ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ ฉบับใหม่ กำหนดคุณสมบัติต้องห้าม ผู้ใหญ่บ้าน

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ ฉบับใหม่ กำหนดคุณสมบัติต้องห้าม ผู้ใหญ่บ้าน

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ ฉบับใหม่ กำหนดคุณสมบัติต้องห้าม ผู้ใหญ่บ้าน

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.49 น.

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ฉบับที่ 13 พ.ศ.2568  

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

สุริยะใส ย้อนเกล็ด เลือกตั้ง ไม่เอาลุง ครั้งนี้ ไม่เอาเทา คงได้ รัฐบาลเทวดา

สุริยะใส ย้อนเกล็ด เลือกตั้ง ไม่เอาลุง ครั้งนี้ ไม่เอาเทา คงได้ รัฐบาลเทวดา

สุริยะใส ย้อนเกล็ด เลือกตั้ง ไม่เอาลุง ครั้งนี้ ไม่เอาเทา คงได้ รัฐบาลเทวดา

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.38 น.

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เลือกตั้งครั้งที่แล้ว ‘ไม่เอาลุง’ ครั้งนี้ ‘ไม่เอาเทา’ คงได้ ‘รัฐบาลเทวดา’ กระมัง?!?

กกต.เผยผู้สมัคร สส. ทั่วไทย ส่งแคนดิเดตนายกฯ 94 คน แจงดราม่า ‘เท่าภิภพ’ ใช้เบอร์เดิมได้

กกต.เผยผู้สมัคร สส. ทั่วไทย ส่งแคนดิเดตนายกฯ 94 คน แจงดราม่า ‘เท่าภิภพ’ ใช้เบอร์เดิมได้

กกต.เผยผู้สมัคร สส. ทั่วไทย ส่งแคนดิเดตนายกฯ 94 คน แจงดราม่า ‘เท่าภิภพ’ ใช้เบอร์เดิมได้

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.50 น.

กกต.สรุปภาพรวมผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการ พบมีรายชื่อแคนดิเดตนายก 94 คน ส่วนปมเขต 33 กทม. “บุญญฤทธิ์” ถือว่าขาดคุณสมบัติแล้วเพราะพ้นสภาพสมาชิกพรรค ส่งผล”เท่าพิภพ”สามารถใช้เบอร์เดิมได้เลย

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 16.30 น. ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขา ธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงสรุปภาพรวมการรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อและบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ โดยสรุปข้อมูลเวลา 16.00 น. วันที่ 31 ธ.ค. 2568 ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตทั้งหมด  400 เขต  มีพรรคการเมือง 60 พรรค ส่งผู้สมัครรวม 3,526 คน ส่วนการรับสมัครแบบบัญชีรายชื่อ มีจำนวน 57พรรค ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อรวม 1,570 คน  และมี พรรคการเมือง 43 พรรค ส่งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจำนวน 94 คน

โดยเขตที่มีการส่งผู้สมัครมากสุด  คือ เขต 30 กทม. (บางแค- ภาษีเจริญ) มีผู้สมัคร 19 คน และในจำนวนผู้สมัครทั้งหมด มีผู้สมัคร สส.อายุมากที่สุด  อายุ 90 ปี  สําหรับกระบวนการหลังจากนี้ ทางสำนักงานเขตการเลือกตั้งจะส่งข้อมูลผู้สมัครไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 26 หน่วยงานเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ อาทิ ศาลยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพากร ฯลฯ ซึ่งหน่วยงานจะต้องส่งข้อมูลกลับมายังผู้อํานวยการประจําเขตการเลือกตั้ง โดยจะต้องมีการประกาศรายชื่อผู้สมัครแบบแบ่งเขตทั้งหมดทั่วประเทศ ในวันที่ 7 ม.ค.69

รองเลขาธิการกกต. กล่าวอีกว่า แต่ถ้ามีกรณี กกต.หรือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่มีการประกาศรายชื่อบุคคลใดเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้บุคคลนั่นยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันประกาศรายชื่อ โดยการพิจารณาของศาลฎีกากําหนดไว้ว่าจะต้องพิจารณาวินิจฉัยให้เสร็จก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 3 วัน ส่วนกรณีที่มีการประกาศรายชื่อออกมา แต่พบว่ามีประชาชนร้องคัดค้าน ทางผู้ร้องคัดค้านจะต้องยื่นคําร้องคัดค้านประกาศภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันประกาศรายชื่อผู้สมัคร โดยในส่วนผู้สมัครมีความมั่นใจว่าตัวเองมีสิทธิ์สมัครรับการเลือกตั้งสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ภายในระยะเวลา 3 วัน นับตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้งถอนชื่อ และกรณีสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งประจำเขต และ กกต.ตรวจสอบพบว่ามีผู้สมัครรายใดไม่มีสิทธิ์รับสมัครเพราะขาดคุณสมบัติ กกต.จะต้องยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาให้ถอนชื่อผู้สมัครออกจากประกาศบัญชีรายชื่อ

สำหรับผู้สมัครที่รู้ตัวอยู่แล้วว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามแต่ยังมาสมัครรับเลือกตั้งจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.2561 มาตรา151 มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนาทธิ์การเลือกตั้ง 20 ปี สำหรับกรณีนี้เป็นความผิดเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ปรากฏการทำลายป้ายหาเสียงหลายพื้นที่นั้น รองเลขาธิการกกต. กล่าวว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นทรัพย์สินของผู้สมัครสส.ของแต่ละคน ซึ่งทางผู้สมัคร สส.และพรรคการเมืองที่ได้รับความเสียหายสามารถแจ้งความดําเนินคดีได้โดยตรง ไม่ถือว่าผิด พรป.การเลือกตั้ง

ส่วนคลิปการแจกเงินของผู้สมัคร สส.พื้นที่ภาคใต้ ที่พบว่าได้แจกเงินให้ประชาชนนั้น ว่าที่ร้อยตรีภาสกร ชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ซึ่งจะต้องใช้ข้อมูลบางส่วนที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริง ในกรณีที่มีการถูกกล่าวหาว่าทําผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งห้ามไม่ให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับตนเอง หรือผู้สมัครอื่นด้วยวิธีการเสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ หรือให้ทรัพย์สินประโยชน์อื่นใด การโฆษณาหาเสียง และการจัดงานรื่นเริง การจัดงานเลี้ยง การหลอกลวงการบังคับขู่เข็ญและใช้อิทธิพล ซึ่งจะต้องนำเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวน

ส่วนกรณีนายบุญญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.เขต 33 กทม. พรรคประชาชนที่ถูกจับกุมฟอกเงินเกี่ยวข้องยาเสพติด ซึ่งต่อมาพรรคได้ส่งผู้สมัครคนใหม่แทนนั้น ว่าที่ร้อยตรีภาสกร กล่าวว่า กรณีนี้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตได้ออกหลักฐานการรับสมัครให้กับผู้สมัครแล้ว ซึ่งผู้สมัครและพรรคการเมืองจะถอนการสมัครหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้ เฉพาะกรณีการตาย การขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม แต่ต้องกระทำก่อนปิดการรับสมัคร  เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่กำหนดไว้ว่าผู้สมัครที่เข้ามาแทนนั้น สามารถใช้หมายเลขประจําตัวหมายเลขเดิมได้เลย เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ระเบียบข้อ 99 ที่กำหนดว่า ผู้รับสมัครขาดคุณสมบัติกรณีถูกจับกุม เป็นเรื่องของลักษณะต้องห้าม คดีนั้นจะต้องถึงที่สุด หรือหากผู้สมัครรายนี้ได้พ้นสภาพการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองไปแล้ว ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติเช่นกัน ในกรณีนายบุญญฤทธิ์ ได้ลาออกจากสมาชิกของพรรคประชาชนแล้วถือว่าขาดคุณสมบัติ

กกต.สรุป 11 วันลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกราชอาณาจักร คนลงทะเบียนแล้ว 829,786คน

กกต.สรุป 11 วันลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกราชอาณาจักร คนลงทะเบียนแล้ว 829,786คน

กกต.สรุป 11 วันลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกราชอาณาจักร คนลงทะเบียนแล้ว 829,786คน

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.27 น.

กกต.สรุป 11 วันลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า – นอกราชอาณาจักร คนลงทะเบียนแล้ว 829,786คน

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต. ) สรุปยอดจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร รวม 11 วันของการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ระหว่างวันที่ 20-30 ธันวาคม 2568 รวมจำนวน 829,786 คน พบว่ามีผู้ขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จำนวน 4,325 คน มีผู้ขอใช้สิทธิ เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจำนวน 757,306 คน และมีผู้ขอลงคะแนนออกเสียงนอกราชอาณาจักรจำนวน 68,155 คน 

สำหรับการเปิดให้ประชาชนที่มีกิจธุระจำเป็นไม่สามารถไปออกเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.หรือประชาชนที่อยู่นอกราชอาณาจักร รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติการในวันเลือกตั้งสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2568 – 5 ม.ค. 2569  

สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วเปลี่ยนใจ หรือไม่สะดวกจะไปใช้สิทธิในวันที่ 1 ก.พ.2569 เนื่องจากไม่สามารถออกเสียงประชามติล่วงหน้าได้ สามารถยกเลิกการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้เพื่อจะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งพร้อมกับการออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 ก.พ.2569 

วิโรจน์-ไอซ์ ลุยหาเสียงนครสวรรค์-เชียงใหม่ ชู ปราบทุนเทา-สแกมเมอร์

วิโรจน์-ไอซ์ ลุยหาเสียงนครสวรรค์-เชียงใหม่ ชู ปราบทุนเทา-สแกมเมอร์

วิโรจน์-ไอซ์ ลุยหาเสียงนครสวรรค์-เชียงใหม่ ชู ปราบทุนเทา-สแกมเมอร์

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.05 น.

วิโรจน์ – ไอซ์ รักชนก แกนนำพรรคประชาชนผนึกกำลังลงพื้นที่หาเสียงนครสวรรค์และเชียงใหม่ พร้อมขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนให้ได้ทำหน้าที่แก้ปัญหาปากท้อง ปราบทุนเทาและสแกมเมอร์ หวังพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และศนิวาร บัวบาน ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมผู้สมัคร สส. ลงพื้นที่หาเสียงร่วมกันบริเวณตลาดสดเทศบาลชุมแสง และตลาดทับกฤช จังหวัดนครสวรรค์ 

โดยจังหวัดนครสวรรค์นั้น ทางพรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 6 เขต ประกอบด้วย กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี เขต 1 (เบอร์ 4), พิสิษฐ์ เนียมสุ่ม เขต 2 (เบอร์ 2), ยุทธการ พลแสน เขต 3 (เบอร์ 3), ณัฏฐนันท์ ปอพานิชกรณ์ เขต 4 (เบอร์ 5), นพสิทธิ์ ฐิติพัฒนธราวุฒิ เขต 5 (เบอร์ 1) และสพลเชษฐ์ ก้อนจันทร์เทศ เขต 6 (เบอร์ 1) . นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พร้อมศนิวาร และว่าที่ผู้สมัครกล่าวขอบคุณพ่อแม่พี่น้องที่ออกมาให้การตอบรับ บรรยากาศอบอุ่นชื่นมื่น พี่น้องตะโกนทักทายพร้อมเข้ามาถ่ายรูปพร้อมให้กำลังใจผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนหนาแน่น . โดยนายวิโรจน์ได้กล่าวถึงทุนเทาที่กำลังเป็นภัยคุกคามชีวิตและทรัพย์สินพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างหนัก คนสูงวัยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อที่เหล่าสแกมเมอร์พยายามทุกวิถีทางที่จะรีดทรัพย์ พรรคประชาชนเดินหน้าเปิดโปงทุนเทา สแกมเมอร์ และขบวนการฟอกเงินมาแล้วหลายปี ถึงเวลาแล้วที่จะกำจัดแบบถอนรากถอนโคน ให้ทุนเทาหมดไปจากประเทศ ขอพี่น้องประชาชนออกมาใช้เสียง ใช้สิทธิเลือกตั้ง เสียงประชาชนทุกท่านมีความหมาย เพราะครั้งนี้ไม่มีเสียงจาก สว. เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว . จากนั้น นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจซบเซาที่พี่น้องประชาชนต้องทนแบกรับชะตา หากเกษตรกรทำมาค้าขาย มีรายได้ดี ลืมตาอ้าปากได้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นไปด้วย . ในพื้นที่ตลาดชุมแสงนั้นเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ พ่อค้าแม่ขายต่างสะท้อนปัญหาปากท้องเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจแย่มาก ในตลาดมีแต่คนเดิน แต่ไม่มีคนควักเงินจับจ่ายใช้สอยเลย อีกทั้งสินค้าก็ขายได้ยาก วิโรจน์กล่าวว่าสินค้าขายได้ยาก ทั้งทุนเทาที่เป็นบ่อนทำลายเศรษฐกิจ ทั้งสินค้าราคาต่ำล้นทะลักจากต่างประเทศ หากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาล พรรคประชาชนก็พร้อมเดินหน้าปราบทุนเทาและกำกับดูแลไม่ให้สินค้าต่างชาติราคาต่ำไหลทะลักจนธุรกิจภายในอยู่ไม่ได้ อยู่ลำบาก พรรคประชาชนพร้อมดูแลปัญหาปากท้อง แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ฟื้นตัวช้า พร้อมเดินหน้าพัฒนาให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น

ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย พุธิตา ชัยอนันต์ ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 4 และณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 3 พรรคประชาชนลงพื้นที่หาเสียงบริเวณตลาดสดแม่โจ้ (กาดหน้า มหาวิทยาลัยแม่โจ้) ต.หนองหาร อ.สันทราย จ. เชียงใหม่ . สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ มีทั้งหมด 10 เขตเลือกตั้ง พรรคประชาชนส่งผู้สมัครครบทั้ง 10 เขต ดังนี้ เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู เขต 1 (เบอร์ 2), การณิก จันทดา เขต 2 (เบอร์ 8), ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล เขต 3 (เบอร์ 5), พุธิตา ชัยอนันต์ เขต 4 (เบอร์ 6), สมชิด กันธะยา เขต 5 (เบอร์ 9), อรพรรณ จันตาเรือง เขต 6 (เบอร์ 2), สมดุลย์ อุตเจริญ เขต 7 (เบอร์ 2), ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เขต 8 (เบอร์ 4), ฉัตรณพัฒน์ สมศักดิ์เกตุกร เขต 9 (เบอร์ 3) และอิทธิธัญกร ตาคำ เขต 10 (เบอร์ 6)

น.ส.รักชนก พร้อมพุธิตาลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและพ่อแม่พี่น้องที่มาจับจ่ายภายในตลาดพร้อมรับฟังประชาชนสะท้อนปัญหาและข้อเสนอจากในพื้นที่หลากหลายประเด็นด้วยกัน เช่น เรื่องโควตาหวย จากนั้นจึงได้เชิญชวนให้ประชาชนมาออกเสียงใช้สิทธิเลือกตั้ง . ขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนจากคนสูงวัยถึงประเด็นปากท้อง การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐธรรมนูญมาตรา 112 รักชนกและพุธิตาชี้แจงว่า พรรคประชาชนมีความตั้งใจแก้ปัญหาประเทศหลากหลายด้าน ทั้งด้านปากท้อง เศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน รวมทั้งด้านการเมือง ความมั่นคงด้วย แต่ทางพรรคประชาชนยังไม่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ทำให้โอกาสในการผลักดันนโยบายเป็นไปอย่างจำกัด . ขณะที่ประเด็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เนื่องจากขณะนั้นพรรคไม่มีแคนดิเดตนายกฯ จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ ส่วนประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น พรรคประชาชนได้เสนอให้มีการแก้ไขหลายประเด็น มีทัั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ ส่วนมาตรา 112 เมื่อไม่ผ่านความเห็นชอบ พรรคจึงไม่ได้หยิบยกมาผลักดันต่อ ทางพรรคประชาชนยังมุ่งหน้าแก้ไขปัญหาปากท้องเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนเป็นหลัก . น.ส.รักชนก ทิ้งท้ายว่า พรรคประชาชนมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนทุกเรื่อง ขอโอกาสจากพี่น้องประชาชน ขอแรงสนับสนุนเพื่อให้พรรคประชาชนได้มีโอกาสผลักดันแก้ปัญหาให้ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต
 

เทพไท ชวนนึกถึงบรรยากาศหาเสียงปี 2535 ยุคพรรคเทพ-พรรคมาร

เทพไท ชวนนึกถึงบรรยากาศหาเสียงปี 2535 ยุคพรรคเทพ-พรรคมาร

เทพไท ชวนนึกถึงบรรยากาศหาเสียงปี 2535 ยุคพรรคเทพ-พรรคมาร

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.10 น.

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความ ระบุว่า “แยกกันให้ชัด พรรคไหนเทา?” 

 ผมเห็นการรณรงค์หาเสียง การใช้แคมเปญในการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งเกิดขึ้น 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดูบรรยากาศ ดูการเคลื่อนไหว ดูข้อความที่ใช้หาเสียง ทำให้นึกถึงการเมืองในยุคปี 2535 ซึ่งในตอนนั้นมีกระแสการเมืองที่แข่งขันกัน ระหว่างพรรคเทพกับพรรคมาร มาถึงตอนนี้กระแสที่สังคมสนใจ และมีการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันมาก จนเป็นประเด็นที่นำมาซึ่งการรณรงค์หาเสียง และเป็นที่สนใจของประชาชน คือกระแสการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ กลุ่มทุนสีเทา ทำให้มีการรณรงค์หาเสียงชูประเด็น เรื่องการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ หรือกลุ่มสีเทาของพรรคการเมือง

พรรคที่ประกาศชัด คือพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ก็อยู่ในลักษณะวางเฉย หรือต่อต้านแบบไม่ได้เปิดเป็นแคมเปญ หรือเอาจริงเอาจังกับการปราบแก๊งสีเทา ถ้าเปรียบเทียบกับพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาชนได้เปิดประเด็นมาตั้งแต่ต้นในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เริ่มเคลื่อนไหวชัดเจน ในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเคลื่อนไหวแบบจริงจัง ยื่นข้อมูลหลักฐานเอาผิดกับขบวนการสีเทา หรือแก๊งสีเทาต่อ ปปง. จนนำมาซึ่งการประกาศยึดทรัพย์กลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ ทำให้เวทีการเมืองมีการเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มทุนสีเทา ทั้ง 2 พรรค คือพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์

แต่ล่าสุดพรรคประชาชนเกิดมีรอยตำหนิ รอยขีดข่วน หรือเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมตั้งคำถาม จากกรณีที่ผู้สมัครสส.เขต 33 กรุงเทพมหานคร ถูกตำรวจจับข้อหาฟอกเงินและเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิ กระแหนะกระแหนไปยังพรรคประชาชนว่า แคมเปญมีเราไม่มีเทา หรือมีเรามีเทากันแน่ ซึ่งมีผลกระทบต่อพรรคประชาชนพอสมควร เพราะพรรคประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่สร้างกระแส หรือรณรงค์หาเสียงด้วยวิธีการสร้างกระแส สร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน จนเป็นคะแนนนิยม แล้วแปรมาเป็นคะแนนเสียง มาถึงตอนนี้เมื่อถูกกระแสตีกลับ เรื่องมีผู้สมัคร สส.ของพรรคเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนสีเทา หรือถูกข้อหาเกี่ยวกับคดีฟอกเงินเรื่องยาเสพติด พรรคจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ต้องขอโทษต่อเรื่องที่เกิดขึ้น จะทำอย่างอื่นมากกว่านี้ก็เกินอำนาจหน้าที่ของพรรคประชาชน

ในทางการเมืองความรับผิดชอบ การขอโทษถือว่าเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง จึงทำให้กระแสเรื่องปราบแก๊งทุนสีเทาของพรรคประชาชน อาจจะถูกตั้งข้อสังเกต หรือถูกคู่แข่งนำมาโจมตีในตอนนี้ได้ ซึ่งแตกต่างกับในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังเดินหน้าอย่างเข้มข้นในการต่อต้านกลุ่มทุนสีเทา และพยายามปลูกกระแสประชาชนคนทั้งประเทศให้ต่อต้าน เพราะกลุ่มทุนสีเทาคือของประเทศไทย ทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้การเคลื่อนไหวในเรื่องการต่อต้านทุนสีเทา การเปิดแคมเปญของพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะมีน้ำหนักกว่าของพรรคประชาชนในตอนนี้

แต่ถ้าหากว่ากระแสในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง การต่อต้านกลุ่มทุนสีเทาจุดติด ประโยชน์ทางการเมืองที่ได้รับ คือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชน

อ.เจษฎ์ ชี้ ผู้สมัคร สส. ที่เป็น ดารา-อินฟลูฯ ใช้ความสามารถหาเสียงได้ ห้ามแค่จ้างจัดมหรสพ

อ.เจษฎ์ ชี้ ผู้สมัคร สส. ที่เป็น ดารา-อินฟลูฯ ใช้ความสามารถหาเสียงได้ ห้ามแค่จ้างจัดมหรสพ

อ.เจษฎ์ ชี้ ผู้สมัคร สส. ที่เป็น ดารา-อินฟลูฯ ใช้ความสามารถหาเสียงได้ ห้ามแค่จ้างจัดมหรสพ

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

“อ.เจษฎ์”ไขปมกฎหมายเลือกตั้ง ชี้ “ดารา-อินฟลูฯ”ใช้ความสามารถ-โชว์ลูกคอหาเสียงได้ไม่ผิด ห้ามแค่ “จ้าง” มหรสพ

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ออกมาให้ความเห็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อคลายข้อสงสัยกรณีผู้สมัครที่เป็นดารา นักร้อง หรืออินฟลูเอนเซอร์ สามารถใช้ความสามารถพิเศษในการหาเสียงได้หรือไม่ โดยยืนยันว่าหากเป็นการแสดงความสามารถของตนเองไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ทำไม่ได้คือการ “จ้าง” มหรสพ

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อถกเถียงว่าผู้สมัคร สส. ที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ดารา นักร้อง หรือนายแบบ ซึ่งมีความสามารถในการร้องรำทำเพลงหรือเล่นดนตรี จะสามารถแสดงความสามารถเหล่านี้ระหว่างการหาเสียงได้หรือไม่ หากพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 73 วรรค 1 อนุ 3 ประกอบกับวรรค 2 เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการห้ามการจัดมหรสพหรือรื่นเริงที่เกิดจากการ “ว่าจ้าง” บุคคลอื่นมาแสดง เพราะมองว่าเป็นการใช้เงินหว่านล้อมและอาจเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง

“ในฐานะที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ เหตุผลที่ห้ามมหรสพเพราะมองว่าถ้าจ้างกันมา มันอยู่ที่เงิน ใครเงินหนาก็ได้เปรียบ แต่ถ้ามันเป็นความสามารถของตัวผู้สมัครเอง เป็นศิลปิน เป็นนักร้อง แล้วเขาทำเอง ร้องเอง เต้นเอง อันนี้ทำได้ ไม่ถือเป็นความผิด” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ฝากถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้พิจารณาประเด็นนี้ตามเจตนารมณ์ของการยกร่างกฎหมายที่ไม่ได้ต้องการตัดสิทธิ์ความสามารถส่วนตัวของผู้สมัคร พร้อมทั้งเตือนไปยังผู้สมัคร สส. ทุกพรรคการเมือง ให้ระมัดระวังเส้นแบ่งของกฎหมาย 

“ท่านเล่นเอง เต้นเอง ร้องรำทำเพลงเองทำได้ แต่ถ้าไปจ้างคนอื่นมาแสดง อันนี้อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งได้” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

‘ขิง-ชุติกาญจน์’ ป้อง ‘ไอซ์-รักชนก’ สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง ไม่ดิสเครดิตผู้หญิง

‘ขิง-ชุติกาญจน์’ ป้อง ‘ไอซ์-รักชนก’ สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง ไม่ดิสเครดิตผู้หญิง

‘ขิง-ชุติกาญจน์’ ป้อง ‘ไอซ์-รักชนก’ สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง ไม่ดิสเครดิตผู้หญิง

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.22 น.

“ขิง ชุติกาญจน์” ป้อง “ไอซ์ รักชนก” เรียกร้องสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง ทำการเมืองสะอาด ไม่ดิสเครดิตผู้หญิง

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 นางสาวชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” สส.กทม. พรรคประชาชน ถูกนักวิชาการระดับอาจารย์วิพากษ์วิจารณ์โดยพาดพิงถึงครอบครัวที่ภายหลัง รักชนกออกมายืนยันว่าบางส่วนไม่เป็นความจริง โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และไม่น่าเคารพอย่างยิ่ง

นางสาวชุติกาญจน์ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวมีเจตนาเพื่อดิสเครดิตด้วยการด้อยค่าผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ “อารยชน” ไม่พึงกระทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะเป็นถึงอาจารย์ มีต้นทุนทางสังคมที่ดี ครอบครัวสมบูรณ์ และการศึกษาสูง ควรตระหนักว่าการพยายามดึงคนอื่นให้ต่ำลงไม่ได้ทำให้ตนเองสูงส่งขึ้น แต่กลับทำให้ผู้ถูกกระทำดูโดดเด่นและมีวุฒิภาวะมากกว่า

“คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกอาชีพพ่อแม่หรือฐานะไม่ได้ แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือการกระทำและคำพูด ว่าจะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร จะพูดจาทิ่มแทงความรู้สึกคนอื่นหรือไม่ ต่อให้คุณเติบโตมาในครอบครัวที่พร้อม แต่การกระทำของคุณคือพยายามดึงคนอื่นต่ำลง มันไม่ได้ทำให้ตัวคุณสูงขึ้นเลย” รองโฆษกพรรคประชาชน ระบุ

ทั้งนี้ นางสาวชุติกาญจน์ ทิ้งท้ายด้วยการเรียกร้องให้สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง โดยย้ำว่าจุดเริ่มต้นของสังคมที่ดีคือ “การเมืองที่สะอาด” ที่แข่งขันกันด้วยนโยบาย ข้อมูล และเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่การมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการสกปรกเช่นนี้

นายกฯ โพสต์ ไทยรบจนสุดใจขาดดิ้น ปลุกใจวันสิ้นปี พร้อมภาพตอนลงพื้นที่ปราสาทตาควาย

นายกฯ โพสต์ ไทยรบจนสุดใจขาดดิ้น ปลุกใจวันสิ้นปี พร้อมภาพตอนลงพื้นที่ปราสาทตาควาย

นายกฯ โพสต์ ไทยรบจนสุดใจขาดดิ้น ปลุกใจวันสิ้นปี พร้อมภาพตอนลงพื้นที่ปราสาทตาควาย

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.13 น.

“นายกฯ” โพสต์ ”ไทยรบจนสุดใจขาดดิ้น“ ปลุกใจวันสิ้นปี พร้อมภาพตอนลงพื้นที่ปราสาทตาควาย

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพที่ถ่ายร่วมกับทหารบนปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ในภารกิจตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมระบุข้อความ “ไทยรบจนสุดใจขาดดิ้น” ซึ่งเป็นข้อความท่อนหนึ่งจากคำโคลง “สยามานุสสติ” พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

รทสช. สั่งปลด ทนายอนันตรักษ์ พ้นสมาชิกพรรค ก่อนโผล่สมัคร ส.ส.ภูเก็ต

รทสช. สั่งปลด ทนายอนันตรักษ์ พ้นสมาชิกพรรค ก่อนโผล่สมัคร ส.ส.ภูเก็ต

รทสช. สั่งปลด ทนายอนันตรักษ์ พ้นสมาชิกพรรค ก่อนโผล่สมัคร ส.ส.ภูเก็ต

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.04 น.

รทสช. แจ้งด่วน! ปลด “ทนายอนันตรักษ์” พ้นสมาชิกพรรคตั้งแต่ 30 ธ.ค. เจ้าตัวดันทุรังโผล่สมัคร สส.ภูเก็ต เขต 1 ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ ยื่น กกต. ซ้ำเพื่อเพิกถอนทันที

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีความเคลื่อนไหวสำคัญจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เกี่ยวกับสนามเลือกตั้งจังหวัดภูเก็ต โดยพรรคได้ส่งข้อความลง Facebook ว่า “ทนายอนันตรักษ์ พ้นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่ 30 ธ.ค. 68 จึงสมัคร สส. ภูเก็ต ในนามพรรคไม่ได้” หลังจากที่ปรากฎข่าวว่าทนายอนันตรักษ์ เพ็ชรหิน ไปลงชื่อสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดภูเก็ต เขต 1 ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อช่วงเช้าวันนี้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีมติให้ ทนายอนันตรักษ์ พ้นจากสภาพการเป็นสมาชิกพรรคไปแล้ว ตั้งแต่คืนวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา และได้แจ้งเรื่องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากตรวจสอบพบปัญหาเรื่องประวัติและคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสม

แต่ปรากฎว่าทนายอนันตรักษ์ กลับเดินทางไปลงชื่อสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ทั้งที่เจ้าตัวได้ขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ที่ผู้สมัครจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

แหล่งข่าวระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ทำหนังสือยืนยันไปยัง กกต. อีกครั้งแล้ว เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงว่าพรรคไม่ได้มีมติส่งบุคคลดังกล่าวลงสมัคร และเจ้าตัวได้พ้นสภาพสมาชิกพรรคไปก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อให้ กกต. พิจารณาถอนชื่อออกจากระบบรับสมัครต่อไป

สำหรับสาเหตุที่ทางพรรครีบตัดไฟแต่ต้นลมนั้น แหล่งข่าวระบุว่า จากการตรวจสอบประวัติเชิงลึก พบว่าทนายอนันตรักษ์มีประวัติพัวพันกับคดีความและข่าวฉาวหลายเรื่อง รวมถึงพฤติการณ์ในอดีตที่เคยไปออกรายการดังอย่าง “โหนกระแส” จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ทางพรรคจึงเกรงว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น จึงมีมติถอดถอนในที่สุด แต่เจ้าตัวยังคงดึงดันไปสมัครรับเลือกตั้งดังกล่าว