กก.บห.ปชน.ขอโทษประชาชน พลาดตรวจประวัติ เจอหมายจับโผล่ เร่งหาตัวผู้สมัครใหม่

กก.บห.ปชน.ขอโทษประชาชน พลาดตรวจประวัติ เจอหมายจับโผล่ เร่งหาตัวผู้สมัครใหม่

กก.บห.ปชน.ขอโทษประชาชน พลาดตรวจประวัติ เจอหมายจับโผล่ เร่งหาตัวผู้สมัครใหม่

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.18 น.

พรรคประชาชนแถลงขอโทษประชาชน-เปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. กทม. หลังพบถูกออกหมายจับคดีฟอกเงิน 

29 ธ.ค.68 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน ในฐานะผู้รับผิดชอบแคมเปญเลือกตั้งกรุงเทพฯ แถลงข่าวด่วน ระบุว่าเมื่อช่วงเวลา 07.00 น. ที่ผ่านมา ตนได้โทรศัพท์ไปสอบถามตารางการหาเสียงช่วงปีใหม่ของ นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส. เขตบางพลัด-บางกอกน้อย จึงได้ทราบว่าบุญฤทธิ์ถูกออกหมายจับเนื่องจากมีชื่อในบริษัทที่เชื่อมโยงกับการฟอกเงิน 

“ผมต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชนอย่างสูง โดยเฉพาะชาวบางพลัดและบางกอกน้อย พรรคได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้สมัครทุกคนอย่างละเอียด แต่ในกรณีของบุญฤทธิ์ ไม่มีการออกหมายเรียก ออกมาเป็นหมายจับเลยในวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พรรคได้ตรวจประวัติผู้สมัครทุกคนเสร็จสิ้นไปแล้ว พรรคจึงไม่ทราบเรื่อง มาทราบเมื่อเช้าตอนที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้สมัครแล้ว ทันทีที่ทราบเรื่องเมื่อเช้าวันนี้ พรรคก็ได้ดำเนินการแจ้งผู้สมัครและแถลงต่อประชาชนว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เรายืนยันว่าไม่มีการปกปิดหรือปกป้องใครทั้งสิ้น”

นายพิจารณ์ กล่าวยืนยันว่า พรรคจะต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัครใหม่ ซึ่งสามารถทำกระบวนการได้ทันก่อนหมดเขตรับสมัครในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ส่วนในคดีของนายบุญฤทธิ์ เจ้าตัวต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ตัวเองตามสิทธิ์ ซึ่งพรรคจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว พรรคประชาชนยืนยันเรื่อง “มีส้มไม่มีเทา” ไม่มีการปกป้องใครแม้เป็นผู้สมัครของตัวเอง โดยพิจารณ์ยืนยันว่าการที่ตำรวจออกหมายจับ ก็แสดงว่ามีพยานหลักฐานหนักแน่นพอสมควร ก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมทำงานไปตามปกติ

“อยากฝากไปถึงพี่น้องประชาชนทุกท่าน ว่าพรรคประชาชน พยายามออกแบบกระบวนการคัดสรรผู้สมัครให้รัดกุมมากขึ้นทุกการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้ผู้สมัครที่ดีที่สุด แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาด ต้องขอโทษประชาชนอีกครั้งที่ทำให้ท่านผิดหวัง แต่ “มีส้มไม่มีเทา” ไม่ใช่แค่สโลแกนหาเสียง เราพิสูจน์ด้วยการกระทำว่าเราไม่อ่อนข้อต่อทุนเทา การทุจริต คอรัปชั่นใดๆ ด้วยการจัดการเรื่องนี้อย่างโปร่งใสและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ในวันที่เราได้รับโอกาสให้เข้าไปบริหารประเทศ ประชาชนจะมั่นใจได้ว่าพรรคจะไม่ใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่ปกป้องเครือข่ายพวกพ้องที่กระทำผิดกฎหมายอย่างแน่นอน” นายพิจารณ์  กล่าวย้ำ

พรรคประชาชนแถลงด่วน เปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส.กทม. พบโดนหมายจับพัวพันฟอกเงิน

พรรคประชาชนแถลงด่วน เปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส.กทม. พบโดนหมายจับพัวพันฟอกเงิน

พรรคประชาชนแถลงด่วน เปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส.กทม. พบโดนหมายจับพัวพันฟอกเงิน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.02 น.

พรรคประชาชนแถลงด่วน โละผู้สมัคร สส.กทม.เขต33 หลังพบโดนหมายจับเอี่ยวฟอกเงินยาเสพติด

29 ธ.ค.68 เมื่อเวลา 09.38 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน โดยมี นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค ได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 33 บางพลัด-บางกอกน้อย เนื่องจากพรรคประชาชนตรวจสอบพบว่าผู้สมัครถูกออกหมายจับในคดีอาญา  

โดยพบว่า ผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชน ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเพื่อสอบสวน หลังพบความเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดี้ นิติพงษ์ ประกาศจุดยืนชัด ตีตั๋วขึ้นรถเมล์สีน้ำเงิน หลังปล่อยเพลงพรรคภูมิใจไทย

ดี้ นิติพงษ์ ประกาศจุดยืนชัด ตีตั๋วขึ้นรถเมล์สีน้ำเงิน หลังปล่อยเพลงพรรคภูมิใจไทย

ดี้ นิติพงษ์ ประกาศจุดยืนชัด ตีตั๋วขึ้นรถเมล์สีน้ำเงิน หลังปล่อยเพลงพรรคภูมิใจไทย

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.50 น.

“ดี้ นิติพงษ์” ประกาศจุดยืนชัด! ตีตั๋วขึ้นรถเมล์สีน้ำเงิน สาย 37 รับหน้าที่แต่งเพลงหาเสียงให้ “ภูมิใจไทย”

กลายเป็นประเด็นฮือฮาบนโลกโซเชียล เมื่อนักแต่งเพลงระดับตำนานอย่าง “ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค” ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กประกาศจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน พร้อมเปิดเผยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพลงแคมเปญใหม่ของพรรคภูมิใจไทย

ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงทิศทางทางการเมืองของตนเองในช่วงการเลือกตั้ง ” ฉันขอขึ้นรถเมล์สีน้ำเงิน สาย 37  จ้ะ  ขอบคุณที่พรรคภูมิใจไทยให้เกียรติฉันทำเพลงให้จ้ะ…คนร้องชื่อ นาย สุเมธ องอาจ  ขึ้นรถสายเดียวกับฉันอยู่แล้วจ้ะ..#ใครจะไปยกมือขึ้น ” 

นอกจากนี้ยังได้ทิ้งท้ายด้วยแฮชแท็กว่า #ใครจะไปยกมือขึ้น เพื่อเป็นการเชิญชวนผู้ที่มีแนวคิดเดียวกันให้มาร่วมสนับสนุนพรรคการเมืองดังกล่าว

สำหรับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก ทั้งในแง่ของบทบาทคนบันเทิงกับการเมือง และการจับตามองว่าบทเพลงที่กลั่นกรองจากปลายปากกาของนักแต่งเพลงมือทองระดับประเทศ จะสร้างแรงส่งให้กับพรรคภูมิใจไทยได้มากน้อยเพียงใดในสมรภูมิเลือกตั้งที่กำลังเข้มข้นนี้

งงกันเป็นแถบ หลังรู้ พล.อ.รังษี เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ10

งงกันเป็นแถบ หลังรู้ พล.อ.รังษี เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ10

งงกันเป็นแถบ หลังรู้ พล.อ.รังษี เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ10

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.15 น.

หลังจากการสมัครและจับสลากหมายเลขปาร์ตี้ลิสของพรรคการเมืองไทยของแต่ละพรรคจบลงไปเมื่อวานนี้ (28 ธันวาคม พ.ศ. 2568) ที่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ บนโลกออนไลน์ต่างก็มีหลายคนสงสัยและให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากกับพรรคเศรษฐกิจที่ถูกเปลี่ยนชื่อมาจากพรรคเส้นด้าย โดยมีชื่อของ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ออกเดินสายตามสื่อหลายสำนักแสดงวิสัยทัศน์ของตัวเองให้หลายคนได้เห็น กลับไม่ได้มีชื่ออยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 แต่อยู่ในลำดับที่ 10 แทน และชื่อปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 นั้นกลายมาเป็นของ นาย คริส โปตระนันทน์ ผู้ก่อตั้งพรรคเส้นด้ายแทน สร้างความมึนงงและสับสนให้กับผู้คนเป็นจำนวนมากที่ติดตามพรรคหรือได้ฟังวิสัยทัศน์ต่าง ๆ 

ทำเอา โจ มลทานี อินฟลูอินเซอร์ด้านการเมืองชื่อดังออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Jo Montanee แสดงความคิดเห็นของตัวเอง “อ้าวว! เหมือนพรรคดันพลเอกรังษีมาหาคะแนนเสียงจากคนรักชาติ เพื่อเอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ แต่พลเอกรังษีไม่ได้เข้าสภา คริสเส้นด้ายเข้าแทน ว้าววว!! อินเซปชั่นที่แท้ทรู ติ่งพรรคศก.ที่เฟียซด่าพรรคคู่แข่งด่าชาวบ้านไปทั่วจะว่ายังไงคะ เงิบมั้ย”

พล.อ.รังษี

กระทั่งชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นวิพาก์วิจารณกันเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับกรณีนี้ที่หัวหน้าพรรคและเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ไม่ได้มีชื่อเป็นลำดับที่ 1 ปาร์ตี้ลิสต์ แต่กลับกลายเป็น นาย คริส โปตระนันทน์ แทน ราวกับถูกสับหาหลอกของใครหลายคนที่กำลังชั่งใจว่าจะลงคะแนนเสียงให้พรรคไหนดี

คริส

บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ

1. นายคริส โปตระนันทน์

2. นายพีรพล กนกวลัย

3. นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล

4. พลตำรวจตรีไพบูลย์ มะระพฤษณ์วรรณ

5. นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์

6. นายส่งศักดิ์ ฉัตรชูสกุล

7. นายณัชพล สุพัฒนะ

8. นพ.กอบชัย เปี่ยมเพชรกุล

9. นายศรัทธา คชพลายุกต์

10. พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์

พล อ รังษี
พล อ รังษี
พล อ รังษี

ขอขอบคุณภาพจาก พรรคเศรษฐกิจ – Economic Party, เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

สีหศักดิ์ หารือ หวัง อี้ ขอบคุณจีนสนับสนุนสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา

สีหศักดิ์ หารือ หวัง อี้ ขอบคุณจีนสนับสนุนสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา

สีหศักดิ์ หารือ หวัง อี้ ขอบคุณจีนสนับสนุนสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.39 น.

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มณฑลยูนนาน เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ภายหลังข้อตกลงหยุดยิง

ไทยขอบคุณจีนในบทบาทและความเข้าใจในการสนับสนุนสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชาในแนวทางแบบเอเชีย ทั้งนี้ ไทยเห็นว่าการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อสร้างความเชื่อใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน ทั้งนี้ เมื่อครบ 72 ชั่วโมง ไทยจะพิจารณาปล่อยเชลยศึก 18 คน และหวังว่ากัมพูชาจะอำนวยความสะดวกในการให้คนไทยบริเวณชายแดนได้เดินทางกลับประเทศ

สีหศักดิ์ หารือ หวัง อี้

ฝ่ายจีนได้แสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงผ่านการหารือทวิภาคี โดยย้ำถึงความเคารพหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน และพร้อมเป็นช่องทางในการสนุนการดำเนินการเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ

สีหศักดิ์ หารือ หวัง อี้
สีหศักดิ์ หารือ หวัง อี้
สีหศักดิ์ หารือ หวัง อี้

แร๊งส์ทะลุสภา! สื่อจัดเต็มฉายา68 ‘รังหนอนสีเทา’ พ่วงประธาน’หมงล้งบุรีรัมย์’ เน้นขายทุเรียนไม่เน้นตอบการเมือง

แร๊งส์ทะลุสภา! สื่อจัดเต็มฉายา68 'รังหนอนสีเทา' พ่วงประธาน'หมงล้งบุรีรัมย์' เน้นขายทุเรียนไม่เน้นตอบการเมือง

แร๊งส์ทะลุสภา! สื่อจัดเต็มฉายา68 ‘รังหนอนสีเทา’ พ่วงประธาน’หมงล้งบุรีรัมย์’ เน้นขายทุเรียนไม่เน้นตอบการเมือง

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.19 น.

แร๊งส์! ฉายาสภา 68 “รังหนอนสีเทา” ขณะที่สภาสูงคือ “รังของหนู” ประธานวุฒิ “หมงล้งบุรีรัมย์” “พิสิษฐ์-นันทนา” คว้าคู่กัดแห่งปี งดให้ “ประธานสภาฯ-ผู้นำฝ่ายค้านฯ-ดาวเด่น” หวั่นเอาไปโจมตีช่วงเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ร่วมกันตั้ง “ฉายาสภา” เป็นธรรมเนียมประจำทุกปี เพื่อสะท้อนความคิดเห็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติทั้ง สส.และ สว. ตลอดปี 2568 ในฐานะที่ติดตามการทำหน้าที่ของ สส. และ สว. มาโดยตลอด ดังนี้

“สภาผู้แทนราษฎร” ได้รับฉายา “รังหนอนสีเทา”

หากเปรียบสภาเป็นร่างกายที่เป็นตัวแทนของประชาชน ในปีนี้ถูกมองว่ามีการกัดกินผลประโยชน์ภายในร่างกายเราจนเน่าเฟะ สส. หลายคนถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมและการทำหน้าที่ที่ไม่ยึดโยงกับประโยชน์ส่วนรวม แต่กลับมุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เหมือนหนอนที่รุมชอนไชอยู่ภายในซากที่รอวันเสื่อมสลาย อีกทั้งที่ผ่านมาเรามักจะเห็นคำว่า “งูเห่า” เกิดขึ้นในสภา แต่ระยะหลัง สส.ที่ถูกมองเป็นงูเห่าไม่กล้าเผยตัว แต่ไปแฝงในพรรคการเมืองต่างๆ เปรียบเหมือนกับ “หนอน” ที่แฝงอยู่ในนั้น เพื่อเอื้อประโยชน์ในเชิงนโยบายหรือโครงการต่างๆ ร่วมกัน เป็นการทำธุรกิจการเมืองแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย โดยแทบไม่มีคำว่าประชาชนอยู่ในสมการแม้แต่นิดเดียว 

ส่วนคำว่า “สีเทา” สะท้อนถึงพฤติกรรมของนักการเมืองที่อยู่ในสภา ไม่มีใครขาวสะอาดอย่างแท้จริง เพราะปรากฎข่าวว่ามีส่วนพัวพันกับผลประโยชน์ทับซ้อนในระดับที่กฎหมายอาจเอื้อมไม่ถึง จนทำให้ภาพลักษณ์ของสภาในปีนี้ ถูกมองว่าไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ แต่มุ่งแสวงหาอำนาจให้กับตนเองและพวกพ้อง ดังนั้น “รังหนอนสีเทา” จึงหมายถึง สภาที่รวบรวมเหล่านักการเมืองที่ขาดความสง่างาม มุ่งเน้นการกัดกินงบประมาณและอำนาจผ่านการดีลผลประโยชน์ข้ามขั้ว โดยไม่สนจุดยืนทางการเมืองและหน้าที่ของตนเอง

“วุฒิสภา” ได้รับฉายา “รังของหนู”

วุฒิสภาเปรียบเสมือนที่รวมบุคคลต่างๆ ซึ่งมาจากหลายสาขาอาชีพ แต่พฤติกรรมของวุฒิสภากลับถูกมองว่าเป็นคนของผู้มีอำนาจ และอยู่ภายใต้พรรคการเมืองหนึ่ง เปรียบเหมือนหนูที่อยู่ในรัง ที่มีการจับกลุ่มกันจนถูกตั้งข้อครหาว่า “พวกมากลากไป” ใช้กลไก “จริยธรรม” เล่นงานเสียงข้างน้อยให้ไม่มีที่ยืน แม้รัฐบาล “นายกฯ หนู” จะอ้างว่าไม่สามารถสั่ง สว. ชุดนี้ได้ แต่เสียงข้างมากก็ยังไม่มีแตกแถว เดินหน้าโหวตองค์กรอิสระรัวๆ แม้จะมีข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อนหรือทำเพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งก็ไร้ความสะทกสะท้าน

นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้รับฉายา “หมงล้งบุรีรัมย์”

“เฮียหมง” หรือ “เสี่ยหมง” ชื่อเล่นที่ภูมิใจของ “มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดูจะมีความสุขและเชี่ยวชาญกับบทบาท “เถ้าแก่ล้งผลไม้” มากกว่าการเป็นประมุขสภาสูง ผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากที่สุดในปีที่ผ่านมา ไม่ใช่การขับเคลื่อนงานวุฒิสภา แต่คือการสวมบทบาทเถ้าแก่ล้งผลไม้พรีเซน “ทุเรียนน้ำแร่” ของดีบุรีรัมย์ และมังคุดเกรดเอระดับพรีเมียม อย่างน้ำไหลไฟดับ จนทำให้ยอดขายถล่มทลาย แต่พอไมค์จ่อปากถามถึงประเด็นร้อนทางการเมือง นายมงคลมักจะเกิดอาการ “โรคกลัวดอกพิกุลจะร่วง” ทันที ไม่ยอมพูดยอมจาพร้อมเอ่ยปากด้วยวลีเด็ด “ประธานต้องเป็นกลาง เขาไม่ให้พูด” ต่างจากตอนขายทุเรียนลิบลับ จนถูกมองว่าเป็นเสี่ยล้งผลไม้มากกว่าประมุขสภาสูง

“ดาวดับ” 

สื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีความเห็นร่วมกันที่จะมีผู้ได้รับตำแหน่งนี้ 3 คนได้แก่ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นายอลงกต วรกี สว. และนายเศรณี อนิลบล สว. เนื่องจากในกรณีของนายมงคลจะสอดคล้องกับฉายาประธานวุฒิสภาคือ “หมงล้งบุรีรัมย์” ที่ผลงานเด่นชัดไม่ใช่การทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา

ส่วนนายอลงกต ที่พยายามทำตัวเด่นไม่ว่าจะเป็นดรามาแกล้งร้องไห้ล้อเลียนเพื่อนสว.ด้วยกัน หรือให้สัมภาษณ์สื่อด้วยภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน รวมถึงท่าทางจีบปากจีบคอ แต่กลับทำให้บุคคลภายนอกมองว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับการเป็นสมาชิกวุฒิสภา

ขณะที่นายเศรณี ก็ถือเป็นดาวดับอีกคน เพราะมีพฤติกรรมที่ถูกเผยแพร่ทางโซเชียลด่ากราดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา หลังทางเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือให้เปิดกระจกเพื่อตรวจสอบรถเข้า-ออก อาคารรัฐสภาตามหน้าที่ปกติ แต่นายเศรณีกลับแสดงความไม่พอใจ ใช้ถ้อยคำต่อว่าหยาบคายอย่างรุนแรง รวมถึงชี้หน้าข่มขู่ แม้ภายหลังจะออกมาชี้แจงแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้นายเศรณีดูดีขึ้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภายังเห็นควรให้ฉายาดาวดับกับนายธนกร ถาวรชินโชติ สว. ด้วย เนื่องจากถูกศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ตัดสินจำคุก 4 ปีในคดีลักทรัพย์ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท รวมถึงกรณีที่นายธนกร ถูกอดีตสาวคนสนิทยื่นสอบจริยธรรมต่อคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ แม้ทั้งสองเหตุการณ์จะยังไม่มีการตัดสินจนถึงที่สุด แต่ในฐานะสมาชิกสภาสูงก็ไม่สมควรมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

“วาทะแห่งปี“ ได้แก่ “วันนี้เราไม่ได้เลือกคุณอนุทิน มาบริหารประเทศ เราเลือกคุณอนุทิน ชาญวีรกูล มายุบสภาผู้แทนราษฎร ภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงกัน” โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวอภิปรายปิดท้ายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ คนที่ 32 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 

“เหตุการณ์แห่งปี”

ได้แก่ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 พรรคประชาชนโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากคลิปสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา 

ซึ่งภายหลังจากที่นายอนุทินได้รับโหวตเป็นนายกฯ ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่อมา คือในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 วาระพิจารณากำหนดร่างหลัก ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ … พ.ศ. …) หลังจากที่ที่ประชุมลงมติรับหลักการ ร่างของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ ซึ่งเสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และร่างของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และคณะ ที่เสนอให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งบางส่วน และอีกส่วนหนึ่งมาจากการสรรหาเพื่อถ่วงดุล โดยที่ประชุมรัฐสภามีมติ 300 ต่อ 287 เสียง เห็นชอบให้ใช้ร่างของนายพริษฐ์ เป็นร่างหลักในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาการพิจารณากฎหมายต่างๆ ร่างของรัฐบาลมักจะชนะ แต่ครั้งนี้กลับเป็นร่างของพรรคฝ่ายค้านที่ชนะ 

จนนำมาสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งคือในวันที่ 11 ธันวาคม  2568 ระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 เกี่ยวกับการตัดอำนาจสว. 1 ใน 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชนต้องการให้ตัด แต่สว.ส่วนใหญ่คัดค้าน และดูเหมือนเสึยงส่วนใหญ่จะเห็นชอบไม่ให้ตัดอำนาจ สว. ออก ทำให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แก้ปัญหาด้วยการลุกอภิปรายว่า หากไม่ตัดอำนาจสว. 1 ใน 3 ออก นายอนุทินก็ควรยุบสภาไปเลย ทำให้นายอนุทินประกาศยุบสภาทันทีโดยมีผลในวันที่ 12 ธันวาคม 1568 โดยอ้างเหตุผลว่า ยุบสภาตามที่นายณัฐพงษ์บอก และตามเอ็มโอเอว่าเลือกนายอนุทินมาเพื่อยุบสภาผู้แทนราษฎร

คู่กัดแห่งปี 

ได้แก่ คู่ของ สว.พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ และ สว.นันทนา นันทวโรภาส แม้จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็ถือว่าอยู่กันคนละขั้ว และในการประชุมวุฒิสภาทั้งคู่มักจะมีวิวาทะกันตลอด ไม่ว่า น.ส.นันทนาจะอภิปรายวาระอะไร นายพิสิษฐ์มักจะลุกขึ้นโต้แย้งด้วยเหตุผลในมุมของตนเองอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในวาระพิจารณาเลือกองค์กรอิสระต่างๆ ที่น.ส.นันทนามักจะขอให้วุฒิสภาชะลอการลงมติไว้ เนื่องจากวุฒิสภายังมีเอี่ยวในเรื่องคดีฮั้วสว.อยู่ เกรงว่าอาจจะมีความไม่ชอบธรรมอยู่ตลอดเวลาที่มีวาระดังกล่าวเข้า แต่ก็ถูกสว.พิสิษฐ์ ลุกขึ้นสวนกลับทุกครั้ง ถึงขั้นไล่น.ส.นันทนาออกจากห้องประชุม และให้น.ส.นันทนาไปหาหมอ เพราะเป็นห่วงว่าจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ขณะที่น.ส.นันทนาเมื่อออกมาให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าวก็มักจะเหน็บแนมนายพิสิษฐ์เป็นประจำ

ทั้งนี้ ปีนี้สื่อมวลชนประจำรัฐสภามีมติงดตั้งฉายา “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” และ “ดาวเด่น” เนื่องจากอยู่ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง จึงกังวลว่าหากตั้งฉายาไปแล้วอาจถูกนำไปโจมตีกันได้ หรือเสี่ยงต่อกฎหมายเลือกตั้ง เพราะเป็นการให้คุณให้โทษกับผู้ถูกพูดถึง หากบุคคลนั้นลงสมัครรับเลือกตั้ง 

ยินดี‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง สหรัฐขอให้ 2 ชาติทำตามคำมั่น

ยินดี‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง  สหรัฐขอให้2ชาติทำตามคำมั่น

ยินดี‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง สหรัฐขอให้2ชาติทำตามคำมั่น

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“สหรัฐ” ร่อนแถลงยินดี “ไทย-กัมพูชา” บรรลุข้อตกลงหยุดยิงเรียกร้อง 2 ชาติปฏิบัติตามคำมั่น ด้าน “สีหศักดิ์” หวังจีนต้องสนับสนุนหยุดยิง “ไทย-กัมพูชา” ให้มีความยั่งยืน ด้าน “จีน” ย้ำพร้อมแสดงบทบาทสร้างสรรค์เสริมความมั่นคงหยุดยิง ฟื้นสัมพันธ์ไทย-เขมร

เมื่อวันที่ 28ธันวาคม2568 นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง การหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทยว่า สหรัฐอเมริกายินดีกับการประกาศของกัมพูชาและไทยเกี่ยวกับการบรรลุการหยุดยิงที่ยุติการสู้รบตามแนวชายแดน หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) เราเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยปฏิบัติตามคํามั่นสัญญานี้ทันที และดําเนินการตามข้อกําหนดของข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างเต็มที่

วันเดียวกัน สำนักข่าวซินหัวรายงานคำกล่าวของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน หลังมีการประกาศเมื่อวันที่ 27ธันวาคมว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน จะพบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาและไทย ที่มณฑลยูนนานของจีน ในวันที่ 28-29ธันวาคมนี้ หลังจากทั้งสองประเทศได้ลงนามหยุดยิงภายใต้คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า จีนยินดีกับแถลงการณ์ร่วมของกัมพูชาและไทยที่เห็นชอบต่อการหยุดยิง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการเจรจาและการปรึกษาหารือเป็นแนวทางที่ใช้ได้จริงและมีประสิทธิผลในการแก้ไขข้อพิพาทที่ซับซ้อน“จีน อาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ ได้ร่วมกันพยายามในเรื่องนี้มาโดยตลอด และจีนพร้อมที่จะเดินหน้าจัดเวทีและสร้างสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เอื้อต่อการที่จะทำให้กัมพูชาและไทยสามารถหารือกันได้อย่างครอบคลุมและละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุ ทั้งนี้ นอกจากรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กัมพูชา และไทยแล้ว ผู้แทนจากกองทัพของทั้งสามประเทศจะเข้าร่วมการประชุมที่มณฑลยูนนานด้วย

โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ยังย้ำด้วยว่า จีนจะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในแบบของตนเอง เพื่อช่วยให้กัมพูชาและไทยสามารถเสริมสร้างความมั่นคงของการหยุดยิง ฟื้นฟูการติดต่อแลกเปลี่ยน สร้างความไว้วางใจทางการเมืองขึ้นใหม่ พลิกฟื้นความสัมพันธ์ทวิภาคีและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพในภูมิภาค

ด้าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนมณฑลยูนนานของจีน ระหว่างวันที่ 28-29ธันวาคม ตามคำเชิญของ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน โดยมี นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เดินทางไปร่วมประชุมด้วยว่า การประชุมเกิดขึ้นหลังจากที่จีนได้ส่งผู้แทนพิเศษเดินทางเยือนไทยและกัมพูชาก่อนหน้านี้ จุดประสงค์ในการไปประชุมครั้งนี้ก็เพื่อแจ้งกับจีนว่า จีนต้องสนับสนุนการหยุดยิงให้มีความยั่งยืน ให้จีนส่งสัญญาณไปยังกัมพูชาว่าไม่ควรจะมีการรื้อฟื้นหรือพยายามในการสร้างความขัดแย้งใดๆ เพิ่มอีก การเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่เพิ่งจบไปแล้ว ไทยไม่ได้มองแค่ให้จีนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของเรากับกัมพูชา แต่ต้องการให้จีนแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์เพื่อให้มีการหยุดยิงที่ยั่งยืน ด้วยการส่งสัญญาณดังกล่าวไปยังกัมพูชาด้วย หลักการสำคัญของการหยุดยิงครั้งนี้คือการให้ไทยและกัมพูชาแก้ไขปัญหากันเอง เราต้องการให้จีนมีบทบาทในการรับฟังไทยและสนับสนุนสิ่งที่ไทย-กัมพูชาได้พูดคุยกันไป ไทยต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เราก็มั่นคงในสิ่งที่เราทำ และจะไม่ทำตามที่ใครกดดัน

ล่าสุด นายสีหศักดิ์เ เดินทางถึงประเทศจีนแล้ว โดยมีกำหนดจะหารือทวิภาคีกับ นายหวัง อี้ ในช่วงเย็นวันที่ 28ธันวาคมนี้ ตามเวลาท้องถิ่น

ภท.พุ่งขึ้นที่หนึ่ง ‘เพื่อไทย’ตามติด‘พรรคส้ม’ร่วง

ภท.พุ่งขึ้นที่หนึ่ง  ‘เพื่อไทย’ตามติด‘พรรคส้ม’ร่วง

ภท.พุ่งขึ้นที่หนึ่ง ‘เพื่อไทย’ตามติด‘พรรคส้ม’ร่วง

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภท.พุ่งขึ้นที่หนึ่ง ‘เพื่อไทย’ตามติด‘พรรคส้ม’ร่วง ซูเปอร์โพลกางผลสำรวจ จับตาพลังเงียบตัวชี้ขาด

ซูเปอร์โพลมาแล้ว กางผลสำรวจ “ภูมิใจไทย”คะแนนนิยมพุ่งขึ้นอันดับหนึ่ง แตะ 9.3 ล้านเสียง ขณะที่ “เพื่อไทย” ทะยานมาอันดับสอง 7.8 ล้านเสียง ส่วน “ประชาชน” ลดฮวบร่วงเหลือ3.4ล้านเสียง จับตาพลังเงียบ 14 ล้านเสียงชี้ชะตาเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้าย ด้านนิด้าโพลเผย“อนุทิน”มาแรงสนามโคราช ตามด้วย“ณัฐพงษ์-ยศชนัน”

เมื่อวันที่28ธันวาคม2568สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดเผยรายงานผลการสำรวจเรื่องหลักสถิติประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่2 สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ อายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน1,253 ตัวอย่างระะหว่างวันที่ 25-27ธันวาคม2568

สำหรับการสำรวจครั้งนี้ใช้หลักสถิติประมาณการคะแนนเสียงในระดับประเทศ อาศัยประสบการณ์และแบบจำลองเชิงสถิติที่เคยใช้มาแล้วในอดีตเช่น กรณีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ที่โพลชี้ว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์จะได้รับคะแนนประมาณ 1.2 ล้านเสียง ขณะที่ผลการนับคะแนนจริงอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านเสียง รวมถึงกรณีการทำโพลลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี2560 พบว่าคนจะรับร่างรัฐธรรมนูญ61.5และ กกต.ประกาศผลจริงว่า คนรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.4

รายงานของซูเปอร์โพลชี้ว่า จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53,057,546 คน การประมาณการครั้งที่ 2 คาดว่าผู้จะไปเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวน 39,793,156 คน เพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งที่ 1 ซึ่งอยู่ที่ 38,307,548 คน หรือเพิ่มขึ้น 1,485,608 คน

ในทางกลับกัน กลุ่ม “ไม่ไป/ไม่แน่ใจ” ลดลงจาก 14,749,998 คน เหลือ 13,264,390 คน หรือลดลง 1,485,608 คน ซึ่งมีนัยสำคัญเชิงพฤติกรรมว่า “ความลังเลด้านการไปใช้สิทธิ” ถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบการตัดสินใจมากขึ้น (อย่างน้อยในเชิงความตั้งใจ)

ข้อสังเกตสำคัญคือตัวเลขเพิ่ม–ลดในสองกลุ่มนี้ “สมดุลกันพอดี” สะท้อนการเคลื่อนย้ายของสถานะจาก “ไม่ไป/ไม่แน่ใจ” ไปสู่ “ไปเลือกตั้ง” มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดฐานประชากร ซึ่งยังคงเท่ากับ 53,057,546 คน ทั้งสองครั้ง

ภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์: ความชอบโลโก้พรรคการเมือง (เก่า/ใหม่) ในมิติ “สัญลักษณ์ทางการเมือง” รายงานนำเสนอความชอบต่อการออกแบบโลโก้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนการจดจำและความรู้สึกต่อพรรค (brand cue)

โดยในกลุ่ม“พรรคการเมืองเก่า” 3อันดับแรก ได้แก่ โลโก้พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 24.0โลโก้พรรคประชาชน ร้อยละ19.8โลโก้พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 12.4 ขณะที่ในกลุ่ม “พรรคการเมืองเปิดตัวใหม่” 3 อันดับแรก ได้แก่ โลโก้พรรคปวงชนไทย ร้อยละ 27.3โลโก้พรรครักชาติ ร้อยละ 21.5โลโก้พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ18.2.

เชิงสังเคราะห์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “พรรคใหม่” บางพรรค (โดยเฉพาะปวงชนไทยที่ 27.3%) สามารถสร้างแรงดึงดูดเชิงภาพลักษณ์ได้สูงกว่า “พรรคเก่า” ที่คะแนนนำในหมวดเดียวกันอยู่ที่ 24.0% ซึ่งตีความได้ว่า “การออกแบบสัญลักษณ์” อาจกำลังทำหน้าที่เป็นประตูด่านแรกของการรับรู้และความสนใจ ก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบายหรือเชิงตัวบุคคล

ผลประมาณการคะแนนเสียงระดับประเทศ: การเปลี่ยนแปลงครั้งที่1และครั้งที่2 ตารางประมาณการคะแนนเสียง (ครั้งที่ 2) แสดงการจัดวางกำลังทางการเมืองในเชิง “จำนวนคะแนนคาดหมาย” โดยเปรียบเทียบกับครั้งที่1 ดังนี้ พรรคภูมิใจไทย: จาก 8,436,150 คะแนน เพิ่มเป็น 9,338,128 คะแนน (เพิ่มขึ้น) พรรคเพื่อไทย: จาก 7,587,229 คะแนน เพิ่มเป็น 7,799,459 คะแนน (เพิ่มขึ้น)

พรรคประชาชน: จาก 4,509,891 คะแนน ลดเหลือ 3,448,741 คะแนน (ลดลง) เลือกพรรคอื่นๆและพรรคเปิดตัวใหม่: จาก 5,199,640 คะแนน ลดเหลือ 4,562,949 คะแนน (ลดลง) คนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ: จาก 12,574,638 คะแนน เพิ่มเป็น 14,643,879 คะแนน (เพิ่มขึ้น) ไม่ไปเลือกตั้ง: จาก 14,749,998 คน ลดเหลือ 13,264,390 คน (ลดลง)และยอดรวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้นยังคงเท่ากับ 53,057,546 คน

สังเคราะห์เชิงความหมาย ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2มี “สามสัญญาณ” ที่ควรอ่านร่วมกันเป็นระบบ คือ (1) การเพิ่มขึ้นของคะแนนคาดหมายในสองพรรคหลัก (ภูมิใจไทยเพิ่มจาก 8.44 เป็น 9.34 ล้าน; เพื่อไทยเพิ่มจาก 7.59 เป็น 7.80 ล้าน) บ่งชี้การ “ยืนยันตัวเลือกเดิม” ของบางส่วนในระบบผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

(2) การลดลงของพรรคประชาชนจาก 4.51 เหลือ 3.45 ล้านคะแนน เป็นการหดตัวที่มีนัยต่อการแข่งขันในกลุ่มฐานเดิม/ฐานเมือง/ฐานอุดมการณ์ ซึ่งอาจสะท้อนการถูกดึงคะแนนออกไปทั้งสองทิศทาง คือกลับไปสู่พรรคเก่า หรือไหลเข้าสู่สถานะ “ไม่ตอบ/ลังเล”

(3) ที่สำคัญที่สุด คือการขยายตัวของ “คนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ” จาก 12.57 เป็น 14.64 ล้านคะแนน ซึ่งเป็นก้อนประชากรการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในตาราง และเป็นตัวแปรชี้ขาดผลลัพธ์ในโค้งสุดท้าย

กล่าวโดยสรุปเมื่อรวมผลทั้งหมด รายงานครั้งที่2 ชี้ว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะ “การแข่งขันบนฐานความไม่แน่นอนสูง” โดยแม้ความตั้งใจไปใช้สิทธิจะเพิ่มเป็น 39.79 ล้านคน แต่ในเวลาเดียวกัน กลุ่ม “ลังเล/ไม่ตอบ” กลับขยายตัวเป็น 14.64 ล้านคน

“สะท้อนว่าการเพิ่มของผู้ตั้งใจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (turnout intent) ไม่ได้แปลว่า “ความชัดเจนของตัวเลือก” เพิ่มขึ้นเสมอไป กล่าวคือ ผู้คนอาจ “ตั้งใจไปเลือกตั้งมากขึ้น” แต่ยัง “ไม่พร้อมเลือกพรรค” ในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ”รายงานซูเปอร์โพลระบุ

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบาย/ยุทธศาสตร์ ต้องทำงานกับก้อน “14.64 ล้าน” ด้วยยุทธศาสตร์ลดความลังเล (Uncertainty Reduction) การสื่อสารควรเปลี่ยนจาก “บอกว่าดี” ไปสู่ “ทำให้ตัดสินใจง่าย” เช่น ข้อความสั้นที่ตอบ 3 คำถามหลัก: เลือกแล้วชีวิตดีขึ้นอย่างไร ทำได้จริงแค่ไหน จำเป็นต้องเลือกพรรคนี้หรือไม่ และเริ่มเมื่อไร โดยเป้าหมายคือย้ายคนจาก “ไม่ตอบ/ลังเล” ไปเป็น “เลือกพรรค” ให้เร็วที่สุดก่อนวันเลือกตั้ง โลโก้/อัตลักษณ์เป็นประตูแรกแต่ต้องเชื่อมเข้ากับสาระให้ติด (Brand ไปสู่ Policy Bridge)

เมื่อเห็นว่าโลโก้พรรคใหม่บางพรรคมีแรงดึงสูง(เช่น ปวงชนไทย 27.3%) ควรเร่ง “แปลงการจำได้” ให้เป็น “เหตุผลในการเลือก” ผ่านนโยบาย 1–2 เรื่องที่จำง่ายและวัดผลได้ เพื่อป้องกันการเป็นแค่กระแสภาพลักษณ์ระยะสั้น

การคุมโครงเรื่องเล่า (narrative) ทั้งมิติของนโยบายคุณค่าอารมณ์ข้อเท็จจริงและเรื่องเล่าต่างๆต้องสอดคล้องกับสถิติกลุ่มคนตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (turnout) ที่ขยับขึ้น เพราะผู้ตั้งใจไปเลือกตั้งเพิ่มขึ้น 1,485,608 คน การรณรงค์ภาคสนาม/สื่อสารออนไลน์ควรเน้น “การปิดการขาย” (conversion) มากกว่าการสร้างการรับรู้ทั่วไป

โดยวัดผลเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ว่าคน “จากลังเลไปสู่การตัดสินใจเลือก” ขยับเท่าไร เช่น น้ำท่วมภาคใต้ปีนี้เสียหายกว่า 5 หมื่นล้านบาท ประชาชนได้รับผลกระทบหนักกว่า 1 ล้านคน นี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติธรรมดา แต่คือผลของระบบรัฐที่ไปไม่ทันชีวิตคน และนี่คือเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนวิธีบริหารประเทศ ดังนั้นการคุมโครงเรื่องเล่าคือการเปลี่ยนข้อมูลให้มีความหมายต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

ขณะเดียวกันศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนโคราช” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18 – 22 ธันวาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนครราชสีมา กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่างเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนนครราชสีมาจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 40.58 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 13.59 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 13.31 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 5.81 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 5.72 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

อันดับ 6ร้อยละ 4.88 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 7 ร้อยละ 3.84 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 8ร้อยละ 2.16 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 9 ร้อยละ 2.06 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 10 ร้อยละ 1.31 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)เป็นต้น

สำหรับพรรคการเมืองที่คนนครราชสีมามีแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 31.01 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 2 ร้อยละ 20.06 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 ร้อยละ 17.43 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 14.34 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 5.44 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

อันดับ 6 ร้อยละ 4.69 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.44 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.22 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย และร้อยละ 3.37 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยภักดี พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคไทรวมพลัง เป็นต้น

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนนครราชสีมามีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.86 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 2 ร้อยละ 22.40 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.40 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 12.09 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 4.22 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

อันดับ 6 ร้อยละ 3.66 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.53 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.12 ระบุว่าเป็น พรรคชาติพัฒนา และร้อยละ 2.72 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยภักดี พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรครักชาติ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

52พรรคสมัครสส.บัญชีรายชื่อ เลือกตั้งสุดคึกคัก

52พรรคสมัครสส.บัญชีรายชื่อ  เลือกตั้งสุดคึกคัก

52พรรคสมัครสส.บัญชีรายชื่อ เลือกตั้งสุดคึกคัก

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

52พรรคสมัครสส.บัญชีรายชื่อ เลือกตั้งสุดคึกคัก ‘อนุทิน’โว‘ภูมิใจไทย’มีทีเด็ด ‘มาร์ค’วอนอย่าเลือกคนทุจริต ‘เท้ง’คุยปชน.ตัวเลือกที่ดีที่สุด ‘เพื่อไทย’ตั้งเป้ากวาด200เก้าอี้

52 พรรคการเมืองสมัครสส.บัญชีรายชื่อ แจ้งแคนดิเดตนายกฯเรียบร้อย รอ “กกต.” ตรวจสอบออกประกาศ เผยจับสลากชิงเบอร์คึกคักเพื่อไทย เบอร์ 9 ประชาธิปัตย์ เบอร์ 27 ภูมิใจไทย เบอร์ 37 ประชาชน เบอร์ 46 “หนู” โว ภูมิใจไทย มีทีเด็ด ด้าน “เพื่อไทย” เกทับหวังฟาดสส. 200 เก้าอี้ “ธรรมนัส” ไม่หวั่นถูกเมินร่วมรัฐบาล ย้ำทำการเมืองสร้างสรรค์ เปิดเวทีใหญ่ 17 จังหวัด “เสรีพิศุทธ์” ชูเลข 12 หาเสียง ท้าชิงเก้าอี้นายกฯหากได้เกิน 25 เก้าอี้ อ้อนปชช.10ล้านเสียง กา’เสรีรวมไทย’

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.68 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดเป็นสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 28 – 30 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. และวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.00 น.

ต่อมาเวลา 10.00 น. ภายหลังทั้ง 52 พรรคการเมืองที่มาลงทะเบียนก่อนเวลา 08.30 น.ผ่านการตรวจเอกสารการสมัครถูกต้องครบถ้วนทุกพรรคเรียบร้อยแล้ว ทางเลขาธิการกกต. ได้จัดพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองที่ได้รับมอบหมายฯ เพื่อตกลงกำหนดลำดับการยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง ผลปรากฎว่าทั้ง 52 พรรคไม่สามารถตกลงกันได้ จึงได้เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการจับสลากหมายเลข

ซึ่งดำเนินการจับสลาก 2 รอบ โดยครั้งแรกประธานกกต. จะจับสลากเพื่อหาทั้งลำดับพรรคการเมืองที่จะยื่นใบสมัคร จากนั้นการจับสลากครั้งที่ 2 โดยหัวหน้าพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองที่ได้รับมอบหมาย สำหรับผลการหมายจับสลากพรรคการเมืองทั้ง 52 พรรค มีรายละเอียด ดังนี้

เพื่อไทยได้เลยสวยเบอร์9

เบอร์ 1 พรรคไทยทรัพย์ทวี,เบอร์ 2 พรรคเพื่อชาติไทย, เบอร์ 3 พรรคใหม่,เบอร์ 4 พรรคมิติใหม่,เบอร์ 5 พรรครวมใจไทย,เบอร์ 6 พรรครวมไทยสร้างชาติ,เบอร์ 7 พรรคพลวัต,เบอร์ 8 พรรคประชาธิปไตยใหม่,เบอร์ 9 พรรคเพื่อไทย,เบอร์ 10 พรรคทางเลือกใหม่

เบอร์ 11 พรรคเศรษฐกิจ,เบอร์ 12 พรรคเสรีรวมไทย,เบอร์ 13 พรรครวมพลังประชาชน,เบอร์ 14 พรรคท้องที่ไทย,เบอร์ 15 พรรคอนาคตไทย,เบอร์ 16 พรรคพลังเพื่อไทย,เบอร์ 17 พรรคไทยชนะ,เบอร์ 18 พรรคพลังสังคมใหม่,เบอร์ 19 พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย,เบอร์ 20 พรรคฟิวชั่น

เบอร์ 21 พรรคไทรวมพลัง,เบอร์ 22 พรรคก้าวอิสระ,เบอร์ 23 พรรคปวงชนไทย,เบอร์ 24 พรรควิชชันใหม่,เบอร์ 25 พรรคเพื่อชีวิตใหม่,เบอร์ 26 พรรคคลองไทย,เบอร์ 27 พรรคประชาธิปัตย์,เบอร์ 28 พรรคไทยก้าวหน้า,เบอร์ 29 พรรคไทยภักดี,เบอร์ 30 พรรคแรงงานสร้างชาติ,เบอร์ 31 พรรคประชากรไทย,เบอร์ 32 พรรคครูไทยเพื่อประชาชน,เบอร์ 33 พรรคประชาชาติ เบอร์ 34 พรรคสร้างอนาคตไทย,เบอร์ 35 พรรครักชาติ,เบอร์ 36 พรรคไทยพร้อม

ภูมิใจไทยได้หมายเลข37

เบอร์ 37 พรรคภูมิใจไทย ,เบอร์ 38 พรรคพลังธรรมใหม่,เบอร์ 39 พรรคกรีน,เบอร์ 40 พรรคไทยธรรม,เบอร์ 41 พรรคไทยเป็นธรรม,เบอร์ 42 พรรคกล้าธรรม,เบอร์ 43 พรรคพลังประชารัฐ,เบอร์ 44 พรรคโอกาสใหม่,เบอร์ 45 พรรคเป็นธรรม

เบอร์ 46 พรรคประชาชน ,เบอร์ 47 พรรคประชาไทย,เบอร์ 48 พรรคไทยสร้างไทย,เบอร์ 49 พรรคไทยก้าวใหม่,เบอร์ 50 พรรคประชาอาสาชาติเบอร์ 51 พรรคพร้อม,เบอร์ 52 พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย

“เท้ง-ไหม-ต้น” 3 แคนดิเดต ปชน.

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 กล่าวภายหลังจับหมายเลขพรรคการเมืองเสร็จสิ้น ว่า พรรคประชาชนจับได้หมายเลข 46 เมื่อได้เบอร์แล้วก็จะทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบเบอร์ และจะไปหาเสียงหมายเลขนี้เลยทันที และฝากให้ประชาชนติดตาม ทั้งหมายเลขผู้สมัคร สส.เขต ของพรรค และหมายเลขพรรค 46 โดยในวันที่ 11 มกราคม 2569 พรรคประชาชน จะเปิดตัวทีมผู้บริหาร ขณะเดียวกันพรรคยังเปิดเว็บไซต์รับบริจาค ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ทางผู้สมัคร สส.เขตและบัญชีรายชื่อ ขอประชาชนช่วยสนับสนุน

นายณัฐพงษ์ ยังชี้แจงถึงกรณีที่ สส.บัญชีรายชื่อที่มี 99 คน ว่า หนึ่งคนที่หายไปขอถอนตัวจากการเป็นผู้สมัคร โดยชี้แจงว่าเป็นขั้นตอนตามปกติ เมื่อผู้สมัครทราบลำดับ อาจจะมีข้อจำกัดส่วนตัวจึงขอถอนตัวออก “ก็ดีครับ พี่วิโรจน์จากเลข 100 เป็น 99 ก็สวยดี”

ทั้งนี้ หลังการจับฉลากเลือกเบอร์ของพรรค ทั้ง 3 คนของพรรคประชาชน ทำมือสัญลักษณ์เลข 46 หมายเลขที่พรรคประชาชนจับได้ จากนั้น นายณัฐพงษ์ ได้นำสมาชิกพรรคประชาชนนั่งรถเมย์กลับพรรค ทั้งนี้ ในเวลา 15.30-16.15 น. พรรคประชาชน จะขึ้นรถแห่วนรอบเมืองทองธานี ไปถนนติวานนท์ และจบที่ ตลาดวัดกู้ และเวลา 16.30-17.30 น. ลงหาเสียงแจกแผ่นพับในวัดกู้ อ.ปากเก็ จ.นนทบุรี

กล้าธรรมไม่หวั่นถูกเขี่ยทิ้ง

ร้อยเอกธรรมนัส พรมหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมและแคดิเดตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พอใจที่จับได้หมาย 42 ซึ่งถือว่าเป็นเลขมงคลสำหรับพรรค โดยหลังจากนี้ จะเดินหน้าหาเสียงโดยให้ สส.เริ่มลงพื้นที่ เริ่มจากพื้นที่กรุงเทพมหานครและเตรียมเปิดเวทีปราศัยใหญ่ 17 จังหวัด ซึ่ง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค จะเป็นผู้กำหนด

ส่วนกรณีที่ถูกมองว่าพยามเลี่ยงไม่ขึ้นเวทีดีเบตนั้น เนื่องจากตนเองมีภารกิจจำเป็นต้องเดินทางลงพื้นที่ ไม่มีเวลาให้สัมภาษณ์แต่ยืนยันไม่ได้เลี่ยงโดยบางเวทีอาจจะมอบหมายคนอื่นไปแทน สำหรับกรณีที่หลายพรรคจะไม่จับมือร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเองก็ไม่ร่วมเช่นกันและเห็นว่าการเมืองจะต้องรักษาประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เมื่อถามว่ามึแผนที่จะจับมือกับขั้วไหนหรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่า ยังเร็วไปที่จะประเมิน

ร.อ.ธรรมนัส บอกอีกว่าสำหรับนโยบาย ที่จะใช้เรียกคะแนนเสียงจากประชาชน จะเป็นนโยบายเน้นจับต้องได้ เน้นฐานรากเกษตรกร และเป็นนโยบายทีาต่อเนื่องจากที่ผ่านมา เช่น ให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินโดยมีเอกสารสิทธิถูกต้อง/การยกระดับการศึกษา/การแก้ปัญหาสังคม และการเลือกตั้งครั้งนี้คาดหวัง จำนวนที่นั่ง สส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะตัดสิน จะ 100-200 ที่นั่ง โดยหลังจากได้หมายเลขผู้สมัครแล้ว จะให้ผู้สมัครลงพื้นที่หาเสียงทันที เริ่มจากพื้นที่กรุงเทพฯ

โอเคเบอร์37เด็ดที่”หนู”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการจับสลากเบอร์บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ที่ได้เบอร์ 37 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทบ ระบุว่า ถ้าได้เลขตัวเดียวก็ดี สื่อสารง่ายแต่ก็ไม่เป็นไร เน้นที่นโยบาย

เมื่อถามพรรคใหญ่ก็ได้เบอร์ 2 หลักกันเยอะ นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ไล่ๆ กันมา” ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้เบอร์ 37 มีเลข 7 เด็ดตรงไหน นายอนุทินตอบว่า “เด็ดตรงหนู”

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะวางแผนลงพื้นที่หาเสียงอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า หาเสียงด้วยนโยบาย ด้วยความมั่นใจ รวมถึงผลงาน เลข 37 ถือว่าเป็นเบอร์พรรค แต่ผู้สมัครแต่ละคน ก็จะมีเลขเป็นของตัวเองแต่จากการตรวจสอบผู้สมัครพรรคภูมิใจจะได้เลขตัวเดียว ส่วนใหญ่ก็เป็นเบอร์เดียวอยู่ ดังนั้น สามารถบอกประชาชนได้ ถ้าเป็นภูมิใจไทยเน้นที่เบอร์ 37 ไม่น่ามีปัญหา

ในช่วงการหาเสียงได้มีการกำชับ ผู้สมัครอย่างไรหรือไม่ ในเรื่องกติกาต่าง ๆ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ออกระเบียบข้อมูลปฏิบัติ ให้กับผู้สมัคร สส.ทุกคนในพรรคภูมิใจไทยแล้ว

เมื่อถามว่า ดูเหมือนปาร์ตี้ลิสต์มีคนรุ่นใหม่เข้ามาด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า เบอร์ 1 ก็ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศ ระหว่าง ที่นายอนุทิน ออกจากอาคารสถานที่รับสมัคร มีผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยตะโกนให้กำลังใจ นอกจากนี้ยังมีผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองอื่น ๆ ต่างโห่ไล่ และสาดน้ำใส่คณะของนายอนุทิน ก่อนที่นายอนุทินจะรีบเดินออกไปขึ้นรถกลับไปที่ทำการพรรคภูมิใจไทย

เพื่อไทยขอ200ที่นั่ง

ด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวภายหลังจับเบอร์เสร็จ ว่า เบอร์ 9 เป็นเบอร์พรรค ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เราจะพาพรรคของเรา ร่วมกับพี่น้องประชาชน ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ความขัดแย้งต่าง ๆ เราก็ต้องก้าวผ่านไปให้ได้ ปีหน้าฟ้าใหม่ เราสามารถมารวมตัวกัน และทำเพื่อพี่น้องประชาชนได้ นโยบายพร้อม คนพร้อม เบอร์พร้อมครับ ก้าวไปข้างหน้าด้วยกันกับพรรคเพื่อไทย เลือกทั้งพรรค เลือกทั้งคน

ผู้สื่อข่าวถาม ได้เบอร์เดียวกับที่คุณทักษิณเคยได้ รู้สึกอย่างไรบ้าง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ตอบว่าได้เบอร์เดียวกับครั้งก่อนที่เคยได้เบอร์ 9 อยู่ครั้งหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิด ซึ่งก็เป็นเลขมงคลอยู่แล้ว เบอร์ 9 เป็นการนำประเทศให้ก้าวหน้า เราพร้อมที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน พร้อมกับพี่น้องประชาชน นี่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ส่วนเบอร์ 9 จะทำท่าอะไรนั้น นายจุลพันธ์ ขอไปคิดก่อน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มองว่าการได้เลขนี้ เป็นจังหวะที่ดีสำหรับพรรคเพื่อไทย ในการเดินไปสู่ชัยชนะ ฝากถึงประชาชน ขอให้ไม่ต้องเป็นห่วง พรรคเพื่อไทยจะดูแลพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เรื่องนโยบายต่าง ๆ เรามุ่งเน้นมาโดยตลอด ทั้งบุคลากรและผู้สมัคร สส. เขต ที่ลงพื้นที่ไปเมื่อวาน ก็มีความพร้อมมาก

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ตั้งเป้าไว้ที่ 200 ที่นั่ง เพราะฉะนั้นขอกราบพี่น้องประชาชน ช่วยเลือกพรรคเพื่อไทย เพื่อสร้างประเทศชาติ เหมือนที่พรรคเพื่อไทยเคยทำมาตลอดในอดีต พรรคเพื่อไทยทำได้ครับ ขอฝากผู้สมัคร สส. เขต ของพรรคเพื่อไทยทั่วประเทศ และกากบาทพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9 เราจะยกเครื่องประเทศไทยไปพร้อมกัน

จากนั้น 3 แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย ลงพื้นที่หาเสียงทันที โเยขึ้นรถแห่ออกจากเซ็นทารา ไปพบปะมวลชนที่สวนหย่อมเคหะทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ และ แฟลตเคหะทุ่งสองห้อง เขตดอนเมือง

อภิสิทธิ์ปชป.หาเสียงทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ หลังได้หมายเลข 27 ทาง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เผยว่า ตัวเลขอาจจะไม่ได้สำคัญ แต่ที่สำคัญคือ เราจะทำอะไรให้กับประเทศหลังจากนี้มากกว่า ไม่กังวลว่าผู้สูงอายุจะกาเบอร์แรกๆ เพราะทุกคนที่มีความตั้งใจ สามารถเลือกพรรคที่ตัวเองเลือกได้ จากนั้น นายอภิสิทธิ์ พร้อมแกนนำฯ และสมาชิกพรรค พร้อมออกหาเสียงเลือกตั้งทันที

ก่อนหน้านี้ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ให้สัมภาษณ์ถึง กระแสวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้เงินมากเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจประชาชนจึงยอมใช้สิทธิ์ขายเสียงกัน ว่า ยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนในภาคใต้ มีปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ไม่ต่างจากภาคอื่นๆ ซึ่งทำให้ประชาชนเห็นว่าได้เงินมา 500 บาท หรือ 1500 บาทก็มีส่วนช่วยเลี้ยงปากทองได้ ตนจึงอยากขอร้องประชาชนว่า ถ้าทุกคนรักประชาธิปไตยจริงๆ ต้องช่วยกันต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง แล้วเราจะได้นักการเมืองที่ไม่ทุจริตคอรัปชั่น และบ้านเมืองจะดีขึ้น

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ถูกมองว่ามีทุนน้อย ในการเลือกตั้งครั้งนี้และจะสามารถฝ่ากระสุนของพรรคต่างๆได้อย่างไร นายชวนกล่าวว่า ตนหวังว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะได้สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมเราได้3 คน แต่สำหรับครั้งนี้เราคิดว่าจะไม่ได้แค่ 4 คน

“ชวน”ยอมรับสส.เขตสู้ยาก

ส่วนจะได้เพิ่มเท่าไหร่ผมเท่าไรไม่แน่ใจ แต่จำนวนสส.เขตคงยาก ผมยังได้พูดกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า คนที่เด่นๆ ที่เราอยากให้มาเป็นผู้สมัครเขาถามว่าจะให้เงินเขาเท่าไหร่ เขาถามแบบนี้ก็จบเพราะเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเรื่องจำนวนสส.เขตก็ไม่ง่าย พวกเราทุกต้องช่วยกัน แต่สส.บัญชีรายชื่อ ผมอยากขอพี่น้องประชาชนทั่วประเทศอีกครั้ง ขอให้สนับสนุนพรรคการเมืองที่ไม่โกง ไม่กิน ไม่สิ้นชาติ และจะทำให้บ้านเมืองเราดีขึ้น ด้วยการเมืองที่ดี ซึ่งนี่เป็นภาคปฏิบัติไม่ใช่เป็นแค่คำพูด”นายชวน กล่าว

เมื่อถามว่าสนามเลือกตั้งภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์ต้องสู้กับศิษย์เก่าหลายคนที่ย้ายไปพรรคอื่นจะถือว่าพรรคประชาธิปัตย์เจอศึกหนักมากขึ้นหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ตนได้ย้ำกับผู้สมัครของพรรคทุกคนว่า เวลาขึ้นปราศรัยขอให้พูดความจริง เพราะการหาเสียงในช่วง 40 วันหลังจากนี้ แค่เดินลงพื้นที่ไม่เพียงพอ จึงต้องเน้นการปราศรัยให้ประชาชนรู้ความจริงคืออะไร และอะไรบ้างที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นคนผลักดันจริงๆ เมื่อประชาชนรู้ก็จะสนับสนุนเรา และรณรงค์ให้ประชาชนต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งตนเคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีตที่เคยปราศรัยเน้นย้ำกับประชาชนในภาคใต้ว่ารัฐบาลพรรคไทยรักไทยเลือกปฏิบัติกับคนภาคใต้ ซึ่งครั้งนั้นทำให้พรรคไทยรักไทยไม่ได้สส.ในภาคใต้เลยแม้แต่คนเดียว

เสรีพิศุทธ์พร้อมชิงนายกฯ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการจับฉลากหมายเลขเลือกตั้งปี 2569 ได้เบอร์ 12 ว่า เลขนี้ถือว่าเป็นเลขวันแม่ และเป็นเลขที่ตั้งที่ทำการของพรรคเสรีรวมไทย และผู้สมัคร ส.ส. เขต บางกอกน้อย ก็เบอร์ 12 เช่นเดียวกัน จึงเลือกได้ง่าย

สำหรับเป้าหมายที่นั่งสส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนยอมรับว่าไม่ใช่พรรคใหญ่ เมื่อก่อนส่งผู้สมัคร ส.ส. 400 เขต แต่จากรัฐธรรมนูญที่แก้ไปแก้มา เป็นเหตุให้มีการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส่งผลต่อคะแนนพรรคลดลง โดยการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้ ส.ส. เขต แม้แต่คนเดียว ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเสรีรวมไทยส่งผู้สมัคร ส.ส. เน้นไปที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทั้งหมด 43 คน เป็นหลัก ส่วนตนเมื่อเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะต้องได้เสียง 10 ล้านเสียงเป็นต้นไป และเห็นจากโพลขณะนี้ยังเหลืออีก 40 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังไม่ได้ลงให้พรรคการเมืองใด ก็หวังว่าน่าจะมาเป็นคะแนนของพรรคเสรีรวมไทย ดังนั้น ตนขอสัก 10 ล้านเสียง ก็จะได้บริหารประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรี และเชื่อในความรู้ความสามารถ ที่มีมากว่า 50 ปี

พล.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคการเมืองมาจากประชาธิปไตยทั้งนั้น ซึ่งการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เชิญตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีทั้งหมด 10 เสียง แต่ได้ปฏิเสธไป เพราะมองว่ามาจากการยึดอำนาจ จึงยอมอยู่เป็นฝ่ายค้าน และเวลานี้ เราไม่ปฎิเสธทุกพรรคที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถทำงานร่วมกันได้หากดำเนินในแนวทางที่ถูกต้อง และจะถูกต้องหรือไม่ ต้องดูว่าแต่ละพรรคซื้อเสียงหรือไม่ ทั้งนี้ หาก กกต. สามารถควบคุมการซื้อเสียงได้ การเมืองก็จะบริสุทธิ์ เกิดความยุติธรรม ไม่มีการชกใต้เข็มขัด

ไทยก้าวใหม่ ชัดเจนไม่แตะ ม.112

น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า ตนขอย้ำจุดยืนของพรรคอย่างชัดเจนว่า พรรคไทยก้าวใหม่ยังคงยึดมั่นในสามเสาหลักของชาติคือ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานทางการเมือง และไม่มีนโยบายแก้ไขหรือแตะต้องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่อย่างใด จุดยืนดังกล่าวเป็นหลักการที่พรรคยึดถือมาโดยตลอด และจะยังคงยืนหยัดปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างถึงที่สุด เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของประเทศและความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่

“ทั้งนี้ ภายหลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกรณีที่หัวหน้าพรรคเคยแสดงความเห็นในเชิงชื่นชมบุคคลจากพรรคก้าวไกลในบางประเด็น ตั๊นขอชี้แจงว่า เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นในเชิงบุคคลและการเมืองเชิงเกมเท่านั้น ไม่ได้สะท้อนจุดยืนหรืออุดมการณ์ของพรรคแต่อย่างใด จุดยืนของพรรคชัดเจนมาโดยตลอด เราไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 และยืนหยัดในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย พรรคไทยก้าวใหม่จะเดินหน้าทำงานทางการเมืองบนพื้นฐานของความจงรักภักดี และยึดมั่นในอุดมการณ์หลักอย่างไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีแรงกดดันหรือกระแสทางการเมืองในช่วงเวลานี้ก็ตาม”น.ส.จิตภัสร์ กล่าว

รวมไทยสร้างชาติลั่นสูไม่ถอย

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค, นายวิทยา แก้วภราดัย, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค เข้าร่วมพิธีจับสลากหมายเลขรับเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ โดยผลปรากฏว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ “หมายเลข 6” สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศ

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยภายหลังการจับหมายเลขว่า หมายเลข 6 ถือเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับภารกิจหลัก 6 ด้านที่พรรคจะเข้าไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพื่อนำพาประเทศออกจากวิกฤต นั่นคือ “พิทักษ์เอกราช พิฆาตคนชั่ว กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก ทุบค่าพลังงาน สร้างสังคมคุณภาพ และ หนุนเกษตรทำเงิน” ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มนโยบายด้านความมั่นคง กลุ่มนโยบายด้านพลังงาน กลุ่มนโยบายด้านเศรษฐกิจ กลุ่มนโยบายด้านสังคม รวมไปถึงกลุ่มนโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

“เบอร์ 6 คือสัญลักษณ์ของการแก้จุดตายประเทศ เราไม่ได้มาเพื่อเล่นการเมือง แต่มาเพื่อรื้อถอนโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องค่าพลังงานและเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างสังคมที่มีคุณภาพและเป็นธรรมให้กับคนไทยทุกคน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการจับหมายเลข นายพีระพันธุ์และผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วงเวียนใหญ่) เพื่อทำพิธีสักการะขอพรเสริมสิริมงคล และประกาศเจตนารมณ์ในการกอบกู้วิกฤตชาติ พร้อมถือเป็นจุดคิกออฟ (Kick-off) เริ่มต้นการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

กกต.แถลงเรียบร้อยดี

นายแสวง บุญมี เลขา กกต. สรุปภาพรวมการรับสมัครสสบัญชีรายชื่อและส่งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยวันแรกว่าวันนี้กกต.เปิดให้มีการรับสมัครผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อวันแรก โดยภาพรวมทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยด้วยความร่วมมือของทั้งพรรคการเมืองและผู้สนับสนุนรวมทั้งสื่อมวลชน ซึ่งพรรคการเมืองที่มาลงเวลาก่อน 8.30 น. มี 52 พรรคการเมืองทางสำนักงานได้มีการตรวจสอบเอกสารความพร้อมและทุกพรรคได้ส่งเอกสารครบถ้วน ได้มีการจับสลากลำดับหมายเลขที่จะใช้หาเสียงเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพรรคการเมืองได้เสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจำนวน 32 พรรคการเมือง รวม 68 คน แต่พรรคที่ยังไม่ได้เสนอชื่อสามารถเสนอได้จนถึงวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัครวันที่ 31 ธันวาคม 2568

พรรคอนาคตไทย พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง จับได้เบอร์ 15 ลั่นคนไทยส่วนรวมต้องมาก่อน ชูทำจริง ไม่ทิ้งพื้นที่

พรรคอนาคตไทย พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง จับได้เบอร์ 15 ลั่นคนไทยส่วนรวมต้องมาก่อน ชูทำจริง ไม่ทิ้งพื้นที่

พรรคอนาคตไทย พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง จับได้เบอร์ 15 ลั่นคนไทยส่วนรวมต้องมาก่อน ชูทำจริง ไม่ทิ้งพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.01 น.

‘พรรคอนาคตไทย ’พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง จับได้เบอร์ 15 ลั่นคนไทยส่วนรวมต้องมาก่อน ชู’ทำจริง ไม่ทิ้งพื้นที่‘

28 ธ.ค.2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายประวัติ เทียนขุนทด หัวหน้าพรรคอนาคตไทย เดินทางมาพร้อมสมาชิกกองเชียร์ได้เข้ายื่นสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคฯ โดยจับสลากได้หมายเลข 15 ส่วนผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรคอนาคตไทย ประกอบด้วย ว่าที่ร้อยตรี เทวิน พิมพ์พันธุ์  เบอร์ 11  เขตสายไหม(ยกเว้นแขวงออเงิน) 

นายเวโรฒ มาตยศิริ (โจ) เบอร์ 12 เขตสวนหลวง,ประเวศ(เฉพาะแขวงหนองบอน) 

นายอนุวัตร เมืองมัจฉา (มรรค) เบอร์ 5 เขตพระโขนง,บางนา

นายวิชิต  วราศิริกุล(กอล์ฟ) เบอร์  11 เขตทุ่งครุ,ราษฎร์บูรณะ(ยกเว้นแขวงบางปะกอก)  

ส่วนนางสาวฉันทนา พุ่มพฤกษ์ (กุ้ง) เบอร์ 6 ผู้สมัคร สส.จังหวัดพิษณุโลก พรรคอนาคตไทย
 
หัวหน้าพรรคอนาคตไทย กล่าวว่า พรรคอนาคตไทย “ส่วนรวมมาก่อน ทำงานจริง ไม่ทิ้งพื้นที่” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลักของพรรคที่เน้นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มสวัสดิการให้พี่น้องประชาชนทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่อง สุขภาพดี มีเงินคืนและกองทุนการศึกษาต่อสำหรับคนทำงาน สาธารณสุข การศึกษา การปฏิรูประบบส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับSMEไทย บ้านหลังแรกผ่อนคงที่ตลอดสัญญา ปฏิรูประบบภาษี  ซึ่งนโยบายทั้งหมดจะส่งผลดีต่อคุณภาพพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ