ไทยสร้างไทยเปิดตัว ‘น้ำมนต์’ เขต 18 กทม. เบอร์ 11’ขออาสารับใช้พี่น้องปชช.

ไทยสร้างไทยเปิดตัว ‘น้ำมนต์’ เขต 18 กทม. เบอร์ 11’ขออาสารับใช้พี่น้องปชช.

ไทยสร้างไทยเปิดตัว ‘น้ำมนต์’ เขต 18 กทม. เบอร์ 11’ขออาสารับใช้พี่น้องปชช.

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.23 น.

คนรุ่นใหม่ดีกีร์นักกฎหมาย! ’น้ำมนต์ ณัฐกัญญ์ภา‘ผู้สมัครสส.ไทยสร้างไทยเขต 18 กทม. เบอร์ 11’ขออาสารับใช้พี่น้องปชช.

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 สืบเนื่องจาก กกต.ประกาศรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั่วประเทศวันแรก โดย กกต.กำหนดให้ สนามกีฬาเวสน์ 2 (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง) เป็นสถานที่สมัคร โดยเขตเลือกตั้งที่ 18 กทม. ประกอบด้วย เขตมีนบุรี แขวงแสนแสบ, เขตลาดกระบัง แขวงลำปลาทิว, เขตหนองจอก แขวงโคกแฝด แขวงผักชี แขวงลำต้อยติ่ง โดยมีน.ส. ณัฐกัญญ์ภา อภิญญ์มณีณัฐ  หรือ น้ำมนต์ ผู้สมัครสส.พรรคไทยสร้างไทย เขตเลือกตั้งที่ 18 จับสลากได้ เบอร์ 11 

น.ส.ณัฐกัญญ์ภา กล่าวว่า ตนเป็นคนรุ่นใหม่ สนใจการเมือง มีประสบการณ์ในการทำงานด้านกฎหมายและการเมือง สามารถนำองค์ความรู้มาช่วยประชาชนได้ ก่อนหน้านี้มีพรรคการเมืองหลายพรรคมาทาบทามแต่ไม่ตัดสินใจ เหตุที่ตนเลือกพรรคไทยสร้างไทย เพราะคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรค โดยมุ่งการเมืองสุจริต ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทุนเทาหรือทุนอาชญากรรมข้ามชาติ  โดยเฉพาะปรัชญาประจำพรรค ไม่โกง มีประสบการณ์ทำงานสำเร็จ เป็นสิ่งที่ตรงกับอุดมการณ์ของตน ขอฝากพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร เขต 18 ได้แก่ เขตมีนบุรี แขวงแสนแสบ, เขตลาดกระบัง แขวงลำปลาทิว, เขตหนองจอก แขวงโคกแฝด แขวงผักชี แขวงลำต้อยติ่ง ช่วยกัน กาเบอร์ 11 เพื่อให้น้ำมนต์ ลูกหลานของท่าน ไปใช้งานและทำงานในสภา 

สำหรับประวัติ น.ส.ณัฐกัญญ์ภา อายุ 33 ปี โดยสำเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง โดยในระดับปริญญาตรี สำเร็จการศึกษา “นิติศาสตรบัณฑิต” จากรั้วพ่อขุน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโท 2 ใบ ทั้งในและต่างประเทศ สิงห์แดง “รัฐศาสตรมหาบัณฑิต” สาขาการเมืองการปกครอง และปริญญาโท “Master of Political” จาก Université de Bretagne Occidentale สาธารณรัฐฝรั่งเศส ทั้งยังศึกษาเพิ่มเติมในระดับปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการบริหารกระบวนการยุติธรรม (กฎหมายมหาชน) รุ่น 11 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีสาขาวิชาการเมือง รุ่น 18 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งยังผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาว่าความ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อประกอบวิชาชีพทนายอีกด้วย

โดยประสบการณ์ในการทำงานด้านกฎหมายและด้านการเมือง ได้แก่ เคยดำรงตำแหน่งนิติกร กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม  เคยดำรงตำแหน่ง นิติกร สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม และประกอบวิชาชีพทนายความ   

ส่วนในการทำงานการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ได้แก่ ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ปปช.) สภาผู้แทนราษฎร, ผู้ช่วยของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์

ทั้งยังประกอบวิชาชีพทนายความ ดำรงตำแหน่ง ประธานผู้บริหารบริษัท สำนักกฎหมาย ครีทซ์ แอนด์ เซเรบิน อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด

ถอดรหัสข้อ 4 Joint Statement ชาวเขมรจะได้กลับมาบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว หรือไม่?

ถอดรหัสข้อ 4 Joint Statement ชาวเขมรจะได้กลับมาบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว หรือไม่?

ถอดรหัสข้อ 4 Joint Statement ชาวเขมรจะได้กลับมาบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว หรือไม่?

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก Wassana Nanuam โพสต์ข้อความ ระบุว่า ถอดรหัส “ข้อ 4 “จาก 16 ข้อ ของJoint Statement แถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา   ชาวเขมรจะได้กลับมาบ้านหนองจาน -หนองหญ้าแก้ว หรือไม่??

แม้ใน ข้อ 4 จะระบุว่า  “ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะอนุญาตให้พลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบ สามารถกลับคืนสู่บ้านเรือนและการดำรงชีวิตตามปกติของตนได้โดยเร็วที่สุด โดยปราศจากการขัดขวาง และด้วยความปลอดภัยและศักดิ์ศรี ภายในพื้นที่ของฝ่ายตนเอง”

ที่เนื้อหา สอดรับกับ ข้อเสนอของ พลเอก เตียเซรยฮา ที่ทำหนังสือถึง ที่ประชุม กตอาเซี่ยน 22 ธค.ที่ผ่านมา ที่ทำให้ วิตกกังวลกันว่าจะเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาส่งชาวกัมพูชากลับเข้ามาอยู่ในพื้นที่บ้านหนองจานหนองหญ้าแก้ว เช่นเดิม อีกนั้น 

จากการชี้แจงของ รมว.กลาโหม และ ศูนย์แถลงข่าวร่วม ฯ พบว่า  ข้อตกลงนี้

เป็นไปตามแถลงการณ์ร่วม JS ใหม่ 16 ข้อ ที่ลงนามกันวันนี้  ให้ยึดตามสถานการณ์ ปัจจุบัน  12.00 น วันที่27 ธันวาคม 2568 ซึ่งในเวลานี้ทั้งพื้นที่บ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง จ.สระแก้ว  นั้นทหารไทยได้ยึดอธิปไตยของประเทศไทยคืนได้สำเร็จแล้ว ชาวกัมพูชาไม่ได้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวนี้แล้ว

อีกทั้ง ในแถลงการณ์ร่วมระบุว่าสามารถกลับคืนสู่บ้านเรือนและการดำรงชีวิตตามปกติของตนได้โดยเร็วที่สุด โดยปราศจากการขัดขวาง และด้วยความปลอดภัยและศักดิ์ศรี  นั้น  มีคำว่า  ”ภายในพื้นที่ของฝ่ายตนเอง” within their own side.”  คือ  พื้นที่ตรงไหนตรงนั้น ประเทศใครประเทศมัน

”Both sides agree to allow civilians residing in the affected border areas to return at the earliest, without obstruction and in safety and dignity, to their homes and normal
livelihoods in areas  “within their own side.”

จึงเป็นเรื่องของประเทศใคร ประเทศมันอีกทั้งในพื้นที่ดังกล่าว ทหารไทยได้สถาปนาความมั่นคงในการจัดตั้งที่มั่นทางทหาร  การวางกำลัง และการล้อมรั้วลวดหนามไว้แล้ว

อีกทั้ง กว่าที่ทหารไทยจะยึดพื้นที่นี้ได้ต้องเสียสละ  ทั้งชีวิตและเลือดเนื้อกันไปหลายคน   จึงเป็นไปไม่ได้ที่คณะกรรมการGBC จะยอมเจรจาให้ชาวเขมร  กลับมาอยู่พื้นที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว  ตามเดิมได้  ไม่มีทางเป็นไปได้  และพื้นที่ดังกล่าวนี้ก็เป็นพื้นที่ของประเทศไทย เป็นแผ่นดินไทยมีหลักฐานชัดเจนมายาวนา

นายกฯอ้อนชาวนครปฐมคนบ้านเดียวกัน คนละครึ่งพลัสไม่ใช่ประชานิยม แย้มชายแดนกลับบ้านก่อนปีใหม่

นายกฯอ้อนชาวนครปฐมคนบ้านเดียวกัน คนละครึ่งพลัสไม่ใช่ประชานิยม แย้มชายแดนกลับบ้านก่อนปีใหม่

นายกฯอ้อนชาวนครปฐมคนบ้านเดียวกัน คนละครึ่งพลัสไม่ใช่ประชานิยม แย้มชายแดนกลับบ้านก่อนปีใหม่

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.22 น.

อนุทิน’อ้อนคนชาวนครปฐม บอกคนบ้านเดียวกันยัน‘คนละครึ่งพลัส’ ไม่ใช่ประชานิยม หยอดพรรคที่ล้อม พร้อมจะรัก ‘ภูมิใจไทย’หรือเปล่า เตรียมเฮ! คนชายแดนได้กลับบ้านก่อนปีใหม่ แจงเหตุไม่ไปดีเบตต้องตระเวนคารวะทหารกล้า 

ต่อมาเวลา 16.40 น. วันที่ 27 ธ.ค. 68 ที่วัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้กำลังใจผู้สมัคร สส.นครปฐม 6 เขต ได้แก่ นายศุภโชค ศรีสุขจร เขต 1 นายโรจนินทร์ ศิรรัฐเมธากรณ์ เขต 2  นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ เขต 3  พันเอกสุขชาต สะสมทรัพย์ เขต 4  นายอนุชา สะสมทรัพย์ เขต 5 และนายกองโทพเยาว์ เนียะแก้ว เขต 6 

เมื่อมาถึงนายกฯสักการะอัฐิ พระพุทธวิถีนายก(บุญ ขันธโชติ) และพระพุทธวิถีนายก (เพิ่ม ปุญฺญวสโน) ก่อนเดินชมภายในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นนมัสการและถวายสังฆทาน พระครูธรรมธรพีระ อภิวฑฺฒโน เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว 

จากนั้นนายอนุทินทักทายชาวนครปฐมและร่วมถ่ายภาพอย่างเป็นกันเอง ก่อนกล่าวด้วยสำเนียงคนนครปฐม ว่า ต้องกราบขอบพระคุณพี่น้องชาวนครปฐม ตั้งแต่เช้าไป จ.อยุธยา จ.สุพรรณบุรี เพราะนายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อันดับที่ 3 พาตนไปแนะนำพี่น้องสุพรรณบุรีให้รู้จักกับทีมท่าน จากนั้นตนก็รีบมาจ.นครปฐมมาพบพี่น้อง ครั้งนี้คิดว่าคงไม่กลับไปบ้านตัวเปล่าแล้ว เพราะตอนนี้ทุกคนมาอยู่ด้วยกัน  ไม่ต้องสู้กันแล้ว เพราะสู้เขาไม่ไหวเลยมาขออยู่ด้วยกับเขาดีกว่า ความจริงจุดเริ่มต้นตนกับท่านเหล่านี้จุดเดียวกันตั้งแต่สมัย 10 ปีและ 20 ปีที่ผ่านมาแล้วตอนสมัยนั้นตนก็ลูกน้อง นายไชยา สะสมทรัพย์อดีตรมว.พาณิชย์ท่านให้ความเมตตาตอนที่ตนเข้ามาการเมืองใหม่ๆดูแลเป็นอย่างดี และนครปฐมไม่ใช่ที่แปลกใหม่สำหรับตน เพราะว่าบ้านแม่ตนตอนนั้นอากงและอาม่าย้ายมาอยู่นครปฐม ตนมาบ่อยตอนเด็กๆ พี่น้องอย่ารังเกียจตนเลยจังหวัดนครปฐมไม่มีทางแยกจากกับตนได้ เพราะครอบครัวและสุสานของอากง อาม่าตนอยู่ที่นี่ และพื้นฐานและครอบครัวมีความผูกพันอยู่กับจังหวัดนครปฐมตนถึงต้องมา ทุกครั้งที่มาก็พยามจะมาชวนบ้านสะสมทรัพย์ไปอยู่ด้วยกัน แต่ต้องชื่นชมท่าน เพราะท่านบอกว่าไม่ไป ยังไงจะอยู่กับนายวราวุธ แต่ว่าครั้งนี้นายวราวุธบอกว่าพี่หนู อยากรับใช้บ้านเมืองด้วยกันอยากทำให้การเมืองมันใหญ่ด้วยกัน ตนเลยบอกมาอยู่กับพี่เลย เพราะฉะนั้นวันนี้ตนถึงบอกว่าพี่น้องเคยเลือกท่านเหล่านี้สมัยอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) วันนี้ไม่เป็นอะไร วันนี้พี่น้องเลือกภูมิใจไทย ชาติไทยจะพัฒนา ทำงานไม่มีวันไปไหน อยู่กับพวกเราตลอด 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า พี่น้องไม่ต้องไปฟังนโยบายพรรคภูมิใจไทยเป็นยังไง พวกเราคนกันเองอยู่แล้วพี่น้องต้องการสิ่งใดท่านเหล่านี้บันดาลให้พี่น้องได้อยู่แล้ว วันนี้เป็นวันเลือกตั้งวันแรก วันสมัครรับเลือกตั้งวันแรกก็ไปสมัครสส.นครปฐม 6 เขต พรรคภูมิใจไทยส่งทั้งหมด 6 เขต เอาเป็นว่าอย่างไรก็ตามพวกเราเป็นพรรคที่จะล้อม พร้อมที่จะรักพี่น้องทุกคน พี่น้องชาวนครปฐมพร้อมที่จะล้อมพวกเราภูมิใจไทยหรือเปล่า เราตั้งใจมาทำงานให้กับพ่อแม่พี่น้องเรื่องปากท้อง เรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องการศึกษา เรื่องเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส พลัส พลัส ไม่มีจบไม่มีสิ้น เพราะนโยบายคนละครึ่งพลัสพิสูจน์ให้เห็นตอนที่เราออกมามาว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญได้รับความเชื่อถือและเป็นที่พึงพอใจของประชาชนทั่วประเทศ ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยถือว่านี่เป็นสิ่งที่จะต้องปฏิบัติให้กับประชาชนเมื่อเข้ามาไม่ใช่มาทำเป็นประชานิยม แต่เป็นการทำให้เศรษฐกิจได้เติบโต และมีเงินหมุนเวียน เพราะตรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่เอาเงินมาให้พี่น้อง แต่เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้พี่น้องได้ร่วมกันขยับเศรษฐกิจให้เติบโตยิ่งๆขึ้นไปเรื่อยๆนี่คือเรื่องของปัญหาปากท้องเศรษฐกิจระดับมหาภาค ภาพรวมการค้าขาย การออกนโยบายต่างๆเพื่อทำให้ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในนานาชาติได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีฉะนั้นตรงนี้ประชาชนไม่ต้องกังวลในรายละเอียดหน้าที่ของผู้สมัครสส. แต่ละท่านจะนำเสนอให้กับพี่น้องทุกคนให้รับทราบ 

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า มาตรงนี้ถ้าจะให้พูดถึงนโยบายตนต้องอยู่ถึง 3 ทุ่ม ตนพูดไม่หยุด แต่รู้สึกว่ามันเสียเวลา เพราะยังไงเดี๋ยวตนก็ต้องมาเดินแต่ละบ้าน แต่ละเขตอยู่แล้ว เพื่อทำความคุ้นเคยและนำเสนอนโยบายที่ออกมาให้กับพี่น้อง วันนี้ตั้งใจมาขอฝากเนื้อฝากตัว มาขอแนะนำตัวและมาบอกว่าวันนี้พวกเราคนบ้านเดียวกัน คำว่าบ้านเดียวกันคือหัวใจเดียวกันและมาทำงานการเมืองด้วยกัน เพราะต้องใช้พลังขับเคลื่อนกันมาคนเดียวก็ทำไม่ได้ ต้องมาเป็นทีมนี่คือทีมภูมิใจไทยที่ให้พี่น้องทุกคนได้รับรู้รับทราบและขอความเมตตาให้พี่น้องได้มอบความมั่นใจให้กับพวกเรา ในการที่จะทำงานรับใช้พี่น้องและรับใช้ประเทศของเรา 

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า วันนี้ติดตามข่าวสารทั้งหลายพี่น้องคงดีใจวันนี้ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยประเทศของเรายังไงก็รบชนะอยู่แล้ว มีปัญหากับใครเราชนะตลอด เราไม่ไปเยาะเย้ย ไม่ไปซ้ำเติมและไม่ไปพูด เราไม่มีคำว่าแพ้อยู่แล้วและเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปเหยียบย่ำซ้ำเติมหรือไปพูดอะไร  เราต้องการความสงบในประเทศของเราและต้องการให้พี่น้องที่อยู่ตามชายแดนได้กลับบ้านก่อนปีใหม่ ซึ่งวันนี้รัฐบาลได้ทำเรียบร้อยแล้วพี่น้องที่อยู่ตามชายแดนจะต้องได้กลับบ้านฉลองปีใหม่กันในครอบครัว แม้จ.นครปฐมไม่เกี่ยวอยู่ห่างชายแดนเยอะ แต่ตนเข้าใจว่าสิ่งที่เกี่ยวคือหัวใจของพวกเรา ที่มีความหวงแหน มีความรัก มีความเข้าใจ มีความโกรธ มีความเจ็บปวด แต่ว่าวันนี้ใกล้ปีใหม่อีก 3 วันเอาความขมขื่นเอาความเจ็บปวดไปทิ้งแม่น้ำนครชัยศรี และเอาความสุขเติมเต็มเข้ามา ส่งกำลังใจไปให้พี่น้องที่อยู่แนวชายแดน ซึ่งเขากำลังจะได้กลับบ้านและส่งความขอบคุณความปรารถนาดีและส่งความซาบซึ้งไปยังพี่น้องทหารของเรา เขาทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ประเทศไทยของเรา ต้องสูญเสียอธิปไตย สูญเสียดินแดน ที่ตนเคยพูดว่าแม้แต่ตารางนิ้วเดียวก็ไม่เสีย  วันนี้แม้แต่ตารางเซ็นติเมตรเดียวก็ไม่เสีย มีความสูญเสียบ้างในเรื่องพี่น้องทหารของเรานี่คือเหตุผล ที่ตนต้องพยายามไปลงพื้นที่ไม่ไปดีเบต เพราะต้องไปจ.ศรีสะเกษต้องไปจ.สุรินทร์ ต้องไปจ.อำนาจเจริญและต้องไปจ.สระแก้ว และจ.บุรีรัมย์ เพื่อไปคารวะและขอบคุณทั้งครอบครัวทหาร หรือแม้กระทั่งร่างผู้ที่เสียสละปกป้องประเทศ

“ขอโอกาสให้พวกเราได้กลับมาสานต่อหน้าที่นี้เพื่อให้ความเข้มแข็งและความมีเกียรติให้ศักดิ์ศรีของประเทศไทยไปทั่วโลกตามเพลงชาติเรารักสงบ รบเมื่อไหร่ได้เรื่องจะรู้จักประเทศไทยที่ผมบอก  You Know Thailand Little Go (คุณรู้จักประเทศไทยไหม) ตอนนี้ทุกคนจะต้องรู้จักประเทศไทยยิ้มๆแบบนี้ แต่ถ้ามาเหยียบย่ำเมื่อไหร่รอยยิ้มมันจะเป็นรอยอื่นได้วันนี้เราได้แสดงความเป็นไทยให้ชัดเจนฝากพรรคภูมิใจไทยด้วยเพื่อชาติไทยของเราจะได้พัฒนา“นายอนุทิน กล่าว

กต.ประท้วงกัมพูชา ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดครั้งที่ 10

กต.ประท้วงกัมพูชา ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดครั้งที่ 10

กต.ประท้วงกัมพูชา ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดครั้งที่ 10

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.08 น.

กต.ประท้วงเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เรียกร้องกัมพูชาหยุดละเมิดอนุสัญญาฯ 

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การประท้วงต่อเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 10 ดังนี้ 

1. เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 กำลังพลสังกัดกองพันทหารราบที่ 12 ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในพื้นที่สัตตะโสม จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร 1 นาย

2. ไทยขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอประณามการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ที่กัมพูชาเป็นรัฐภาคีอย่างโจ่งแจ้งอีกครั้ง

3. เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำความสำคัญและความจำเป็นอย่างเร่งด่วนของการยึดมั่นในการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) เกี่ยวกับการหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568 ในวันเดียวกัน ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของทหารและพลเรือนในพื้นที่ชายแดนโดยเร็ว

4. ไทยจะมีหนังสือประท้วงถึงกัมพูชา และจะดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาออตตาวาอย่างถึงที่สุดต่อไป ในการนี้ ประเทศไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาฯ โดยทันที และให้ความร่วมมืออย่างจริงใจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของแถลงการณ์ร่วมของการประชุม GBC ที่ทั้งสองฝ่ายต้องเคารพและปฏิบัติตามโดยทันที

กกต.สรุป 7 วันลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกราชอาณาจักร ลงทะเบียนแล้ว 577,633 คน

กกต.สรุป 7 วันลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกราชอาณาจักร ลงทะเบียนแล้ว 577,633 คน

กกต.สรุป 7 วันลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกราชอาณาจักร ลงทะเบียนแล้ว 577,633 คน

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.44 น.

กกต.สรุป 7 วันลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า -นอกราชอาณาจักร คนลงทะเบียนแล้ว 577,633คน

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต. )สรุปยอดจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้ง, นอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร รวม 7 วันของการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ระหว่างวันที่ 20-26 ธันวาคม 2568 รวมจำนวน 577,633 คน พบว่ามีผู้ขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จำนวน 1,759 คน ส่วนผู้ขอใช้สิทธิ เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจำนวน 528,816 คน  และมีผู้ขอลงคะแนนออกเสียงนอกราชอาณาจักรจำนวน 47,058คน

สำหรับการเปิดให้ประชาชนที่มีกิจธุระจำเป็นไม่สามารถไปออกเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือประชาชนที่อยู่นอกราชอาณาจักร รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติการในวันเลือกตั้งสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 

สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า แล้วเปลี่ยนใจหรือไม่สะดวกจะไปใช้สิทธิในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากไม่สามารถออกเสียงประชามติล่วงหน้าได้  สามารถยกเลิกการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้เพื่อจะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งพร้อมกับการออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

กกต.พร้อมรับสมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์-แคนดิเดตนายกฯ ชี้ใส่ร้ายผ่านโซเชียล โทษหนัก

กกต.พร้อมรับสมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์-แคนดิเดตนายกฯ ชี้ใส่ร้ายผ่านโซเชียล โทษหนัก

กกต.พร้อมรับสมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์-แคนดิเดตนายกฯ ชี้ใส่ร้ายผ่านโซเชียล โทษหนัก

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.16 น.

กกต.พร้อมแล้ว รับสมัครสส.บัญชีรายชื่อ-แคนดิเดตนายกฯ ’แสวง‘ โวคุมเข้มหาเสียงใช้โซเชียลฯ ใส่ร้าย เจอโทษหนักกว่าหมิ่นประมาท

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมวายุภักษ์ 2-4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรม การการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การเตรียมการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และบุคคลที่พรรคการ เมืองเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี 

ทั้งนี้ ขั้นตอนการรับสมัครจะแบ่งออกเป็น 5 จุด โดยจุดที่ 1 ตรวจเช็คเอกสาร จุดที่ 2 จับสลากหมายเลข พรรคการเมืองสำหรับใช้หาเสียงและลงคะแนน จุดที่ 3 ชำระเงินค่าธรรมเนียมการสมัคร  จุดที่ 4 ออกใบรับสมัคร และ จุดที่ 5 ตรวจรับเอกสารนโยบายการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง

เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการตรวจเยี่ยมความพร้อม ว่าภาพรวมวันแรกของการเปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตทั่วประเทศ ทั้ง 400 เขตไม่มีเหตุผิดปกติอะไร 

ส่วนการเตรียมความพร้อมการรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในวันที่ 28 ธ.ค. ทางสำนักงานกกต. ได้เตรียม ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่จะรับสมัคร และพรรคการ เมือง โดยมีการซักซ้อมว่า ขั้นตอนเอกสารที่จะใช้สมัครมีอะไรบ้าง ซึ่งบางพรรคการ
เมืองทยอยส่งมาให้กกต. ตรวจสอบไปบ้างแล้ว และจะมีการตรวจสอบเอกสารที่ใช้ประกอบในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้(28 ธ.ค.) จนเสร็จ โดยจะตรวจเฉพาะพรรคการ
เมืองที่มาลงทะเบียนก่อนเวลา 08:30 น. ซึ่งถ้ามีเอกสารครบถ้วนก็จะให้มาจับสลากได้ ทั้งนี้คิดว่าภาคเช้าคงใช้เวลาไม่นาน และการรับสมัครคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เมื่อถามว่ามีการนำบทเรียนของการรับสมัครครั้งที่แล้วมาแก้ไขปัญหาอย่างไรหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่าในรอบที่แล้วมีความไม่เรียบร้อยบางส่วน ในเรื่องของการให้เบอร์ผู้สมัครทำให้การรับสมัครล่าช้า พรรคเสียเวลาในการที่จะนำเบอร์ไปหาเสียง ครั้งนี้จึงได้มีการแก้ไขในจุดนี้แล้ว หมายความว่าถ้าเราตรวจสอบ พรรคที่มีเอกสารครบถ้วนแล้ว และมาจับสลากถ้าจับได้เบอร์อะไรก็จะใช้เบอร์นั้นหาเสียง

นายแสวง กล่าวว่า ตอนนี้เข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแบบเต็มตัวและมีการออกเสียงประชามติควบคู่ไปด้วยการที่จะทำให้การเลือกตั้งเรียบร้อย ไม่ได้อยู่ที่กกต. เท่านั้นแต่อยู่ที่ผู้สมัคร ผู้สนับสนุนด้วย มีการใส่ร้ายทางโซเชียลมีเดียซึ่งผิดกฎหมาย และกกต. จะเข้มงวดขึ้น เรามีศูนย์ตรวจสอบการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นจึงย้ำว่าจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นไม่ว่าจะเป็นผู้สมัคร ผู้สนับสนุนหรือประชาชนจะไปใส่ร้ายไม่ได้ อำนาจของกกต.ตรงนี้คือ สามารถลบข้อความที่ใส่ร้ายเหล่านั้นได้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคการ เมืองไม่ให้ถูกใส่ร้าย  โดยไม่ต้องรอให้มีผู้มาร้องเรียน หรือผู้สมัครที่เห็นว่าเสียหายจากการนี้ก็สามารถมายื่นต่อกกต.ได้

ในส่วนของกกต. ก็จะตรวจสอบในแต่ละวัน ถ้าโซเชียลมีเดียต่างๆว่ามีการใส่ร้าย เราจะดำเนินการ 1.การคุ้มครองผู้สมัครด้วยกันลบข้อความนั้นออก 2.ตามหาว่าใครเป็นคนทำ เป็นคนโพสต์ ก็จะมีความผิดต้องดำเนินคดี ดังนั้น ขณะนี้ทางกกต. ได้มีการขอความร่วมมือไปยัง TikTok Facebook LINE มาทำความตกลงร่วมกันว่าเราจะดำเนินการเรื่องนี้ออกมาให้เกิดประสิทธิภาพอย่างไร เพื่อทำให้การแข่งขันเป็นธรรม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“อยากฝากถึงประชาชนจะโพสต์อะไร ที่เป็นการผิดกฎหมายมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ขอให้ระมัดระวัง ตามมาตรา 73(5) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. 2561 มีโทษตามมาตรา 159 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000- 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของผู้นั้นกำหนด 20 ปี ดังนั้น โทษหนักกว่าการหมิ่นประมาท” นายแสวง กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงเรื่องการทำประชามติหากประชาชนไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงจะทำให้เสียสิทธิ์เหมือนการไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้งหรือไม่ เลขาธิการกกต. กล่าวว่า ทั้งตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายออกเสียงประชามติ ถ้าไม่ไปใช้สิทธิ์ก็จะเสียสิทธิ์ทั้งสองกฏหมาย เพียงแต่เงื่อนไขในการไปแจ้งเหตุแตกต่างกันเล็กน้อย โดยกรณีการไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สส.สามารถแจ้งเหตุการณ์ไม่ไปใช้สิทธิ์ได้ก่อน 7 วัน และหลัง 7วันหลังการเลือกตั้ง ส่วนการออกเสียงประชามติหลังมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์แล้วสามารถแจ้งเหตุได้เลย และเมื่อถึงวันออกเสียงหากไม่ไปก็ยังมีเวลา 7 วัน ในการแจ้งเหตุ

พรรคกล้าธรรม เชิญ ปวีณา หงสกุล นั่งปธ.ที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมฯ-สส.บัญชีรายชื่อ ยกเป็นนักสู้ตัวจริง

พรรคกล้าธรรม เชิญ ปวีณา หงสกุล นั่งปธ.ที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมฯ-สส.บัญชีรายชื่อ ยกเป็นนักสู้ตัวจริง

พรรคกล้าธรรม เชิญ ปวีณา หงสกุล นั่งปธ.ที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมฯ-สส.บัญชีรายชื่อ ยกเป็นนักสู้ตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

“พรรคกล้าธรรม”เชิญ “ปวีณา หงสกุล” ร่วมทัพ นั่งประธานที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมฯ และ สส.บัญชีรายชื่อ ยกเป็นนักสู้เพื่อความยุติธรรมตัวจริง ทุ่มชีวิตกว่า 30 ปี ปกป้องเด็ก–สตรี–ผู้เปราะบาง

วันที่ 27 ธันวาคม เวลา 15.30 น.นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย น.ส.ธนพร ศรีวิราช ภรรยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคกล้าธรรม เดินทางเข้าพบ ปวีณา หงสกุล ประธาน มูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัยและอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง เพื่อเรียนเชิญเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมอย่างเป็นทางการ

โดย นายอัครา กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมได้เชิญให้ นางปวีณา ดำรงตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมและการคุ้มครองประชาชนของพรรค พร้อมทั้งเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ในนามพรรคกล้าธรรม เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายด้านสังคม ความยุติธรรม และการคุ้มครองสิทธิเด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่ผมรับผิดชอบงานด้านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เห็นอย่างชัดเจนว่า งานด้านสังคมยังมีภารกิจและปัญหาจำนวนมาก ที่ต้องการบุคลากรซึ่งมีทั้งประสบการณ์ ความรู้ และหัวใจในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยนางปวีณาเป็นบุคคลที่ทำงานด้านสังคมมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมในบทบาทการช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงและความไม่เป็นธรรม”นายอัครา กล่าว

นายอัครา กล่าวต่อด้วยว่า การเรียนเชิญนางปวีณาเข้าร่วมงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงทิศทางของพรรคกล้าธรรมที่มุ่งเน้นการดึงบุคลากรที่ทำงานจริง มีประสบการณ์จริง มีผลงานเป็นที่ยอมรับของสังคม เข้ามาร่วมขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสังคมเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะอดีต สส.หลายสมัย ได้ทำงานในพื้นที่ร่วมกับนางปวีณามาโดยตลอด ถือเป็นพี่สาวที่ตนให้ความเคารพนับถือ และเห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานด้านสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทนักการเมืองหรือภาคประชาชน ผ่านการทำงานของมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการอุดช่องว่างของกระบวนการยุติธรรม และเป็นที่พึ่งของประชาชนผู้เดือดร้อนจำนวนมาก

“ประเทศไทยในวันนี้ยังเผชิญปัญหาด้านเด็ก สตรี และความเปราะบางทางสังคมอีกมาก หากได้บุคลากรที่เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง และสามารถเชื่อมโยงการทำงานเชิงนโยบายกับการปฏิบัติจริงได้ จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน พรรคกล้าธรรมจึงเห็นตรงกันว่านางปวีณาเป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่ง” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

ขณะที่นางปวีณา กล่าวว่า ตนติดตามการทำงานด้านสังคมของภาครัฐมาโดยตลอด และเห็นถึงความตั้งใจของผู้บริหารที่ลงมือทำงานจริง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม เพราะหมายถึงการดูแลประชาชนอย่างแท้จริง สังคมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาสะสมจำนวนมาก หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่ความล้มเหลวของสังคมได้ ปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ การค้ามนุษย์ในรูปแบบใหม่ ทั้งการอุ้มบุญ การขายไข่ และการแสวงหาประโยชน์จากร่างกายมนุษย์ ซึ่งประเทศไทยยังตามหลังนานาชาติ รวมถึงปัญหายาเสพติดที่ต้องแก้ไขแบบครบวงจร ตั้งแต่การบำบัด ฟื้นฟู เยียวยา การศึกษา และการสร้างงานสร้างอาชีพในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการบำบัดระยะสั้นแล้วปล่อยกลับเข้าสู่สังคม

“นโยบายที่ไม่ถูกนำไปปฏิบัติจริงและไม่มีการประเมินผล ทำให้ปัญหาสังคมไม่จบสิ้น ดิฉันดีใจที่ได้ร่วมงานกัน เพราะพรรคกล้าธรรมปล่อยให้ได้ทำงานอย่างเต็มที่ และหวังว่าพรรคกล้าธรรม จะเป็นพรรคที่กล้าทำ กล้านำปัญหาที่ซับซ้อนเหล่านี้ขึ้นมาจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” นางปวีณา กล่าว

เลือกตั้งเมืองคอนเดือด! แห่สมัคร สส.คึกคัก จับตา เขต 7 ศึกช้างชนช้าง

เลือกตั้งเมืองคอนเดือด! แห่สมัคร สส.คึกคัก จับตา เขต 7 ศึกช้างชนช้าง

เลือกตั้งเมืองคอนเดือด! แห่สมัคร สส.คึกคัก จับตา เขต 7 ศึกช้างชนช้าง

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.04 น.

เลือกตั้งเมืองคอนเดือด!แห่สมัครส.ส.คึกคัก จับตา‘เขต 7’ศึกช้างชนช้าง ‘ทนายเอี้ยง ปชป.’ท้าชนแชมป์เก่า ’บิ๊กโอ‘พรรคกล้าธรรม

27 ธ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ หอประชุมโรงละครแห่งชาติ สนามหน้าเมือง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นไปอย่างคึกคัก มีบรรดาผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ พร้อมด้วยกองเชียร์จำนวนมากเดินทางมาให้กำลังใจ ส่งผลให้บรรยากาศเต็มไปด้วยสีสันและความตื่นตัวทางการเมือง

โดยไฮไลท์สำคัญของการรับสมัครในครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่ “เขตเลือกตั้งที่ 7” ซึ่งถือเป็นพื้นที่กระสุนตกและน่าจับตามองเป็นพิเศษ โดยมีผู้เสนอตัวลงสมัครชิงเก้าอี้ถึง 7 คน แต่คู่เอกที่คอการเมืองต่างให้ความสนใจคือการโคจรมาพบกันระหว่าง “ทนายเอี้ยง” นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความชื่อดัง ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) น้องชายแท้ๆ ของ ทนายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาสามาทวงคืนพื้นที่

โดยงานนี้ ทนายเอี้ยง ต้องลงสนามชนกับแชมป์เก่าเจ้าถิ่นอย่าง “บิ๊กโอ” นายก้องเกียรติ เกดุสมบัติ จากพรรคกล้าธรรม ซึ่งถือว่าเป็นมวยถูกคู่และถูกเวลาที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้

ทั้งนี้ ทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจนในการสู้ศึกครั้งนี้ว่า “จะไม่จับมือกับพรรคกล้า” โดยเน้นชูนโยบายการเมืองสุจริต ภายใต้สโลแกน “ไทยหายจน ไม่ทนทุนเทา” หวังดึงคะแนนเสียงจากชาวนครศรีธรรมราชที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงและความโปร่งใส

ทำให้การแข่งขันในเขต 7 ครั้งนี้ จึงถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า เจ้าถิ่นเดิมจะรักษาเก้าอี้ไว้ได้ หรือจะถูกทนายความหนุ่มจากค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม เบียดชิงพื้นที่กลับคืนมาได้สำเร็จ

ผบ.ทร.สั่งคุมเข้มชายแดนตราด 24 ชม. ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด รับข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา

ผบ.ทร.สั่งคุมเข้มชายแดนตราด 24 ชม. ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด รับข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา

ผบ.ทร.สั่งคุมเข้มชายแดนตราด 24 ชม. ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด รับข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

ผบ.ทร. สั่ง วางกําลัง คุมจุดยุทธศาสตร์ ชายแดนตราด 24 ชม. ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด รับหยุดยิง 

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาได้มีการเจรจาในกรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และมีข้อตกลงร่วมกันในการดำเนินมาตรการหยุดยิงภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 12.00 น. รวมถึงการลดระดับความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนนั้น

กองทัพเรือได้รับทราบผลการเจรจาดังกล่าว และพร้อมปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไทยอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการลดการเผชิญหน้าเพื่อรักษาเสถียรภาพ ความปลอดภัยของประชาชน และสันติภาพในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญในขณะเดียวกัน พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งการให้มีการวางกำลัง การควบคุมพื้นที่ และการรักษาความมั่นคงในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างรัดกุม พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันและตรวจสอบการกระทำใด ๆ ที่อาจเป็นการละเมิดข้อตกลงหรือกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทย

กองทัพเรือเน้นย้ำว่า มาตรการหยุดยิงดังกล่าว ไม่ใช่การลดความพร้อมทางทหาร แต่เป็นการบริหารสถานการณ์ตามกรอบการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกองทัพเรือยังดำรงความพร้อม ทั้งกำลังรบและกำลังสนับสนุนไว้ในพื้นที่ตามเดิม เพื่อเตรียมรับสถานการณ์หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการละเมิดข้อตกลงเกิดขึ้น

พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ฝากถึงประชาชน ขอให้เชื่อมั่นว่ากำลังพลกองทัพเรือทุกนายจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และพร้อมปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติอย่างถึงที่สุด

กองทัพ เปิดเหตุผลไม่รบต่อ ยันบรรลุเป้าหมายทางทหารแล้ว ชี้ หยุดยิง ไม่ใช่จุดจบเป็นจุดเริ่ม

กองทัพ เปิดเหตุผลไม่รบต่อ ยันบรรลุเป้าหมายทางทหารแล้ว ชี้ หยุดยิง ไม่ใช่จุดจบเป็นจุดเริ่ม

กองทัพ เปิดเหตุผลไม่รบต่อ ยันบรรลุเป้าหมายทางทหารแล้ว ชี้ หยุดยิง ไม่ใช่จุดจบเป็นจุดเริ่ม

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

กองทัพ เปิดเหตุผลไม่รบต่อ ไม่รบต่อ เหตุไทยบรรลุเป้าหมายทางทหาร  ชี้หยุดยิง ไม่ใช่จุดจบเป็นจุดเริ่ม 

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สรุปหลังประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568  ที่โรงแรมชาเทรียม รีสอร์ท อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ใจความสำคัญสรุปผลสำคัญของการประชุมวันนี้ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องมาตรการสำคัญเพื่อให้เกิดความสงบอย่างแท้จริง ได้แก่ การให้หยุดยิงมีผลหลังลงนามแถลงการณ์ร่วม ในการคงกำลังในระดับปัจจุบัน ไม่ยั่วยุ ไม่โจมตี และติดตามเฝ้าสังเกตการณ์ 72 ชั่วโมงรวมถึงการมีกลไกตรวจสอบ และประสานงานในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย เพื่อให้การหยุดยิงเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง

ส่วนเหตุใดต้องกำหนด “หยุดยิง 72 ชั่วโมง”นั้นเพื่อยืนยันว่า “หยุดยิงเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง” ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลง โดยช่วง 72 ชั่วโมงเป็นกรอบเฝ้าติดตามร่วมกัน ลดความเสี่ยงความเข้าใจผิดและเหตุปะทะซ้ำ และช่วยสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย 

หากมีการยิงหรือยั่วยุในช่วง 72 ชั่วโมง ไทยจะทำอย่างไร ไทยจะดำเนินการตามกฎการปะทะและมาตรการที่เหมาะสม เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมใช้กลไกสื่อสารโดยตรงที่จัดตั้งไว้เพื่อแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วลดการบานปลาย

สำหรับการ “คงกำลังในระดับปัจจุบันทั้งสองฝ่ายจะไม่เคลื่อนย้ายหรือเสริมกำลังเข้าหากันในลักษณะที่เพิ่มความตึงเครียด และไม่ดำเนินการใด ๆ ที่อาจถูกตีความว่าเป็นการยั่วยุ เพื่อรักษาบรรยากาศหยุดยิงให้มั่นคง กล่าวโดยสรุปคือเมื่อเริ่มหยุดยิง กำลังฝ่ายใดอยู่ ณ บริเวณใดก็ให้คงอยู่ ณ บริเวณนั้นไปก่อนจนกว่ากระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตจะแล้วเสร็จ

ในขณะที่การสำรวจและจัดทำหลักเขต เริ่มต้นกระบวนการอันดับแรกคณะทำงานร่วมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (JTCF) จะหารือร่วมกันและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ตามแผนที่กำหนดเพื่อทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยก่อน หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(JBC) จะมอบให้คณะทำงานสำรวจทางเทคนิคร่วมของทั้ง 2 ประเทศ จะลงพื้นที่ร่วมกัน เพื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตต่อไป 

ทั่งนี้จะมีกลไกตรวจสอบการหยุดยิงหลายระดับเพื่อให้ “ปฏิบัติได้จริงและตรวจสอบได้” ได้แก่ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) สำนักงานประสานงานชายแดนในระดับพื้นที่และในระดับนโยบายมีสายด่วนระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่าย เพื่อสื่อสารได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ

ไทยยืนยันว่าต้อง “เจรจาโดยตรง” ระหว่างสองประเทศสามารถสร้างความไว้วางใจ แก้ปัญหาได้ตรงจุด และออกแบบกลไกปฏิบัติที่สอดคล้องกับสถานการณ์พื้นที่จริง นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้มากที่สุดกรณีที่ไทยย้ำเรื่อง “ทุ่นระเบิด” เป็นเงื่อนไขสำคัญเพราะเป็นประเด็นมนุษยธรรมและความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด
วันนี้ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องให้มีกลไกทำงานร่วมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอย่างเป็นระบบ ปลอดภัย และโปร่งใส
และให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนขั้นตอนสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในระยะต่อไป พร้อมย้ำว่าสาเหตุ เปิดเหตุผลไม่รบต่อไทยไทย ไม่รบต่อ เพราะการรบของไทยและกัมพูชาที่ผ่านมา ได้เกิดขึ้นสองครั้งแล้ว ครั้งที่หนึ่งเป็นเวลา 5 วัน ในห้วง 24 – 28 ก.ค. 68 และครั้งที่สอง เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.68 จนถึงตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 20 วันแล้ว ซึ่งผลของการปฏิบัติทางทหารจนถึงปัจจุบัน ถือว่าฝ่ายเราบรรลุเป้าหมายทางทหารแล้ว

โดยสามารถควบคุมภูมิประเทศ สำคัญในพื้นที่เขตอธิปไตยที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนไว้ได้แล้วและหากเราทำการรบต่อไป ความชอบธรรมของไทยในเวทีโลกก็จะเริ่มลดลง นอกจากนี้ เราอาจต้องสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ของทหารเพิ่มขึ้นอีก ส่วนเรื่องการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย จะพิจารณาหลังการหยุดยิงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสงบลงแล้วตามกรอบเฝ้าสังเกตการณ์ เพื่อแสดงความสุจริตใจ สร้างความเชื่อมั่น และเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม พร้อมมั่นใจว่าครั้งนี้จะไม่ซ้ำรอยเดิม เหตุเราได้กำหนดมาตรการที่ชัดเจนขึ้น ทั้งเวลาเริ่มหยุดยิงที่ผูกกับการลงนาม การคงกำลังระดับปัจจุบัน 

การเฝ้าติดตาม 72 ชั่วโมง และการสื่อสารโดยตรงผ่านสายด่วน รวมถึงกลไกประสานในพื้นที่ ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบได้และแก้เหตุได้รวดเร็วสำหรับประชาชนชายแดนจะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย เมื่อการหยุดยิงเกิดขึ้นจริงต่อเนื่องและสถานการณ์สงบลง ตามการประเมินของหน่วยงานในพื้นที่ เราจะเร่งสนับสนุนการกลับเข้าพื้นที่อย่างเป็นขั้นตอนและปลอดภัยที่สุด ยกเว้นในบางพื้นที่ ที่แต่ละฝ่ายยังคงวางกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ เช่น บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านคลองแผง ซึ่งจะต้องมีการประเมินสถานการณ์กันอย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง

ทั้งนี้ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ได้กำหนดให้ทีมสื่อสารของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันข่าวบิดเบือนและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน 

โดยยึดหลักยืนยันข้อเท็จจริงก่อนสื่อสาร และชี้แจงอย่างสุภาพ โปร่งใส ไม่ยั่วยุยืนยันประเทศไทยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก และดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ บนหลักมนุษยธรรมและกติกาสากล โดยมุ่งแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาโดยตรง เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน โดยหลังการลงนาม ไทยยังยืนยันจุดยืนแนวทางทั้ง 3 ประการอย่างครบถ้วนและต่อเนื่องการลงนามมิใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ

การพิสูจน์ความจริงใจในการปฏิบัติ โดยไทยจะดำเนินการบนหลักการเดียวกับที่ได้สื่อสารต่อประชาคมโลกมาโดยตลอด และไทยต้องการสันติภาพที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงคำประกาศทางการเมืองหลังวันลงนาม ไทยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่า ความรุนแรงลดลงจริง ประชาชนสามารถกลับสู่ความปลอดภัย และบรรยากาศเอื้อต่อการแก้ปัญหาในระยะยาวส่วนเรื่อง “ความจริงใจของกัมพูชา” สะท้อนผ่านการกระทำ ไม่ใช่คำพูดเพียงอย่างเดียว การประเมินจะยึด 3 เงื่อนไขหลัก ได้แก่การประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการ การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่องในพื้นที่ ความร่วมมืออย่างจริงใจในกลไกที่ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะด้านมนุษยธรรม หากเงื่อนไขเหล่านี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อกระบวนการสันติภาพ

ทั่งนี้การหยุดยิงต้องอิงการประเมินของทหาร” หมายความว่าต้องตั้งอยู่บน ข้อเท็จจริงในพื้นที่จริง ไม่ใช่แรงกดดันทางการเมืองหรือการสื่อสารจากภายนอก กองทัพไทยจะประเมินสถานการณ์อย่างเป็นมืออาชีพเพื่อให้มั่นใจว่า การหยุดยิงไม่ทำให้ประชาชนหรือกำลังพลตกอยู่ในความเสี่ยง

หากเกิดการละเมิดข้อตกลงหลังวันลงนาม ไทยจะดำเนินการอย่างไรนั้นไทยจะใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เป็นฐานในการดำเนินการทั้งในระดับทวิภาคีและการสื่อสารต่อประชาคมโลกขณะเดียวกัน กองทัพไทยยังคงมีหน้าที่และสิทธิในการป้องกันตนเองเพื่อคุ้มครองอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศข้อความหลักที่ไทยอยากสื่อถึงนานาชาติหลังวันลงนามคืออะไรนั้นประเทศไทยเปิดทางสันติภาพอย่างจริงใจ แต่จะไม่ลดทอนความรับผิดชอบในการปกป้องประชาชนและประเทศชาติไทยเชื่อว่าสันติภาพที่ยั่งยืนต้องเกิดจาก ความจริงใจ การปฏิบัติจริง และความรับผิดชอบร่วมกัน