเอาคาแร็กเตอร์จากผลงานของศิลปินทั้ง 3 มาตีความผสมผสานกับสัตว์ในตำนาน จนออกมาเป็น ARTSCULPTURE ที่น่ารักใจเจ็บจากนิทรรศการ “Mythical Dream, Trio Exhibition”พร้อมลายเซ็นสุดปังที่สามารถซื้อได้เฉพาะบน SASOMที่เดียวเท่านั้น โดยตลอดระยะเวลาของการจัดกิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากเหล่าแฟนคลับและนักสะสมผู้หลงใหลในงานศิลปะเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างล้นหลาม บรรยากาศการเต็มไปด้วยความคึกคัก สนุกสนานและเสียงหัวเราะจากแฟนคลับและศิลปินทั้ง 3 สร้างให้เกิดมิตรภาพและคอมมูนิตี้แฟนคลับที่เข้มแข็งในวงการศิลปะไทย รวมทั้งยังเป็นการส่งต่อกำลังใจดีๆ ให้ศิลปินมีแรงสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ต่อไปในอนาคตอย่างไม่หยุดยั้ง แฟนๆ หรือบุคคลทั่วไปสามารถมาร่วมดื่มด่ำบรรยากาศอันแสนมหัศจรรย์ของโลกสัตว์ในตำนานได้ฟรี!ในนิทรรศการ “Mythical Dream”,Trio exhibition by Cheese Arnon,Bluepalete & Kratai Dudu, curatedby Madskills จัดเต็มทั้งภาพวาดแคนวาส ภาพพิมพ์ ฟิกเกอร์ และประติมากรรม Pop Art ที่จัดทำขึ้นสำหรับนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ พร้อมโซนช็อปสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดให้ได้ช็อปสินค้าติดไม้ติดมือกลับบ้านไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด, หมวกแก๊ป, หมวกบักเก็ต,หมอน, สมุดโน้ตลายสุดน่ารัก เปิดให้เข้าชมนิทรรศการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น. ตั้งแต่วันนี้ถึง 9 มิถุนายน2567 ที่ TDPKStudio 1, ชั้น 2 ทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่งเวสต์ (BTS ปุณณวิถี)

GIT เปิดเวทีเชิญชวนนักออกแบบไทยและต่างชาติ ส่งผลงานประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลกครั้งที่ 18

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801787

GIT เปิดเวทีเชิญชวนนักออกแบบไทยและต่างชาติ  ส่งผลงานประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลกครั้งที่ 18

GIT เปิดเวทีเชิญชวนนักออกแบบไทยและต่างชาติ ส่งผลงานประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลกครั้งที่ 18

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ หรือ GIT จัดแถลงข่าวโครงการประกวดการออกแบบเครื่องประดับครั้งที่ 18 “Enchanted Hues – Unlocking the Secrets of Primary Colors Theory” เฟ้นหาศักยภาพของนักออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์โดดเด่นเหนือจินตนาการ พร้อมยกทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมตีโจทย์ยกระดับต่อยอดการออกแบบสู่สากล ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ณ โรงแรม เลอบัว แอท
สเตททาวเวอร์ กรุงเทพฯ

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ หรือ GIT กล่าวว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ถือได้ว่าเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ สินค้าส่งออกในอันดับที่ 2คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.59 ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย โดยมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 57.26 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 1,927.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 3,031.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ หากนำมูลค่าดังกล่าวข้างต้นหักออกด้วยการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 1,822.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 14.78 ซึ่งเห็นได้ว่าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเผชิญอยู่กับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สถาบันมีภารกิจในการพัฒนาบุคลากรในด้านต่างๆ เข้าสู่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนารูปแบบเครื่องประดับขึ้นในวงการอัญมณีและเครื่องประดับอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้นักออกแบบรุ่นใหม่และผู้สนใจในการออกแบบเครื่องประดับได้มีโอกาสนำเสนอผลงานตลอดจนให้มีการนำผลงานออกแบบไปผลิตชิ้นงานจริง และสร้างความตื่นตัวในเรื่องการออกแบบ สำหรับโครงการประกวดการออกแบบเครื่องประดับ ครั้งที่ 18 ได้กำหนดหัวข้อการประกวดภายใต้หัวข้อ “Enchanted Hues-Unlocking the Secrets of Primary Colors Theory” การออกแบบที่ต้องผสมผสานอัญมณีธรรมชาติ 3 สี ได้แก่ ทับทิม ไพลิน และบุษราคัม ผสมผสานองค์ประกอบของศิลปะ หลอมรวม ความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ สู่การออกแบบเป็นคอลเลคชั่น High Jewelry ที่เต็มไปด้วยจินตนาการและนวัตกรรมเป็นเครื่องประดับที่มีความสวยงามและน่าหลงใหลอย่างแท้จริง

การประกวดครั้งนี้ เปิดโอกาสให้กลุ่มนักออกแบบมืออาชีพและรุ่นใหม่ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่สนใจทั่วโลกได้มีเวทีในการแสดงศักยภาพแห่งความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่ทิศทางด้านการออกแบบฉายภาพแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต (Jewelry Design Trend) โดยนักออกแบบจะต้องส่งแบบวาดไม่จำกัดเทคนิค หรือภาพเขียนจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่มีแนวคิดการออกแบบสอดคล้องกับหัวข้อการประกวด จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ชิ้นใน 1 ชุด (คอลเลคชั่น) โดยในชุดนั้นจะต้องมีสร้อยคอเป็นเครื่องประดับหลักและเครื่องประดับอื่นๆ เช่น ต่างหู แหวน กำไล เป็นต้น ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ รองชนะเลิศ อันดับ 2 เงินรางวัล 1,000 เหรียญสหรัฐรางวัลชมเชย เงินรางวัล 500เหรียญสหรัฐ และรางวัล GIT PopularDesign เงินรางวัล 500 พร้อมโล่เกียรติยศ โดยสถาบันจะประกาศผลการตัดสินรอบแรกจากแบบวาด ในวันที่ 11 มิถุนายน นี้ โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบ และผู้ที่คร่ำหวอดในวงการเครื่องประดับจากทั่วโลก

พิเศษสำหรับปีนี้ GIT ได้วางแผนในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ให้กับผู้ที่ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด โดยนักออกแบบสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของCommunity Platform : GIT Jewelry Design Gallery ซึ่งเป็นช่องทางในการเชื่อมโยงระหว่างนักออกแบบและผู้ประกอบการในการพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องประดับให้ก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับนักออกแบบ และ 4 ผลงานที่ได้รับคัดเลือกเป็นคะแนนสูงสุด จะได้ผลิตเป็นเครื่องประดับจริงเพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป

ผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวด สามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2567 ผ่านทางเว็บไซต์ www.gitwjda.com หรือส่งผลงานพร้อมใบสมัครทางไปรษณีย์ หรือส่งผลงานด้วยตัวเองที่ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)เลขที่ 140 อาคารไอทีเอฟ-ทาวเวอร์ชั้น 3 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการ โทร.02-6344999ต่อ 301-306 และ 311-313 หรือ LineOA : @gittrainingcenter และดูรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ www.gitwjda.com

‘ดาว พอฤทัย’ นำทีมตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวรเข้าช่วยเหลือน้องโฟกัสป่วยโรคปอดอักเสบ RSV ถิ่นห่างไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801825

‘ดาว พอฤทัย’ นำทีมตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวรเข้าช่วยเหลือน้องโฟกัสป่วยโรคปอดอักเสบ RSV ถิ่นห่างไกล

‘ดาว พอฤทัย’ นำทีมตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวรเข้าช่วยเหลือน้องโฟกัสป่วยโรคปอดอักเสบ RSV ถิ่นห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 18.47 น.

ลงพื้นที่ให้ความช่วยประชาชนที่เดือดร้อนในเหตุการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่องสำหรับ “ดาว พอฤทัย บุณยะจินดา” ในนามของมูลนิธิบุณยะจินดา ที่ครั้งนี้ได้มอบช่วยเหลือเด็กหญิงวัย 4 ขวบ ที่ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบ RSV โดยร่วมกับทีมตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร โดยคุณดาวได้โพสต์ข้อความพร้อมคลิปที่เข้าให้ความช่วยเหลือไว้ว่า

“นอกจากความลำบากที่อยู่ห่างไกล น้องโฟกัส อายุ 4 ขวบ ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบ RSV ซึ่งทำให้หายใจลำบาก วันนี้ได้นำเครื่องพ่นละอองยา ทุนการศึกษา และของใช้จำเป็นต่างๆมามอบให้กับน้องและครอบครัวนะคะ #HeartToHome สำหรับผู้มีจิตศรัทธา อยากร่วมมอบความช่วยเหลือให้กับครอบครัวของน้อง สามารถร่วมบริจาคได้ที่คุณแม่ของน้องโดยตรงที่ ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 096-2-75487-2 นางสาว นาตยา มงคล นะคะ ขอบพระคุณและขออนุโมทนาด้วยค่ะ

ขอเป็นกำลังใจให้น้องมีร่างกายแข็งแรง และมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนเด็กๆคนอื่นทั่วไปนะคะ ขอขอบคุณทีมตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร ที่ลงพื้นที่ส่งมอบความสุขให้น้องและประชาชนในเขตห่างไกลมาโดยตลอดค่ะ”

คลิป : https://www.instagram.com/reel/C6GfEqrJ6rP/?utm_source=ig_web_copy_link&igsh=MzRlODBiNWFlZA==

-(016)

‘ไชยา มิตรชัย’ คว้า 2 รางวัล ‘ศิลปินนักบริหารที่ประสบความสำเร็จแห่งปี’ และ ‘ผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมแห่งปี เด็กซ์ตร้าวีรุคพลัส’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801817

‘ไชยา มิตรชัย’ คว้า 2 รางวัล ‘ศิลปินนักบริหารที่ประสบความสำเร็จแห่งปี’ และ ‘ผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมแห่งปี เด็กซ์ตร้าวีรุคพลัส’

‘ไชยา มิตรชัย’ คว้า 2 รางวัล ‘ศิลปินนักบริหารที่ประสบความสำเร็จแห่งปี’ และ ‘ผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมแห่งปี เด็กซ์ตร้าวีรุคพลัส’

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 18.40 น.

‘ไชยา มิตรชัย’ คว้า 2 รางวัล ‘ศิลปินนักบริหารที่ประสบความสำเร็จแห่งปี’และ‘ผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมแห่งปี เด็กซ์ตร้าวีรุคพลัส’                     

ซีดีซี บอลรูม : พระเอกลิเก นักร้อง นักแสดง คอมเมนเตเตอร์ และ นักเอนเตอร์เทนเนอร์คนดัง “ไชยา มิตรชัย” เจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Dextra Wiirook Plus รับรางวัล “ศิลปินนักบริหารที่ประสบความสำเร็จแห่งปี ” และรางวัล“ผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมแห่งปี” คว้า2 รางวัล ในงาน THE WORLD’S AWARDS 2024 จัดขึ้น ในวันที่ 26 เมษายน 2567 ณ ซีดีซี บอลรูม (CDC Ballroom) เป็นรางวัลสำหรับการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีความโดดเด่น

ไชยา มิตรชัย กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ ผมเติบโตจากสายอาชีพการแสดง มีรางวัลมากมากจากหลากหลายสาขาการแสดง แต่ครั้งนี้เป็นรางวัลด้านการบริหารเป็นครั้งแรก ความสำเร็จครั้งนี้ ผมต้องขอขอบคุณพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท ไทยเอฟดี เฮลท์แคร์ จำกัด ที่ร่วมผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สินค้า เด็กซ์ตร้าวีรุค พลัส ผลิตจาก สารสกัดเข้มข้นจากบิลเบอรรี่ 200 มิลลิกรัม สารสกัดจากดอกดาวเรือง สารสกัดจากซีบัคธอร์น และวิตามิน  A E C  ที่มีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของดวงตา ให้ความชุ่มขื้น ลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา

แนวคิดปรัชญาการทำงานผมยึดหลักคำนึงคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดในการผลิตสินค้าคือ เราจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของตัวเราและครอบครัวคนที่เรารัก เมื่อพบว่าดี ก็อยากส่งต่อไปยังทุกๆคนลูกค้าเปรียบเสมือนครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น ผมภูมิใจที่สามารถเพิ่มความสุขรอยยิ้มในวงกว้างขึ้น กระแสตอบรับดีเกินคาดและลูกค้าให้ความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมายอดขายแตะหนึ่งร้อยยี่สิบล้านแล้วนับเป็นความสำเร็จและเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าพอใจแบบเกินคาด” 

แบรนด์ เด็กซ์ตร้าวีรุคพลัส ดำเนินธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 2 แล้วเรายึดมั่นในการคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพ คำนึงถึงคุณประโยชน์และความปลอดภัยมาลำดับแรก วางกรอบกลยุทธ์การตลาด จริงใจในการส่งต่อสุขภาพตาที่ดี จึงประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมจากกลุ่มเป้าหมายหลัก คือผู้สูงวัยกลุ่มเป้าหมายรองทุกเพศทุกวัย กระแสตอบรับดีเกินคาดและลูกค้าให้ความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง

การได้รับรางวัลทั้ง 2 รางวัล “ศิลปินนักบริหารที่ประสบความสำเร็จแห่งปี” และรางวัล “ผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมแห่งปี” ในครั้งนี้ผมขอขอบคุณกรรมการทุกท่าน ขอบคุณลูกค้าทุกคน เป็นกำลังใจที่จะทำให้ผมและพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท ไทยเอฟดี เฮลท์แคร์ จำกัด พร้อมที่จะมอบสิ่งดีๆสู่ดวงตาทุกดวงของทุกๆคน”

อีกหนึ่งรางวัลที่โรงงาน บริษัท ไทยเอฟดี เฮลท์แคร์ จำกัด เป็นผู้ผลิต คือรางวัล “ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพยอดเยี่ยมแห่งปี” สินค้า เด็กซ์ตร้าวีลิน โดยร่วมกับนักธุรกิจหน้าใหม่ ต้าร์ เบญญาภา แก้วตั้งขึ้น ความเชื่อมั่นในสินค้า รวมถึงเป็นผู้ใช้จริง  จึงมั่นใจถึงความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์สริมอาหาร สินค้า เด็กซ์ตร้าวีลิน ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดสมัยใหม่ที่น่าสนใจ มีทัศนคติในเชิงบวก ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ด้วยการวางแผนธุรกิจตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

-(016)