ปปช.เลื่อนลงมติ ชี้ชะตา‘อดีต44สส.ก้าวไกล’ คดีร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา112

ปปช.เลื่อนลงมติ  ชี้ชะตา‘อดีต44สส.ก้าวไกล’  คดีร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา112

ปปช.เลื่อนลงมติ ชี้ชะตา‘อดีต44สส.ก้าวไกล’ คดีร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา112

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ป.ป.ช. เลื่อนลงมติคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล เหตุผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา ปัดตอบเทคนิคประวิงเวลาหรือไม่ ยังไม่รู้จะนัดลงมติได้อีกเมื่อไหร่

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 นายสุรพงษ์  อินทรถาวร  รองเลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่จะนัดลงมติคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมฯอย่างร้ายแรง กรณีการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ในวันที่ 25 ธ.ค.ว่า วันนี้ (25 ธ.ค.) ไม่มีการประชุม ป.ป.ช. จึงไม่มีวาระพิจารณาคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ทราบว่า ฝั่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา ดังนั้น ป.ป.ช.จึงต้องพิจารณารายละเอียดในหนังสือขอความเป็นธรรมดังกล่าวก่อน ถือเป็นสิทธิที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการได้

นายสุรพงษ์ กล่าวยืนยันว่า การทำงานของ ป.ป.ช.เป็นไปตามไทม์ไลน์ตามกรอบเวลาที่เคยชี้แจงไว้ ไม่ได้เร็วหรือช้าเกินไป เพราะมีผู้ถูกกล่าวหา 44 คน ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ป.ป.ช.ต้องดูเป็นรายบุคคล ทั้งการแจ้งข้อกล่าวหา และการแก้ข้อกล่าวหา คดีนี้ในชั้นคณะอนุกรรมการไต่สวนสรุปสำนวนเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว รอบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ลงมติ แต่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายื่นร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา ป.ป.ช.ก็ต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรม

เมื่อถามว่า การยื่นขอความเป็นธรรมดังกล่าวเป็นเทคนิคการดึงเวลา ไม่ให้ ป.ป.ช.ตัดสินคดีในช่วงก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะพิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวว่า เป็นหลักฐานใหม่ที่มีน้ำหนักเหตุผลเพียงพอ หรือเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ได้พิจารณามาแล้วหรือยัง คงต้องใช้เวลาพิจารณาระยะหนึ่ง ยังคาดไม่ได้จะพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมเสร็จเมื่อใด

“อยากให้เข้าใจว่า ป.ป.ช.อยู่ตรงกลาง แต่บางทีสื่อ หรือประชาชนอาจไม่เข้าใจว่า เหตุใดกระบวนการลงมติต้องยืดออกไป” นายสุรพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า หากผู้ถูกกล่าวหาใช้วิธียื่นขอความเป็นธรรมเข้ามาเรื่อย ๆ เพื่อให้ ป.ป.ช.ไปพิจารณาคดีหลังเลือกตั้งจะทำอย่างไร นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.จะดูข้อมูลว่า เป็นเรื่องซ้ำซ้อนกับที่ได้ไต่สวนมาแล้วหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อนกัน ป.ป.ช.ก็ไม่ให้ขยายเวลา

ผ่ากลยุทธ์’ค่ายสีน้ำเงิน’ ไม่เร้าอารมณ์! เน้นทำได้ทำจริง

ผ่ากลยุทธ์'ค่ายสีน้ำเงิน' ไม่เร้าอารมณ์! เน้นทำได้ทำจริง

ผ่ากลยุทธ์’ค่ายสีน้ำเงิน’ ไม่เร้าอารมณ์! เน้นทำได้ทำจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.50 น.

บรรยากาศการเมืองก่อนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มเห็นเค้าโครงชัดขึ้นว่า การแข่งขันครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่การขายภาพฝันหรือถ้อยคำเร้าอารมณ์ แต่อยู่ที่คำถามว่า พรรคใด “พร้อม” สำหรับการบริหารประเทศมากกว่า

ในบริบทนี้ พรรคภูมิใจไทยถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเลือกวางเกมหาเสียงบนฐานประสบการณ์ มากกว่าการสร้างประเด็นใหม่เพื่อเรียกความสนใจระยะสั้น

ศูนย์กลางของภาพดังกล่าวคือ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคที่เลือกยืนอยู่บนเวทีเลือกตั้ง ด้วยการขอความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

สารที่อนุทินต้องการสื่อ ไม่ใช่การอ้างสถานะหรืออำนาจใดในปัจจุบัน แต่เป็นการขออำนาจจากประชาชนอย่างเป็นทางการ บนเหตุผลว่าเขาและพรรคผ่านงานรัฐจริงมาแล้ว และเข้าใจข้อจำกัดของการบริหารประเทศในทางปฏิบัติ

ความแตกต่างของการหาเสียงภูมิใจไทย อยู่ที่การหยิบ “ประสบการณ์” มาเป็นแกนของนโยบาย

ทั้งการรับมือวิกฤต การทำงานร่วมกับระบบราชการ รวมถึงการตัดสินใจเชิงนโยบายภายใต้เงื่อนไขจริง

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาเล่าเพื่ออวดผลงาน แต่ถูกใช้เป็นฐานในการออกแบบ นโยบายหาเสียง ซึ่งตั้งต้นจากสิ่งที่เคยทำ ไม่ใช่จากสมมติฐานในเชิงอุดมคติ

แนวคิด “ทำให้ดีกว่าและยิ่งใหญ่กว่า 3 เดือนที่ผ่านมา” จึงไม่ได้ถูกวางเป็นถ้อยคำเชิงอารมณ์

แต่เป็นการชวนประชาชนพิจารณาว่า
หากพรรคได้รับอำนาจเต็มหลังการเลือกตั้ง งานที่เคยทำในกรอบจำกัด จะถูกขยายให้ครอบคลุมทั้งระบบรัฐบาลได้อย่างไร

นี่คือเหตุผลที่ภูมิใจไทยอธิบายการเลือกตั้งครั้งนี้ ในฐานะการ “ขยายงาน”
ไม่ใช่การขอเวลาเพื่อเริ่มต้นใหม่

ในบริบทนี้เอง ที่พรรคเลือกใช้สโลแกน “ภูมิใจไทยพูดแล้วทำพลัส” เป็นแกนของการสื่อสาร

คำว่า “พูดแล้วทำ” สะท้อนวิธีคิดทางการเมืองที่พรรคใช้มาโดยตลอด

ขณะที่คำว่า “พลัส” คือการยอมรับโดยตรงว่า ความคาดหวังของประชาชนสูงขึ้น และมาตรฐานการทำงานต้องยกระดับตาม

สโลแกนนี้จึงไม่ได้เป็นคำขวัญลอย ๆ
แต่เป็นการสรุปแนวทางหาเสียงของพรรคว่า จากสิ่งที่เคยทำ จะต้องทำได้มากกว่า เร็วกว่า และครอบคลุมกว่า
หากได้รับอำนาจเต็มหลังการเลือกตั้ง

อีกองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์หาเสียง คือความชัดเจนด้านตัวบุคคล

ภูมิใจไทยประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน คือ อนุทิน ชาญวีรกูล
และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

สิ่งที่พรรคเลือกสื่อสารควบคู่กัน ไม่ใช่เพียงรายชื่อแคนดิเดต แต่คือภาพบทบาทการทำงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

ในกรณีของสีหศักดิ์ พรรคสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทด้านการต่างประเทศ และการประสานงานกับกลไกความมั่นคงของรัฐ
ซึ่งสอดรับกับโจทย์เวทีระหว่างประเทศที่ไทยต้องเผชิญในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยยังสื่อสารให้เห็นว่า ความพร้อมของพรรคไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวผู้นำ แต่หมายถึงความพร้อมของโครงสร้างการทำงานทั้งพรรค

การจัดวางทีมเศรษฐกิจและทีมขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งมีชื่อของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์
และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกกล่าวถึงในฐานะส่วนหนึ่งของภาพความพร้อมดังกล่าว เพื่อสะท้อนว่าพรรคมีทีมงานรองรับการขับเคลื่อนนโยบาย หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ภาพนี้ช่วยตอกย้ำว่า กลยุทธ์หาเสียงของภูมิใจไทย วางอยู่บนการเสนอผู้นำเป็นศูนย์กลาง ควบคู่ไปกับความพร้อมของพรรคทั้งระบบ

ในเชิงนโยบาย พรรคเลือกจับโจทย์ที่ประชาชนเผชิญอยู่จริงในชีวิตประจำวัน

ทั้งเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ความมั่นคง
อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยจากเทคโนโลยี
และปัญหาชายแดน

แนวคิด “รั้วของชาติ” ถูกนำเสนอในฐานะกรอบการจัดการปัญหาเชิงระบบ
ตั้งแต่การทหาร ไปจนถึงการจัดการสแกมเมอร์ การพนัน ยาเสพติด และการลักลอบผิดกฎหมายรูปแบบต่าง ๆ

เป้าหมายไม่ใช่การขยายบทบาทรัฐ
แต่คือการปิดช่องโหว่ ที่กระทบต่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจของประชาชนโดยตรง

นโยบายทหารอาสา เปิดรับ 100,000 คน รับราชการ 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท ถูกยกเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาความมั่นคง ที่ผูกโยงกับโอกาสทางอาชีพของคนรุ่นใหม่

เป็นการพูดเรื่องกองทัพ ในภาษาที่ประชาชนเข้าถึงได้ ไม่ใช่ภาษายุทธศาสตร์ที่ห่างจากชีวิตจริง

ด้านเศรษฐกิจ ภูมิใจไทยเลือกใช้ผลงานที่ผ่านมาเป็นฐานอธิบายนโยบายหาเสียง

ทั้งแนวคิดควิกบิ๊กวิน การต่อยอดคนละครึ่งพลัส และการผลักดันสินค้าเมดอินไทยแลนด์

สารสำคัญคือ หากได้รับอำนาจเต็มหลังการเลือกตั้ง กระบวนการตัดสินใจจะเดินได้เร็วกว่า และการขับเคลื่อนนโยบายจะเป็นระบบมากขึ้น

ภาพรวมของการหาเสียงภูมิใจไทยในรอบนี้ จึงไม่เน้นการเร้าอารมณ์

แต่เป็นการวางเหตุผลให้ประชาชนชั่งน้ำหนักว่า ประเทศควรเดินต่อในทิศทางใด
ท่ามกลางความเสี่ยงหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

พรรคเสนอทางเลือกของตนเอง ผ่านผู้นำ
กลยุทธ์พรรค และนโยบายที่สังเคราะห์จากประสบการณ์จริง

ผลลัพธ์สุดท้าย ยังคงอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

แต่สิ่งที่ชัดเจนแล้วคือ ภูมิใจไทยกำลังก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ด้วยความมั่นใจในสิ่งที่พรรคมีอยู่ในมือ และความเชื่อว่า “พูดแล้วทำ” ต้อง “ทำได้มากกว่าเดิม”
 

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

‘เมฆินทร์’นำทัพผู้สมัคร สส. ภาคกลาง อบรมข้อกฎหมาย-ขอพรพระแม่ธรณีบีบมวยผม เสริมกำลังใจก่อนลงสนาม

'เมฆินทร์'นำทัพผู้สมัคร สส. ภาคกลาง อบรมข้อกฎหมาย-ขอพรพระแม่ธรณีบีบมวยผม เสริมกำลังใจก่อนลงสนาม

‘เมฆินทร์’นำทัพผู้สมัคร สส. ภาคกลาง อบรมข้อกฎหมาย-ขอพรพระแม่ธรณีบีบมวยผม เสริมกำลังใจก่อนลงสนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.49 น.

“เมฆินทร์” นำทัพผู้สมัคร สส. ปชป. ภาคกลาง อบรมข้อกฎหมาย ป้องกันการผิดกฎ-หวังทุกคนเอาชัยชนะมาให้ได้ พร้อมขอพรพระแม่ธรณีบีบมวยผม เสริมกำลังใจก่อนลงสนาม

25 ธ.ค.68 นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พื้นที่ภาคกลาง ได้นำผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 26 จังหวัดภาคกลาง ทั้งหมด 107 เขต ที่ผ่านการคัดเลือกจากพรรค เข้ารับการอบรมด้านข้อกฎหมายที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง และการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างถูกต้อง

โดยมีนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นกล่าวให้โอวาทแก่ผู้สมัครภาคกลางทุกคน และได้รับเกียรติจาก นายราเมศ รัตนะเชวง ประธานคณะกรรมการกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อพึงระวังทางกฎหมายแก่ผู้สมัครทุกคน เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่และลงพื้นที่หาเสียงได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ที่เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัคร 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีมอบเสื้อพรรคแก่ผู้สมัคร สส. โดย นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคกลางเป็นผู้มอบ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในพรรค

จากนั้น นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด ได้นำผู้สมัคร สส. ภาคกลางทั้งหมด ไปขอพรพระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล เอาฤกษ์เอาชัย และเสริมกำลังใจให้กับผู้สมัครทุกคนในการลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึงถ่ายภาพพร้อมกันบริเวณหน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม

นายเมฆินทร์ กล่าวว่า วันนี้ตนรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นผู้สมัคร สส. ภาคกลางทุกคนมารวมตัวกันด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมทำงานเพื่อประชาชน พรรคประชาธิปัตย์เป็นบ้านที่อบอุ่น และเป็นพรรคที่เราทุกคนรัก ตนขอให้ทุกคนใช้ความรู้ ความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริต ลงพื้นที่รับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่ ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะนำชัยชนะกลับมาสู่พรรคประชาธิปัตย์ ตามแนวคิดและแคมเปญ ‘สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้’ และขอให้พวกเราทุกคนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

ปลัดนนท์ ยื่นใบลาออก ลงสมัครชิง สส.นนทบุรี พรรคภูมิใจไทย ลั่นเปลี่ยนเวลาราชการเป็นเวลาราษฎร

ปลัดนนท์ ยื่นใบลาออก ลงสมัครชิง สส.นนทบุรี พรรคภูมิใจไทย ลั่นเปลี่ยนเวลาราชการเป็นเวลาราษฎร

ปลัดนนท์ ยื่นใบลาออก ลงสมัครชิง สส.นนทบุรี พรรคภูมิใจไทย ลั่นเปลี่ยนเวลาราชการเป็นเวลาราษฎร

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.42 น.

นนทบุรี ปลัดจังหวัดนนท์ลาออกลงสมัคร ส.ส.นนทบุรี พรรคภูมิใจไทย ลั่นเปลี่ยนเวลาราชการเป็นเวลาราษฎร

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 นายชุ้น ณัฐเดช กังสุกุล ปลัดจังหวัดนนทบุรี ได้นำพวงมาลัยเข้าพบนายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เพื่ออำลาตำแหน่งราชการ หลังจากได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ เพื่อไปลงสมัครเป็น ส.ส.นนทบุรี เขต 7 พรรคภูมิใจไทย โดยใบลาออกจะมีผลตั้งแต่เวลา 16.30 น. วันที่ 25 ธันวาคม 

จากนั้นได้ไปไหว้ศาลหลักเมืองนนทบุรี ศาลพระภูมิ และอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 โดยมีนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกสมาคมชาวใต้จังหวัดนนทบุรี ในพื้นที่ต่างๆมาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น 

นายชุ้น ณัฐเดช กังสุกุล ปลัดจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า ตั้งแต่เวลา 16.30 น.เปลี่ยนเวลาราชการเป็นเวลาราษฎร สาเหตุที่ลาออกราชการเพื่อไปสมัครเป็น ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เนื่องจากตนชอบนโยบายของทางพรรคภูมิใจไทย ในเรื่องของความมั่นคง และเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งตนเองมีประสบการณ์ในการที่จะทำงานด้านนี้อยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสได้ไปเป็นผู้แทนก็จะนำแนวทางการขับเคลื่อนของนโยบายของต่างจังหวัด มาดูแลประชาชนในพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรี

นายชุ้น ณัฐเดช กล่าวอีกว่า สำคัญที่สุดก็คือพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยเฉพาะกำนันผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในเขตเทศบาลนคร ที่มันมีปัญหากันในเรื่องของกฎหมาย และทางพรรคภูมิใจไทยก็นำแนวทางนโยบายในการแก้ไขกฎหมายของ พรบ.ปกครองท้องที่ เพื่อให้มีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ในเขตเทศบาลนคร ตนก็ถือว่าท่านหัวหน้าพรรคเข้าใจในภารกิจในการดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรากำนันผู้ใหญ่บ้าน ในส่วนของการปกครอง

นายชุ้น ณัฐเดช กล่าวต่ออีกว่า ที่จะไปลงสมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 7 ไม่หนักใจ เพราะว่าเคยรับราชการเป็นนายอำเภออยู่ที่อำเภอบางบัวทอง แล้วก็มีกิจกรรมเด่นๆ หลายเรื่องที่เคยได้ทำตั้งแต่สมัยเป็นนายอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นโครงการสานฝันปันสุข เพื่อนำส่วนราชการลงไปดูแลพี่น้องประชาชน ลงพื้นที่ดูแลความเดือดร้อนในแต่ละครัวเรือน และนำปัญหามาส่งต่อให้กับหน่วยงานที่แก้ไข แล้วก็สำคัญที่สุดก็คืออำเภอบางบัวทองเป็นอำเภอที่ค่อนข้างที่จะใหญ่ ก็คิดว่าแนวทางและนโยบายของพรรคภูมิใจไทยของเราโดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายด้านยาเสพติด แล้วก็นโยบายด้านคนละครึ่งพลัส ก็คิดว่าเป็นนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ คิดว่าถ้าได้เป็น ส.ส.จากเมื่อก่อนที่เคยรับราชการ ก็ลงพื้นที่เพื่อไปดูปัญหาของประชาชน แต่ตอนนี้ถ้าตนไปเป็นผู้แทน ตนก็จะไปอยู่กับประชาชน และนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่บริการของภาครัฐได้อย่างตรงตามช่องทางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับพรรคภูมิใจไทย จะส่งผู้สมัครลงส.ส.นนทบุรี ครบทั้ง 8 เขต โดยมีทั้งสายตรงจากพรรค และสาย พันตำรวจเอก ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี 

เขต 1 น.ส.กัญญาพร แก้วทิพย์
เขต 2 นายเฉลิมพล นิยมสินธุ์
เขต 3 ผศ.ดร.สิริภิญญ์ อินทรประเสริฐ
เขต 4 ว่าที่ร้อยตรี ภาณุพงศ์ บรรดาศักดิ์ 
เขต 5 นายประยูร อรัญญิก รองนายก อบต.พระอุดม
เขต 6 น.ส.ศศิประภา ดีรอด 
เขต 7 นายชุ้น ณัฐเดช กังสุกุล
เขต 8 นายอดุล จันทร์แก้ว



ประวัติ นายชุ้น ณัฐเดช กังสุกุล 

อดีตเลขานุการ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายชาญชัย สุนทรมัฏฐ์) อดีตเลขานุการ อธิบดีกรมการปกครอง (นายชาญชัย สุนทรมัฏฐ์) อดีตเลขานุการ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี (นายชาญชัย สุนทรมัฏฐ์) อดีตปลัดอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี อดีตปลัดอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อดีตป้องกันจังหวัดนนทบุรี อดีตนายอำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี อดีตนายอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี อดีตนายอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี อดีตนายอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี อดีตปลัดจังหวัดนครศรีรรรมราช ปลัดจังหวัดนนทบุรี เคยได้ตำแหน่งนายอำเภอแหวนเพชร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอบางบัวทอง และข้าราชการพลเรือนดีเด่น(ครุฑทองคำ)สมัยเป็นนายอำเภอบางใหญ่ 
 

สั้นๆแต่จุก หมอวี จี้ พรรคการเมือง เลิกใช้สโลแกนสวยหรู ท้าตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่

สั้นๆแต่จุก หมอวี จี้ พรรคการเมือง เลิกใช้สโลแกนสวยหรู ท้าตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่

สั้นๆแต่จุก หมอวี จี้ พรรคการเมือง เลิกใช้สโลแกนสวยหรู ท้าตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.40 น.

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า  ไม่เอาแค่สโลแกนเพราะ!

ผมขอ “ฟังให้ชัด” จากพรรคการเมืองทุกพรรคครับ ก่อนจะตัดสินใจว่าเราควรฝากอนาคตประเทศไว้กับใครประเทศไทยวันนี้ ไม่ได้ต้องการคำพูดสวยหรู แต่ต้องการ นโยบายที่ชัด ตรงไปตรงมา และกล้ารับผิดชอบ

1. นโยบายสาธารณสุข
ขอชัด ๆ ว่าพรรคจะจัดการอย่างไรกับ
 • ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานหนัก เหนื่อยล้า ลาออกต่อเนื่อง
 • ระบบงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานจริง
 • คุณภาพการรักษาที่ต้องยืนอยู่ได้ ทั้งเพื่อคนทำงาน และเพื่อคนไข้
ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่ต้องเป็นแผนที่ทำได้จริง

2. บุหรี่ไฟฟ้า
จะเอาหรือไม่เอา
จะปกป้องสุขภาพเด็กและเยาวชน หรือยอมให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจนำทาง
ขอคำตอบที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ

3. บ่อนกาสิโน
จะเรียกชื่ออะไรก็ตาม
Entertainment Complex หรือคำหรูแค่ไหน
สุดท้ายคือ “บ่อนการพนัน”
พรรคเอาหรือไม่เอา บอกมาให้ตรงไปตรงมา
พร้อมรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคม สุขภาพ และครอบครัว

4. นโยบายที่ควรเห็นเพิ่มเติม
 • การลงทุนด้านป้องกันโรค มากกว่าการซ่อมปลายเหตุ
 • การดูแลสุขภาพจิตประชาชนและคนทำงานอย่างจริงจัง
 • การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
 • การใช้ภาษีอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้
 • จัดการกับการทุจริตคอรัปชันอย่างเด็ดขาด

ผมและเพื่อน ๆ ไม่ได้เลือกพรรคจากคำโฆษณาแต่เลือกจาก ความชัดเจน ความจริงใจ และความรับผิดชอบต่ออนาคตประเทศ เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง แต่คือเรื่องของชีวิต สุขภาพ และอนาคตของคนไทยทุกคน ผมยังเปิดใจ รอฟังจากทุกพรรคนะครับ เพราะตอนนี้ยังไม่รู้จะเลือกใครจริงๆ

‘ศิริกัญญา’ลั่น! เลือกตั้ง69 ต้อง’ตรงปก’ รับ 9 นโยบายสภาผู้บริโภค ปั้นรัฐบาลไม่จกตา

'ศิริกัญญา'ลั่น! เลือกตั้ง69 ต้อง'ตรงปก' รับ 9 นโยบายสภาผู้บริโภค ปั้นรัฐบาลไม่จกตา

‘ศิริกัญญา’ลั่น! เลือกตั้ง69 ต้อง’ตรงปก’ รับ 9 นโยบายสภาผู้บริโภค ปั้นรัฐบาลไม่จกตา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.11 น.

“ศิริกัญญา” รับ 9 นโยบาย “สภาผู้บริโภค” เตรียมทุ่มเทสรรพกำลังรับการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69นี้ วอนประชนอย่านอนหลับทับสิทธิ์ ออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียง “ถ้าอยากได้รัฐบาลที่ตรงปก ไม่จกตา”

25 ธ.ค.68 ที่ทำการพรรคประชาชน (ปชช.) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวภายหลังรับข้อเสนอจาก สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมคณะผู้ว่า ทางสำนักงานสภาผู้บริโภคฯ ได้มานำเสนอนหลากหลายนโยบาย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งจากภัยออนไลน์ สินค้าด้อยคุณภาพและในเรื่องสิทธิต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นขนส่งสาธารณะ เรื่องของการสาธารณสุข รวมทั้งหมด 9 เรื่องหลัก ซึ่งวันนี้ก็ได้มีการพูดคุยกันและเป็นครั้งแรกที่ตนได้เห็นตัวนโยบาย ซึ่งก็น่าสนใจหลายเรื่องและหลายเรื่องก็สอดคล้องกับแนวทางที่พรรคประชาชนได้ดำเนินการมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขนส่งสาธารณะ ซึ่งทางพรรคประชาชนสื่อสารมาตลอด เรื่องของการคุ้มครองจากภัยออนไลน์ การบริการด้านสุขภาพ การศึกษาฟรี จึงค่อนข้างเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับทางพรรคประชาชน อาจจะมีความแตกต่างในรายละเอียด ซึ่งเราก็จะรับฟังความเห็นของทางสำนักงานสภาผู้บริโภค เพื่อนำไปปรับปรุงในรายละเอียดของนโยบายที่พรรคประชาชนจะนำเสนอกับพี่น้องประชาชน รวมไปถึงจะเอาไปใช้เมื่อเป็นรัฐบาลด้วย

น.ส.สิริกัญญา กล่าวต่อว่า 9 นโบายหลักที่ สภาผู้บริโภคเสนอ ซึ่งแต่ละด้านมีรายละเอียดเยอะมาก ซึ่งทางพรรคก็จะทำรายละเอียดเพิ่มเติมว่าแต่ละเรื่องจะมีแนวทางผลักดันอย่างไรบ้าง  รายละเอียด ข้อมูล ข้อเท็จจริง แต่ละเรื่องเป็นอย่างไร ก็คงจะต้องประสานแต่ละท่านที่ดูแลในแต่ละเรื่องเพื่อนำลายละเอียดเพิ่มเติม

รองหัวหน้าพรรคประชน กล่าวถึงนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่พรรคประชาชน ต้องการผลักดันอย่างเร่งด่วนที่สุดหากได้เป็นรัฐบาล จะจัดอันดับความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าด้วย  ดังนั้น นโยบายที่เป็นนโยบายเฉพาะหน้าที่พักประชาชนจะแก้ไข คือ การกระตุ้นการ จับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคให้กลับคืนมา รวมไปถึงกระตุ้นการลงทุนของทางฝั่งเอกชนด้วย เราจะมีนโยบายคล้าย ๆกับคนละครึ่ง แต่เป็นคนละครึ่งบวกกับหวยใบเสร็จด้วย  อีกทางหนึ่งก็จะมีการเติมเงินให้กับผู้บริโภค ให้ได้จับจ่ายใช้สอย ในขณะเดียวกันก็ให้แต้มต่อกับทางเอสเอ็มอี ที่เข้ามาอยู่ในระบบ โดยพรรคประชาชนจะทำเรื่องนี้ควบคู่กันไป ถึงแม้ว่าเงินเติมที่เป็นคนละครึ่งหมดไป แต่ว่าหวยใบเสร็จจะยังคงอยู่ไปเรื่อยๆเพื่อจูงใจให้เอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ในระบบ และเป็นแต้มต่อสำหรับการที่จะไปดึงดูดยอดขายจากคนที่จะมาซื้อของด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ทางพรรคประชาชนจะชูในเรื่องหวยใบเสร็จอยู่ใช่หรือไม่ ? 

น.ส.ศิริกัญญา  กล่าวว่า ทางพรรคประชาชนก็ยังคงผลักเน้นในจุดนี้ รวมไปถึงในเรื่องสวัสดิการต่างๆก็ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการสำหรับเด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ คนพิการ ต่าง ๆก็คงยังมีตาม คอนเซปเดิม แต่ว่าในระยะกลาง ระยะยาว ทางพรรคประชาชนก็จะมีแผนปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้มีความสมดุลย์ และพร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ ต้องยกระดับทักษะแรงงานไทย  ผ่านแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ รวมไปถึงการจะต้องมีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ  อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะต้องเข้ามาพยุง มาทดแทนแทนอุตสาหกรรมเดิมที่อาจจะล้าสมัยไปแล้ว

สำหรับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยว หากพรรคประชาชน ได้เป็นรัฐบาล ก็จะมีการกระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะสั้น ส่วนระยะยาว เราก็จะมีการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดยให้เป็นหน้าที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆที่จะได้รับเงินอุดหนุนสำหรับการสร้างแหล่งท่องเที่ยว และหากปัญหาชายแดนจบลงได้อย่างรวดเร็ว  ก็คงจะให้รัฐบาลเปิดแนวลบในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้กำลังสู้จบอย่างเดียว ก็ให้ความสำคัญกับสงครามการสื่อสาร การปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร รวมไปถึงการใช้สแกรมป์เมอร์เข้ามาจัดการตัดท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ของฮุนเซนต์ให้หมดไป ไม่เช่นนั้น การรบการประทะหรือปัญหาความขัดแย้งอาจจะไม่จบลงง่าย ๆ และการท่องเที่ยวก็จะยังไม่กลับมา

ถามว่า คาดหวังอย่างไรกับ การเลือกตั้งครั้งนี้ ของพรรคประชาชน  น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ทางพรรคประชาชน ก็ทุ่มเทสรรพกำลังเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะว่าเราก็เชื่อเหลือเกินว่าเราจะยังคงได้ความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเหมือนครั้งที่ผ่านมา  และต้องมากขึ้นด้วย  หลายคนอาจจะท้อแท้ว่าเลือกพรรคส้มไปแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาลสักที แต่ว่าครั้งนี้เราก็พยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะปิดจุดอ่อน จุดเสี่ยงต่างๆที่จะทำให้เราไม่ได้เป็นรัฐบาล  ก็ต้องขอแรงพี่น้องประชาชน ถ้าอยากเห็นพรรคส้ม พรรคประชาชน ได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นรัฐบาลประชาชน ก็ต้องเลือกพวกเราให้เยอะๆ เพื่อให้เรามีเสียงมากพอ และก็ไม่ต้องไปง้อพรรคการเมืองอื่นๆด้วย ดังนั้นก็ต้องขอแรงพี่น้องประชาชน 

ถามว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้กับครั้งที่แล้ว คิดว่าครั้งไหนจะยากกว่ากันในการเลือกตั้ง  น.ส.สิริกัญญา กล่าวว่า เราก็ว่ายากทั้งคู่ แต่ครั้งนี้ โจทย์เราค่อนข้างซับซ้อนกว่าเดิม เพราะว่าหลังจากสามเลือกตั้ง เราก็ผ่านมาเรียกได้ว่าทุกเหตุการณ์ทุกสถานการณ์แล้ว ก็ทำให้การที่เราจะจัดตั้งรัฐบาลได้ก็เลยยิ่งยากกว่าเดิม แล้วก็ผ่านการทำเอ็มโอยู และทั้งเอ็มโอเอมา แต่การที่จะมีคำมั่นสัญญาข้อตกลงอะไรกับพรรคการเมืองอื่น ก็ต้องทำอย่างระมัดระวังอย่างยิ่งยั่วไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำเดิมอีกด้วย  ดังนั้นพรรคประชาชนจึงต้องการคะแนนเสียงที่มากพอไม่อย่างนั้นก็จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้อย่างยากลำบาก รวมไปถึงนโยบายที่เราอยากที่จะนำไปขับเคลื่อน ทำจริง ในฐานะที่เป็นรัฐบาลประชาชน ก็จะทำได้ยากด้วย ดังนั้นก็ต้องทำคะแนนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ทุกเสียงของประชาชนมาสะท้อนหน้าตาของรัฐบาลที่แท้จริง ว่า รัฐบาลไหนชนะอันดับหนึ่งก็ควรจะต้องได้รัฐบาลที่พรรคนั้นเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เราก็ขอให้ประชาชนที่คิดแบบเดียวกับเรา วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ อย่านอนหลับทับสิทธิ์ ออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันให้เต็มที่ รวมไปถึงออกไปแสดงพลังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นครั้งที่เราสามารถกำหนดหน้าตาของรัฐบาลได้ “ถ้าอยากได้รัฐบาลที่ตรงปก ไม่จกตา” ก็ออกไปใช้สิทธิ์ให้มากๆ และก็เลือกพรรคประชาชนเพื่อให้ได้รัฐบาลประชาชนที่ตรงปก

ด้าน สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า นโยบายที่ สภาผู้บริโภค นำมาเสนอแก่พรรคประชาชนในวันนี้ ง่าย ดี และได้คะแนน ซึ่งเป็นนโยบายของสภาผู้บริโภค 9 นโยบาย แบ่งเป็น 3 ข้อหลัก กับ 3 ข้อย่อย  โดยข้อแรก  ภัยมิจฉาชีพออนไลน์  แบ่งเป็น กองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์, ช็อปชัวร์ทุกแพลตฟอร์ม, อวสานแพ็คเกจแพง,  ข้อ 2. เมืองที่เป็นธรรม แบ่งเป็น ตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด, เปลี่ยนที่ว่างเป็นที่พึ่ง, หยุดสร้างโรงไฟฟ้าเปิดฟรีโซลาร์เซลล์,  และข้อ 3 คุณภาพชีวิต แบ่งเป็น  เรียนฟรีต้องฟรีจริง, ทุบทิ้ง พ.ร.บ.อาหาร ฉบับไดโนเสาร์, รัฐจ่ายเงินสามกองทุนสุขภาพอย่างเท่าเทียม

สารี กล่าวว่า ในส่วนของสแกรมเมอร์ เราแบ่งเป็น ด้านการเงิน  สินค้า บริการ  และโทรคมนาคม ซึ่งด้านการเงินนั้นทุกคนทราบดีว่ามีคดีการถูกหลอกถูกโกงทุกวัน ถูกหลอกเอาเงินไป ถูกหลอกให้ลงทุน ถูกหลอกให้ซื้อของ โจรขายของอยู่หลังแพลตฟอร์มซึ่งเกิดขึ้นหลายแสนคดีและคนได้เงินคืนน้อยมาก ดังนั้นจะทำอย่างน้อย ให้ผู้บริโภคหรือคนที่ถูกหลอกได้เงินคืนก่อนที่คดีจะสิ้นสุด เพราะบางคนหมดเงินทั้งก้อนของชีวิตที่เก็บไว้  จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สภาผู้บริโภคนำนโยบายนี้มาเสนอให้พรรคประชาชน

ส่วนด้านสินค้า สภาผู้บริโภค ก็อยากเห็นว่า โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์ม ที่เป็นแพลตฟอร์มขายของ อย่าง Facebook ในประเทศไทย ก็มีโฆษณาติดท็อปเท็นที่ได้สปอนเซอร์ ในขณะที่คนใช้ Facebook ไม่รู้เลยว่าตัวตนอยู่ที่ไหน โจรเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นสภาผู้บริโภค จึงเห็นว่า Facebook ควรที่จะขึ้นทะเบียนเป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม คนใช้ Facebook จะได้รู้ว่าใครเป็นผู้ขายของ ไม่ใช่โจรขายของ 

ส่วนเรื่องการโทรคมนาคม รัฐจะต้องมีหลักประกันเรื่องการเข้าถึงโทรคมนาคม ไม่ว่าเพื่อการศึกษา เพื่อเศรษฐกิจ เพื่อการเรียนรู้ หรือแม้กระทั่งเพื่อเอนเตอร์เทน ดังนั้นควรจะมี package พื้นฐานที่คนเข้าถึงได้ไม่ใช่มี package เฉพาะกลุ่มเปราะบาง แต่ทุกคนควรจะได้เข้าถึง package ที่ไม่แพงและสามารถดูหนังฟังเพลงได้ ราคาเป็นมิตรกับผู้บริโภค 

ส่วนที่ 2 เรื่องเมืองที่เป็นธรรม สภาผู้บริโภคอยากเห็นการแก้ปัญหาภัยพิบัติ  ซึ่งรัฐ มีที่ว่างเปล่าเยอะ ดังนั้นควรเปลี่ยนที่ว่างเปล่าเป็นที่พึ่งของประชาชน โดยรัฐต้องใช้พื้นที่ว่างเปล่าเป็นพื้นที่รับน้ำ ไม่ใช่มีบ้านประชาชนเป็นที่รับน้ำ  ส่วนเรื่อง ขนส่งสาธารณะ สภาผู้บริโภค เสนอให้มี กองทุนขนส่งระดับจังหวัด โดยทำให้ทุกจังหวัดมีขนส่งสาธารณะโดยใช้เงินจากภาษีที่ทุกคนซื้อรถต้องจ่าย จ่ายภาษี ก็ให้เอาเงินภาษีจากส่วนนี้ มาจัดสัดส่วนใช้สำหรับบริการขนส่งสาธารณะจังหวัดให้ชัดเจน  ขณะนี้รัฐส่งภาษีไปให้ จังหวัดอาจจะนำไปทำเสากินนารี ไม่ได้นำไปทำเรื่องขนส่งสาธารณะจังหวัด ดังนั้น เราจึงอยากเห็นการจัดสัดส่วนเรื่องการทำขนส่งสาธารณะจังหวัดให้ชัดเจน และก็มีนโยบายเรื่องค่าโดยสารของประชาชนไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ขั้นต่ำ  รวมถึงเรื่องพลังงาน ซึ่งขณะนี้เราจ่ายค่าไฟให้การสำรองไฟ เรามีโรงไฟฟ้า เพราะฉะนั้นต้องหยุดการสร้างโรงไฟฟ้าจนกว่าระบบสำรองนี้จะอยู่ที่ 15% จึงจะสร้างโรงไฟฟ้าได้ เพื่อเป็นพลังงานหมุนเวียน และเปิดฟรีให้เอกชนผลิตโซล่าเซล ไม่ควรจำกัดเอกชนจะผลิดโซลาร์เซลล์ ให้ผลิตได้เลย 

ส่วนกลุ่มที่ 3 เรื่อง คุณภาพชีวิต เรามีกฎหมายและมีรัฐธรรมนูญรองรับ แต่ทุกคนยังไม่รู้จักสิทธิต่างๆทั้งสิทธิทางการศึกษา เรียนฟรีต้องฟรีจริง กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ควรเป็นการกู้ยืม แต่ควรมาสนับสนุนการเรียนของเด็ก  รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับอาหาร ขณะนี้เรายังมีอาหารที่ยังไม่ปลอดภัย ดังนั้นควรทุบทิ้ง บ.ร.บ.อาหารฉบัลไดโนเสา ควรจะทำให้อาหารที่ทุกคนกินแล้วปลอดภัย  ทั้งอาหารที่นำเข้าและอาหารที่ผลิตในประเทศ และควรมีเป้าหมายเกี่ยวกับอาหารอินทรีย์ที่เป็นรูปธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดควรจะทำหน้าที่เปิดตลาดให้คนที่ทำเกษตรอินทรีย์มาขายสินค้าเกษตรอินทรี  ส่วนเรื่องการบริการสุขภาพ เราอยากเห็นรัฐสนับสนุนทั้ง 3 กองทุนสุขภาพให้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้มีมาตรฐานการรักษาเท่าเทียมกัน 

“สภาผู้บริโภคได้นำเสนอนโยบายดังกล่าวนี้ให้กับพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน รวมถึงจะเดินทางไปนำเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ด้วย และวันที่ 7 ม.ค. สภาผู้บริโภค จะจัดเวทีขึ้น ก็เชื่อว่าพรรคประชาชนจะส่งตัวแทนไปร่วม ซึ่งกันมาเสนอนโยบายเก้าข้อกับพรรคประชาชนวันนี้ถือว่าทางพรรคประชาชนมีข้อเสนอที่ตอบรับทั้ง 9 ด้าน ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็ตอบรับเรื่องการเรียนฟรี ส่วนพรรคเพื่อไทยก็รับข้อเสนอของสภาผู้บริโภคหลายข้อด้วยกัน ส่วนเรื่องที่สภาผู้บริโภคอยากให้พรรคการเมืองทำเป็นอันดับเร่งด่วนคือเรื่องเกี่ยวกับสแกรมเมอร์ เนื่องจากมีการร้องเรียนความเสียหายเข้ามามากถึง 900 กว่าล้านบาท ดังนั้นเราสภาผู้บริโภคจึงอยากเห็นการจัดการเรื่องนี้  เราอยากเห็นการจัดการโจรที่ขายของ ดังนั้น โซเชียลมีเดีย เฟชบุ๊ก ไลน์ ขายของควรขึ้นทะเบียน เพื่อจัดการกับโจรที่ขายของในแพลตฟอร์มของคุณ รวมถึงเรื่องการซื้อที่อยู่อาศัยที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม  ซึ่งมีสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคอีกเป็นจำนวนมาก ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงเรื่องบริการสุขภาพ ทั้งในส่วนของผู้ประกันตนเอง ของบัตรทอง ของข้าราชการ เรื่องสแกรมเมอร์ ภัยทุจริตออนไลน์ อยากให้ระบบตรวจสอบ ระบบป้องกัน เนื่องจากระบบเหล่านี้ออนแอที่สุด ดังนั้น ธนาคาร และ กสท และ กสทช.ควรมีระบบป้องกันทีดี ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค ก็คาดหวังว่าพรรคการเมืองที่เราไปนำเสนอนโยบายจะได้นำนโยบายของเราไปปรับใช้”

อัษฎางค์ ฟันธง ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์แน่ หลังดึง ศุภจี เสริมแกร่ง เย้ย ส้ม-แดง ระวังน้ำเงินกลบมิด

อัษฎางค์ ฟันธง ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์แน่ หลังดึง ศุภจี เสริมแกร่ง เย้ย ส้ม-แดง ระวังน้ำเงินกลบมิด

อัษฎางค์ ฟันธง ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์แน่ หลังดึง ศุภจี เสริมแกร่ง เย้ย ส้ม-แดง ระวังน้ำเงินกลบมิด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.32 น.

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า รอดูแลนด์สไลด์  #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
คุณอนุทิน ประกาศ

“เลือกภูมิใจไทย จะไม่ได้แค่คุณศุภจีกลับมาเป็น รมว.พาณิชย์ แต่จะเป็นรองนายกฯ ที่ดูแลการพาณิชย์ การอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ”

พูดจบคนโห่ร้องดังสนั่นฮอลล์ จนคุณอนุทินต้องแซวตัวเองว่า

“ตอนที่บอก อนุทินจะกลับมาเป็นนายกฯ ไม่เห็นโห่ดังอย่างนี้เลยนะครับ“ (มันบ่งบอกถึงความนิยมในตัวคุณศุภจีมากมายขนาดไหน)

เลือกตั้งคราวหน้าถ้าเลือกภูมิใจไทย สามดาวเด่นจะกลับมาเป็น รมว.คลัง ต่างประเทศและพาณิชย์

นี่แหละผลของการทิ้งไพ่โง่ของธนาธร

คุณอนุทินรู้ว่าตัวเองมีเวลาเพียงแค่ 4 เดือนจึงจัดดรีมทีมลงทำงาน และดรีมทีมของภูมิใจไทยโชว์ฝีมือทั้งการเมืองและการบริหารราชการจนเข้าตาประชาชน

ผมว่า เราแทบจะฟันธงได้เลยว่า เลือกตั้งคราวนี้ ไม่มีใครขวางทางภูมิใจไทยได้เลย

ตั้งแต่หักคอทักษิณ หลังจากที่ถูกบีบให้ออกจากรัฐบาล ล่าสุดเยี่ยวรดธนาธรไปเรียบร้อย

อนุทิน+เนวิน มาเหนือเมฆมากคราวนี้

คำว่า แลนด์สไลด์ ที่พรรคส้ม-แดง ฝันมาตลอด หวยอาจจะมาออกที่น้ำเงินในครานี้

หมายเหตุ ผมไม่ใช่ติ่งภูมิใจไทย บทความของผมคือการสังเกตการณ์และนำกลับมาวิเคราะห์ตามสถานการณ์

ยศชนัน-เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ไปผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

ยศชนัน-เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ไปผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

ยศชนัน-เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ไปผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

“ยศชนัน-เพื่อไทย” หารือสมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ รับฟังพร้อมรับข้อเสนอ “กองทัพนวัตกรรม” ไปผลักดันให้เกิดขึ้นจริง กู้วิกฤตเงินไหลออกนอกประเทศ 

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ เข้าร่วมหารือกับสมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบ Startup ไทย และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายในการสร้าง “กองทัพนวัตกรรม” เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยมีนายธนวิชญ์ ต้นกันยา นายกสมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ และคณะให้การต้อนรับ

ผู้แทนสมาคมฯ ได้นำเสนอภาพรวมความเจ็บปวดของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญว่า รายได้ของคนไทยและผู้ประกอบการรายย่อยไม่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เม็ดเงินจำนวนมากกลับไหลออกไปยังแพลตฟอร์มต่างชาติ ธุรกิจขนาดใหญ่ และกิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ ส่งผลให้ SME และ Startup ซึ่งเป็นฐานการจ้างงานหลักของประเทศ ขาดโอกาสในการเติบโตอย่างแท้จริง

ทางสมาคมฯ จึงยื่นข้อเสนอสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. การแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางกลไกการเงินและหยุดเลือดที่ไหลออกนอกประเทศ 2. การสร้าง “กองทัพนวัตกรรม” ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ผ่านโครงการ Innovation Talent Accelerator, Risk Capital Sandbox และ National Platform เพื่อลดการผูกขาด และ 3. การเปิดเวทีนโยบายใหญ่ในวันที่ 20 มกราคม เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน

ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เมื่อวานตนได้ไปคุยกับทางสภาอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ แต่วันนี้ตั้งใจมาเน้นที่กลุ่ม Startup ซึ่งตนมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยดูแลงานบ่มเพาะธุรกิจ (Incubate) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และทำงานร่วมกับ NIA มาโดยตลอด  แม้ทางพรรคจะมีแพ็กเกจการสนับสนุนเตรียมไว้บ้างแล้ว แต่ในวงพูดคุยรอบแรกนี้ ตนอยากเปิดใจรับฟังทุกคนแบบสบายๆ เป็นกันเอง ไม่เน้นพิธีการ เพื่อให้เรามองเห็นภาพความเป็นจริงเดียวกันและก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

“ผมมักถามตัวเองเสมอว่า เรามีความน่าเชื่อถือ (Authority) พอที่จะพูดเรื่องนี้ไหม ที่ผมมาวันนี้ ก็เพราะผมเคยลงมือทำเรื่องพวกนี้มาพอสมควร และตั้งใจจะมาผลักดันให้เกิดขึ้นจริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ระบุถึงแนวทางที่อยากพัฒนาคือการมองภาพรวมทั้ง “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ไม่ใช่การแก้ปัญหาเป็นรายกรณี โดยมองว่าสิ่งที่ Startup ต้องการเร่งด่วนในปัจจุบัน คือการที่ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี โดยสิ่งที่ Startup ต้องการคือการรวมศูนย์ข้อมูล (Data Pooling), การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการเข้าถึงเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ซึ่งตนมองว่ารัฐควรเข้ามาช่วย License In หรือซื้อสิทธิ์การใช้งานเข้ามาเป็นฐานให้พวกเรา เพื่อลดข้อจำกัดเรื่องสิทธิบัตร (Freedom to Operate) เวลาขยายธุรกิจ ซึ่งตรงนี้ตนจะเข้ามาดูแลให้

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อม (Environment) โดยเปรียบเทียบกับ Silicon Valley หรือ Kendall Square ที่บอสตัน ซึ่งความสำเร็จเกิดจากการที่คนในระบบนิเวศเดินไปมาหาสู่กันได้ เจอทั้ง Hackathon, Incubator และผู้เชี่ยวชาญ สำหรับประเทศไทย ย่านจุฬาฯ หรือเชียงใหม่ ถือว่ามีศักยภาพ แต่ยังขาดองค์ประกอบที่ครบทั้ง 5 ขาที่จะมารวมตัวกัน ได้แก่ Startup, มหาวิทยาลัย, VC, บริษัทใหญ่ (Big Corporate) และภาคการผลิต

“เราอยากเห็นพื้นที่ส่วนกลาง (Shared Space) ในเมืองที่ดึงดูดคนหลากหลายกลุ่มให้มาเจอกันได้ รวมถึงเรื่องระบบขนส่ง (Transportation) ที่เอื้อต่อการทำงานของ Startup ซึ่งรัฐบาลสามารถเข้ามาช่วยจัดการได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ทั้งนี้ ทางพรรคเพื่อไทย ได้รับข้อเสนอเรื่องกองทัพนวัตกรรมและการแก้กฎหมายไปพิจารณาเพื่อผลักดันต่อ โดยย้ำว่าเรื่องเงินทุน (Angel Fund/VC) และการเร่งการเติบโต (Accelerate) นั้นอยู่ในแผนงานที่พรรคเตรียมไว้อยู่แล้ว และพร้อมจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง 

ประชาชาติ จัดทัพใหญ่! วันนอร์–ทวี เปิดตัวผู้สมัครครบจังหวัดชายแดนใต้ ลุยเลือกตั้ง 69

ประชาชาติ จัดทัพใหญ่! วันนอร์–ทวี เปิดตัวผู้สมัครครบจังหวัดชายแดนใต้ ลุยเลือกตั้ง 69

ประชาชาติ จัดทัพใหญ่! วันนอร์–ทวี เปิดตัวผู้สมัครครบจังหวัดชายแดนใต้ ลุยเลือกตั้ง 69

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

“พรรคประชาชาติ”จัดทัพใหญ่!! “วันนอร์-ทวี” เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ครบ 15 เขตเลือกตั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ลุยสู้ศึกเลือกตั้ง ‘69 ชูรักษาอำนาจประชาชน-มุ่งเน้นการเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศและพื้นที่ภาคใต้ 
@@@@

วันนี้( 25 ธันวาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานจากหอประชุมมูลนิธิมะทา จังหวัดยะลา ว่าพรรคประชาชาติ จัดงานใหญ่ส่งท้ายปี 2568 ในงาน “การเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาชาติ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 2”  โดยมีแกนนำพรรคและสมาชิกเข้าร่วมอย่างคึกคัก อาทิ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายซูการ์โน มะทา เลขาธิ การพรรคประชาชาติ พร้อมอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรค เดินทางมาประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาชาติ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 2 

สำหรับกิจกรรมสำคัญในวันนี้ มีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคประชาชาติ นำโดย พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคฯ และนายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรค เพื่อประกาศความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยพันตำรวจเอกทวี ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมเพื่อดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีวาระสำคัญที่ต้องจับตา คือ 1)การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)ชุดใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้พร้อมกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน และ 2)การเลือกตั้งคณะ กรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อกำหนดตัวบุคคลที่จะเป็นตัวแทนพรรคลงชิงชัยในแต่ละเขต

โดยการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ การปาฐกถาพิเศษจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ในหัวข้อที่เน้นย้ำถึงอุดมการณ์ของพรรคประชาชาติ “อดีตเราคือผู้เสริมสร้างสิทธิ และพิทักษ์ประโยชน์ให้ปวงประชาในแผ่นดินนี้… เราจะทำต่อไปเพื่อรักษาอำนาจของประชาชนและระบอบประชาธิปไตย” พร้อมประกาศวิสัยทัศน์พลิกฟื้นเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชูนโยบายเขตพัฒนาพิเศษปลอดภาษี หวังยกระดับรายได้ประชาชนให้ทัดเทียมพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศ

หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวกับสื่อมวลชนถึงการประชุมใหญ่สามัญประจำปีเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยเน้นย้ำถึงนโยบายที่พร้อมขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตคนไทยและแก้ปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมระบุว่าการประชุมในวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพบปะสมาชิกพรรค ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงการรับสมัครเลือกตั้งในอีก 2 วันข้างหน้า ซึ่งพรรคประชาชาติมีความพร้อมอย่างเต็มที่ทั้งในด้านตัวบุคคลและนโยบายที่ผ่านการรวบรวมและกลั่นกรองมาเป็นอย่างดี 

“เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งประเทศไทยและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พรรคประชาชาติไม่ได้เป็นเพียงพรรคของคนจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่เรามุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคของประชาชนทั้งประเทศ  ซึ่งในช่วงเวลาที่เหลือหลังจากนี้สมาชิกทุกคนจะรวมพลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อนำความตั้งใจและความจริงใจไปสื่อสารกับพี่น้องประชาชน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคนดีขึ้นอย่างยั่งยืน ”พันตำรวจเอกทวี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กิจกรรมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ 15 เขตเลือกตั้ง ประกอบด้วย 

จังหวัดยะลา: 1.นายสุไลมาน บือแนปีแน อดีต ส.ส.ยะลา เขต.1 พรรคประชาชาติ 2.นายซูการ์โน มะทา อดีต ส.ส.ยะลา เขต.2 พรรคประชาชาติ และ3.นายอับดุลอายี สาแม็ง อดีต ส.ส.ยะลา เขต.3 พรรคประชาชาติ

จังหวัดปัตตานี: 1.ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู อดีต ส.ส.ปัตตานี เขต.1 พรรคประชาชาติ 2.นายอรุณ เบ็ญจลักษณ์ อดีตรองนายก อบจ.ปัตตานี ลงเขต.2 3.นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ อดีต ส.ส.ปัตตานี เขต.3 พรรคประชาชาติ 4.นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ลงเขต.4 5.นายบัณฑิต อับดุลบุตร ลงเขต.5

จังหวัดนราธิวาส: 1.นายอับดุลการิม อัสมะแอ ลงเขต.1 นราธิวาส 2.นายมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูน ลงเขต.2 นราธิวาส 3.นายสูเด็ง ตอเฮ ลงเขต.3 นราธิวาส 4.นายกูเฮง ยาวอหะซัน อดีต ส.ส.นราธิวาส อดีตเลขานุการ รมว.ยุติธรรม 5.นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ อดีต ส.ส.นราธิวาส เขต.5 พรรคประชาชาติ

จังหวัดสงขลา: 1.นายปรีชา แดงหลี ลงเขต. 7 อ.จะนะ อ.เทพา จ.สงขลา 2.ดร.ดุลยรัตน์ บูยูโส๊ะ อ.นาทวี อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา
 

นายพลเขมร ย้ำ ไทย-กัมพูชา คือพี่น้อง ต้องพึ่งพาแยกกันไม่ได้ ไม่ตอบทิศทางถก GBC

นายพลเขมร ย้ำ ไทย-กัมพูชา คือพี่น้อง ต้องพึ่งพาแยกกันไม่ได้ ไม่ตอบทิศทางถก GBC

นายพลเขมร ย้ำ ไทย-กัมพูชา คือพี่น้อง ต้องพึ่งพาแยกกันไม่ได้ ไม่ตอบทิศทางถก GBC

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.42 น.

พลจัตวาตรี ซบคา เปรียบ จันทบุรี-ไพริน เมืองพี่น้อง ไทย-กัมพูชา ยังต้องพึ่งพากัน แยกกันไม่ได้ ไม่ตอบทิศทางประชุม GBC 

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 พลจัตวาตรี ซบคา ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ส่วนหน้า เขต 3 ให้สัมภาษณ์กับสื่อไทยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดจันทบุรีของไทยและจังหวัดไพลินของกัมพูชาว่า ในพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ไพลิน เป็นเหมือนเมืองพี่เมืองน้อง โดยสถานการณ์ภาพร่วมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่พบเหตุรุนแรงหรือการปะทะใด ๆ ที่ผ่านมาทั้งสองพื้นที่ยังคงประสานงานกันอย่างใกล้ชิด มีการเคลียร์ความเข้าใจและกำชับเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝั่งไม่ให้เกิดเหตุบานปลาย พร้อมย้ำว่า จันทบุรีและไพลินถือเป็นพื้นที่ตัวอย่างที่มีความร่วมมือที่ดี และไม่เคยเกิดเหตุรุนแรงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วในพื้นที่อื่นสามารถเกิดสันติภาพขึ้นได้หรือไม่ พลจัตวาตรี ซบคา ตอบว่า ตนไม่สามารถตอบได้ขึ้นอยู่กับการพูดคุยของผู้นำในแต่ละพื้นที่ ตนไม่สามารถก้าวล่วงหรือให้คำแนะนำได้ 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า แล้วคิดว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีหรือไม่ พลจัตวาตรี ซบคา ทำท่าเคารพแบบทหาร แล้วบอกเพียงสั้นๆ ว่า ครับ

ส่วนทิศทางการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ในช่วง 1–2 วันนี้ พลจัตวาตรี ซบคา ระบุว่า ยังไม่สามารถตอบได้ ต้องรอข้อสรุปจากการหารืออย่างเป็นทางการ

สุดท้ายขอแสดงความเชื่อมั่นว่า ไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องพึ่งพากัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ และเป้าหมายสำคัญคือการสร้างสันติภาพ เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายสามารถดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข แม้ในบางพื้นที่ตามแนวชายแดนจะยังมีความตึงเครียดอยู่บ้างก็ตาม