โพลระบุปีใหม่ 2569 คนกรุงเทพฯ อยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น-รัฐบาลยกระดับชีวิตประชาชน

โพลระบุปีใหม่ 2569 คนกรุงเทพฯ อยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น-รัฐบาลยกระดับชีวิตประชาชน

โพลระบุปีใหม่ 2569 คนกรุงเทพฯ อยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น-รัฐบาลยกระดับชีวิตประชาชน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.56 น.

67.8 % คนกทมจะออกไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร อยากได้ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต อยากได้นโยบายด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จะตัดสินใจเลือกจากนโยบายพรรคการเมือง

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยมีการกระจายการเก็บข้อมูลในกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,145 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 23 – 26 ธันวาคม 2568  ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่าประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อเทศกาลปีใหม่ 2569 ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข การเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่แบบใด และไปกับใคร การส่งมอบความสุขในเทศกาลปีใหม่การอวยพรปีใหม่จะใช้ช่องทางการสื่อสารแบบใดในยุคดิจิทัล การส่งมอบของขวัญจะเป็นสินค้าประเภทใด การเปลี่ยนแปลงตนเองใหม่ในเทศกาลปีใหม่และสิ่งที่จะช่วยคนไทยมีความสุขมากขึ้นในปี 2569 โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ในเทศกาลปีใหม่ 2569 จะไปสังสรรค์ ปาร์ตี้/สถานที่จัดงานปีใหม่ 2569 ร้อยละ 37.4 รองลงมาคือเดินทางท่องเที่ยว/ในประเทศหรือต่างประเทศ ร้อยละ 25 อันดับสามคือ ไม่ออกไปไหน / ฉลองปีใหม่อยู่ที่บ้าน ร้อยละ 22.9 และอันดับสุดท้ายคือ ไป วัด / สวดมนต์ข้ามปี ร้อยละ 14.7

โดยจะฉลองเทศกาลปีใหม่ 2569 กับคนในครอบครัว ร้อยละ 40.1 รองลงมาคือ คนรัก/แฟน ร้อยละ 16.7 อันดับสามคือ เพื่อนๆ ร้อยละ 16.5 อันดับสี่คือ ไปคนเดียว ร้อยละ 11.5 อันดับห้าคือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 9.1 และอันดับสุดท้ายคือ ไม่ฉลองเทศกาลปีใหม่ ร้อยละ 6.1

คิดว่าส่งมอบความสุขปีใหม่ผ่านช่องทางการสื่อสารแบบ ส่งข้อความผ่าน Facebook Instagram Line TikTok ร้อยละ 43.8 รองลงมาคือ ไปพบด้วยตนเอง ร้อยละ 32.2 อันดับสามคือ โทรศัพท์เพื่ออวยพร ร้อยละ 16.1 และอันดับสุดท้ายคือ ส่ง ส.ค.ส. ร้อยละ 7.9

ในส่วนของการมอบของขวัญวันปีใหม่ อันดับหนึ่ง คือ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ร้อยละ 27.7 อันดับสองคือ ช็อกโกแลต คุกกี้ ขนมเค้ก กาแฟ ร้อยละ 18.3 อันดับสามคือ เงินสด / บัตรแทนเงินสด ร้อยละ 14.8 อันดับสี่คือ เครื่องประดับ(สร้อย/แหวน/นาฬิกา) ร้อยละ 9.1 อันดับห้าคือ เครื่องแต่งกาย (เสื้อผ้า) ร้อยละ 7.9 อันดับหกคือ ผลไม้สด ร้อยละ 7.5 อันดับเจ็ดคือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ร้อยละ 5.2 อันดับแปดคือ น้ำหอม เครื่องหอม ร้อยละ 3.9 อันดับเก้าคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ร้อยละ 3.1 และอันดับสุดท้ายคือ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ร้อยละ 2.5    

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตั้งใจจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองใหม่ในปีใหม่ ร้อยละ 71.3 และคิดว่าปีใหม่นี้เปลี่ยนแปลงตนเองใหม่ในเรื่อง จะมีการออมเงินให้มากขึ้น ร้อยละ 25.9 รองลงมาคือ จะให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ร้อยละ 23.5 อันดับสามคือ จะมีการออกกำลังกายมากขึ้น ร้อยละ 23.2 อันดับสี่คือ จะตั้งใจทำงาน/เรียนมากขึ้น ร้อยละ 19.3 อันดับห้าคือ จะเลิกดื่มเหล้า/สูบบุหรี่ ร้อยละ 4.3 และอันดับสุดท้ายคือ จะออกไปเลือกตั้ง ร้อยละ 3.8

และคิดว่าสิ่งใดที่จะช่วยคนไทยมีความสุขมากขึ้นในปี 2569 อันดับหนึ่งคือ อยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น ร้อยละ 41.5 อันดับสองคือ อยากให้รัฐบาล ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ร้อยละ 22.8 อันดับสามคือ อยากให้คนไทยเคารพกฎหมาย ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ร้อยละ 18.8 และอันดับสุดท้ายคือ อยากให้การต่อสู้ชายแดนไทย กัมพูชา จบลง ร้อยละ 16.9

จินนี่ ยศสุดา บุกย่านอโศก ชูนโยบายบำนาญประชาชน เดือนละ 3,000 บาท

จินนี่ ยศสุดา บุกย่านอโศก ชูนโยบายบำนาญประชาชน เดือนละ 3,000 บาท

จินนี่ ยศสุดา บุกย่านอโศก ชูนโยบายบำนาญประชาชน เดือนละ 3,000 บาท

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.42 น.

“จินนี่ ยศสุดา” ควงแคนดิเดตนายฯไทยสร้างไทย บุก อโศก ชู”ไทยสร้างไทย” ช่วยคนไทยหายเหนื่อย ชาวออฟฟิศขานรับ นโยบายบำนาญ 3,000 พักใช้กฎหมายที่ไม่จำเป็น

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือจินนี่ พร้อมด้วยนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย และนายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ย่านอโศกและตลาดรวมทรัพย์เพื่อพบปะและขอคะแนนเสียงจากกลุ่มพนักงานออฟฟิศ โดยมีการจัดกิจกรรมให้ประชาชนร่วมทดลองเลือกนโยบายที่ชื่นชอบผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้รับความสนใจและมีการตอบรับอย่างคึกคักจากผู้สัญจรในพื้นที่ดังกล่าว

พรรคไทยสร้างไทยนำเสนอนโยบายบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาท เพื่อสร้างหลักประกันรายได้หลังเกษียณให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีนโยบายพักใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อยทำงานได้คล่องตัวขึ้น พร้อมจัดตั้งกองทุนสร้างไทยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนกู้ยืมเงินทุนตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท เพื่อนำไปตั้งตัวหรือขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ

พรรคไทยสร้างไทย ยังชูประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจด้วยการเสนอแก้กฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนรวมตัวกันลงชื่อ 50,000 รายชื่อเพื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้โดยตรง เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชนและส่งเสริมความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น 

จากการลงพื้นที่พบว่าชาวอโศกให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยมโดยเฉพาะนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาทที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาว รวมถึงนโยบายการพักใช้กฎหมายที่ไม่จำเป็นซึ่งตอบโจทย์คนทำงานที่ต้องการความสะดวกและความรวดเร็วในการประกอบอาชีพยุคใหม่ 

เพื่อไทย อวด นโยบาย แพคเกจล้างหนี้ 5 มาตรการ ฟื้นชีวิตคนเป็นหนี้

เพื่อไทย อวด นโยบาย แพคเกจล้างหนี้ 5 มาตรการ ฟื้นชีวิตคนเป็นหนี้

เพื่อไทย อวด นโยบาย แพคเกจล้างหนี้ 5 มาตรการ ฟื้นชีวิตคนเป็นหนี้

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงรายละเอียดนโยบายล้างหนี้ของพรรคเพื่อไทย ว่า  แพคเกจล้างหนี้ของพรรคเพื่อไทย เป็นนโยบายครั้งเดียวจบ ฟื้นคืนชีวิตให้คนเป็นหนี้ คืนศักดิ์ศรีให้ประชาชนคนไทย โดยมีรายละเอียดนโยบาย ดังนี้ 

1. ล้างหนี้ประชาชน : หนี้เสียไม่มีหลักประกันเกินกว่า 1 ปี ยอดต่ำกว่า 200,000 บาท ทั้งสถาบันการเงินเอกชนและรัฐ จ่าย 10% ปิดจบ ล้างหนี้
2. ล้างหนี้วัยเกษียณ : หนี้เสียไม่มีหลักประกันเกินกว่า 1 ปี ของผู้มีอายุเกิน 60 ปี ยอดต่ำกว่า 100,000 บาท ในสถาบันการเงินรัฐ ไม่ต้องจ่าย ปิดจบ ล้างหนี้
3. พักหนี้เกษตรกร : พักต้นและดอก 3 ปี วงเงิน 500,000 บาท ระหว่างพัก ดอกเบี้ยหยุดนิ่ง เพราะรัฐจ่ายดอกเบี้ยในช่วงที่พักหนี้แทนเกษตรกร ช่วยพี่น้องเกษตรกรได้ราว 3.5 ล้านบัญชี มูลหนี้กว่า 500,000 ล้านบาท
4. ล้างหนี้นอกระบบ : สถาบันการเงินรัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรายละ 50,000 บาท เพื่อปิดหนี้นอกระบบ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ 2 ล้านบัญชี
5. ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด : ไม่เกิน 5,000 บาท ยอดหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ในสถาบันการเงินรัฐ เป็นเงินรางวัลแก่ผู้ผ่อนดี สนับสนุนวินัยทางการเงิน

อรรถวิชช์ แจงปมไวรัล คุกอัซคาบัน ยันนโยบายคุกกลางทะเล ทำได้จริง ใช้แท่นขุดเจาะร้างขังนักโทษ

อรรถวิชช์ แจงปมไวรัล คุกอัซคาบัน ยันนโยบายคุกกลางทะเล ทำได้จริง ใช้แท่นขุดเจาะร้างขังนักโทษ

อรรถวิชช์ แจงปมไวรัล คุกอัซคาบัน ยันนโยบายคุกกลางทะเล ทำได้จริง ใช้แท่นขุดเจาะร้างขังนักโทษ

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

“อรรถวิชช์” แจงปมไวรัล “คุกอัซคาบัน” ยันนโยบาย “คุกกลางทะเล” รทสช. ไม่ใช่เรื่องแฟนตาซี แต่คือของจริง! เปลี่ยนแท่นขุดเจาะร้างขังนักโทษยาเสพติด

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 จากกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลมีเดียที่มีการแชร์และวิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบาย “คุกกลางทะเล” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ จนกลายเป็นไวรัลเปรียบเทียบว่าเหมือนจะเนรมิต “คุกอัซคาบัน” จากภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ มาไว้ในเมืองไทยนั้น

ล่าสุด นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาชี้แจงถึงเบื้องลึกของแนวคิดดังกล่าว โดยยืนยันว่า นโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องแฟนตาซีเหมือนในภาพยนตร์ แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่จริงให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยทางพรรคมีแผนที่จะนำ “แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย” ที่หมดสัญญาสัมปทานและถูกทิ้งร้าง ซึ่งเดิมมีการลงทุนก่อสร้างไว้มูลค่าหลายพันล้านบาท มาปรับปรุงเป็นเรือนจำความมั่นคงสูง

“เราต้องยอมรับความจริงว่า ปัจจุบันเรือนจำปกติ ก็ยังไม่สามารถต้านทานอำนาจเงินของกลุ่มทุนเทาได้ ยังมีการลักลอบใช้โทรศัพท์มือถือสั่งยา สั่งงานออกมาข้างนอก หรือแม้แต่การนำผู้หญิงเข้าไปข้างใน แต่สำหรับคุกกลางทะเล ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพราะทะเลคือกำแพงธรรมชาติที่ดีที่สุด” นายอรรถวิชช์ กล่าว

รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ขยายความถึงจุดเด่นของนโยบายนี้ใน 3 ประเด็นหลัก:
1. เป็นแดนแรกรับคดียาเสพติด: แยกนักโทษกลุ่มนี้ออกจากนักโทษคดีอื่น เพื่อป้องกันการสร้างเครือข่ายใหม่ในคุก
2. ตัดขาดการสื่อสาร 100%: พื้นที่กลางทะเลไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ทำให้นักโทษไม่สามารถติดต่อสั่งการเครือข่ายภายนอกได้
3. ยากต่อการเข้าถึงและแทรกแซง: การเข้าเยี่ยมต้องเดินทางด้วยเรือเท่านั้น ซึ่งควบคุมได้ง่ายและลดโอกาสการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายเข้าไป

นายอรรถวิชช์ ยังย้ำถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติว่า นโยบายนี้สามารถทำได้จริงและทำได้ทันที เนื่องจาก นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคฯ มีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงมีความเข้าใจลึกซึ้งในระเบียบกฎหมายและกลไกของทั้งสองกระทรวง เป็นเครื่องการันตีว่านโยบายนี้จะไม่ใช่แค่ความฝัน แต่จะเป็นมาตรการปราบปรามยาเสพติดที่เห็นผลเป็นรูปธรรม

“นี่คือการนำสินทรัพย์ที่เหลือใช้จากการสำรวจพลังงาน มาสร้างความยุติธรรมคืนสู่สังคม พรรครวมไทยสร้างชาติ (เบอร์ 6) พร้อมแล้วที่จะสังคายนาระบบราชทัณฑ์ เพื่อล้างบางขบวนการยาเสพติดให้สิ้นซาก” นายอรรถวิชช์ ทิ้งท้าย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ วีรบุรุษทหารกล้า ผู้พลีชีพปกป้องอธิปไตย เป็นกรณีพิเศษ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ วีรบุรุษทหารกล้า ผู้พลีชีพปกป้องอธิปไตย เป็นกรณีพิเศษ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ วีรบุรุษทหารกล้า ผู้พลีชีพปกป้องอธิปไตย เป็นกรณีพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ‘วีรบุรุษทหารกล้า’ผู้พลีชีพปกป้องอธิปไตย เป็นกรณีพิเศษ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ วีรบุรุษทหารกล้า 14 นาย ผู้พลีชีพในสมรภูมิปกป้องอธิปไตย ชายแดนไทยกัมพูชา เป็นกรณีพิเศษ

28 ธ.ค.2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ความว่า

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ข้าราชการทหาร สังกัดกองทัพบก ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน จำนวน 14 ราย ดังนี้

1.จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา เป็น พลตรี

ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

2. จ่าสิบเอก ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย เป็น พลตรี

3. จ่าสิบเอก อโณทัย ป้องแก้ว เป็น พลตรี

4. จ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ เป็น พลตรี

ทั้ง 3 ราย ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

5. สิบเอก จิรายุ สิงห์อ้น เป็น พันตรี

6. สิบเอก นพพล บุญเลิศ เป็น พันตรี

7. สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร เป็น พันตรี

8. สิบเอก จิรายุส อินทุมาน เป็น พันตรี

ทั้ง 4 ราย ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

9. สิบเอก อัมรินทร์ ผาสุข เป็น พันตรี

ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

10. สิบโท ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ เป็น ร้อยเอก

ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

11. พลทหารวรัญชิต ยวงสุวรรณ เป็น ร้อยตรี

ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568

12. พลทหารญาณพัฒน์ โคตรสาขา เป็น ร้อยตรี

ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568

13. พลทหารสิรวิชญ์ ภิญโญสุข เป็น ร้อยตรี

14. พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง เป็น ร้อยตรี

ทั้ง 2 ราย ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

ประกาศ ณ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

พ่อไม่ยุ่ง! อสส. ยันลูกสาวตัดสินใจเอง สวมเสื้อภูมิใจไทย ชิง สส.นนท์

พ่อไม่ยุ่ง! อสส. ยันลูกสาวตัดสินใจเอง สวมเสื้อภูมิใจไทย ชิง สส.นนท์

พ่อไม่ยุ่ง! อสส. ยันลูกสาวตัดสินใจเอง สวมเสื้อภูมิใจไทย ชิง สส.นนท์

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

อสส. เผยไม่เกี่ยว ลูกสาวสวมเสื้อภท.ลง สส. โตแล้วบรรลุนิติภาวะตัดสินใจเอง ยันไม่มีเสื้อสี ไม่ยุ่งการเมือง 

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด (อสส.) กล่าวถึง กรณีที่ น.ส.กัญญาพร แก้วทิพย์ ลูกสาว ลงสมัคร สส.นนทบุรี เขต 1 ในนามพรรคภูมิใจไทย ว่า  เรื่องนี้ตนไม่เกี่ยวข้องกับการที่ลูกสาวตนตัดสินใจ ลงสมัครรับเลือกตั้งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน  เป็นเรื่องที่เค้าต้องตัดสินใจเอง  เค้าโตและบรรลุนิติภาวะเเล้ว ให้เขาตัดสินใจเลือกทางเดินเอง ตนเป็นคนไม่มีสีเสื้อเเละไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการเมือง 

ผอ กกต กทม ยัน บุญฤทธิ์ ยังไม่ขาดคุณสมบัติ

ผอ กกต กทม ยัน บุญฤทธิ์ ยังไม่ขาดคุณสมบัติ

ผอ กกต กทม ยัน บุญฤทธิ์ ยังไม่ขาดคุณสมบัติ

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์  แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร หรือ ผอ.กกต.กทม. กล่าวถึงกรณีที่ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาชน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหาฟอกเงินและเกี่ยว ข้องกับคดียาเสพติด ว่ากรณีขอเปลี่ยน แปลงหรือขอถอนตัวนั้น จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่ต้องเข้าองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ตาย ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ทั้งนี้ จากข่าวที่เกิดขึ้นจะต้องพิจารณาว่าผู้สมัครดังกล่าวเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามแล้วหรือไม่ ซึ่งการมีลักษณะต้องห้ามจะต้องมีคำพิพากษาของศาลจนถึงที่สุดให้มีโทษจำคุก ซึ่งในกรณีดังกล่าวทราบว่ายังไม่เข้าลักษณะเงื่อนไข ซึ่งหากยังไม่เข้าเงื่อนไขก็ต้องไปดูว่าขาดคุณบัติหรือไม่ เช่น ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคก็จะทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร สส.ตามที่กฎหมายกำหนดว่าจะต้องสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 30 วันถึงวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ หากผู้สมัครลาออกจากการไปสมาชิกพรรคจริง จากนั้นพรรคจะต้องทำไพรมารีโหวตหาตัวผู้สมัครคนใหม่ เมื่อทำเสร็จแล้วจะต้องยื่นสมัครต่อผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้ง ตามระเบียบข้อ 93 ของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องใช้แบบการสมัคร สส. 4/9 การสมัครแทนและใช้หมายเลขเดิมที่ได้หมายเลขไปก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้งก็จะดำเนินการถอนรายชื่อและเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้สมัครคนอื่นๆ ก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่

ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ ย้ำว่าขณะนี้ผู้สมัครรายดังกล่าว ยังไม่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ได้เป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สำหรับการลาออกเป็นสิทธิ และหากมีการยื่นใบลาออกแล้ว ทางพรรคก็จะส่งผู้สมัครอื่นมาเปลี่ยนแทนได้ และการเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องมีหนังสือรับรองจากพรรคว่าบุคคลที่จะมาแทนที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม

ผอ.กกต.กทม.
 
สำหรับการยื่นสมัครรับเลือกตั้งแทน ทาง พรรคจะต้องยื่นต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง และจะต้องสมัครภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ก่อนเวลา 16.30 น. อย่างไรก็ตาม หากผู้สมัครรายเดิมไม่ยื่นลาออกก็ยังคงเป็นผู้สมัคร  เพราะยังไม่เข้าเงื่อนไขลักษณะต้องห้าม

ทั้งนี้ หลังการปิดรับสมัครในวันที่ 31 ธันวาคม 2568แล้ว ภายในเวลา 7 วันก็จะมีการประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ยื่นคัดค้านว่ามีคุณสม บัติ หากไม่มีคุณสมบัติก็จะไม่มีการประกาศรายชื่อ และหากมีคนเห็นว่าผู้สมัครรายใดขาดคุณสมบัติก็สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนมาที่ กกต.ได้  ซึ่ง กกต.มีอำนาจในการสืบสวนข้อเท็จจริงและสามารถถอนชื่อได้  แต่หากมีผู้มายื่นให้ตรวจสอบจริยธรรมผู้สมัครรายดังกล่าว ก็เป็นเพียงการยื่นคำร้อง แต่ยังไม่รู้ว่าผิดจริยธรรมจริงหรือไม่ และยังไม่รู้ว่ามีความผิดจริงหรือไม่ 

ผอ.กกต.กทม.

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ล่าสุดว่านายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัครสส.เขตบ่งพลัด-บาง กอกน้อย ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชนต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองของพรรคแล้ว ซึ่งขณะนี้พรรคอยู่ระหว่างกระบวนการสรร หาผู้สมัครคนใหม่ลงสมัครแทน 

‘พิพัฒน์’ฟาดกลับ ลั่นรวบหลักฐานฟ้องมือมืดปล่อยข่าวเท็จ ส่งน้ำมันไปลาว-เขมร

'พิพัฒน์'ฟาดกลับ ลั่นรวบหลักฐานฟ้องมือมืดปล่อยข่าวเท็จ ส่งน้ำมันไปลาว-เขมร

‘พิพัฒน์’ฟาดกลับ ลั่นรวบหลักฐานฟ้องมือมืดปล่อยข่าวเท็จ ส่งน้ำมันไปลาว-เขมร

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

ดำเนินคดีถึงที่สุด! ‘พิพัฒน์’ โต้ปมส่งน้ำมันไป ‘ลาว–กัมพูชา’ เป็นข่าวเท็จ ไม่จริง แจงวางมือธุรกิจพลังงานกว่า 22 ปี– PT ยันไม่เคยส่งออก ชี้เจตนากลั่นแกล้งหวังผลการเมือง เตรียมรวบรวมหลักฐานฟ้องกลับ

29 ธ.ค.68 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ กล่าวชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาน้ำมันที่ส่งไปประเทศลาว และถูกนำไปขายต่อยังประเทศกัมพูชาเป็นของตัวเองว่า ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เป็นข้อมูลเท็จ ไม่เป็นความจริง เป็นการกล่าวหาเพื่อทำลายชื่อเสียงอย่างร้ายแรง ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการค้าหรือการส่งออกน้ำมันตามที่มีการกล่าวหา เพราะตนได้วางมือจากธุรกิจพลังงานตั้งแต่ปี2546 หรือกว่า 22 ปี และไม่ได้เป็นกรรมการ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารในบริษัทพลังงานใดๆในปัจจุบันพร้อมกันนี้ บริษัท พีที (PTG Energy) ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ไม่เคยมีการส่งน้ำมันไปขายยังประเทศลาวหรือประเทศกัมพูชา ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จในโลกออนไลน์แต่อย่างใด

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เป็นการสร้างข้อมูลเท็จ มุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิ ของตนเองอย่างร้ายแรง พร้อมระบุว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และหวังผลทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากประชาชน ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

“ผมยืนยันว่าเป็นข่าวเท็จทั้งหมด ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา ผมพร้อมรับการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายทุกประการและจะดำเนินคดีกับผู้ที่เป็นต้นตอ รวมถึงผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และยืนยันว่าจะไม่ยอมให้การสร้างข่าวเท็จมาทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิของผมได้“ นายพิพัฒน์ กล่าว

ภท.ประกาศศักดา ส่ง33ขุนพลบุกกรุง ชูดรีมทีมเศรษฐกิจ มั่นใจปักธงเมืองหลวงครั้งแรก

ภท.ประกาศศักดา ส่ง33ขุนพลบุกกรุง ชูดรีมทีมเศรษฐกิจ มั่นใจปักธงเมืองหลวงครั้งแรก

ภท.ประกาศศักดา ส่ง33ขุนพลบุกกรุง ชูดรีมทีมเศรษฐกิจ มั่นใจปักธงเมืองหลวงครั้งแรก

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

ภูมิใจไทยหวังเปิดซิง ปักธงเลือกตั้งเมืองกรุงฯ มั่นใจคุณภาพ ‘33 ผู้สมัคร สส.กทม.’  รับเป็นเรื่องยาก แต่เป็นไปได้

29 ธ.ค.68 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้รับผิดชอบการเลือกตั้ง สส. ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ของพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้ง พื้นที่กทม.ว่า ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้ส่งผู้สมัคร สส. ในพื้นที่ กทม. ครบทั้ง 33 เขต มั่นใจในคุณภาพของผู้สมัครทุกคน ซึ่งความท้าท้ายพรรคภูมิใจไทยในการแข่งขันพื้นที่ กทม. ซึ่งถือเป็นพื้นที่ของคนเมืองที่ต้องการความชัดเจน และมืออาชีพ พรรคจึงได้เปิดตัวทีมทำงานที่เข้มแข็ง  โดยพรรคได้มีการเปิดตัวทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และก่อนหน้านี้พรรคภูมิใจไทยก็ได้ประกาศแล้วว่า หากกลับมาเป็นรัฐบาล จะให้นายสีหศักดิ์ เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ควบ รมว.การคลัง

“คิดว่าคนกรุงเทพฯ น่าจะสบายใจได้ว่า พรรคมีมืออาชีพที่จะเข้ามาทำงานให้กับประชาชน รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดขึ้นได้จริง และสานต่อนโยบายต่าง ๆ ที่เคยทำไว้ตามสโลแกนหาเสียงคือ พูดแล้วทำพลัส” น.ส.ศุภมาส กล่าว

เมื่อถามถึงความคาดหวังหรือการตั้งเป้าปักธงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากแต่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นการลงสนาม กทม. ในครั้งนี้ก็ต้องการสร้างปรากฏการณ์ภูมิใจไทยปักธงเมืองหลวงครั้งแรก แม้ก่อนหน้านี้อาจจะถูกมองว่าฐานเสียงอยู่แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดก็ตาม ทั้งนี้ สำหรับความพร้อมการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย ล่าสุดได้มีการปล่อยเพลงแคมเปญหาเสียงผ่านแฟนเพจของพรรค โดย ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค ขับร้องโดย สุเมธ องอาจ พร้อมการโปรโมตชุดนโยบายพูดแล้วทำพลัสอีกด้วย

‘เท่าพิภพ’เสียบเขต33 แจงเหตุเหลือ2วันหาคนDNAส้มไม่ทัน

'เท่าพิภพ'เสียบเขต33 แจงเหตุเหลือ2วันหาคนDNAส้มไม่ทัน

‘เท่าพิภพ’เสียบเขต33 แจงเหตุเหลือ2วันหาคนDNAส้มไม่ทัน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

‘เท่าพิภพ’ เปลี่ยนใจกลับมาลงสมัคร สส.เขต 33 หลังผู้สมัครโดนจับข้อหาฟอกเงิน เผยเพราะพรรคหาคนอื่นที่มี DNA เดียวกันไม่ทัน

วันที่ 29 ธันวาคม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีตสส.เขต 24 กรุงเทพ พรรคประชาชน โพสต์บุ๊ค ระบุว่า ภารกิจฟื้นความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคสำคัญที่สุด ผมพร้อมกลับมารับใช้คนกรุงเทพครับ
ผมรับทราบข่าวผู้สมัคร สส. เขตบางพลัด-บางกอกน้อย ถูกจับคดีฟอกเงิน ด้วยความช็อกไม่ต่างจากพี่น้องประชาชนทุกคน ครั้งนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสมากสำหรับพรรคของเรา เพราะชีวิตของพรรคการเมือง ขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจที่พี่น้องประชาชนมีต่อเรา ในฐานะที่ผมเป็น สส. มา 7 ปี ผมรู้ดีว่าความเชื่อใจเป็นสิ่งที่สูงค่าที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และเปราะบางที่สุด มันปกป้องเราและทำให้พรรคเติบโตจนเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ในวันที่ประชาชนไม่เชื่อใจ พรรคก็อาจหมดอนาคตได้ในพริบตา

วันนี้ วันที่ 29 ธันวาคมแล้ว เหลือเวลาอีกแค่ 48 ชั่วโมงก่อนจะหมดเขตรับสมัครผู้สมัคร สส. ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ พรรคประชาชนจะหาใครที่พี่น้องประชาชนเชื่อใจ ที่พรรคเชื่อใจ ว่าเป็นคนที่มี DNA เดียวกับพรรค มีเจตจำนงทางการเมืองแบบอนาคตใหม่ ในเวลาเพียง 2 วัน?

เท่าพิภพ

และหากหาไม่ได้ แปลว่าพี่น้องเขตบางพลัด-บางกอกน้อย จะไม่มีผู้สมัครพรรคประชาชนให้เขาเลือก ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึง

ในเวลาวิกฤตเช่นนี้ ผมขออาสากลับมาทำงานรับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพอีกครั้งในฐานะผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน แม้ผมจะประกาศไปแล้วว่าผมขอวางมือจากงานการเมือง แต่วันนี้สถานการณ์คับขัน ผมยอมกลับคำพูด เพื่อให้พรรคได้มีผู้สมัครที่ประชาชนพอจะไว้วางใจได้ลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

เท่าพิภพคนนี้ จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อคนกรุงเทพครับ ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ เป็นผู้แทนราษฎรที่รับใช้พี่น้องประชาชนมาตลอด 7 ปี และหวังว่าจะได้รับใช้ท่านต่อไปในนามพรรคประชาชน

ฝากเท่าพิภพไว้ในอ้อมใจคนกรุงเทพอีกครั้งครับ

เท่าพิภพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ นายเท่าพิภพ ประกาศว่าจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ เพราะถือว่าภารกิจที่มาเป็น สส. ได้ทำสำเร็จแล้ว

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร – Taopiphop Limjittrakorn