โพลชี้ ภูมิใจไทยคะแนนเสียงพุ่ง พรรคประชาชนลดฮวบ

โพลชี้ ภูมิใจไทยคะแนนเสียงพุ่ง พรรคประชาชนลดฮวบ

โพลชี้ ภูมิใจไทยคะแนนเสียงพุ่ง พรรคประชาชนลดฮวบ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.10 น.

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง หลักสถิติ ประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่ 2 สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,253  ตัวอย่าง โดยใช้หลักสถิติประมาณการคะแนนเสียงในระดับประเทศ อาศัยประสบการณ์และแบบจำลองเชิงสถิติที่เคยใช้มาแล้วในอดีต เช่น กรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่โพลชี้ว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะได้รับคะแนนประมาณ 1.2 ล้านเสียง ขณะที่ผลการนับคะแนนจริงอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านเสียง รวมถึงกรณีการทำโพลลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 พบว่า คนจะรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.5 และ กกต.ประกาศผลจริงว่า คนรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.4 โดยดำเนินการศึกษาครั้งนี้ระหว่างวันที่ 25 – 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ช่วงความคลาดเคลื่อนจากการกำหนดขนาดตัวอย่าง +/- ร้อยละ 5

กรอบการวิเคราะห์อ้างอิงฐานข้อมูลประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป จากทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวนทั้งสิ้น 53,057,546 คนเพื่อให้การประมาณการคะแนนเสียงอยู่บน “ฐานประชากรจริง” และสะท้อนพลวัตเชิงการเมืองระดับประเทศ

โครงสร้างความตั้งใจไปใช้สิทธิ: ฐานพฤติกรรมการเมืองของประเทศ

เมื่อพิจารณา “ฐานโครงสร้าง” ของการเลือกตั้ง (ความตั้งใจไปใช้สิทธิ) รายงานของซูเปอร์โพลชี้ว่า จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53,057,546 คน การประมาณการครั้งที่ 2 คาดว่าผู้จะไปเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวน 39,793,156 คน เพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งที่ 1 ซึ่งอยู่ที่ 38,307,548 คน หรือเพิ่มขึ้น 1,485,608 คนในทางกลับกัน กลุ่ม “ไม่ไป/ไม่แน่ใจ” ลดลงจาก 14,749,998 คน เหลือ 13,264,390 คน หรือลดลง 1,485,608 คน ซึ่งมีนัยสำคัญเชิงพฤติกรรมว่า “ความลังเลด้านการไปใช้สิทธิ” ถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบการตัดสินใจมากขึ้น (อย่างน้อยในเชิงความตั้งใจ) ข้อสังเกตสำคัญคือ ตัวเลขเพิ่ม–ลดในสองกลุ่มนี้ “สมดุลกันพอดี” สะท้อนการเคลื่อนย้ายของสถานะจาก “ไม่ไป/ไม่แน่ใจ” ไปสู่ “ไปเลือกตั้ง” มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดฐานประชากร ซึ่งยังคงเท่ากับ 53,057,546 คน ทั้งสองครั้ง

ภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์: ความชอบโลโก้พรรคการเมือง (เก่า/ใหม่)

ในมิติ “สัญลักษณ์ทางการเมือง” รายงานนำเสนอความชอบต่อการออกแบบโลโก้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนการจดจำและความรู้สึกต่อพรรค (brand cue) โดยในกลุ่ม “พรรคการเมืองเก่า” 3 อันดับแรก ได้แก่

1. โลโก้พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 24.0

2. โลโก้พรรคประชาชน ร้อยละ 19.8

3. โลโก้พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 12.4

ขณะที่ในกลุ่ม “พรรคการเมืองเปิดตัวใหม่” 3 อันดับแรก ได้แก่

1. โลโก้พรรคปวงชนไทย ร้อยละ 27.3
2. โลโก้พรรครักชาติร้อยละ 21.5
3. โลโก้พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 18.2

เชิงสังเคราะห์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “พรรคใหม่” บางพรรค (โดยเฉพาะปวงชนไทยที่ 27.3%)สามารถสร้างแรงดึงดูดเชิงภาพลักษณ์ได้สูงกว่า “พรรคเก่า” ที่คะแนนนำในหมวดเดียวกันอยู่ที่ 24.0% ซึ่งตีความได้ว่า “การออกแบบสัญลักษณ์” อาจกำลังทำหน้าที่เป็นประตูด่านแรกของการรับรู้และความสนใจ ก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบายหรือเชิงตัวบุคคล

ผลประมาณการคะแนนเสียงระดับประเทศ: การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2

ตารางประมาณการคะแนนเสียง (ครั้งที่ 2) แสดงการจัดวางกำลังทางการเมืองในเชิง “จำนวนคะแนน

คาดหมาย” โดยเปรียบเทียบกับครั้งที่ 1 ดังนี้
• พรรคภูมิใจไทย: จาก 8,436,150 คะแนน เพิ่มเป็น 9,338,128 คะแนน (เพิ่มขึ้น)
• พรรคเพื่อไทย: จาก 7,587,229 คะแนน เพิ่มเป็น 7,799,459 คะแนน (เพิ่มขึ้น)
• พรรคประชาชน: จาก 4,509,891 คะแนน ลดเหลือ 3,448,741 คะแนน (ลดลง)
• เลือกพรรคอื่น ๆ และพรรคเปิดตัวใหม่: จาก 5,199,640 คะแนน ลดเหลือ 4,562,949 คะแนน (ลดลง)
• คนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ: จาก 12,574,638 คะแนน เพิ่มเป็น 14,643,879 คะแนน (เพิ่มขึ้น)
• ไม่ไปเลือกตั้ง: จาก 14,749,998 คน ลดเหลือ 13,264,390 คน (ลดลง)

และยอดรวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้นยังคงเท่ากับ 53,057,546 คน

สังเคราะห์เชิงความหมาย

ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 มี “สามสัญญาณ” ที่ควรอ่านร่วมกันเป็นระบบ คือ (1) การเพิ่มขึ้นของคะแนนคาดหมายในสองพรรคหลัก (ภูมิใจไทยเพิ่มจาก 8.44 เป็น 9.34 ล้าน; เพื่อไทยเพิ่มจาก 7.59 เป็น 7.80ล้าน) บ่งชี้การ “ยืนยันตัวเลือกเดิม” ของบางส่วนในระบบผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (2) การลดลงของพรรคประชาชนจาก4.51 เหลือ 3.45 ล้านคะแนน เป็นการหดตัวที่มีนัยต่อการแข่งขันในกลุ่มฐานเดิม/ฐานเมือง/ฐานอุดมการณ์ ซึ่งอาจสะท้อนการถูกดึงคะแนนออกไปทั้งสองทิศทาง คือกลับไปสู่พรรคเก่า หรือไหลเข้าสู่สถานะ “ไม่ตอบ/ลังเล”(3) ที่สำคัญที่สุด คือการขยายตัวของ “คนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ” จาก 12.57 เป็น 14.64 ล้านคะแนน ซึ่งเป็นก้อนประชากรการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในตาราง และเป็นตัวแปรชี้ขาดผลลัพธ์ในโค้งสุดท้ายกล่าวโดยสรุป เมื่อรวมผลทั้งหมด รายงานครั้งที่ 2 ชี้ว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะ “การแข่งขันบนฐานความไม่แน่นอนสูง” โดยแม้ความตั้งใจไปใช้สิทธิจะเพิ่มเป็น 39.79 ล้านคน แต่ในเวลาเดียวกัน กลุ่ม “ลังเล/ไม่ตอบ” กลับขยายตัวเป็น 14.64 ล้านคน สะท้อนว่าการเพิ่มของผู้ตั้งใจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (turnout intent)ไม่ได้แปลว่า “ความชัดเจนของตัวเลือก” เพิ่มขึ้นเสมอไป กล่าวคือ ผู้คนอาจ “ตั้งใจไปเลือกตั้งมากขึ้น” แต่ยัง “ไม่พร้อมเลือกพรรค” ในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบาย/ยุทธศาสตร์

1. ต้องทำงานกับก้อน “14.64 ล้าน” ด้วยยุทธศาสตร์ลดความลังเล (Uncertainty Reduction)การสื่อสารควรเปลี่ยนจาก “บอกว่าดี” ไปสู่ “ทำให้ตัดสินใจง่าย” เช่น ข้อความสั้นที่ตอบ 3 คำถามหลัก:เลือกแล้วชีวิตดีขึ้นอย่างไร ทำได้จริงแค่ไหน จำเป็นต้องเลือกพรรคนี้หรือไม่ และเริ่มเมื่อไร โดยเป้าหมายคือย้ายคนจาก “ไม่ตอบ/ลังเล” ไปเป็น “เลือกพรรค” ให้เร็วที่สุดก่อนวันเลือกตั้ง

2. โลโก้/อัตลักษณ์เป็นประตูแรก แต่ต้องเชื่อมเข้ากับสาระให้ติด (Brand ไปสู่ Policy Bridge)เมื่อเห็นว่าโลโก้พรรคใหม่บางพรรคมีแรงดึงสูง (เช่น ปวงชนไทย 27.3%) ควรเร่ง “แปลงการจำได้” ให้เป็น “เหตุผลในการเลือก” ผ่านนโยบาย 1–2 เรื่องที่จำง่ายและวัดผลได้ เพื่อป้องกันการเป็นแค่กระแสภาพลักษณ์ระยะสั้น

3. การคุมโครงเรื่องเล่า (narrative) ทั้งมิติของนโยบาย คุณค่า อารมณ์ ข้อเท็จจริง และเรื่องเล่าต่าง ๆต้องสอดคล้องกับสถิติกลุ่มคนตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (turnout) ที่ขยับขึ้น เพราะผู้ตั้งใจไปเลือกตั้งเพิ่มขึ้น 1,485,608 คน การรณรงค์ภาคสนาม/สื่อสารออนไลน์ควรเน้น “การปิดการขาย” (conversion)มากกว่าการสร้างการรับรู้ทั่วไป โดยวัดผลเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ว่าคน “จากลังเลไปสู่การตัดสินใจเลือก”ขยับเท่าไร เช่น น้ำท่วมภาคใต้ปีนี้เสียหายกว่า 5 หมื่นล้านบาท ประชาชนได้รับผลกระทบหนักกว่า 1ล้านคน นี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติธรรมดา แต่คือผลของระบบรัฐที่ไปไม่ทันชีวิตคน และนี่คือเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนวิธีบริหารประเทศ ดังนั้นการคุมโครงเรื่องเล่าคือการเปลี่ยนข้อมูลให้มีความหมายต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

‘บิ๊กเล็ก’ชี้เซ็นหยุดยิงวัดใจเขมร ไม่ใช่ยอมจำนน! ทภ.2ลั่นทหารควบคุมทุกพื้นที่

'บิ๊กเล็ก’ชี้เซ็นหยุดยิงวัดใจเขมร  ไม่ใช่ยอมจำนน!  ทภ.2ลั่นทหารควบคุมทุกพื้นที่

‘บิ๊กเล็ก’ชี้เซ็นหยุดยิงวัดใจเขมร ไม่ใช่ยอมจำนน! ทภ.2ลั่นทหารควบคุมทุกพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.06 น.

‘บิ๊กเล็ก’ชี้เซ็นหยุดยิงวัดใจเขมร ไม่ใช่ยอมจำนน! ทภ.2ลั่นทหารควบคุมทุกพื้นที่ ยึดอธิปไตยไทยคืนได้หมด ยุทธศาสตร์รักษาชีวิตปชช. ไฟเขียวปชช.กลับภูมิลำเนา

“บิ๊กเล็ก” ชี้หยุดยิงแบบมีเงื่อนไข ทดสอบความจริงใจ โดยการกระทำยุติเป็นปรปักษ์ ไม่ใช่แค่คำพูด ด้านกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน ช่วงเช้า 27 ธันวาคม ถึงเที่ยงมีการปะทะหนักในหลายพื้นที่ ก่อนสั่งหยุดยิงเที่ยงวัน ลั่นทหารไทยควบคุมได้ทั้งหมดทุกพื้นที่ ที่เป็นของประเทศไทยที่ยึดคืนกลับมาได้ ขณะที่ชาวบ้านและแม่ค้าชายแดน ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ที่เริ่มกลับเข้าไปค้าขาย และทำมาหากินในพื้นที่ ต่างไม่เชื่อกัมพูชาว่าจะหยุดยิงจริง

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม หลังประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมาพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เปิดเผยถึงข้อตกลงการหยุดยิงและจุดยืนของประเทศไทย โดยย้ำว่าการหยุดยิงครั้งนี้ไม่ใช่การยอมจำนน แต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความจริงใจของอีกฝ่าย

หยุดยิงมีเงื่อนไขทดสอบเขมรทำได้จริงหรือไม่

รมว.กลาโหมระบุว่า ไทยเห็นชอบ “การหยุดยิงแบบมีเงื่อนไข” เพื่อทดสอบว่าอีกฝ่ายสามารถยุติการใช้อาวุธและการคุกคามได้จริงหรือไม่ พร้อมย้ำว่า ความสงบต้องวัดจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง ไม่ใช่จากคำประกาศหรือถ้อยแถลงฝ่ายเดียว สำหรับกรอบการหยุดยิง ทั้งสองฝ่ายตกลงให้มีผลพร้อมกันตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธันวาคม โดยกำหนดให้คงกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน ห้ามเคลื่อนย้ายหรือเสริมกำลัง ห้ามโจมตี ยั่วยุ หรือคุกคามซึ่งกันและกัน และจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่าการหยุดยิงเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง

“หากการหยุดยิงไม่เกิดขึ้นจริง หรือมีการละเมิดข้อตกลง ไทยยังคงมีสิทธิชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศในการป้องกันตนเอง โดยการใช้กำลังจะอยู่ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการคุ้มครองประชาชนเป็นสำคัญ”รมว.กลาโหมกล่าวย้ำ

ย้ำทดสอบความจริงใจยันสิ้นสุดเป็นปรปักษ์

ในประเด็นความไว้วางใจ รมว.กลาโหม ระบุว่า การหยุดยิงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องการเชื่อใจ แต่เป็นเรื่องของการตรวจสอบความจริงใจ โดยไทยยึดหลักว่าการสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ต้องสะท้อนผ่านการกระทำ ไม่ใช่เพียงคำพูด สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การกลับเข้าที่อยู่อาศัยจะเกิดขึ้นได้เมื่อการหยุดยิงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์สงบ และได้รับการยืนยันด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรัฐจะดูแลและสนับสนุนการกลับเข้าพื้นที่อย่างรอบคอบเป็นขั้นตอน

ด้านมาตรการด้านมนุษยธรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดผ่านกลไกความร่วมมือร่วม (JCTF) เพื่อให้พื้นที่ปลอดภัยก่อนจะเข้าสู่กระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในอนาคต โดยย้ำว่าต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ โปร่งใสและปลอดภัย การติดตามและตรวจสอบการหยุดยิงจะมีกลไกหลายระดับ ทั้งผู้สังเกตการณ์ในระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน และกลไกระดับพื้นที่อย่างสำนักงานประสานงานชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและลดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดซ้ำ

หยุดยิงไม่กระทบศักดิ์ศรี-อธิปไตยของไทย

รมว.กลาโหมยืนยันว่า การหยุดยิงครั้งนี้ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีหรืออธิปไตยของไทย ทุกการตัดสินใจยึดความปลอดภัยของประชาชนและศักดิ์ศรีของชาติเป็นหลักสูงสุด รัฐบาลย้ำว่า จะดูแลทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านสิทธิ สวัสดิการ การเยียวยา รวมถึงการดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และการฟื้นฟูกำลังพลหลังการปฏิบัติภารกิจอย่างจริงจัง

ทภ.2สรุปปะทะชายแดนหนักก่อนหยุดยิงเที่ยง

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ตลอดช่วงเช้ามีการปะทะด้วยอาวุธยิงสนับสนุนหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแนวจ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะมีคำสั่ง “หยุดยิง” พร้อมกันหลังเวลา 12.00 น. ส่งผลให้สถานการณ์โดยรวมคลี่คลายลง

ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานีพื้นที่ช่องบก ช่วงเช้าฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธยิงสนับสนุนและจรวดหลายลำกล้องจากด้านหลังเนิน 745 ฝ่ายไทยตรึงกำลังรับมือ ก่อนมีคำสั่งหยุดยิงช่วงเที่ยง ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้าไม่พบความเคลื่อนไหวสำคัญ และเข้าสู่ภาวะหยุดยิงเช่นเดียวกัน

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ จุดปะทะหนาแน่น แนวซำแต–โดนตรวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า มีการยิงตอบโต้กันต่อเนื่อง ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงต่อต้านที่ตั้งฝ่ายตรงข้าม พื้นที่สัตตะโสมมีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด 1 นาย แม้ไม่มีการรุกภาคพื้นขนาดใหญ่ แต่พบความพยายามแทรกซึมเป็นระยะ หลังหยุดยิงยังตรวจพบการเคลื่อนไหวบางจุด

แนวผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย พบการระดมยิงจากฝั่งตรงข้าม ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการรวมอำนาจการยิงหลายระลอก มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดและแรงอัดหลายราย และหลังหยุดยิงยังพบความเคลื่อนไหวกำลังพลและยานพาหนะใกล้ปากช่องคานม้าและวัดแก้ว

ไทยคุมได้ทุกพื้นที่-ยึดอธิปไตยคืนได้ทั้งหมด

พื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน ฝ่ายตรงข้ามโจมตีจากช่องโดนเอาว์และพยายามแทรกซึมหลายครั้ง ฝ่ายไทยใช้การยิงสกัด ทำให้แนวที่มั่นไม่เปลี่ยนแปลงหลังเข้าสู่ห้วงหยุดยิง

ส่วนพื้นที่ช่องสะงำ แม้ไม่พบความเคลื่อนไหวภาคพื้นสำคัญ แต่ตรวจพบโดรนจำนวนมากตั้งแต่เช้ามืด ฝ่ายไทยใช้อากาศยาน รถถัง และโดรนโจมตีเป้าหมาย รวมถึงเกิดการปะทะเป็นช่วง ๆ

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์–บุรีรัมย์ สถานการณ์ทรงตัว หลายพื้นที่ใน จ.สุรินทร์ อาทิ ช่องจอม ช่องเปรอ ช่องระยี คนา ตาควาย เนิน 350 ช่องกร่าง และตาเมือนธม ไม่พบความเคลื่อนไหวสำคัญ และอยู่ในภาวะหยุดยิงหลังเที่ยงวัน โดยภาพรวมยังเป็นการกดดันด้วยอาวุธยิงไกล ไม่มีการเข้าตีประชิดชัดเจน ขณะที่ จ.บุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู สถานการณ์สงบและตรึงกำลังเดิม

“ภาพรวมสถานการณ์ตลอดทั้งวัน การปะทะรุนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่เช้ามืดจนถึงช่วงเที่ยง โดยเฉพาะแนวเขาพระวิหาร–ผามออีแดง–ภูมะเขือ และแนวช่องบก–ช่องอานม้า ก่อนที่คำสั่งหยุดยิงหลังเวลา 12.00 น. วันที่ 27 ธ.ค.68 จึงทำให้ความรุนแรงลดลงอย่างชัดเจนและสถานการณ์เข้าสู่ภาวะที่ไทยควบคุมได้ทั้งหมดทุกพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ของไทย เราสามารถยึดคืนกลับมาได้”รายงานกองทัพภาคที่2ระบุ

ทภ.2ให้ปชช.กลับภูมิลำเนาได้แล้ว

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ประกาศสถานการณ์” จากเหตุการณ์การสู้รบที่ผ่านมาขณะนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้วกองทัพภาคที่ 2 แจ้งประชาชนสามารถเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา และที่พักอาศัยได้ตามปกติโดยขอให้ใช้ความระมัดระวัง และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่นและเต็มกำลัง ในการปป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงดูแลรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง

ชาวบ้านไม่เชื่อเขมรหยุดยิงจริง

ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าในอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 อำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่จังหวัดมีคำสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ช่วงที่มีการสู้รบระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เริ่มกลับไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพทำมาหากินที่บ้าน และเปิดร้านค้าขายของกันแล้ว หลังจากสถานการณ์ยิงปะทะตามแนวรบในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เบาบางลง แต่ส่วนใหญ่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ายังใช้ชีวิตแบบหวาดระแวงและไม่สบายใจ แต่ก็ต้องยอมเสี่ยงกลับไปประกอบอาชีพเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวและหาเงินชำระหนี้สิน

ทั้งนี้ ชาวบ้านชายแดนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ที่มีการเจรจาหยุดยิงในเวที GBC เพราะไม่เชื่อใจกัมพูชา ว่าจะทำตามข้อตกลงจริง หลายคนยิ่งกังวลว่าข้อตกลงเจรจาหยุดยิง 72 ชั่วโมง กลับจะยิ่งเปิดโอกาสให้ทางฝั่งกัมพูชาเติมอาวุธและกำลังพล มาตลบหลังถล่มทหารไทยและพื้นที่พลเรือนมากกว่า และหากมีการปะทะรอบ 3 อาจจะเกิดการสูญเสียมากกว่าเดิม

ชี้เปิดโอกาสให้เขมรเติมอาวุธ

นางสาวแสงเดือน ไสยลา แม่ค้าขายของชำใน อ.ละหานทราย บอกว่า ในฐานะคนชายแดนก็ไม่เชื่อเลยว่ากัมพูชาจะหยุดยิงจริง ตามที่มีการทำข้อตกลงในเวที GBC ล่าสุด เพราะที่ผ่านมากัมพูชาก็ไม่เคยทำตามข้อตกลงอะไรเลย ส่วนตัวมองว่าจะยิ่งเปิดโอกาสให้กัมพูชาเติมอาวุธมากกว่า เหมือนครั้งก่อนที่มีการสู้รบกันพอไทยจะได้เปรียบก็มีการเจรจาหยุดยิง ทั้งที่ในหัวใจคนชายแดนไม่อยากให้เจรจาเลยอยากให้ทหารจัดการให้จบๆ ชาวบ้านก็พร้อมอพยพเปิดทางให้แล้ว เพราะไม่อยากให้สู้รบรอบที่ 4 อีก การอพยพแต่ละครั้งเดือดร้อนมาก แต่สิ่งที่ชาวบ้านจะเชื่อคือกัมพูชาต้องประกาศยกธงขาวยอมแพ้ให้ชาวโลกรับรู้ ว่าจะไม่ยิงปะทะไทยอีก ชาวบ้านถึงจะมั่นใจ ก็ขอบคุณทหารทุกนายที่เสียสละต่อสู้ปกป้องแผ่นดิน

เช่นเดียวกับ นางสมทรง บอกว่า ไม่เชื่อว่าเขมรจะหยุดยิงตามที่ทำข้อตกลงเพราะเขมรไว้ใจเคยได้ แต่ที่ตัดสินใจกลับมาเพราะต้องทำมาหากิน เนื่องจากอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงหลายวันแล้วขาดรายได้ ก็อยู่ท่ามกลางความเสี่ยงหวาดระแวง แต่การเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ก็ยังไม่เชื่อใจอยู่ดี เป็นไปได้อยากให้ทหารรบให้จบเบ็ดเสร็จ ให้จบที่รุ่นเราจะได้ไม่ต้องเกิดปัญหากับรุ่นลูกหลานอีก

ผบ.ทร.สั่งคุมจุดยุทธศาสตร์ตราด24ชม.

ด้านพลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่ไทยและกัมพูชาเจรจาในกรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และมีข้อตกลงร่วมกันในการดำเนินมาตรการหยุดยิงภายในวันที่ 27 ธันวาคม เวลา 12.00 น. รวมถึงการลดระดับความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนนั้น กองทัพเรือรับทราบผลเจรจาดังกล่าว และพร้อมปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไทยอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการลดการเผชิญหน้าเพื่อรักษาเสถียรภาพ ความปลอดภัยของประชาชน และสันติภาพในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญขณะเดียวกัน พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งให้วางกำลังการควบคุมพื้นที่ และการรักษาความมั่นคงในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างรัดกุม พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันและตรวจสอบการกระทำที่อาจเป็นการละเมิดข้อตกลงหรือกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทย

กองทัพเรือเน้นย้ำว่า มาตรการหยุดยิงดังกล่าว ไม่ใช่การลดความพร้อมทางทหาร แต่เป็นการบริหารสถานการณ์ตามกรอบการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกองทัพเรือยังดำรงความพร้อม ทั้งกำลังรบและกำลังสนับสนุนไว้ในพื้นที่ตามเดิม เพื่อเตรียมรับสถานการณ์หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการละเมิดข้อตกลงเกิดขึ้น

พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ฝากถึงประชาชน ขอให้เชื่อมั่นว่ากำลังพลกองทัพเรือทุกนายจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และพร้อมปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติอย่างถึงที่สุด

กองทัพลั่นถ้าเขมรเติมของมีแผนรับมือ

เวลา 14.00 น.ที่ศูนย์อำนวยการร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาพลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ ฯ กล่าวถึงความกังวลกรณีกัมพูชาจะเสริมกำลังอาวุธ จากการเผยแพร่ภาพเครื่องบินขนส่ง จากประเทศเบลารุส บินกรุงพนมเปญหลังมีการลงนามในแถลงการณ์หยุดยิงว่ากรณีที่เป็นข่าว มีการวิเคราะห์ไปต่างๆนานาก็ขอให้เชื่อมั่นในกองทัพอากาศซึ่งเราทราบว่าจุดเริ่มต้นมาจากไหน ปลายทางไปถึงจุดไหน ผ่านประเทศอะไรบ้าง และเครื่องบินลำนี้บรรทุกได้เท่าไหร่ มีพิสัยบินเท่าไหร่และมีควรมีอะไรบรรทุกอยู่ ในนั้นบ้าง ซึ่งเราดำเนินการต่อในแง่ของข่าวกรอง

“ขอให้มั่นใจว่าแม้จะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเติมกำลัง หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีการใช้ขึ้นมาเรามีมาตรการป้องกัน ดูแลประชาชน บางครั้งอาจเป็นข่าวที่เป็นข้อสงสัย ก็ส่งมาหลังไมค์สอบถามได้ ซึ่งเราพร้อมจะตอบ ซึ่งมีรายละเอียดมากกว่านี้ที่เราจะให้ข้อเท็จจริงได้ ยืนยันว่าไม่ได้มีภัยคุกคามอะไร บางทีลือ หรือวิพากษ์วิจารณ์กันไป อาจจะเกิดการวิตกกังวลใจ ตอนนี้เราต้องการสร้างบรรยากาศในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมซึ่งประชาชนสองประเทศได้รับผลกระทบ พร้อมเดินหน้าไปตามแถลงการณ์ดังกล่าว เพื่อนำไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน“พลอากาศเอกประภาสกล่าว

ทอ.จับตาเครื่องบินขนส่งสินค้าไปพนมเปญ

นาวาอากาศโท ณัฐนัย จันทร์เปล่งผู้ช่วยโฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า สำหรับ เครื่องบินขนส่งสินค้าIL62M ที่เดินทางไปที่กรุงพนมเปญนั้น ทางกองทัพอากาศติดตามความเคลื่อนไหวของเที่ยวบินนี้ใกล้ชิด ขอแสดงความเชื่อมั่นกับประชาชนว่ากองทัพอากาศยังเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง หากมีเหตุการณ์ขึ้น กองทัพอากาศก็ยังมีความพร้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจarmy military force ระบุว่า เมื่อเวลา 11:00 น. วันนี้ (28 ธันวาคม 2568) เครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ (Cargo) Boeing 747-4FTF (400F) ไฟล์ทCAO10903 ทะเบียน B-2475 ของสายการบิน Air China ได้ลงจอด ณ สนามบินนานาชาติเตโช จังหวัดกันดาล โดยมีรายงานว่าเที่ยวบินดังกล่าวบินตรงมาจากนครเซี่ยงไฮ้ มุ่งหน้าสู่พนมเปญ ในเวลาต่อมา รัฐบาลจีนได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ได้จัดส่ง “ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉิน” ให้แก่รัฐบาลกัมพูชา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

กกต.สรุปสมัครปาร์ตี้ลิสต์วันแรก 1,502 คน แคนดิเดต 73 คน สส.เขต 2วัน 3,199คน

กกต.สรุปสมัครปาร์ตี้ลิสต์วันแรก 1,502 คน แคนดิเดต 73 คน สส.เขต 2วัน 3,199คน

กกต.สรุปสมัครปาร์ตี้ลิสต์วันแรก 1,502 คน แคนดิเดต 73 คน สส.เขต 2วัน 3,199คน

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.37 น.

กกต.สรุปภาพรวมสมัครสส.บัญชีรายชื่อวันแรก1,502 คน  ส่วน34พรรคเสนอชื่อแคนดิเนตนายก 73 คน ขณะที่สมัครแบบแบ่งเขต2วันรวม3,199 คน

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. ที่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ว่าที่ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิ การ กกต.แถลงสรุปภาพรวมการสมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อว่า ภาพรวมการรับสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 เขต จำนวน 2  วันที่ผ่านมา มีผู้สมัครทั้งสิ้น 3,199 คน โดยเป็นข้อมูล ณ เวลา 16.45 น .ของวันที่ 28 ธ.ค.68 ส่วนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีพรรคการเมืองที่มายื่นสมัครก่อนเวลา 08.00 น. รวมทั้งสิ้น 52 พรรคการเมือง โดยเสนอรายชื่อผู้สมัครพรรคละ 1 บัญชีรวม 1,502 คน และพรรคการเมืองยังมีการเสนอรายชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีจำนวน 34 พรรคการเมือง รวมทั้งสิ้น 73 คน ซึ่งระยะเวลาในการรับสมัครมีไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ยังกล่าวถึงกระบวนการประชามติว่า ขณะนี้รอการประกาศวันออกเสียงประชามติจากนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะประกาศในวันที่ 2 มกราคม 2569 จึงอยากย้ำเตือนประชาชนเรื่องของการลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์จะต้องลงทะเบียนแยกกัน โดยในกรณีการเลือกตั้งส.ส.จะมีการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะมีการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569

ส่วนการออกเสียงประชามตินั้น กฎหมายกำหนดให้ออกเสียงวันเดียวกันทั่วประเทศ จึงไม่มีการออกเสียงล่วงหน้า แต่มีการเปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงนอกเขตวันที่ 3-5 มกราคม 2569 และไปออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธุ์ 2569

สำหรับไทม์ไลน์การออกเสียงประชามติ คาดว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศวันออกเสียงประชามติในวันที่ 2 ม.ค. 69 และเปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงนอกเขตวันที่ 3-5 ม.ค.69 จากนั้นวันที่ 4 ก.พ. 69 จะมีการประกาศจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงนอกราชอาณาจักรและประเทศที่มีการลงทะเบียนซึ่งกระบวนการจะเป็นไปตามไทม์ไลน์จนถึงวันออกเสียงที่ 8 กุมภาพันธ์ 69

ตรีนุช นำ พปชร. สมัครปาร์ตี้ลิสต์ จับได้เบอร์ 43 ชูนโยบายยกเลิก MOU 43 ปลดล็อกปัญหาความมั่นคง

ตรีนุช นำ พปชร. สมัครปาร์ตี้ลิสต์ จับได้เบอร์ 43 ชูนโยบายยกเลิก MOU 43 ปลดล็อกปัญหาความมั่นคง

ตรีนุช นำ พปชร. สมัครปาร์ตี้ลิสต์ จับได้เบอร์ 43 ชูนโยบายยกเลิก MOU 43 ปลดล็อกปัญหาความมั่นคง

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

“ตรีนุช” นำ พปชร. สมัครปาร์ตี้ลิสต์ จับได้เบอร์ 43 ชูนโยบายยกเลิก MOU 43 ปลดล็อกปัญหาความมั่นคง

วันที่ 28 ธันวาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นางสาวตรีนุช เทียนทอง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และร่วมจับสลากหมายเลขเลือกตั้งของพรรค 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวตรีนุช เป็นผู้ขึ้นจับสลาก และได้หมายเลข 43 ซึ่งพรรคมองว่าเป็นหมายเลขที่มีนัยทางการเมืองเชิงบวก สะท้อนแนวคิดความมั่นคงควบคู่พลังประชาชน สอดคล้องกับจุดยืนของพรรคที่มุ่งสร้างความสงบ ลดความขัดแย้ง และขับเคลื่อนประเทศอย่างมีเอกภาพ
นอกจากนี้หมายเลข 43 ยังสื่อถึงการเริ่มต้นอย่างมั่นคงและการก้าวไปข้างหน้าอย่างรอบคอบ สอดรับกับนโยบายสำคัญในการยกเลิก MOU 43 เพื่อคลี่คลายปัญหาด้านอธิปไตยและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสันติ

ทั้งนี้พรรคพลังประชารัฐเตรียมเดินหน้าแคมเปญเลือกตั้งภายใต้แนวคิด “ยุติความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ยกเลิก MOU 43 เลือกเบอร์ 43 พลังประชารัฐ” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของนโยบายที่ชัดเจนและการเมืองที่ตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

อุดมเดช เบอร์ 1 ปาร์ตี้ลิสต์ ไทยสร้างไทย ไร้ชื่อ สุดารัตน์

อุดมเดช เบอร์ 1 ปาร์ตี้ลิสต์ ไทยสร้างไทย ไร้ชื่อ สุดารัตน์

อุดมเดช เบอร์ 1 ปาร์ตี้ลิสต์ ไทยสร้างไทย ไร้ชื่อ สุดารัตน์

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.28 น.

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงรายชื่อผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 48 จำนวน 79 คน ประกอบด้วย

1.นาย อุดมเดช รัตนเสถียร
2.ดร. ประวัฒน์ อุตตะโมช
3.นาย ชวลิต วิชยสุทธิ์
4.นาย ต่อพงษ์ ไชยสาส์น
5.นาย ไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์
6.นาย ปริเยศ อังกูรกิตติ
7.นาย ภัชริ นิจสิริภัช
8.นาย ศรัณยู คงสวัสดิ์เกียรติ
9.นาย วัชรพงศ์ อึงศรีสวัสดิ์
10.นาย วรวุฒิ โตวิรัตน์
11.ดร. พิศุทธิ์ จำเริญรวย
12.นาย วิจักร อากัปกริยา
13.นาย โรจนินทร์ ศิริเบญญาภิรมย์
14.นาย กฤษฎา เฉลิมสุข
15.นาย ศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย
16.นาย ปิยะณัฐ อันทะไชย
17.ดร. ณรงค์ รุ่งธนวงศ์
18.นาย ทิวากร สุระชน
19.นาย เวชยันต์ ช้างรักษา
20.นาย ณัฐวัฒน์ พอใช้ได้
21.ดร. ศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา
22.นาย นิเวช มิ่งมิตรโอฬาร
23.นาย อดิลัน อาลีอิสเฮาะ
24.นาย สุนทร ภู่ไพบูลย์
25.นาย นัฎฐ์ประชา เกื้อสกุล
26.นาย ทูลสวัสดิ์ ยอดมณีบรรพต
27.นางสาว รินรดา สหพัฒนโชติ
28.นาย ทรงกริช รัตนวรรณี
29.นาย ประวัติ สุทธิประภา
30.นาย ศรายุทธ โอสุวรรณรัตน์
31.นาย ยืนยง โพธิ์อุดม
32.นาย วิชิต ตันจรัสสกุล
33.นาย ประมวล สีแสง
34.นาย ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม
35.นาย ศุภเวศย์ รณะนันทน์
36.นางสาว มาริสา สมคำพี่
37.นางสาว อัจฉราภาดาพิสุทธิ์ สารคำ
38.นาย พันศักดิ์ จันทร์ใบเล็ก
39.นาย ก้อง เพชรแก้ว
40.นาย สุทิน ช่วยธานี
41.นาย วัฒนพงษ์ จิตตรี
42.พ.ต.อ. กนิษฐ์ ประสานสุข
43.นาย โรจนฤทธิ์ รักษ์กุล
44.นางสาว ปทุมรัตน์ สุราฤทธิ์
45.นาย บุญโชค สังขาว
46.นางสาว สุดารัตน์ รัตนพงษ์
47.นางสาว นิภาพรรณ โอทอง
48.นาย บุญสืบ จันทร์แจ่มศรี
49.นาย อภิรัฐ พันธ์สืบ
50.นางสาว พิชญาณี พรหมด้วง
51.นาง นาตญา สุวรรณ์ชาติ
52.นาย ธีระพงษ์ ไชยรี
53.นาย ภูธเนศ โพธิประสิทธิ์
54.นาย ประมวล ตรีเดช
55.นาย ประจวบ รัตนพงษ์
56.นาย พชร สงประเสริฐ
57.ดร. สุพัชรี สุปริยกุล
58.นาย ถาวร วงศ์ชนะ
59.นาย อลงกรณ์ คงฉาง
60.นาง สุวภัทร์ เหมโกทวีทรัพย์
61.นาย ธนบดี บุญเกษมสมบัติ
62.นางสาว มุกรวี บุญงาม
63.นาย ธเนศพล อินทร์จันทร์
64.จ.ส.อ. ทัดเทียม เพ็ชรศรี
65.นาย พิเชฐ สุดเดือน
66.นาย รัตนพล วงศ์เทวราช
67.นาย พัลลภ เสนาดี
68.พ.ต.อ. ชัชชัย เศรษฐีพันล้าน
69.นาย สัญญาลักษณ์ ยาทองไชย
70.นาย สิริชัย ดุลยะมา
71.นาย อัครพัชร์ เจริญชัยสง่า
72.นาย อุดม สมรภูมิบูรพา
73.ร.ต.อ. วีรพงษ์ พิไสย
74.นางสาว ศิริพร ถนอมพันธุ์รักษ์
75.นางสาว กัญญารัตน์ สุวรรณราช
76.นาย ยงยุทธ อุดมฤทธิ์
77.นาย พีรพันธุ์ โพธิ์พันธ์
78.นางสาว อัญญา โกสีย์
79.นาย ชนินทร์ หาญชาญสิน

พรรคปวงชนไทย จัดเต็ม ส่ง 41 ขุนพลผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ลุย ศึกเลือกตั้ง 69

พรรคปวงชนไทย จัดเต็ม ส่ง 41 ขุนพลผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ลุย ศึกเลือกตั้ง 69

พรรคปวงชนไทย จัดเต็ม ส่ง 41 ขุนพลผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ลุย ศึกเลือกตั้ง 69

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.21 น.

พรรคปวงชนไทย จัดเต็ม ส่ง 41 ขุนพลผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ลุย ศึกเลือกตั้ง 69

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรคปวงชนไทย นำโดยนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ส่ง 41 ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อเพื่อขอเป็นทางเลือกใหม่เข้ามาแก้ปัญหาให้พี่น้องปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ  

นายเอกสิทธิ์ ย้ำว่า วันนี้ปัญหาเรื่องปากท้องของพี่น้องแรงงานกว่า 40 ล้านคนและผู้ประกอบการไทย รอการเข้ามาแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาศักยภาพยกระดับฝีมือแรงงานให้มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตามแนวทางของพรรค คือ สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้ประเทศไทยเกิดความยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคปวงชนไทย ประกอบด้วยผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคปวงชนไทย 41 ลำดับดังนี้
1. นาย เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย แคนดิเดตนายก
2. นาย วิทยา ติรณะประกิจ
3. นาย ภูชิสส์ ศรีเจริญ
4. นาย สมบูรณ์ บุญยรัตนประภา
5. นาย สมบูรณ์ บุญยรัตนประภา
6. นาย วรฐ สุนทรนนท์
7. นางสาว ธัญลักษณ์ ศรีทา
8. นาย วิรัตน์ ลีรุ่งเรือง
9. นาย ประจักษ์ จันทร์เดช
10. นาย เอกภณ วรรณกิจ
11. นางสาว สวลักษณ์ วิจิตรวิกรม
12. นาย ไมตรี รุ่งอภิญญา
13. นาย วุฒิเดช ทองพูล
14. นาง วราภรณ์ เฉลิมจักร์
15. นาย เชิดชัย สังเกตุกิจ
16. นาย ธนินท์รัฐ ภักดีภิญโญ
17. นาย นิติรุจน์ รุ่งสิริเรืองยศ
18. นาย ธีรวัฒน์ จันทร์แจ้ง
19. นาย เจนศักดิ์ วิชาวุฒิพงษ์
20. นาย ฐานุพงศ์ ศักดิ์ธนาวัฒน์
21. นาย กัมปนาท จิราภรรคกุล
22. นาย วชิรชัย คงชัย
23. นาย ธนวิชญ์ พานแก้ว
24. นาย ชำนาญ เผือกวัฒนะ
25. นาย วิริยะ อินพานิช
26. นาย พร้อมพณ ทินวงศ์
27. นางสาว อัญพัชร์ ศักดิ์ธนาวัฒน์
28. นาย วันชัย เอนกสุวรรณกุล
29. นาย วิเชียร ศรีสุด
30. พันเอก ปรีชา ทองเต็ม
31. นาย คำแหง ตันกำแหง
32. พันตำรวจเอก ประพนธ์ ไกรประยูร
33. นาย ธฤญเดชา ลิภา
34. นาย อิทธิกร เล่นวารี
35. นาย อาณัติ วัชรางกูร ณ เชียงใหม่
36. นางสาว ณัฐธร หิรัญกุลโชติ
37. นาย ภราดร ใจจำนงค์
38. นาย อรุณเดช มารัตน์
39. นาย ปฐมพล สาระรัตน์
40. นาย กาศประกาศสิริ เจริญพระสิริ
41. นางสาว อังคณา เจริญพระสิริ

เสธ.ทบ. ประธานพิธีรับศพทหารกล้า พร้อมให้กำลังใจครอบครัว พลฯทิวตะวัน วีรชนสมรภูมิบ้านหนองจาน

เสธ.ทบ. ประธานพิธีรับศพทหารกล้า พร้อมให้กำลังใจครอบครัว พลฯทิวตะวัน วีรชนสมรภูมิบ้านหนองจาน

เสธ.ทบ. ประธานพิธีรับศพทหารกล้า พร้อมให้กำลังใจครอบครัว พลฯทิวตะวัน วีรชนสมรภูมิบ้านหนองจาน

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

เสธ ทบ. ประธานพิธีรับศพทหารกล้า พร้อมให้กำลังใจครอบครัว พลทหารทิวตะวัน พลเยี่ยม วีรชนสมรภูมิบ้านหนองจาน

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) เป็นประธานในพิธีรับศพทหารกล้า ที่จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อแสดงความอาลัยและสดุดีแด่ พลทหาร ทิวตะวัน พลเยี่ยม ตำแหน่ง พลปืนเล็ก สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ณ สมรภูมิบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68

พลทหารทิวตะวัน พลเยี่ยม นับเป็นทหารกล้ารายที่ 26 ที่สละชีพจากการปฏิบัติภารกิจปกป้องผืนแผ่นดินไทย โดยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ บ้านเลขที่ 14 หมู่ 13 ตำบลป่าก่อ อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ

ทั้งนี้ เสนาธิการทหารบก ได้พูดคุยและให้กำลังใจแก่ ครอบครัวของทหารกล้า โดยได้พบและแสดงความห่วงใยต่อ บิดาและมารดา ของพลทหารทิวตะวัน พร้อมยืนยันว่ากองทัพบกจะดูแลสิทธิ สวัสดิการ และให้การช่วยเหลือครอบครัวของกำลังพลผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ สมเกียรติแห่งการเสียสละเพื่อชาติ

กองทัพบกขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของทหารกล้าผู้เสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ และขอสดุดีในความกล้าหาญ ความเสียสละ และจิตวิญญาณของทหารอาชีพ ซึ่งจะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของกองทัพบกและประชาชนชาวไทยตลอดไป

สถานการณ์ชายแดนจันทบุรี-ตราด คลี่คลาย ให้ประชาชนทยอยกลับภูมิลำเนาได้

สถานการณ์ชายแดนจันทบุรี-ตราด คลี่คลาย ให้ประชาชนทยอยกลับภูมิลำเนาได้

สถานการณ์ชายแดนจันทบุรี-ตราด คลี่คลาย ให้ประชาชนทยอยกลับภูมิลำเนาได้

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

สถานการณ์ชายแดนจันทบุรี–ตราดคลี่คลาย กองทัพเรือประเมินร่วมจังหวัด ให้ประชาชนทยอยกลับภูมิลำเนาของตนได้

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่าภายหลังจากที่ฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราดมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ร่วมกับทางฝ่ายปกครอง ประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่อย่างรอบด้าน และพิจารณาอนุญาตให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดย กปช.จต. ยังคงมีการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ กองทัพเรือจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเฝ้าระวัง 72 ชั่วโมงภายหลังการหยุดยิง

ปิดศูนย์แถลงข่าวสู้รบ ส่งไม้ต่อ ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์-ข่าวยั่วยุ ตามข้อ 15 ของ JS

ปิดศูนย์แถลงข่าวสู้รบ ส่งไม้ต่อ ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์-ข่าวยั่วยุ ตามข้อ 15 ของ JS

ปิดศูนย์แถลงข่าวสู้รบ ส่งไม้ต่อ ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์-ข่าวยั่วยุ ตามข้อ 15 ของ JS

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

“ปิดศูนย์แถลงข่าวฯสู้รบ”ส่งไม้ต่อ “ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์- ข่าวยั่วยุ ” ตามข้อ15 ของJS

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ศูนย์อำนวยการร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ปรับรูปแบบการแถลงจากการรายงานสถานการณ์มาเป็นการตอบ คำถามและข้อสงสัยที่เกิดขึ้นหลังจากมีการลงนามใน joint statement : JSโดยมีพลตรีสุรศักดิ์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมเป็นผู้ดำเนินรายการโดยวันนี้จะเป็นการปิดศูนย์แถลงข่าวที่จัดขึ้นที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง5 และจะเป็นการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายก่อนจะมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานข่าวข้อมูล ฯ หรือมีเดียเซ็นเตอร์ตามข้อ 15 ของ JSเพื่อรับไม้ต่อในการชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อตอบโต้ข่าวสารที่มีการบิดเบือน โดยวันนี้ผู้ร่วมรายการได้ปรับจากเครื่องแบบสนามทางทหาร มาเป็นชุดสูทสากลลดระดับจากสถานการณ์ หลังลงนามข้อตกลงหยุดยิง

พลอากาศเอกประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวถึงการตั้งมีเดียเซ็นเตอร์ตามแถลงการณ์หยุดยิงเพื่อประสานข้อเท็จจริงกรณี การสร้างข่าวเท็จว่า พี่น้องสองประเทศอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างในบางมุมซึ่งไม่สามารถที่จะแจ้งเตือนหรือควบคุมได้ แต่เราจะพยามสร้างกลไกขึ้นมา ขณะนี้เป็นรูปเป็นร่างแล้วในส่วนของไทยและตนได้ประสานไปยัง สำนักผู้ช่วยทูตทหารในกัมพูชา รวมถึงเจ้าหน้าที่สถานทูตกัมพูชา โดยจัดตั้งเป็นคณะทำงานแล้ว

โดยภารกิจของศูนย์จัดพิจารณาว่าข่าวไหนที่เป็นในเชิงยั่วยุ หรือส่งผล กระทบเชิงนัยสำคัญสูงมาก ฃเกี่ยวกับความขัดแย้งก็จะติดต่อประสานงานว่าข่าวดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ถ้าสองฝ่ายยืนยันว่าไม่จริงก็จะเป็นเฟกนิวส์ ก็จะได้แจ้งให้ประชาชนได้ทราบต่อไป โดยจะมีวิธีในการตรวจสอบด้วยเครื่องมือต่างๆ

สำหรับศูนย์ฯ ที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นี้ กำลังหา สถานที่ทำการ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากศูนย์อำนวยการฯแห่งนี้ไป ยังศูนย์ใหม่ โดยจะมี virtual meeting กันตลอด เพื่อนำไปสู่การตอบคำถามข้อสงสัยแบบ QA นำเสนอต่อประชาชนทุกวัน หรือถ้าสื่อมวลชนมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามหรือเชิญไปตอบข้อสงสัยได้ คาดว่าโครงสร้างนี้จะเสร็จในเร็ววัน ซึ่งภารกิจตรงนี้เป็นไปตามแถลงการณ์ข้อ 15 ซึ่งตอนนี้เราก็เริ่มปฏิบัติแล้วรอแค่คำสั่งที่เป็นรูปธรรม

รัฐบาล ยันหยุดยิง 72 ชม. ไม่กระทบอธิปไตย ช่วยคุ้มครองปชช. เปิดพื้นที่การทูต ยังตรึงกำลังเต็มขีด

รัฐบาล ยันหยุดยิง 72 ชม. ไม่กระทบอธิปไตย ช่วยคุ้มครองปชช. เปิดพื้นที่การทูต ยังตรึงกำลังเต็มขีด

รัฐบาล ยันหยุดยิง 72 ชม. ไม่กระทบอธิปไตย ช่วยคุ้มครองปชช. เปิดพื้นที่การทูต ยังตรึงกำลังเต็มขีด

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

รัฐบาลย้ำหยุดยิง 72 ชม.ไม่กระทบอธิปไตย ยึดคุ้มครองประชาชน–เปิดพื้นที่การทูต พร้อมคงกำลังเต็มขีด

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2568 ที่ศูนย์อำนวยการร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พล.อ.อ.ประภาส  สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึง กรณีที่รัฐบาลยืนยันมาตรการหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เป็นหนึ่งในกลไกลดระดับความตึงเครียดตามแนวชายแดน เพื่อมุ่งสู่การยุติการปะทะอย่างถาวรและสันติภาพที่ยั่งยืน โดยย้ำชัดว่าไม่กระทบสิทธิหรืออธิปไตยของประเทศแต่อย่างใด ขณะที่กำลังทหารในพื้นที่ยังคงตรึงกำลัง เฝ้าระวัง และปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเต็มขีดความสามารถ

สำหรับการตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปบนพื้นฐาน “ผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชน” โดยไทยยังคงรักษาศักดิ์ศรีและอธิปไตยครบถ้วน การรับฟังข้อเสนอจากมิตรประเทศถือเป็นเรื่องปกติในเวทีระหว่างประเทศ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นของไทย ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันจากภายนอก

ต่อข้อกังวลว่าอีกฝ่ายอาจใช้ช่วงหยุดยิงเพื่อเสริมกำลัง รัฐบาลระบุว่าได้กำหนดมาตรการเฝ้าตรวจและติดตามอย่างเข้มงวด ทั้งด้านการข่าวและการลาดตระเวน หากพบความเคลื่อนไหวผิดปกติจะมีการบันทึกหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนทันที พร้อมยืนยันว่าหากมีการละเมิดการหยุดยิง ไทยจะรายงานผ่านกลไกที่ตกลงกันไว้ และยังคงสงวนสิทธิในการป้องกันตนเอง โดยการตอบโต้จะยึดหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน เพื่อลดความเสี่ยงต่อประชาชนและไม่เปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนในเวทีสากล

รัฐบาลย้ำหลักการยึด “ตำแหน่งปัจจุบัน” ในการควบคุมพื้นที่อย่างชัดเจน มีการบันทึกพิกัด เหตุการณ์ และหลักฐานการเคลื่อนไหวทุกกรณี เพื่อคุ้มครองสิทธิของไทยทั้งในภาคสนามและในโต๊ะเจรจา

สำหรับกรอบเวลา 72 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่สั้นพอให้ควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ยาวพอสำหรับภารกิจเร่งด่วน อาทิ การตรวจสอบสถานการณ์จริง การช่วยเหลือประชาชน การจัดการความปลอดภัย และเปิดช่องให้กลไกการเจรจาทำงานโดยไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม

การหยุดยิงครั้งนี้เป็น “ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อรักษาชีวิตประชาชน คงความชอบธรรมในสายตานานาชาติ และเปิดพื้นที่ให้การทูตเดินหน้า ขณะที่ความพร้อมทางทหารของไทยยังคงอยู่ครบถ้วน เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการคือการปกป้องอธิปไตย ลดภัยคุกคาม และคุ้มครองประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาไทยสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญได้แล้ว การหยุดยิงจึงไม่ใช่การยุติการป้องกันประเทศ แต่เป็นการลดการปะทะเพื่อประเมินผลและกำหนดก้าวถัดไปอย่างรอบคอบ

ด้านความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลย้ำว่าเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญสูงสุด มีการเพิ่มการลาดตระเวน การเฝ้าระวัง และระบบแจ้งเตือนตามระดับความเสี่ยง การหยุดยิงไม่ได้หมายถึงการเปิดพื้นที่โดยอัตโนมัติ พร้อมเตรียมแผนฉุกเฉินรองรับ ทั้งการอพยพ การแพทย์ฉุกเฉิน ศูนย์พักพิง และการประสานงานหน่วยงานในพื้นที่

ประชาชนสามารถทยอยกลับเข้าพื้นที่และเริ่มต้นทำมาหากินได้ตามขั้นตอน โดยต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยเป็นจุดต่อจุด เช่น การตรวจสอบทุ่นระเบิด วัตถุระเบิดตกค้าง และความเสี่ยงจากการปะทะซ้ำ ขณะเดียวกันทางการได้เพิ่มมาตรการคุ้มครองทรัพย์สิน ตั้งจุดตรวจ และเปิดช่องทางร้องเรียน พร้อมมาตรการเยียวยาตามกฎหมาย

ต่อประเด็นความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลระบุว่าใช้ระบบที่ “ตรวจสอบได้” มากกว่าอาศัยความเชื่อใจ โดยยึดหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ มีกลไกบันทึกเหตุการณ์ รายงานตามลำดับชั้น และใช้คณะกรรมการหรือช่องทางที่ตกลงกันไว้ หากเกิดปัญหาจะยกระดับเข้าสู่กระบวนการเจรจา พร้อมเตรียมรับมือสงครามข้อมูลข่าวสารด้วยการสื่อสารเชิงรุก ยืนยันข้อเท็จจริงตามมาตรฐานสากล

ในเชิงการเมือง รัฐบาลย้ำว่าการตัดสินใจทั้งหมดเป็นการทำงานร่วมกันของรัฐบาลและกองทัพ ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือความปลอดภัยของประชาชนและการรักษาอธิปไตย ยืนยันไม่มีข้อตกลงลับหรือเงื่อนไขแฝงที่กระทบต่ออธิปไตย พร้อมชี้แจงต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องเท่าที่ไม่กระทบความมั่นคง และรัฐบาลพร้อมรับผิดชอบทางนโยบายตามระบบ หากเกิดผลกระทบจะมีการประเมินและปรับมาตรการเป็นระยะ

ด้านบทบาทนานาชาติ ไทยยินดีต่อการสนับสนุนเชิงสร้างสรรค์ในกรอบที่เคารพอธิปไตย การยุติการปะทะเพื่อคุ้มครองประชาชนช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีโลก และลดการบิดเบือนข้อมูล ภาพลักษณ์ไทยจึงถูกมองว่า “เข้มแข็งแต่รับผิดชอบ” และให้ความสำคัญกับมนุษยธรรมควบคู่หลักสากล

หลังครบกำหนด 72 ชั่วโมง จะมีการประเมินสถานการณ์บนพื้นฐานข้อเท็จจริง เพื่อกำหนดแนวทางต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการขยายมาตรการลดความตึงเครียด การปรับการคุ้มครองประชาชน หรือกลับสู่การปฏิบัติหากจำเป็น โดยย้ำว่าไทยยังคงความพร้อมตลอดเวลา หากการเจรจาล้มเหลวหรือมีการละเมิด ไทยมีสิทธิและความพร้อมดำเนินการตามกรอบกฎหมายและหลักสากล

ทั้งนี้ เส้นแดงของไทยคือการละเมิดอธิปไตย การคุกคามประชาชน และการใช้กำลังโจมตีเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหาร ไทยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วยการยั่วยุหรือการแทรกซึม

จากผลการประชุม GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้พลเรือนในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับสู่ที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพภายในฝั่งของตนเองได้โดยเร็ว ภายใต้ความปลอดภัยและศักดิ์ศรี โดยไม่พบการยิงหรือการยั่วยุ สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น ทางการขอให้ประชาชนปฏิบัติตามแผนที่จังหวัดกำหนด และติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด