นายกฯ ขอบคุณ 4 กระทรวงผนึกกำลังแก้ฝุ่น ชูสโลแกน’อากาศดีปีใหม่พลัส’

นายกฯ ขอบคุณ 4 กระทรวงผนึกกำลังแก้ฝุ่น ชูสโลแกน'อากาศดีปีใหม่พลัส'

นายกฯ ขอบคุณ 4 กระทรวงผนึกกำลังแก้ฝุ่น ชูสโลแกน’อากาศดีปีใหม่พลัส’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

นายกฯ ขอบคุณ 4 กระทรวงผนึกกำลังแก้ฝุ่น ชูสโลแกนอากาศดีปีใหม่พลัส หนุน ขอบคุณชาวไร่อ้อยไม่เผา หวังนำอากาศดีมาให้คนไทย

25 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทยกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม และ ปลัดกระทรวงทั้ง 4 กระทรวงเข้าร่วมด้วย

โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า ต้องขอบคุณนายธนกร และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่กรุณารับนโยบายที่ตนมอบให้ ด้วยความรวดเร็ว ตนได้พบและหารือกับท่านเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งได้หารือกันว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเราได้ให้ความเข้มงวด กับเรื่องการเผาพืชผลทางการเกษตรที่ไปเพิ่มมลภาวะในจังหวัดต่างๆ ในช่วงที่จะเข้าฤดูหนาว โดยมีเรื่องของสภาพความกดอากาศต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่แย่อยู่แล้วทำอย่างไรที่จะทำให้บ้านเรา ไม่เพิ่มมลภาวะ เพื่อก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลทำให้ประชาชนเกิดปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ ก็ได้เรียนปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมไปว่า ปีที่แล้วได้ทำอย่างเต็มที่มีการใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมไม่ให้เกิดการเผาซากพืชไร่ต่างๆ และได้ผลมากขึ้น ถึงแม้จะควบคุมไม่ได้หมดแต่เมื่อเปรียบเทียบจากบันทึกข้อมูลต่างๆ พบว่าลดลงอย่างชัดเจน จึงแจ้ง รมว.อุตสาหกรรม และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จึงเป็นที่มาของการประชุมในวันเดียวกันนี้ 

ทั้งนี้ตนและนายธนกรมาในวันนี้ในฐานะพยาน ที่ปลัดทั้ง 4 กระทรวง คือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กำลังจะทำเอ็มโอยูด้วยกัน ร่วมมือกันเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล แต่เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับมลภาวะและนโยบายสีเขียวของรัฐบาล และที่สำคัญมากเกี่ยวข้องกับสุขภาพประชาชน ตนก็เลยขอปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมาร่วมงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนการทำงานของท่านในเรื่องนี้ 

“ผมเห็นความตั้งใจในการทำงานของทุกท่าน ตามสโลแกนอากาศดีตลอดปีใหม่ ตอนนี้ถือเป็นเรื่องพลัสด้วย  สิ่งที่เราได้ทำไปแล้ว ทำด้วยความมั่นใจฉะนั้นปีนี้เราต้องพลัส ในการเพิ่มศักยภาพต่างๆ ที่เรามีอยู่ในทุกกระทรวง ซึ่งอาจจะต้องมีการเพิ่มสมาชิกในเอ็มโอยู เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย หวังว่าข้อความในเอ็มโอยูจะนำไปสู่การปฎิบัติ และดำเนินการโดยทันที เพื่อให้เกิดอากาศดีตลอดปีใหม่ หวังว่าอากาศดีจะข้ามไปถึงช่วงปีใหม่ไทยและปีใหม่จีน ถ้าพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้วทุกอย่างก็จะดี แรงกดดันของอากาศต่างๆ เราต้องควบคุมให้ได้มากๆในช่วง 2-3 เดือนแรก ตรงนี้ขอฝากทุกท่านและขอความร่วมมือด้วย“นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า ภาครัฐจะมีแรงจูงใจอะไรให้ชาวไร่และชาวโรงงาน ที่ให้ความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อให้การเผาไปถึง 0 เปอร์เซ็นต์ นายกฯ กล่าวว่า ถ้าพี่น้องชาวไร่อ้อยและพี่น้องเกษตรกรต่างๆ ให้ความร่วมมือขนาดนี้ ขอกราบขอบพระคุณจริงๆ ต้องถือว่าให้กำลังใจและรู้สึกยินดี ตนเชื่อว่าประชาชนชาวไทยทุกคนจะขอบคุณที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ในการนำสภาวะแวดล้อมและอากาศที่ดีกลับมาให้กับคนไทยและประเทศไทย

เช็คที่นี่!‘เพื่อไทย’เปิดตัวผู้สมัครฯ สส.กทม. 33 เขต ชู‘กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้’

เช็คที่นี่!‘เพื่อไทย’เปิดตัวผู้สมัครฯ สส.กทม. 33 เขต ชู‘กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้’

เช็คที่นี่!‘เพื่อไทย’เปิดตัวผู้สมัครฯ สส.กทม. 33 เขต ชู‘กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.27 น.

เช็คที่นี่!‘เพื่อไทย’เปิดตัวผู้สมัครฯ สส.กทม. 33 เขต ชู‘กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้’

25 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดตัวผู้ประสงค์สมัครลงรับเลือกตั้ง สส.กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 เขต 33 คน ขออาสามารับใช้พี่น้องประชาชน นำปัญหาประชาชนเข้าสภา และจะขับเคลื่อนให้เป็นจริง จะช่วยกันทำให้ชีวิตของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ดีขึ้น ในสโลแกน “กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้ โปรดเลือกผู้สมัครทีมเพื่อไทย เพื่อคนกรุงเทพฯ เพื่อไทยทำได้”

รายขื่อ 33 เขต ดังนี้

เขต 1 ญาณกิตติ์ ห่วงทรัพย์

ดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี), บางรัก, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, พระนคร

เขต 2 เดวิด มกรพงศ์

ปทุมวัน, ราชเทวี, สาทร

เขต 3 เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ

บางคอแหลม, ยานนาวา

เขต 4 บุณยกร ดำรงรัตน์

คลองเตย, วัฒนา

เขต 5 ขจรศักดิ์ ประดิษฐาน

วังทองหลาง (ยกเว้นแขวงคลองเจ้าคุณสิงห์), ห้วยขวาง

เขต 6  สหัสวรรษ วีระมงคลกุล

ดินแดง, พญาไท

เขต 7 พุฒิพงศ์ อินทรสุวรรณ

บางซื่อ, ดุสิต (เฉพาะแขวงถนนนครไชยศรี)

เขต 8 สุรชาติ เทียนทอง

จตุจักร (ยกเว้นแขวงจันทรเกษม,แขวงเสนานิคม), หลักสี่ (เฉพาะแขวงทุ่งสองห้อง)

เขต 9 สายันต์ จันทร์เหมือนเผือก

จตุจักร (เฉพาะแขวงจันทรเกษมและแขวงเสนานิคม), บางเขน (เฉพาะแขวงอนุสาวรีย์), หลักสี่ (เฉพาะแขวงตลาดบางเขน)

เขต 10 ภูมิพัฒน์ โหสกุล

ดอนเมือง

เขต 11 รัตติกาล แก้วเกิดมี

สายไหม (ยกเว้นแขวงออเงิน)

เขต 12 ภูร์ผา ไทยแท้

บางเขน (เฉพาะแขวงท่าแร้ง) , ลาดพร้าว (เฉพาะแขวงจรเข้บัว), สายไหม (เฉพาะแขวงออเงิน)

เขต 13 แมน เจริญวัลย์

บึงกุ่ม (ยกเว้นแขวงคลองกุ่ม), ลาดพร้าว (เฉพาะแขวงลาดพร้าว)

เขต 14  พงศกร รัตนเรืองวัฒนา

บางกะปิ, วังทองหลาง (เฉพาะแขวงคลองเจ้าคุณสิงห์)

เขต 15 พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ

คันนายาว, บึงกุ่ม (เฉพาะแขวงคลองกุ่ม) 

เขต 16 จิรายุ ห่วงทรัพย์

คลองสามวา (ยกเว้นแขวงสามวาตะวันออก,แขวงทรายกองดินใต้)

เขต 17  ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์

คลองสามวา (เฉพาะแขวงสามวาตะวันออก,แขวงทรายกองดินใต้), หนองจอก (ยกเว้นแขวงลำต้อยติ่ง,แขวงลำผักชี,แขวงโคกแฝด)

เขต 18 ศิริพงษ์ รัสมี

มีนบุรี (เฉพาะแขวงแสนแสบ), ลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลำปลาทิว), หนองจอก (เฉพาะแขวงลำต้อยติ่ง,แขวงลำผักชี,แขวงโคกแฝด)

เขต 19 ขวัญจิรา มีนชัยนันท์

มีนบุรี  (เฉพาะแขวงมีนบุรี), สะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง)

เขต 20 ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์

ลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว)

เขต 21 ชนิดาภา สงวนพวก

ประเวศ  (ยกเว้นแขวงหนองบอน), สะพานสูง (เฉพาะแขวงทับช้าง)

เขต 22 ธกร เลาหพงศ์ชนะ

ประเวศ (เฉพาะแขวงหนองบอน), สวนหลวง

เขต 23 กวีวงศ์ อยู่วิจิตร

บางนา, พระโขนง

เขต 24 วิชญ์วิสิษ โชติกิจพิศาล

ธนบุรี  (ยกเว้นแขวงวัดกัลยาณ์,แขวงหิรัญรูจี,แขวงบางยี่เรือ), ราษฎร์บูรณะ (เฉพาะแขวงบางปะกอก)

เขต 25  กิตติพล รวยฟูพันธ์

ทุ่งครุ, ราษฎร์บูรณะ (เฉพาะแขวงราษฎร์บูรณะ)

เขต 26  ศรัณยสัณฑ์ วีรกุลสุนทร

จอมทอง (ยกเว้นแขวงบางขุนเทียน), บางขุนเทียน (เฉพาะแขวงท่าข้าม)

เขต 27  สากล ม่วงศิริ

บางขุนเทียน (เฉพาะแขวงแสมดำ), บางบอน (เฉพาะแขวงบางบอนใต้,แขวงคลองบางบอน)

เขต 28 สุวัฒน์ ม่วงศิริ

จอมทอง (เฉพาะแขวงบางขุนเทียน), บางบอน  (เฉพาะแขวงคลองบางพราน,แขวงบางบอนเหนือ), หนองแขม (เฉพาะแขวงหนองแขม) 

เขต 29 กฤชนนท์ อัยยปัญญา

บางแค (เฉพาะแขวงบางไผ่,แขวงบางแคเหนือ), หนองแขม (เฉพาะแขวงหนองค้างพลู)

เขต 30 อรชพร คงวุฒิปัญญา

บางแค (เฉพาะแขวงหลักสอง,แขวงบางแค), ภาษีเจริญ (เฉพาะแขวงบางหว้า,แขวงบางด้วน,แขวงคลองขวาง)

เขต 31 ประเวช แสวงสุข

ตลิ่งชัน (ยกเว้นแขวงบางเชือกหนัง), ทวีวัฒนา

เขต 32 เสาวนีย์ คงวุฒิปัญญา

บางกอกใหญ่, ธนบุรี (เฉพาะแขวงวัดกัลยาณ์ แขวงหิรัญรูจี,แขวงบางยี่เรือ), บางกอกน้อย (เฉพาะแขวงศิริราช),ภาษีเจริญ (ยกเว้นแขวงบางหว้า,แขวงบางด้วน,แขวงคลองขวาง), ตลิ่งชัน (เฉพาะแขวงบางเชือกหนัง)

เขต 33  สุไพรพล เพ็ญแข

บางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช), บางพลัด

‘เพื่อไทย’โวพาประเทศไปข้างหน้า ‘ยศชนัน’บอกทุจริตไม่จบไม่เลิก ‘สุริยะ’มั่นใจกวาด 200 สส.

‘เพื่อไทย’โวพาประเทศไปข้างหน้า ‘ยศชนัน’บอกทุจริตไม่จบไม่เลิก ‘สุริยะ’มั่นใจกวาด 200 สส.

‘เพื่อไทย’โวพาประเทศไปข้างหน้า ‘ยศชนัน’บอกทุจริตไม่จบไม่เลิก ‘สุริยะ’มั่นใจกวาด 200 สส.

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.14 น.

‘เพื่อไทย’เปิดตัวผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์-เขตทั่วประเทศ ‘จุลพันธ์’ชูสามเสาหลักพาประเทศไปข้างหน้า ‘สุริยะ’ย้ำเลือกตั้งครั้งนี้พร้อมมากที่สุด จะได้ สส. 200 คน ‘ยศชนัน’ลั่นยาเสพติด-ทุจริตไม่จบไม่เลิก ขอเลือกพท.ทั้งคนทั้งพรรค

25 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย จัดกิจกรรม “เพื่อไทยทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่ เลือกพรรคเพื่อไทย” เปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อรวม 500 คน โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ มีแกนนำพรรคเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ทั้ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงอง เลขาธิการพรรค

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองเดียวที่นำเสนอนโยบายเชิงโครงสร้าง เพื่อพัฒนาประเทศแก้ไขปัญหาให้ประชาชน และปรับแผนให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า เราจะต่อสู้กับพลังที่ฉุดรั้งประเทศให้ถดถอย เช่น เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล และปัญหาของนิติรัฐนิติธรรม เพื่อก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้พรรคเพื่อไทยขอเสนอตัวเป็นพลังร่วมกับประชาชนในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ผ่าน 3 เสาหลักในการออกแบบนโยบาย คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงและนิติรัฐนิติธรรม ด้านเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนประเทศให้เจริญเติบโตด้วยจีดีพีไม่น้อยกว่า 5% 2.ด้านความมั่นคง พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านการทหาร ความมั่นคงด้านไซเบอร์และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม และ 3.ด้านนิติรัฐนิติธรรม การธำรงไว้ซึ่งหลักการของประชาธิปไตย จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย ให้ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ประเทศไทยรุมล้อมด้วยวิกฤต ทั้งด้านการเมือง วิกฤตรัฐธรรมนูญ วิกฤตในเรื่องความแตกแยกในสังคม วิกฤตปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน วิกฤตในเรื่องของจีโอโพลิติกส์ และวิกฤตด้านเศรษฐกิจปากท้อง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญมาก เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลง เมื่อกลับมาเป็นรัฐบาล เราไม่เคยละทิ้งเกษตรกร จึงนำเสนอนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องแบบรับความผันผวนของราคา พร้อมด้วยนโยบายพักหนี้เกษตรกร และตั้งเป้าหมายราคาสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าวหอมมะลิ 15,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือก 10,000 บาทต่อตัน ยางพารา 70 บาทต่อกิโลกรัม ข้าวโพด 7.25 บาทต่อกิโลกรัม และมันสำปะหลัง 3 บาทต่อกิโลกรัม

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า และเราจะทำให้ประชาชนเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในราคาที่เหมาะสม ค่าไฟจะต้องไม่เกิน 3.70 บาทต่อหน่วย พรรคเพื่อไทยทำได้แน่นอน เรื่องยาเสพติดเราจะสานต่อ นโยบาย Seal Stop Safe  และทำนโยบาย 1 จังหวัด 1 ศูนย์บำบัด เพื่อดูแลผู้ติดยา รวมทั้งยกระดับความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งความมั่นคงทางทหาร ความมั่นคงไซเบอร์ เพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ เรื่องอาชญากรข้ามชาติ ปัญหาสแกมเมอร์ เรายกระดับความปลอดภัยของธุรกรรมออนไลน์ โดยให้ธนาคารและผู้ประกอบการโทรคมนาคมมีส่วนต้องรับผิดชอบด้วย เราจะตั้งกองทุนเพื่อคืนเงินให้แก่ผู้ถูกหลอกจากมิจฉาชีพทุกประเภท เราจะขึ้นบัญชีดังอาชญากรข้ามชาติ และแสวงหาความร่วมมือจากนานาชาติในการปราบอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์

“สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเสนอวันนี้ไม่ใช่คำสัญญา แต่คือความพร้อมของพวกเราในการลงมือทำ พวกเราที่จะพาประเทศไทยไปข้างหน้าพวกเราคือพรรคเพื่อไทย มีแต่พรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่ทำได้” นายจุลพันธ์ กล่าว

ด้านนายสุริยะ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เลือกแค่คน แต่เป็นการเลือกทิศทางประเทศ ในฐานะ ผอ.เลือกตั้งและคนทำงานการเมือง 25 ปี ยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เราพร้อมมากที่สุดตั้งแต่เคยทำการเลือกตั้งมา เราสร้างทีมงานประจำเขต ทำงานเชิงยุทธศาสตร์ ผู้สมัครทุกวันลงพื้นที่ด้วย DNA เพื่อไทย รับฟังความกังวลของประชาชนแล้วหาทางออกให้ มีการอบรมการปราศรัยให้ผู้สมัครให้ตรงประเด็นชัดเจน อบรมการสื่อสารการเมืองแบบใหม่บนโซเชียล และหลังบ้านเรามีการประเมินการทำงานด้วยผลโพลเพื่อวัดกระแส โดยนำมาหารือร่วมกับคณะกรรมยุทธศาสตร์ปรับแผนทำงานสำหรับแต่ละพื้นที่ พร้อมกันนี้ แคนดิเดตเบอร์1 นายยศชนันจะเดินสายพบสื่อ ดีเบตด้านนโยบาย รอบนี้ทำการบ้านมาอย่างดี พร้อมสานต่อนโยบายที่ทำไว้ได้ทันที และช่วงโค้งสุดท้ายจะมีการเปิดนโยบายเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การเมืองยุคใหม่แข่งทุกวัน เราไม่รอกระแส แต่สร้างความเชื่อมั่นด้วยผลงานและความพร้อม

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เราต้องรัดกุมด้านกฎหมายเลือกตั้ง เรารู้ดีว่าถูกจ้องจับผิดพรรคเราโดยเฉพาะ เพราะคิดว่าพรรคเราจะมาที่หนึ่ง จึงต้องการทำให้เราเสียจังหวะ แต่พรรคเพื่อไทยไม่กลัว เพราะเราทำงานบนกติกา มีทีมกฎหมายดูแลให้ถูกต้องโปร่งใส ขอให้ทุกท่านมุ่งมั่นทำงานต่อไป การทำงานหนักไม่เคยทำร้ายใครทางการเมือง ถ้าเราอยู่ในกติกาวัดผลตัวเองตลอด รู้ว่าอะไรได้ผลอะไรต้องปรับปรุงแล้วเดินหน้าต่อ ที่สำคัญห้ามประมาท ต้องทำงานเต็มที่ อย่าย่อท้อ ทำงานอย่างหนักเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน และขอความร่วมมือประชาชนหากพบพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง ให้ส่งเรื่องมาที่พรรคเพื่อไทย เราพร้อมตรวจสอบเพื่อให้การเลือกตั้งสุจริตและเป็นธรรม จากนี้พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าปราศรัยทุกภูมิภาคอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าเราพร้อม และในฐานะผู้อำนายการเลือกตั้งยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้ สส.ไม่ต่ำกว่า 200 คน

ด้านนายยศชนัน กล่าวว่า วันนี้เป็นภาพที่ทำให้ตนนึกถึงเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ตอนที่ได้รับโอกาสลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต 3 จ.เชียงใหม่ในนามพรรคเพื่อไทย จากวันนั้นถึงวันนี้อุดมการณ์ของพวกเราไม่เคยเปลี่ยน พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน 45 วันหลังจากนี้พรรคอื่นๆอาจจะมองว่าเป็นการเลือกตั้ง แต่สำหรับเราคือวันแห่งความหวังของประชาชน วันนี้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาโลกร้อน รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างเฉียบพลัน สิ่งที่เราต้องทำมี 4 เรื่อง คือแก้ปัญหาที่สาเหตุ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เพื่อคนจนและคนรากหญ้า ส่งเสริมเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น ใช้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจมาขยายโอกาสใหม่ๆ ในทุกมิติ และหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นและสร้างคน ซึ่งการสร้างความเชื่อมั่น อธิปไตยคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หลักนิติธรรม ยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก ทุจริตคอร์รัปชั่นไม่จบไม่เลิก สแกมเมอร์ไม่จบไม่เลิก

“อยากให้ทุกคนเชื่อใจ เชื่อมั่นว่าเราต้องทำได้ เราไม่ได้เดินเพียงลำพัง เรามีพี่น้องพรรคไทยรักไทยกลับมา เรามีผู้มากประสบการณ์ที่ยังอยู่กับเรา รวมกับสายเลือดใหม่ที่เข้ามาในพรรคเพื่อไทย เราเหมือนกับยืนอยู่บนบ่าของยักษ์ใจดีตัวหนึ่ง เพื่อช่วยให้พวกเราสามารถเห็นความหวังของคนไทยได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าลูกหลานของเราจะเกิดที่ไหน เขาจะต้องเติบโตขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน ร่วมกันสร้างประเทศที่ดีให้ลูกหลานของเราอีกครั้งด้วยสองมือของเรา นับถอยหลังสู่วันแห่งความหวัง 8 ก.พ. สู้ไปด้วยกัน เพื่อไทยทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่ เลือกพรรคเพื่อไทย ทั้งคนทั้งพรรค” นายยศชนัน กล่าว

‘วัน’ยื่นกกต.ลาออก‘พปชร.’ขอเว้นวรรค ‘เฉลิม’วางมือการเมืองแน่นอนแล้ว

‘วัน’ยื่นกกต.ลาออก‘พปชร.’ขอเว้นวรรค ‘เฉลิม’วางมือการเมืองแน่นอนแล้ว

‘วัน’ยื่นกกต.ลาออก‘พปชร.’ขอเว้นวรรค ‘เฉลิม’วางมือการเมืองแน่นอนแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.02 น.

‘วัน อยู่บำรุง’ยื่นกกต.ลาออกพ้น‘พปชร.’ บอกโอกาสหน้าพบกันใหม่ ยันไม่เคยกลัวใคร แต่เพราะพรรคมีปัญหาหนัก จึงขอ‘เว้นวรรค’พักผ่อนกับครอบครัว เจ้าตัวพูดติดตลก‘อาจเจอในวงการบันเทิงก็ได้’ ขอบคุณ‘ลุงป้อม’เมตตาตลอด1 ปี 5เดือน

25 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายวัน  อยู่บำรุง เดินทางไปยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ต่อนายทะ เบียนพรรคการเมืองที่สำนักงานกกต.

นายวัน กล่าวว่า จากกรณีมีข่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พลังประชารัฐ ประกาศถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ตนก็คงไปต่อไม่ได้ และเมื่อสักครู่เพิ่งทราบว่านายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 2 ของพรรค ได้ยื่นลาออกจากการแคนดิเดตนายกฯอีกคนหนึ่ง ลักษณะแบบนี้คิดว่าทุกคนคงทราบว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไร

นายวัน กล่าวว่า อย่างนี้ไปต่อไม่ได้ ไปต่อไม่ทันแล้ว เพราะจะเปิดรับสมัครวันเสาร์ที่ 27 ธ.ค.นี้แล้ว ตนจึงมากกต.เพื่อยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชารัฐ ซึ่งทำให้ตำแหน่งกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคที่ตนดำรงอยู่หลุดไปด้วย และขอใช้โอกาสนี้พักผ่อนใช้เวลาอยู่กับครอบครัว และขอส่งกำลังใจให้กับเพื่อนสมาชิกพรรคพลังประชารัฐที่จะเป็นผู้สมัครสส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้

“ขอบคุณลุงป้อมที่ตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือนที่ผมอยู่กับท่านท่านเมตตาเอ็นดูผมมาโดยตลอด” นายวัน กล่าว

เมื่อถามว่าแนวโน้มของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังสามารถไปต่อได้หรือไม่ นายวัน กล่าวว่า ตนเพิ่งทราบข่าววันนี้ว่าที่พรรคมีคนไปรอใบส่งตัวเป็นร้อยๆคนก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อ ก็ให้กำลังใจ กลับตัวกันไม่ทันแล้วมันกระชั้นชิดขนาดนี้ ตนก็ถือโอกาสนี้พักสัก 1 สมัย การเมืองไม่ได้มีการเลือกตั้งครั้งนี้ครั้งเดียวการเมืองต้องดูกันยาวๆโอกาสหน้าพบกันใหม่

ส่วนที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะไปอยู่พรรคโอกาสใหม่ ไม่ลงตัวหรืออย่างไร นายวัน กล่าวว่า วันนั้นพรรคเขาชวนตนไปพบปะพูดคุยกับท่านจตุพร บุรุษพัฒน์ เป็นการคุยกันสัพเพเหระ เพราะนายจตุพรเคยทำงานร่วมกับพ่อของตนสมัยอยู่กระทรวงมหาดไทยก่อนที่จะย้ายมาอยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการไปพูดคุยธรรมดาไม่ได้มีอะไรที่ไม่ลงตัว แต่เป็นเพราะตนอยากพักผ่อนมากกว่า

เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้ายังจะอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายวันหัวเราะ พร้อมกับกล่าวว่าถ้าอยู่ คงไม่ลาออก การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงตลอดและระหว่างนี้อาจเห็นตนอยู่ในวงการบันเทิงก็ได้

“ส่วนคุณพ่อ (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) วางมือแน่นอนเพราะอายุเยอะแล้ว แต่สำหรับผมแค่พักรอบนี้ อายุตนเพิ่ง 51 แล้วผมไม่แก่ด้วย เพราะผมชื่อหนุ่ม ผมยังคาดหวังว่าจะเล่นการเมืองถึงอายุ 65 จึงยังมีเวลาตอนนี้ก็ดูสถานการณ์ไปก่อน” นายวัน กล่าว

เมื่อถามว่ามองพรรคการเมืองใหม่ไว้บ้างหรือไม่ นายวันกล่าวว่า ยังไกลตัวเกินไป ดูการเลือกตั้งครั้งนี้ไปก่อนเพียงแต่กังวลใจแทนผู้สมัครทุกคนทุกพรรคทั่วประเทศว่าสถานการณ์ชายแดนยังไม่เรียบร้อยไม่รู้ว่าวันเลือกตั้งจะมีปัญหาหรือเปล่า

เมื่อถามว่ามีความเห็นอย่างไรกับคดีแคนดิเนตนายกที่แต่ละพรรคเปิดตัวมาขณะนี้ นายวัน ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยกล่าวว่า ต้องรอดูการหาเสียงก่อน ดูนโยบายก่อน ส่วนเรื่องความเหมาะสมตนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์

เมื่อถามว่านางสาวรักชนก ศรีนอก ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในส่วนของพรรคประชาชนในครั้งนี้ เสียดายหรือไม่ นายวัน กล่าว่าไม่เกี่ยว เพราะผู้สมัครคนใด ตนก็ไม่เคยกลัว ตระกูลไหนก็ไม่เคยกลัว แต่เพราะพรรคตนตอนนี้มีปัญหา  วันนี้ปัญหามันหนักเลย

‘ธนกร’เชื่อคนไทยมองสโลแกน ภท.‘พูดแล้วทำ ไม่ได้ดีแต่พูด’ มั่นใจคนไทยเทคะแนนให้

‘ธนกร’เชื่อคนไทยมองสโลแกน ภท.‘พูดแล้วทำ ไม่ได้ดีแต่พูด’ มั่นใจคนไทยเทคะแนนให้

‘ธนกร’เชื่อคนไทยมองสโลแกน ภท.‘พูดแล้วทำ ไม่ได้ดีแต่พูด’ มั่นใจคนไทยเทคะแนนให้

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

‘ธนกร’เชื่อคนไทยมอง‘พูดแล้วทำ ไม่ได้ดีแต่พูด’ เป็นสโลแกน‘ภูมิใจไทย’ มั่นใจคนไทยเทคะแนนให้กลับมาบริหารประเทศ สานต่อโครงการเพื่อประชาชนอีกครั้ง

25 ธันวาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พูดชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเปิดโอกาสทหารอาสาเพื่อรับใช้ชาติอย่างสมัครใจ 1 แสนคน ได้รับราชการเป็นทหาร 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท หรือนโยบายด้านเศรษฐกิจ คือโครงการคนละครึ่งพลัส ที่วันนี้เชื่อว่าเข้าไปอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งประเทศเรียบร้อยแล้ว หากพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจให้กลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง พรรคจะสานต่อโครงการเหล่านี้ และจะต่อยอดให้ดียิ่งขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน และจะต่อยอดแบบไม่ธรรมดา ให้สมชื่อที่ใช้คำว่าพลัสด้วย

เมื่อถามว่า เชื่อมั่นว่านโยบายที่แถลงในครั้งนี้จะทำให้ชนะการเลือกตั้ง และได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายธนกร กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่กลายเป็นสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยไปแล้วคือ การพูดแล้วทำ ไม่ได้ดีแต่พูด ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นเครดิตหรือเป็นความเชื่อถือที่ประชาชนจับต้องได้ เพราะเรางานเต็มที่ มีผลงานเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ดังนั้น เชื่อว่าประชาชนจะมอบความไว้วางใจให้กับพรรคในการเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างแน่นอน

“วันนี้โลกของข่าวสารเปิดกว้าง ประชาชนรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ฝ่ายไหนที่จ้องทำลาย ฝ่ายไหนที่ไม่ได้เป็นไปตามนั้น คนไทยรู้เท่าทันกันกันหมดแล้ว ดังนั้น การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เราหวังว่าประชาชนจะมั่นใจและไว้วางใจให้พรรคภูมิใจไทยได้กลับมารับใช้คนไทยอีกครั้ง ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรคอย่างถล่มทลายจนได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ทุกนโยบายของพรรคจะได้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้เร็วที่สุด” นายธนกร กล่าว

‘นายกฯ’ชี้รูปปั้นเทียบไม่ได้กับชีวิตทหาร รอฟังผล GBC หวังกัมพูชารักษาสัญญา

‘นายกฯ’ชี้รูปปั้นเทียบไม่ได้กับชีวิตทหาร รอฟังผล GBC หวังกัมพูชารักษาสัญญา

‘นายกฯ’ชี้รูปปั้นเทียบไม่ได้กับชีวิตทหาร รอฟังผล GBC หวังกัมพูชารักษาสัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

‘นายกฯ’ชี้รูปปั้นเทียบไม่ได้กับชีวิตทหาร หลัง‘อินเดีย’ออกหนังสือประณามไทย ขอให้รอฟังผล GBC หวัง‘กัมพูชา’จะรักษาสัญญา หากมีการลงนามในครั้งนี้จะได้ไม่เกิดปัญหาอีก ลั่น‘การกระทำไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังสือ แต่ไทยตอบโต้เพราะถูกรุกราน’

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ภายหลังมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือ GBC ระดับเลขานุการ ระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาที่ จ.จันทบุรี ว่า ขอให้รอก่อน เพราะยังเหลือการประชุมอีก 3 วัน ซึ่งการประชุมเมื่อวานเป็นเหมือนการเพิ่งเริ่มกระบวนการ ซึ่งเปรียบเหมือนการทักทายกัน แต่ผู้สื่อข่าวนำเสนอว่าเจอกันครึ่งชั่วโมง และเดินกลับออกจากที่ประชุมหน้าเรียบเฉย ตนมองว่า ใครจะหัวเราะได้ทั้งวัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นเพราะฝั่งกัมพูชากังวลเรื่องความปลอดภัยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบกลับทันทีว่า “ไม่มีหรอกครับ ซึ่งการประชุมก็จัดขึ้นที่บริเวณเขตแดน โดยต่างคนต่างมีท่าทีที่ดี และสถานที่จัดการประชุมทุกฝ่ายก็เห็นพ้องต้องกัน ซึ่งไทยยืนยันอยู่แล้วว่าไม่ไปกรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซียพยายามให้เหตุผล ตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นปัญหาในระดับทวิภาคี หากไม่มีมีความจำเป็นเร่งด่วนอะไร ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนทวิภาคี คือไทยและกัมพูชาคุยกันแค่ 2 ประเทศ

ส่วนความคาดหวังกับผลการประชุมไว้อย่างไร นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขอให้รอผลการประชุมออกมาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้ฟังกรอบ ข้อเสนอฝั่งไทยจากตัวแทนที่ไปประชุม ส่วนขั้นตอนและวิธีเจรจา ต้องให้เป็นเรื่องของหน้างาน

สำหรับกรณีที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ออกแถลงการณ์ตำหนิกรณีกองทัพไทย รื้อถอนรูปปั้นเทพเจ้าฮินดู (นักรบแปดมือ) ในพื้นที่ช่องอานม้าเป็นการกระทำที่ไม่เคารพ และทำร้ายความรู้สึกของผู้ศรัทธา เนื่องจากมองว่าเป็นพระวิษณุ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องของการเจรจาในทวิภาคี ดังนั้นเป็นเรื่องของ สมช. ที่จะต้องพูดคุยกันในระดับทวิภาคี เพราะฉะนั้นเราต้องไม่หวั่นไหวกับอะไรที่อยู่นอกกรอบ

ส่วนเรื่องรูปปั้นดังกล่าวนั้น นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รูปปั้นดังกล่าว หากเทียบกับชีวิตทหาร อวัยวะ แขนขาขาด ก็ขอให้คิดต่อกันเอง

“รูปปั้นที่ถูกทำร้าย หากเทียบกับขาทุกขาที่ทหารเราเสียไป และไปเปรียบเทียบกับการลบหลู่ เรื่องนี้ผมไม่เอาไปเทียบหรอกครับ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กระทรวงกลาโหม กัมพูชามีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยประสงค์เจรจาหยุดยิงผ่านกลไก (GBC) ต่อมาเปลี่ยนว่าไม่ใช่เอกสารขอเจรจาหยุดยิง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกระทำทุกอย่างไม่ได้อยู่บนหนังสือ แต่เป็นเรื่องของการตอบโต้ที่ประเทศไทยถูกประเทศอื่นรุกรานโจมตี ซึ่งไทยก็ต้องตอบโต้ ตามกฎของการตอบโต้ อย่างในเรื่องของการเจรจาที่วันนี้จะเป็นการประชุม GBC ต่ออีก

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า หากการประชุมเสร็จสิ้นก็ต้องยึดตามผลของการประชุมที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทั้ง 2 ฝ่าย หาการเจรจาเรียบร้อย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้งสองฝ่ายก็จะเดินทางไปลงนาม ซึ่งตนหวังว่าหากการลงนามในครั้งนี้เกิดขึ้น ประเทศกัมพูชาจะรักษาสัญญาสักที จะได้ไม่ต้องมีปัญหาอะไรเพิ่มขึ้นมาอีก

‘อนุทิน’เปิดเหตุผลทาบ‘สีหศักดิ์’นั่งแคนดิเดตนายกฯ‘ภท.’ แย้มเลือกตั้งครั้งหน้าใช้‘คนใน’

‘อนุทิน’เปิดเหตุผลทาบ‘สีหศักดิ์’นั่งแคนดิเดตนายกฯ‘ภท.’ แย้มเลือกตั้งครั้งหน้าใช้‘คนใน’

‘อนุทิน’เปิดเหตุผลทาบ‘สีหศักดิ์’นั่งแคนดิเดตนายกฯ‘ภท.’ แย้มเลือกตั้งครั้งหน้าใช้‘คนใน’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.43 น.

‘อนุทิน’เผยชื่อ‘สีหศักดิ์’แคนดิเดตนายกฯ เหมาะสมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องสร้างความเชื่อมั่นเวทีโลก ชี้คุ้นเคยงานการเมือง อัดรายการวิเคราะห์ข่าวดังอย่าโชว์อะไรไม่ฉลาด หลังวิเคราะห์มั่วๆซั่วๆ แนะยกระดับการเสนอข่าว รับ‘เลือกตั้ง’ครั้งนี้ต้องปรับสถานะพรรค ครั้งหน้าจ่อใช้‘คนใน’เป็นแคนดิเดตนายกฯ

เมื่อเวลา 09.55 น.วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงเหตุผลที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 2 ว่า พรรคภูมิใจไทยขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และเชื่อมั่นว่าจะได้สส.ที่เพิ่มมากขึ้น จึงเห็นว่าที่ผ่านมาการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวหากเกิดสถานการณ์อะไรต่างๆ จะทำให้การทำงานเกิดความขาดช่วงได้ เลยต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้

ส่วนก่อนหน้านี้ที่มีชื่อของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามที่จะทาบทามบุคคลที่เป็นที่ยอมรับและได้รับความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน แต่แต่ละท่านอาจมีข้อจำกัดบางประการที่เราต้องเคารพ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ท่านทั้งสองก็ตกลงที่จะร่วมเป็นทีมงานหากตนได้มีโอกาสบริหารประเทศต่อไป ฉะนั้นเราจะไปบังคับไม่ได้ เพราะเขาอาจจะมีความสบายใจในการทำงานในระดับนี้

เมื่อถามว่าการที่นายสีหศักดิ์เป็นทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีด้วย น่าจะมีเครดิตในการไปพูดคุยกับต่างประเทศมากขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า คิดว่าพี่น้องประชาชนคงเห็นความทุ่มเทในการทำงานของนายสีหศักดิ์ ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องใช้เรื่องการต่างประเทศ ในการทำให้ประเทศไทยมีสถานะเป็นที่ยอมรับ และสามารถดำรงตนได้อย่างมีศักดิ์ศรีในระดับนานาชาติ

นายอนุทิน ยังกล่าวอีกว่า นายสีหศักดิ์ได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว ในส่วนของตนที่เป็นนายกรัฐมนตรีก็มีความพึงพอใจและขอบคุณในการทำงานของท่าน ขณะเดียวกันในเรื่องการต่างประเทศนายสีหศักดิ์ก็สามารถครอบคลุมได้ทั้งในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ และด้วยความเกรงใจตนมากๆท่านจึงตอบรับที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งท่านก็มีความเหมาะสม ถ้าในอนาคตมีเหตุอะไรก็ตามที่ตนไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ พรรคภูมิใจไทยก็มองแล้วว่าหากเป็นนายสีหศักดิ์มาทำหน้าที่แทนจะไม่มีอะไรหยุดชะงักและไม่มีอุปสรรคในการสานต่องาน โดยย้ำว่าเป็นกรณีที่หากเราได้มีโอกาสมาบริหารประเทศ เราจึงต้องคิดเผื่อ จะไปคิดสวยอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องสูงสุดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

เมื่อถามว่า นายสีหศักดิ์ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยในวันไหน เพราะมีบางรายการอ้างว่าบังคับมาสวมเสื้อกั๊กภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า จะไปบังคับใครได้ อายุและวุฒิภาวะขนาดนี้กันแล้วก็เห็นมีคนโทรมาบอกว่ามีรายการของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ หรือ หมาแก่ ตนก็ว่าแกวิเคราะห์ไปเรื่อย สมัยเด็กหากตนทำแบบนี้ก็ถูกคุณพ่อดุตาย เลยบอกว่าอย่าโชว์อะไรที่เขาเรียกว่าไม่ฉลาด และนายสีหศักดิ์ ได้สมัครสมาชิกพรรคแล้ว

เมื่อถามย้ำว่า นายสีหศักดิ์ รับปากเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีวันไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคุยกับท่านมาเรื่อยๆ ในบรรดาทั้ง 3 ท่านคือ นายเอกนิติ นางศุภจี และ นายสีหศักดิ์ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานในระดับประเทศอย่างยาวนาน เพราะหลังจากท่านพ้นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ยังเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ท่านอาจจะสัมผัสในเรื่องของงานการเมืองมากหน่อย  และท่านก็ใช้ประสบการณ์ในอดีตที่เคยเป็นทูตในหลายประเทศ  หากจะให้พูดทั้ง3 ท่านก็มีความเหมาะสม ฝากบ้านเมืองกับบุคคลเหล่านี้ได้หมด  คิดว่าไม่ใช่ประเด็นการเมืองและการบังคับขู่เข็ญใดๆ จะเป็นไปได้อย่างไรคนระดับนี้ แม้กระทั้งไปบังคับให้ใส่เสื้อกั๊ก ในงานแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. นายสีหศักดิ์ ท่านก็ใส่เสื้อนอกมา แต่เมื่อนายสีหศักดิ์ เห็นทุกคนใส่เสื้อกั๊กท่านก็ถอดเสื้อนอกออก และใส่เสื้อกั๊ก และมาถ่ายรูปหมู่มาใส่เสื้อด้วยกัน เราไม่ได้บังคับอะไร ตอนที่ท่านแสดงวิสัยทัศน์พวกเรายังบอกว่าท่านใส่สูทก็ได้ เพราะท่านแสดงวิสัยทัศน์ในเรื่องต่างประเทศ ท่านสบายใจก็เอาแบบนั้น ทุกคนก็แฮบปี้ และท่านเอกนิติ นางศุภจี จะไปบังคับอะไรได้ ทุกคนก็ทำด้วยความเต็มใจ

“การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการขาดข้อมูล คงติดต่ออะไรไม่ได้ คงไม่มีใครอยากให้ข้อมูลแล้ว เพราะเอาไปวิเคราะห์มั่วๆซั่วๆแบบนี้ ประชาชนก็ได้รับข่าวสารคลาดเคลื่อน และไม่มีประโยชน์อะไรกับเรื่องนี้ว่าจะบังคับหรือไม่บังคับ ไม่ได้พูดถึงเรื่องเนื้อหาหรือประโยชน์ ฝีมือ ประสบการณ์ของคนเหล่านี้ที่ทำให้กับบ้านเมืองคงต้องมีการยกระดับในการเสนอข่าวโดยเฉพาะข่าวการเมืองที่อยู่ในช่วงสภาวะต้องมีการเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะหาว่าสื่อฯไม่เป็นกลาง” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า นายสีหศักดิ์ ตอบรับช่วงไหนเพราะวันที่ 23 ธ.ค. ยังบอกว่านายกรัฐมนตรียังไม่เคยจีบเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า คำว่าจีบถ้าตนยังไม่พูดอย่างเป็นทางการ มันก็คนรู้จักกัน ถ้าจะจีบก็ต้องตั้งแต่ชวนร่วมรัฐบาลแล้ว ก็มีการพูดกันไว้  ”พี่พร้อมไหมมาช่วยกันหน่อย ถ้าเกิดอีกสองท่านไม่สะดวกก็พี่ ถามว่าแบบนี้คือการจีบไหม ” ซึ่งนายสีหศักดิ์ ก็พูดกับสาธารณะตลอดเวลา ว่าท่านชอบงานด้านต่างประเทศ ให้ท่านทำตรงนั้นท่านก็ทำได้  ตอนนี้คนที่ชอบหรือไม่ชอบการเมือง คนที่มีตำแหน่งหรือสถานะทางการเมือง ต่อให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่ปรึกษา เลขาฯ ที่มีการแต่งตั้ง ถ้าจะไปกรอกอาชีพตอนตรวจคนเข้าเมือง ก็จะบอกว่า เป็นนักการเมือง เพราะไม่มีอาชีพรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ก็มีความคุ้นเคยมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากท่านขึ้นเวทีเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ต่อสมาชิกพรรคภูมิใจไทยถือว่าพูดต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ  ตนก็ว่าท่านมีความคุ้นเคยขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนมีความมั่นใจ

เมื่อถามย้ำว่า นายสีหศักดิ์ตอบรับมาเมื่อวันที่24 ธ.ค. ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า บางทีคนระดับนี้ใช้ญาณคุยกัน

เมื่อถามว่าสาเหตุที่นำเสนอนายสีหศักด์ เพราะบทบาทเกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และต้องเจรจากับหลายประเทศในช่วงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเกี่ยวกันหมด  และยอมรับเป็นคนมีประสบการณ์ และตนก็ไม่สามารถชี้แจงคนเดียวได้

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า คนในพรรคจะมีโอกาสเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนมีโอกาสหมด เที่ยวนี้เป็นการปรับสถานะของพรรคอีกรอบหนึ่ง มันก็ยังมีข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งหลังจากผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ไป ถ้าเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และเราเห็นสถานะของพรรคหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 69 ก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ต้องฟังเสียงประชาชนเพราะเขาคือผู้ตัดสิน อย่ามาถามตน ตนตัดสินอะไรไม่ได้ เป็นอย่างไรก็ทำตามเสียงของประชาชน

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวยังได้พยายามสอบถามถึงนโยบายที่ประกาศว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีเทา นายอนุทินจึงหันมาตอบว่า พรรคไหนก็ไม่มีเทาทั้งนั้น ก่อนจะยิ้มและเดินขึ้นไปทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าทันที

‘ทภ.2’แจงชัด! ‘ศาลโลก’ไม่เคยตัดสินเส้นเขตแดน-พื้นที่รอบ’ปราสาทพระวิหาร’

'ทภ.2'แจงชัด! 'ศาลโลก'ไม่เคยตัดสินเส้นเขตแดน-พื้นที่รอบ'ปราสาทพระวิหาร'

‘ทภ.2’แจงชัด! ‘ศาลโลก’ไม่เคยตัดสินเส้นเขตแดน-พื้นที่รอบ’ปราสาทพระวิหาร’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.36 น.

“ทภ.2″แจงชัด! “ศาลโลก”ไม่เคยตัดสินเส้นเขตแดน-พื้นที่รอบ”ปราสาทพระวิหาร” ชี้พื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นช่องว่างคำพิพากษา ซัด”กัมพูชา”ใช้”มรดกโลก”เป็นเครื่องมือการเมือง

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ข้อความระบุว่า ปฐมเหตุความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาปราสาทพระวิหาร พื้นที่ 4.6 ตร.กม. และดินแดนที่ไทยสูญเสียในอดีต

1. ปฐมเหตุแห่งข้อพิพาท : คดีเขาพระวิหาร

ข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา มีจุดเริ่มต้นสำคัญจากกรณี ปราสาทพระวิหาร เมื่อกัมพูชายื่นฟ้องต่อ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

ฝ่ายไทยในขณะนั้นเข้าร่วมกระบวนการด้วยความเชื่อว่าเป็นศาลแห่งความยุติธรรม แต่ผลลัพธ์กลับสะท้อนความเป็น “ศาลการเมืองระหว่างประเทศ” มากกว่าการพิจารณาตามภูมิประเทศจริง

คำพิพากษา ปี พ.ศ. 2505 มี 3 ประเด็นหลัก

1. ตัวปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา

2. ไทยต้องถอนกำลังออกจากบริเวณตัวปราสาท

3. ไทยต้องคืนโบราณวัตถุที่นำออกไปหลังปี 2497

ข้อสำคัญ: ศาล ไม่เคยตัดสินเส้นเขตแดน และ ไม่เคยระบุพื้นที่รอบปราสาท

2. พื้นที่ 4.6 ตร.กม. : ช่องว่างของคำพิพากษา

คณะรัฐมนตรีไทยในปี 2505 ตีความว่ากัมพูชามีสิทธิ เฉพาะตัวปราสาท ไทยจึงล้อมลวดหนามรอบปราสาทอย่างแคบที่สุด

แต่กัมพูชากลับใช้ แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 เป็นฐานอ้างสิทธิ ซึ่งหากยึดตามนั้น ไทยจะสูญเสียดินแดนจำนวนมาก รวมถึง

– ภูมะเขือ

– พลาญอินทรี

– ช่องคานม้า

– โบราณสถานตลอดแนวชายแดน

– และผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในอ่าวไทย

ผลคือการเกิด “พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร”

3. การใช้มรดกโลกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปี 2549–2551 กัมพูชาพยายามนำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก โดยรวมพื้นที่ 4.6 ตร.กม. แม้ไทยจะยืนยันให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะ “ตัวปราสาท”

วันที่ 7 กรกฎาคม 2551 UNESCO ประกาศขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาโดยไม่ครอบคลุมพื้นที่ 4.6 ตร.กม. แต่ความตึงเครียดตามแนวชายแดนได้เริ่มปะทุแล้ว

4. ความรุนแรงและการรุกคืบ (2551–2554)

– ต.ค. 2551 – ปะทะบริเวณห้วยตานี–ภูมะเขือ

– เม.ย. 2552 – ภูมะเขือ–ผามออีแดง

– ก.พ. 2554 – สงคราม 4 วัน ใกล้ปราสาทพระวิหาร

– เม.ย.–พ.ค. 2554 – ปราสาทตาควาย–ตาเมือนธม

กัมพูชาดำเนินการ รุกคืบเชิงพื้นที่ อย่างเป็นระบบ

– สร้างชุมชน

– สร้างถนนคอนกรีต

– สร้างวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ

– เชื่อมเส้นทางขึ้นช่องคานม้า–พลาญอินทรี–ตัวปราสาท ทั้งหมดเป็นการ ละเมิด MOU43 อย่างชัดเจน

5. คำพิพากษาตีความ ปี 2556 : ไม่ได้ให้ 4.6 ตร.กม.

กัมพูชายื่นคำร้องให้ ICJ ตีความใหม โดยศาลโลกมีคำตัดสินว่า

– ไม่ยกพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ให้กัมพูชา

– ภูมะเขือไม่เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร

– แต่เห็นว่าไทยล้อมพื้นที่ชิดตัวปราสาท “แคบเกินไป” อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ระบุแนวเขตที่ชัดเจนและโยนภาระให้สองประเทศเจรจาเอง

6. ความจริงเชิงยุทธศาสตร์ในปัจจุบัน

ตลอดมา กัมพูชาใช้ทุกวิธีทั้งการแทรกซึม การตั้งฐานทหาร อ้างการลาดตระเวนร่วม ค่อยๆ ขยายพื้นที่ทีละนิด พื้นที่สำคัญที่ถูกคุกคาม ได้แก่

– พลาญอินทรี

– ช่องคานม้า

– ห้วยตามาเรีย

– ภูมะเขือด้านหน้าผา

– ช่องโดนเอาว์

– พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน

ฐานยิงและอาวุธวิถีโค้งจากฝั่งเขาพระวิหาร ถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อกำลังพลไทย

7. สิทธิในการป้องกันตนเองของไทย

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ไทยมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง (Right to Self-Defense) และ ทำลายภัยคุกคามที่คุกคามกำลังพลและอธิปไตย

เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนคือสถาปนาอำนาจรัฐไทยตามแผนที่ 1:50,000 ปิดช่องคานม้าตัดเส้นทางลำเลียงขึ้นปราสาทจากฝั่งกัมพูชา

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่อง “อดีต” แต่คือ สมรภูมิแห่งความทรงจำ อธิปไตย และศักดิ์ศรีของชาติ แผ่นดินที่เสียไปในอดีตไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมเสียในปัจจุบัน

ขอเป็นกำลังใจให้ทหารไทยทุกนายที่ยืนอยู่แนวหน้าเพื่อปกป้องผืนแผ่นดิน ประชาชนไทยจำนวนมากพร้อมสู้และยืนอยู่เคียงข้างกันเสมอ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินนี้

– 006

‘เสธ.ทบ.’ลั่นจุดยืนไทย ‘กัมพูชา’ต้องประกาศ‘หยุดยิง’ก่อน ย้ำคุมพื้นที่อธิปไตยไทย 90% แล้ว

‘เสธ.ทบ.’ลั่นจุดยืนไทย ‘กัมพูชา’ต้องประกาศ‘หยุดยิง’ก่อน ย้ำคุมพื้นที่อธิปไตยไทย 90% แล้ว

‘เสธ.ทบ.’ลั่นจุดยืนไทย ‘กัมพูชา’ต้องประกาศ‘หยุดยิง’ก่อน ย้ำคุมพื้นที่อธิปไตยไทย 90% แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

‘เสธ.​ทบ.’ลั่น​จุดยืนไทย ‘กัมพูชา’​ต้องประกาศ‘หยุดยิง’ก่อน​ ย้ำคุมพื้นที่อธิปไตยไทย​ 90% ชี้‘เขมร’ซุก​อาวุธ​ยุทโธปกรณ์​ตอนในอื้อ

25 ธันวาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์​ เสนาธิการทหารบก​ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย -กัมพูชาโดยทั่วไป ซึ่งปัจจุบันยังเป็นไปตามเป้าหมายของกองทัพที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็ยังเดินไปตามแผนที่เราได้คาดการณ์ไว้เหลืออีกเพียงบางส่วน ซึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการจะดำเนินการให้แล้วเสร็จ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

ส่วนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย​- กัมพูชา​ หรือ GBC​ จะได้ข้อยุติหรือไม่นั้น พลเอกชัยพฤกษ์​ ระบุว่า​ คงต้องติดตาม เพราะขณะนี้เป็นเพียงการพูดคุยของฝ่ายเลขานุการ GBC​ เท่านั้น​ ซึ่งจะมีรายละเอียด ว่าสามารถตกลงอะไรกันได้บ้าง

ส่วนกัมพูชาจะยอมรับข้อเสนอของฝ่ายไทยหรือไม่นั้น พลเอกชัยพฤกษ์กล่าวว่า ขอให้รอฟังการประชุม ทั้งฝ่ายเลขานุการ GBC รวมถึง ในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 2 ประเทศ​ ทั้งนี้ขอย้ำว่า​ ในพื้นที่หน้าที่ของเรายังคงดำเนินการอยู่​ ซึ่งยังคงมีการปะทะอย่างต่อเนื่องเรายังต้องทำและปฏิบัติ และทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า 1 ใน 3 ข้อเสนอ คือกัมพูชา ต้องประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะผู้รุกราน ปัจจุบันนี้ได้เห็นสัญญาณนั้นแล้วหรือไม่ ภายหลังได้มีการทำหนังสือมาถึงกระทรวงกลาโหม​ พลเอกชัยพฤกษ์​ ระบุว่า  กัมพูชาได้ส่งสัญญาณมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงต้นว่าคิดและอยากปฏิบัติเช่นนั้น​ แต่เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ทำให้สถานการณ์เกิดขึ้น​ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วเราต้องปกป้องอธิปไตย​

เมื่อถามว่ากัมพูชาสงวนคำพูดหลบเลี่ยง ที่จะประกาศหยุดยิงก่อน โดยใช้วิธีการให้ไทยและกัมพูชาประกาศหยุดยิงพร้อมกัน พลเอกชัยพฤกษ์กล่าวว่า เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามสื่อสารกับคนในประเทศเช่นนั้น

เมื่อถามว่าเรายังยืนยันในจุดยืนว่าฝ่ายกัมพูชาต้องประกาศก่อนใช่หรือไม่ พลเอกชัยพฤกษ์​ กล่าวว่า แน่นอน​

เมื่อถามว่าปัจจุบันกัมพูชา​อยู่ในสภาพที่สิ้นภาพแล้วหรือไม่​ พลเอกชัยพฤกษ์​ กล่าวว่าขณะนี้ได้ทำลายไปหลายส่วน​ กำลังที่อยู่บริเวณเขตอธิปไตยของเรา ตอนนี้ทำได้ 90% แต่ในพื้นที่ทางลึก ยุทโธปกรณ์ที่เขามีอยู่ ก็ยังมีอีกจำนวนมาก แต่ไม่ขอพูดถึงรายละเอียด คิดว่าเราดำเนินการตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้เป็นที่น่าพอใจ

ชำแหละหนังสือ‘เตีย เซ็ยฮา’ พยายาม‘รีเซ็ตเกม’ในช่วงที่เขมรเสียเปรียบ และทางออกของไทย

ชำแหละหนังสือ‘เตีย เซ็ยฮา’ พยายาม‘รีเซ็ตเกม’ในช่วงที่เขมรเสียเปรียบ และทางออกของไทย

ชำแหละหนังสือ‘เตีย เซ็ยฮา’ พยายาม‘รีเซ็ตเกม’ในช่วงที่เขมรเสียเปรียบ และทางออกของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.13 น.

ชำแหละหนังสือ‘เตีย เซ็ยฮา’ พยายาม‘รีเซ็ตเกม’ในช่วงที่เขมรเสียเปรียบ และทางออกของไทย

25 ธันวาคม 2568 ปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก กรณี พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กตอบโต้ว่าไม่ได้ขอไทยหยุดยิง แต่สื่อไทยแปลเอกสารผิดพลาด ระบุว่า…

กัมพูชาไม่ได้โกหกที่บอกว่าไม่เคยส่งหนังสือหยุดยิงมาให้กับฝ่ายไทย เพราะหนังสือที่ส่งมาเมื่อวันที่ 24 นั้นไม่ได้ระบุว่าต้องการ “หยุดยิง” แต่เป็นหนังสือ “อยากยิง” มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

1) เป็นเอกสารที่ “ล็อกกรอบ” ไทยไว้ล่วงหน้า

กัมพูชาไม่ได้เขียนมาเพื่อเปิดเจรจา แต่เขียนมาเพื่อ กำหนดเงื่อนไขของการเจรจาแทนไทย

ทั้งรูปแบบการประชุม

ทั้งสถานที่

ทั้งการอ้างมติเดิม

ทั้งกรอบ “ต้องหยุดยิงก่อน”

นี่คือเทคนิคคลาสสิกของรัฐที่รู้ว่าตัวเอง เสียเปรียบในสนามจริง จึงพยายามดึงเกมเข้าสู่สนามเอกสารและกติกา

เมื่อไทย “รับ” กรอบนี้ จะกลายเป็นฝ่ายที่ต้องอธิบาย ต้องปฏิบัติตาม แทนที่จะเป็นฝ่ายตั้งคำถาม

2) การดึง ASEAN และ AOT = ลดน้ำหนักความชอบธรรมของไทย

เอกสารฉบับนี้อ้าง “ประชาคมอาเซียน” และเสนอให้มีผู้สังเกตการณ์จาก AOT เข้ามารับรองกระบวนการ

ฟังดูดี แต่ในเชิงการเมืองคือการ ทำให้เรื่องทวิภาคี กลายเป็นพหุภาคี

ผลคือ

• ไทยถูกทำให้ดูเป็น “คู่ขัดแย้งธรรมดา”

• ไม่ใช่ฝ่ายที่กำลังจัดการปัญหาอาชญากรรม / ความมั่นคงข้ามชาติ

• น้ำหนักการตัดสินใจของไทยถูกเฉลี่ยออกไป

สำหรับ ไทย นี่คือการเสียอำนาจต่อรองโดยไม่จำเป็น

3) เงื่อนไข “หยุดยิง–ถอนกำลัง–กลับสู่สภาพเดิม” = แช่ปัญหาไว้

ข้อความเรื่อง

• การหยุดยิง

• การถอนกำลัง

• การให้พลเรือนกลับสู่สภาพเดิม

ทั้งหมด ไม่แตะต้นตอของปัญหาเลย

ไม่มีคำว่า

• แก๊งสแกมเมอร์

• อาชญากรรมข้ามชาติ

• พื้นที่สีเทา

• เครือข่ายทุนผิดกฎหมาย

แปลตรงตัวคือ

“หยุดก่อน แล้วอย่าถามต่อว่าเกิดอะไรขึ้น”

ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อโครงสร้างอำนาจในกัมพูชา และเสียกับไทยที่พยายามยกระดับประเด็นให้โลกเห็น

4) ภาพลักษณ์ที่เอกสารนี้พยายามสร้าง

ถ้าปล่อยให้เอกสารนี้เดินต่อโดยไม่มีการโต้ตอบ ภาพที่โลกจะเห็นคือ

• กัมพูชา = ฝ่ายเรียกร้องสันติภาพ

• ไทย = ฝ่ายที่ “ต้องถูกขอให้กลับเข้าสู่โต๊ะ”

ทั้งที่ในเชิงข้อเท็จจริง ไทยกำลังจัดการปัญหาความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ใช่สงครามยึดดินแดน

สรุปสั้น ๆ เอกสารนี้ คือความพยายาม “รีเซ็ตเกม” ในจังหวะที่กัมพูชาเสียเปรียบ

ทางออกของไทย คือไม่ปฏิเสธสันติภาพ แต่ต้องไม่ยอมให้สันติภาพกลายเป็นเครื่องมือปกป้องปัญหาเดิม

แก้ไข : โพสต์ครั้งแรกวันที่ 24 หลังจากสื่อไทยลงข่าวว่ากัมพูชาส่งหนังสือหยุดยิง แต่หลังจากนั้นไม่นาน กัมพูชาก็บอกว่าไม่เคยส่งหนังสือหยุดยิง และบอกว่าเป็นข่าวปลอมจากไทย