แฉโดรนเขมร250ลำรุกอธิปไตยไทย ‘กองทัพ’ฮึ่ม! ซัดยั่วยุ-เป็นปฏิปักษ์ไม่เลิก

แฉโดรนเขมร250ลำรุกอธิปไตยไทย  ‘กองทัพ’ฮึ่ม!  ซัดยั่วยุ-เป็นปฏิปักษ์ไม่เลิก

แฉโดรนเขมร250ลำรุกอธิปไตยไทย ‘กองทัพ’ฮึ่ม! ซัดยั่วยุ-เป็นปฏิปักษ์ไม่เลิก

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แฉโดรนเขมร250ลำรุกอธิปไตยไทย ‘กองทัพ’ฮึ่ม! ซัดยั่วยุ-เป็นปฏิปักษ์ไม่เลิก ขู่ทบทวนปล่อย18เชลยศึก ทหารเหยียบบึ้ม!เสียขาที่11

กองทัพภาคที่ 2 สรุปภาพรวมสถานการณ์ชายแดนวันแรก หลังหยุดยิง พบการปฏิบัติระดับต่ำ อาทิ การใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพื่อตรวจการณ์ ชี้ไทยตรึงกำลังเฝ้าระวังใกล้ชิด ลาดตระเวนเข้ม 24 ชม. โฆษกทบ.เผยเขมรบินโดรนตรวจการณ์กว่า 250 ลำ ล้ำแดนอุบลฯ-ศรีสะเกษ-บุรีรัมย์ ชี้เป็นการยั่วยุ-เป็นปฏิปักษ์ เล็งพิจารณามาตรการตอบโต้ ขู่อาจทบทวนไม่ปล่อยตัว18เชลยศึก หลังครบเฝ้าระวัง72ชม. ทหารช่างเหยียบกับระเบิดอาการสาหัสเสียขาที่ 11 ระหว่างเข้าเคลียร์พื้นที่ชายแดน ที่“สัตตะโสม” กองทัพเดือด!เก็บข้อมูลฟ้องโลกชี้ผิดกฎออตตาวาชัดเจน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ธันวาคม กองทัพภาคที่ 2 สรุปภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาหลังหยุดยิงวันแรก (วันที่ 28 ธันวาคม) ภาพรวมสถานการณ์ตลอดทั้งวัน ยังไม่พบการปะทะด้วยอาวุธหนัก หรือการยิงตอบโต้กันอย่างเปิดเผย สถานการณ์โดยรวมอยู่ในภาวะหลังหยุดยิง แม้ความตึงเครียดจะลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

หลังหยุดยิงปรับการปฎิบัติระดับต่ำ

รายงานระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาลดการใช้อาวุธหนักที่มีลักษณะชัดเจน เช่น ปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) และปรับเปลี่ยนมาใช้การปฏิบัติในระดับต่ำ อาทิ การใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพื่อการตรวจการณ์ การเคลื่อนย้ายกำลังและส่งกำลังบำรุงผ่านเส้นทางในพื้นที่พลเรือน ขณะที่ฝ่ายไทยยังตรึงกำลังในที่ตั้งเดิม ตรวจการณ์พื้นที่และรักษาความพร้อมของกำลังพลต่อเนื่อง

ด้านการควบคุมสถานการณ์ การเคลื่อนไหวทางทหารและกิจกรรมทางอากาศของทั้งสองฝ่ายลดลงมาอยู่ระดับการคุมเชิง ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวที่มั่นหรือการรุกคืบพื้นที่ ไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในภาพรวม แต่อยู่ระหว่างเพิ่มความระมัดระวังต่อภัยคุกคามแฝง เช่น การวางกับระเบิด และการสอดแนมด้วย UAV

การประเมินพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามพบว่า ลักษณะการปฏิบัติสะท้อนการ “หยุดยิงในทางการเมือง” แต่ยังคงการเคลื่อนไหวทางทหารระดับต่ำ โดยการวางกับระเบิด การใช้ UAV ตรวจการณ์ และการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นเส้นทางหรือฐานพัก มีเป้าหมายเพื่อรักษาความได้เปรียบด้านพื้นที่และข่าวกรอง พร้อมลดความเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน ซึ่งอาจส่งผลสร้างความไม่ปลอดภัยให้ฝ่ายไทยในระยะยาว

ไทยตรึงกำลัง-ลาดตะเวนเข้ม

ขณะที่ฝ่ายไทยยังรักษาการควบคุมพื้นที่และการตรึงกำลังได้อย่างมีระเบียบ แต่เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับระเบิดสะท้อนว่า ภัยคุกคามในรูปแบบสงครามอสมมาตรยังคงมีอยู่ระดับสูง จึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน การตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ รวมถึงการคุ้มครองกำลังพลช่วงหลังหยุดยิง สำหรับแนวโน้มระยะสั้น คาดว่าสถานการณ์จะยังอยู่ในลักษณะ “สงบในเชิงยุทธการ แต่ตึงเครียดในเชิงพื้นที่” โดยฝ่ายตรงข้ามมีแนวโน้มใช้การสอดแนม เคลื่อนกำลังแบบจำกัด และก่อเหตุแฝงมากกว่าเปิดปะทะด้วยอาวุธหนัก ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังพื้นที่เปราะบางอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการยกระดับสถานการณ์หรือการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในอนาคต

หยุดยิงไม่กระทบอธิปไตย-ตรึงกำลัง24ชม.

ด้านพล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา แถลงย้ำจุดยืนประเทศไทยต่อมาตรการหยุดยิง ท่ามกลางการเผยแพร่ถ้อยแถลงและข้อความจากกัมพูชาช่วงที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าการดำเนินการของรัฐบาลและกองทัพไทยยึดหลักความรับผิดชอบ ความรอบคอบ และมาตรฐานสากลเป็นสำคัญ พร้อมย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของประเทศไทยคือ การคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ปกป้องอธิปไตยของชาติ และลดความสูญเสียทุกฝ่าย พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยเข้าร่วมมาตรการหยุดยิงทันที ณ จุดที่ตั้ง มีผลตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน

“การหยุดยิงดังกล่าวไม่กระทบต่อสิทธิ อธิปไตย ไม่ลดทอนศักดิ์ศรี หรือจุดยืนของประเทศไทยในประเด็นเขตแดน และไม่ถือเป็นการยอมรับการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงใดๆในพื้นที่ โดยรัฐบาลและกองทัพไทยยังตรึงกำลัง เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมดำเนินการตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกที่ตกลงร่วมกัน หากมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือกระทำกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ” ผอ.ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯย้ำ และว่า ไทยยึดข้อเท็จจริง หลักฐานและกลไกตรวจสอบ ที่ได้รับการยอมรับระดับสากลเป็นฐานดำเนินการ และสนับสนุนบทบาทกลไกที่ตกลงร่วมกัน เพื่อให้การหยุดยิงเป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใสและนำไปสู่การลดความตึงเครียดอย่างแท้จริง

ทหารไทยเหยียบระเบิดขาขาดที่สัตตะโสม

เวลา 11.00 น. เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพบก ทันกระแส” โพสต์ข้อความระบุ “สัตตะโสมอีกแล้ว ทหารไทยเหยียบกับระเบิดหลังเข้าเก็บกู้พื้นที่ กัมพูชาต้องชัดเจน เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด มีรายงานว่า สำหรับทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ทราบชื่อคือ จ.ส.ต.สุจินต์ จิตกรียาน สังกัด กองพันทหารช่างที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด เหยียบกับระเบิดสังหารบุคคลขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่กวาดล้างพื้นที่สัตตะโสมที่ยึดคืนมาได้ แรงระเบิดส่งผลให้ ขาซ้ายขาดและมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ตาซ้าย เจ้าหน้าที่นำตัวส่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบึงมะลู ก่อนส่งต่อโรงพยาบาลกันทรลักษ์ และประสานเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายด่วนไปยังโรงพยาบาลสุรินทร์

ทบ.เก็บหลักฐานชงเวทีโลกผิดกฎออตตาวา

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงว่า กองทัพภาคที่ 2 รายงานเหตุกรณีชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดจากกองพันทหารช่างที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขณะปฏิบัติภารกิจเสริมความมั่นคงในพื้นที่บริเวณเขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษว่า จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่ายังมีทุ่นระเบิดที่กัมพูชาติดตั้งไว้ในพื้นที่อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุม ก่อนประกาศหยุดยิง ซึ่งเจ้าหน้าที่เร่งเก็บกู้ ด้วยความยากลำบากเนื่องจากสภาพพื้นที่เสี่ยงอันตรายสูง สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ อยู่ระหว่างตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งกองทัพบกจะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อชี้แจงประชาคมระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาชัดเจน พร้อมทั้งรายงานคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เพื่อให้ตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกรอบข้อตกลงหยุดยิง

“กองทัพบกยืนยัน หลักฐานการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกกรณี ชี้ชัดว่ากัมพูชายังใช้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และทำลายทุ่นระเบิดดังกล่าว (อนุสัญญาออตตาวา) อย่างร้ายแรง ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากลและเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกไม่อาจยอมรับได้”

เขมรยั่วยุบินโดรน250ลำล้ำแดนไทย

ต่อมาเวลา 14.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีเมื่อคืนที่ผ่านมา (28 ธันวาคม) กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า กัมพูชาบินอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ล้ำแดนเข้ามาในพื้นที่อธิปไตยของไทยจำนวนมากกว่า 250 ลำ โดยเฉพาะพื้นที่ช่องบก ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เขาสัตตะโสม จ.ศรีสะเกษ ช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอาจถือเป็นการกระทำที่เป็นการยั่วยุและละเมิดมาตรการความตึงเครียดของถ้อยแถลงร่วมฯ

ไทยฮึ่มตอบโต้เขมรทบทวนปล่อย18เชลย

“จากผลประชุมจีบีซีกรณีนี้ถือว่า กัมพูชายังคงมีการยั่วยุและมีท่าทีลักษณะมีเจตนาเป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่ายไทย จึงอาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการตอบโต้ เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ประชาชนบริเวณชายแดน และรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน รวมทั้งอาจจำเป็นพิจารณาทบทวนการปล่อยตัว 18 เชลยศึก เนื่องจากท่าทีและการกระทำของกัมพูชาวันแรกที่เรามีข้อตกลงหยุดยิง ขณะนี้อยู่ระหว่างเฝ้าติดตาม ซึ่งปัจจุบันผ่านมา 48 ชั่วโมงแล้ว เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากมีสิ่งใดที่ผิดไปจากความปกติจะชี้แจงต่อไป”พล.ต.วินธัย กล่าว

ยันตรึงกำลังในพื้นที่หลังครบ72ชม.

ผู้สื่อข่าวถามว่าไทยเตรียมพร้อมอย่างไร หากครบช่วงเฝ้าระวัง 72 ชั่วโมงวันพรุ่งนี้ (30 ธันวาคม) เวลา 12.00 น. โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า กำลังฝ่ายเรายังอยู่เหมือนเดิม เราปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ แต่เรายังเดินหน้าสถาปนาความมั่นคงพื้นที่ปฏิบัติงานของเรา ซึ่งก่อนหน้านี้เราพบปัญหาทุ่นระเบิดในพื้นที่ ขณะนี้หลายพื้นที่ที่เราเข้าควบคุมได้ เชื่อว่ามีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลวางไว้จำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารไทยทำงานได้ยาก ส่วนท่าทีฝ่ายไทยเฝ้าระวังหรือเติมกำลังในพื้นที่ควบคุมหรือไม่นั้น ขณะนี้เป็นไปตามข้อตกลง กำลังพลยังไม่มีการปรับเข้าและปรับออก เพราะเรามีภารกิจความมั่นคงที่ต้องทำต่อไป

หยุดยิงไม่ได้หมายความว่าเขมรแพ้

วันเดียวกัน พลเอกฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุข้อความถึงทหาร ตำรวจและพี่น้องร่วมชาติที่เคารพรักอย่างลึกซึ้งที่สุด! เนื้อหาโดยสรุปว่า กัมพูชาให้คุณค่าสูงสุดต่อสันติภาพและการพัฒนา สนับสนุนและร่วมปฏิบัติอย่างซื่อตรงต่อระเบียบภูมิภาคและสากล โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และข้อตกลงที่กัมพูชารับรอง โดยเฉพาะธรรมนูญสหประชาชาติและธรรมนูญอาเซียน ด้วยจิตวิญญาณนี้ รัฐบาลกัมพูชายึดถือจุดยืนการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีเสมอมา และยังพยายามเจรจาทุกรูปแบบเพื่อยุติการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ และกลับไปแก้ปัญหาพรมแดนตามกลไกทางเทคนิคและกรอบกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ หลังความพยายามเจรจาด้วยความอดทนสูงสุด กัมพูชาและไทยได้ตกลงบังคับใช้มาตรการหยุดยิงทันที ณ จุดที่ตั้ง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 12:00 น. วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

“การเลือกปฏิบัติการหยุดยิงนี้ ไม่ได้หมายความว่ากัมพูชายอมแพ้ หรือยอมแลกบูรณภาพแห่งดินแดนกับสันติภาพ และยิ่งไม่ได้หมายความว่ากัมพูชาหมดสมรรถภาพหรือละทิ้งสิทธิป้องกันตนเอง ในทางกลับกัน การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นว่ากัมพูชาเลือกวิถีแห่งสันติภาพ และยกเอาชีวิตและความสุขของประชาชนเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด แม้ต้องเผชิญกับความกดดันหรือความยากลำบากเพียงใดก็ตาม”

ยันไม่กระทบเส้นเขตแดนระหว่างปท.เดิม

ฮุน มาเนตกล่าวตอนหนึ่งด้วยว่า ความจริง “การหยุดยิงทันที ณ จุดที่ตั้ง” หมายความว่ากองกำลังทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามการหยุดยิงนี้ โดยรักษาตำแหน่งของตนไว้ ณ เวลาที่เริ่มมีผลบังคับใช้ ในแง่นี้ ข้าพเจ้าขอย้ำว่า การรักษาจุดที่ตั้งกองกำลัง ณ เวลาเริ่มหยุดยิงนี้ ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่ายว่า “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างประเทศทั้งสอง” ซึ่งจุดนี้รัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องให้ระบุไว้ชัดเจนใน “แถลงการณ์ร่วมของการประชุมพิเศษคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างกัมพูชาและไทย ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568” ประการนี้ยืนยันชัดเจนว่า เส้นเขตแดนระหว่างประเทศระหว่างกัมพูชาและไทยยังถูกกำหนดโดยสนธิสัญญาและอนุสัญญาที่มีอยู่เดิม กัมพูชายังรักษาสิทธิอย่างเต็มเปี่ยมในการแก้ปัญหาพรมแดนนี้กับไทย ตามกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทวิภาคีที่มีผลบังคับใช้ พร้อมรับประกันว่าข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงนี้ จะไม่กระทบการทำงานวัดหลักเขตแดนระหว่างประเทศทั้งสอง ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้คณะกรรมการปักปันเขตแดนทางบก (JBC) ดำเนินการต่อไปเร็วที่สุด การสำรวจปักปันเขตแดนตามข้อตกลงเดิมที่มีอยู่ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งประชาชนเคยอาศัยอยู่ เพื่อรับประกันสันติภาพที่ยั่งยืนตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ

ย้ำครบ72ชม.18เชลยต้องได้รับการปล่อยตัว

อีกประการหนึ่ง ตามเงื่อนไขของแถลงการณ์ร่วมนี้ หลังหยุดยิงเต็มรูปแบบครบ 72 ชั่วโมง ทหารกัมพูชา 18 นาย จะได้รับการปล่อยตัวกลับสู่กัมพูชา ตามจิตวิญญาณของแถลงการณ์ร่วมกัวลาลัมเปอร์ที่ได้ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 นอกจากนี้ แถลงการณ์ร่วมยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในการผลักดันความร่วมมือลำดับความสำคัญอื่น โดยใช้กลไกและข้อตกลงที่มีอยู่เดิม ในแง่นี้ แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้เป็นการสานต่อสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้า รวมถึงข่าวประชาสัมพันธ์ร่วมเรื่องการหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และแถลงการณ์ร่วมกัวลาลัมเปอร์วันที่ 26 ตุลาคม ตลอดจนเอกสารข้อตกลงอื่นระหว่างกัมพูชาและไทย และขอยืนยัน กัมพูชายึดมั่นในจุดยืนที่จะปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงนี้อย่างเต็มที่และซื่อสัตย์

ฮุนเซนจี้ไทยถกจีบีซีเร่งปักปันเขตแดน

เวลาไล่เลี่ยกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุ คณะกรรมการชายแดนร่วม หรือ JBC ฝ่ายกัมพูชา ได้ส่งบันทึกทางการทูตไปยังคณะกรรมการชายแดนร่วม หรือ JBC ของฝ่ายไทย เพื่อเสนอให้จัดประชุมเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2569 ที่เมืองเสียมราฐ เพื่อหารือและดำเนินการสำรวจและปักปันเขตแดน

วาระสำคัญที่กัมพูชาเสนอครั้งนี้ เน้นส่งทีมสำรวจร่วมลงพื้นที่จริงในจุดที่เคยเป็นประเด็นขัดแย้ง เช่น ระหว่างหลักเขตแดน 42 – 47 บริเวณบ้านจกเจยและเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย และระหว่างหลักเขตแดน 52 – 59 บริเวณตำบลบึงเรียง และตำบลกัมเรียง จังหวัดพระตะบอง พื้นที่ทมอดา จังหวัดโพธิสัตว์ ระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 33 – 37 บริเวณบึงตระกวน

ลั่นเขมรไม่ยอมรับเขตแดนจากการใช้กำลัง

“ในโอกาสนี้ คณะกรรมาธิการ JBC ฝ่ายกัมพูชา ยึดมั่นจุดยืนปกป้องเส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชา-ไทย ตามที่ได้รับสืบทอดมาจากคณะกรรมการกำหนดเขตแดนระหว่างอินโดจีนและสยาม โดยเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ JBC ฝ่ายกัมพูชาจะสำรวจที่ดินและปักปันเขตแดนร่วมกับ JBC ฝ่ายไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรลุเป้าหมายการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน และจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของเส้นเขตแดนที่เกิดจากการใช้กำลัง”ฮุนเซนระบุ

ทัพไทยโต้ผู้นำเขมรหยุดยิงไม่กระทบอธิปไตย

หลัง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความยืนยันว่าการหยุดยิงกับไทยไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการลดความสูญเสีย พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และผอ.ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากล่าวยืนยันว่า การดำเนินการของรัฐบาลและกองทัพไทยที่ผ่านมา ยึดหลักความรับผิดชอบ ความรอบคอบ และมาตรฐานสากลเป็นสำคัญ เป้าหมายสูงสุดคือ ความปลอดภัยของประชาชน การปกป้องอธิปไตยของชาติ และลดความสูญเสียของทุกฝ่าย เป็นมาตรการลดความตึงเครียดและคุ้มครองชีวิตประชาชน ภายใต้หลักการชัดเจนว่า การหยุดยิง ไม่กระทบสิทธิ อธิปไตย หรือจุดยืนของประเทศไทยในประเด็นเขตแดน และไม่ถือเป็นการยอมรับการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในพื้นที่ รัฐบาลไทยและกองทัพไทยยังตรึงกำลัง เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมดำเนินการตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกที่ตกลงร่วมกัน หากมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือกระทำการกระทบความปลอดภัยของประชาชนและอธิปไตยประเทศ นอกจากนี้ ไทยยืนยันใช้ข้อเท็จจริง หลักฐาน และกลไกตรวจสอบที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล

กต.ประท้วงเขมร-ลุยฟ้องออตตาวาถึงที่สุด  

                ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ เรื่อง การประท้วงต่อเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 11   มีเนื้อหาโดยสรุปว่า  ไทยขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอประณามการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ที่กัมพูชาเป็นรัฐภาคีอย่างโจ่งแจ้ง อีกครั้ง  ในการนี้ ไทยจะมีหนังสือประท้วงถึงกัมพูชา และจะดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาออตตาวาอย่างถึงที่สุดต่อไป รวมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาให้ความร่วมมืออย่างจริงใจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาระสำคัญของแถลงการณ์ร่วม ของการประชุม GBC ที่ทั้งสองฝ่ายมีพันธะต้องปฏิบัติตาม

นายกฯบินลงพื้นที่3จว.อีสานใต้

 วันเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรรีและรมว.มหาดไทยว่า เวลา 08.00  น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทินสวมเครื่องแบบกองอาสารักษาดินแดน(อส.) เดินทางไป 3 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ประกอบด้วย จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ และอำนาจเจริญ โดยมีพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ร่วมเดินทางด้วย

ขึ้นปราสาทตาควาย-เนิน350เยี่ยมทหาร

 กระทั่งเวลา 12.00 น.นายกฯเดินทางถึงฐานปฏิบัติการเฝ้าระวังปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ เพื่อให้กำลังใจกำลังพลที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดน โดยร่วมรับประทานอาหารกลางวันและเดินดูชีวิตความเป็นอยู่ของกำลังพล ก่อนเดินทางไปปราสาทตาควาย  แวะสักการะรูปปั้นพระใหญ่ บริเวณฐานปราสาทตาควาย รวมถึงพูดคุยกับหลวงตาเยื้อน วัดเขาศาลา อำเภอบัวเชด จ.สุรินทร์ ที่บอกนายกฯว่าให้เปลี่ยนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กำลังพล เนื่องจากจัดซื้อมาหลายปีแล้ว รวมถึงให้ทำถนนใหม่ขึ้นมาปราสาทตาควาย เพราะของเดิมชำรุด

 เมื่อนายกฯเดินเท้าถึงปราสาทตาควายได้พูดคุยทักทายให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และบอกว่า จุดนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่ปราสาทตาควายคืน จากนั้น นายกฯเดินทางต่อไปยังเนิน 350 ให้กำลังใจกำลังพล ให้รักษาเนื้อรักษาตัว และขอบคุณที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ พร้อมระบุว่าเดี๋ยวตนจะมาให้กำลังใจอีก และชื่นชมทหารว่าเก่งมาก  ช่วงหนึ่งนายกฯชี้ไปที่กล่องโฟมบรรจุระเบิด PMN-2 และบอกว่าดูสิ นี่คือกล่องใส่ทุ่นระเบิด ก่อนตั้งคำถามว่าหาก 30 ปีแล้วโฟมจะอยู่สมบูรณ์แบบนี้ได้หรือไม่ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก  นอกจากนี้ นายกฯได้ไปดูจุดที่พบร่าง 2 ทหารกล้า ที่ช่วงแรกยังไม่สามารถนำร่างลงมาจากเนิน 350 ได้ ซึ่งนายกฯ ได้ยกมือไหว้ แสดงความเคารพ ก่อนร่วมถ่ายภาพกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนเนิน

ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพพลทหารธนพัฒน์

 เวลา 16.40 น. น. ที่วัดเชือกนอก ตำบลนาจิก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ นายกฯเดินทางไปเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารธนพัฒน์  นันทะวงศ์ ทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะ ระหว่าง ไทย – เขมร ที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม  ซึ่งนายกฯแสดงความเสียใจให้กำลังใจครอบครัวพลทหารธนพัฒน์ รวมถึงเป็นสักขีพยานพิธีมอบธงชาติคลุมหีบศพ ใบประกาศเกียรติคุณ รวมถึงเงินพระราชทาน เงินช่วยเหลือจากกองทัพบก และเงินสินไหมทดแทนจากกองทัพภาคที่ 1

นายกฯสงสารทหาร-ชี้ยังไม่มีเหตุผิดปกติ

 จากนั้นนายกฯให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางลงพื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ว่า  ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ก็อาจมีรายงานเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นภัยต่อประเทศ  จากการลงพื้นที่วันนี้ตนรู้สึกเห็นใจทหารที่ปฎิบัติหน้าที่ และเชื่อว่าประชาชนคนไทยทุกคนต่างซาบซึ้งและขอบคุณทหารทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดน จากที่ตนลงพื้นที่นั้นก็เห็นเป็นเหมือนลูกหลาน มีทั้งทหารเกณฑ์ ทหารอาสา เท่าที่พูดคุยด้วยทุกคนขวัญกำลังใจยังดีอยู่ แต่อาจคิดถึงบ้านบ้าง ตนให้คำยืนยันไป โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการและสวัสดิภาพ เพื่อตอบแทนบุญคุณของทหารที่ทำหน้าที่รักษาดินแดน ประเทศชาติ เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ

ลั่นพร้อมสร้างรั้ว-กำแพงชายแดน

  ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลครั้งหน้าจะพิจารณาสร้างรั้วและกำแพงตามแนวชายแดนหรือไม่ นายอนุทินย้ำว่า นั่นเป็นนโยบายที่ได้นำเสนออยู่แล้ว เราจะสร้างทั้งกำแพง ทั้งรั้ว โดยกำแพงนั้นคือสิ่งปลูกสร้าง ส่วนรั้วคือความเข้มแข็งของกองทัพไทย ที่ต้องมั่นคง แข็งแกร่ง ไม้ให้ใครเข้ามาโจมตีหรือคุกคามได้ง่ายๆ ทั้งนี้  เราทำไปตามจุด ซึ่งกองทัพมาร์กจุดไว้หมดแล้ว และเรื่องงบประมาณก่อสร้างก็ได้จัดสรรโดยกองทัพเองอยู่แล้ว หากตรงไหนไม่พอ เขาก็จะมารับการสนับสนุน เพราะเป็นสิ่งที่เป็นฉันทานุมัติแล้วว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ เราควรจะทำในจุดที่จำเป็นต้องทำ

  เมื่อถามว่าในการเจรจากับเขมรครั้งนี้มั่นใจขนาดไหน เพราะประชาชนยังวิตกว่าจะหยุดยิงได้จริงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ดินแดนของเราที่ทางกองทัพเขาตั้งใจ มีเจตนารมณ์สถาปนาความมั่นคง สถาปนาอธิปไตยบนดินแดนนั้น เราก็ทำได้หมด

ลั่นนำแผ่นดินไทยทุกตารางนิ้วคืนมาได้ครบ

 ถามต่อว่าเรายึดตามที่ยึดได้ล่าสุดใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า อย่าใช้คำว่ายึด เพราะนั่นเป็นดินแดนของเรา เรากลับไปสถาปนาอธิปไตยของเรา ให้เห็นว่าที่นี่เป็นแผ่นดินของประเทศไทย ยืนยันว่าเรื่องป้องกันประเทศ เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว ถ้าอธิปไตยเราถูกคุกคาม แผ่นดินของเราถูกล่วงละเมิด เราก็ควรไปเอาคืนมา ซึ่งตอนนี้กองทัพ ทั้งกองทัพไทย ทัพบก ทักเรือ ทัพอากาศ ตำรวจ อาสาสมัคร ฝ่ายปกครอง เราก็ร่วมกัน ช่วยกัน สนับสนุนกัน เราก็นำแผ่นดินที่เป็นของคนไทยกลับคืนมา

  ถามอีกว่า ไปปราสาทตาควายมาเห็นด้วยตาตัวเองคิดว่าบูรณะได้หรือไม่ เพราะเสียหายพอสมควร นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าไปเปรียบเทียบกัน เรื่องการรักษาอธิปไตยเรารักษาบูรณภาพแห่งดินแดน สิ่งปลูกสร้างใดๆ ที่มีความเสียหายเราก็ค่อยกลับมาบูรณะ ตนคุยกับ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม ก็ยืนยันว่าได้หารือกับกรมศิลปากร และคนที่เกี่ยวข้องก็ยืนยันว่าบูรณะได้ แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือเราเอาดินแดนทุกตารางนิ้วที่เราคิดว่าเสียไป เอากลับมาได้ครบ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ปัจจุบันเรือนจำปกติก็ยังไม่สามารถต้านทานอำนาจเงินของกลุ่มทุนเทาได้ ยังมีการลักลอบใช้โทรศัพท์มือถือสั่งยา สั่งงานออกมาข้างนอก หรือแม้แต่การนำผู้หญิงเข้าไปข้างใน แต่สำหรับคุกกลางทะเล ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพราะทะเลคือกำแพงธรรมชาติที่ดีที่สุด”

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะกับกาลปัจจุบัน

ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะกับกาลปัจจุบัน

ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะกับกาลปัจจุบัน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.41 น.

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติบางฉบับ ที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะกับกาลปัจจุบัน

ส้มไม่ได้ปลอดเทาจริง เพียงแต่เทายังไม่ถูกจับได้เท่านั้น

ส้มไม่ได้ปลอดเทาจริง เพียงแต่เทายังไม่ถูกจับได้เท่านั้น

ส้มไม่ได้ปลอดเทาจริง เพียงแต่เทายังไม่ถูกจับได้เท่านั้น

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.24 น.

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า เมื่อจุดขายมาเป็นจุดตาย  “ส้มไม่ได้ปลอดเทาจริง เพียงแต่เทายังไม่ถูกจับได้เท่านั้น“

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

พรรคประชาชน สร้างแบรนด์ด้วยภาพลักษณ์ของความ “สะอาด” “ใหม่” และ “ต่อต้านทุนสีเทา/ผู้มีอิทธิพล” สโลแกน “กาส้ม ล้มเทา” เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจน

เมื่อ”คนของส้ม” กลายเป็น “คนสีเทา” เสียเอง 

จุดขายเลยกลายเป็นจุดตาย 

ทำให้เกิดคำถามต่อสังคมว่า ที่บอกว่าจะไปปราบคนโกง ตัวเองสะอาดจริงหรือยัง?

การที่พรรคชูธงเรื่อง “ข้อมูลแน่น” “รู้ทันคนโกง” หรือมีการอภิปรายเรื่องทุนสีเทาอย่างดุเดือด แต่กลับไม่รู้ระแคะระคายภูมิหลังของผู้สมัครของตนเอง (ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายใหญ่ระดับฟอกเงิน 2 หมื่นล้าน) สะท้อนอะไร?

การแค่ “ขอโทษและเปลี่ยนตัว” มันง่ายเกินไปสำหรับพรรคที่ตั้งมาตรฐานจริยธรรมไว้สูงกว่าพรรคอื่น การทำแบบนี้ไม่ได้ลบความจริงที่ว่าพรรคเคย “โอบอุ้ม” หรือ “หลงเชื่อ” คนสีเทาเข้ามา

นายบุญฤทธิ์เคยแสดงวิสัยทัศน์ต่อต้านการเมืองเก่า (สีเทา) แต่ตัวเองกลับพัวพันคดีร้ายแรง จุดนี้ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของคำพูดสวยหรูของนักการเมือง มันตอกย้ำความเชื่อที่ว่า “นักการเมืองก็

เหมือนกันหมด” หน้าไหว้หลังหลอก ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคพยายามต่อสู้มาตลอดว่าตนเอง “ไม่เหมือนคนอื่น”

สโลแกนพรรคประชาชนชูจุดขายเรื่องความสะอาด การมีจุดด่างพร้อยแม้เพียงจุดเดียวจะเห็นชัดกว่าพรรคที่ไม่ได้ชูเรื่องนี้

“ส้มไม่ได้ปลอดเทาจริง เพียงแต่เทายังไม่ถูกจับได้เท่านั้น“

ที่ปรึกษารมว.กลาโหม เคลียร์ชัด ปมข่าวเสี้ยม รัสเซีย-ไทย-เบลารุส

ที่ปรึกษารมว.กลาโหม เคลียร์ชัด ปมข่าวเสี้ยม รัสเซีย-ไทย-เบลารุส

ที่ปรึกษารมว.กลาโหม เคลียร์ชัด ปมข่าวเสี้ยม รัสเซีย-ไทย-เบลารุส

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.02 น.

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารมว.กลาโหม ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก “Wanwichit Boonprong” ระบุว่าเชิญอ่านทีละบรรทัดนะครับ นี่คือข้อมูลจากคนวงใน “เบลารุส” 

ตามที่มีข่าว IO มุ่งเปลี่ยนมิตรของไทยเป็นศัตรู ในช่วงที่ผ่านมา เช่น พบจรวด 122มม. จากรัสเซีย-เบลารุส ในเขมรซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการแก้ข่าวว่าจรวดดังกล่าวไม่ได้มาจากรัสเซียและเบลารุส ข่าวทหารรัสเซีย วาคเนอร์ ซึ่งเป็นทหารรับจ้าง เข้าแนวรบที่เขมร ปล่อยหลังจากการพบโดรนที่ใช้ปฎิบัติการในเขมร จากสงครามรัสเซีย ยูเครน ทำให้เข้าใจว่าเป็นการสนับสนุนการปฎิบัติการจากฝั่งรัสเซียและเบลารุส ซึ่งต่อมาพบว่าเป็นโดรนผลิตจากโปแลนด์ และปฎิบัติการโดยทหารรับจ้างจากฝั่งยูเครน และล่าสุดพบเครื่องเช่าเหมาลำจาก เบลารุสบินผ่านเคนยา มาเลเซียเข้าเขมร 

เครื่องบินรุ่น อิล62 เป็นเครื่องโดยสารให้เช่าดัดแปลงเป็นเครื่องคาร์โก้ บินเคนยา และผ่านมาเลเซีย เข้าเขมร คล้ายกับกรณี เครื่องเช่าจากยูเครนบินไปรับอาวุธที่อิหร่านและโดนจับ ในประเทศไทยปรากฎต่อมาเป็นของวิคเตอร์ บูท การจับดังกล่าวเป็นการให้ข่าวกรองจากสหรัฐอเมริกา กรณีเครื่องเช่าเหมาลำดังกล่าว ขอให้พิจารณาดังนี้ 

1. ทำไมต้องบินไปเคนย่า และผ่านมาเลยเซีย  ในเมื่อระยะทางบินหากมีสินค้าบนเครื่องบินแล้วสามารถบินผ่านน่านฟ้าพันธมิตร ทั้งคาซัคสถานและอุซเบกิสถาน ที่ใช้เวลาบิน จากมินส์ ไปทาสเค้นท์ หรือแอสตาน่า เพียง4-5ชม.เพื่อเติมน้ำมันและสามารถบินตรงเข้าพนมเปญได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านมาเลเซีย คำถามคือต้องไปรับสินค้าที่เคนยาและรับเงินที่มาเลเซีย และส่งของที่พนมเปญ หรือไม่

2. ใครคือผู้เข่า ใครเป็นผู้จ่ายเงิน ใครเป็นผู้ปล่อยข่าว ใครคือผู้ได้ประโยชน์ จากการข่าว IO ในครั้งนี้??
ข้าพเจ้า เลยขออธิบายเพิ่มเติม ตามหลักรัฐศาสตร์ IR และจากข้อมูลหลักระดับปฐมภูมิ และข้อมูลรองระดับทุติยภูมิ รัสเซีย/เบลารุส ในขณะนี้ เป็นคู่พิพาท กับยูเครน และนาโต้ ในกรณีปฎิบัติการทางทหารรัสเซีย ยูเครน ตั้งแต่ปี2022 จนถึงปัจจุบัน ในทางปฎิบัติ รัสเซียและเบลารุส ต้องเตรียมความพร้อมสูงสุด จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะขายหรือส่งอาวุธ ให้กับกัมพูชาได้ในเวลานี้ เขมรหรือกัมพูชาไม่ใช่มหามิตรของรัสเซียหรือเบลารุส เมื่อเทียบกับเวียดนามหรือลาว แม้กระทั่งไทย โดยล่าสุดรัสเซียได้ประกาศงดการส่งอาวุธให้กับประเทศคู่ค้า สอดคล้องกับสื่อหลักทุกสำนัก
ด้านความสัมพันธุ์ระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน รัสเซียมีความสัมพันธุ์ที่ดีกับไทย และไม่เคยมีนโยบายแทรกแซงกิจการภายในของไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน รัสเซียมีสถานทูตในไทย ไทยมีสถานทูตในมอสโค นอกจากนี้เอกอัครราชทูตรัสเซียดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะทูต หรือ ดีน ของทูตและกงสุลในไทย 

ส่วนเบลารุส แปลว่ารัสเซียขาว ประเทศสมาชิก CIS ถือว่ามีความสัมพันธุ์ใกล้ชิดกับรัสเซียมากที่สุดตั้งแต่วันแตกสลายของ สหภาพโซเวียต ถือเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับรัสเซีย  มีความสัมพัธุ์ที่ดีกับไทยเข่นกัน โดยเบลารุสมีสถานกงสุลในไทย และไทยมีสถานกงสุลในมินส์ 

ไทยมี ผช.ทูตทหาร ประจำมอสโค มีเขตอาณา ดูแลมินส์  มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง มาโดยตลอด เข่นพลเอกประวิทย์ วงศ์สุวรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี, นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา, พลเอกสิงห์ศึก สิงห์ไพร ในฐานะรองประธานวุฒิสภาและประธานกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาไทย เบลารุส ไปเยือนกรุงมินส์  ส่วนทางเบลารุส นำโดยประธานรัฐสภาเบลารุส มาเยือนไทย ในปี 2568 เอกอัครราชทูตเบลารุส ประจำเวียดนาม มีเขตอาณาคลอบคลุมประเทศไทย เขมร ลาว และเมียมา เดินทางมาเยือนไทย 3 ครั้งภายใน 1 ปี  จึงถือได้ว่ามีสัมพันธุ์ที่ดีกว่าฝั่งเขมร เมื่อเทียบการเยือนอย่างเป็นทางการ และระดับความสัมพันธุ์ทางการทูต

 เบลารุสไม่มีสถานทูตในกัมพูชา

ประกอบกับ ในเดือน ธค. 2568 ในระหว่างการเยือน ลาวและเมียนมา ของประธานธิบดี ลูกาเชงโก้ ของเบลารุส รัฐมนตรีในคณะรัฐบาล เบลารุส 7 ท่าน ถือโอกาสเยือนไทย เพื่อเตรียมการยกระดับความสัมพันธ์ุ ในการค้าและการต่างประเทศ กล่าวคือ เบลารุส จะเปิดเที่ยวบินตรง ในวันที่ 9 มกราคม 2569 เข้าอู่ตะเภา และ 16 มกราคม 2569 เข้าภูเก็ต และ ในอนาคตอันใกล้ขยาย ไฟท์ บิน ตรงเข้ากรุงเทพ และ แสดงความประสงค์จะยกระดับ การเปิดสถานทูต และสถานกงสุลเพิ่มเติม ในภูเก็ต และชลบุรี 

ประเทศไทยถือเป็นเป้าหมายที่คนเบลารุสต้องการมาท่องเที่ยว โดยการเปิดไฟท์บินตรงจากเบลารุสมาไทยโดยสายการบินแห่งชาติ เบลาเวีย ของเบลารุสด้วยเรื่องแอร์บัส 330 ถือเป็นการ ขยายฝูงบินระยะไกล ของเบลารุสเป็นครั้งแรก จากข้อมูลทราบมาว่าตั๋วเครื่องบินถูกจองเต็มทุกไฟท์ 

เมื่อพิจารณาความแนบแน่นรัสเซีย และเบลารุส กับลาว และเวียดนาม ที่มีการปกครองในระบอบ คอมมิวนิสต์  ของโลกที่ยังคงเหลืออยู่ จีน, เกาหลีเหนือ, ลาว, เวียตนาม และ คิวบา 
โดยลาวและเวียดนาม เป็นคูุ่พิพาทตามชายแดนกับเขมรเช่นกัน จึงสามารถพิจารณาได้ว่า

รัสเซียและเบลารุส เลือกที่จะสนับสนุน ลาวและเวียตนาม มากกว่าเขมร เข่น ตย. รถถังหลักของลาว เป็นที72 ปรับปรุงล่าสุด และ และ ของเวียดนามเป็น ที90 

สรุปได้ว่ารัสเซียและเบลารุส มองเขมรแบบมีระยะห่าง มากยิ่งขึ้นเมื่อเขมรเลือกเล่นบท เครื่องมือของอเมริกา มาคานอำนาจจีนในเขตอินโดแปซิฟิค ประเทศเขมรเป็นพื้นที่สีเทา เป็นแหล่งสแกมเมอร์, ค้าอาวุธเถือน, และฟอกเงินของเขมร สร้างปัญหาให้กับรัสเซียและเบลารุสเป็นอย่างมาก

เมื่อเทียบกับมุมมองที่รัสเซียและเบลารุส มองไทย ที่เป็นมิตร จากท่าทีของไทยในการโหวต มติ วาระต่างในเวทีโลก กรณีปฎิบัติการทางทหารรัสเซีย ยูเครน ถือเป็นแนวกลางๆ 

เมื่อพิจารณาจากทุกมิติเศรษฐกิจเข่น การค้า การลุงทุน การท่องเที่ยว มิติทางสังคมวัฒนธรรม เข่นการแลกเปลี่ยนนักศึกษาการศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนศิลปะและการแสดง มิติทางทหาร การซื้อยุทธโธปกรณ์และเเลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางทหาร ทั้งรัสเซียและเบลารุส กับไทย มีตัวเลขที่สูงกว่าเขมร อย่างมาก เนื่องจากเขมรพึ่งพาอาวุธจีนเป็นหลัก และตลาดมืดเป็นรอง และ มิติทางการทูต ความใกล้ชิด การแลกเปลี่ยนการเยือน มีเรื่องเล่าว่า ข้าราชการระดับสูงของเบลารุส ล่าพักร้อนมาพัทยาและภูเก็ตในเดือนมกราคม ไฟท์เต็ม เข่นเดียวกับไฟท์บินจากรัสเซียมาไทย เต็มแทบทุกไฟท์เช่นกัน

 ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า ใครได้ ใครเสีย ในข่าว IO ทีปล่อยทำร้ายความเป็นมิตร ระหว่างไทยกับรัสเซียและ

ไทยกับเบลารุส..

มิตรแท้จะไม่ก้าวกายกิจการภายในซึ่งกันและกัน ให้เกียรติในฐานะรัฐชาติ ต่างกับชาติมหาอำนาจที่พร้อมจะเอาเปรียบ แทรกแซง รังแกชาติเล็กๆ โดยไม่เคารพต่อกฎบัตรสหประชาชาติ หรือสนธิสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น..

เอกอัครราชทูตเบลารุส มีเขตอาณาประเทศไทย เดินทางถึงไทย 6มกราคม ครับ

รัฐมนตรี ต่างประเทศ เบลารุส ถึงไทย 26มกราคม มาพักร้อน ครับ. 

ข้อเท็จจริง สามารถสอบถามได้ มีคำพูดของทางผู้ใหญ่เบลารุส กล่าวว่า ข่าวปล่อยสร้างสถานการณ์

Q & A เชิงหลักการ-สากล ตอบคำถามพี่น้องประชาชน

Q & A เชิงหลักการ-สากล ตอบคำถามพี่น้องประชาชน

Q & A เชิงหลักการ-สากล ตอบคำถามพี่น้องประชาชน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.46 น.

Q1: การประท้วงของหน่วยราชการ ไม่ว่าจะเป็น ทบ. ประท้วงต่อ AOT หรือกระทรวงการต่างประเทศ ประท้วงต่ออนุสัญญาออตตาวา มีผลจริงหรือไม่ ในเมื่อกัมพูชาดูไม่สนใจ?

A: การยื่นหนังสือ เรื่องประท้วงเป็นแนวปฏิบัติสากล และถือเป็นก้าวแรกของการแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการของฝ่ายไทย ที่มีผลในเชิงกฎหมายและการทูตอย่างชัดเจน การประท้วงอย่างเป็นทางการคือการบันทึกว่าไทยไม่ยอมรับการกระทำดังกล่าว และสงวนสิทธิของประเทศไว้ครบถ้วน เป็นหลักฐานสำคัญในระบบกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการยืนยันจุดยืนของไทยต่อประชาคมโลก ผ่านกรอบต่าง ๆ ขององค์การระหว่างประเทศ หรือ Treaty Body (คณะกรรมการตามสนธิสัญญา) และประเทศที่สามหรือองค์กรระดับภูมิภาคเช่นอาเซียน

Q2: ถ้าอีกฝ่ายไม่หยุด หรือไม่ตอบสนอง การประท้วงยังจำเป็นหรือไม่?

A: จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการไม่ประท้วงอาจถูกตีความว่า ยอมรับโดยปริยาย การประท้วงคือการปกป้องสิทธิและอธิปไตยของไทยในระยะยาว แม้อีกฝ่ายจะไม่ตอบ แต่บันทึกทางการทูตยังคงมีผล และถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในเวทีระหว่างประเทศได้เสมอ

Q3: ทำไมกัมพูชาจึงดูเหมือนทำอะไรก็ได้ ไม่สนใจกติกาสากล?

A: ระบบระหว่างประเทศไม่มีการบังคับใช้แบบทันทีเหมือนกฎหมายภายในประเทศ บางรัฐเลือกฝ่าฝืนกติกาเพราะอาจประเมินว่ารับต้นทุนได้ อย่างไรก็ตาม การไม่ปฏิบัติตามกติกาสากลจะสะสมต้นทุนทางความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อการเจรจาและภาพลักษณ์ของรัฐนั้น เป็นอย่างมาก

Q4: การที่ไทยยึดกติกา จะทำให้ไทยเสียเปรียบหรือไม่?

A: ไม่เสียเปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ ตรงกันข้าม การยึดกติกาสากลทำให้ไทยรักษาความชอบธรรม (legitimacy) และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินการทางการทูต กฎหมาย และมาตราฐานสากล

อนุทิน พร้อมกลับมาสร้างกำแพงชายแดน ปกป้องรั้วของชาติ ยันปราสาทตาควายบูรณะได้

อนุทิน พร้อมกลับมาสร้างกำแพงชายแดน ปกป้องรั้วของชาติ ยันปราสาทตาควายบูรณะได้

อนุทิน พร้อมกลับมาสร้างกำแพงชายแดน ปกป้องรั้วของชาติ ยันปราสาทตาควายบูรณะได้

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.38 น.

“อนุทิน” เห็นใจทหาร  ประกาศลั่น พร้อมกลับมาสร้างกำแพงชายแดน ปกป้องรั้วของชาติ – ยืนยัน ปราสาทตาควายบูรณะได้

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่วัดเชือกนอก จ.อำนาจเจริญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางลงพื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ว่า ขณะนี้เราได้มีการลงนามในถ้อยแถลงหยุดยิง ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ยังไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ก็อาจจะมีรายงานเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นภัยต่อประเทศ

เมื่อถามว่าการลงพื้นที่วันนี้ได้ให้กำลังใจทหารอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเองรู้สึกเห็นใจทหารที่ปฎิบัติหน้าที่ และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนต่างก็ซาบซึ้งและขอบคุณทหารทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดน และจากที่ตนเองไปลงพื้นที่นั้นก็เห็นเป็นเหมือนลูกหลาน มีทั้งทหารเกณฑ์ ทหารอาสา และจากที่ตนเองได้มีการพูดคุยด้วยทุกคนขวัญกำลังใจยังดีอยู่ แต่ก็อาจจะคิดถึงบ้านบ้าง ตนก็ได้ให้คำยืนยันไป โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการและสวัสดิภาพของพวกเขา เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของเขา ที่ได้ทำหน้าที่รักษาดินแดน รักษาประเทศชาติ เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลครั้งหน้าจะพิจารณาในการสร้างรั้วและกำแพงตามแนวชายแดนหรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่า นั่นเป็นนโยบายที่ได้นำเสนออยู่แล้ว เราจะสร้างทั้งกำแพง ทั้งรั้ว โดยกำแพงนั้นคือสิ่งปลูกสร้าง ส่วนรั้วคือความเข้มแข็งของกองทัพไทย ที่จะต้องมีความมั่นคง แข็งแกร่ง ไม้ให้ใครเข้ามาโจมตีหรือคุกคามได้ง่ายๆ 

เมื่อถามว่าในฐานะวิศวกรที่ได้ไปดูพื้นที่เนิน 350 มองว่าการสร้างกำแพงตรงนั้นสามารถทำได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำไปตามจุด ซึ่งทางกองทัพมาร์กจุดไว้หมดแล้ว และเรื่องของงบประมาณในการก่อสร้างก็ได้มีการจัดสรรโดยกองทัพเองอยู่แล้ว หากตรงไหนไม่พอเขาก็จะมารับการสนับสนุน เพราะเป็นสิ่งที่เป็นฉันทานุมัติแล้วว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ เราควรจะทำในจุดที่จำเป็นต้องทำ

เมื่อถามว่าในการเจรจากับเขมรครั้งนี้มีความมั่นใจขนาดไหน เพราะประชาชนยังวิตกว่าจะมีการหยุดยิงได้จริงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ดินแดนของเราที่ทางกองทัพเขาตั้งใจ มีเจตนารมณ์ ที่จะต้องสถาปนาความมั่นคง สถาปนาอธิปไตยบนดินแดนนั้น เราก็ทำได้หมด

เมื่อถามต่อว่าเรายึดตามที่ยึดได้ล่าสุดใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าใช้คำว่ายึด เพราะนั่นเป็นดินแดนของเรา เรากลับไปสถาปนาอธิปไตยของเราให้เห็นว่าที่นี่เป็นแผ่นดินของประเทศไทย

เมื่อถามว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นปีใหม่หรือเป็นวันไหนของเดือนของปี ถ้าอธิปไตยเราถูกคุกคาม แผ่นดินของเราถูกล่วงละเมิด เราก็ควรจะไปเอาคืนมา ซึ่งตอนนี้ทางกองทัพ ทั้งกองทัพไทย ทัพบก ทักเรือ ทัพอากาศ ตำรวจ อาสาสมัคร ฝ่ายปกครอง เราก็ร่วมกัน ช่วยกัน สนับสนุนกัน เราก็นำแผ่นดินที่เป็นของคนไทยกลับคืนมา

เมื่อถามว่าจากการลงพื้นที่ปราสาทตาควาย หลังจากได้เห็นด้วยตาตัวเองวันนี้ จะสามารถบูรณะได้หรือไม่ เพราะค่อนข้างจะเสียหายพอสมควร นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าไปเปรียบเทียบกัน เรื่องของการรักษาอธิปไตยเรารักษาบูรณภาพแห่งดินแดน เพราะฉะนั้นสิ่งปลูกสร้างใดๆ ที่มีความเสียหายเราก็ค่อยกลับมาบูรณะ ซึ่งตนได้คุยกับ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม ก็ยืนยันว่าได้หารือกับกรมศิลปากร และคนที่เกี่ยวข้องก็ยืนยันว่าบูรณะได้ แต่สิ่งที่สำคีญตอนนี้คือเราเอาดินแดนทุกตารางนิ้วที่เราคิดว่าเสียไป เอากลับมาได้ครบ

‘พรรครักชาติ’ จี้ ‘กกต.’ ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังข่าวสะพัด มีเงินทุนกว่าแสนล้านไหลเข้าระบบเลือกตั้ง

‘พรรครักชาติ’ จี้ ‘กกต.’ ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังข่าวสะพัด มีเงินทุนกว่าแสนล้านไหลเข้าระบบเลือกตั้ง

‘พรรครักชาติ’ จี้ ‘กกต.’ ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังข่าวสะพัด มีเงินทุนกว่าแสนล้านไหลเข้าระบบเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.06 น.

พรรครักชาติ จี้ กกต.ตรวจสอบจริงจังหลังข่าวสะพัด มีเงินทุนกว่าแสนล้านไหลเข้าระบบเลือกตั้ง หวั่น ประเทศล่มจมหากนายทุนได้อำนาจรัฐ

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายรวี เลาหพูนรังษี (ก๊อป) รองหัวหน้าพรรครักชาติ ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าตรวจสอบอย่างจริงจัง กรณีที่มีกระแสข่าวว่าขณะนี้มีเงินทุนจำนวนมากกว่าแสนล้านบาท หลั่งไหลเข้ามาในระบบ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งในครั้งนี้

นายรวี ระบุว่า หาก กกต. ปล่อยให้พรรคการเมืองที่ใช้เงินทุนเหล่านี้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภา ได้มีโอกาสเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศไทย ประเทศเราจะไปต่อได้อย่างไร และเป็นกังวลว่าอาจทำให้ประเทศ “ล่มจม” ประชาชนจะอยู่กันอย่างไรต่อไป ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง

กต.ประณาม เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเขมร ขาขาดรายที่ 11 จ่อยื่นหนังสือประท้วง

กต.ประณาม เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเขมร ขาขาดรายที่ 11 จ่อยื่นหนังสือประท้วง

กต.ประณาม เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเขมร ขาขาดรายที่ 11 จ่อยื่นหนังสือประท้วง

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.20 น.

กต. ออกแถลงการณ์ประท้วงกัมพูชา หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 11   

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ เรื่อง การประท้วงต่อเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 11   

1. เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดจากกองพันทหารช่างที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในพื้นที่เขาสัตตะโสม จังหวัดศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจเสริมความมั่นคงในพื้นที่ ส่งผลให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวรอีก 1 นาย

2. จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่า ยังมีทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชา ติดตั้งใหม่ไว้ในพื้นที่อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมก่อนมีการลงนามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) เกี่ยวกับการหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานโดยละเอียด เพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงตามกรอบการปฏิบัติตาม Joint Statement

3. ไทยขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอประณามการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ที่กัมพูชาเป็นรัฐภาคีอย่างโจ่งแจ้งอีกครั้ง

4. ในการนี้ ไทยจะมีหนังสือประท้วงถึงกัมพูชา และจะดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาออตตาวา อย่างถึงที่สุดต่อไป รวมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาให้ความร่วมมืออย่างจริงใจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาระสำคัญของแถลงการณ์ร่วม ของการประชุม GBC ที่ทั้งสองฝ่ายมีพันธะต้องปฏิบัติตาม

นายกฯ ประธาน พิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารธนพัฒน์ ทหารกล้าสละชีพสมรภูมิบ้านหนองจาน

นายกฯ ประธาน พิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารธนพัฒน์ ทหารกล้าสละชีพสมรภูมิบ้านหนองจาน

นายกฯ ประธาน พิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารธนพัฒน์ ทหารกล้าสละชีพสมรภูมิบ้านหนองจาน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.18 น.

“นายกฯ” ประธาน พิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ ทหารกล้าสละชีพสมรภูมิบ้านหนองจาน 

เมื่อเวลา 16.40 น. น.วันที่ 29 ธ.ค. 68 ที่วัดเชือกนอก ตำบลนาจิก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ ทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะ ระหว่าง ไทย – กัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 68 โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม และพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ร่วมพิธีด้วย 

โดยนายอนุทิน แสดงความเสียใจ และให้กำลังใจครอบครัวพลทหารธนพัฒน์ จากนั้นนายกฯ เป็นสักขีพยานในพิธีมอบธงชาติคลุมหีบศพ พร้อมมอบใบประกาศเกียรติคุณ รวมถึงเงินพระราชทาน เงินช่วยเหลือจากกองทัพบก และเงินสินไหมทดแทนจากกองทัพภาคที่ 1

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางกลับนายกฯ เดินทักทายประชาชน ซึ่งประชาชนได้กล่าวขอบคุณนายกฯ รวมถึงขอถ่ายภาพกับนายกฯ ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมมอบผ้าขาวม้า ให้นายกรัฐมนตรี และตะโกนบอกว่า “รักนายกฯ”