ถอดรหัส เกมวัดใจ เกาะ ‘พิธา’ ‘สุชัชวีร์’…ก้าวพลาด?

ถอดรหัส เกมวัดใจ เกาะ 'พิธา'  'สุชัชวีร์'...ก้าวพลาด?

ถอดรหัส เกมวัดใจ เกาะ ‘พิธา’ ‘สุชัชวีร์’…ก้าวพลาด?

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

กระแสในโซเชียลเกิดขึ้นแทบจะทันที
หลัง ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่
และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค
ให้สัมภาษณ์ภายหลังการดีเบตที่ไทยรัฐจัด

คำถามที่ถูกโยนมา นักการเมืองในดวงใจคือใคร

คำตอบคือ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”

ดร.เอ้ตอบทันที เลือกพิธาทุกครั้ง
เมื่อถูกนำไปเทียบกับนักการเมืองหลายชื่อ
ตั้งแต่ อนุทิน ชาญวีรกูล
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ชวน หลีกภัย
ไปจนถึง แพทองธาร ชินวัตร

ทุกคู่เทียบ
คำตอบคือพิธา
ต่อเนื่องเกือบสิบครั้ง
แบบถาม-ตอบที่เน้นความเร็ว

เสียงชื่นชมมี
แต่เสียงตั้งคำถามดังไม่แพ้กัน
เพราะผู้ตอบไม่ใช่ผู้ชมการเมืองทั่วไป
แต่เป็นหัวหน้าพรรค
และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

คำตอบสั้น ๆ ของ ดร.เอ้
ยากจะแยกออกจากบริบทการหาเสียง
และไม่ได้หยุดอยู่แค่
ชอบพิธาเพราะอะไร
แต่ขยับไปถึงว่า
กำลังส่งสารอะไร
ไปถึงใคร

แนวคิดของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
วิพากษ์บทบาทกองทัพว่า
“ทหารมีไว้ทำไม”
“รบไปผมก็ไม่คิดว่าคุณจะชนะ”
“บางประเทศไม่มีกองทัพ ถ้าผู้นำฉลาดพอ”
และเคย ชูนโยบายแก้ไขมาตรา 112
ซึ่งทำให้พิธาโดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี
และทำให้พรรคก้าวไกลถูกยุบ

คำพูดและนโยบายเหล่านี้
อาจถูกใจผู้สนับสนุนบางกลุ่ม
โดยเฉพาะคนที่สนับสนุนการวิพากษ์กองทัพ
และบางกลุ่มที่สนับสนุนการแก้ 112
แต่ก็สร้างคำถามและความกังวลในอีกฝั่งของสังคม

สำหรับหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่
ที่กำลังขอคะแนนจากประชาชน
คำถามกลับเกิดขึ้นทันที

ดร.เอ้คิดแบบพิธาไหม?
หรือเพียงใช้ภาพของ “ความใหม่” เพื่อเชื่อมกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่ม

ยิ่งมองย้อนกลับไปที่เส้นทางของดร.เอ้
อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร
ในนามพรรคประชาธิปัตย์
ที่มี ชวน หลีกภัย และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นสัญลักษณ์

นักการเมืองกลุ่มนี้
มีวิธีคิดต่อรัฐ
และบทบาทกองทัพ
ต่างจากพิธาอย่างเห็นได้ชัด

แต่เมื่อถึงจังหวะเลือก
ดร.เอ้กลับข้ามชื่อเหล่านั้นทั้งหมด
แล้วเลือกพิธาเป็นนักการเมืองในดวงใจ
แบบไม่ลังเล

ภาพที่ออกมาจึงชวนตั้งคำถาม
ไม่ใช่เรื่องอารมณ์
แต่เป็นเรื่องยุทธศาสตร์การเมือง
เขายืนอยู่ตรงไหนในสนามเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

พรรคไทยก้าวใหม่
ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
ยังไม่มีฐานเสียงชัดเจน
และต้องแนะนำตัวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก

คำพูดของหัวหน้าพรรค
ไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัว
แต่คือส่วนหนึ่งของการหาเสียง

ปัญหาไม่ใช่แค่พรรคยังไม่มีฐานเสียง
แต่การประกาศนักการเมืองในดวงใจแบบนี้
ยิ่งชวนตั้งคำถามตรง ๆ จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ว่าดร.เอ้เห็นด้วยกับความคิดแบบพิธาไหม
ทั้งเรื่องบทบาทกองทัพและ นโยบายแก้ไขมาตรา 112

คำพูดที่ฟังดูเท่
อาจได้เสียงปรบมือ
แต่ไม่แปลว่าคะแนนจะตามมา

ในสนามเลือกตั้งจริง
คะแนนเสียงคือคำตอบสุดท้าย

พิธาอาจเป็นนักการเมืองในดวงใจของดร.เอ้
แต่สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง
คำถามสำคัญคือ
ดร.เอ้คิดแบบพิธาไหม

และคำตอบแบบนี้
กำลังช่วยให้พรรคไทยก้าวใหม่
ได้คะแนนเพิ่มใน 8 กุมภาพันธ์ 2569
หรือกำลังทำให้คะแนนที่ยังไม่เกิด
ค่อย ๆหลุดมือไปเอง

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นายกฯออกโหนกระแส ชี้ไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาทวิภาคี ลั่นหากวง GBC ไม่จบ ต้องวางกรอบ-เงื่อนไข

นายกฯออกโหนกระแส ชี้ไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาทวิภาคี ลั่นหากวง GBC ไม่จบ ต้องวางกรอบ-เงื่อนไข

นายกฯออกโหนกระแส ชี้ไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาทวิภาคี ลั่นหากวง GBC ไม่จบ ต้องวางกรอบ-เงื่อนไข

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

นายกฯออกโหนกระแส ชี้ไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาทวิภาคี ลั่นหากวง GBC ไม่จบ ต้องวางกรอบ-เงื่อนไข บอกไม่ใช่ต่อรองธุรกิจ แต่เจรจาบนอธิปไตย ลั่นกับระเบิดของใหม่ เห็น-ดม มาแล้ว บอกอยากให้จบวันนี้ แต่ไทยไม่ใช่ตัวปัญหา ระบุกองทัพสถาปนาบูรณภาพแห่งดินแดนแล้ว ถ้าฝ่ายตรงข้ามจะจบ ต้องจบตรงนี้ ไฟเขียวสร้างกำแพงชายแดน พร้อมหนุนกองทัพ ยันไทย-กองทัพเป็นเนื้อเดียวกัน บอกขอคุยกันเอง 2 ประเทศ ไม่ปิดกั้นรับฟังประเทศที่ 3

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ออกรายการ “โหนกระแส” ที่มี นายกรรชัย กําเนิดพลอย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ โดยนายกฯ ตอบคําถามกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนนี้ปัญหาในมุมนายกฯ ไปถึงไหน นายอนุทิน กล่าวว่า เราควบคุมสถานการณ์ ตั้งไว้ เป้าหมายที่ทางกองทัพได้ตั้งไว้ก็บรรลุเป้าหมาย ครบ ตอบตรงๆ แบบนี้ และน่าจะมีข่าวดีในเร็ววันนี้

เมื่อถามว่า ก่อนปีใหม่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ตนจะพยายามสุดความสามารถ อยากให้ทุกอย่างกลับมาสู่สภาพที่ทุกคนไม่ต้องหวาดระแวง ประเทศไทยไม่สูญเสียอธิปไตยหรือดินแดน นี่คือเป้าหมาย และทางกองทัพได้ร่วมมือกันมาตลอดเวลา ตั้งแต่เรามีความขัดแย้งกันกับประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อถามว่า มีโอกาสได้คุยกับทางทหาร ว่ายุทธวิธีก็คือต้องหวดให้หนัก แล้วค่อยมาคุยกันบนโต๊ะเจรจา มุมมองของนายกฯ พอจะทราบเรื่องนี้หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ตนคิกว่าในภาษาทางการทหาร เขามีคําว่า Rules of Engagement ในการปะทะ คําว่า หวดให้หนัก เหมือนเป็นภาษาร้านกาแฟ แต่ประเทศเราทําตามกฎของการปะทะมาโดยตลอด เราก็โดนหนัก ที่บอกไปทําเขาหนัก เรารับรู้รับทราบ เราตอบโต้ทุกครั้งที่มีการละเมิดและถูกโจมตี และถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับพี่น้องทหารและประชาชน ตรงนี้เป็นจุดที่เราไม่สามารถจะยอมรับได้

เมื่อถามว่า การประชุมจีบีซีล่าสุดกัมพูชาได้ส่งตัวแทนมาแต่ยังไม่จบสักที มันมีปัญหาอะไร เหมือนเขาพยายามจะดึงเวลา นายกฯ กล่าวว่า ถ้าเรามองในฐานะที่เราเป็นคู่กรณี ตราบใดที่มีการพูดคุยกันได้ เราก็ต้องถือว่าสถานการณ์น่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เพราะการพูดคุยกัน ก็คือเหมือนเดิม ไม่แย่ลงไป นอกจากจะมีการเพิ่มการโจมตีอะไรกันอีก นั่นเป็นเรื่องอนาคต แต่ในการปฏิบัติแล้ว กองทัพมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย รักษาดินแดน รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ของกองทัพ และทําความเข้าใจกับ ประชาคมโลก นานาชาติ ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในการเจรจา ส่วนรบก็ต้องว่ากันไป การเจรจาไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ตราบใดที่ยังมีช่องอยู่ เราก็ต้องเจรจากันไป ซึ่งเราก็เจรจากันมาหลายรอบแล้ว แต่สิ่งที่ประเทศไทยสามารถยึดถือ ตนไม่อยากใช้คําว่าได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ต้องมีหลักยึดและแนวทางที่ถูกต้องอธิบายผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ตนคิดว่าประเทศไทยอยู่ในจุดนี้ ประเทศไทยไม่เคยละเมิดข้อตกลง เราเซ็นกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว แต่ก็ไม่จบ

ทั้งนี้ ปริญญา 4 ข้อ 1.ถอนทหาร ถอนอาวุธ  2.ถอนทุ่นระเบิด 3.ปราบปรามสแกมเมอร์ 4.จัดการบริหารเขตแดนบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว ที่สู้รบกันอยู่ ทั้ง 4 ข้อ ถามว่ายากหรือไหม สำหรับประเทศไทยทําได้เลย เป็นเรื่องที่เราปฏิบัติมาตลอด เราจะดูบนหลักนี้ เป็นเรื่องที่เราอธิบายชาวโลกได้ แต่ชาวโลกไม่สําคัญเท่ากับเราอธิบายประชาชนได้ ถ้ามีการล่วงละเมิดรุกล้ำอธิปไตย รุกล้ำดินแดน มีการทําร้ายประชาชน ตนไม่ยอม ชัดเจนตรงนี้และอยู่บนหลักนี้มาโดยตลอด

เมื่อถามว่า การพูดคุยจีบีซี ที่ จ.จันทบุรี ยังดำเนินอยู่ แต่ล่าสุด นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความ ว่า ยกหูคุยกับนาย มาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าต้องการหยุดยิง ขณะเดียวกันอีกขาก็คุยกับเรา นายกฯ ตอบว่า เรามีช่องทางในการพูดคุยกัน และความสัมพันธ์พื้นฐานที่รู้จักกันมาก่อน ทั้งนี้มีพรรคพวกที่สนิทกัน รู้จักกัน สามารถที่จะหาทางยุติปัญหาได้ ส่วนสิ่งที่ตนรู้สึกเสียดายทุกวันนี้คือไม่รู้ เข้าผิดซอยกันหรือไม่ สําหรับตน มันมีทางที่จบได้ง่ายๆ ประเทศไทยไม่เสียหายแน่นอน ซึ่งทั้ง 4 ข้อที่อยู่ในปริญญาต่างคนต่างทำ มันก็จบใช่ไหม แต่พอดําเนินการไปจนถึงจุดหนึ่ง มีการแจ้งมาตลอดว่าถ้าเราเก็บกู้ระเบิดเข้าไป เขาจะไม่ยอม ถึงได้เตรียมตัวไว้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าไป การเก็บกู้นั้นมีความชัดเจนในปริญญา ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาเก็บ แต่ใช้ภาษาสากลว่า การเก็บกู้เพื่อมนุษยชาติ แต่ในทางปฏิบัติคือเจอที่ไหนไม่ต้องมาบอกว่าเป็นของใคร แต่ใครเจอเก็บก่อนเลย อันนี้คือสิ่งที่ไทยทํามา เพราะฉะนั้นเราก็เข้าไปเก็บ เก็บแต่ของเขาเพราะประเทศไทยเราไม่มีนโยบายวางทุ่นระเบิด พอเก็บไป มันไม่ใช่ที่วางไว้สมัยคอมมิวนิสต์ ปี 1975 แต่มันเป็นของใหม่ จนดมความสะอาดได้ แม้กระทั่งผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือเอโอที ยังออกเป็นหนังสือยืนยันว่าวัตถุระเบิดนี้เพิ่งมาวาง

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมีโอกาสไปที่ฐานแนวชายแดน ถามว่าอันตรายไหม ก็อันตรายแต่พอประเมินได้ ก็ไปเห็นของจริง มันก็ใหม่จริง เมื่อ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย โทรมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โทรมา บอกว่าของเก่า ก็บอกเห็นรึยัง ตนจับมาแล้ว ดมมาแล้ว มันมีจุดที่ตนสามารถยืนยัน และตนเป็นนายกฯ ของไทยไม่พูดมั่วอยู่แล้ว ตนไม่ใช่เจรจาต่อรองธุรกิจ อันนี้เจรจาบนอธิปไตยของไทย บูรณภาพของแผ่นดิน ตอนนี้ของจริงมีหลักฐานจริง มีข้อเท็จจริงที่เอามาพูด เหมือนกับตอนเราชกกัน ทุกคนก็บอกแยกๆๆ อย่าไปโกรธกัน ท่านอย่าทะเลาะกัน ซึ่งคุณไม่ใช่คู่กรณี

เมื่อถามว่า ความแปลกคือขาหนึ่งเขาพยายามเจรจากับเรา ผ่านทางจีบีซี อีกขาหนึงก็ยกหูไปหาสิ่งที่เขาต้องการ นายกฯ ตอบว่า มันจึงไม่จบ คุณคิดว่าเราเป็นคู่กรณีก็คุยกันตรงนี้ นี่คือสิ่งที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ของเราเน้นมาตลอด ย้ำแล้วย้ำอีกว่าเรื่องนี้ ปัญหาคือทวิภาคุณกับผม ซึ่งการประชุมจีบีซีครั้งนี้ถ้ายังไม่จบ แล้วตกลงกันไม่ได้ ประเทศไทยต้องมีกรอบ มีเงื่อนไขของเรา เพราะเราไม่ใช่คนละเมิด แต่เราถูกละเมิด เราจึงต้องมีกรอบของเราว่าต้องเริ่มจากตรงนี้ ซึ่งมีข้อเสนอว่าให้กลับไปที่เดิม แต่มันกลับไปที่เดิมไม่ได้ เพราะเราได้เข้าไปสถาปนาอธิปไตย คํานี้เพราะ ตนชอบคํานี้มาก ประเทศไทยได้ไปสถาปนาอธิปไตยบนพื้นที่ที่เรามั่นใจว่าเป็นพื้นที่ของเรา ฉะนั้น การดําเนินการใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องเริ่มจากจุดนี้เป็นต้นไป ไม่ใช่ว่าสถาปนาอธิปไตยแล้วถอยกลับมาๆ มันไม่ใช่ ไม่ได้

เมื่อพิธีกรถามว่า กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เบ็ดเสร็จคงไม่ยืดเยื้อไปถึงตอนเลือกตั้งในเดือน ก.พ.69 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนอยากให้มันจบวันนี้ด้วยซ้ำ แต่ประเทศไทยเรา ตนยังยืนยันประเทศไทยเราไม่ได้เป็นตัวปัญหา เพราะฉะนั้น ขอยกตัวอย่าง ทางกองทัพเขาแถลงชัดเจนว่าเขาสถาปนาบูรณภาพแห่งดินแดนได้แล้วตรงนั้นตรงนี้ เป็นไปตามที่เขามีเจตนารมณ์ไว้ เรียกคืนอธิปไตยให้กับราชอาณาจักรไทยแล้ว ถ้าฝั่งคู่กรณีเราต้องการยุติ เราก็ไม่ได้เสียอะไรแล้ว ก็ยุติกัน ยุติได้ ที่ผ่านมาที่มันจบไม่ได้เพราะเราเสียไปเราถูกยึดเอาไปเราถูกครอบครองไปอย่างนี้เป็นต้น แต่พอเรากำหนดจุดว่าตรงนี้ต้องเป็นของเรา แล้วครอบครองกลับมา ถ้าเขาจะจบตรงนี้ เราก็จบได้

พิธีกรถามว่า ประชาชนอยากได้รั้วในแนวเขตต่างๆ ท่านมองเรื่องนี้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ทางกองทัพเตรียมไว้อยู่แล้ว แต่คงไม่ใช่เป็นกำแพงที่ยาว เป็นเรื่องของการทหารและเรื่องของกองทัพ ซึ่งกองทัพมีความชัดเจนตรงนี้อยู่แล้วรัฐบาลไม่มีปัญหาตรงนี้ หากเป็นความต้องการของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน เพราะในบางจุดเขาต้องการความสบายใจว่าเขาจะไม่ถูกคุกคาม แต่กำแพงนี้ถามว่ามันดีไหมมันก็ดี แต่ในมิติของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้หมายถึงกำแพงที่เอาอิฐมาก่อเป็นทางยาวๆ แต่ขอใช้คำว่ารั้วของชาติ ซึ่งหากกำหนดนโยบายเกี่ยวกับความมั่นคง การสร้างรั้วของชาติ คือ การยกเลิกการเกณท์ทหาร แล้วใช้ทหารอาสาทุก 4 ปี 1 แสนคน มีเงินเดือน ฝึกอาชีพ ฝึกทักษะทางการทหารให้เขาสามารถมีทั้งความรู้ เรียนภาษาอังกฤษใช้ในการดำรงชีวิตเมื่อเขาปลดประจำการ ถ้าเราได้คนเหล่านี้เข้ามา ซึ่งมีอยู่แล้วคนที่สมัครใจ เราจะเปลี่ยนจากคำว่าทหารเกณฑ์ เป็นทหารอาสา 4 ปี ส่วนรั้วอีกอันคือการทำให้ระบบสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติและและอาชญากรรมเทคโนโลยีทั้งหลายไม่มีโอกาสใช้แนวชายแดนเป็นแหล่งประกอบอาชญากรรมต่างๆ เราก็ทำอยู่ตอนนี้ ย้ำว่าเรื่องของกำแพงเห็นชัดเจนว่าจะต้องสร้างกำแพงตั้งแต่เราปิดด่านชายแดนราคาพืชผลทางการเกษตรสูงขึ้นมันสำปะหลังสูงขึ้น ข้าวสูงขึ้น เพราะไม่มีของจากต่างประเทศเข้ามา

“รัฐบาลให้การสนับสนุนเรื่องที่ทหารเสนอขึ้นมาและรัฐบาลรับได้ เหล่าทัพก็ฟังข้อกังวลและฟังแนวทางของรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีภาระต้องอธิบายให้นานาชาติเข้าใจและดำเนินการทางการทูต ซึ่งในปัจจุบันการทำงานของรัฐบาลและกองทัพไปได้ด้วยดี เข้าใจกันดี สนับสนุนซึ่งกันและกัน ฉะนั้น การดำเนินการจึงไปในทางเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติเรื่องการปกป้องพื้นแผ่นดิน ผมจะไปบอกว่าต้องไปทำอย่างนี้อย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่กองทัพดำเนินการและตัดสินใจได้เลย” นายอนุทิน กล่าว

พิธีกรถามว่า หากรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกาโทรศัพท์มาบอกว่าให้นายกฯ หยุดยิง นายอนุทิน กล่าวว่า ต้อง นายฮุน มาเนต โทรศัพท์มาไม่ใช่คนอื่นโทรศัพท์มา อันนี้เป็นเรื่องทวิภาคีเรื่องความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถือว่าการปฏิบัติการดำเนินการทุกอย่างต้องให้ถือเป็นระดับทวิภาคี คือ 2 ประเทศคนอื่นประเทศที่ 3 – 4 เราฟัง พิจารณาแต่ในที่สุดก็ต้องพูดคุยกันระหว่างผู้นำของสองประเทศและเรารู้ว่าเราต้องทำอย่างไร เพราะเป็นเรื่องของเพื่อนบ้านกันขอคุยกันเองดีกว่า

‘นายกฯ’ยัน‘ปอยเปต’เป้าหมายความมั่นคง ไม่เคยยิงมั่ว ลั่นรัฐบาลไม่เกรงกลัวสแกมเมอร์

‘นายกฯ’ยัน‘ปอยเปต’เป้าหมายความมั่นคง ไม่เคยยิงมั่ว ลั่นรัฐบาลไม่เกรงกลัวสแกมเมอร์

‘นายกฯ’ยัน‘ปอยเปต’เป้าหมายความมั่นคง ไม่เคยยิงมั่ว ลั่นรัฐบาลไม่เกรงกลัวสแกมเมอร์

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

‘นายกฯ’ยัน‘ปอยเปต’เป้าหมายความมั่นคง ไม่เคยยิงมั่ว ลั่นรัฐบาลไม่เกรงกลัวสแกมเมอร์

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ออกรายการโหนกระแส ที่มีนายกรรชัย กําเนิดพลอย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

นายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลไทยไม่ทำลายปอยเปตทั้งที่มีโอกาส เพราะมีนักการเมืองเป็นเจ้าของกาสิโนที่ปอยเปต หรือแม้แต่มีเรื่องสแกมเมอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ว่า ปอยเปตก็ถูกเราโจมตีเหมือนกัน และอีกหลายที่ด้วย เพราะทางการทหารถือว่าเป็นเป้าหมายที่เป็นภัยต่อความมั่นคงต่อประเทศเรา อย่าไปมองว่าเป็นอาคาร โรงแรม บ่อนหรือกาสิโน ในนั้นบางที่เป็นเปลือกครอบศูนย์ปฏิบัติการสแกมเมอร์ เอาไว้ควบคุมอาวุธร้ายแรง ไม่ใช่ว่าทางกองทัพอยากจะยิงไปที่ไหนโดยไม่สนใจเป้าหมาย เราไม่เคยยิงมั่ว แต่ตอบโต้ไปยังจุดที่ถ้าเราทิ้งจุดนั้นไว้ประเทศเราจะเป็นอันตราย

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ตนเป็นนายกฯ กล้าพูดว่ารัฐบาลที่มีตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่มีความเกรงใจ เกรงกลัวใดๆ ต่อการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือสแกมเมอร์แม้แต่น้อย ตนคิดว่าจะได้อยู่ 4 เดือนแต่จริงๆอยู่ได้ 2 เดือนกว่า ก็ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกองทัพ ร่วมกันใช้มาตรการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์เต็มที่ ทั้งยึดอายัดทรัพย์สินประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง ถอนสัญชาติคนที่ไม่พึงประสงค์หลายคน เพราะมีความพัวพันกับสแกมเมอร์ ซึ่งกรณีนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ยังไม่ได้สัญชาติไทย และรัฐบาลยังไม่ได้ให้สัญชาติ ยืนยันว่า เรื่องนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเต็มที่  

“ถ้าเรามีความเกรงใจหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลอาชญากรเหล่านี้ เราคงทำไม่ได้ถึงขนาดนี้ วันนี้สิ่งที่ฝ่ายประจำต้องการคือได้รับการสนับสุนนจากรัฐบาล ไม่ใช่ไปเทเขา แต่ต้องให้ความเชื่อมั่น และช่วยเสริมศักยภาพ จึงออกมาแบบที่เห็นว่าไม่เคยมีการดำเนินการได้มากขนาดนี้มาก่อน ผมไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการ แต่มอบนโยบายให้ปราบให้สิ้นซาก มีคำว่าปิดชื่อดูพฤติกรรม เพราะถ้าเห็นชื่อก่อนคนจะวิ่งหนีไม่อยากทำ แต่รัฐบาลผมไม่มีคำว่าการเมือง  มีแต่คำว่าผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมาย เปิดมาแจ็คพอตคนไหนสำนวนไปถึงก็ดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ไม่เคยมีโทรศัพท์จากใครในแวดวงของผมที่จะโทรมาบอกเบาๆหน่อย ช้าๆหน่อย ไม่มีโทรมาขอ เพราะเขาทราบดีว่าเรื่องขอแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น และผมไม่เคยรู้สึกหนักใจไม่เคยกลุ้มใจนอนไม่หลับว่าขอมาแล้วไม่ทำให้ เพราะผมวางตัวว่าคนที่จะมาขอผมเรื่องแบบนี้ อย่าดีกว่าเพราะเป็นไปไม่ได้ รัฐบาลนี้ไม่มีคำว่าการเมือง มีแต่คำว่าผิดกฎหมาย และถูกกฎหมาย” นายกฯ กล่าว

ส่วนที่มีภาพถ่ายร่วมเฟรมกับนายเบน สมิธ นายกฯ กล่าวว่า ถ้าคนที่ถูกดำเนินคดีมีภาพถ่ายร่วมกันไม่ได้ตนว่ามีอีกเยอะ คงไม่สามารถไปเปรียบตรงนั้นได้ คนที่ถูกดำเนินคดีเราจะไปสาดโคลนใส่เขาอย่างที่บางคนชอบทำไม่ได้ ตนยึดถือกระบวนการยุติธรรมไปถึงคนไหนก็คนนั้น จะบอกว่าห้ามรู้จักเลยก็ไม่ได้ อย่างรูปที่ถูกเอามาลงก็เกิดขึ้นหลังจากที่ตนแลถงยึดทรัพย์ แถลง 3 โมง 4 โมงรูปออกมาเลย แต่รูปนั้นตนสบายมาก เพราะเกิดขึ้นปี 2557 วันนั้นนายเบน สมิธ ถูกแนะนำให้รู้จักกันพบกันครั้งแรก เขามาลงทุนในประเทศไทย และเมื่อปี 2557 ช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตนไม่มีตำแหน่งหรืออำนาจทางการเมือง ส่วนเรื่องจะได้หรือไม่ได้สัญชาติอยู่ที่พฤติกรรม ซึ่งกรณีนายเบน สมิธ ที่ตนไม่เซ็นให้สัญชาติ เพราะนายเบน สมิธ มีหลายสัญชาติ ซึ่งกฎหมายไทยจะต้องเหลือสัญชาติเดียว ส่วนเรื่องคดีความขึ้นอยู่กับกระบวนการ ย้ำว่า เราต้องยึดกฎหมาย ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้ากฎหมายถูกต้องก็ผ่าน แต่ถ้ากฎหมายบอกว่าทำไม่ได้ก็ต้องขยายผล และดำเนินการต่อไปจนถึงจุดสิ้นสุดคดี

ส่วนที่มีการพูดกันว่ามีทุนของนักการเมืองไทยลงทุนในปอยเปต นายกฯ กล่าวว่า ได้ยินแต่ข่าวเหมือนกัน แต่สมมติถ้าเขาไปลงทุนในประเทศนั้นแล้วไม่ได้ผิดกฎหมาย เราก็ทำอะไรไม่ได้ ได้ยินมาแล้วใครยอมรับ นักการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ในบัญชีทรัพย์สินก็ไม่มีตรงนี้ แต่ถ้าผิดกฎหมายมาเปิดเป็นฐานในประเทศไทยแบบนี้โดน เราใช้เส้นทางโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน มีหลักฐานปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ญาตินักการเมืองก็โดนทุกคนไม่มีเว้นใครแม้แต่คนเดียว ตนง่ายมากเพราะไม่ดูชื่อเลย แต่ดูสำนวนเปิดชื่อมาเจอใครก็คนนั้นดำเนินการต่อได้เลย สมมติเป็นรัฐมนตรีในคณะของตนอยู่ถ้าเจอจะยิ่งซ้ำ เพราะถือว่าหลอกลวงประชาชน ดังนั้น ประชาชนไม่ต้องมีความกังวลเรื่องนี้เลย แต่จะไปใช้ให้คนมาชี้นิ้วอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีกระบวนการยุติธรรมมาประกอบด้วย

ต๊ะ นารากร มั่นใจ ได้แน่ เขต 1 เชียงใหม่ พร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน

ต๊ะ นารากร มั่นใจ ได้แน่ เขต 1 เชียงใหม่ พร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน

ต๊ะ นารากร มั่นใจ ได้แน่ เขต 1 เชียงใหม่ พร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 ธ.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) น.ส.นารากร ติยายน (ต๊ะ) ให้สัมภาษณ์ ถึงการลงสมัครเลือกตั้ง สส.เชียงใหม่เขต 1  ว่า ตนพึ่งตัดสินใจในการลงสมัคร สส. หลังจากที่มีการยุบสภา ซึ่งคิดมาเป็นปีที่จะมีการลงเล่นการเมือง เพราะที่ผ่านมาเคยไปสมัคร สว. มาแล้วแต่ตกรอบ เราเห็นเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งการฮั้ว สว. การทุจริตต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของสแกมเมอร์ ซึ่งตนก็เคยโดนสแกมเมอร์หลอก จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้ไปทำงานที่จะผลักดันในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ รวมไปถึงเห็นแคมเปญพรรคประชาธิปัตย์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรื่อง “การเมืองสุจริต” ซึ่งตรงใจว่า ถ้าเราไม่การเมืองให้สุจริต เราจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เราจะปรับระบบต่างๆของประเทศไทยที่เดินต่อไม่ได้ ตนจต้องเริ่มต้นจากการเมืองที่สุจริตก่อน จึงตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามว่าพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด เรามีการวางแผนอย่างไรบ้าง น.ส.นารากร กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่โดยเฉพาะเขต 1 ที่แข่งกันดุเดือดมาก และคนที่ชนะหลายๆครั้งที่ผ่านมาด้วยคะแนนสูงเป็นคนเก่งมีความสามารถ ส่วนตนมองจุดยืนของตัวเอง ไม่ได้มองคู่แข่ง ถ้าเราตัดสินใจมาลงการเมืองแล้ว ต้องมองว่าเป้าหมายเราคืออะไร อยากจะไปพัฒนาท้องถิ่นของเรา เพราะจังหวัดเชียงใหม่เป็นบ้านเกิดของตนเอง โดยสิ่งที่หล่อหลอมมาเป็น นารากร  ติยายน ทุกวันนี้คือ จ.เชียงใหม่ จึงเป็นความตั้งใจที่จะลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่

ต๊ะ นารากร

“เรามีความตั้งใจแล้วก็มาดูว่ามีพรรคการเมืองไหนสามารถทำให้เป้าหมายและจุดยืนของเราเป็นจริงได้จึงมาลงที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนคู่แข่งน่ากลัวไหมน่ากลัว เพราะแข่งขันกันดุเดือด แต่คนเชียงใหม่อาจจะเคยเลือกคนอื่นมาก่อน ถือเป็นโอกาสดีที่เราเป็นคนใหม่ของการเมืองแต่เราไม่ใช่คนหน้าใหม่ ในสื่อมวลชนไทย ลองให้โอกาสคนการเมืองใหม่ ๆ แต่ไม่ใช่คนหน้าใหม่ แต่เป็นคนที่ตั้งใจและมีเป้าหมาย” น.ส.นารากร กล่าว

เมื่อถามว่าในพื้นที่เสียงตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าตัวได้ตอบว่า การลงพื้นที่ครั้งสุดท้ายเมื่อตอนที่สมัคร สว. ซึ่งการลงพื้นที่หาประชาชนจริง ๆ ยังไม่ได้ไปวันนี้ โดยหลังจากที่มีการลงสมัคร สส.เสร็จสิ้น ก็จะมีการไปพูดคุยว่าคนเชียงใหม่ต้องการอะไร อยากให้ทำอะไรให้ แต่ไม่สัญญาว่าสิ่งที่เราไปพูดไปคุยนั้นทำได้ทุกเรื่อง เพราะการทำงานการเมือง การที่จะพัฒนาปรับเปลี่ยนอะไรต้องมีปัจจัยหลายๆอย่าง เรารู้ว่าประเทศไทยของเราเป็นรัฐราชการ ก็ต้องอาศัยข้าราชการที่มาช่วยกันสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุด และจะไม่เปลี่ยนจุดยืนของตัวเองที่เป็นมา 30 กว่าปี 

ต๊ะ นารากร

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถปักธงในพื้นที่ได้ น.ส.นารากร กล่าวว่า มั่นใจเพราะตอนนี้คนไทยต้องการการเปลี่ยนแปลง เราเห็นนักการเมืองเมื่อเข้าไปอยู่ในสนามการเมืองมีการแบ่งปันผลประโยชน์ในกลุ่ม ในขณะที่ประชาชนเรามีอำนาจแค่วันเดียวคือวันเลือกตั้ง ได้แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ประชาชนควรจะมีอำนาจในการตรวจสอบ และสิ่งที่จะทำอีกอย่างคือการเพิ่มอำนาจของประชาชนให้มากขึ้น และเรานี่แหละที่จะเป็นคนเสียงดังในการตรวจสอบตะโกนร้องเรียนให้ประชาชนเอง

ต๊ะ นารากร
ต๊ะ นารากร
ต๊ะ นารากร

‘ภาคใต้’แข่งดุ! ‘นักเลือกตั้ง’ฝุ่นตลบ ‘บิ๊กเนม-บ้านใหญ่’เว้นวรรค-ย้ายค่ายฝุ่นตลบ

‘ภาคใต้’แข่งดุ! ‘นักเลือกตั้ง’ฝุ่นตลบ ‘บิ๊กเนม-บ้านใหญ่’เว้นวรรค-ย้ายค่ายฝุ่นตลบ

‘ภาคใต้’แข่งดุ! ‘นักเลือกตั้ง’ฝุ่นตลบ ‘บิ๊กเนม-บ้านใหญ่’เว้นวรรค-ย้ายค่ายฝุ่นตลบ

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

‘ภาคใต้’แข่งดุ! ‘นักเลือกตั้ง’วางมือเพียบ ‘วิสุทธิ์’ย้ายขั้วซบ‘เพื่อไทย’ ส่วน‘รงค์’เคว้ง ขอเว้นวรรคหลังดีล‘รทสช.’ล่ม ด้าน‘บัญญัติ-นายกฯชาย-สฤษฏ์พงษ์-สายัณห์’ไม่ลงสมัคร สส.

26 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์การเมืองในพื้นที่ภาคใต้ ในช่วงการจัดทัพผู้สมัครลงเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ของพรรคการเมืองต่างๆ สะท้อนการแข่งขันที่ดุเดือดหลายจังหวัดผ่านปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ โดยเฉพาะการย้ายขั้วของ “บ้านใหญ่พัทลุง” นำโดยนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง ในฐานะอดีตแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งเดิมถูกวางตัวให้รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ แต่เมื่อการเจรจาเงื่อนไขเรื่องทรัพยากรบางอย่างไม่ลงตัว สุดท้ายจึงตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งนายวิสุทธิ์ มีความใกล้ชิดกับแกนนำเพื่อไทย หลายคน โดยส่งนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร อดีตสส.พัทลุง เขต 2 เปิดตัวลงสมัคร สส.ในเขตเดิม

การตัดสินใจของนายวิสุทธิ์ ครั้งนี้ส่งผลถึงนายรงค์ บุญสวยขวัญ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ตัดสินใจมาร่วมงานกับนายวิสุทธิ์ ถูกวางลงสมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต1 รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แต่เมื่อนายวิสุทธิ์ ย้ายไปพรรคเพื่อไทย นายรงค์ ไม่สามารถย้ายตามได้ เนื่องจากเงื่อนไขในเชิงพื้นที่ จึงตัดสินใจเว้นวรรคไม่ลงเลือกตั้งครั้งนี้

เช่นเดียวกับนายสายัณห์ ยุติธรรม อดีตสส.นครศรีธรรมราช พลังประชารัฐ ที่ไม่ได้ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จึงส่งลูกชายไปลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แทน

ขณะที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตัดสินใจวางมือเช่นกัน ด้วยเหตุผลหลายอย่าง โดยเฉพาะการแข่งขันที่ดุเดือดในพื้นที่สงขลา แต่ส่งลูกชาย 2 คนลงแทนในเขตเดิมของตัวเองและภรรยา

เช่นเดียวกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ซึ่งไม่มีชื่อเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเหตุผลหลักคาดว่าเป็นเรื่องสุขภาพ และเพื่อเปิดทางคนรุ่นใหม่

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีต สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ตัดสินใจไม่ลงสมัคร ซึ่งมีการจับตาว่าเป็นเพราะเงื่อนไขส่วนตัวบางอย่างกับแกนนำคนสำคัญของภูมิใจไทย จนไม่สามารถขยับขยายไปไหนได้

เปิดรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ภูมิใจไทย คนดัง-แชมป์เก่าพรึ่บ หวังปักธงเมืองหลวงครั้งแรก

เปิดรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ภูมิใจไทย คนดัง-แชมป์เก่าพรึ่บ หวังปักธงเมืองหลวงครั้งแรก

เปิดรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ภูมิใจไทย คนดัง-แชมป์เก่าพรึ่บ หวังปักธงเมืองหลวงครั้งแรก

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.23 น.

26 ธันวาคม 2568 พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2568 โดยได้ตัวว่าที่ผู้สมัครครบทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง ซึ่งรายชื่อที่ปรากฏเป็นการรวมตัวกันของทั้งอดีต สส. นักการเมืองท้องถิ่น และนักขับเคลื่อนสังคมที่มีชื่อเสียง เพื่อหวังปักธงในเขตพื้นที่เมืองหลวงอย่างเต็มรูปแบบ

จากการตรวจสอบรายชื่อผู้สมัครทั้ง 33 เขต มีบุคคลที่น่าจับตามองซึ่งมีประวัติและบทบาททางสังคมที่โดดเด่น ดังนี้:

1. นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ (เขต 11) 
หรือที่รู้่จักในนาม ‘เอก สายไหมต้องรอด’ ผู้ก่อตั้งเพจอาสาช่วยเหลือสังคมชื่อดัง มีบทบาทสำคัญในการเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในคดีอาชญากรรมและปัญหาสังคมต่างๆ อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ (เขต 2)
ดร.พัชรินทร์ หรือ ดร.ส้ม อดีต สส. กทม. ผู้มีความเชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกด้านอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กและสตรี

3. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ (เขต 5)
อดีต สส. กทม. หลายสมัย และอดีตประธานสภากรุงเทพมหานคร มีฐานเสียงที่เข้มแข็งและคลุกคลีกับปัญหาของคนในเขตพื้นที่ห้วยขวาง-ดินแดงมาอย่างยาวนาน

4. รศ.ดร.ลลิตา ฤกษ์สำราญ (เขต 7) 
อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และ สส. หลายสมัย

5. นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ (เขต 14)
อดีต สส. กทม.​และอดีตทีมสุดซอยในช่วงที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

6. นายถนอม อ่อนเกตุพล (เขต 15)
พิธีกรรายการโทรทัศน์ อดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. และโฆษกกรุงเทพมหานคร

สำหรับรายชื่อผู้สมัคร สส. กทม. พรรคภูมิใจไทยทั้งหมด มีดังนี้

เขต 1: นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา 
เขต 2: นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ 
เขต 3: นายสาโรจน์ ต่อเทียนชัย 
เขต 4: นายเขดรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ 
เขต 5: นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ 
เขต 6: นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ 
เขต 7: รศ.ลลิดา ฤกษ์สำราญ 
เขต 8: นายฤกษ์อารี นานา 
เขต 9: นางสาวณัฐวริณธร บวรภัควุฒิสิริ 
เขต 10: นายรณกร เชียรวิชัย 
เขต 11: นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ 
เขต 12: นางศลิษา สิงหเสนี 
เขต 13: นายศุกล กุลสิงห์ 
เขต 14: นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ 
เขต 15: นายถนอม อ่อนเกตุพล 
เขต 16: นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ 
เขต 17: นายสุขสันต์ แสงศรี 
เขต 18: นายรณชัย สังฆมิตรกุล 
เขต 19: นางสาวกาญจนา ภวัครานนท์ 
เขต 20: นายธนสิทธิ์ เมธพันธุ์เมือง 
เขต 21: นายทวนชัย นิยมชาติ 
เขต 22: นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ 
เขต 23: ดร.สกุลรัตน์ ทิพย์วรรณงาม 
เขต 24: นางสาวเจณิสตา เตชะโสภณมณี 
เขต 25: นายเจริญศักดิ์ มณีรัตนสุบรรณ 
เขต 26: นายโชติพิพัฒน์ เดชะโสภณมณี 
เขต 27: นายศิลปชัย บุญราย 
เขต 28: นางสาวมัญดา อัฐจินดา 
เขต 29: นางสาวธัณยาการย์ เตชะพัฒน์สิริ 
เขต 30: ดร.อำพล ขำวิลัย 
เขต 31: นายธนพล ชื่นพาณิชย์กุล 
เขต 32: นางสาวศุภิกา พัฒน์ธนันภู 
เขต 33: นายอรรทิดย์ฌาณ คูหาเรื่องรอง

ทั้งนี้พื้นที่กทม. พรรคภูมิใจไทยได้มอบหมายให้ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี และ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์เป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ โดยตั้งเป้าการได้ สส.ในพื้นที่เขต กทม. ครั้งแรก และได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มขึ้นจากกลุ่มคนเมืองจากการที่พรรคมีนางศุภจี สุธรรมพันธ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะเข้ามาเป็นทีมทำงานในฐานะรองนายกฯ และควบกระทรวงต่างๆ เพื่อร่วมขับเคลื่อนงาน

กกต.กทม.ซ้อมเสมือนจริง ก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.แบ่งเขต พร้อมแล้วกว่า 90%

กกต.กทม.ซ้อมเสมือนจริง ก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.แบ่งเขต พร้อมแล้วกว่า 90%

กกต.กทม.ซ้อมเสมือนจริง ก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.แบ่งเขต พร้อมแล้วกว่า 90%

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.21 น.

กกต.กทม.ซ้อมเสมือนจริง ก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.แบ่งเขต พร้อมแล้วกว่า 90% ย้ำเข้มตรวจสอบสิทธิ์ เผยพบรองหัวหน้าพรรคบางคนไม่ไปเลือกตั้งซ่อม

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรุงเทพมหานคร ได้มีการอบรมเจ้าหน้าที่พร้อมซักซ้อมระเบียบขั้นตอน และข้อกฎหมายการรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เสมือนจริง ในพื้นที่ กทม.ซึ่งมีทั้งหมด 33 เขต ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ที่จะปฏิบัติงานในวันที่ 27 – 31 ธ.ค.68 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น เขตดินแดง กรุงเทพฯ โดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งด้านนอกเป็นพื้นที่ทำงานของสื่อมวลชน และพื้นที่ด้านในอาคารเป็นพื้นที่สำหรับการรับสมัคร โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการนำโต๊ะเก้าอี้มาจัดเรียงพักคอยสำหรับผู้สมัครที่มาก่อนเวลา 08.30 น.ตามผังที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้สมัครที่มาก่อนเวลาดังกล่าวจะถือว่ามาพร้อมกัน

พร้อมได้ย้ำเตือนเจ้าหน้าที่ในการเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบสิทธิ์ในการสมัคร หลังทราบว่า มีรองหัวหน้าพรรคหนึ่ง ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อม ทำให้ขาดสิทธิ์การรับสมัครในครั้งนี้ รวมไปถึงตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ว่า เป็นสมาชิกพรรคการเมืองครบ 30 วันจนถึงวันเลือกตั้งหรือไม่ ตลอดจนคุณสมบัติอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับหัวหน้าพรรคการเมือง, กรรมการบริหารพรรค และแกนนำพรรค รวมถึงบรรดากองเชียร์ จะไม่อนุญาตให้เข้ามาภายในพื้นที่ด้านล่างของอาคาร จะอนุญาตให้อยู่บนอัศจรรย์ด้านบนเท่านั้น หรืออยู่ถายนอกอาคารเท่านั้น และกำชับเรื่องการงดส่งเสียง หรือการรบกวนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส่วนผู้สมัครจะอนุญาตให้มีผู้ติดตามเข้ามาในพื้นที่ได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้สำนักงาน กกต.กทม.มีความพร้อมทั้งในส่วนของอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และบุคลากร และได้ประชุมซักซ้อมขั้นตอนอย่างละเอียด และได้เห็นวัสดุ อุปกรณ์ของจริง และมีการซักซ้อมหน้างาน หรือซักซ้อมเสมือนจริง เพื่อให้การเลือกตั้ง หรือการรับสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถือว่าวันนี้มีความพร้อม 80 – 90% ที่เหลือขึ้นอยู่กับวันรับสมัคร 27 ธ.ค.นี้ โดยในการนัดหมายเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการรับสมัครตั้งแต่เวลา 05.00 น.เพื่อให้เกิดความพร้อมที่จะรับสมัครรับเลือกตั้งในเวลา 08.30 น.เป็นต้นไป ย้ำว่า ในช่วงของการจับหมายเลขนั้นจะไม่มีการถ่ายทอดสด แต่อนุญาตให้สื่อมวลชนบันทึกภาพได้ตามความเหมาะสม

“ผู้สมัครเมื่อได้เบอร์แล้ว ได้ย้ำเตือนว่า ห้ามจัดให้มีมหรสพ หรือการรื่นเริงโดยเด็ดขาด สามารถขึ้นแห่ได้ แต่ไม่ให้มีมหรสพดนตรี หรือกลองยาว” ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ กล่าว และว่า ตนเองได้กำชับไปแล้วว่าให้ค่อยทำไปทีละขั้นตอน ไม่ต้องรีบ ทุกขั้นตอนให้มีการบันทึกตามแบบ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวาย

– 006

‘การดี’แจงเหตุรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ‘ปชป.’ ประกาศเสร้างรายได้ใหม่-แก้หนี้ปชช.ยั่งยืน

‘การดี’แจงเหตุรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ‘ปชป.’ ประกาศเสร้างรายได้ใหม่-แก้หนี้ปชช.ยั่งยืน

‘การดี’แจงเหตุรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ‘ปชป.’ ประกาศเสร้างรายได้ใหม่-แก้หนี้ปชช.ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.03 น.

‘การดี’แจงเหตุตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ‘ปชป.’ เพราะประเทศถึงจุดเปลี่ยน ต้องการคนมีประสบการณ์จริงเข้ามาฟื้นเศรษฐกิจ-ความเชื่อมั่น ชู‘จุดแข็ง’ทีม เป็นส่วนผสมที่ลงตัว เดินหน้าสร้างรายได้ใหม่ แก้หนี้ประชาชนเป็นระบบ-ยั่งยืน

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3 กล่าวถึงการตัดสนใจเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นเพราะการทำงานที่ผ่านมาเรางานร่วมกันมานานแล้ว และที่สำคัญเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตที่เรารู้สึกว่าในภาวะแบบนี้ของประเทศ เราต้องทำอะไรสักอย่าง และวันนี้ประเทศไทยกำลังอึดอัดมากกับภาวะที่ติดขัดไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของระดับประเทศ จริงๆแล้วตนไม่ใช่คนการเมืองมาก่อน แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งหนึ่งที่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะเอาความรู้ และประสบการณ์ที่มีมาช่วยประเทศสักครั้งหนึ่ง และถือเป็นโอกาสที่ดี ซึ่งต้องขอบคุณนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรคที่ให้โอกาส

เมื่อถามว่าเชื่อมั่นว่าแคนดิเดตของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง3 คน เมื่อเทียบกับพรรคอื่น แล้วเราสู้ได้หรือไม่ นางการดีกล่าวว่าเราไม่ได้เทียบในลักษณะตัวบุคคล แต่มองว่าวันนี้ประเทศต้องการอะไร และเราเลือกในทักษะที่เรามี ก็จะเห็นว่าเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อม และเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ที่เรามี สิ่งที่เราเคยทำและสำเร็จไปแล้ว การที่เราทำเป็นจริงๆจะช่วยได้ 

“ลองมองภาพดูพี่มาร์คมีความเป็นผู้นำในระดับประเทศ และระดับสากลในแนวคิดที่มุ่งมั่นชัดเจน ต้องการการเมืองที่สุจริต มีความเข้าใจเป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเรื่องในประเทศ และต่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเรื่องที่เราให้ความสำคัญอย่างมากคือทำการเมืองโปร่งใสแลละสุจริต ขณะที่พี่กรณ์ มีฝีมือที่ชัดเจนสุดยอด เป็นรมว.คลังระดับโลก และในภาวะที่เราตกต่ำในอดีต ตอนที่พี่กรณ์เป็นรมว.คลังก็นำพาประเทศเติบโตจีดีพีกว่า7% ในวันนี้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยี ดิฉันน่าจะเป็นองค์ประกอบที่ขับเคลื่อนในฐานรากเดิมไปสู่การนำพาประเทศไปสู่เศรษฐกิจใหม่และโอกาสใหม่ในอนาคต” นางการดี กล่าว

นางการดี กล่าวว่า จากนี้ก็ต้องช่วยกันเต็มที่ ทั้งการช่วยหาเสียง และการให้ข้อมูลการกำหนดและวิเคราะห์นโยบาย โดยตนจะร่วมลงหาเสียงกับผู้สมัครทุกคน

เมื่อถามว่าหากได้เป็นนายกฯสิ่งแรกที่คิดไว้จะทำอะไร นางการดีกล่าวว่าตอนนี้ยังเป็นแค่แคนดิเดตนายกฯ แต่ไม่อยากให้มองที่ตัวบุคคล อยากให้มององค์ประกอบที่เราเข้ามา และประสบการณ์ในการอาสาเป็นแคนดิเดตนายกฯ สิ่งหนึ่งที่สนุกในการทำงานคือเราไม่ได้โยนเรื่องแล้วมาวางอยู่โดดๆ แต่เรารู้จักและทำงานด้วยกันมานาน ว่าง่ายๆเรามีDNA  เหมือนๆกันในเรื่องความสุจริตและความตั้งใจ

เมื่อถามว่าพรรคจะเสนอนโยบายอะไรเกี่ยวกับการแก้หนี้ให้ประชาชนที่เห็นเป็นรูปธรรม  นางการดีกล่าวว่าถ้ามองในระยะสั้นเราต้องไปทำความเข้าใจกับแต่ละกลุ่มเพราะการแก้หนี้จะมีความต้องการไม่เหมือนกัน เช่นหนี้เกษตรกร หนี้ของคนทำงานออฟฟิศ แต่สิ่งสำคัญคือเราจะเข้าไปทำในเรื่องของวิธีการสร้างรายได้ใหม่ให้ได้มากและง่ายยิ่งขึ้น รวมทั้งลดต้นทุนการใช้ชีวิตให้มากที่สุด เพราะการตั้งเป้าของเราในวันนี้ในการทำนโยบาย ไม่ใช่ว่าเราอยากทำอะไรเท่านั้น  แต่เราไปทำความเข้าใจว่าจุดเจ็บของประชาชนคืออะไร  โดยเรากำลังผลักดันนโยบายที่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก โดยที่เราต้องการจะนำพาประเทศไปสู้จุดที่เราเคยรุ่งเรืองและพาโอกาสใหม่ให้ได้อย่างยั่งยืน

‘อสม.’เวอร์ชั่นกองทัพ! ‘นักวิชาการ’วิเคราะห์‘ทหารอาสา ภท.’ ดึงปชช.ร่วมปกป้องบ้านเมือง

‘อสม.’เวอร์ชั่นกองทัพ! ‘นักวิชาการ’วิเคราะห์‘ทหารอาสา ภท.’ ดึงปชช.ร่วมปกป้องบ้านเมือง

‘อสม.’เวอร์ชั่นกองทัพ! ‘นักวิชาการ’วิเคราะห์‘ทหารอาสา ภท.’ ดึงปชช.ร่วมปกป้องบ้านเมือง

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.34 น.

‘อสม.’เวอร์ชั่นกองทัพ! ‘นักวิชาการ’วิเคราะห์นโยบาย‘ทหารอาสา’ ภูมิใจไทยดึงประชาชนมีส่วนร่วมปกป้องบ้านเมือง เน้นหนุนภารกิจฉุกเฉิน สกัดภัยคุกคามรอบด้าน

26 ธันวาคม 2568 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการแถลงนโยบายของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะนโยบายการรับสมัครทหารอาสาว่า ถือเป็นนโยบายที่ท้าทายอารมณ์และความรู้สึกของสังคมไทยพอสมควร แต่เป็นแนวคิดที่มุ่งวางรากฐานการรับมือภัยความมั่นคงในระยะยาว และไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในบริบทสากล ในหลายประเทศมีแนวคิดกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ที่เปิดให้พลเรือนเข้ามามีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ จึงเป็นเรื่องปกติที่สังคมจะตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่ยกเลิกระบบการเกณฑ์ทหาร หรือในเมื่อปัจจุบันมีระบบสมัครใจอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีทหารอาสาเพิ่มเติม

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า ระบบทหารเกณฑ์แบบสมัครใจ และทหารอาสา เป็นคนละส่วน และสามารถแบ่งมอบภารกิจที่แตกต่างกันได้ โดยทหารอาสามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจการของกองทัพในยามจำเป็น เช่น การช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ การจัดการอพยพประชาชนจำนวนมาก หรือการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงที่เข้าใจภารกิจด้านความมั่นคงและสามารถสื่อสารกับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“นโยบายดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการกระจายข้อมูลและนโยบายด้านสาธารณสุขลงสู่พื้นที่ท้องถิ่น ทำให้รัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในระดับฐานรากได้จริง นโยบายการรับสมัครทหารอาสา จึงเป็นแนวคิดเรื่อง รั้วของชาติที่ไม่ได้มองความมั่นคงเฉพาะมิติทางทหารเท่านั้น แต่ครอบคลุมภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวด้วยว่า ภัยคุกคามดังกล่าวรวมถึงการลักลอบนำของเถื่อนเข้าประเทศ การทะลักของสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่กดราคาพืชผลไทย แรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนันกาสิโน และทุนสีเทา ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศในภาพรวม ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในลักษณะอาสาสมัคร จะช่วยสร้างความรู้สึกหวงแหนผลประโยชน์ของชาติ และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความมั่นคงของประเทศเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนและแท้จริง

‘นายกฯ’ชี้ทหารขาขาดรายที่ 9 คนละเรื่องกับประชุม GBC ตอบโต้เป็นเรื่องกองทัพ

‘นายกฯ’ชี้ทหารขาขาดรายที่ 9 คนละเรื่องกับประชุม GBC ตอบโต้เป็นเรื่องกองทัพ

‘นายกฯ’ชี้ทหารขาขาดรายที่ 9 คนละเรื่องกับประชุม GBC ตอบโต้เป็นเรื่องกองทัพ

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.27 น.

‘นายกฯ’ชี้ทหารเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเป็นรายที่ 9 คนละเรื่องกับประชุม GBC ตอบโต้เป็นเรื่องกองทัพ

เมื่อเวลา 11.50 น.วันที่ 26 ธ.ค.68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ทหารเหยียบทุ่นระเบิด ที่บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ จนทำให้ขาขาดเป็นรายที่ 9 จะกระทบกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา(จีบีซี) หรือไม่ ว่า เรื่องการประชุมเป็นเรื่องของการประชุม ส่วนเรื่องการตอบโต้ก็เป็นเรื่องของกองทัพอยู่แล้ว

ส่วนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสมช. วันนี้จะนำรายงานของฝ่ายเลขาจีบีซีเข้ามาพิจารณาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถาม ก่อนที่จะขอไปเข้ารายการ แล้วจึงจะออกให้สัมภาษณ์ในภายหลัง