ไม่ควรถูกมองเป็น‘งานแถม’ ‘จาตุรนต์’จี้‘กกต.’สื่อสาร ปชช.ออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.

ไม่ควรถูกมองเป็น‘งานแถม’ ‘จาตุรนต์’จี้‘กกต.’สื่อสาร ปชช.ออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.

ไม่ควรถูกมองเป็น‘งานแถม’ ‘จาตุรนต์’จี้‘กกต.’สื่อสาร ปชช.ออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.08 น.

ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงานแถม! “จาตุรนต์”จี้”กกต.”สื่อสารประชาชนออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. ชี้ กกต.ไม่กระตือรือร้น คนส่วนใหญ่ไม่รู้ พท.ยก 5 ข้อ เร่งรณรงค์ทุกภาคส่วนขอให้มาออกเสียงมากที่สุด

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการรณรงค์ประชามติฯ แถลงในนามคณะกรรมการรณรงค์ประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ของพรรคเพื่อไทย ว่า พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มีข้อจำกัดหลายประการ เราได้พยายามดำเนินการมาในหลายขั้นตอน จนช่วงสุดท้ายก่อนการยุบสภา ได้ร่วมผลักดันให้รัฐสภาลงมติ เสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีมติจัดทำประชามติตั้งคำถามต่อประชาชนว่าสมควรให้มีการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การจัดทำประชามติจะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้ง เป็นเรื่องน่าตกใจและน่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่ ยังไม่ทราบว่าจะมีการทำประชามติในวันนั้น ซึ่งการทำประชามติครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากที่ผ่านมา ความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่น ข้อเสนอให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับประชาชน ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีการร้องคัดค้าน และมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในที่สุดว่า หากจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องถามความเห็นประชาชนก่อน คือ ต้องจัดทำประชามติ ดังนั้น หากประชามติครั้งนี้ผ่านความเห็นชอบของประชาชน จะทำให้การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และผู้ที่เสนอญัตติหรือดำเนินการต่อไปจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังจะเป็นต้นทุนทางสังคมและทางการเมืองที่สำคัญ ให้รัฐสภาสามารถเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีแรงสนับสนุนจากประชาชนทั่วประเทศ

แต่ในทางกลับกัน หากประชามติครั้งนี้ไม่ผ่าน อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เกิดขึ้นได้อีกเลย ซึ่งจะเป็นความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนในระยะยาว

พรรคเพื่อไทยเข้าใจเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งรับรองและส่งเสริมให้ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่างๆ ในสังคม ใช้สิทธิและเสรีภาพในการรณรงค์ประชามติได้อย่างเสรีและเท่าเทียม ข้อห้ามเรื่อง “การชี้นำ” ตามกฎหมายประชามติ เป็นข้อห้ามที่ใช้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น ไม่ได้ห้ามพรรคการเมืองหรือภาคประชาชน ดังนั้น พรรคการเมือง องค์กร และประชาชน สามารถรณรงค์ได้ทั้งฝ่ายเห็นชอบและไม่เห็นชอบอย่างเสรี

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมและได้กำหนดกรอบแนวทาง 5 ข้อ คือ 1.เร่งจัดทำคำอธิบายชุดความคิด แสดงให้เห็นถึงปัญหาและข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเหตุผลความจำเป็นในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชน 2.เร่งสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือกับพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง องค์กรเอกชน และเครือข่ายต่างๆ 3.จัดทำแผนกิจกรรมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและผู้มีสิทธิออกเสียงอย่างทั่วถึง 4.จัดทำสื่อรณรงค์ที่เหมาะสมกับแต่ละช่องทางและแต่ละกลุ่มเป้าหมาย 5.ทำหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อเรียกร้องให้เร่งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรณรงค์ประชามติอย่างเสรี เท่าเทียม และให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งฝ่ายเห็นชอบและไม่เห็นชอบ รวมถึงกำกับดูแลให้การออกเสียงเป็นไปโดยสุจริต ปราศจากการครอบงำ ข่มขู่ หรือคุกคาม

“พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยพรรคหรือองค์กรใดเพียงลำพัง จึงพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในทุกเวที การรณรงค์ประชามติครั้งนี้เป็นภารกิจสำคัญต่ออนาคตประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไป ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันทำให้ประชามติครั้งนี้เป็นวาระร่วมของประเทศ ช่วยกันอธิบาย รณรงค์ และออกไปใช้สิทธิให้มากที่สุด หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยจะได้เริ่มต้นเส้นทางสู่รัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง” นายจาตุรนต์ กล่าว

เมื่อถามว่า ประชามติไม่สามารถออกเสียงล่วงหน้าได้จะทำให้ประชาชนออกเสียงน้อยนั้น นายจาตุรนต์ ตอบว่า ประชามติไม่สามารถออกเสียงล่วงหน้าได้เหมือนการเลือกตั้งทั่วไป อาจทำให้โอกาสที่ประชามติจะผ่านลดลง เราจึงต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไว้แล้วต้องมาออกเสียงประชามติในวันเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่ง กกต.ระบุว่าจะหาทางเปิดให้สามารถออกเสียงนอกพื้นที่ได้ ประชาชนจะไปลงคะแนนในพื้นที่ที่สะดวกได้ นี่เป็นอีกประเด็นที่ กกต.ควรพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด

นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า ความไม่กระตือรือร้นของ กกต.ซึ่งมีหน้าที่หลักในการชี้แจงและสร้างความเข้าใจ ส่งผลให้ประชาชนรับรู้น้อยและออกมาใช้สิทธิน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในวันที่ 8 ซึ่งมีข้อมูล กติกา ผู้สมัคร และการสื่อสารอย่างครบถ้วน ขณะที่ประชามติซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งกลับมีการชี้แจงต่อประชาชนน้อยมาก

พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียกร้องให้ กกต.เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะประชามติไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่ออนาคตประเทศและใช้งบประมาณจำนวนมาก ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงานแถม

ในส่วนของพรรคเพื่อไทย จะเตรียมชุดข้อมูล คู่มือ ช่วยผลิตสื่อและเครื่องมือสนับสนุน และสื่อสารให้ผู้สมัคร บุคลากรพรรค และอาสาสมัคร นำไปอธิบายกับประชาชนว่าการตอบ “เห็นชอบ” ในประชามติจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างไร

งดตั้ง‘ฉายาตำรวจ’ ‘ส.อาชญากรรม’เปิดเหตุผล ไม่มีผลงานเด่นชัดเป็นที่ประจักษ์

งดตั้ง‘ฉายาตำรวจ’ ‘ส.อาชญากรรม’เปิดเหตุผล ไม่มีผลงานเด่นชัดเป็นที่ประจักษ์

งดตั้ง‘ฉายาตำรวจ’ ‘ส.อาชญากรรม’เปิดเหตุผล ไม่มีผลงานเด่นชัดเป็นที่ประจักษ์

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.00 น.

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง มีมติงดตั้งฉายาเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำปี 2568 โดยคำแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ได้มีการตั้งฉายาตำรวจเป็นประจำปีทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมานานของผู้สื่อข่าวสายอาชญากรรม เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยปราศจากอคติ ซึ่งมีทั้งในด้านดี และด้านไม่ดีในแต่ละรอบปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงตัวแทนจากสื่อต่างๆ ในสายข่าวอาชญากรรม มีมติเห็นว่า ในปีที่ผ่านมายังไม่มีตำรวจท่านใดที่มีผลงานที่เด่นชัด เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชน ตรงกันข้ามกับปรากฏเรื่องราวหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่โปร่งใส, การแทรกแซงทางการเมือง การทุจริต และความขัดแย้งระหว่างนายตำรวจระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและประสิทธิภาพการทำงาน

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุนี้ สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย จึงมีมติเห็นพ้องว่า ควรงดตั้งฉายาตำรวจในปีนี้ไปก่อน และคาดหวังว่าในปี 2569 ตำรวจจะต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ที่ดีให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงจะได้มีการตั้งฉายาเพื่อสะท้อนการทำงานของตำรวจตามธรรมเนียมสืบไป

‘ณรงค์’ลั่น!จัดการเลือกตั้งพร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ

'ณรงค์'ลั่น!จัดการเลือกตั้งพร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ

‘ณรงค์’ลั่น!จัดการเลือกตั้งพร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

กกต.ประชุมเตรียมพร้อมประชามติ “ณรงค์”ลั่นจัดการเลือกตั้งพร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ วอน ปชช.ร่วมขับเคลื่อนภารกิจครั้งประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อม นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ , นายณรงค์ รักร้อย และ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการประจำศูนย์อำนวยการและประสานงานการเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติ ซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ เข้าร่วมประชุม

นายณรงค์ ประธาน กกต.กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ทุ่มเทและให้การสนับสนุนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติครั้งนี้ พร้อมระบุว่า การจัดการเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติ เป็นภารกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกเสียงประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส.ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.69 ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ประเทศไทย กกต.และพนักงาน กกต.ไม่สามารถจัดทำประชามติและเลือกตั้งออกมาให้สมบูรณ์แบบได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ตนมั่นใจว่าด้วยความทุ่มเทการทำงานและการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของทุกคน จะทำให้การเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติ เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

“ความสำเร็จของการจัดการเลือกตั้งและการประชามติที่จะมีขึ้นไม่ใช่ความสำเร็จของสำนักงาน กกต.เพียงลำพัง แต่เป็นความสำเร็จจากความเสียสละและความตั้งใจ ทุ่มเท ร่วมกันของทุกคน และถือเป็นความสำเร็จของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอให้พลังความร่วมมือครั้งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยมั่นคง และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนสืบไป”

‘เทพมนตรี’ร่อนจดหมายถึง‘นายกฯ’ แนะ 6 ขั้นตอนทวงคืน‘ปราสาทเขาพระวิหาร’

‘เทพมนตรี’ร่อนจดหมายถึง‘นายกฯ’ แนะ 6 ขั้นตอนทวงคืน‘ปราสาทเขาพระวิหาร’

‘เทพมนตรี’ร่อนจดหมายถึง‘นายกฯ’ แนะ 6 ขั้นตอนทวงคืน‘ปราสาทเขาพระวิหาร’

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.24 น.

‘เทพมนตรี’ร่อนจดหมายถึง‘นายกฯ’ แนะ 6 ขั้นตอนทวงคืน‘ปราสาทเขาพระวิหาร’

26 ธันวาคม 2568 นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา โพสต์ “จดหมายเปิดผนึก” เรื่อง “ขอคืนปราสาทพระวิหารและใช้ข้อสงวนสิทธิ์” ระบุว่า…

จดหมายเปิดผนึก

เรื่อง ขอคืนปราสาทพระวิหารและใช้ข้อสงวนสิทธิ์

เรียน ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี

กระผมมีข้อเสนอในเรื่องการขอคืนปราสาทพระวิหารดังนี้

วิธีการใช้ข้อสงวนสิทธิ์ ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม 2505 และแนะนำ ปราสาทพระวิหารคืนประเทศไทยโดยแจ้งสหประชาชาติว่าไทยมีหลักฐานใหม่ทางกฎหมายและการอ้างอิงสันปันน้ำที่ขอบหน้าผาของฝ่ายกัมพูชาผ่านแผนบริหารการจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหาร รวมถึงการกำหนดเส้นเขตแดนตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสปีค.ศ. 1904 ให้ใช้สันปันน้ำ ซึ่งปัจจุบันทางการกัมพูชาได้ยอมรับว่าสันปันน้ำบริเวณประสาทพระวิหารอยู่ที่ขอบหน้าผานั่นเอง โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. ใช้กำลังทหารยึดคืนปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทั้งหมด ตาม อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสปีค.ศ. 1904 

2. รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี สั่งการกระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติแจ้งว่าไทยในฐานะประเทศสมาชิกขอใช้ข้อสงวนสิทธิ์ที่เคยตั้งเอาไว้และไม่ยอมรับคำพิพากษาคดีประสาทพระวิหารโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินคดีไม่ยุติธรรมและขัดแย้งกับสนธิสัญญารวมถึงสภาพความจริงทางภูมิศาสตร์ในคดี

3. รัฐบาลตั้งทีมในการเจรจาใช้ข้อสงวนสิทธิ์และแจ้งไปยังเลขาธิการสหประชาชาติอ้างอิงหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์และหลักฐานในปัจจุบันของฝ่ายกัมพูชาที่ยอมรับว่าสันปันน้ำบริเวณ ปราสาทพระวิหาร อยู่ที่ขอบหน้าผา  ตามแผนบริหารจัดการที่ยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลกและการสำรวจภูมิประเทศโดยเทคโนโลยีไลด้า

4. คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อปีค.ศ. 1962 และปีค.ศ. 2003 มุ่งไปยังประเด็นการให้อำนาจอธิปไตยกับประเทศกัมพูชาและไทยถอนกำลังยามรักษาการตำรวจและทหารออกจาก อาณาบริเวณรอบประสาท ดังนั้นเมื่อประเทศไทยมีหลักฐานใหม่และยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเส้นเขตแดนที่ปรากฏตามข้อบทในสนธิสัญญาปีค.ศ. 1904 ใช้สันปันน้ำ คณะกรรมการปักปันเขตแดนได้กำหนดเอาไว้ให้อยู่ที่ขอบหน้าผาซึ่งมีระดับความสูงกว่า 600 เมตรจากระดับน้ำทะเลเป็นจุดที่สูงที่สุด ปราสาทพระวิหารจึงเป็นของราชอาณาจักรไทย และราชอาณาจักรไทยขอคืนสภาพการใช้อำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์และมีสิทธิ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ที่จะตั้งยามรักษาการตำรวจและทหารดูแลรักษา พระราชอาณาเขต โดยที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมิได้ตัดสินเรื่องเขตแดนหรือเส้นเขตแดนหรือแม้กระทั่งแผนที่ที่ถูกอ้างอิงว่าเป็นแผนที่อันเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามอินโดจีนฝรั่งเศสตามอนุสัญญาปีค.ศ. 1904

กัมพูชาอาศัยความเข้าใจผิดในคำพิพากษาให้เป็นคุณกับ ฝ่ายตนเองโดยการประกาศพระราชกฤษฎีกาพื้นที่ประกาศพระวิหารเมื่อปีพ.ศ.2550 ซึ่งไทยได้ประท้วงไว้แล้วถึงสองครั้ง  และได้แจ้งไปยังราชเลขาธิการ ตามหนังสือที่กต. 0803 / 453 ลงวันที่ 20 มิถุนา 2551

ประเทศไทยจึงมีสิทธิ อำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและดินแดนทั้งหมดบนเทือกเขาพนมดงรัก

5. รัฐบาลต้องสั่งการไปยังกองทัพภาค2 ให้ตั้งฐานทัพบนตัวประสาทพระวิหารและแจ้งไปยังคณะกรรมการมรดกโลก และศูนย์มรดกโลกที่ปารีสว่าการกระทำของกัมพูชาที่ใช้ปราสาทพระวิหารสะสมยุทโธปกรณ์กำลังทหารและรุกล้ำดินแดนประเทศภาคีสมาชิกอย่างประเทศไทย ขอให้คณะกรรมการมรดกโลกมีคำวินิจฉัยอย่างเร่งด่วนในการยกเลิกทะเบียนมรดกโลกประสาทพระวิหารออกจากบัญชีโดยอาจจะขึ้นเป็นมรดกโลกอันตรายเอาไว้ก่อนก็ได้

6. รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศแจ้งไปยังรัฐบาลกัมพูชาว่าประเทศไทยไม่ประสงค์ที่จะให้กัมพูชาได้ใช้อำนาจอธิปไตยเหนือประสาทพระวิหารอีกต่อไปทั้งปัจจุบันและอนาคต ทั้งชาตินี้และชาติหน้า

ขอแสดงความนับถือ

นายเทพมนตรี ลิมปพยอม

25 ธันวาคม 2568

‘ชลน่าน’แฉ‘น่าน’จ่ายหัวละ 300 บาท เริ่มเก็บสำเนาบัตรประชาชนแล้ว หวั่น‘ซื้อเสียง’ระบาดหนัก

‘ชลน่าน’แฉ‘น่าน’จ่ายหัวละ 300 บาท เริ่มเก็บสำเนาบัตรประชาชนแล้ว หวั่น‘ซื้อเสียง’ระบาดหนัก

‘ชลน่าน’แฉ‘น่าน’จ่ายหัวละ 300 บาท เริ่มเก็บสำเนาบัตรประชาชนแล้ว หวั่น‘ซื้อเสียง’ระบาดหนัก

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.18 น.

‘ชลน่าน’แฉ‘น่าน’จ่ายหัวละ 300 บาท เริ่มเก็บสำเนาบัตรประชาชนแล้ว หวั่น‘ซื้อเสียง’ระบาดหนัก ชี้กูรูการเมืองมองเลือกตั้ง69 เงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้าน

26 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และว่าที่ผู้สมัครสส.เขต 2 จ.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยว่า การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เป็นการเลือกตั้งในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เพราะยังคงมีการสู้รบกับระหว่างกองทัพไทยและกองทัพกัมพูชา นอกจากนี้พบว่าหลายจังหวัดที่ประสบเหตุน้ำท่วมยังคงอยู่ระหว่างการฟื้นฟูพื้นที่หลังประสบเหตุอุทกภัยยังไม่เสร็จสิ้น รวมถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เลือกยุบสภาก่อนกำหนดเพื่อหนีตรวจสอบของฝ่ายค้าน  สถานการณ์ปัจจุบันหลายฝ่ายมองว่าเป็นยุคที่เงินนอกระบบหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าทุนเทาระบาดไปทุกวงการ ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ปกติ

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งรอบนี้ คาดกันว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่ทุกพรรคการเมืองใช้ทุกกลยุทธ์และทุกวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในสนามเลือกตั้ง เพราะก่อนการเลือกตั้งมีการบางพรรค ใช้ทุกวิธีการเพื่อรวบรวมสมาชิกพรรคและดูดอดีตสส.จากทุกพรรคการเมืองให้ได้มากที่สุด มีรายงานข่าวว่ามีการใช้ทุน ใช้เงิน เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการโน้มน้าว สส.ให้หลายคนย้ายขั้วย้ายค่ายเพื่อลงเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งเป็นภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการกินรวบประเทศได้ ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าวเชื่อว่าจะมีการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองสูงมาก อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุใดนักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายท่านประมาณการณ์ว่าการเลือกตั้งในปี 2569 คาดว่าจะเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งมีความเป็นไปได้มาก

“ทั้งนี้จากการลงพื้นที่พบว่าในพื้นที่จังหวัดน่านมีกลุ่มคนเริ่มออกปฏิบัติการที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายเลือกตั้ง คือเริ่มมีการเก็บสำเนาบัตรประชาชน ตามหมู่บ้านต่างๆซึ่งคนเดินเก็บสำเนาได้ใบละ 50 บาทและเจ้าของบัตรจะได้รับจำนวน 300 บาท ซึ่งวัตถุประสงค์ในการเก็บไม่ชัดเจน ในขณะที่ชาวบ้านไม่ได้มีการเขียนกำกับว่าไปใช้เพื่อการใด หวั่นใจว่าจะนำสำเนาบัตรประชาชนที่เก็บไปนำใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายเช่นกลุ่มผู้ไม่หวังดีหรือกลุ่มอาชญากรรมทางไซเบอร์นำไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งอาจจะส่งผลให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนอาจตกเป็นเหยื่อผู้ไม่หวังดีๆได้ ดังนั้นผู้มีส่วนรับผิดชอบต้องตรวจสอบและร่วมกันป้องกันปัญหาดังกล่าว ก่อนที่จะเกิดความเสียหายและส่งผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่ได้ อยากให้ประชาชนรู้เท่าทันกับความไม่ชอบมาพากลดังกล่าว” นพ.ชลน่าน กล่าว

‘ประชาธิปัตย์’เปิดตัว ‘อภิสิทธิ์-กรณ์-การดี’แคนดิเดตนายกฯ

‘ประชาธิปัตย์’เปิดตัว ‘อภิสิทธิ์-กรณ์-การดี’แคนดิเดตนายกฯ

‘ประชาธิปัตย์’เปิดตัว ‘อภิสิทธิ์-กรณ์-การดี’แคนดิเดตนายกฯ

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.12 น.

“ปชป.”เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ “อภิสิทธิ์-กรณ์-การดี” ลั่น DNA ประชาธิปัตย์พาไทยหายจน ยันเป็นผู้นำที่ทำเป็น

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เผยแพร่คลิปเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ สำหรับการเลือกตั้ง สส. 8 กุมภาพันธ์ นี้ อย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ, นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ และ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ

ทั้งนี้ ภายในคลิปยังระบุว่า ทำอย่างไรให้ไทยหายจนพรรคประชาธิปัตย์ จึงเสนอผู้นำที่ทำเป็น เพื่อภารกิจยิ่งใหญ่ “พาไทยหายจน” โดยยกนายอภิสิทธิ์ มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส มีวินัยการคลัง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไทยจะหายจน ต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างการเมืองสุจริต สร้างความโปร่งใสทุกระบบ ถึงจะขจัดสิ้นทุกปัญหาเทาๆ ที่คนไทยทน

จากนั้น แนะนำผู้นำทางเศรษฐกิจ พาไทยหายจน คือ นายกรณ์ จาติกวณิช ที่ได้รับรางวัลรัฐมนตรีคลังโลก ในวัย 44 ปี ซึ่งนายกรณ์ ระบุว่า ไทยหายจนเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง เราต้องเร่งทำงาน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การแข่งขันต้องเป็นธรรม เชื่อมโลกอย่างทันโลก เกษตรกร SMEs ผู้ส่งออกทุกคน ต้องเติบโต

ต่อมา แนะนำผู้นำนักเทคโนโลยีเพื่ออนาคต นางการดี เลียวไพโรจน์ นักเทคโนโลยีเพื่ออนาคต ประสบการณ์กว่า 20 ปี เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งนางการดี ระบุว่า สร้างอนาคตไทยด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล วางแผนคน วางแผนประเทศให้หายจนอย่างยั่งยืน ทีมเวิร์คเดียวกัน สร้างทุกความสำเร็จที่ผ่านมา รวมพลัง DNA ประชาธิปัตย์ ขับเคลื่อนไทยหายจน เพราะพวกเราทำเป็น

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 28 ธ.ค.นอกจากนี้ ในวันที่ 29 ธ.ค.พรรคประชาธิปัตย์จะจัดกิจกรรมพบปะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ ทั้ง 3 คน

ขณะที่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ยืนยันต่อการประกาศชื่อผู้ที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 รายชื่อ ว่า ทั้ง 3 คน ไม่ใช่มาเป็นผู้อาสาเป็นนายกฯ ที่ต่างคนต่างมา แต่มีที่มาเหมือนกันคือ ความคิด ตั้งใจ วิสัยทัศน์ และเคยทำงานร่วมกันมา ในสถานะและโอกาสต่าง ดังนั้น มั่นใจว่าแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ มองอนาคตของประเทศที่อยากเห็น ตรงกัน ดังนั้น การทำงานของทั้ง 3 คน มีลักษณะกลมกลืน อีกทั้งได้คุยนโยบายที่ใช้รณรงค์หาเสียงมากับมือ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อภิสิทธิ์’การันตี 3 แคนดิเดต ปชป.ไม่ใช่แค่อาสาเป็นนายกฯ ปัดสร้างวาทกรรมไม่จับมือ‘กล้าธรรม’)

– 006

‘อภิสิทธิ์’การันตี 3 แคนดิเดต ปชป.ไม่ใช่แค่อาสาเป็นนายกฯ ปัดสร้างวาทกรรมไม่จับมือ‘กล้าธรรม’

‘อภิสิทธิ์’การันตี 3 แคนดิเดต ปชป.ไม่ใช่แค่อาสาเป็นนายกฯ ปัดสร้างวาทกรรมไม่จับมือ‘กล้าธรรม’

‘อภิสิทธิ์’การันตี 3 แคนดิเดต ปชป.ไม่ใช่แค่อาสาเป็นนายกฯ ปัดสร้างวาทกรรมไม่จับมือ‘กล้าธรรม’

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.56 น.

เอาฤกษ์เอาชัยสู้ศึกเลือกตั้ง! “อภิสิทธิ์”นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต สักการะศาลหลักเมือง ก่อนสมัครพรุ่งนี้ พร้อมการันตี 3 แคนดิเดตนายกฯ ปชป.ไม่ใช่แค่อาสาเป็นนายกฯ เผยเดินหน้าชูนโยบายพาคนไทยหายจน 4 ปี ดันเศรษฐกิจโต 5% ปัดสร้างวาทกรรมไม่จับมือ”กล้าธรรม” ยันทำตามเสียงประชาชน ชี้”พรรคส้ม”ร่วมหนุนแบน”กล้าธรรม”คนละเรื่องร่วมงานกัน ลั่นชัดไม่ลงเรือกับพรรคมีนโยบายทำแตกแยก-ม.112 ต้องสนใจอารมณ์ ปชช.มากกว่านักวิเคราะห์ กูรูการเมือง

เมื่อเวลา 07.25 น.วันที่ 26 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช , นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ และ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาผู้อำนวยศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันนำผู้สมัคร สส. 33 เขตเลือกตั้งของกรุงเทพฯ ไหว้สักการะศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล และสร้างขวัญกำลังใจ ปลุกพลังกลุ่ม “กรุงเทพฯฟ้าใหม่” ก่อนการสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 27 ธ.ค.68

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ยืนยันต่อการประกาศชื่อผู้ที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 รายชื่อ ว่า ทั้ง 3 คน ไม่ใช่มาเป็นผู้อาสาเป็นนายกฯ ที่ต่างคนต่างมา แต่มีที่มาเหมือนกันคือ ความคิด ตั้งใจ วิสัยทัศน์ และเคยทำงานร่วมกันมา ในสถานะและโอกาสต่าง ดังนั้น มั่นใจว่าแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ มองอนาคตของประเทศที่อยากเห็น ตรงกัน ดังนั้น การทำงานของทั้ง 3 คน มีลักษณะกลมกลืน อีกทั้งได้คุยนโยบายที่ใช้รณรงค์หาเสียงมากับมือ

“เราไม่เปรียบเทียบแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมืองอื่น แต่อธิบายให้เห็นว่าการคัดเลือกแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคทั้ง 3 คน อยากให้ประชาชนมั่นใจว่ากลมกลืน ยึดมั่นใจอุดมการณ์และวิสัยทัศน์เดียวกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ประเมินแล้วกระแสดีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากที่ได้พบปะประชาชนต่างๆ มีกระแสตอบรับดี เชื่อว่าประชาชนต้องใช้เวลาประมาณ 40 วันที่เหลือเปรียบเทียบตัดสินใจ ซึ่งการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่สำคัญไม่อยากให้ประเทศไทยติดล่มสภาพเศรษฐกิจสังคมที่ผ่านมา ดังนั้นอยากให้ประชาชนพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะมีโอกาสสำคัญให้ประเทศพ้นจากภาวะปัญหา ประเทศเดินหน้า ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี สังคมสงบบสุข และทำให้ประเทศไทยผงาดบนสังคมโลกได้

“จากปัญหาที่พบว่าประชาชนเหนื่อยท้อกับอะไร และเขาต้องทน แต่วันนี้เป็นโอกาสหลุดพ้นสภาพนั้น พรรคประชาธิปัตย์เปิดประเด็นไทยหายจน ไม่ได้หมายถึงจนเงินเท่านั้น แต่จะทยอยเปิดนโยบายที่เป็นคำตอบแก้จนแต่ละด้านเป็นอย่างไร ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ที่ประกาศชื่อนั้น มีความชัดเจน ไม่ใช่ประกาศลอยๆ โดยจะระบุเป้าหมายที่ชี้วัดที่ประเมินเราได้หากมีโอากทำงาน เช่น ประกาศว่า 4 ปี เศรษฐกิจไทยโต 5% ลดหนี้สินของประชาชนจากเดิมที่มียอดหนี้ 80 – 90% ให้เหลือ 60% โดยทั้งหมดทำได้โดยการเมืองสุจริต หมายความว่าประเทศไทยไม่ถูกจัดอันดับในลำดับดัชนีความโปร่งใสที่ 107 แต่ต้องกลับมาติดอันดับในสมัยที่พวกเราทำงาน คือลำดับที่ 80” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคกล้าธรรม (กธ.) ตอบโต้หลังประกาศไม่จับมือร่วมรัฐบาล โดยมองว่าเป็นวาทกรรมการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าววว่า ไม่ใช่วาทกรรม แต่เป็นความตั้งใจประกาศและทำจริง ไม่มีปัญหาอะไร และไม่ต้องการตอบโต้ ต่อความ ทั้งนี้ สิ่งที่ตนประกาศเป็นการแสดงจุดยืนของการสร้างบ้านเมืองสุจริต ที่ได้รับฟังจากประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเห็นบ้านเมืองพ้นสภาพปัญหาในปัจจุบัน

เมื่อถามว่า ล่าสุดพรรคประชาชน (ปชน.) สนับสนุนคำประกาศของพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น มีโอกาสร่วมกันทำงานหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งนี้ มีความพยายามตีความหรือยัดเยียด ทั้งที่ตนเองพูดชัดเจนที่สุดว่า ตนเป็นห่วงเรื่องการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 เนื่องจากพรรคต่างๆ ไม่มีใครพูด ยกเว้นเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้งที่เป็นกฎหมายคนละฉบับ

“ผมพูดชัดว่า นโยบายที่สร้างแตกแยก จะไม่สนับสนุน และไม่ร่วมกับพรรคที่มีนโยบายสร้างความแตกแยกเช่นกัน หากพรรคไหนมีนโยบายแบบนี้จะไม่ไปร่วม พูดตั้งแต่ต้น แต่ยังมีความพยายามยัดเยียด ตีความสิ่งที่ไม่ได้พูด ทั้งนี้ ผมมองว่าบ้านเมืองเราควรตรงไปตรงมา สิ่งที่พูดนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ชัด วันนี้สนใจอารมณ์ประชาชนมากกว่านักวิเคาระห์ หรือกูรูทางการเมือง ที่พยายามบอกว่าพูดแบบนี้ จะเป็นเกมการเมืองเป็นแบบนั้น ผมพูดว่าเราอยากได้การเมืองสุจริต เห็นพรรคการเมืองบางพรรคที่ไม่สามารถสร้างบ้านเมืองสุจริตได้ จึงต้องพูดแบบตรงไปตรงมา ใครอยากตีความอะไรก็ตีไป แต่ประชาชนอยากเห็นบ้านเมืองสุจริต” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

เมื่อถามว่า คำประกาศนั้นถูกมองว่าเป็นความพยายามจัดขั้วการเมืองใหม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “เป็นเรื่องของคนที่อยากจัด เราเดินหน้าเรื่องการเมืองสุจริต และแสดงจุดยืนชัดเจนเพราะหากไม่แสดงจุดยืนชัดเจน จะเปิดโอกาสกลับไปสู่สภาพการเมืองที่มีข้อตกลงลับ มีข้อตกลงแล้วฉีกข้อตกลง สลับไปสลับมา วันนี้ประกาศให้ชัดไม่ได้สร้างปัญหาให้กับใคร พรรคที่เราไม่ร่วมด้วย เขาก็บอกว่าไม่อยากร่วมกับเรา”

เมื่อถามว่า ต้องการร่วมมือกับพรรคการเมืองแบบไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พร้อมร่วมกับพรรคทุกพรรคที่สร้างบ้านเมืองสุจริต มีวิสัยทัศน์ชัดเจนที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตเพื่อประโยชน์ของประชาชน เมื่อถามว่า จะร่วมกับพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ทำไมต้องถามต่อ ผมพูดชัดเจนแล้ว ให้ไปถามคนอื่นที่ไม่ตอบดีกว่า เพราะผมมองว่าสิ่งที่เป็นวาทกรรม คือ พูดว่าไม่ร่วมทุนเทา แต่หันไปหันมาไม่มีใครเป็นทุนเทา แล้วมาจากไหน”

– 006

‘จตุพร’ชี้เลือกตั้งแข่งกันสับปลับ ขุด 3 ปัจจัยซัดกันน่วม ‘ปชน.-พท.-ภท.’ชิงตั้งรบ.กลับกลอก

‘จตุพร’ชี้เลือกตั้งแข่งกันสับปลับ ขุด 3 ปัจจัยซัดกันน่วม ‘ปชน.-พท.-ภท.’ชิงตั้งรบ.กลับกลอก

‘จตุพร’ชี้เลือกตั้งแข่งกันสับปลับ ขุด 3 ปัจจัยซัดกันน่วม ‘ปชน.-พท.-ภท.’ชิงตั้งรบ.กลับกลอก

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.50 น.

‘จตุพร’ชี้‘เลือกตั้ง’แข่งกันสับปลับ แล้วอ้างจำเป็นกอดคอตั้งรัฐบาล คาดพรรคใหญ่ปล่อยของซัดกันนัว ระบุ 3 ปัจจัยทั้ง‘สงคราม-เงินเทาสแกมเมอร์-ขุดดิจิทัลฟุตพริ้นท์’ซ้ำเติมพูดแล้วลืมทำ ฟาดกันน่วม ชี้‘ปชน.-พท.-ภท.’กวาดเสียง แย่งชิง‘พรรคกลาง-เล็ก’ตั้งรัฐบาลกลับกลอก

26 ธันวาคม 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน เมื่อคืนวันที่ 25 ธ.ค.68 โดยประเมินการเลือกตั้ง 2569 ว่า พรรคการเมืองจะหาเสียงช่วงชิงความนิยมกันดุเดือดกับสงครามไทย-กัมพูชา และเครือข่ายเงินเทาสแกมเมอร์ พร้อมขุดดิจิทัลฟุตพริ้นท์มาซ้ำเติมพรรคตระบัดสัตย์ข้ามขั้ว ไม่ทำตามสัญญาหาเสียงกับประชาชน

“การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองจะแข่งขันกันหนักไม่เอาพรรคเทาหรือพรรคที่พัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์ แล้วจะลามไปถึงแต่ละพื้นที่แข่งขันกันดุเดือด ขุดดิจิทัลฟุตพริ้นท์มาทำลายความน่าเชื่อถือ เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทำทันที เป็นต้น ดังนั้นหลังเลือกตั้งแทบจะหาพรรคการเมืองจับมือกันตั้งรัฐบาลกันยากมาก”

นายจตุพร กล่าวว่า การแข่งขันหาเสียงของพรรคการเมืองได้วนกลับมายืนยันจุดยืนแต่เนินๆ เหมือนเมื่อเลือกตั้ง 2566 โดยแต่ละพรรคเริ่มประกาศไม่จับมือกับบางพรรค แต่หลังเลือกตั้งแล้ว อาจย้อนไปสู่การแสดงพฤติกรรมสวมกอดจับมือยินดีร่วมตั้งรัฐบาลด้วยกัน พร้อมๆ กับข้ออ้างบอกกล่าวความจำเป็นมากมายต่อประชาชน

กรณีพรรคประชาธิปัตย์ประกาศไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรมนั้น ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะนำพรรคให้เติบโตแล้ว จำเป็นต้องนำพรรคมาเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นจุดเด่นของประชาธิปัตย์ และเพื่อใช้เวลาสร้างความนิยมรอการเลือกตั้งครั้งถัดไป หากในสถานการณ์พรรคตกต่ำยังเลือกเดินบนทางเป็นรัฐบาลละเลยจุดยืนต่อต้านเครือข่ายเงินเทาแล้ว พรรคยิ่งจะตกต่ำไปอีก

ขณะที่พรรคประชาชนประกาศไม่จับมือกับกล้าธรรมก็เช่นกัน เพราะส่วนหนึ่งหวังตรึงเสียง กทม. ไม่ให้ประชาธิปัตย์เบียดแทรกแย่งชิงเสียงกลับไป และยังตอกย้ำจุดยืนวิจารณ์กล้าธรรมอย่างสาดเสียเทเสียมาตลอด

นอกจากนี้ พรรคประชาชนกับภูมิใจไทยที่ไม่จับมือร่วมตั้งรัฐบาล ด้วยภูมิใจไทยอ้างติดขัดปัญหาแก้ไข ม.112 ส่วนพรรคประชาชนเจ็บช้ำจากถูกภูมิใจไทยหักหลังการแก้ รธน. จึงประกาศจุดยืนเจ็บแล้วจำและจะไม่ให้ถูกหลอกซ้ำสอง

ส่วนพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มจะถูกถล่มด้วยคลิปเสียงอังเคิลกับผลงานที่ผ่านมาและพฤติกรรมตระบัดสัตย์ข้ามขั้ว ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนกับเพื่อไทยจะแข่งขันกันดุเดือดและซัดกันรุนแรงด้วยอาวุธทุกชนิด แล้วที่สุดเสียงเลือกตั้งจะแบ่งออกเป็น 3 ก้อนเหมือนเดิม คือ ภูมิใจไทย ประชาชน และเพื่อไทย

นายจตุพร กล่าวว่า แม้พรรคการเมืองประกาศจุดยืนและให้คำมั่นสัญญา แล้วฉีก MOU และ MOA ยิ่งจะทำให้ไม่น่าเชื่อถือกันต่อไป แต่อย่าประมาทสายพันธุ์นักการเมืองไทย เพราะถึงที่สุดแล้วอะไรไม่คาดคิดไว้ ก็จะเกิดขึ้นมาอีก

นายจตุพร ระบุว่า สิ่งสำคัญ พรรคการเมืองต้องรู้ว่า แม้ประชาชนต้องการความชัดเจนในการหาเสียงเลือกตั้ง แต่หลังเลือกตั้งอาจจะได้เห็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติมาเป็นเหตุผลกับประชาชน ซึ่งสะท้อนถึงการใช้ภาษาการเมืองลิ้นสองหรือสามแฉกแบบการพูดสับปลับ กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ถึงที่สุดแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้จะดุเดือดมากในท่ามกลางอารมณ์ของสงคราม ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องลุ้นชะตาของตัวเองที่ศาลรับฟ้องยื้อเวลาพิจารณาฮั้ว สว. ส่วนนักการเมืองก็ลุ้นวันเลือกตั้งจะถูกขยายออกไปอีก 30 วันหรือไม่ เพราะจะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งพรรคขนาดเล็กจะเหนื่อยและลำบากมากกับการหาเสียง

“ขณะนี้สถานการณ์ของบ้านเมืองละเอียดอ่อนมาก กกต. ถ้าจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ควรตัดสินใจในเวลาที่คนตั้งหลักกันได้ ถ้า (พรรคการเมือง) เดินไปเต็มที่แล้วเป็นการเลือกตั้งเป็นโมฆะทุกอย่างก็สูญเปล่า พรรคการเมืองและประชาชนก็เสียประโยชน์ นอกจากนี้ กรณี 44 สส.พรรคประชาชนที่ ปปช. เลื่อนการพิจารณาข้อหาแก้ ม. 112 ออกไปนั้น จะไม่เกิดผลดีกับประชาชน ซึ่งไม่ควรเลื่อน แต่ต้องพิจารณาให้ชัดเจน ถ้าไม่รอดพรรคก็ได้เปลี่ยนคน หรือรอดจะได้ทุ่มหาเสียงให้เต็มที่ และจะเกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่ายได้สิ้นสงสัยกันไป” นายจตุพร กล่าว

ส่วนสงครามไทย-กัมพูชานั้น นายจตุพร คาดว่าจะยืดเยื้อเพราะต้นเหตุมาจากการเจรจาหยุดยิงรอบแรกเมื่อ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้น สงครามจะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ ต้องพิจารณากันเป็นตอนๆ ไป ว่า จะจบก่อนเลือกตั้ง หรือสงครามจบหลังเลือกตั้ง แต่ประเมินว่า ก่อนสิ้นปี 2568 คงจบยาก

“ทุกสถานการณ์อะไรก็เกิดขึ้นมาได้ ทั้งสงครามระหว่างประเทศ สงครามข่าวสาร การปฏิบัติการไอโอสร้างความเชื่อให้คนของตัวเอง แล้วเสี้ยมทิมแทงอีกฝ่ายให้เสียหาย ดังนั้นการประเมินสถานการณ์ไว้สูงจะรับมือได้ง่ายกว่าการประเมินต่ำ” นายจตุพร กล่าว

‘ม.112’นิทานหลอกลวงประชาชนของ‘อนุทิน’หรือ‘พรรคส้ม’กันแน่?

‘ม.112’นิทานหลอกลวงประชาชนของ‘อนุทิน’หรือ‘พรรคส้ม’กันแน่?

‘ม.112’นิทานหลอกลวงประชาชนของ‘อนุทิน’หรือ‘พรรคส้ม’กันแน่?

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.14 น.

‘ม.112’นิทานหลอกลวงประชาชนของ‘อนุทิน’หรือ‘พรรคส้ม’กันแน่?

26 ธันวาคม 2568 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า…

ม.112 นิทานหลอกลวงประชาชนของอนุทินหรือพรรคส้มกันแน่?

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้ท่าทีทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า

“ผมยืนยันอีกครั้ง ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่อง 112 ตามที่คุณอนุทินอ้างทั้งสิ้น พอได้แล้วกับนิทานหลอกลวงประชาชนเพื่อกักขังประเทศให้อยู่กับอดีต เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสุดท้ายที่จะพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤตที่เผชิญอยู่รอบด้าน”

คำถามคือ

_______________________________________________

1. ณัฐพงษ์ยืนยันอีกครั้ง ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่อง 112 ตามที่คุณอนุทินอ้างทั้งสิ้น

คุณอนุทินอ้างอะไร?

ในช่วงวันที่ 24–25 ธันวาคม 2568 (ก่อนโพสต์ของนายณัฐพงษ์ไม่นาน) นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อถึง “แนวทางการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต” โดยระบุใจความสำคัญว่า “พรรคภูมิใจไทย จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่ต้องการแก้ไขหรือแตะต้องมาตรา 112”

_______________________________________________

2. ณัฐพงษ์กล่าวว่า “พอได้แล้วกับเรื่อง 112 นิทานหลอกลวงประชาชนเพื่อกักขังประเทศให้อยู่กับอดีต”

ก็พรรคประชาชน มุ่งแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ และจะยกเลิกหรือแก้ไข ม.112 ให้ได้ จริงๆ มิใช่หรือ

นายอนุทิน คือผู้ที่ยึดถือ “กติกาและคำวินิจฉัยของศาล” เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

ส่วนนายณัฐพงษ์ คือผู้ที่พยายาม “บิดเบือนเจตนารมณ์กฎหมาย” และซ่อนเร้นความต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันหลัก โดยอ้างคำว่าประชาธิปไตยบังหน้า

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เป็นจุดที่แข็งแรงของหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด เพราะศาลได้วางบรรทัดฐานแล้วว่า การกระทำของพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันแปลงร่างเป็นพรรคประชาชน) ในการเสนอแก้ไข ม.112 นั้น เข้าข่าย “บ่อนเซาะทำลาย” และนำไปสู่การ “ล้มล้างการปกครอง”

คำวินิจฉัยศาล เป็นสิ่งที่ใช้หักล้างคำว่า “นิทานหลอกลวงประชาชน” ในมุมของนายณัฐพงษ์ที่ว่า “นิทาน” ว่าเป็นข้ออ้างของฝ่ายรัฐบาล แท้จริงแล้วคือ “บรรทัดฐานของประเทศ” ที่ผ่านการวินิจฉัยโดยอำนาจตุลาการแล้ว

การที่พรรคประชาชนบอกว่าไม่เกี่ยว คือการ “ปฏิเสธอำนาจศาล” หรือพยายามเลี่ยงบาลี

มันไม่ใช่ “นิทานหลอกลวง” อย่างที่นายณัฐพงษ์ พยายามปกปิดความจริงในใจของตนเองและพรรคประชาชน

พฤติกรรมย้อนแย้งที่นายณัฐพงษ์บอกว่า “ไม่เกี่ยว” ทั้งที่พฤติกรรมในอดีตและการหาเสียงมุ่งเน้นเรื่องนี้มาตลอด

_______________________________________________

3. ณัฐพงษ์กล่าวว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสุดท้ายที่จะพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤตที่เผชิญอยู่รอบด้าน”

ม.112 เป็นวิกฤตอะไรของประเทศไทย ทำไมพรรคประชาชนต้องการแก้หรือยกเลิกให้ได้ พอแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ก็กดดันให้พรรคภูมิใจไทยยุบสภา ในสภาวะที่ประเทศชาติอยู่ในภาวะสงครามและความขัดแย้งในปัญหาชายแดนไทย-เขมร 

ม.112 ไม่ใช่ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และการแก้ ม.112 ไม่เกี่ยวกับการ “ท้าทายหัวใจของระบบอุปถัมภ์” เพื่อเปิดทางให้เกิดการตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างแท้จริง

ม.112 อยู่ในฐานะความมั่นคงของรัฐ สะท้อนหลักการที่ว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์คือความมั่นคงของชาติ” เป็นหลักสากลที่นานาประเทศล้วนมีกฎหมายคุ้มครองประมุข

สถาบันฯ อยู่เหนือการเมืองและระบบอุปถัมภ์ สถาบันฯ เป็นศูนย์รวมจิตใจ ดังนั้น การที่พรรคประชาชนพยายามโยง ม.112 เข้ากับ “ระบบอุปถัมภ์” หรือ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” จึงเป็นการ “จับแพะชนแกะ” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการโจมตีสถาบันฯ มากกว่าจะต้องการแก้ปัญหาการเมืองจริงๆ

คำว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสุดท้ายที่จะพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤตที่เผชิญอยู่รอบด้าน”

ความจริงคือ “พรรคประชาชนให้ความสำคัญและหมกมุ่นกับเรื่อง ม.122 มากเกิน จนละเลยปัญหาปากท้องหรือวิกฤตอื่นๆ และพยายามสร้างวาทกรรมว่าต้องแก้ 112 เท่านั้นประเทศถึงจะเดินหน้าได้ ซึ่งในสายตาคนจำนวนมาก นี่คือการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นมาเอง ต่างหาก”

‘บิ๊กป้อม’เปิดมูลนิธิป่ารอยต่อฯ อวยพรปีใหม่ ลั่น!อายุ 80 ปี พอแล้ว

'บิ๊กป้อม'เปิดมูลนิธิป่ารอยต่อฯ อวยพรปีใหม่ ลั่น!อายุ 80 ปี พอแล้ว

‘บิ๊กป้อม’เปิดมูลนิธิป่ารอยต่อฯ อวยพรปีใหม่ ลั่น!อายุ 80 ปี พอแล้ว

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.59 น.

“บิ๊กป้อม”เปิดมูลนิธิป่ารอยต่อฯ อวยพรปีใหม่ ลั่น!อายุ 80 ปี พอแล้ว ท่ามกลางปัญหาสุขภาพรุมเร้า ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ-เตรียมวางมือการเมือง ขณะอดีตบิ๊กทหารตบเท้าร่วมรับพร

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดให้อวยพรปีใหม่ ภายหลังมีกระแสข่าวจะวางมือทางการเมือง ท่ามกลางปัญหาสุขภาพ พร้อมถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ

โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต รมว.มหาดไทย นำคณะกรรมการมูลนิธิป่ารอยต่อฯ พร้อมด้วยน้องๆ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่น 17 เข้าอวยพรและรับพรปีใหม่จาก พล.อ.ประวิตร โดยวันนี้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว

นอกจากนี้ ยังมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด , พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีต รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. , พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกลาโหม , พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม , พล.อ.วลิต โรจนภักดี อดีต รอง ผบ.ทบ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้อวยพรให้ผู้มาร่วมงาน ขอให้มีความสุขวันปีใหม่ โดยมีคนแซวว่า “ยังดูหนุ่ม แข็งแรง” พล.อ.ประวิตร ตอบกลับว่า “หนุ่มอะไร อายุ 80 ปี พอแล้ว”

– 006