ทุบเปรี้ยง! เรตติ้งพุ่งแน่ หาก‘อนุทิน’แก้สำเร็จ ปมขัดแย้งไทย-เขมร ปราบสแกมเมอร์

ทุบเปรี้ยง! เรตติ้งพุ่งแน่ หาก‘อนุทิน’แก้สำเร็จ ปมขัดแย้งไทย-เขมร ปราบสแกมเมอร์

ทุบเปรี้ยง! เรตติ้งพุ่งแน่ หาก‘อนุทิน’แก้สำเร็จ ปมขัดแย้งไทย-เขมร ปราบสแกมเมอร์

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.06 น.

ทุบเปรี้ยง! เรตติ้งพุ่งแน่ หาก‘อนุทิน’แก้สำเร็จ ปมขัดแย้งไทย-เขมร ปราบสแกมเมอร์

25 ตุลาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “แนะอนุทิน แก้ขัดแย้งไทย-เขมร ปราบสแกมเมอร์” ระบุว่า…

แนะอนุทิน แก้ขัดแย้งไทย-เขมร ปราบสแกมเมอร์

ผมเคยแสดงความเห็น และให้คำแนะนำไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าเมื่อเป็นรัฐบาลที่มีอายุเพียง4เดือน แต่ปัญหาต่างๆมีมากมาย นายอนุทินต้องเรียงลำดับความสำคัญของปัญหา และปัญหาที่สำคัญมากที่สุดอันดับ1 ถ้านายอนุทินแก้ปัญหานี้ได้ ก็จะได้รับคะแนนนิยม และจะได้รับความยอมรับจากประชาชนมากที่สุด คือ

1.ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ยืดเยื้อกันมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร จนนางสาวแพทองธาร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา จนมาถึงกรณีคลิปหลุด เกี่ยวกับการพูดคุยระหว่างนางสาวแพทองธารกับสมเด็จฮุนเซน

ดังนั้นประชาชนคาดหวังว่า เมื่อนายอนุทินมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ก็น่าจะดีขึ้น นายอนุทินควรจะให้ความสำคัญเป็นอันดับ1 เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาให้ได้ ซึ่งในขณะนี้มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น ดูจากผลการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการ GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และคณะกรรมการ JBC ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งฝ่ายกัมพูชายอมรับปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลง4ข้อ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าหากข้อตกลง4ข้อนี้ ได้รับการปฎิบัติจากทั้ง2ประเทศ และเป็นไปอย่างราบรื่น ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี จะทำให้ความสงบเรียบร้อย หรือความขัดแย้งลดน้อยถอยลง ซึ่งจะเป็นผลงานของรัฐบาลนายอนุทิน

ส่วนที่2 คือปัญหาสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จากกรณีแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งประเทศทั่วโลกหลายประเทศ กดดันมายังรัฐบาลกัมพูชา และประเทศไทยก็ถูกเพ่งเล็งเช่นเดียวกัน เพราะเป็นประเทศที่ชายแดนติดกัน รัฐบาลไทยควรจะเป็นผู้ประสานงานกับประชาคมโลก และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งตั้งฐานที่มั่นอยู่ในประเทศกัมพูชา และรัฐบาลนายอนุทินต้องปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันระหว่างแก๊งสแกมเมอร์ ที่มีฐานที่มั่นในประเทศกัมพูชากับในประเทศไทยให้เด็ดขาด

เพราะในขณะนี้เส้นทางการเงินของแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศกัมพูชาได้เชื่อมโยงมายังธุรกิจสีเทาในประเทศไทย เชื่อมโยงมาถึงพรรคการเมือง นักการเมืองในประเทศไทย รัฐบาลอนุทินต้องเอาจริงเอาจัง และปราบปรามอย่างเด็ดขาด แต่ผลที่เกิดขึ้นปรากฏว่า รัฐบาลอนุทินยังไม่เอาจริงเอาจัง ไม่มีความเข้มแข็งหรือแข็งขันในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เลย ผลงานยังไม่ถูกใจประชาชนคนไทย และยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ และไม่ได้ปฏิบัติแก้ไขปัญหาปราบปรามให้รวดเร็วได้ดั่งใจของประชาชนคนไทยเลย

เพราะฉะนั้นผลงานของรัฐบาลอนุทิน จะเป็นที่ยอมรับของประชาชนหรือไม่ จะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งครั้งต่อไป ว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ2เรื่อง คือ

1.การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาให้สงบ

2.ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาและในประเทศไทยให้ราบคาบ ถ้าทำได้2อย่างนี้ คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยจะดีขึ้นแน่นอน

ใช้งบ9พันล้าน เลือกตั้งสส.ควบทำประชามติ ปธ.กกต.ชี้ประหยัดกว่า หากแยกทำใช้งบหมื่นล.

ใช้งบ9พันล้าน เลือกตั้งสส.ควบทำประชามติ ปธ.กกต.ชี้ประหยัดกว่า หากแยกทำใช้งบหมื่นล.

ใช้งบ9พันล้าน เลือกตั้งสส.ควบทำประชามติ ปธ.กกต.ชี้ประหยัดกว่า หากแยกทำใช้งบหมื่นล.

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใช้งบ9พันล้าน เลือกตั้งสส.ควบทำประชามติ ปธ.กกต.ชี้ประหยัดกว่า หากแยกทำใช้งบหมื่นล. รบ.ส่ง‘บวรศักดิ์-ภราดร’ ทำรายละเอียดร่วม‘กกต.’

“อนุทิน” ยกคณะรัฐมนตรี-เลขาฯ ครม.พูดคุย “กกต.” ปมทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ พ่วงยกเลิก MOU43-44 ในวันเลือกตั้ง กกต.แจงรวบลงประชามติ แก้รธน.-MOU-เลือกสส.คาดใช้งบ 9 พันล้าน ประหยัดกว่าแยกทำ ใช้งบกว่า 1 หมื่นล้าน ด้าน “อนุทิน” ส่ง’บวรศักดิ์-ภราดร’ตั้งคณะทำงานร่วมกกต.กำหนดรายละเอียดทำประชามติ นายกฯไม่ตอบ มีโอกาสยุบสภาฯ12ธ.ค.หรือไม่ ด้าน ’สุชาติ-ธนกร‘สวมเสื้อซบ‘ภูมิใจไทย’’อนุทิน‘มาต้อนรับชื่นมื่น โวได้บุคลากรมีคุณภาพ เสริมแกร่งรับเลือกตั้งใหญ่รอบหน้า ขณะ’สุชาติ‘ ให้คำมั่น ’เพื่อนสส.รทสช.กลุ่ม16‘รักษามารยาทการเมืองช่วงนี้ รอเข้าสมทบช่วงโหมดเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้าย แย้มอาจมีไหลมามากกว่านั้น ด้าน‘ธนกร‘หยอดยาหอมนายกฯในอนาคตไม่พ้น‘เสี่ยหนู’

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 24 ต.ค.2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาคณะรัฐมนตรี และนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้าประชุมกับกกต.นำโดย นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. และคณะกรรมการกกต.เพื่อหารือแนวทางจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (MOU 2543) และ (MOU 2544) ในวันลงคะแนนเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น

‘อิทธิพร’ชี้กาบัตร4ใบทำสับสนแน่

หลังประชุม นายอิทธิพร ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการหารือเบื้องต้นเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งทั่วไป หากจะมีขึ้นในวันใด กระบวนการทำงาน งบประมาณที่เกี่ยวข้องจะเป็นอย่างไร และปัจจัยในการจัดวันเดียวกันขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง โดยทั่วไปเป็นการคุยกันกว้างๆมากกว่า ไม่ได้ลงรายละเอียดที่จะต้องตัดสินใจอะไรในขณะนี้ ส่วนจำนวนบัตรจากการหารือจะต้องมีบัตรเลือกตั้ง 2ใบ สำหรับสส.แบ่งเขต และสส.ระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนบัตรที่จะใช้ในการทำประชามติ ณ ขณะนี้ได้วางแนวไว้ว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิก MOU 43 และMOU 44 ก็จะมีบัตรประมาณ 4 ใบ ซึ่งปัจจัยพวกนี้จะต้องดูวิวัฒนาการที่จะมีขึ้นเวลาตั้งแต่ปัจจุบันจนถึง ณ เวลาหนึ่ง ซึ่งมีการพูดคุยกันว่า ต้องมีบัตรเพิ่มขึ้นแน่ๆ ทั้งนี้ คิดว่าน่าจะมีปัญหากับประชาชนในเรื่องการจดจำบัตรที่เพิ่มขึ้นบ้าง ดังนั้นเราจะต้องมีวิธีบริหารจัดการให้มั่นใจที่สุดว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิออกเสียงและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน จะไม่สับสน ซึ่งเราจะทำให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า กกต.มีความพร้อมที่จะปฏิบัติหรือมีความเห็นอย่างไรกับ พ.ร.บ.ประชามติฉบับใหม่ หรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า แม้เป็นฉบับเก่ากกต.ก็พร้อมจะปฏิบัติตาม และเมื่อมีฉบับใหม่ประกาศใช้เราก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามนั้น ส่วนจะนับคะแนนอย่างไร ยังไม่ได้คุยในรายละเอียด รวมถึงยังไม่ได้คุยในวิธีบริหารจัดการ จะนับสส.ก่อนหรือนับประชามติก่อน จะต้องรอพูดคุยกัน

คาดงบ9พันล้านทำประชามติควบลต.

เมื่อถามถึงงบประมาณที่จะใช้สำหรับการทำประชามติ และการเลือกตั้งควบคู่กันไป อยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ นายอิทธิพร กล่าว ตัวเลขกลมๆที่ประมาณการอยู่ณขณะนี้ หากทำพร้อมกัน ตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ 9,000 กว่าล้านบาท ส่วนถ้าทำแยกกันจะใช้งบประมาณรวม 10,000 กว่าล้านบาท โดยคำนวณจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปี 2569 จำนวน 53 ล้านคน เพราะฉะนั้นการทำควบคู่กันประหยัดกว่าแน่นอน

‘หนู’ไม่ตอบยุบสภา12ธ.ค.หรือไม่

ด้าน นายอนุทิน ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่ายังยืนยันจะทำประชามติ MOU ฉบับที่ 43 และ 44 หรือไม่เนื่องจาก มีเสียงนักวิชาการและนักการเมืองหลายคนได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องนี้ โดยนายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาไปแล้ว เมื่อถามว่า การทำประชามติเหล่านี้จะมีความชัดเจนเมื่อใด นายอนุทิน กล่าวว่า จากนี้จะมีการหารือผ่านคณะทำงานที่ตั้งร่วมกันซึ่งมีนายบวรศักดิ์ และนายภราดร ที่จะต้องมาทำงานร่วมกันกับ กกต.ส่วนจะทราบความชัดเจนในกรอบการทำงานอย่างไรนั้น ขอย้ำว่าก็ต้องทำให้เร็วที่สุด ภายในวันที่ 31 ม.ค.2569 ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ถามว่าจะมีโอกาสยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคมหรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบและเดินหันหลังกลับไปทันที

’สุชาติ-ธนกร‘สวมเสื้อ‘ภูมิใจไทย’

เสริมแกร่งรับเลือกตั้งใหญ่รอบหน้า ขณะ’สุชาติ‘ ให้คำมั่น ’เพื่อนสส.รทสช.กลุ่ม16‘รักษามารยาทการเมืองช่วงนี้ รอเข้าสมทบช่วงโหมดเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้าย แย้มอาจมีไหลมามากกว่านั้น ด้าน‘ธนกร‘หยอดยาหอมนายกฯในอนาคตไม่พ้น‘เสี่ยหนู’

เมื่อเวลา12.30น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ที่ทั้ง2คนลาราชการ นำคณะเดินทางเข้าสมัครพรรคภูมิใจไทย รวม 4 คนประกอบด้วยนายสุชาติ นายธนกร และนายฐาปกร กุลเจริญ เลขานุการรมว.อุตสาหกรรม อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ และนายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ ที่ปรึกษาของรมว.อุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีสส.ที่แสดงความประสงค์จะร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยในอนาคตจากพรรครวมไทยสร้างชาติ เดินทางมาให้กำลังใจ อาทิ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร พ.ต.ต.สุรพล บุญมา สส.นครนายกฯ นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ สส.ชลบุรี นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลลุรี นายวัชระ ยาวอะหะ สส.นราธิวาส นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ

’อนุทิน‘รับชื่นมื่น-โวบุคลากรมีคุณภาพ

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สมาชิกใหม่ที่มีคุณภาพ นำโดยนายสุชาติ และนายธนกร ทั้ง2คนเป็นน้องรักของตน ทำงานการเมืองมาระยะหนึ่ง เมื่อถึงเวลาสมควรในวันนี้ จึงตัดสินใจที่จะมาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เพื่อที่เราจะได้ทำงานด้านการเมือง เตรียมการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ และบริหารพรรคร่วมกัน ซึ่งทีมงานของนายสุชาติ และนายธนกรที่มาในวันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลการเมืองที่มีคุณภาพ ใกล้ชิดประชาชน มีความทุ่มเททำงานเพื่อบ้านเมือง พรรคภูมิใจไทยรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทุกคน และคณะทั้งหมดมาเป็นสมาชิกพรรคฯ หวังว่าจะสามารถทำประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศ และประชาชนจากการทำงานการเมืองของพวกเรา

‘สุชาติ’แย้มขนพรรคพวกมาอีกเพียบ

ด้าน นายสุชาติ กล่าวว่า ขอบคุณนายอนุทินที่มาให้การต้อนรับตนในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีและเป็นนักการเมืองได้ติดตามรู้จักกับนายอนุทินมาอย่างยาวนาน ทำการเมืองด้วยกัน ซึ่งวันนี้ตนมาพร้อมกับนายธนกร ตัดสินใจที่จะสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยเพื่อผลักดันทางการเมือง ในการเลือกตั้งครั้งหน้า วันนี้ตนมาพร้อมกับสจ.หลายจังหวัดและเพื่อนสส.ปัจจุบันประมาณ 15-16คนแต่ด้วยมารยาททางการเมือง ต้องรอให้ถึงโหมดที่จะเคลื่อนย้ายถ่ายเทเปลี่ยนแปลงได้ก่อน ถึงวันนั้นพวกเราจะมาครบทุกคน และอาจมีมากกว่านั้นอีก ยืนยันว่ากลุ่มของตนมีอุดมการณ์เดียวกันตั้งใจทำงานการเมืองให้กับประเทศชาติเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีความรู้ความสามารถมีความซื่อสัตย์สุจริตนำพาประเทศชาติสู่ความรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จได้แน่นอน อีกทั้งพื้นที่การทำงานของพวกเราไม่ได้มีปัญหาทับซ้อนกัน วันนี้เราอยู่บ้านเดียวกันเป้าหมายเดียวกันคือทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า

“ยืนยันว่ามาครบทุกคนแต่ด้วยการเป็นสส.วันนี้จึงสมัครได้เพียงเท่านี้ก่อน ผมเคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมาก่อนในช่วงปี2551 แต่เนื่องจากการเมืองในช่วงปี54 ผมจำเป็นต้องย้ายไปพรรคอื่นก่อน ตอนนี้ก็กลับมาอยู่พรรคภูมิใจไทยอีกครั้ง” นายสุชาติ กล่าว

‘ธนกร’หยอดอนาคตนายกฯชื่อ’หนู’

ขณะที่ นายธนกร กล่าวว่า ตนก็เคยเป็นสมาชิกพรรค และเคยจะลงสมัครสส.พรรคภูมิใจไทย ตนให้ความเคารพนายอนุทิน รู้จักกันมานาน รวมถึงทำงานตั้งแต่สมัยเป็นโฆษกรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่านายอนุทินเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถครบเครื่อง มีความรู้ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และเป็นคนที่สามารถประสานได้ทุกทิศ เป็นคนที่มีความอ่อนหวานและเด็ดขาด ที่สำคัญที่สุดที่ตนตัดสินใจมาร่วมงาน คือนายอนุทินยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เชื่อว่าจะสามารถนำพาประเทศไปสู่วันข้างหน้าได้ และสิ่งหนึ่งที่ประทับใจคือเมื่อนายอนุทินมาเป็นนายกฯ นโยบายต่างๆที่ดีก็ทำต่อ มีสปิริตทางการเมือง ตนคิดว่าวันนี้นายกฯในอนาคตคงจะเป็นชื่อนายอนุทิน นอกจากนี้ยังขอบคุณนายสุชาติที่ให้โอกาสตนในหลายด้านด้วย

จากนั้นนายอนุทิน ได้สวมเสื้อแจ๊คเก็ตพรรคภูมิใจไทยให้นายสุชาติ และนายธนกร รวมถึงคณะทีมงาน ทั้งนี้ ระหว่างที่นายอนุทินสวมเสื้อให้นายธนกร นายอนุทินได้ลงอักขระ หลังเสื้อแจ็คเก็ตพรรคภูมิใจไทยและทุบหลังนายธนกรอีกด้วย ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น

‘สุวัจน์’ชี้แก้ รธน.เรื่องดี-แต่ทำไม่ง่าย

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง ว่า การเลือกตั้ง สส.ครั้งต่อไปประชาชนมีความคาดหวังต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของแต่ละพรรคการเมือง ที่จะนำมาเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นอย่างมาก สำหรับพรรคชาติพัฒนาจะได้มีการหารือ และเตรียมตัวในการสู้ศึกตั้งในช่วงปี2569 ซึ่งยังพอมีเวลาเตรียมความพร้อม เมื่อถามว่า จะเข้าร่วมกับพรรคการเมืองใดหรือไม่นั้น นายสุวัจน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับพรรคการเมืองใด ต้องหารือกับกรรมการบริหารพรรคก่อน ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ส่วนตัวมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีขั้นตอนที่เยอะ เพราะขั้นตอนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งทำให้การแก้ไขไม่ใช่เรื่องง่าย กุญแจดอกแรกที่จะนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญคือการแก้ว่าด้วยวิธีการแก้ ฉะนั้น วิธีการแก้ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญคือมาตรา 256 ซึ่งจะต้องไปแก้ไขมาตรา 256 ไปแก้ไขวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ ให้สามารถที่จะแก้ไขได้โดยกระบวนการแก้ต้องส่งผลดีต่อประเทศ ทั้งนี้ ขั้นตอนต่างๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าที่จะเข้าไปถึงการแก้ไขเนื้อหาคาดว่าจะใช้เวลานาน หลังการเลือกตั้ง

“เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเหตุการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากประเทศมีรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ก็สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ทันสถานการณ์มากขึ้น ตนคาดว่าน่าจะไปถึงสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จึงจะรู้ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จหรือไม่” นายสุวัจน์ กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“หลายฝ่ายต้องช่วยกันในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก เพราะมีผลกระทบต่อภัยความมั่นคง กระทบต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่ถูกหลอกเกี่ยวกับทรัพย์สิน ควรแก้ไขเพิ่มเติมโทษอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มโทษให้หนักขึ้นเพื่อให้เข็ดหลาบ”

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

นักกฎหมายมหาชน

‘หนู’เดือด ถูกโยงสแกมเมอร์ โวยซังกะบ๊วย! ยืนกราน รบ.ลุยปราบเต็มที่ ท้า‘ไอซ์ รักชนก’มาบริหาร ปท.

‘หนู’เดือด ถูกโยงสแกมเมอร์ โวยซังกะบ๊วย! ยืนกราน รบ.ลุยปราบเต็มที่ ท้า‘ไอซ์ รักชนก’มาบริหาร ปท.

‘หนู’เดือด ถูกโยงสแกมเมอร์ โวยซังกะบ๊วย! ยืนกราน รบ.ลุยปราบเต็มที่ ท้า‘ไอซ์ รักชนก’มาบริหาร ปท.

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘หนู’เดือดถูกโยงสแกมเมอร์ โวยซังกะบ๊วย! ยืนกรานรบ.ลุยปราบเต็มที่ ท้า‘ไอซ์ รักชนก’มาบริหารปท. ‘เมียนมา’เผาวอด‘เคเคปาร์ค’ สแกมเมอร์เข้าไทยแตะ2พัน

“นายกฯหนู” ยันรัฐบาลนี้ปราบสแกมเมอร์แล้ว ทั้ง “ถอนสัญชาติ-ยึดทรัพย์” ลั่นคนทำงานไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่อง ท้า “ไอซ์ รักชนก”มาบริหารประเทศก่อน แล้วจะทำอะไรก็ทำ หลังติง “ธรรมนัส” นั่งบอร์ดปราบค้ามนุษย์ไม่เหมาะสม โวย “ซังกะบ๊วย” กล่าวหา“เนวิน-อนุทิน” เอี่ยวโยงเป็นหัวโจกสแกมเมอร์ แจงซ้ำซิโน-ไทย แค่ให้เช่าตึกหลังDSIบุกค้น บ.ปริ้นซ์อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เครือข่าย ปริ้นซ์ กรุ๊ป – เฉิน จื้อ” ในขณะที่”วรภัค”ลมออกหูจ่อฟ้องสื่อตีแผ่ขายหุ้น ด้านเมียนมา เผาตึก ‘เคเคปาร์ค’ สแกมเมอร์ หนีกระเจิงเข้าไทยแตะ 2 พันคน

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นิวยอร์คไทมส์ ออกมาระบุไทยก็เป็นศูนย์กลางของของสแกมเมอร์ จะจัดการอย่างไร ว่า เรื่องนี้มีคนจัดการแล้ว ส่วนปัญหาสแกมเมอร์ที่ยังมีในฝั่งของเมียนมาทะลักเข้าไทยอยู่นั้น ต้องทำทั้งป้องกัน และปราบปรามอยู่แล้ว คนที่ทำงานได้ทำอยู่แล้ว คนที่ไม่ได้ทำ ก็อ่านข่าวมาแล้วขยายผล ทำให้ปั่นป่วนวุ่นวาย ซึ่งเรามีมาตรการที่ทำมาอย่างเต็มที่ เพราะเรื่องเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะทำแบบเดิมไปตลอดไม่ได้ ซึ่งเป้าหมายที่ได้มอบให้ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คือ ต้องล้ำหน้ากว่าฝ่ายกระทำความผิดอยู่เสมอ ไม่ใช่เป็นตำรวจจับโจร ต้องดักทางทุกอย่างให้ถูก และแสวงหาความร่วมมือให้ได้มากที่สุด

รัฐบาลจัดการเต็มที่

ล่าสุดที่พบกับทูตจากสหรัฐอเมริกาได้เร่งให้มีผู้ชำนาญการมาร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้กระทำผิดในเรื่องนี้ และล่าสุดได้ทำให้เห็นชัดเจนในรัฐบาลชุดนี้แล้ว คือ การลงนามถอนสันชาติ นายพัด สุภาภา หรือ ลียง พัด ไม่ให้ถือสัญชาติไทยอีกต่อไป เพราะเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งได้ทำให้เห็นแล้ว ว่า สิ่งที่ไม่เคยทำมาในอดีต รัฐบาลนี้ได้ทำทั้งที่พึ่งเข้ามาทำงานเพียง 2 – 3 สัปดาห์ พร้อมย้ำว่า ยังทำอยู่ แต่คนที่ทำไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องพวกนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับความลับทางราชการ กลยุทธ์วิธีการต่าง ๆ ถ้าพูดฝ่ายตรงข้ามก็จะหาวิธีมาแก้ไข และจะทำให้กระบวนการปราบปราม หรือ การดำเนินการอะไรต่างๆ ไม่เสร็จสักที

เมื่อถามถึงกรณีที่พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุมีนักการเมืองอักษรย่อ “ช.ช้าง” เชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ได้ตรวจสอบภายในพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โชคดีที่ไม่ได้บอกเป็นอักษรนามสกุล ถ้านามสกุล ช.ช้าง ก็คงเป็นตนเอง ดีที่บอกเป็นชื่อ แต่การตรวจสอบ ไม่ใช่จะตรวจสอบจากการที่ได้ยินใครมา เพราะมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) รวมถึงกลไกของรัฐตรวจสอบอยู่แล้ว

โวยซังกะบ๊วยโยงเอี่ยว

เมื่อถามถึงกรณีที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาทักท้วงว่า การตั้งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ไม่เหมาะสม นายกฯ กล่าวว่า ของพวกนี้ ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์กัน เพราะไม่ได้เป็นคนทำงาน ถ้าอยากจะทำเรื่องนั้น ก็มาบริหารประเทศก่อน และทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ก็สามารถทำได้ ไม่ได้ห้าม

“แต่วิธีการทำงานของผมเองนั้นทำแบบนี้ แล้วที่ยอมถูกดุ ถูกด่า ถูกว่า ถูกตำหนิ มาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครมายึดทรัพย์ผู้กระทำผิด และครั้งนี้ได้ยึดทรัพย์ด้วย ไม่ใช่แค่ถอนสัญชาติ สิ่งที่ผมเองทำมาตลอด บางทีก็ไม่ต้องพูด ซึ่งจะทำต่อเนื่อง เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ได้จบภายในวัน หรือสองวัน และ 4 เดือนก็ไม่จบ แต่จะขัดขวาง และปราบปรามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่ากดดันหรือไม่ที่มารับช่วงต่อในการปราบสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นรัฐบาลกดดันทุกวัน ไม่ถูกกดดันเรื่องนี้ ก็ถูกกดดันเรื่องอื่น ต้องทำงานภายใต้ความกดดันเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่จะต้องทำ คือ ต้องไม่ไปเสียขวัญกับแรงกดดันต่าง ๆ ถ้ามั่นใจ ว่า ได้ดำเนินการในทิศทางที่ถูกต้องแล้วก็ทำต่อไป ใครจะมาพูด หรือ ว่าอะไร ก็รับฟังไว้ และมาทำตลอด แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าท่า เช่น อยู่ๆบอกว่าปรับไม่ได้สักทีแล้วมาสงสัยตน หรือนายเนวิน ชิดชอบประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นเจ้าของสแกมเมอร์ เป็นบทสรุปที่ซังกะบ๊วย อย่างนี้ไม่ได้

“หนู”แจงเช่าตึกชิโนทัย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เข้าตรวจสอบบริษัท และเข้าพบผู้ถือหุ้นชาวไทยของ ปริ้นซ์ กรุ๊ป ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารซิโน – ไทยว่า รายได้ของตึกซิโน -ไทย คืออาคารให้เช่า ใครมาเช่า ก็เช่าได้หมด แต่หากใครมาเช่าแล้วทำผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมชี้นิ้วแล้วระบุว่า “คุณอย่าผูก ถ้าบริษัทซิโน-ไทย ทำสแกมเมอร์เอง อย่างงี้คุณค่อยมาดูว่ามันเกี่ยวข้องกับครอบครัวผมอะไรอย่างไร แต่นี่เขามาเช่า”

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า คำว่าปริ๊นซ์ เป็นคอมเมนเนม หรือ ศัพท์ทั่วไป แต่ถ้าเกี่ยวข้องเมื่อไหร่ ก็ดำเนินการ ตนบอกญาติๆตน ถ้าเกี่ยวข้องก็ไม่ต้องต่อสัญญาเช่าแค่นั้น และก็ออกไป ซึ่งเป็นการประกอบธุรกิจไม่เกี่ยวข้องกัน

เมื่อถามว่าได้รับรายงานจากดีเอสไอแล้วหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ตนรู้ว่ากลุ่มปริ้นซ์ ทำงานผิดกฎหมาย แต่ตนไม่ได้สนใจว่าไปอยู่ที่ไหน หากผิดกฎหมายก็ไปดำเนินคดีตามกฎหมายแค่นั้นเอง ตอนแรกบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ก็ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ปรากฎว่าเกี่ยวข้องกันก็ดำเนินคดีอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดคุยแล้ว และเข้าใจกัน เมื่อถามว่ามีคนกังวลว่า จะกระทบกับจริยธรรมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวสั้นๆว่า “ไม่ครับ”

เมื่อถามย้ำว่ากลัวถูกร้องหรือไม่ นายอนุทิน ปฏิเสธว่า “ไม่กลัวครับ เพราะเราตรวจสอบทุกอย่าง ตอนนี้เป็นข้อครหาเขายังไม่มีคดีอะไรใช่หรือไม่ ถ้ามีข้อกล่าวหาก็ดำเนินคดีไป” เมื่อถามว่าจะต้องมีการส่งหนังสือมาชี้แจงกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ส่งมาแล้ว ส่งมา 2-3 วันแล้ว

DSIบุกค้น ค้นตึกชิโนทัย

ก่อนหน้านี้เวลา 09.30 น. ที่อาคารชิโนไทย ทาวเวอร์ เลขที่ 32/28 ถนนสุขุมวิท 21 (ซอยอโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม โดยกองกิจการยุติธรรม คณะพนักงานสืบสวนเรื่องที่ 134/2568 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเข้าพบผู้ถือหุ้นบริษัทปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Prince International) เพื่อบันทึกการสอบปากคำ และรับมอบพยานเอกสารตามที่ผู้ถือหุ้นประสงค์ให้ความร่วมมือชี้แจงต่อดีเอสไอ สำหรับกระบวนการสอบปากคำพยานกับผู้ถือหุ้นบริษัทปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Prince International)นั้น

คณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม จะได้สอบปากคำผู้ถือหุ้นชาวไทย 2 ราย ได้แก่ 1.นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ และ 2.นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ ซึ่งจะสอบถามเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการประกอบธุรกิจดังกล่าว และที่ผ่านมาผลประกอบการเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงกรณีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัทปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป(Prince Holding Group)หรือไม่ อย่างไร และในบรรดาผู้ถือหุ้นทั้งหมดมีใครไปถือหุ้นในบริษัทอื่นหรือไม่ เป็นบริษัทใดบ้าง ซึ่งถ้าหากผู้ถือหุ้นรายใดให้การว่า“ตนเองเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป” หรือให้การว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ทางณะพนักงานสืบสวนก็จะบันทึกคำให้การไว้ทั้งหมด เพราะบุคคลมีสิทธิ์จะให้การอย่างไรก็ได้ เช่น ถ้าบอกว่า“เคยเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป” พนักงานสืบสวนก็จะได้สอบถามต่อว่า “เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง จากธุรกิจใด เกิดขึ้นในห้วงเวลาใดบ้าง และตอนนี้ยังร่วมธุรกิจกันอยู่หรือไม่ ได้ไปเป็นเครือด้วยกันหรือไม่“ เป็นต้น ส่วนถ้าหากผู้ถือหุ้นต้องการมอบพยานเอกสารใดแก่ดีเอสไอเพื่อประกอบคำให้การ ทางดีเอสไอก็ยินดีรับนำไปพิจารณาในสำนวนการสืบสวน

พบชาวจีนถือหุ้นใหญ่

ทั้งนี้ บริษัทปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ทุนปัจจุบัน 2 ล้านบาท ประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ปรากฏชื่อนายหวัง ยู่ ถัง สัญชาติจีน(ไต้หวัน) เป็นกรรมการรายเดียว นำส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 พบว่านายหวัง ยู่ ถัง ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ส่วนผู้ถือหุ้นชาวไทยอีก 3 ราย ได้แก่ นายพิภพ ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 21% นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ ถือหุ้น 20% นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 10% นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566 บริษัทมีการแจ้งเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิมในปี 2565 จำนวน 1 ล้านบาท เพิ่มเป็น 2 ล้านบาท

ขณะที่นายหวัง ยู่ ถัง เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 5 ก.ย.66 และนายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ เข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 แต่ปัจจุบันนายวุฒิชัย ได้ยุติการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว เหลือแค่นายหวัง ยู่ ถัง เป็นกรรมการรายเดียว ขณะเดียวกันวัตถุประสงค์การทำธุรกิจของบริษัทเมื่อปี 2565 ซึ่งปรากฏผ่านงบการเงิน พบว่าบริษัทแห่งนี้ประกอบกิจการขายสินค้าตามวัตถุที่ประสงค์จากประเทศญี่ปุ่น เช่น เครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม อาหารแห้ง เสื้อผ้า เป็นต้น แต่ในปี 2566 แจ้งเปลี่ยนเป็นการขายปลีกสินค้าอื่นๆในร้านค้าทั่วไป จากนั้นเมื่อวันที่ 13 ส.ค.67 เปลี่ยนเป็นกิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ได้เปลี่ยนประเภทธุรกิจเป็นนายหน้าอสังหาริม ทรัพย์

ตรวจบัญชีงบย้อนหลัง

ทั้งนี้ บริษัทได้มีการนำส่งงบการเงิน 3 ปีย้อนหลัง ดังนี้ งบการเงินปี 2565 แจ้งมีสินทรัพย์รวม 1,006,266 บาท หนี้สินรวม 44,000 บาท มีรายได้รวม 6,266 บาท รายจ่ายรวม 44,000 บาท ขาดทุนสุทธิ 37,733 บาท งบการเงินปี 2566 แจ้งมีสินทรัพย์รวม 729,345 บาท หนี้สินรวม 18,888 บาท รายได้รวม 10,000 บาท รายจ่ายรวม 1,261,810 บาท ขาดทุนสุทธิ 1,251,810 บาท งบการเงินปี 2567 แจ้งมีสินทรัพย์รวม 1,521,851 บาท หนี้สินรวม 5,096,157 บาท รายได้รวม 858,415 บาท รายจ่ายรวม 5,072,286 บาท ขาดทุนสุทธิ 4,284,763 บาท

รายงานข่าวว่า กรณีที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอเดินทางเข้าพบผู้ถือหุ้นบริษัทปริ้นซ์ฯในวันนี้ สืบเนื่องจากสื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่าอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัทปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) ซึ่งมี นายเฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ ชาวอังกฤษเชื้อสายกัมพูชา วัย 37 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทฯ ซึ่งถูกทางการสหรัฐกล่าวหาในคดีฉ้อโกงและฟอกเงิน ที่มีความเกี่ยวพันกับศูนย์สแกมเมอร์และบังคับใช้แรงงานในประเทศกัมพูชา นอกจากนี้ มีรายงานข่าวว่าบริษัทปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าอาคาร Sino-Thai Tower ชั้น 7 ของอาคารดังกล่าว โดยมีสัญญาเช่าระหว่างวันที่ 1 ต.ค.66-30 ก.ย.69 ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัทเอชทีอาร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ให้บริการด้านการให้เช่าให้บริการและดูแลอาคารสำนักงานในนามซิโนไทยทาวเวอร์

ผู้ถือหุ้นชาวไทยแจงสื่อ

มีรายงานว่าหลังดีเอสไอสอบปากคำรนายกว่า 4 ชม หนึ่งในผู้ถือหุ้นชาวไทยของบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า วันนี้ทางบริษัทได้เชิญเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้าตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์และชี้แจงข้อเท็จจริงว่าบริษัทปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป

พร้อมกันนี้ ได้มอบเอกสารหลักฐานเป็นรายชื่อผู้ถือหุ้น บัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีงบประมาณ และเอกสารเส้นทางการเงินย้อนหลังของบริษัท ให้กับดีเอสไอ ซึ่งจะช่วยยืนยันว่ารายได้ของบริษัทไม่ได้เป็นรายได้จากต่างประเทศ รวมถึงฐานข้อมูลลูกค้าก็มาจากการให้คนไทยเช่าอสังหา ริมทรัพย์กว่า 90% ตั้งแต่เปิดบริษัทมา เพื่อยืนยันว่าเราไม่เคยมีเงินจากต่างประเทศเข้าบริษัทเลย ข้อมูลฐานลูกค้า รวมถึงการทำงานของพนักงานต่าง ๆ ซึ่งตรวจสอบได้เลยว่าเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เป็นบริษัทนอมินี หรือบริษัทลูกของปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป

ส่วนประเด็นที่ให้ปากคำ เป็นการตอบข้อซักถามเจ้าหน้าที่ดีเอสไอในประเด็นความเกี่ยวข้องกับบริษัทปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป หรือเป็นนอมินี หรือตัวกลางให้กับแก๊งสแกมเมอร์ในการฟอกเงินหรือไม่ ซึ่งก็ยืนยันว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเป็นบริษัทในเครือใดๆ แต่ยอมรับว่า ตอนเริ่มทำธุรกิจ ได้เคยเจรจากับบริษัทปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป เพื่อจะขายสินค้าไทยไปยังกัมพูชา เนื่องจากเห็นว่าบริษัทดังกล่าวน่าเชื่อถือ เป็นบริษัทใหญ่ของกัมพูชาและเปิดช่องทางในการทำธุรกิจ แต่เนื่องจากเจรจาเรื่องผลประโยชน์ไม่ลงตัว จึงเปลี่ยนจากการขายสินค้าเป็นการทำธุรกิจนายหน้าเจรจากับบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในไทย เพื่อให้ไปลงทุนร่วมกับบริษัทปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ในกัมพูชา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ร่วมมือกัน เพราะบริษัทปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ได้นำแนวคิดดังกล่าวไปสร้างธุรกิจของตนเอง โดยที่บริษัทปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไม่ได้ร่วมทุนด้วย

‘วรภัค’ขู่ฟ้องสื่อบิดเบือน

วันเดียวกันนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แนบลิงค์ สำนักข่าวอิศรา ก่อนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า เนื่องจากมีผู้แชร์เอกสารตามในข่าวของสำนักข่าวอิศรา ในหลายช่องทาง ผมขออนุญาตชี้แจงสั้นสั้นตามข้อมูลที่มีปัจจุบัน ส่วนรายละเอียดคงต้องรอทางกองทุนที่สิงคโปร์คอนเฟิร์มมาอีกทีครับ

อย่างที่ผมแถลงข่าวไปเมื่อวานนี้ ผมได้เข้ามาซื้อหุ้นของ บล.ฟินันเซีย ในปี 2564 โดยส่วนของผมมีมูลค่าประมาณ 420 ล้านบาท ที่ชำระโดยเงินกู้จากกองทุน CAI 320 ล้านบาท และอีก 100 ล้านบาทเป็นเงินลงทุนส่วนตัว มีหลักฐานชัดเจนตอนควักเงินส่วนตัวไปลงทุน

เอกสารที่ถูกแชร์มานี้จริงๆ เป็นเอกสารชั้นความลับของกองทุนที่ห้ามถูกเปิดเผยกับภายนอกเพราะฉะนั้นคนที่เอาเอกสารนี้มาแชร์สามารถถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้

อย่างไรก็ตามตอนที่ผมตัดสินใจขายหุ้นฟินันเซียออกไป ก็จะมีส่วนเงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาทที่จะได้คืนมา ซึ่งถ้าดูในเอกสารที่แชร์กันว่อนในวันนี้จำนวนตัวเงินค่อนข้างตรงกันคือประมาณเกือบ 3,000,000 เหรียญสหรัฐซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่านี่ “ไม่ใช่การจ่ายเงินสินบน” ใดใดทั้งสิ้นจะเป็นการชำระคืนเงินลงทุนเดิมของผม

ส่วนการกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินเป็นเงินคริปโตนั้น ทางกองทุนที่สิงคโปร์กำลังเช็คข้อเท็จจริงอยู่ว่าเป็นบัญชีคริปโตของกองทุนหรือไม่ หรือเอกสารที่เห็นอยู่นี้ ถูกยกเลิกไปโดยสัญญาอื่นแทน เพราะข้อเท็จจริงที่แน่แน่คือผมได้รับเงินลงทุนคืนเป็นเงินบาทโอนเข้ามาในบัญชีเงินบาทจำนวน 100 ล้านบาทเศษ ไม่เคยได้รับเป็นเงินคริปโตใดใดทั้งสิ้น มีหลักฐานยืนยันชัดเจนทั้งวันที่จ่ายเงินลงทุน 100 ล้านบาทออกไปจากบัญชีในปี 2564 และได้เงินลงทุนคืนกลับมาในต้นปี 2567 ขออนุญาตอธิบายสั้นสั้นเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ

ยันไม่มีอะไรที่ต้องปิดบัง

เพราะฉะนั้นคนที่กล่าวหาว่านี่เป็นเงินสินบนโดนฟ้องแน่นอนครับ เพราะมันเป็นเงินจากการขายหน่วย ลงทุน ซึ่งในเอกสารที่แชร์กันว่อนวันนี้มีระบุชัดเจนว่าเป็นเงินชำระหน่วยลงทุน ผมยังยืนยันว่าผมไม่มีอะไรต้องปิดบังครับ ไม่เคยทำไรเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ สำนักข่าวอิศรา ได้เผยแพร่รายงานของ นายทอม ไรต์ อดีตผู้สื่อข่าววอลสตรีทเจอร์นัล (WSJ) ได้มีการโพสต์เอกสารยืนยันข้อมูลของตนบนเว็บไซต์ https://whalehunting.projectbrazen.com/ ที่ยืนยันนางกนกพร สีตะวรารัตน์ หรือนางกนกพร ธันยาวงษ์ ถือหุ้นในกองทุน CAI (ย่อมาจากบริษัท Capital Asia Investment ของประเทศสิงคโปร์) ร่วมกับนางแคทรียา บีเวอร์ ภรรยาของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ที่ตอนนี้มีรายชื่ออยู่ในร่างกฎหมายคว่ำบาตรกลุ่มสแกมเมอร์ของสหรัฐอเมริกา

‘อารีพงศ์’ย้ำไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงพลังงานและอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีมีชื่อและภาพปรากฎในเว็บไซต์ BIC Group ซึ่งเกี่ยวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยยืนยันว่าเป็นการถูกแอบอ้าง

นายอารีพงศ์ ระบุว่า ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลและข่าวสารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยกล่าวอ้างถึงและเชื่อมโยงข้าพเจ้ากับองค์กรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ข้ามชาติ เนื่องจากเว็บไซต์ BIC Group ได้แอบอ้างว่าข้าพเจ้าเป็น Board Advisory โดยเอารูป ชื่อ และประวัติการทำงานของข้าพเจ้าไปใช้ โดยที่ข้าพเจ้าไม่ทราบและไม่เคยอนุญาต ดังนั้น การกล่าวอ้างชื่อข้าพเจ้าเพื่อนำไปเชื่อมโยงกับองค์กรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ข้ามชาติตามที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ จึงเป็นข้อมูลเท็จทั้งสิ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของข้าพเจ้าอย่างมาก ข้าพเจ้าขอเรียนยืนยันว่า ข้าพเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับองค์กรดังกล่าว ข้าพเจ้าได้ดำเนินการแจ้งความกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วและจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

ทะลักเข้าไทยเกือบ2พัน

ด้านสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ความคืบหน้ากรณีที่ชาวจีน ชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากหนีข้ามมาจาก KK ปาร์ค แหล่งอาชญากรรมริมแม่น้ำเมย เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ภายหลังจากที่ทหารเมียนมา ได้ประสานมายังกองกำลังกะเหรี่ยงพิทักษ์ชายแดน BGF(Karen Border Guard Force)ซึ่งควบคุมดูแลพื้นที่ KK ปาร์ค ทำให้ BGF เร่งเคลียร์พื้นที่ เผาอาหาร และเปิดประตูให้เหยื่อและสแกมเมอร์ตามอาคารต่างๆหนีออกมา โดยจำนวนมากถูกขนด้วยรถบรรทุกไปยังจังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ขณะที่จำนวนไม่น้อยหนีข้ามแม่น้ำเมยมายังฝั่งประเทศไทย และบางคนจมน้ำตาย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าล่าสุดตัวเลขผู้ที่หนีจาก KK ปาร์คข้ามมายังฝั่งไทยเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 1,667 คน ซึ่งมีทั้งชาวไทย จีน อินเดีย เนปาล เคนยา เวียดนาม ศรีลังกา เอธิโอเปีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน เป็นต้น

ถูกทรมาน/จมน้ำตาย

หญิงสาวชาวไทยคนหนึ่งบอกว่า ตนเองหนีข้ามมาจาก KK ปาร์ค โดยตนเข้าไปทำงานเนื่องจากมีเอเจนซี่ติดต่อซึ่งเป็นงานที่สนใจและได้เงินเดือนที่ดีกว่าในประเทศไทย โดยเขาอ้างว่าทำงานมีวันหยุดและไม่มีการบังคับอะไรเลย ซึ่งเป็นคำพูดที่โน้มน้าวใจทำให้ตนตัดสินใจเข้าไปทำงานในเคเค ปาร์ค แต่เมื่อไปถึงกลับไม่ได้เป็นเช่นที่คุยกันไว้ หากไม่ทำตามที่เขาต้องการก็มีตัวอย่างที่เขาลงโทษเหยื่อให้เห็นว่าจะโดนอย่างไร ทำให้เราจำใจต้องทำเพราะไม่มีทางเลือก เมื่อไปถึง KK เปาร์ครู้สึกงงมาก ห้องที่นอนมีอยู่ด้วยกัน 5-6 คน เป็นชาวเวียดนาม ลาว กัมพูชา ตนเองตกใจมาก แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ เราทำอะไรไม่ได้แล้ว เขาก็สอนให้ทำงานให้เป็น เขากำหนดยอดว่าต้องทำให้ได้ 80% ถ้าทำไม่ได้ก็มีตัวอย่างให้เห็น เราอยากออกไปแต่ทำอะไรไม่ได้เลย อยากเตือนคนไทยว่าอย่าเลือกไปทำงานเพราะเห็นว่าเงินเดือนดีเลย ประสบการณ์ที่เจอมันรุนแรงมาก ถ้าทำไม่ได้ เขาลงโทษให้อดข้าวอดน้ำ ไม่ได้เจอเดือนเจอตะวัน มีทุบตีบ้าง

เคเคปาร์ตแตกแล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาต เปิดเผยเพิ่มเติมถึงกรณีที่ทางการเมียนมาได้ดำเนินการปราบปราม “เคเคปาร์ค” แหล่งกบดานของแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ และมีบางส่วนหลบหนีเข้ามาในฝั่งไทย ว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการคัดแยกผู้หลบหนีว่าเข้าข่าย “เหยื่อค้ามนุษย์” หรือเป็นผู้ร่วมขบวนการ โดยมีศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าในพื้นที่ทำหน้าที่ประสานงานหลัก ภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ ได้จัดกำลังจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและ ตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์หรือ ปคม. และตำรวจไซเบอร์ร่วมลงพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลและตรวจสอบประวัติผู้หลบหนีอย่างละเอียด

“จากข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่พบว่ามีคนไทยหลบหนีจากเคเคปาร์คกลับมาในรอบนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนมากที่สุด รองลงมาคือชาวอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งทำงานเป็นแรงงานสแกมเมอร์ หลอกลวงเหยื่อที่มีสัญชาติเดียวกันในระบบข้ามชาติ”

เร่งสอบ11เกาหลีถูกลักพาตัว

พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีสื่อเกาหลีใต้ เสนอข่าวอ้างว่ามีชาวเกาหลี 11 คน ถูกลักพาตัวในประเทศไทย ว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง ขณะนี้เป็นเพียงการรายงานข่าวของสื่อฯ เท่านั้น อย่างไรก็ตามตำรวจไทยและตำรวจเกาหลีใต้มีความสัมพันธ์อันดี และมีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีมาตรการในการดูแลความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวตกเป็นเหยื่อของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

แวดวงนักปกครอง : 25 ตุลาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 25 ตุลาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 25 ตุลาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

120 วัน Nonstop อาชญากรรมไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติทุกกระทรวงต้องทำทันที นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครอง ต้องใช้กลไกพื้นที่แจ้งเตือนภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงสื่อออนไลน์ เร่งเตือนภัยล่วงหน้าให้กับประชาชนเมื่อพบรูปแบบกลโกงใหม่ๆ เกิดขึ้น….. มท.ยกเลิกการอนุญาตเล่นพนันไพ่โป๊กเกอร์ ไพ่เผ โดยเด็ดขาด สอดรับนโยบายปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจังไม่สนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจการพนันทุกชนิดไม่สนับสนุนเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ที่มีธุรกิจการพนันรวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬา…..ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง จ.นครปฐม บูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ลุยต่อเนื่องเข้าปิดล้อมจับกุมผู้ค้ายาเสพติด จากการสอบสวนหาข่าวว่ามีบุคคลที่มีพฤติกรรมจำหน่ายยาเสพติดให้กับวัยรุ่นในพื้นที่นครปฐม พบผู้ค้าและยาบ้ากว่า 1,803 เม็ด ตัดวงจรยาเสพติด สร้างความปลอดภัยให้ชุมชน สู่สังคมปลอดยาเสพติด

อธิบดีเซมเบ้ เน้นย้ำปลัดอำเภอรุ่นใหม่

“ทำตัวเป็นแก้วน้ำที่ไม่มีวันเต็ม พร้อมเรียนรู้ ลงมือทำสร้างทีมเป็นหนึ่งเดียวกัน”

นางสาวอรุณพร นครพุ่ม

นายอำเภอบึงนาราง

…..ว่าที่ร้อยตรีศรายุทธ เจียรมาศ นายอำเภอพระพรหม จ.นครศรีธรรมราช มอบหมาย นางสาวณัฐภัสสร บุญกิจปลัดอำเภอ ติดตามการสมัครใจบำบัดของผู้เกี่ยวข้องกับ
ยาเสพติดในรูปแบบ matrix program ณ โรงพยาบาลพระพรหม ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ภายใต้“นครศรีโมเดล” ต่อไป…..คนละครึ่งพลัส ยังคึกคัก นางสาวอรุณพร นครพุ่ม นายอำเภอบึงนาราง จ.พิจิตร ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์โครงการ คนละครึ่ง พลัส พร้อมปลัดอำเภอพัฒนาการ กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ณ ตลาดร่วมเจริญโพธิ์ไทรงามต.โพธิ์ไทรงาม รับฟังปัญหา ให้คำแนะนำแก่พ่อค้าแม่ค้า ทั้งนี้ ร้านค้าลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 15 ต.ค.-19 ธ.ค. 2568 ร้านค้าเดิมไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เพียงกดยืนยันสิทธิในแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน”…..การอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งพำนักอยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมานั้น คนต่างด้าวจะออกนอกเขตพื้นที่ควบคุมได้ต้องขออนุญาตออกนอกเขตพื้นที่ควบคุมต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอที่รับมอบหมาย ทั้งนี้ การขออนุญาต การอนุญาต และการรายงานตัว ให้เป็นไปตามที่กรมการปกครองกำหนด ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น…..กรมการปกครอง เน้นย้ำแฟนบอลทุกการแข่งขัน การพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ !! “เชียร์ทีมรัก อย่าเสี่ยงรักพนัน” ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ…..เปิดแล้วหลักสูตรปลัดอำเภอ รุ่นที่ 273 รุ่นที่ 274 และ รุ่นที่ 275 ประจำปี 2568 ณ วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ถึง 12 ธันวาคม 2568 รวมระยะเวลา 8 สัปดาห์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง เน้นย้ำปลัดรุ่นใหม่ “ทำตัวเป็นแก้วน้ำที่ไม่มีวันเต็ม พร้อมเรียนรู้ ลงมือทำสร้างทีมเป็นหนึ่งเดียวกัน”…..

นาย..อำเภอน้อย

‘ทูตจีน’ชื่นชม’ไทย’ ย้ำร่วมมือแก้ปัญหาสแกมเมอร์-ชายแดน

'ทูตจีน'ชื่นชม'ไทย' ย้ำร่วมมือแก้ปัญหาสแกมเมอร์-ชายแดน

‘ทูตจีน’ชื่นชม’ไทย’ ย้ำร่วมมือแก้ปัญหาสแกมเมอร์-ชายแดน

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.38 น.

“สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย”เปิดตัวโครงการ”มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้ รุ่นที่ 7” “ทูตจีน”ย้ำให้ความร่วมมือไทยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ พร้อมสนับสนุนการเจรจาแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (24 ต.ค.2568) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการ มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้ รุ่นที่ 7 เยือน เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยฯ พณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย มากล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน”

นางสาว น.รินี เรืองหนู  นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า กิจกรรมนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 เป็นผลจากความร่วมมือสองฝ่ายคือสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเกี่ยวกับประเทศจีนในมิติที่รอบด้านแก่สื่อมวลชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ จะสามารถกลับมารายงานข่าวสารไปสู่คนไทยได้อย่างตรงไปตรงมา

“การจัดอบรมในปีนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็น “ปีทองแห่งมิตรภาพ” ที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานของทั้งสองประเทศ นอกเหนือจากการรับฟังบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญจีนในประเทศไทยแล้ว คณะจะเดินทางไปเยือนเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นประตูยุทธศาสตร์ที่เชื่อมจีนเข้ากับอาเซียน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในข้อริริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) ด้วย”

ด้าน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมความร่วมมือในการจัดโครงการนี้และหวังว่าสื่อมวลชนจะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ของสองฝ่ายไปสู่อีก 50 ปีทองต่อไป พร้อมกล่าวถึงผลการทำงานภายใต้ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14” ของจีนซึ่งปีนี้เป็นปีสุดท้ายของแผน ซึ่งจีนต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านทั้งสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อน และมีภารกิจการปฏิรูป การพัฒนา และการรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ถือว่าจีนมีส่วนช่วยต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากถึงประมาณ 30%

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบการพัฒนาเศรษฐกิจจีนตามแผนฯ พบว่าเติบโตทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นจาก 110 เป็น 120 ล้านล้าน และ 130 ล้านล้านหยวนตามลำดับ โดย 4 ปีแรกมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 5.5% และคาดว่าตลอด 5 ปีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 35 ล้านล้านหยวน ปีนี้ (2568) คาดว่า GDP จะสูงถึงราว 140 ล้านล้านหยวน เป้าหมายหลักของ “แผนฉบับที่ 15” ซึ่งจะเริ่มในปีหน้านั้น จะเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการชี้นำทิศทางการพัฒนาของประเทศ ผลักดันแนวปฏิบัติของการพัฒนาประเทศ และกำกับการพัฒนาของประเทศจีน โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพสูง ยกระดับความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงปี 2035 จีนจะสามารถบรรลุความยิ่งใหญ่ ทั้งทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ความมั่นคง ความเข้มแข็งในภาพรวมและบทบาทในเวทีโลก รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชนจีนจะเทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาในระดับปานกลาง ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสุข และบรรลุความทันสมัย ตามแบบของระบอบสังคมนิยม

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ยังกล่าวด้วยว่าจีนกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมของโลก อยู่ใน 10 อันดับแรกของดัชนีนวัตกรรมโลก เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการพัฒนานวัตกรรมที่เร็วที่สุดของโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ จีนกลายเป็นผู้นำโลกด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ในช่วง 4 ปีแรก จีนสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 5.5% ด้วยอัตราการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 4.7% ความเข้มข้นของการใช้พลังงานลดลงสะสมถึง 11.6% ในปัจจุบัน พลังงานไฟฟ้าที่ประชาชนจีนใช้ทุกๆ 3 หน่วย จะมี 1 หน่วยเป็นพลังงานสีเขียว ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ใช้พลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก จีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน มีผู้มีรายได้ปานกลางมากกว่า 400 ล้านคน มีการบริโภคเกือบ 50 ล้านล้านหยวนต่อปี และมีการนำเข้ากว่า 20 ล้านล้านหยวนต่อปี ดังนั้น ตลาดขนาดใหญ่ของจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “การตอบสนองความต้องการภายในประเทศจีน” เป็น “โอกาสของโลก”

นอกจากนี้ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ยังกล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาสแกมเมอร์ และอาชญากรรมหลอกลวงที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ขณะนี้ โดยมีการเชื่อมโยงไปถึงผู้ต้องหาสัญชาติจีน ว่า รัฐบาลจีนชื่นชมฝ่ายไทยที่ใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปราบปรามการพนันออนไลน์และการหลอกลวงออนไลน์ พร้อมย้ำให้ความร่วมมือกับไทยเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวรวมทั้งกรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วย

“กรณีแก้ปัญหาสแกมเมอร์ทั้งไทยและจีนควรเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคงรวมทั้งกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาระเบียบการอยู่ร่วมกันของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ในประเด็นความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น จีนยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและเป็นธรรมมาโดยตลอด อีกทั้งพยายามช่วยไกล่เกลี่ยและผลักดันการเจรจา จีนสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาด้วยสันติวิธี และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาตาม “แนวทางของอาเซียน”

– 006

‘ขัตติยา’เตือนรัฐฟังเสียง ปชช. ก่อนเร่งดันประชามติ MOU พร้อมวันเลือกตั้ง

'ขัตติยา'เตือนรัฐฟังเสียง ปชช. ก่อนเร่งดันประชามติ MOU พร้อมวันเลือกตั้ง

‘ขัตติยา’เตือนรัฐฟังเสียง ปชช. ก่อนเร่งดันประชามติ MOU พร้อมวันเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.25 น.

“ขัตติยา”เตือนรัฐฟังเสียง ปชช. ก่อนเร่งดันประชามติ MOU พร้อมวันเลือกตั้ง ติงอย่าประหยัดงบจนกระทบประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า อย่าประหยัดงบจนกระทบประชาธิปไตย กาบัตร 4 ใบ ไม่ใช่กดบัตรคอนเสิร์ต

การ “กาบัตร 4 ใบ” พร้อมกันในวันเลือกตั้ง ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับเต็มไปด้วยรายละเอียดซับซ้อน ที่ต้องอาศัย “การสื่อสารที่ชัดเจนและทั่วถึง” จากภาครัฐมากกว่านี้

ผลสำรวจของ NIDA Poll พบว่าประชาชนกว่า 69% ระบุว่ายังไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับ MOU 43–44

และกว่า 78% เห็นว่าการมีบัตรเลือกตั้งถึง 4 ใบ อาจสร้างความสับสนได้ หากไม่มีการให้ข้อมูลล่วงหน้าอย่างชัดเจน

เสียงสะท้อนเหล่านี้เป็นสัญญาณสำคัญ ว่าภาครัฐจำเป็นต้องใช้เวลาและความพยายามมากขึ้น ในการสื่อสาร ทำความเข้าใจ และให้ข้อมูลที่ครบถ้วนกับประชาชน

หากรัฐบาลยังเดินหน้าท่ามกลาง “ความสับสน” และ “ข้อมูลที่ไม่รอบด้าน” ย่อมเสี่ยงให้ผลของการทำประชามติออกมา “ไม่ชัดเจน” ว่าผลลัพธ์นั้นสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่

เมื่อ “ประชามติ” คือหัวใจของประชาธิปไตย รัฐบาลจึงควรรับฟัง ทบทวน และให้เวลาสังคมได้เรียนรู้ จนหมดสิ้นความคลางแคลงและความสับสน

อย่าเร่งรัดและอย่าประหยัดงบเกินไป

จนกระทบสิทธิในการตัดสินใจอย่างรอบด้านของประชาชนเลยค่ะ

– 006

ปริศนาเหล็ก SKY ‘เอกนัฏ’ชวนสังคมจับตา ติดตามกันจนสุดซอย

ปริศนาเหล็ก SKY 'เอกนัฏ'ชวนสังคมจับตา ติดตามกันจนสุดซอย

ปริศนาเหล็ก SKY ‘เอกนัฏ’ชวนสังคมจับตา ติดตามกันจนสุดซอย

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.49 น.

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ปริศนาเหล็ก SKY…

ปรากฏข่าวว่า สมอ. ถอนอายัดเหล็กของกลางที่โรงงาน SKY มูลค่าเกือบ 50 ล้าน เมื่อวันที่ 15 ก.ย.

เงื่อนเวลาเหมาะเจาะมาก ผมและทีมงานอำลากระทรวงวันศุกร์ที่ 12 ก.ย. 68 เพียงไม่กี่วัน สมอ.มีบันทึกลงวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. 68 ถอนอายัดเหล็ก SKY ที่ถูกอายัดไว้ตั้งแต่ ธ.ค. 67

เหล็กที่ถอนอายัดทั้งหมด 41,635 เส้น เป็นเหล็ก “ใหม่” ล็อตเดียวกับที่ สมอ. เคยชักตัวอย่างออกจากโรงงานไปตรวจสอบ แล้วรายงานว่าตกมาตรฐานไปแล้ว 2 รอบ ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ทำไมวันนี้ถึงปลดอายัดได้

ปัจจุบันพอผมออกจากตำแหน่ง ก็ถูกทางบริษัทร้อง ปปช. ฟ้องศาลปกครอง เรียกค่าเสียหายราวๆ 3,000 ล้าน และไปฟ้องหมิ่นประมาทผมอีกต่างหาก

แม้ผมไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้วแต่ยังติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ขอชวนสังคมร่วมเป็นหูเป็นตา ว่าสุดท้ายแล้ว โรงงานนี้จะกลับมาเปิดเพื่อผลิตอีกครั้งหรือไม่

และอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า มีการปลดอายัดของกลางที่สอบตกมาตรฐานในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก สายไฟ ล้อยาง มูลค่ามหาศาล อีกหรือไม่

คงจะต้องติดตามตรวจสอบหาข้อมูลกันจนสุดซอยครับ

#เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #รมตขิง #เลขาขิง #คณะสุดซอย #SKY

ม.ค.​รอรับเยียวยา! ‘อนุทิน’บอกคนลงทะเบียน’คนละครึ่งพลัส’ไม่ทัน

ม.ค.​รอรับเยียวยา! 'อนุทิน'บอกคนลงทะเบียน'คนละครึ่งพลัส'ไม่ทัน

ม.ค.​รอรับเยียวยา! ‘อนุทิน’บอกคนลงทะเบียน’คนละครึ่งพลัส’ไม่ทัน

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.33 น.

“อนุทิน”บอกคนลงทะเบียน“คนละครึ่งพลัส”ไม่ทัน ม.ค.​รอรับเยียวยา ส่วนสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เชื่อได้ข้อสรุปที่ดี ลั่น!ต้องไม่เสียดินแดน-เกียรติภูมิแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ขณะที่“ภราดร”อ้อนขอทำงานไว้ 4 เดือน ก่อนขออีก 4 ปี

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่อาคารแพลตทินัม ฮอล์ อ.เมือง จ.กระบี่ นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย​ พบปะกลุ่มสตรี​แม่บ้าน อบจ.กระบี่ และ อสม.จังหวัดกระบี่ โดยนานอนุทิน ได้กล่าวสวัสดีเป็นสำเนียงใต้ พร้อมชื่นชม​ อสม.ว่า เป็นสิ่งที่ประเทศไทยมี แต่ประเทศอื่นไม่ ไม่ว่าโรคอะไรมาก็สามารถสู้รบได้ทั้งหมด นี่คือความเข้มแข็งของการเป็น อสม.จึงขอฝาก อสม.​อย่าทิ้งประชาชน​ เพราะ อสม.คือหมอคนแรกของประชาชน และตนหวังว่าโครงการผู้ช่วยพยาบาล 1 ตำบล 1 ผู้ช่วยพยาบาล น่าจะยังอยู่ ซึ่งเราจะเห็นว่าเวลาที่ประชาชนเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าสามารถเป็นตัวแทนของแพทย์ให้การดูแลปฐมพยาบาลขั้นแรกได้ ก็จะทำให้คนมีกำลังใจ และรู้สึกปลอดภัย

นายอนุทิน​ กล่าวย้ำว่า​ หากประเทศเข้มแข็ง​ อย่าว่าแต่ 3,000 เลย 5,000 ก็ให้​ เราก็ไปจัดการเรื่องยาเสพติด ต้องถือว่ามันเป็นเสนียดจัญไรของบ้านเข้ามาไม่ได้ใครทำคนนั้นต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันอยู่กับมือเราทั้งนั้น ดังนั้น อย่าคิดว่าทำไม่ได้

ในช่วงท้าย นายอนุทิน​ ยังถามบรรดา อสม.และกลุ่มสตรี ว่าอย่าลืมเรื่องทะเบียนคนละครึ่งพลัส​ ลงแล้วหรือยัง​ ​ถ้ายังเดือน ม.ค.หาวิธีเยียวยากัน​ คนที่ลงทะเบียนแล้วต้องทำความเข้าใจให้ดีโครงการคนละครึ่ง​เป็นการจ่ายร่วมกัน ท่านต้องจ่ายรัฐก็ช่วยจ่าย​ ถ้าท่านไม่จ่ายท่านก็เสียสิทธิ ดังนั้น จะต้องช่วยกันจับจ่ายใช้สอย

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบกับประเทศเพื่อนบ้าน ว่า น่าจะมีข้อสรุปที่ทำให้ประเทศไทยไม่มีการเสียดินแดน และไม่เสียเกียรติภูมิแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และจะต้องไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อของพี่น้องทั้งนั้น เขาจะต้องถอนอาวุธถอนกับระเบิดออกไป และเขาต้องใช้วิธีการทั้งหลายที่จะต้องปราบปรามคอลเซ็นเตอร์แก๊งหลอกลวงประชาชน แล้วเราก็จะรักษาแผ่นดินของเรา หาข้อสรุปที่จะจบให้ได้โดยที่เราจะไม่มีการเสียเปรียบใดๆ ทั้งสิ้น จะค่อยๆ มีข่าวดีทีละนิด แล้วประเทศไทยก็จะกลับมาสู่ความสงบสุข สร้างชีวิตสร้างความสามัคคีให้กับประเทศอีกครั้งหนึ่ง

ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายอนุมัติงบประมาณในการทำนโยบายต่างๆ​ ว่า ​ขอตอนนี้มัดจำ​ไว้ 4 เดือน เพื่อใช้ใน 4 ปี และขอ สส.ทั้ง​ 3 เขตอีกครั้งในสมัยหน้า

– 006

เจาะลึกเบื้องหลัง! มติปราบ’สแกมเมอร์’วาระเร่งด่วนของโลก (คลิป)

เจาะลึกเบื้องหลัง! มติปราบ'สแกมเมอร์'วาระเร่งด่วนของโลก (คลิป)

เจาะลึกเบื้องหลัง! มติปราบ’สแกมเมอร์’วาระเร่งด่วนของโลก (คลิป)

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.16 น.

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้โพสต์คลิปวิดีโอลงบนเฟซบุ๊ก “อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ – Issara Sereewatthanawut” พร้อมข้อความระบุว่า วันนี้ได้พบกับ ส.ส.รังสิมันต์ โรม ที่นครเจนีวา ในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภาโลกครั้งที่ 151 (IPU151) [????????]

ครั้งนี้ ส.ส.โรม ทำหน้าที่ในนามผู้แทนประเทศไทย เสนอให้ “ปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ” กลายเป็น วาระเร่งด่วนของโลก (Emergency Item) ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ในเวทีนี้ เพราะร่างข้อมติลักษณะนี้ ไม่ได้ผ่านกันง่าย ๆ ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ และผ่านการพิจารณาในชั้นคณะกรรมการหลายระดับ ทั้งเชิงกฎหมาย เนื้อหา และผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศ

แต่การที่ประเทศไทยสามารถผลักดันให้เรื่องนี้ขึ้นสู่การอภิปรายได้สำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึง “พลังของการทูตรัฐสภา (Parliamentary Diplomacy)” ที่แท้จริง คือการใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และส่งเสียงในประเด็นที่กระทบต่อทุกประเทศโดยไม่ต้องเผชิญหน้าในเชิงการเมือง

พูดตรง ๆ คือ… ไม่ได้ว่าประเทศไหนนะครับ แต่มีคนร้อนตัวอยู่ไม่น้อย

พรุ่งนี้ผมมีกำหนดจะเข้าพบ เลขาธิการสหภาพรัฐสภา (Secretary General of the IPU) เพื่อหารือเพิ่มเติมในประเด็นนี้ และแนวทางต่อยอดความร่วมมือระหว่าง IPU กับสถาบันพระปกเกล้า — โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “นวัตกรรมประชาธิปไตย (Democratic Innovation)” และ “การเสริมสร้างธรรมาภิบาลข้ามพรมแดน (Cross-border Governance)”

และที่น่ายินดีคือ เลขาธิการ IPU จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ เพื่อร่วมเป็นวิทยากรในงาน ประชุมวิชาการประจำปี สถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 27 ณ อาคารรัฐสภา ตามคำเชิญของผม ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “คลังสมองด้านนิตบัญญัติของภูมิภาค”

ในคลิปนี้ ผมจะพาไปดูเบื้องหลังของการต่อสู้ทางความคิดในร่างมติฉุกเฉิน ว่ากว่าจะผ่านต้องเจออะไรบ้าง ใครคัดค้าน ใครสนับสนุน และไทยใช้กลยุทธ์ทางการทูตรัฐสภา แบบไหนในการสร้างฉันทามติ

มาหาคำตอบกันครับ ว่าทำไมเวทีรัฐสภาโลกแห่งนี้ ถึงเป็นมากกว่าการประชุม และทำไม “เสียงของไทย” ถึงเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นทุกครั้งที่เราก้าวขึ้นเวที

#รังสิมันต์โรม #IPU #สแกมเมอร์ #กัมพูชา #รัฐสภาโลก #อิสระเสรีวัฒนวุฒิ #สถาบันพระปกเกล้า #ParliamentaryDiplomacy #KPICongress2025