พรรครักชาติทำฮือฮา ‘เจษฎ์’ แคนดิเดตนายกฯ

พรรครักชาติทำฮือฮา 'เจษฎ์' แคนดิเดตนายกฯ

พรรครักชาติทำฮือฮา ‘เจษฎ์’ แคนดิเดตนายกฯ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.56 น.

ฮือฮาพรรครักชาติ เสนอชื่อ เจษฎ์ โทณะวณิก เป็น แคนดิเดตนายกฯ อันดับ1

เมื่อเวลา 07.15 น.ที่เซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (รช.)ได้นำผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อมายื่นสมัคร ที่ห้องประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยมี ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะ นิติศาสตร์วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ร่วมเดินทางมาด้วย โดยนายเจษฎ์ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับที่ 1 ของพรรครักชาติ แต่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรครักชาติ

เจษฎ์
เจษฎ์

ดร เอ้ นำทีม ไทยก้าวใหม่ สมัคร สส บัญชีรายชื่อ ชูนโยบายศึกษา รร ปลอดภัย เรียนฟรี ปลดหนี้กยศ.

ดร เอ้ นำทีม ไทยก้าวใหม่ สมัคร สส บัญชีรายชื่อ ชูนโยบายศึกษา รร ปลอดภัย เรียนฟรี ปลดหนี้กยศ.

ดร เอ้ นำทีม ไทยก้าวใหม่ สมัคร สส บัญชีรายชื่อ ชูนโยบายศึกษา รร ปลอดภัย เรียนฟรี ปลดหนี้กยศ.

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.48 น.

เมื่อเวลา 07.00น. วันที่ 28 ธ.ค. 2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กทม. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนของพรรค และน.ส.จิตภัสร ตั๊น กฤดากร ร่วมนำทีมผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคไทยก้าวใหม่มาสมัครรับเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียง  โดยสุชัชวีร์ กล่าวถึงทิศทางนโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ว่า  เป็นนโยบายที่มีความชัดเจนและจับต้องได้ โดยเฉพาะนโยบายด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ พรรคไทยก้าวใหม่และยืนยันนโยบาย เรียนฟรีจริง ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงปริญญาตรี พร้อมสนับสนุนค่าอาหารเช้าให้เด็กนักเรียน เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม  นอกจากนี้ หากนักเรียน นักศึกษามีความตั้งใจศึกษาต่อในสาขาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายให้เรียนฟรีต่อเนื่องจนถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพให้กับประเทศในระยะยาว

นายสุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า และยังมีนโยบาย “ปลดหนี้ กยศ.” ให้เยาวชนและลูกหลานไทยที่ไม่ควรเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยภาระหนี้สินตั้งแต่วันแรกของการเรียน  เพราะการลงทุนด้านการศึกษาคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศ โดยพรรคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในสถานศึกษา เรามีนโยบายยกระดับมาตรฐานโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำรอย เช่น อุบัติเหตุจากระบบไฟฟ้า หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้มาตรฐานในโรงเรียน

ดร.เอ้

ตนย้ำว่าพรรคไทยก้าวใหม่มีความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้ง พร้อมนำเสนอนโยบายที่มุ่งสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และการวางรากฐานอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศไทยที่ทำได้จริง

ดร.เอ้
ดร.เอ้
ดร.เอ้
ดร.เอ้
ดร.เอ้

จตุพร ลั่น มือที่ใช้จับเบอร์ในวันนี้ คือมือที่จะเข้าไปทำงานช่วยประชาชน

จตุพร ลั่น มือที่ใช้จับเบอร์ในวันนี้ คือมือที่จะเข้าไปทำงานช่วยประชาชน

จตุพร ลั่น มือที่ใช้จับเบอร์ในวันนี้ คือมือที่จะเข้าไปทำงานช่วยประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.17 น.

วันที่ 28 ธ.ค. 2568 เวลา 07:00 น. ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์  ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ เดินทางถึงนำคณะผู้บริหารบวงสรวงท้าวมหาพรหมเพื่อความเป็นศิริมงคล ก่อนเข้าสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ

นายจตุพร กล่าวว่า พรรคโอกาสใหม่ตัดสินใจเสนอรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อรวมทั้งสิ้น 40 ท่าน โดยให้เหตุผลที่ส่งไม่ครบ 100 ท่าน ว่าพรรคเน้นความพร้อมและคุณภาพของผู้สมัครที่ตั้งใจเข้ามาทำงานจริงเป็นหลักโดยตนอยู่ในลำดับที่ 1 วันนี้ไม่ได้ถือฤกษ์ยามหรือพกของดีใดๆมาด้วย โดยระบุว่า “ความตั้งใจ” คือสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมยืนยันจะจับเบอร์ด้วยตนเอง และกล่าวทิ้งท้ายอย่างมั่นใจว่า “มือที่ใช้จับเบอร์ในวันนี้ คือมือที่จะเข้าไปทำงานช่วยประชาชน” เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกิดขึ้นจริง

จตุพร

ทันทีที่เสร็จสิ้นภารกิจจับเบอร์ ตนและแกนนำพรรคจะเดินทางมุ่งหน้าไปยัง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อช่วยผู้สมัครเขตในพื้นที่หาเสียงทันที จากนั้นมีกำหนดการเดินสายลงพื้นที่ ภาคอีสาน ในหลายจังหวัดที่พรรคได้ส่งผู้สมัครไว้ ส่วนกำหนดการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสำคัญในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 9 มกราคม 2569 สาเหตุที่เน้นกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่พรรคมีความพร้อมและส่งผู้สมัครครบทุกเขตพื้นที่

จตุพร
จตุพร
จตุพร

วันนอร์ ย้ำ ยึดมั่นอุดมการณ์ พรรคเล็ก พรรคใหญ่ ไม่สำคัญ

วันนอร์ ย้ำ ยึดมั่นอุดมการณ์ พรรคเล็ก พรรคใหญ่ ไม่สำคัญ

วันนอร์ ย้ำ ยึดมั่นอุดมการณ์ พรรคเล็ก พรรคใหญ่ ไม่สำคัญ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.08 น.

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ธ.ค. ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 2 พรรคประชาชาติให้สัมภาษณ์ก่อนสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และยื่นรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า ตนคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งที่สำคัญ ที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จากที่เคยอยู่ในความมืดปฏิวัติรัฐประหารมา ซึ่งตนคิดว่าครั้งนี้ไม่มีอำนาจมืดแต่เป็นอำนาจของประชาชนโดยแท้ และประชาชนควรเป็นผู้ชี้ชะตาว่าประเทศไทยจะไปทางไหนต่อไป เราควรที่จะได้รัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง และมุ่งมั่นที่จะทำงานให้กับประชาชน

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่เพราะขณะนี้พรรคเล็กได้มีการย้ายไปรวมกับพรรคใหญ่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า สำหรับพรรคอื่นตนไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ แต่สำหรับพรรคประชาชาติเรามีความมุ่งมั่นว่าเรามีจุดยืนของพรรคชัดเจน ไม่ใช่จะต้องยุบพรรคเพื่อไปรวมกับพรรคอื่น เราต้องการรักษาอุดมการณ์ของพรรค เพื่อพี่น้องประชาชน

วันมูหะมัดนอร์ ย้ำ เลือกตั้งครั้งสำคัญ

“จะเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญอยู่ที่อุดมการณ์ที่ชัดเจน บางครั้งพรรคใหญ่ก็ไม่สามารถรักษาอุดมการณ์ได้ มีความไม่ชัดเจนก็อาจจะทำงานไม่ได้ ที่ผ่านมาเรามีปัญหาเพราะความชัดเจนในการทำงานด้วยความสามัคคี ไม่ค่อยจะมี ซึ่งผมหวังว่า คราวนี้พี่น้องประชาชนควรตรึกตรองให้ดี ฉะนั้น พี่น้องประชาชนควรจะเลือกในการสร้างประชาธิปไตย เราอย่าไปลุ่มหลงในอำนาจของเงิน สิ่งเหล่านี้จะทำลายอำนาจของประชาชน และขอฝากว่าให้พี่น้องประชาชนใช้จิตวิญญาณของคนไทยสร้างประเทศของเราใหม่เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนที่เข้มแข็ง” นายวันมูหะมัดนอร์กล่าว

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชาติจะสามารถรักษาเก้าอี้ภาคใต้ไว้ได้หรือไม่เพราะหลายพรรคหวังปักธงภาคใต้ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ทุกคนมุ่งไปในทุกพื้นที่ แต่ตนคิดว่าประชาชนสามารถเลือกได้ ระหว่างคุณภาพหรืออำนาจของเงิน อิทธิพล ตนมีความเชื่อมั่นว่าประชาชนผ่านการเลือกตั้งมาคงจะเลือกได้ และเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชาติต้องโตกว่าเดิม โตด้วยคุณภาพ คุณธรรม และจิตวิญญาณของประชาชน อย่างไรก็ตาม เราอยากได้จำนวน สส. มากกว่าเดิม แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชน อย่าไปตั้งเป้าเราต้องให้การตัดสินใจเป็นของประชาชน และเราต้องโตกว่าเดิมอย่างน้อย 2 เป็นพื้นที่ที่ไม่กว้างนักแต่ประจักษ์ ทั้งพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ก็ได้ เข้าร่วมรัฐบาลและ ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และพรรคเราสมาชิกมีจำนวนไม่มาก แต่ทุกคนทำงานในสภาอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าจุดยืนของพรรคประชาชาติในการจัดตั้งรัฐบาลมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ต้องร่วมกับพรรคการเมืองที่ทำประโยชน์ให้กับประชาชนต่อไปข้างหน้าได้ และสามารถเอานโยบายของพรรคประชาชาติเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายรัฐบาลได้ 

เมื่อถามย้ำว่าจะจับมือหรือไม่จับมือกับพรรคใดบ้าง นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เรายังไม่สามารถบอกก่อนที่ตัวเลขคะแนนของพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง โดยประชาชนตัดสินใจให้แล้ว เราไม่ใช่ผู้จัดตั้งรัฐบาลด้วยตัวเอง ต้องเป็นพรรคใหญ่อันดับ 1 เป็นคนจัดตั้งรัฐบาล แต่เรามีความเชื่อมั่นว่าพรรคไหนที่เป็นรัฐบาล ถ้าเป็นพรรคที่ประชาชนให้ความไว้วางใจและ สามารถทำงานให้กับประชาชนได้โดยเฉพาะขณะนี้ปัญหาหนักที่สุดคือปัญหาปากท้องของประชาชน พรรคไหนที่สามารถแก้ได้ในปัจจุบัน ก็คาดว่าจะได้รับเสียงจากประชาชน อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชาติยินดีที่จะไปร่วมเพื่อสร้างความเข้มแข็งความถูกต้องของการเมืองไทยในอนาคตได้

‘พิพัฒน์’ปลุกชาวใต้เลิกเป็นลูกคนข้างบ้าน! ขอกา’ภูมิใจไทย’ ฟื้นความเจริญที่ถูกลืม40ปี

'พิพัฒน์'ปลุกชาวใต้เลิกเป็นลูกคนข้างบ้าน! ขอกา'ภูมิใจไทย' ฟื้นความเจริญที่ถูกลืม40ปี

‘พิพัฒน์’ปลุกชาวใต้เลิกเป็นลูกคนข้างบ้าน! ขอกา’ภูมิใจไทย’ ฟื้นความเจริญที่ถูกลืม40ปี

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.06 น.

‘ภูมิใจไทย’ ลุยเมืองคอน! เปิดเวทีปราศรัยสู้ศึกเลือกตั้ง 69 โชว์ตัว 9 ผู้สมัคร สส. ด้าน ‘พิพัฒน์’ ปลุกกาเลือก ‘ภท.-อนุทิน’ เป็นตัวแทนกลับมาทวงศักดิ์ศรี-สร้างความเจริญให้พี่น้องคนใต้ หลังในอดีตถูกทิ้งละเลยมายาวนาน เปรียบเสมือน ‘ลูกคนข้างบ้าน’ 

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 เมื่อเวลา 18.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยเป็นครั้งแรก ในศึกเลือกตั้ง 2569 ที่ลานหน้าที่ว่าการทำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า สิ่งที่คนพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะชาวภาคใต้ เผชิญการขาดโอกาสในการพัฒนาภาคใต้มาตลอด เพราะในอดีตเราเข้าใจว่าภาคใต้มีเศรษฐกิจดี และสภาพคล่องที่ดี แต่ในเรื่องระบบถนนหนทางและสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ทางภาครัฐส่งมาให้จังหวัดภาคใต้ เปรียบเสมือนเป็นลูกคนข้างบ้าน แต่ภาคอื่นได้สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างไปแล้วก่อนพวกเรานานหลายปี 

“แม้วันนี้เราจะมีถนนถึง 6 เลน แต่ในด้านตะวันออกเฉียงเหนือ มีถนนไปถึง 10 เลนแล้ว ไม่รวมหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ มีถนนวงแหวนเลี่ยงเมืองไม่รู้กี่วง ซึ่งนี่เป็นความน้อยใจของชาวภาคใต้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะทวงคืนความน้อยเนื้อตามใจกลับคืนมา 14 จังหวัดภาคใต้ของพวกเรา อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าพี่น้องชาวภาคใต้ 14 จังหวัด เลือกพรรคภูมิใจไทย เลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล  ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง พวกท่านจะได้ทวงคืนศักดิ์ศรี ที่ขาดขายไป 30-40 ปีกลับคืนมา” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า แต่ถ้าหากยังคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกลี่ย ต้องแบ่งก็จะไม่ได้สิ่งที่พวกเราต้องการ แต่ถ้าพวกเราร่วมแรงร่วมใจเข้าคูหากาพรรคภูมิใจ ทั้งคนทั้งพรรค ตนมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเรารอมาตลอดระยะเวลา 30-40 ปีท่านจะได้รับในสิ่งนั้น พวกเราแสดงถึงความตั้งใจว่า สิ่งที่พวกเราหาเสียงในทางภาคใต้ จะเป็นสิ่งที่พวกเราได้บอกกับพี่น้องชาวภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดว่าเราจะทวงคืนความยุติธรรมที่ถูกละเลยมาเป็นระยะเวลายาวนาน

จากนั้น นายพิพัฒน์ แนะนำผู้สมัคร สส.จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้ง 9 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายราชิต สุดพุ่ม, เขต2 เภสัชกรหญิง.นันทวัน วิเชียร, ว่าที่ผู้สมัครเขต 3 นายมานะ ยวงทอง, เขต 4 ว่าที่ ร.ท.สนั่น พิบูลย์, เขต 5 นายสุธรรม จริตงาม, เขต 6 นายษฐา ขาวขํา, เขต 7 นายอภินันท์ สโมสร, เขต 8 นางอวยพรศรี เชาวลิต, เขต 9 นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล 

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวขอปวารณาตัวว่าจังหวัดนครศรีธรรมราช มีความพร้อมในทุกสิ่งทุกอย่างทั้ง ภูเขา ป่าท้องนาและทะเลที่ยาวกว่า 220 กิโลเมตร  มีความสมบูรณ์และได้เปรียบในเรื่องภูมิประเทศทำให้ผลไม้ อาทิ มังคุดส้มโอ ทุเรียน มีคุณภาพดี  เชื่อหรือไม่ว่าส้มโอที่เรากินกิโลละ 40-60 บาท เมื่อเอาไปขายต่างประเทศลูกละ 200 บาท ถือว่าจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ นอกจากนี้ยังมีปาล์มน้ำมัน ที่ผลิตในนครศรีธรรมราช 1 ล้านไร่ฉะนั้นสิ่งต่างๆ ทั้งหมดนี้จึงมีเสน่ห์ 

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ไม่นับรวมกับวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ แต่รายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่ไปไหนแต่ขอชาวนครศรีธรรมราชอย่าน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะรัฐบาลหลังจากนี้จะนำความเจริญและนักท่องเที่ยวเข้ามาสู่จังหวัดศรีนครธรรมราช และจะมีการพัฒนาสนามบินนครศรีธรรมราช ให้ไปสนามบินอินเตอร์เนชั่นแนล รวมถึงจะสร้างสะพานจากฝั่งไปยังเกาะสมุย ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมานครศรีธรรมราชด้วย เพราะเราเป็นแหล่งอาหารและวัฒนธรรม ทั้งนี้ สิ่งที่ตนและผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยทั้ง 9 เขต ต้องรวมตัวกันเพื่อไปต่อสู้ในสภา และนำสิ่งต่างๆ ที่กล่าวทั้งหมดมาให้ได้ ฉะนั้นขอให้มั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและจะเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดต่อๆไป ก่อนทิ้งท้ายว่า “พิพัฒน์ หยัดได้” และ “พูดแล้วทำพลัส+”

ประเดิมคนแรก เสรีพิศุทธ์ สมัคร สส บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายก ชูนโยบายปฏิรูปตำรวจ

ประเดิมคนแรก เสรีพิศุทธ์ สมัคร สส บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายก ชูนโยบายปฏิรูปตำรวจ

ประเดิมคนแรก เสรีพิศุทธ์ สมัคร สส บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายก ชูนโยบายปฏิรูปตำรวจ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.53 น.

เมื่อเวลา 05.47 น. วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ที่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กทม. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นคนแรก พร้อมเปิดเผยว่า จะชูนโนบายปฏิรูปตำรวจ ส่วนจะจับมือกับใครนั้น ขออย่าไปมอง ว่าจะจับมือกับใครอะไรยังไง เดี๋ยวผลการเลือกตั้งออกมาก็จะเป็นตัวหลักว่าใครจะจับมือกับใคร แต่วันนี้ คนที่บอกจะจับกับคนนั้นคนนี้ก็พูดไปอย่างนั้น 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เราก็รู้ว่าการเลือกตั้ง ซื้อเสียง ขายเสียงกันทั้งนั้น กกต.ทำหน้าที่ได้ที่ไหน ปล่อยให้โกงจับใครไม่ได้สักคน พรรคเราไม่โกงใคร จะไปสู้เขาได้อย่างไร

เสรีพิศุทธ์

เมื่อถามว่า ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยแล้วใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ กล่าวว่า ก็ติดคุกไปหมดแล้ว เดี๋ยวก็มีอีก เมื่อไม่กี่วันมานี้ ตนเองก็ไปยื่นดำเนินคดีกับอดีต 3 นายกรัฐมนตรี และ อดีต 1 รองนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่พูดถึงเรื่องชายแดน กลัวหรือไม่ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ไม่กลัว พล.อ.รังษี เคยรบกับใคร เพราะเขาเคยเป็น ผอ.ช่อง 5 เขาไม่เคยรบกับใคร เขาก็พูดไปตามประสา ไม่ต้องท้าหรอก เขาตัวเล็กกว่าผมตั้งเยอะ

เสรีพิศุทธ์

3 แคนดิเดตนายก เพื่อไทย นำทีม สส บัญชีรายชื่อ สมัครจับเบอร์

3 แคนดิเดตนายก เพื่อไทย นำทีม สส บัญชีรายชื่อ สมัครจับเบอร์

3 แคนดิเดตนายก เพื่อไทย นำทีม สส บัญชีรายชื่อ สมัครจับเบอร์

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.44 น.

วันที่ 28 ธ.ค. 2568 เวลา 06.30 น. ที่เซ็นทาราศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ  นาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อกว่า 30 คน เดินทางด้วยรถเมล์ไฟฟ้าจากพรรคเพื่อไทย ถึงสถานที่สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

นายยศชนันได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องตัวเลขที่จะจับเบอร์ในวันนี้ ว่า วันนี้ได้เลขอะไรก็พร้อมทำงานให้พี่น้องประชาชนทุกคน วันนี้มีแค่ใจอย่างเดียวกับทีมงาน และเมื่อวานได้รับกำลังใจจากท่านว่าที่ ส.ส. เขต รวมถึงทุกคน ก็ทำให้มีขวัญกำลังใจพร้อม วันนี้ทีมปาร์ตี้ลิสต์พร้อม

เพื่อไทย

หลังจับเบอร์แล้วจะไปพบปะพี่น้องประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดของวันนี้ อยากให้เป็นวันเริ่มต้นแห่งความหวังอีกครั้ง ประเทศไทยในปีข้างหน้าเป็นปีที่เราจำเป็นต้องสามัคคีกัน นโยบายของเราจะดูแลพี่น้องประชาชนรากหญ้า ซึ่งจำเป็นต้องทำ และอีกแนวทางสำคัญคือการสร้างเศรษฐกิจใหม่ สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ประชาชน พรรคเพื่อไทยพร้อมเต็มที่ เราเคยทำมาแล้ว เหลืออีกนิดเดียวก็จะสำเร็จ ขอโอกาสพี่น้องประชาชนให้พวกเราได้ทำงาน และมองปัญหาในสายตาของประชาชน

“ผมมองประชาชนตั้งแต่เยาวชน คนวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ เราต้องสร้างโอกาส ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ดูแลคนเกษียณ และให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม โดยเฉพาะการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งพรรคเพื่อไทยทำมาต่อเนื่อง ตั้งแต่โครงการ 30 บาท วันนี้เรานำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เต็มรูปแบบ เพื่อรับมือทั้งภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล และสุขภาพ“

ส่วนแผนลงพื้นที่หาเสียง ขณะนี้แคนดิเดตทั้ง 3 ท่าน รวมถึง ส.ส. เขต และปาร์ตี้ลิสต์ เราแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ สามารถทำงานแทนกันได้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีซึ่งการวางแผนครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า วันนี้ทีมสส. บัญชีรายชื่อ มาประมาณ 30 กว่าคน เรื่องนโยบายเรามีนโยบายใหม่ที่จะเปิดอีก 2 รอบ ให้รอติดตาม เป็นนโยบายเด็ดที่จะเป็นตัวตัดสินและเป็นความหวังให้พี่น้องประชาชน ว่าประเทศไทยจะเดินหน้าได้อย่างแข็งแรงภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย

เพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวถามจะเป็นนโยบายอีกประชานิยมหรือไม่ และ จะมีปัญหาเหมือนรอบดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่ ?

นายจุลพันธ์ตอบว่า ถ้าไม่เป็นที่นิยม ก็คงไม่เกิดประโยชน์ นโยบายของเราคือสิ่งที่ประชาชนจับต้องได้และได้ประโยชน์จริง สุดท้ายประชาชนต้องนิยมแน่นอน เราผ่านประสบการณ์มาแล้ว เห็นปัญหารัฐราชการที่แข็งแรงเกินไป วันนี้เราต้องเปลี่ยนรัฐอุปสรรคให้เป็นรัฐสนับสนุน ไม่ใช่แค่สนับสนุนรัฐบาล แต่ต้องบริการประชาชนให้ดีขึ้น พร้อมกับการปรับปรุงและปฏิรูปโครงสร้างรัฐไปพร้อมกัน

เพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าประเมินจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อจะได้เท่าเดิม มากขึ้น หรือน้อยลง ?

นายสุริยะ กล่าวว่า เชื่อว่าอย่างน้อยได้เท่าเดิมแน่นอน เพราะนโยบายของพรรคจะทยอยเปิดออกมา และเป็นนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ หลังจากเปิดตัวอาจารย์เชนเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 กระแสตอบรับดีมาก ผู้สมัคร ส.ส. หลายพื้นที่อยากให้อาจารย์เชนลงพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งท่านก็ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะหลังเป็นนายกฯ จะต้องทำงานหนักยิ่งกว่านี้

เพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวถาม มองว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ และพร้อมจับมือได้กับทุกพรรคหรือไม่ ?

นายจุลพันธ์ ตอบว่าไม่อยากให้โฟกัสว่าใครจะจับกับใคร ให้ประชาชนตัดสินจากนโยบาย บุคลากร และพรรคที่เชื่อมั่น พรรคเพื่อไทยไม่มีข้อจำกัดว่าจะจับหรือไม่จับกับใคร แต่เชื่อมั่นว่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคที่จะมาร่วมต้องเข้าใจและสนับสนุนนโยบายของเรา ครั้งก่อนเราได้บทเรียนจากความไม่สอดประสานของพรรคร่วม ดังนั้นอยากให้ทุกพรรคศึกษานโยบายเพื่อไทยไว้ล่วงหน้าด้วย

”เราให้เกียรติการตัดสินใจของประชาชน พรรคอันดับ 1 มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อนตามหลักประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกพรรคต้องสนับสนุนทั้งหมด สุดท้ายต้องดูว่านโยบายไปด้วยกันได้หรือไม่“

‘ไทย-เขมร’ร่วมลงนามหยุดยิงทันที พักรบ72ชั่วโมง ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง/เสริมทหาร

‘ไทย-เขมร’ร่วมลงนามหยุดยิงทันที พักรบ72ชั่วโมง ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง/เสริมทหาร

‘ไทย-เขมร’ร่วมลงนามหยุดยิงทันที พักรบ72ชั่วโมง ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง/เสริมทหาร

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ไทย-เขมร’ร่วมลงนามหยุดยิงทันที พักรบ72ชั่วโมง ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง/เสริมทหาร ให้วางกำลังทหารในจุดปัจจุบัน กองทัพฮึ่ม!ถ้าตุกติกโดนสวนแน่

ปิดดีลหยุดยิง รมว.กลาโหมไทย-กัมพูชา ที่บรรลุข้อตกลง 16 ข้อ สั่งหยุดยิงพร้อมกันเที่ยงวันที่27 ธันวาคม“บิ๊กเล็ก”ยื่นเงื่อนไขเหล็ก “ต้องหยุดจริง ห้ามขยับทัพ เปิดทางกู้ระเบิด” แลกส่งตัว 18 ทหารเชลยศึกคืนถิ่นภายใต้สายตาอาเซียน ย้ำเลือดเนื้อทหารไทยไม่สูญเปล่า ด้านนายกฯ “อนุทิน” ลั่นสถาปนาบูรณภาพดินแดนสำเร็จ เอาคืนทุกตารางนิ้วที่เคยเสียไป ขู่เขมรอย่าล้ำเส้น ด้าน ผบ.ทสส. ร่อนคำสั่งด่วนที่สุดถึง 3 เหล่าทัพสั่งปรับแผนพักรบแต่ห้ามประมาท ย้ำกฎเหล็ก “นิ้วต้องคาไก” หากฝั่งนู้นตุกติกใช้สิทธิ์ป้องกันตัวถล่มกลับได้ทันที

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ธ.ค.2568 ที่ด่านถาวรบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) นัดสำคัญโดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ตัวแทนฝ่ายไทย และ พล.อ.เตีย เซยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลกัมพูชา พร้อมคณะทำงานระดับสูงของทั้งสองประเทศได้เข้าร่วมหารือท่ามกลางสถานการณ์ที่ทั่วโลกจับตามอง โดยใช้เวลาเพียง 30 นาที ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงและลงนามในถ้อยแถลงร่วมเพื่อหยุดยิงตามแนวทางข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีไฮไลท์สำคัญคือฝ่ายกัมพูชายอมรับข้อเสนอที่จะหยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมงเพื่อแลกกับการที่ฝ่ายไทยจะส่งตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นายที่ถูกจับเป็นเชลยศึกกลับประเทศซึ่งเรื่องนี้ผ่านการกลั่นกรองจากฝ่ายเลขานุการฯ ของทั้งสองฝ่ายมาแล้วอย่างถี่ถ้วน

การเจรจาครั้งนี้ยังมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นำโดย พลจัตวา ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย ในฐานะหัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ฯ เข้าร่วมรับฟังเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามมาตรฐานสากลและเกิดความโปร่งใสทั้งสองฝ่าย

เปิด16ข้อหลังลงนามหยุดยิง

สำหรับแถลงผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมไทย พล.อ.เตีย เซยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา ร่วมลงนามในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement ดังนี้

1.ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดยิงทันทีหลังจากลงนามในแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 12.00 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 27 ธันวาคม2568 ครอบคลุมอาวุธทุกประเภท รวมถึงการโจมตีพลเรือน วัตถุพลเรือน และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเป้าหมายทางทหารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในทุกกรณีและทุกพื้นที่ ทั้งสองฝ่ายต้องหลีกเลี่ยงการยิงหรือการรุกคืบหรือการเคลื่อนกำลังทหารไปยังตำแหน่งหรือกองกำลังของอีกฝ่ายโดยไม่มีการยั่วยุ ข้อตกลงนี้จะต้องไม่ถูกละเมิดไม่ว่าในกรณีใดๆ

2.ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะคงกำลังทหารที่ประจำการอยู่ ณ ปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม จะไม่มีการเคลื่อนกำลังทหารใดๆ รวมถึงการลาดตระเวนไปยังตำแหน่งของอีกฝ่าย

3.ทั้งสองฝ่ายตกลงว่าข้อตกลงทั้งหมดภายใต้แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ไม่กระทบต่อการกำหนดเขตแดนและพรมแดนระหว่างประเทศระหว่างสองประเทศ

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการเขตแดนร่วม เพื่อให้ดำเนินการสำรวจและปักธงเขตแดนอีกครั้งโดยเร็วที่สุด ตามข้อตกลงที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศเพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนตามแนวชายแดน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้กลไกที่มีอยู่ของคณะกรรมการเขตแดนร่วม เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของทีมสำรวจร่วมในพื้นที่ รวมถึงความปลอดภัยจากทุ่นระเบิด ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าคณะกรรมการเขตแดนร่วมจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการสำรวจและปักธงเขตแดนในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบซึ่งมีพลเรือนอาศัยอยู่

4.ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะอนุญาตให้พลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบกลับไปยังบ้านและประกอบอาชีพตามปกติในพื้นที่ภายในฝั่งของตนเองโดยเร็วที่สุด โดยปราศจากการขัดขวาง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี

ไม่เพิ่มทหารแนวชายแดน

5.ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะไม่เพิ่มกำลังทหารตลอดแนวชายแดนกัมพูชา-ไทยการเสริมกำลังใดๆ จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและส่งผลเสียต่อความพยายามในระยะยาวในการแก้ไขสถานการณ์

6.ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่กระทำการยั่วยุใดๆ ที่อาจทำให้ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงกิจกรรมทางทหารในการรุกล้ำน่านฟ้าและดินแดนของอีกฝ่าย หรือตำแหน่งที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะงดเว้นจากการก่อสร้างหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางทหารหรือป้อมปราการใดๆ นอกเหนือเขตแดนของตนเอง

7.ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ใช้กำลังใดๆ ต่อพลเรือนและสิ่งของพลเรือนในทุกกรณี การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้ชุมชนในพื้นที่ชายแดนตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น แต่ยังเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและทำให้ภาพลักษณ์ของฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามเสื่อมเสียในระดับโลก

8.ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม เพื่อลดความตึงเครียด บรรเทาความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ

9.ทั้งสองฝ่ายยืนยันพันธกรณีภายใต้ อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ การสะสม การผลิต และการถ่ายโอนทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิดดังกล่าว (อนุสัญญาออตตาวา) ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันผ่านคณะทำงานประสานงานร่วม(JCTF) ด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม โดยสอดคล้องกับขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) ที่ตกลงกันไว้ เพื่อให้การเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนมีความคืบหน้าทันท่วงที

10.ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการเพื่อความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชาและสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย และยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อป้องกันการหลอกลวงทางออนไลน์ แก้ไขปัญหาการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในทางที่ผิด และส่งเสริมข้อมูลที่รับผิดชอบและถูกต้องในลักษณะที่เอื้อต่อความไว้วางใจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ดี

11.ด้วยเจตนารมณ์ของปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26ตุลาคม 2568ทหารกัมพูชา 18 นายจะถูกส่งตัวกลับกัมพูชาหลังจากที่การหยุดยิงได้รับการรักษาไว้อย่างสมบูรณ์เป็นเวลา 72 ชั่วโมง

ผู้สังเกตการอาเซียนมาด้วย

12.ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงบทบาทสำคัญของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) และเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างบทบาทของ AOT โดยปรึกษาหารือกับทั้งประธานอาเซียนและ AOT ในการตรวจสอบและรับรองการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพของมาตรการทั้งหมดในแถลงการณ์ร่วมนี้

13.เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิผล ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้หน่วยประสานงานชายแดนกัมพูชา-ไทย และ ไทย-กัมพูชา เพื่อให้มั่นใจว่าการหยุดยิงจะคงอยู่ จัดการสถานการณ์ในพื้นที่ แก้ไขเหตุการณ์อย่างทันท่วงที และป้องกันการคำนวณผิดพลาด ภายใต้การสังเกตและการตรวจสอบของทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน

14.ทั้งสองฝ่ายจะรักษาช่องทางการสื่อสารโดยตรงและสม่ำเสมอระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์เร่งด่วนที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับท้องถิ่น หากจำเป็น ผู้แทนระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายจะพบปะกันเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

15.กองกำลังร่วมเฉพาะกิจ (JCTF)จะแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องของฝ่ายตนเอง รวมถึง JCTF ของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้รับทราบและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญตามแผนปฏิบัติการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ เพื่อการดำเนินงานที่ราบรื่นโดยปราศจากอุปสรรคหรือความเข้าใจผิดใดๆ

16.ทีมสื่ออย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่ายจะรักษาการสื่อสารโดยตรงและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการป้องกันและจัดการข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนจะมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ พวกเขาจะรับประกันความโปร่งใสและความถูกต้องของข่าวสารและรายงานต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

‘บิ๊กเล็ก’ยันยึดถืออธิปไตย

ต่อมาเวลา11.30น.พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เปิดตลอดช่วงเวลาการปะทะตามแนวชายแดนที่ผ่านมา รัฐบาลและกองทัพได้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักการที่ชัดเจนและไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือการปกป้องอธิปไตยความปลอดภัยของประชาชนและเกียรติภูมิของประเทศชาติ ตนขอบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าสถานการณ์ในครั้งนี้เริ่มต้นจากการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต กองทัพจึงต้องตอบโต้ภายใต้สิทธิในการป้องกันตัวเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และภายใต้ทหารสากลอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ การพิจารณาหยุดยิงนั้นไทยได้กำหนด 3 ประการ เพื่อให้เกิดความสงบที่แท้จริงอย่างยั่งยืนดังนี้

เปิด 3 เงื่อนไขเหล็ก

1.ต้องมีการประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการและจริงใจ ซึ่งทางกัมพูชาได้ประกาศไว้ที่การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน โดยมีการหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม เวลา 22.00น.โดยไม่มีเงื่อนไข แต่ฝ่ายไทยพิจารณาเห็นว่าความยุติที่จะยั่งยืนจะต้องเกิดจากสองฝ่ายต้องพูดคุยกันอย่างจริงใจ จึงเป็นที่มาของการประชุม GBC ในวันนี้ ในการจะทำแถลงร่วม หรือ Join Statement ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักการสำคัญในการแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศอย่างทวิภาคีอย่างแท้จริง

2.การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายกำหนดการสำคัญให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธ.ค.2568 และประเด็นที่สำคัญที่สุดต้องให้ทั้งสองฝ่ายยังคงกำลังทหารในพื้นที่ปัจจุบัน โดยต้องไม่มีการเคลื่อนย้ายหรือเสริมกำลังเพิ่มเติมเข้าหากัน และไม่มีการโจมตีหรือยั่วยุซ้ำ รวมถึงให้เฝ้าสังเกตการณ์การหยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าการหยุดยิ่งเกิดขึ้นจริงและมีความต่อเนื่องก็ต่อเมื่อสถานการณ์สงบลง ประชาชนจะสามารถกลับเข้าที่พักที่อาศัยได้อย่างปลอดภัย จากนั้นจะมีการปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย ทั้งนี้เป็นไปตามหลักสากลที่กำหนดให้ปล่อยตัวเมื่อสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์

3.ต้องมีเจตนาความตั้งใจอย่างสุจริตในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นด้านมนุษยธรรมที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาโดยตลอด ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องในแนวทางแก้ไขลดความตึงเครียด และกำหนดกลไกปฏิบัติที่ชัดเจนผ่านคณะทำงานร่วม ด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยชน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีระบบ ปลอดภัย และโปร่งใส

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าจะต้องมีการเก็บทุ่นระเบิดก่อนที่จะมีการจัดทำหลักเขตในระยะต่อไป และจากรายงานการปฏิบัติงานทางทหาร กองทัพสามารถควบคุมภูมิประเทศสำคัญที่มีผลต่อประชาชนตามที่กำหนดไว้แล้ว การสละเลือดเนื้อชีวิตของทหารไทยทั้งหลายในครั้งนี้จะต้องไม่สูญเปล่า แต่ในขณะเดียวกันเราต้องคำนึงถึงปัจจัยยุทธศาสตร์ อาทิ เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์และความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ และที่สำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่ตนเองเป็นผู้บังคับบัญชา สิ่งที่ตนเองตระหนักอยู่เสมอคือชีวิตและเลือดเนื้อของทหารที่จะต้องเสียสละ ต้องรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ ในขณะที่ตนเองเคยเป็นทหารมาก่อนย่อมรู้ดีว่าทหารทุกนายรู้ว่าการปกป้องประเทศชาติเป็นหน้าที่และเป็นเกียรติสูงสุดแม้จะต้องเสียสละชีวิต

สำหรับกลไกที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริง ตาม Join Statement ในครั้งนี้ ได้แก่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือของอาเซียนในการรักษาความมั่นคงของภูมิภาค สำนักงานประสานงานชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นกลไกในระดับพื้นที่ ขณะเดียวกันในระดับนโยบายจะมีการสื่อสารโดยตรงผ่านสายด่วนระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่าย ในกรณีจำเป็นผู้นำสูงสุดของทั้งสองฝ่ายจะต้องลงพื้นที่แก้ไขปัญหาทั้งสองฝ่ายร่วมกัน นอกจากนี้ยังกำหนดให้ทีมสื่อสารทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันข่าวบิดเบือนและให้ข่าวที่ถูกต้องแก่ประชาชน ต้องยอมรับว่าข่าวบิดเบือน ข่าวปลอมที่เกิดขึ้น ทำให้การแก้ไขปัญหาทุกระดับมีความยากขึ้น

สดุดีวีรบุรุษทหารกล้าเลือดทหาร

นอกจากเงื่อนไข 3 ประการที่จะทำให้การหยุดยิงเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง Join Statement นี้ยังรักษาไว้ซึ่งสาระสำคัญตามข้อตกลงระหว่างไทย-กัมพูชา และการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมทางไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยตนเองเข้าใจดีถึงความโกรธและห่วงใยบ้านเมือง รัฐบาลไม่เคยมองข้ามสิ่งเหล่านี้และไม่เคยประมาทต่อความสูญเสียที่ผ่านมา ตนขอแสดงความเสียใจอย่างสูงสุดต่อกำลังพล รวมถึงของครอบครัวที่ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต การสูญเสียของท่านไม่ใช่ตัวเลขในรายงาน แต่เป็นการรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการเรื่องสิทธิสวัสดิการการเยียวยา การดูแลผู้บาดเจ็บและครอบครัวในระยะยาว รวมถึงจะพิจารณา
ดูแลกำลังพลหลังการงดการจริงจัง

ทั้งนี้ ขอยืนยันต่อพี่น้องประชาชน กำลังพลทุกนาย การหยุดยิงในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้แก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ในวิธีทางการทูต เพื่อกลับมาแก้ปัญหาร่วมกันอีกครั้ง รัฐบาลและกองทัพจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอนบนข้อเท็จจริง และยึดถืออธิปไตยศักดิ์ศรีของชาติ ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตที่ผิดปกติสุขของประชาชน

พล.อ.ณัฐพลย้ำอีกว่า ภารกิจยึดคืนพื้นที่อธิปไตยทำสำเร็จแล้วร้อยละ 99 แต่การรักษาพื้นที่ยุทธศาสตร์ต่อจากนี้สำคัญยิ่งกว่า เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

ยันไทยยึดกฎหมายสากลป้องกันตัว

ด้าน พลอากาศเอกประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่การรบหรือพื้นที่ชายแดนเท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับการสื่อสารข้อมูลข่าวสารในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งฝ่ายไทยย้ำมาโดยตลอดว่าการใช้กำลังทางทหารเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองตามสิทธิที่กฎหมายระหว่างประเทศรับรองและอยู่ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยไทยมีหลักฐานข้อเท็จจริงครบถ้วน สามารถชี้แจงต่อประชาคมโลกได้

พลอากาศเอกประภาส ยังกล่าวอีกว่า การออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาในครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความตึงเครียด ลดการยั่วยุ และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายโดยทั้งสองฝ่ายยังคงมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางการทูต สถานเอกอัครราชทูต และผู้ช่วยทูตทหาร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำความเข้าใจในประเด็นที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์ในพื้นที่

พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย มีมุมมองที่หลากหลายจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งบางครั้งการนำเสนอข้อมูลอาจกระทบต่อบรรยากาศการสร้างความเชื่อมั่น ศูนย์แถลงข่าวฯจึงพยายามติดต่อ ชี้แจง และให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชาก็มีการประสานผ่านผู้ช่วยทูตทหารเพื่อขอข้อมูลในประเด็นที่อาจนำไปสู่การขยายความขัดแย้งเช่นกัน

ดังนั้น แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในเวทีนานาชาติโดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหน่วยงานหลักในการชี้แจงต่อองค์กรระหว่างประเทศและประชาคมโลก เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงในทุกมิติ

เตรียมแจง 16 ภาษาทั่วโลก

พร้อมกันนี้ ศูนย์แถลงข่าวฯ ได้รวบรวมคำถาม-คำตอบจากประชาชนจำนวน 20 ประเด็น เพื่ออธิบายแนวทางการดำเนินการของไทยอย่างชัดเจน และจะจัดทำข้อมูลเผยแพร่ถึง 16 ภาษา ส่งไปยังต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายนักศึกษาไทยในต่างแดน เพื่อช่วยสื่อสารข้อมูลสู่สังคมโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการหยุดยิงชั่วคราวมีผลทันทีเวลา 12.00 น.วันที่27ธ.ค.2568 และทันทีเมื่อถึงเวลาเสียงปืนตามแนวรบตลอดแนวชายแดนได้สงบลงทันที แต่ยังมีทหารไทยโดนกับระเบิดอีก 1 นายที่ในพื้นที่เขาสัตตะโสม จ.ศรีสะเกษ ใกล้จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์

สั่ง3เหล่าทัพ‘นิ้วคาไก’พร้อมซัดกลับ

วันเดียวกันทางด้าน พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในฐานะประธานคณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) ได้ร่อนคำสั่งด่วนที่สุดถึงหน่วยปฏิบัติการภาคสนามของทั้ง 3 เหล่าทัพ โดยเนื้อหาในคำสั่งระบุให้ทุกหน่วยปรับรูปแบบการปฏิบัติการทางทหารให้สอดคล้องกับมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และถ้อยแถลงร่วมจากการประชุม GBC ที่ด่านบ้านผักกาด เพื่อให้การพักรบ 72 ชั่วโมงและการแลกตัวเชลย 18 นาย ดำเนินไปตามแผนการทูต

อย่างไรก็ตาม ผบ.ทหารสูงสุด ได้กำชับกฎเหล็ก ทิ้งท้ายว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่หากตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการเคลื่อนไหวในลักษณะที่เป็นภัยคุกคาม หรือมีการละเมิดข้อตกลงก่อน ทหารไทยมีสิทธิ์ขาดในการใช้ “กฎการใช้กำลัง” เพื่อตอบโต้และป้องกันตัวได้ทันทีตามสถานการณ์หน้างาน

‘อนุทิน’ขู่เขมรอย่าล้ำเส้น

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่าขณะนี้ได้รับรายงานจากกองทัพว่าสามารถยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์คืนและสถาปนาอำนาจอธิปไตยได้ครบถ้วนตามแผนแล้ว พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยคิดรุกรานใครก่อน แต่หากใครล้ำเส้นแม้แต่นิ้วเดียวก็ต้องเจอการตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อ

นายกฯ เผยด้วยว่า ในที่ 28 ธันวาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ จะเดินทางไปยังนครคุนหมิง ประเทศจีน เพื่อหารือกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ตามคำเชิญ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและใช้กลไกการทูตช่วยคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนให้สงบอย่างยั่งยืน โดยไทยพร้อมโชว์หลักฐานให้ประชาคมโลกเห็นว่าเรามีสิทธิ์ในการป้องกันตนเองอย่างเต็มที่

ต่อข้อถามว่าประชาชนยังไม่ไว้ใจกัมพูชา นายอนุทินกล่าวว่า เข้าใจดี แต่ทุกอย่างมีขั้นตอน กองทัพมีแผนรองรับอยู่แล้ว หากฝ่ายกัมพูชาไม่ทำตามสัญญาหยุดยิง 72 ชั่วโมง หรือมีการตุกติกข้อตกลงทั้งหมดจะถือว่าเป็นโมฆะทันที และทหารไทยก็พร้อมปฏิบัติการต่อตาม “กฎการใช้กำลัง” เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

‘อันวาร์’โผล่ยินดีหลังสงบศึก

ภายหลังเวลา 12.00 น.ซึ่งเป็นเวลาเริ่มมีผลบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ออกมากล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีต่อข้อตกลงที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา โดยนายอันวาร์ ระบุว่า ตนขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้สำเร็จ การตัดสินใจสั่งให้ทหารทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบและตรึงกำลังไว้ในจุดเดิม ถือเป็นการยอมรับร่วมกันว่า “ความยับยั้ง ชั่งใจ” คือสิ่งจำเป็นที่สุดในเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อรักษาชีวิตและผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนบริสุทธิ์ที่ไม่ควรต้องมารับผลกระทบจากความขัดแย้ง

สมัครสส.เขตกระหึ่มทั่วปท. กกต.-ตร.คมเข้ม ลุ้นจับเบอร์บัญชีรายชื่อ28ธ.ค.

สมัครสส.เขตกระหึ่มทั่วปท. กกต.-ตร.คมเข้ม ลุ้นจับเบอร์บัญชีรายชื่อ28ธ.ค.

สมัครสส.เขตกระหึ่มทั่วปท. กกต.-ตร.คมเข้ม ลุ้นจับเบอร์บัญชีรายชื่อ28ธ.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมัครสส.เขตกระหึ่มทั่วปท. กกต.-ตร.คมเข้ม ลุ้นจับเบอร์บัญชีรายชื่อ28ธ.ค. ‘มาร์ค’นำปชป.ลุยสนามกทม. ‘หนู’บุกกรุงเก่า-สุพรรณบุรี

เปิดรับสมัครสส.ทั่วประเทศวันแรกคึกคัก “มาร์ค” คุมปชป.ลงสนาม กทม.ขณะที่ เสี่ยหนู “กรุงเก่า-สุพรรณบุรี” ให้กำลังใจลูกทีมภูมิใจไทย ด้านกกต.-ตำรวจคุมเข้ม สกัดซื้อสิทธิ์ขายเสียงเตือนทำผิดมีโทษหนัก กล้าธรรมตั้งเป้ากวาดเกินร้อย

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากอาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) กำหนดให้เป็นสถานที่ เปิดรับสมัครรับเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 33 เขตเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม-31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30-16.30 น. ขณะที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศได้เปิดรับสมัครพร้อมกันด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศคึกคัก ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น)มีการรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1-33 กรุงเทพฯบรรยากาศบริเวณด้านหน้าอาคารบรรดากองเชียร์ของผู้สมัครแต่ละพรรคแห่ถือป้าย ตะโกนเชียร์ให้กำลังใจกันอย่างคึกคัก

‘เอกนัฏ-ศุภมาส’คุมภท.กทม.

เวลา 06.27 น. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทยในฐานะหัวหน้าทีม กทม. พร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และนายเกรียงยศ สุดลาภา ผู้รับผิดชอบการเลือกตั้งพื้นที่ กทม. พรรคภูมิใจไทย นำผู้สมัครสส.กทม.พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 33 คน เดินทางด้วยรถบัสมาถึงเพื่อเตรียมสมัครรับเลือกตั้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมทำท่าพลัสต่อสื่อมวลชน ซึ่งมาถึงเป็นพรรคแรก

นายเอกนัฏให้สัมภาษณ์ว่ามั่นใจในตัวผู้สมัครสส.กทม.ของพรรคทุกคน ที่เราเลือกมา เรามีนโยบายที่นำเสนอ ไม่ใช่ทำแค่นโยบาย แต่บอกด้วยว่าจะทำอะไรทำอย่างไร และเอาใครมาทำ เราถึงใช้คำว่าพูดแล้วทำพลัส ดังนั้น หากเรามีโอกาสในพื้นที่กทม.เราจะทำเต็มที่ เราไม่อ้อมค้อม ทั้งนี้ ภายหลังจับเบอร์ผู้สมัครแล้วเสร็จ จะนำทีมผู้สมัครสส.กทม.ของพรรคไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเวลาสั้นๆ และจะกระจายกันลงพื้นที่เพื่อหาเสียงประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคภูมิใจไทยได้เลย

ความหวังที่ปลายอุโมงค์ของคนกรุง

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้นำเสนอนโยบายต่อผู้สมัครทุกคนและได้บอกชัดเจนว่า จะเอาใครมาทำงาน ตอนนี้ถ้าใครคิดถึงภูมิใจไทยก็ต้องคิดถึงคนที่มีความรู้ความสามารถอย่าง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาทำงานคู่กับท่านนายกฯ นำพาประเทศไปสู่จุดที่ทำให้คนไทยกลับมาภูมิใจอีกครั้งหนึ่ง ผมในฐานะคนกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯจะต้องแบกภาระทั้งหมดของประเทศ ผมคิดว่ารัฐบาลต่อจากนี้ ต้องมาช่วยคนกรุงเทพฯแบกภาระนี้ไว้ สิ่งที่สำคัญคือความหวัง ผมเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นิดๆ แต่ถ้าได้กลับมาอยู่อีก 4 ปี เชื่อว่าความหวังที่เรามีตลอดเวลาจะกลับมาเป็นความจริง” นายเอกนัฏ กล่าว

เมื่อถามถึงการตั้งเป้าสส.ในพื้นที่กทม.จะได้กี่ที่นั่ง น.ส.ศุภมาส กล่าวว่าทุกคนมีการตั้งเป้า แต่คงพูดวันนี้ไม่ได้ ต้องขอเวลาให้ผู้สมัครลงพื้นที่ นำเสนอนโยบายต่างๆก่อนจึงจะมาประเมินอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าเราตั้งเป้าเอาไว้ เมื่อถามว่าในช่วงหาเสียงจะได้เห็นนางศุภจี และนายเอกนิติ มาช่วยหาเสียงหรือไม่ น.ส.ศุภมาสกล่าวว่า เห็นแน่นอน เพราะทั้ง 2 คน เป็นผู้ช่วยหาเสียงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

‘ยศชนัน’นำทัพเพื่อไทยสมัครสส.

เวลา 06.30 น. นายยศชนันวงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นำ ทีมผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต เดินทางด้วยรถเมล์ไฟฟ้าจากพรรคเพื่อไทย ถึงสถานที่สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น)

นายยศชนันกล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยเรามีความมั่นใจ ทั้ง 33 เขต เราพร้อมลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอเพื่อที่จะนำนโยบายดีๆ มาสู่พี่น้องคน กทม. นโยบายสำคัญๆมาจากคนกทม. ปัญหาหลักของประชาชนคือ เรื่อง ค่าใช้จ่ายการซื้อของการเป็นหนี้ สองคือเรื่องการเดินทาง สามเรื่องที่อยู่อาศัย การแก้ไขนโยบายกทม. จึงจำเป็นทำสามเรื่องหลักนี้ มีนโยบายหลากหลายในการแก้หนี้ ทั้งหนี้เสีย หนี้นอกระบบ รวมถึงเกษตรกรที่ยังมีอยู่ในกทม. นอกจากนี้มีเรื่องการลดค่าไฟ ก็จะไปเพิ่มเรื่องพลังงานทดแทนซึ่งจะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ กทม.มีปัญหาอยู่ เรื่องพ.ร.บ.อากาศสะอาด เราก็ได้ผลักดันอยู่

อ้อนเลือก‘เพื่อไทย’ทั้งคนทั้งพรรค

นโยบายไฮไลท์คือ เรื่องขนส่งต่างๆพี่น้องชาวกทม.มีค่าใช้จ่ายการเดินทางรถไฟฟ้าเยอะจึงจำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว เราพยายามนำมารวมศูนย์ โดยพ.ร.บ.ตั๋วร่วม รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำได้เลยและฟีดเดอร์ตามจุดต่างๆ จะทำให้กทม.เดินทางสะดวกขึ้น

“ปีหน้าจะเป็นปีแห่งโอกาส ที่ประเทศไทยจะพลิกฟื้นขึ้นมาได้ อย่างแรกเลยคือดูแลพี่น้องทุกคนเริ่มจากที่ กทม.ก่อน วันนี้ สส.ทั้ง 33 คน มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทั้งจากพรรคเพื่อไทย และจากไทยรักไทย พร้อมที่จะมาส่งเสริมนโยบายตรงนี้อย่างเป็นระบบ วันนี้มั่นใจเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลดิจิทัล วันสตอปเซอร์วิส จะทำให้คนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ดีขึ้น ฝากพี่น้องประชาชนชาวกทม.เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค”นายยศชนันกล่าว จากนั้นได้ส่งผู้สมัครทั้ง 33 คน เดินเข้าอาคารกีฬาเวศน์เพื่อยื่นเอกสารรอจับเบอร์ต่อไป

‘เท้ง’นำทีมสีส้มขึ้นรถ EVไปสมัครสส.

พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนนำผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต เดินทางด้วยรถเมล์พลังงานไฟฟ้าสีส้ม จากอาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ ไปที่อาคารกีฬาเวสน์ 2ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น (ดินแดง) เพื่อสมัครรับเลือกตั้งสส.กทม.แบบแบ่งเขตโดยผู้สมัครทั้งหมดสวมเสื้อยืดสกรีนข้อความ“เลือกตั้ง เลือกอนาคต”

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า วันนี้ไม่ได้ถือฤกษ์งามยามดี ทุกวินาทีเป็นเวลาที่มีคุณค่ามากที่สุดซึ่งต้องทำให้ประชาชนเห็น เชื่อใจและเชื่อมั่น

“เราจะหาเสียงเต็มที่ให้ได้รับความไว้วางใจ และเป็นสีส้มทั้งกรุงเทพฯ เราไม่ประมาทและไม่เคยดูถูกเสียงของประชาชน”นายณัฐพล กล่าว

‘อภิสิทธิ์’นำ33ผู้สมัครสส. กทม.สมัคร

เวลา 06.45 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แกนนำพรรคร่วมนำ 33 ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กราบสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผมสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์ประจำพรรค เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ ที่ทำการพรรคจากนั้นนำคณะขึ้นรถบัสปรับอากาศ 42 ที่นั่ง ออกเดินทางจากพรรคในเวลา 07.00 น. เพื่อไปสมัครลงรับเลือกตั้งที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย-ญี่ปุ่น

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ก่อนนำผู้สมัครเข้ารับสมัครเลือกตั้งว่าวันนี้ผู้สมัครมากันพร้อมทุกคนเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงๆ และเป็นคนใหม่ที่เข้ามาเป็นส่วนใหญ่ซึ่งได้ลงพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนความมั่นใจในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯครั้งนี้ต้องยอมรับว่ามีคนที่ครองพื้นที่อยู่เดิมตนพูดเสมอว่าประชาชนไม่มีใครเป็นเจ้าของประชาชนได้ ต้องแข่งขันกันไปวันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับที่ดี

เมื่อถามว่าตั้งแต่กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคนำทีม ได้ประเมินคะแนนนิยมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขออย่าประเมินเองเลย ดูจากผลสำรวจที่เป็นแนวทางวิทยาศาสตร์ดีกว่า

‘ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา’ลุยเอง

เวลา 06.53 น. ที่อาคารกีฬาเวศน์ 2ศูนย์กีฬาเยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง โดย นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้นำผู้สมัคร สส.กทม.ทั้ง 33 คน มาสมัครรับเลือกตั้ง โดยนั่งรถเมล์ไฟฟ้ามาพร้อมกัน เมื่อคณะเดินทางมาถึง นายสุชัชวีร์กล่าวว่า ตนไหว้พระก่อนนอนทุกคืน ขอให้ประเทศชาติได้คนดีเข้ามารับใช้บ้านเมือง วันนี้ทีมผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรคไทยก้าวใหม่พร้อมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ และพวกเราทุกคนขออาสาพาประเทศไทยก้าวใหม่และสตรอง ตนมั่นใจผู้สมัครของพรรคทุกคน จากนั้นนายสุชัชวีร์ พร้อมคณะเดินเข้าไปภายในอาคารกีฬาเวสน์ 2 ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัคร

‘อนุดิษฐ์-การุณ’คุมกล้าธรรม กทม.

เวลา 07.05 น. น.อ.อนุดิษฐ์นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม พร้อม นายการุณ โหสกุล ที่ปรึกษาประธานยุทธศาสตร์พรรค นำขบวน ผู้สมัครสส.กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต เดินทางด้วยรถสไลด์ เข้ายื่นใบสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก และเสียงให้กำลังใจจากผู้สนับสนุน

โดย น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคกล้าธรรมมุ่งทำการเมืองอย่างสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมขอเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียง ทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้าและวันเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชนมีความหมาย อย่านอนหลับทับสิทธิ์ เพราะการตัดสินใจของประชาชนคือคำตอบสุดท้ายของประเทศ

ตั้งเป้าคว้า 100 สส.ทั่วประเทศ

“พรรคกล้าธรรมตั้งเป้าหมายคว้าเก้าอี้ สส.อย่างน้อย 100 ที่นั่งทั่วประเทศ แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ส่วนสนามกรุงเทพฯนั้น พรรคกล้าธรรมส่งผู้สมัครครบทั้ง 33 เขต แม้จะเป็นพรรคน้องใหม่ในพื้นที่เมืองหลวง แต่ผู้สมัครทุกคนเป็นบุคลากรคุณภาพ มีความพร้อมทำงาน และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ประชาชนได้ตัดสินใจโดยผมเตือนผู้สมัครของพรรคอยู่เสมอว่า การเมืองไม่ใช่การทำงานอยู่ในห้องแอร์หรือหลังคีย์บอร์ด แต่ต้องลงพื้นที่ รับฟังปัญหาและแก้ไขปัญหาจริง จุดเด่นของพรรคกล้าธรรม คือ ทำมากกว่าพูดเชื่อว่าคะแนนเสียงไม่ได้มาจากกระแสในโลกออนไลน์ แต่มาจากการลงมือทำจริง การเผชิญปัญหาจริง และการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน”น.อ.อนุดิษฐ์ ย้ำ

‘อนุทิน’บุกกรุงเก่าลุ้นจับเบอร์ผู้สมัครสส.5เขต

เวลา 08.35 น. ที่สนามกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ในการจับเบอร์ทั้ง5 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายทรงพล สุขสมบูรณ์, เขต 2 นายนพ ชีวานันท์,เขต 3 นางสาวพิมพฤดา ตันจรารักษ์,เขต 4 นายคงกฤช รามศักดิ์ และเขต 5 นายประดิษฐ์ สังขจาย โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรคฯนางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีตรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและอดีตสส.พระนครศรีอยุธยา รอต้อนรับ ทันทีที่นายอนุทินเดินทางมาถึงได้ขึ้นนั่งบนสแตนด์ฝั่งกองเชียร์พรรคภูมิใจไทย ที่มากันอย่างเนืองแน่นเพื่อร่วมลุ้นการจับเบอร์ผู้สมัครสส.พรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทินปรบมือให้กำลังใจผู้สมัครและชูมือทำสัญลักษณ์หมายเลขของผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยที่จับได้แต่ละคน

‘ภูมิใจไทย’หวังปักธงยกจังหวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่เป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยที่จะกวาดสส.ยกจังหวัดในการเลือกตั้งครั้งนี้เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2566 พรรคภูมิใจไทยได้สส.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 3 เขต จากทั้งหมด 5 เขต

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจในสนามเลือกตั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่าขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนแต่ตลอดช่วงที่ผ่านมา สส.พรรคภูมิใจไทย ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ทำหน้าที่รับใช้พี่น้องชาวอยุธยาอย่างเต็มที่และได้ให้นายสุรศักดิ์ เป็นหนึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของตน ซึ่งถือว่าเป็นหัวหน้าทีมที่นำผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 5 คน มานำเสนอให้พี่น้องชาวอยุธยาได้พิจารณา

‘หนู’เยือนสุพรรณฯตามคำสั่ง‘บรรหาร’

เวลา 12.00 น. ที่อนุสาวรีย์นายบรรหาร ศิลปอาชา อ.เมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาไหว้อนุสาวรีย์ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยและผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรีทั้ง 5 เขต พรรคภูมิใจไทยได้แก่ นายสรชัด สุจิตต์ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ นายนพดล มาตรศรี นายเสมอกัน เที่ยงธรรม และนายประภัตร โพธสุธน ร่วมต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวถามนายอนุทินว่า วันนี้มาขอขมานายบรรหารที่นําลูกชายของเขาไปทําการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยนายอนุทินตอบว่าคุยกันไว้เป็น 10 ปีแล้ว วันนี้มากราบท่านและบอกว่าทําตามสิ่งที่ท่านสั่งการเอาไว้ 20 ปีก่อน

จากนั้นนายอนุทินคณะเดินทางไปยัง ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี เพื่อทำพิธีเปิดป้ายที่ทำการพรรคภูมิใจไทย สาขาจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างเป็นทางการโดยนายวราวุธกล่าวต้อนรับว่า วันนี้เรารู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเดินทางกับพี่ชายสุดที่รักของตนคือนายอนุทิน วันนี้ตนและผู้สมัครสส.เขตทั้ง 5 คน รวมถึง นายอุดม เบิกฟ้า นายกฯองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ขอแสดงพลังว่าเลือดสุพรรณไปไหนไปด้วยกัน

ขออย่ามองอื่นไกลสาแหรกเดียวกัน

ด้านนายอนุทินกล่าวว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กราบฝากเนื้อฝากตัว ที่สำคัญที่สุดต้องขอบคุณนายอุดมที่ให้ตนตื๊อนายวราวุธจึงได้แถมมาอีก 5 แต่ทั้งหมดเรารู้จักกันทั้งหมด และนายบรรหารเคยเรียกตนไปหาแล้วบอกว่า วันหนึ่งถ้าไปไหนให้เอานายวราวุธไปด้วย วันนี้ตนจึงมาบอกว่าได้ทำตามคำสั่งของนายบรรหารเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วง ถ้ามีภูมิใจไทย ชาติไทยจะพัฒนาและคนในพรรคภูมิใจไทย 80% ก็มาจากพรรคชาติไทย อย่ามองตนเป็นอื่นไกลเป็นสาแหรกเดียวกันของตนตั้งแต่รุ่นพ่อ วันนี้เรามาเพื่อทำให้สุพรรณบุรีแข็งแกร่ง และสืบสานเจตนารมณ์ของนายบรรหารให้สุพรรณบุรีเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

ให้‘ลูกท็อป’บัญชีรายชื่อ เบอร์ 3

นายอนุทินกล่าวว่า การมาร่วมงานพรรคภูมิใจไทย จะไม่ทำให้ชาวสุพรรณบุรีผิดหวังเสียหน้าอย่างแน่นอน เพราะนอกจากผู้สมัครสส.เขตทั้ง 5 เขตแล้ว นายวราวุธจะเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เบอร์ 3รองจากตนที่เป็นหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ตามด้วย นายวราวุธ เลย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจังหวะดังกล่าวนายวราวุธได้ยกมือไหว้แล้วโผไปกอดเอวนายอนุทินทันที

ปธ.กกต.เผยสมัครสส.วันแรกเรียบร้อย

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เดินตรวจความเรียบร้อยของสถานที่ในการรับสมัครเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขต ภายในอาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น ในวันแรกว่าภาพรวมของการเปิดรับสมัคร สส.เขต ทั้งในส่วนของ กทม. และ 76 จังหวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่การรับสมัครสส. แบบบัญชีรายชื่อในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ทาง กกต.ได้เตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่การเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนยังเดินหน้าต่อไปใช่หรือไม่ ประธานกกต.กล่าวว่า เดือนหน้ามาไกลแล้ว และได้เตรียมความพร้อมตลอดเวลา เพราะตามกฎหมายการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ได้รับรายงานว่าการรับสมัครเลือกตั้งสส. เขตในพื้นที่จังหวัดชายแดน ได้นำหน่วยรับสมัครเลือกตั้งไปตั้งอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ปะทะ ซึ่งทุกอย่างเรียบร้อยดี

ย้ำหาเสียงตามกม./เข้มสกัดซื้อสิทธิ-ขายเสียง

ส่วนประชาชนกังวลในเรื่องความปลอดภัยในการไปใช้สิทธิ์ นายณรงค์กล่าวว่า กกต.ได้ประสานและออกแนวปฏิบัติรองรับต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันลงคะแนนไว้แล้ว โดยมีวิธีการดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยยุติธรรมและสุจริต ซึ่งจะต้องเดินหน้าไปตาม ที่ได้เตรียมการไว้

ส่วน กรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าตรวจสอบพบว่าขณะนี้มีการเก็บสำเนาบัตรประชาชน เพื่อเตรียมแจกเงินนายณรงค์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ได้รับรายงานในเรื่องนี้ ถ้าปรากฏ พบ กกต.จะเข้าไปตรวจสอบ ทั้งนี้ ได้กำชับเจ้าหน้าที่กกต. ประจำจังหวัด เน้นให้ความรู้ผู้สมัครและพรรคการเมือง ให้หาเสียงอยู่ในกรอบกติกาโดยเฉพาะเน้นย้ำให้ตรวจสอบเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างต่อเนื่อง

ตร.เผยสถานการณ์วันแรกเรียบร้อย

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยบริเวณอาคารกีฬาเวสน์ 2 ดินแดงพร้อมเปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันแรกที่มีการรับสมัครเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งกรุงเทพมหานครทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล เตรียมความพร้อมวางแผนจัดกำลังดูแลอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่องและมีการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ทั้งพรรคการเมือง และประชาชน ส่วนกรณีหลังจากนี้จะเข้าสู่การหาเสียงจะมีการข่มขู่และทำร้ายผู้สมัครสส.ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบช.น.ได้มีนโยบายในเรื่องของการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทั้งยาเสพติดและอาวุธปืนไปในคราวเดียวกันที่มีทั้งเทศกาลปีใหม่และการเลือกตั้ง รวมทั้งเหตุปะทะตามแนวชายแดน โดยได้ประสานงานด้านการข่าวที่จะส่งผลกระทบกับกรุงเทพฯรวมถึงประสานกับตำรวจสันติบาลและทหารอย่างใกล้ชิดเพื่อเป็นการเตรียมการป้องปรามไม่ให้เหตุเกิดขึ้นในโอกาสเดียวกันจะบูรณการร่วมกันในการดำเนินการทั้งหมด ขณะนี้ยังไม่มีรายงาน หรือมีการร้องขอกรณีใดมาเป็นพิเศษ ของผู้สมัครในการกำกับดูแลความปลอดภัยในแต่ละคน

รบ.วอนประชาชน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา สังเกต-บันทึก-แจ้ง โดรนป่วนสุวรรณภูมิ

รบ.วอนประชาชน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา สังเกต-บันทึก-แจ้ง โดรนป่วนสุวรรณภูมิ

รบ.วอนประชาชน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา สังเกต-บันทึก-แจ้ง โดรนป่วนสุวรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รบ.วอนประชาชน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา สังเกต-บันทึก-แจ้ง โดรนป่วนสุวรรณภูมิ

รัฐบาลย้ำอีกครั้ง! ขอร้องประชาชน ช่วย “สังเกต-บันทึกหลักฐาน-แจ้งเบาะแส” หากพบเห็นโดรนบินในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และพื้นที่ใกล้เคียง

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังคงปฏิบัติการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น และสังเกต “โดรนบิน” ในพื้นที่ใกล้เคียงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก 1) การป้องกัน (บังคับใช้กฎ No-Fly Zone หรือ เขตห้ามบินโดรน) 2) การสืบสวน และความมั่นคง ใช้โมเดล “สังเกต-คัดกรอง-รายงาน” โดยเจ้าหน้าที่สายตรวจใช้แอปพลิเคชั่นคัดกรองวัตถุ หากสงสัยให้รายงาน “ศูนย์โดรนนครบาล” ทันที เพื่อประสานชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าสกัดกั้น รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูล โดยบูรณาการฐานข้อมูลการลงทะเบียนโดรนจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ 3) การอนุญาตบินจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อคัดกรองประเภทของโดรน

นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า นอกจากการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ประชาชนยังสามารถช่วยเป็นหูเป็นตาช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ หากพบเห็นวัตถุบนท้องฟ้าลักษณะคล้ายโดรน ขอให้ดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ “สังเกต บันทึกหลักฐาน และแจ้งเบาะแส”

1.“สังเกต” ความแตกต่างระหว่าง “โดรน” กับ เครื่องบิน โดรนจะบินต่ำหรือลอยนิ่งอยู่กับที่ และสามารถเปลี่ยนทิศทางรวดเร็ว หักศอกได้ ส่วนเครื่องบินจะบินสูง และเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงตามเส้นทาง โดรนจะมีไฟกะพริบถี่ๆ หลายสี (เขียว แดง ขาว) ขณะที่เครื่องบินจะมีไฟกะพริบเป็นจังหวะมาตรฐาน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถโหลดแอปพลิเคชั่น “Flightradar24” ซึ่งจะมีฟังก์ชั่นกล้องส่องเครื่องบิน โดยจะปรากฏข้อมูลพิกัด เที่ยวบิน แต่หากส่องกล้องแล้วไม่ปรากฏข้อมูล อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นโดรน

ส่วนความแตกต่างระหว่าง “โดรนกับ ดวงดาว” คือ โดรนเคลื่อนที่ได้ เมื่อเทียบกับยอดตึก เสาไฟ ส่วนดวงดาวจะอยู่นิ่งในตำแหน่งเดิม แม้อาจจะดูระยิบระยับ
ยกเว้นดาวเทียมจะเคลื่อนที่ช้าๆ เป็นเส้นตรงแสงสีขาวนิ่ง และโดรน แสงไฟจะชัดเจน (เขียว แดง ขาว) ไม่ใช่แค่แสงสีขาว

2.“บันทึกหลักฐาน” ภาพเคลื่อนไหว (คลิป) ให้ใช้งานได้จริง ถือกล้องให้นิ่งที่สุด อย่างน้อย 1 นาที ให้เห็นรูปแบบการเคลื่อนที่ชัดเจน โฟกัสที่แสงไฟ และทิศทางการบิน

3.พบว่าเป็นโดรนต้องสงสัยในพื้นที่เสี่ยง หรือใกล้แนวขึ้นลงเครื่องบิน“แจ้งเบาะแส” ทันทีที่สายด่วน 191 ศูนย์โดรนนครบาล 02-1267846 “รัฐบาลขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแส หากพบเห็นวัตถุบนท้องฟ้าลักษณะคล้ายโดรน ขอให้ดำเนินการแจ้งตามช่องทางที่ระบุไว้ทันที เพื่อเสริมสร้างการเฝ้าระวัง และการป้องกันเหตุล่วงหน้าที่อาจจะเกิดขึ้น” นายสิริพงศ์ ระบุ