ปราชญ์ สามสี ชี้ชัด นี่คือ สงครามสัญลักษณ์ ไม่ใช่การทำลายศาสนา

ปราชญ์ สามสี ชี้ชัด นี่คือ สงครามสัญลักษณ์ ไม่ใช่การทำลายศาสนา

ปราชญ์ สามสี ชี้ชัด นี่คือ สงครามสัญลักษณ์ ไม่ใช่การทำลายศาสนา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 จากกรณี การทหารได้มรการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีลักษณะคล้ายประติมากรรมทางศาสนา ในพื้นที่ใกล้แนวชายแดนไทย–กัมพูชา จนก่อให้เกิดความห่วงกังวลและการตีความที่หลากหลายในสังคมนั้น

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า  ในฐานะคนที่คลุกคลีกับงานด้านประวัติศาสตร์และการศึกษารัฐในภูมิภาคนี้มาระยะหนึ่ง ผมคิดว่ากรณีการทุบหรือรื้อถอนตราสัญลักษณ์ที่อ้างอิงพระวิษณุ ควรถูกอธิบายด้วยกรอบความเข้าใจทางประวัติศาสตร์และการเมืองของรัฐ มากกว่าการมองด้วยความรู้สึกทางศาสนาเพียงอย่างเดียว

กัมพูชาสมัยใหม่สร้างอัตลักษณ์ของรัฐขึ้นมาบนฐานของ “ความเป็นขอม” อย่างชัดเจน ทั้งในเชิงภาษา ระบบอักษร ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักร และสัญลักษณ์ของรัฐ การนำตนเองไปเชื่อมโยงกับอารยธรรมขอมโบราณ เป็นกระบวนการที่รัฐจำนวนมากในโลกหลังอาณานิคมเลือกใช้ เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความชอบธรรมของตนเองในเชิงประวัติศาสตร์

ในกระบวนการนี้ เทพเจ้าในคติพราหมณ์–ฮินดู โดยเฉพาะพระวิษณุ ซึ่งในศิลปะขอมมีนัยของ “ผู้พิทักษ์ ผู้ค้ำจุนโลก” จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของรัฐ พิธีกรรม และหน่วยงานราชการ รวมถึงหน่วยงานทางทหาร การใช้สัญลักษณ์ลักษณะนี้ ไม่ได้มีสถานะเป็นเทวรูปเพื่อการสักการะทางศาสนาโดยตรง แต่เป็นการใช้ภาพแทนเชิงอุดมการณ์ เพื่อสื่อถึงอำนาจรัฐ ความมั่นคง และบทบาทของสถาบันต่าง ๆ

ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกัมพูชา หากมองกลับมาที่ประเทศไทยเอง เราก็ใช้เทพ เทวดา และคติจักรวาลแบบพราหมณ์–พุทธเป็นสัญลักษณ์ของรัฐมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตราแผ่นดิน ตราหน่วยราชการ และสัญลักษณ์ของกองทัพ สิ่งเหล่านี้โดยทั่วไปไม่ได้ถูกมองว่าเป็นศาสนวัตถุ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของภาษาสัญลักษณ์ทางการเมืองและการปกครอง

ดังนั้น เมื่อสัญลักษณ์ที่อ้างอิงพระวิษณุถูกนำไปใช้เป็นตราหรือโครงสร้างของหน่วยงานทางทหาร สถานะของมันย่อมเปลี่ยนไป จากภาพแทนทางคติความเชื่อ มาเป็นเครื่องหมายของรัฐและกำลังทหาร ในบริบทของความขัดแย้งหรือการปฏิบัติการทางทหาร การถอดถอนหรือทำลายตราสัญลักษณ์ดังกล่าว จึงควรถูกทำความเข้าใจว่าเป็นการกระทำต่อสัญลักษณ์ของหน่วยงานฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่การทำลายศาสนสถานหรือการลบหลู่ศรัทธาทางศาสนา

ความสับสนที่เกิดขึ้นในทางการรับรู้ ส่วนหนึ่งมาจากการนำสัญลักษณ์ที่มีรากทางศาสนาไปใช้ในบริบททางทหาร แต่เมื่อสัญลักษณ์นั้นถูกทำลาย กลับดึงความหมายทางศาสนากลับมาใช้ในการอธิบายหรือประณาม ซึ่งในเชิงประวัติศาสตร์และการเมืองของรัฐแล้ว เป็นการปะปนบริบทสองระดับเข้าด้วยกัน

การทำความเข้าใจกรณีนี้อย่างรอบด้าน จึงอาจต้องเริ่มจากการแยกให้ออกระหว่าง “สัญลักษณ์ทางศาสนา” กับ “สัญลักษณ์ของรัฐและหน่วยงาน” เมื่อสัญลักษณ์ใดถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจรัฐแล้ว การกระทำต่อสัญลักษณ์นั้นย่อมต้องถูกอ่านในกรอบของการเมืองและความมั่นคง มากกว่าการตีความในเชิงศาสนาเพียงด้านเดียว

‘อนุทิน’ประกาศกร้าว! ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาชน เหตุไม่หยุดแก้ ม.112

'อนุทิน'ประกาศกร้าว! ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาชน เหตุไม่หยุดแก้ ม.112

‘อนุทิน’ประกาศกร้าว! ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาชน เหตุไม่หยุดแก้ ม.112

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวผ่านการดีเบตของไทยรัฐทีวี เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา จะไม่ขานชื่อนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว ถือเป็นการปิดโอกาสที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า “เป็นสิทธิของเขา ผมเคารพสิทธิ และความเห็นของทุกคน” และพรรคภูมิใจไทยมีความชัดเจนมาตลอด ไม่ร่วมจัดตั้ง รัฐบาลกับพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

“ผมติดตามชมรายการไทยรัฐดีเบต ทราบว่า หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นคนเดียวบนเวที ที่ยังยืนยันว่า ต้องแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถ้ายังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ พรรคภูมิใจไทย ไม่ร่วมด้วยแน่นอน พรรคไหนจะร่วม ก็เป็นสิทธิของแต่ละพรรค แต่เท่าที่ดูแคนดิเดตของทุกพรรค ไม่มีพรรคไหนตอบว่า จะแก้ไขมาตรา 112 ยกเว้นพรรคประชาชน”

เมื่อถามว่า ต่อไปนี้จะไม่คุยกับพรรคประชาชนอีกแล้วใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบว่าถ้าเป็นเรื่องการทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชน พรรคภูมิใจไทยพูดคุยและทำงานร่วมกันได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ สร้างความแตกแยกให้ประชาชน เช่น แก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 คงคุยกันไม่ได้ เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน เว้นแต่พรรคประชาชน จะพูดชัดเจนว่าไม่มีนโยบายแก้ไข ม.112 แล้ว ก็น่าจะ ทำงาน ด้วยกันได้”

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ พูดว่า “ไม่ควรมีใครต้องติดคุก เพราะคำพูด” นายอนุทิน ตอบว่า ตนเห็นต่างและคิดว่าไม่ควรสร้างหลักคิดและความเชื่อแบบนี้ให้กับประชาชน นักการเมืองทุกคน ต้องแนะนำ ต้องสร้างค่านิยมให้คนในสังคมเคารพกฎหมาย และไม่ทำผิดกฎหมาย

“ควรจะต้องพูดว่าไม่ควรมีใครต้องติดคุก เพราะไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ถ้าทำผิดกฎหมาย ต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด จะมีสิทธิเสรีภาพมากแค่ไหน ก็ต้องไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดที่เป็นการอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เสียหายยิ่งต้องได้รับโทษ โดยไม่มีข้อยกเว้น” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว

เฉลิมชัย ลั่น หนุน กล้าธรรม ลุยช่วยหาเสียงเต็มที่

เฉลิมชัย ลั่น หนุน กล้าธรรม ลุยช่วยหาเสียงเต็มที่

เฉลิมชัย ลั่น หนุน กล้าธรรม ลุยช่วยหาเสียงเต็มที่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

วันนี้ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นาย เฉลิมชัย ศรีอ่อน กล่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้เป็นเพียงการเดินทางมาแสดงความยินดีตามคำเชิญของพรรคกล้าธรรมในฐานะที่ทีมผู้สมัครที่ย้ายมาจากประชาธิปัตย์ย้ายมาอยู่ที่พรรคกล้าและทางพรรคให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ยืนยันว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมและจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้สมัครแต่พร้อมช่วยเหลือเต็มที่เพราะเป็นคนทำงานมากกว่าพูดเมื่อทีมงานเข้ามาเป็นสมาชิก ตนก็พร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลือในการหาเสียงอย่างเต็มที่อยู่ที่ไหนก็มีความชัดเจนเต็มร้อยตลอดส่วนจะอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับประชาชน ที่เป็นคนเลือก ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีพรรคการเมืองบางพรรคเกิดความขัดแย้งและต่อต้าน ไม่ร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องของตน

ทั้งนี้ นาย เฉลิมชัย ศรีอ่อน มอบช่อดอกไม้และได้สวมกอด นาย ธรรมนัส พรหมเผ่า อย่างอบอุ่น ท่ามกลางบรรยากาศความชื่นมื่นของสมาชิกพรรคกล้าธรรมทั้งหมดที่เข้าร่วมงาน

เฉลิมชัย
เฉลิมชัย
เฉลิมชัย
เฉลิมชัย
เฉลิมชัย

นฤมล ลั่น กล้าธรรม พวกเรา คือ คนพิเศษ

นฤมล ลั่น กล้าธรรม พวกเรา คือ คนพิเศษ

นฤมล ลั่น กล้าธรรม พวกเรา คือ คนพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.38 น.

วันนี้ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เมื่อเวลา 14.00 น. พรรคกล้าธรรม จัดกิจกรรมเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. ของพรรคจากทั่วประเทศ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวช่วงหนึ่งว่า พรรคกล้าธรรมไม่ใช่พรรคใหม่ แต่เป็นพรรคที่ดำเนินงานมาแล้วกว่า 5 ปี เดิมใช้ชื่อ “พรรคเศรษฐกิจไทย” ซึ่งเป็นพื้นที่การเมืองที่สมาชิกพรรคได้ร่วมต่อสู้ในสมรภูมิการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำพรรค และตนได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคกล้าธรรม” เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมปีที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า การเปลี่ยนชื่อพรรคไม่ได้เกิดจากการวางแผนล่วงหน้า แต่เป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น พร้อมย้ำว่าพรรคยึดมั่นในความจงรักภักดีและการทำงานร่วมกันมาโดยตลอด

นฤมล

ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า พรรคกล้าธรรมเริ่มต้นด้วย สส. เพียง 2 คน แต่ไม่เคยหยุดนิ่งในการขยายสมาชิกและสร้างความเข้มแข็งของพรรค จนปัจจุบันกลายเป็นพรรคการเมืองที่มีความพร้อมสูงสุด มีสมาชิกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นพรรคแรกที่สามารถส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 77 จังหวัด ขณะที่มีเพียงไม่กี่พรรคการเมืองเท่านั้นที่สามารถส่งผู้สมัครได้ครบทั่วประเทศ พร้อมย้ำว่า พรรคกล้าธรรมมีนโยบายที่ชัดเจน ทำงานต่อเนื่อง และมีผลงานที่พิสูจน์ได้จริง ไม่ทำนโยบายขายฝัน ไม่หลอกประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินหรือโครงการที่ไม่สามารถทำได้จริง

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังเปิดเผยถึงการตัดสินใจเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยระบุว่า ได้หารือกับ ร.อ.ธรรมนัส มาอย่างต่อเนื่อง จนเห็นตรงกันว่าพรรคต้องมีความชัดเจน เพื่อให้ประชาชนที่เลือกพรรคกล้าธรรมทราบอย่างแน่นอนว่า จะได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่นอมินีของใคร จึงขอประกาศเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวของพรรค

นฤมล

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เหตุผลที่พรรคกล้าธรรมพร้อมเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เพราะเป็นผู้นำที่ “กล้า” กล้าพูด กล้าเถียง และกล้ายืนหยัดพูดแทนพี่น้องเกษตรกรและประชาชน ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร การประชุมคณะรัฐมนตรี รวมถึงการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งไม่ใช่รัฐมนตรีทุกคนจะกล้าออกไปรับฟังและแก้ไขปัญหา พร้อมเชื่อมั่นว่า ผู้นำที่มีความกล้าเช่นนี้จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้

“ต้องเป็นคนกล้าแบบนี้ ไม่ใช่แค่คนพูดเก่ง ดีแต่พูด ขายฝัน พวกเราคือพันธุ์พิเศษ พันธุ์กล้าธรรม ถ้าได้ร่วมกันรบเมื่อไหร่ เราไม่เคยแพ้ การชนะเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีธรรมราช ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือความกล้า และครั้งนี้พวกเราต้องถามตัวเองว่า บ้าพอไหม กล้าพอไหม เพราะพวกเราเป็นคนกล้าธรรม เจอกันที่สภาฯ” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

นฤมล
นฤมล
นฤมล

‘สรรเพชญ’เปิดใจครั้งแรก หลังย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’ ลั่นจะไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจการเมือง

‘สรรเพชญ’เปิดใจครั้งแรก หลังย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’ ลั่นจะไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจการเมือง

‘สรรเพชญ’เปิดใจครั้งแรก หลังย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’ ลั่นจะไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

“สรรเพชญ”เปิดใจครั้งแรก หลังย้ายซบ”ภูมิใจไทย” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้งสงขลาเขต 1 ลั่นจะไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจการเมือง ขอทำหน้าเข้มข้น ป้องประโยชน์ประชาชน

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่ อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี ว่าที่ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย เขต 1 พร้อมกล่าวเปิดใจเป็นครั้งแรก หลังตัดสินใจย้ายสังกัดทางการเมือง และประกาศเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยในนามพรรคภูมิใจไทย ว่า ตลอดเกือบ 3 ปี ในสภาผู้แทนราษฎร ตนได้นำปัญหาของ จ.สงขลา เข้าสู่เวทีสภาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ตนมีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนว่า การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา เป็นไปตามความเห็นและอุดมการณ์ของตน ซึ่งสอดคล้องกับการกระทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า ยอมรับว่าก่อนหน้านี้มีกระแสความไม่ชัดเจนทางการเมืองภายในพรรคเดิม จนทำให้ตัดสินใจเปิดการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ให้โอกาสและเปิดพื้นที่ในการทำงานอย่างจริงใจ โดยเป้าหมายหลักคือการผลักดันการพัฒนา จ.สงขลา ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

“ผมจะไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจทางการเมือง และไม่ยึดติดกับการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ยืนยันว่า การย้ายมาพรรคภูมิใจไทยคือก้าวใหม่ทางการเมืองที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม และพร้อมพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสนามเลือกตั้งเขต 1 สงขลา ที่กำลังจะมาถึง” นายสรรเพชญ กล่าว

– 006

‘โฆษกกลาโหม’แจงหนังสือ‘เตีย เซ็ยฮา’ไม่ระบุชัด แต่ส่งสัญญาณขอ‘หยุดยิง’

‘โฆษกกลาโหม’แจงหนังสือ‘เตีย เซ็ยฮา’ไม่ระบุชัด แต่ส่งสัญญาณขอ‘หยุดยิง’

‘โฆษกกลาโหม’แจงหนังสือ‘เตีย เซ็ยฮา’ไม่ระบุชัด แต่ส่งสัญญาณขอ‘หยุดยิง’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

‘โฆษกกลาโหม’แจงหนังสือ‘เตีย เซ็ยฮา’ ไม่ระบุชัด‘หยุดยิง’ แต่มีนัย เหตุกัมพูชาแสดงเจตจำนง 22 ธ.ค. แต่ต้องไปถกเวทีจีบีซี

25 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาหรือ GBC ซึ่งอยู่ในห้วงของการประชุมฝ่ายเลขานุการ ระหว่างไทยและกัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี

สำหรับการประชุม เริ่มตั้งแต่วานนี้(24 ธ.ค.68) โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมาสืบเนื่องจากได้มีการเสนอประเด็นหารือให้ฝ่ายกัมพูชาได้รับทราบไปเมื่อวานนี้ ซึ่งให้ฝ่ายกัมพูชาได้หารือเป็นการภายใน และเมื่อเช้านี้ได้กลับมาร่วมประชุมและได้เสนอประเด็นเพิ่มเติมให้กับฝ่ายไทยได้รับไว้พิจารณา ซึ่งทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างพิจารณาประเด็นต่างๆ ในเวลา 15.00 น.วันนี้ จะกลับมาประชุมร่วมกันอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปประเด็นหารือ จะมีเนื้อหาอะไรกันบ้าง

พลเรือตรี สุรสันต์ ระบุว่า การประชุมจีบีซีในครั้งนี้จะมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)ของทั้งสองฝ่ายเข้ามาร่วมประชุมด้วย ถือเป็นนัยสำคัญของการประชุมเพื่อให้เห็นถึงความโปร่งใส ให้ทาง AOTได้ทราบขั้นตอนการปฏิบัติโดยตลอดเวลา และในช่วงของการประชุมจริง ในวันที่ 27ธันวาคม ก็จะมีคณะAOT มาร่วมสังเกตการณ์ด้วยเช่นเดียวกัน คาดว่าในวันนี้เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ในวันพรุ่งนี้(26ธ.ค.)ก็จะมีการประชุมฝ่ายเลขาจีบีซีต่อไป

พลเรือตรี สุรสันต์ ยังระบุถึงหนังสือกระทรวงกลาโหมกัมพูชาที่ส่งมาถึงกระทรวงกลาโหมไทย มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับการขอหยุดยิงหรือไม่ ว่า ประเด็นหยุดยิงหรือไม่หยุดยิง ทางฝ่ายกัมพูชาได้ชี้แจงและนำเสนอไปแล้วในช่วงของการประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียนที่ผ่านมา ก็ได้เสนอประเด็นนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว อยากให้หยุดยิง ในเวลา 22.00 น.ของวันที่ 22 ธ.ค. แต่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า จะพูดคุยเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อรายละเอียดยังไม่มี

ล่าสุดจึงมีหนังสือของ พลเอก เตีย เซ็ยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา ในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าในตัวหนังสือไม่ได้พูดตรงๆว่าเป็นการหยุดยิง แต่มีนัยรายละเอียดคือฝ่ายกัมพูชามีความประสงค์อยากให้หยุดยิง แต่ต้องไปพูดคุยในเวทีจีบีซี สำหรับตัวหนังสือออกมา22 ธ.ค.ที่ส่งมาทางเดียวไม่ได้มีการหารือรายละเอียดกับฝ่ายไทยก่อนหน้านี้

เมื่อถามว่าในหนังสือ อยากให้ 2 ฝ่ายกลับไปอยู่ก่อนเหตุการณ์ปะทะครั้งที่2 พลเรือตรี สุรสันต์ ยอมรับว่า ในตัวหนังสือมีนัยเช่นนั้น แต่ตนมองว่าทางจีบีซีและฝ่ายเลขากําลังพูดคุย คงต้องรอให้ได้ข้อสรุป และเชื่อว่าน่าจะมีความคืบหน้า ขณะนี้ต่างฝ่ายต่างรับข้อเสนอของแต่ละฝ่ายเอาไว้เพื่อนำมาพิจารณาในรายละเอียด ถือว่ามีความคืบหน้าที่มีนัยสําคัญ

ส่วนการปะทะที่เบาบางลงนั้นทางเหล่าทัพ ที่รับผิดชอบพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากมีบทเรียนที่ผ่านมา เราเชื่อใจ ไว้ใจกัมพูชา มากไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องระมัดระวังและทางกองทัพพร้อม รวมถึงการปฏิบัติการทางอากาศ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

เมื่อถามว่า หากกัมพูชาไม่รับ 3 ข้อเสนอไทย พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวว่า ไม่อยากจะพูดชักนําหรือชี้นํา คาดหวังว่า ทุกอย่างจะกลับมาสู่สภาวะปกติได้มากที่สุด

พร้อมย้ำว่าความสำเร็จของการประชุมนี้จะเกิดขึ้นได้ อยู่ที่กัมพูชาเนื่องจากเป็นผู้ริเริ่มสร้างสถานการณ์เหล่านี้ขึ้นมา หากจะยุติให้ได้ความสำเร็จฝ่ายกัมพูชาต้องเป็นฝ่ายยุติ ด้วยกันหยุดยิงความจริงใจในการดำเนินการ วิธีการกระทำและแสดงออกไม่ใช่แค่วาจา โดยเฉพาะเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการประชุมในห้วงที่ผ่านมาใช้เวลาสั้นๆ นั้น ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก แผนที่วางเอาไว้ โดยวานนี้ที่มีการประชุมครึ่งชั่วโมง ทางฝ่ายกัมพูชามารับประเด็นของฝ่ายไทย กลับไปพิจารณา และเมื่อเช้าก็นำประเด็นตรงนี้มาเสนอร่วมกับประเด็นที่เขาอยากจะเสนอด้วย

ส่วนเรื่องบุคลากรที่มาร่วมก็เป็นคนที่คุ้นเคยรู้จักกันดีอยู่แล้ว ในเรื่องความสัมพันธ์ ประเด็นหารือพูดคุย ไม่มีปัญหา เพียงแต่ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการตกลง เนื้อหาการหารือร่วมกัน ได้ข้อยุติร่วมกันเป็นเรื่องอะไรกันบ้าง โดยบ่ายสามโมงวันนี้น่าจะมีความคืบหน้า ซึ่งส่วนตัวยังไม่เห็นรายละเอียด

‘ทภ.2’เผย’ไทย’คุม’เนิน 225’ ชี้ขาดสำคัญแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

'ทภ.2'เผย'ไทย'คุม'เนิน 225' ชี้ขาดสำคัญแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ทภ.2’เผย’ไทย’คุม’เนิน 225’ ชี้ขาดสำคัญแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.10 น.

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงการเข้าควบคุมเนิน 225 ที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทย ว่า นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญสูงสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะกันอย่างรุนแรงตามแนวรบ ปราสาทตาควาย – เนิน 350 – เนิน 225 เมื่อเดือน ธ.ค.68 พื้นที่ดังกล่าวมีบทบาทชี้ขาดต่อการควบคุมสถานการณ์ทางทหารในภูมิภาคนี้

ความสำคัญของเนิน 225 สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก

ประการแรก คือ การควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ เนิน 225 ทำหน้าที่เป็นจุดตรึงกำลังที่สามารถสกัดกั้นและยับยั้งการรุกคืบของฝ่ายตรงข้าม ไม่ให้สามารถส่งกำลังเสริมหรืออาวุธยิงสนับสนุนเข้าสู่พื้นที่ปะทะหลักได้ อีกทั้งลักษณะภูมิประเทศที่เป็นจุดสูงยังเอื้อให้กองทัพไทยสามารถตรวจการณ์และควบคุมการเคลื่อนไหวในพื้นที่โดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์

ประการที่สอง คือ สัญลักษณ์แห่งอธิปไตยและเกียรติภูมิของกองทัพไทย เนิน 225 เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กองทัพไทยสามารถยึดคืนและรักษาไว้ได้ หลังการปะทะอย่างหนัก พร้อมการแสดงสัญลักษณ์แห่งอธิปไตยอย่างชัดเจน พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นสมรภูมิที่จารึกการเสียสละของกำลังพล โดยเฉพาะการสูญเสียของ พลทหาร วายุ ขวัญเสือ สังกัด ร.31 พัน.3 รอ.ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.68

โดยสรุป เนิน 225 เปรียบเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในการปิดกั้นการรุกล้ำทางทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

– 006

กองทัพแจงแล้ว! ปมรื้อถอนรูปปั้นเทพเจ้าฮินดู ในพื้นที่อธิปไตยไทย ยันไม่ได้ลบหลู่

กองทัพแจงแล้ว! ปมรื้อถอนรูปปั้นเทพเจ้าฮินดู ในพื้นที่อธิปไตยไทย ยันไม่ได้ลบหลู่

กองทัพแจงแล้ว! ปมรื้อถอนรูปปั้นเทพเจ้าฮินดู ในพื้นที่อธิปไตยไทย ยันไม่ได้ลบหลู่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ตามที่มีการเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีลักษณะคล้ายประติมากรรมทางศาสนา ในพื้นที่ใกล้แนวชายแดนไทย–กัมพูชา จนก่อให้เกิดความห่วงกังวลและการตีความที่หลากหลายในสังคมนั้น

ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ขอชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวมิได้มีเจตนาเกี่ยวข้องกับศาสนา ความเชื่อ หรือการดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ แต่เป็นการดำเนินการด้านการบริหารจัดการพื้นที่และความมั่นคง ภายหลังจากฝ่ายไทยสามารถกลับเข้าควบคุมพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตที่ประเทศไทยยืนยันสิทธิอธิปไตย

สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นโครงสร้างที่ถูกติดตั้งขึ้นภายหลัง และไม่ได้เป็นศาสนสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ การดำเนินการจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันการควบคุมพื้นที่ ลดความเสี่ยงของความเข้าใจคลาดเคลื่อน และป้องกันไม่ให้เกิดการใช้สัญลักษณ์ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดเพิ่มเติม

ประเทศไทยให้ความเคารพต่อทุกศาสนาและทุกความเชื่ออย่างเท่าเทียม รวมถึงศาสนาฮินดู ซึ่งมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกับประเทศในภูมิภาคมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งตระหนักถึงความรู้สึกของประชาชนและผู้ที่นับถือศาสนาทั่วโลก และขอแสดงความเสียใจหากเหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่สบายใจอันเนื่องมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ขอเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การใช้การทูต และการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดี ลดความขัดแย้ง และรักษาบรรยากาศแห่งมิตรภาพระหว่างประเทศและประชาชนของทั้งสองฝ่าย เป็นการดำเนินการด้านการบริหารจัดการพื้นที่ มิได้มีเจตนาเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือความเชื่อใดๆ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์รัวๆ สื่อนอกตีข่าวไทยทำลายรูปปั้นพระวิษณุ

อินเดียไม่พอใจ! หลังไทยรื้อทำลายรูปปั้นเทพเจ้าฮินดู

อนุทิน โพสต์ภาพ ชวรัตน์ ทัศนีย์ ปล่อยพลัง พูดแล้วทำพลัส เทียบรูป เจ้าพ่อ เจ้าแม่อุลตร้าแมน

อนุทิน โพสต์ภาพ ชวรัตน์ ทัศนีย์ ปล่อยพลัง พูดแล้วทำพลัส เทียบรูป เจ้าพ่อ เจ้าแม่อุลตร้าแมน

อนุทิน โพสต์ภาพ ชวรัตน์ ทัศนีย์ ปล่อยพลัง พูดแล้วทำพลัส เทียบรูป เจ้าพ่อ เจ้าแม่อุลตร้าแมน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

วันนี้ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพของ นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล และ นาง ทัศนีย์ ชาญวีรกูล บิดาและมารดาลงบนโลกออนไลน์ และทั้งสองคนกำลังทำสัญลักษณ์มือ พูดแล้วทำพลัส ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนท่าปล่อยพลังของอุลตร้าแมน พร้อมเทียบภาพคู่กับภาพอุลตร้าแมน ซึ่งเป็นตัวเจ้าพ่อเจ้าแม่อุลตร้า และระบุข้อความว่า “อืมมมมม….พ่อกะแม่ก้อน้าาา….”

ทำเอาชาวเน็ตและแฟนคลับหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลามกับภาพฟิลลิ่งดังกล่าวของ บิดา มารดา ของนาย อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีการเทียบภาพคู่กับภาพอุลตร้าแมน

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul

ขอความเป็นธรรม! ป.ป.ช.แจงเลื่อนชี้ขาดคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล

ขอความเป็นธรรม! ป.ป.ช.แจงเลื่อนชี้ขาดคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล

ขอความเป็นธรรม! ป.ป.ช.แจงเลื่อนชี้ขาดคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

ป.ป.ช.เลื่อนลงมติคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล เหตุผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา ปัดตอบเทคนิคประวิงเวลาหรือไม่ ยังไม่รู้จะนัดลงมติได้อีกเมื่อไหร่

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ จะนัดลงมติคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมฯอย่างร้ายแรง กรณีการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ในวันที่ 25 ธ.ค.ว่า วันนี้ (25 ธ.ค.) ไม่มีการประชุม ป.ป.ช.จึงไม่มีวาระพิจารณาคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ทราบว่า ฝั่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา ดังนั้น ป.ป.ช.จึงต้องพิจารณารายละเอียดในหนังสือขอความเป็นธรรมดังกล่าวก่อน ถือเป็นสิทธิที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการได้

นายสุรพงษ์ กล่าวยืนยันว่า การทำงานของ ป.ป.ช.เป็นไปตามไทม์ไลน์ตามกรอบเวลาที่เคยชี้แจงไว้ ไม่ได้เร็วหรือช้าเกินไป เพราะมีผู้ถูกกล่าวหา 44 คน ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ป.ป.ช.ต้องดูเป็นรายบุคคล ทั้งการแจ้งข้อกล่าวหา และการแก้ข้อกล่าวหา คดีนี้ในชั้นคณะอนุกรรมการไต่สวนสรุปสำนวนเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว รอบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ลงมติ แต่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายื่นร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา ป.ป.ช.ก็ต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรม

เมื่อถามว่า การยื่นขอความเป็นธรรมดังกล่าวเป็นเทคนิคการดึงเวลา ไม่ให้ ป.ป.ช.ตัดสินคดีในช่วงก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะพิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวว่า เป็นหลักฐานใหม่ที่มีน้ำหนักเหตุผลเพียงพอ หรือเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ได้พิจารณามาแล้วหรือยัง คงต้องใช้เวลาพิจารณาระยะหนึ่ง ยังคาดไม่ได้จะพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมเสร็จเมื่อใด

“อยากให้เข้าใจว่า ป.ป.ช.อยู่ตรงกลาง แต่บางทีสื่อ หรือประชาชนอาจไม่เข้าใจว่า เหตุใดกระบวนการลงมติต้องยืดออกไป” นายสุรพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า หากผู้ถูกกล่าวหาใช้วิธียื่นขอความเป็นธรรมเข้ามาเรื่อยๆ เพื่อให้ ป.ป.ช.ไปพิจารณาคดีหลังเลือกตั้งจะทำอย่างไร นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.จะดูข้อมูลว่า เป็นเรื่องซ้ำซ้อนกับที่ได้ไต่สวนมาแล้วหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อนกัน ป.ป.ช.ก็ไม่ให้ขยายเวลา