หมายเลขนั้นสำคัญไฉน!? ‘อดีต กกต.’กางสถิติ‘เบอร์พรรค’กับผลการเลือกตั้ง

หมายเลขนั้นสำคัญไฉน!? ‘อดีต กกต.’กางสถิติ‘เบอร์พรรค’กับผลการเลือกตั้ง

หมายเลขนั้นสำคัญไฉน!? ‘อดีต กกต.’กางสถิติ‘เบอร์พรรค’กับผลการเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.53 น.

หมายเลขนั้นสำคัญไฉน!? ‘อดีต กกต.’กางสถิติ‘เบอร์พรรค’กับผลการเลือกตั้ง

25 ธันวาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (อดีต กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” หัวข้อ “หมายเลขนั้นสำคัญไฉน” ระบุว่า…

หมายเลขนั้นสำคัญไฉน

การจับสลากหมายเลขพรรคที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568 เป็นเรื่องที่ทุกพรรคล้วนหมายชิง “หมายเลขตัวเดียว” ทั้งสิ้น เพราะจำง่ายและได้ของแถม จากกติกาการที่บัตรเขต และ บัตรบัญชีรายชื่อ เป็นคนละเบอร์กัน

ผู้สมัครเขตที่เป็นขาใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นเบอร์ต้น ๆ เพราะผู้สมัครไม่มาก  เวลาหาเสียงก็จะบอกแค่เบอร์ตัวเอง (จ่ายตังค์เอง) ไม่บอกเบอร์พรรค (จำยาก)

ผลคือ ชาวบ้านจำเบอร์เดียว กาบัตรสองใบ 

ผลการเลือกตั้งปี 2566  พรรคที่ได้หมายเลข 1 ถึงหมายเลข 6 จึงได้ สส. บัญชีรายชื่อไปพรรคละ 1 คน  จริงหรือไม่ ไม่รู้  แต่มีข้อมูลปรากฏตามนี้

หมายเลข 1  พรรคใหม่  249,731 คะแนน ได้ สส.บัญชี 1 คน

หมายเลข 2 พรรคประชาธิปไตยใหม่ 273,428 คะแนน ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

หมายเลข 3 พรรคเป็นธรรม  184,817 คะแนน ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

หมายเลข 4 พรรคท้องที่ไทย  201,411 คะแนน ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

หมายเลข 5  พรรคพลังสังคมใหม่  177,379 คะแนน ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

หมายเลข 6 พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 175,182 ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

วันที่ 28  ต้องใช้คาถาอาคมลุ้นครับ สส. 1 คน แค่เอื้อมถ้าได้เบอร์ต้น ๆ

จับตาจุดจบตระกูลฮุน! ‘เสธ.เบิร์ด’เปิด 4 ฉากทัศน์ เมื่อมหาอำนาจขยับ ขัดแย้งไทย-กัมพูชาใครชนะ!?

จับตาจุดจบตระกูลฮุน! ‘เสธ.เบิร์ด’เปิด 4 ฉากทัศน์ เมื่อมหาอำนาจขยับ ขัดแย้งไทย-กัมพูชาใครชนะ!?

จับตาจุดจบตระกูลฮุน! ‘เสธ.เบิร์ด’เปิด 4 ฉากทัศน์ เมื่อมหาอำนาจขยับ ขัดแย้งไทย-กัมพูชาใครชนะ!?

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.25 น.

จับตาจุดจบตระกูลฮุน! ‘เสธ.เบิร์ด’เปิด 4 ฉากทัศน์ เมื่อมหาอำนาจขยับ ขัดแย้งไทย-กัมพูชาใครชนะ!?

25 ธันวาคม 2568 พล.ท.วันชนะ สวัสดี ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

[Analysis] 4 ฉากทัศน์ “End Game” ปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา: เมื่อมหาอำนาจขยับ กระดานนี้ใครคือผู้ชนะ?

ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่แค่เรื่องของ “พื้นที่ทับซ้อน” หรือ “ชาตินิยม” อีกต่อไป แต่คือสมรภูมิย่อยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่มีมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน จ้องมองอยู่ตาไม่กระพริบ

ในฐานะนักวิเคราะห์ความมั่นคง ผมขอเสนอ 4 ฉากทัศน์ (Scenarios) ที่เป็นไปได้ในการ “จบเกม” ระยะยาว โดยมองผ่านเลนส์ผลประโยชน์ของทุกฝ่ายครับ

1. The Western Dream: “Regime Change” สู่ประชาธิปไตย

ฉากทัศน์: สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ ล้มล้างตระกูล “ฮุน” และสนับสนุนผู้นำสายเสรีนิยมอย่าง สม รังสี ขึ้นมาแทนที่

ทฤษฎี/บทเรียนในอดีต: นี่คือโมเดล “Regime Change” ที่สหรัฐฯ เคยใช้ในอิรักหรือลิเบีย หากผู้นำเก่าดื้อดึง จุดจบอาจรุนแรงเหมือน ซัดดัม ฮุสเซน หรือ กัดดาฟี

ผลลัพธ์: กัมพูชาจะพลิกขั้วมาเป็นพันธมิตรหลักของอเมริกาในอาเซียนทันที ตัดวงจรจีน แต่ความเสี่ยงคือความวุ่นวายภายในระดับสงครามกลางเมือง

2. The Dragon’s Restore: “Royal Return” จีนจัดระเบียบใหม่

ฉากทัศน์: จีนมองว่าตระกูลฮุนเริ่ม “คุมยาก” หรือสร้างปัญหามากเกินไป จึงสนับสนุนให้เปลี่ยนผู้นำ โดยดึงสายราชวงศ์ (ลูกหลานสมเด็จนโรดม สีหนุ) ที่จีนฟูมฟักดูแลในปักกิ่งมาอย่างยาวนาน ขึ้นมามีอำนาจนำแทน

ทฤษฎี/บทเรียนในอดีต: จีนถนัดการใช้ “Soft Power ทางการทูต” ผ่านความสัมพันธ์ระดับผู้นำ (Elite Relations) จีนเลี้ยงดูราชวงศ์กัมพูชามาตลอดเพื่อเป็น “ไพ่สำรอง”

ผลลัพธ์: ตระกูลฮุนต้องลี้ภัย จีนยังคงอิทธิพลเบ็ดเสร็จ แต่ได้ภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในสายตาชาวกัมพูชาที่เคารพสถาบันกษัตริย์

3. The Strongman Standoff: ฮุน เซน ยอมถอย (แต่ไม่จริง)

ฉากทัศน์: ตระกูลฮุนยอมสงบศึกชายแดนเพื่อลดแรงกดดัน แต่ยังคงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

ความน่าจะเป็น: “ต่ำ” เพราะฉากนี้ไม่มีใครชอบ

สหรัฐฯ & จีน: มองว่า สมเด็จฮุน เซน มีความเป็น “Machiavellian” (เจ้าเล่ห์เพทุบาย) สูง ดำเนินนโยบายแบบ “Hedging” (แทงกั๊ก) ตลอดเวลา เชื่อใจไม่ได้ เจรจายาก และบารมีมากเกินไปจนคุมไม่อยู่

4. The Soft Landing: ยุคสมัยของ “ฮุน มาเนท” (The Chosen One?) ????????????

ฉากทัศน์: ฮุน เซน วางมืออย่างแท้จริง หรือถูกกดดันให้ออกไปจากสมการอำนาจ ปล่อยให้ ฮุน มาเนท ปกครองโดยไร้เงาของพ่อ

ทำไมฉากนี้ถึงน่าสนใจที่สุด?

US Perspective: ฮุน มาเนท จบ West Point อเมริกาคุยด้วยง่ายกว่า มี Mindset แบบทหารตะวันตก และดู “ศิวิไลซ์” กว่าพ่อ

China Perspective: สัญญาและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (BRI) ยังเดินหน้าต่อ จีนรับได้ตราบใดที่ผลประโยชน์ไม่กระทบ

Domestic Challenge: โจทย์ยากคือ ฮุน มาเนท ต้องเคลียร์กับกลุ่มอำนาจเก่า โดยเฉพาะ “ตระกูลเตีย” (คุมกองทัพมายาวนาน) เพื่อสร้างเสถียรภาพ

บทสรุป: ทำไม Scenario 4 คือ “ทางออกที่สวยที่สุด”?

ในระยะยาว ฉากทัศน์ที่ 4 มีโอกาสเกิดขึ้นสูงสุด และจะเป็นจุดเปลี่ยนที่นำ “สันติภาพ” กลับมาสู่ชายแดนไทย-กัมพูชาได้ เพราะ:

แพะรับบาป (Scapegoat): ความขัดแย้งในอดีตและความผิดพลาดทั้งหมด จะถูกโยนไปที่ “ยุคของฮุน เซน” เมื่อเขาพ้นจากอำนาจ ไทยและกัมพูชาสามารถ Reset ความสัมพันธ์ ได้โดยอ้างว่า “นั่นคือนโยบายของผู้นำคนก่อน” เป็นทางลงที่สวยงาม (Face-saving) ให้ทั้งสองชาติ

Game of Powers: ทั้งจีนและอเมริกา “วิน-วิน”

เจรจากับ ฮุน มาเนท ง่ายกว่า ฮุน เซน ที่เขี้ยวลากดิน

ในมุมมองมหาอำนาจ “ฮุน มาเนท อ่อนกว่า ฮุน เซน” หากวันใดเขาคิดแข็งข้อหรือเลือกข้างชัดเจนเกินไป การจะ “โค่น” หรือ “เปลี่ยนตัว” ฮุน มาเนท ย่อมง่ายกว่าการงัดข้อกับพ่อของเขาหลายเท่า

สุดท้าย: ความสงบจะเกิดได้ เมื่อมหาอำนาจเห็นพ้องว่า “ตัวแสดงใหม่” ควบคุมง่ายกว่า “ตัวแสดงเดิม” ครับ

‘มติภูมิใจไทย’เคาะ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’เป็นแคนดิเดตนายกฯ ‘ศุภจี-เอกนิติ’พร้อมร่วมงานหากเป็นรัฐบาล

‘มติภูมิใจไทย’เคาะ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’เป็นแคนดิเดตนายกฯ ‘ศุภจี-เอกนิติ’พร้อมร่วมงานหากเป็นรัฐบาล

‘มติภูมิใจไทย’เคาะ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’เป็นแคนดิเดตนายกฯ ‘ศุภจี-เอกนิติ’พร้อมร่วมงานหากเป็นรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.37 น.

‘มติภูมิใจไทย’เคาะ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’เป็น‘แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี’ แจง‘ศุภจี-เอกนิติ’ตอบรับร่วมงานต่อเนื่อง หาก‘ภูมิใจไทย’ได้รับเลือกตั้งเป็น‘แกนนำจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อเวลา 22.35 น.วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ได้ออกเอกสารข่าวระบุว่า พรรคภูมิใจไทย มีมติเสนอชื่อบุคคลที่พรรคเห็นสมควรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี 2 ท่าน ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งทั้ง 2 ได้ตอบรับแล้ว เหตุผลที่เสนอชื่อนายอนุทิน เนื่องจากเป็นนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน มีประสบการณ์การบริหารประเทศและได้รับการยอมรับสนับสนุนจากประชาชนให้ทำงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยมีภัยคุกคามหลายด้าน จำเป็นต้องมีนายกรัฐมนตรีมาทำงานต่อเนื่อง และเห็นว่านายอนุทิน มีความเหมาะสมมากที่สุด

ในขณะที่ นายสีหศักดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 นั้น เนื่องจากเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มากด้วยประสบการณ์ สามารถนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี อีกทั้งทั้งทำงานกับฝ่ายการเมือง และฝ้ายความมั่นคงได้อย่างเป็นเอกภาพ

เป็นที่ยอมรับของประชาชน และนานาประเทศ

ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งเคยได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยนั้น ทั้ง 2 ท่าน ให้การตอบรับทำงานกับพรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่อง หากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการเลือกตั้งมากพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ในการแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ได้ประกาศต่อสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งว่า ให้ไปบอกประชาชนได้เลยว่าถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย จะได้นางศุภจี เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกนิติ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสีหศักดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

‘ภูมิธรรม-ทวี’ระทึก ศาลรธน.นัดตัดสิน คดีแทรกแซงฮั้วสว. บ่าย3โมง21ม.ค.69 ‘อ้วน’ยันทำตามหน้าที่

‘ภูมิธรรม-ทวี’ระทึก ศาลรธน.นัดตัดสิน คดีแทรกแซงฮั้วสว. บ่าย3โมง21ม.ค.69 ‘อ้วน’ยันทำตามหน้าที่

‘ภูมิธรรม-ทวี’ระทึก ศาลรธน.นัดตัดสิน คดีแทรกแซงฮั้วสว. บ่าย3โมง21ม.ค.69 ‘อ้วน’ยันทำตามหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ภูมิธรรม-ทวี’ระทึก ศาลรธน.นัดตัดสิน คดีแทรกแซงฮั้วสว. บ่าย3โมง21ม.ค.69 ‘อ้วน’ยันทำตามหน้าที่

“ภูมิธรรม-ทวี”ลุ้นระทึก!ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย คดีแทรกแซงกกต.“ฮั้วเลือกสว.” 21 มกราคม 2569 หลังศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนพยาน-ผู้ที่เกี่ยวข้องปม“ภูมิธรรม-ทวี”ถูกร้องแทรกแซงคดี‘ฮั้วเลือกสว.’ในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ด้าน‘ภูมิธรรม’มั่นใจแจงได้ทุกประเด็น โล่งอกให้ปากคำศาล รธน. ย้ำทำทุกอย่างในคดีฮั้วสว.ตามหน้าที่

เมื่อเวลา 10.30น. วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพยาน และผู้เกี่ยวข้องที่ประกอบด้วย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา, นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรมว.กลาโหม, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เดินทางมาศาลตามนัด ที่กำหนดให้มีการไต่สวนพยานบุคคล

ในคดีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 42 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากทั้งสองมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซง หรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยก อำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรม เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนการไต่สวน โดยยืนยันว่าดำเนินการเป็นไปตามอำนาจหน้าที่มีอยู่ เบื้องต้น ได้ชี้แจงทั้งหมดไปแล้ว แต่วันนี้ศาลนัดไต่สวนในฐานะพยานและผู้ถูกร้องด้วย

เมื่อถามว่าศาลนัดไต่สวนในวันนี้เพราะยังคงสงสัยที่ใช้อำนาจแทรกแซงดีเอสไอในคดีฮั้วสว.เป็นคดีพิเศษนั้นนายภูมิธรรมตอบว่ายังไม่ทราบว่าศาลมีข้อสงสัยเรื่องอะไร หากศาลจะถามเรื่องความชัดเจนก็พร้อมที่จะชี้แจงอยู่แล้วตามกรอบอำนาจที่มีอยู่และสิ่งที่เป็นจริงเชื่อว่าตนเองบริสุทธิ์ ทำหน้าที่ในสิ่งที่ควรทำในฐานะประธานกรรมการบอร์ดดีเอสไอซึ่งเป็นไปตามกระบวนการ

ล่าสุด เวลา 13.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ นายภูมิธรรมและพ.ต.อ.ทวีส่งหนังสือแถลงปิดคดีภายในวันที่ 6 มกราคม 2569 และนัดสินคดีวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 15.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สานพยาน 6 ปาก คดีแทรกแซงฮั้ว สว.เสร็จสิ้นแล้วนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯและรมว.กลาโหม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรมได้ลงมาจากห้องพิจารณาคดีพร้อมกันจากนั้นทั้งคู่เดินมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า ในการชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอะไร เราได้บันทึกเอกสารส่งครบถ้วน เรียบร้อยแล้ว ครั้งนี้ เป็นการสอบถามเพิ่มเติมซึ่งตนได้ชี้แจงว่าบทบาทหน้าที่ของเราอยู่ตรงไหน และพูดถึงข้อเท็จจริงในการปฏิบัติ

เมื่อถามถึงเหตุผลในการเปลี่ยนวาระการประชุมครั้งที่ 2 และมีการพิจารณามาตรา 2(1) และ (2) นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้ตนก็ได้ชี้แจงว่าในการประชุมครั้งที่ 2 มีการพูดคุยและเห็นว่าเพื่อให้มีความรอบคอบมากขึ้น จึงให้ส่งไปที่อนุกรรมการฯพิจารณาทั้งนี้ตนไม่ได้เห็นรายละเอียด แต่อยู่ในเอกสารที่รายงานไปแล้ว

“ผมสบายใจตั้งแต่ก่อนที่จะมาให้ถ้อยคำแล้วเพราะมันไม่มีอะไรเราก็ทำหน้าที่ของเรา จากนี้ก็อยู่ที่ศาลท่านจะวินิจฉัย” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าคดีทุจริตเลือกสว.ยังเป็นอำนาจที่ดีเอสไอจะดำเนินการได้หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่าก็เป็นอำนาจหน้าที่ของ แต่ละฝ่าย โดยที่ไม่ไปก้าวก่ายอำนาจของกันและกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าภายหลังการให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้นนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋นบุรีรัมย์ พร้อมด้วยประชาชน ได้นำดอกไม้มามอบเพื่อให้กำลังใจแก่นายภูมิธรรมและพ.ต.อ.ทวีด้วย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การเมืองในยุคปัจจุบันควรมุ่งสมานฉันท์ สร้างความร่วมมือและความหวังให้กับประชาชน ไม่ใช่พฤติกรรมหรือวาทกรรมที่นำไปสู่ความแตกแยก”

นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ

โฆษกพรรคกล้าธรรม

เขมรยอมประชุมGBCที่จันทบุรี กห.ไล่บี้แหลก ยึดหลักสากล/เลิกเป็นอันธพาล

เขมรยอมประชุมGBCที่จันทบุรี กห.ไล่บี้แหลก ยึดหลักสากล/เลิกเป็นอันธพาล

เขมรยอมประชุมGBCที่จันทบุรี กห.ไล่บี้แหลก ยึดหลักสากล/เลิกเป็นอันธพาล

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เขมรยอมประชุมGBCที่จันทบุรี กห.ไล่บี้แหลก ยึดหลักสากล/เลิกเป็นอันธพาล หยุดยิงมั่ว/ซุกทหารในชุมชน ลั่นถ้าไม่ตกลงก็ไม่ต้องลงนาม

อุ่นเครื่องประชุม GBC วันแรก เขมรยอมมาประชุมที่จันทบุรี กระทรวงกลาโหมบี้แหลกเลิกทำตัวอันธพาล หยุดยิงมั่ว ใช้ชุมชน-โบราณสถานเป็นที่ตั้งฐานทหาร ละเมิดกฎหมายสากล ถ้าไม่โอเคก็ไม่ต้องมาลงนามผ่อนคลายปัญหาชายแดน

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย-กัมพูชา จะเริ่มประชุมวันนี้เป็นวันแรกในเวลา 16.00 น.ที่ จ.จันทบุรี ทั้งนี้ฝ่ายไทย นำโดย พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ร่วมประชุมกับฝ่ายเลขานุการฯ กัมพูชา

สำหรับการประชุมฝ่ายเลขาฯ GBC ไทย-กัมพูชา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 ธ.ค.2568 จากนั้นจะเป็นการประชุม GBC ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทย-กัมพูชา เป็นประธานร่วม ในวันที่ 27 ธ.ค.2568

สำหรับแนวทางการประชุม GBC ไทย-กัมพูชาครั้งนี้ ฝ่ายไทยจะชี้ถึงพฤติกรรมที่กัมพูชาละเมิดกติกาสากล 5 ข้อ คือ
1.การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (ครอบครอง-ผลิต-ใช้ทุ่นใหม่)
2.ใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นทหาร
3.ใช้ชุมชนเป็นที่ตั้งยิงอาวุธหนัก/ย้ายกลับชุมชนหลังยิง
4.ใช้อาคารพลเรือนเป็นที่ตั้ง/คลังอาวุธ (รวมถึงอาคารที่เชื่อมโยง
สแกมเมอร์/กาสิโนถูกใช้ทางทหาร)
5.ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์และเป็นเครื่องมือกล่าวหาเมื่อเกิดความสูญเสีย

ทั้งนี้ หากการหารือฝ่ายเลขาฯ ไม่สามารถตกลงกรอบสำคัญเชิงเทคนิคได้ เช่น การวางกำลัง และรายละเอียดที่ทำให้หยุดยิง ทางฝ่ายไทยก็จะไม่ประชุม GBC และลงนามในวันที่ 27 ธ.ค.นี้

ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชาพลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยโฆษกเหล่าทัพ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว สรุปสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 24 ธ.ค. 2568 ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก

พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษก กระทรวงกลาโหม กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ไทยและกัมพูชา จัดการประชุมฝ่ายเลขา คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งการประชุมจะเริ่มต้นในช่วงเวลาประมาณ 16.00-17.00 น. ของวันนี้ โดยฝ่ายเลขาฯจะกำหนดวาระ กรอบการประชุม และดำเนินการตามวิธีการและขั้นตอนต่างๆ และจะใช้เวลาประชุม 4 วัน คือระหว่างวันที่ 24-26 ธันวาคม จากนั้น การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจนในช่วงเช้าของวันที่ 27 ธันวาคมนี้ จะเป็นการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ประเด็นในการพูดคุยเบื้องต้น คาดว่าจะสอดคล้องกับประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเคยร่วมหารือ รวมถึงข้อตกลงต่างๆ ที่มีร่วมกัน ในช่วงที่ผ่านมารวมถึงจุดยืนทั้ง 3 ข้อของไทย ที่เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายที่หยุดยิงก่อน รวมถึงเรื่องการฟื้นฟูความร่วมมือ ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายไทยผลักดันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงกลาโหม เน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้จะประสบสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความจริงใจของฝ่ายกัมพูชา เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ที่ริเริ่มความขัดแย้ง ดังนั้น การยุติความขัดแย้งจะต้องอยู่ที่การแสดงความจริงใจของฝ่ายกัมพูชา ที่ไม่ใช่เพียงแสดงผ่านว่าจริงใจผ่านวาจาแต่จะต้องมีความจริงใจในการปฏิบัติด้วยเพื่อให้ประชาคมโลกได้รับทราบ และย้ำด้วยว่าความจริงใจดังกล่าวจะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ยังปะทะเดือด! แนวรบภูมะเขือ-ห้วยตามาเรีย F-16บึ้มคลังอาวุธที่พระตะบอง

ยังปะทะเดือด! แนวรบภูมะเขือ-ห้วยตามาเรีย F-16บึ้มคลังอาวุธที่พระตะบอง

ยังปะทะเดือด! แนวรบภูมะเขือ-ห้วยตามาเรีย F-16บึ้มคลังอาวุธที่พระตะบอง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยังปะทะเดือด! แนวรบภูมะเขือ-ห้วยตามาเรีย F-16บึ้มคลังอาวุธที่พระตะบอง

ทภ.2สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย–เขมร ปะทะหนักหลายจุด “ศรีสะเกษ–สุรินทร์” ตึงเครียด แต่ไทยคุมสถานการณ์ได้ แม้เขมรยังคงใช้จรวดไร้ทิศทาง หลายลำกล้อง BM-21 ยิงเป้าหมายพลเรือนไทยต่อเนื่อง พร้อมเปิดภาพจรวด BM-21ถล่มบ้าน-ชุมชน–วัด–โรงเรียน-รพ.  ฝั่งไทยซัดละเมิดก.ม.มนุษยธรรม ยิงไม่เลือกเป้าหมาย ด้านทภ.1 เดินหน้ารักษาอธิปไตย หลังเขมรจ้องเอาคืนโดยระดม BM-21 ยิงใส่ไม่หยุด ไทยรุกคุมสระแก้ว 3 แนวรบเบ็ดเสร็จ ทบ. เผย “ภูมะเขือ-ห้วยตามาเรีย” ยังยิงปะทะต่อเนื่อง ย้ำทุกสมรภูมิเจอทุ่นระเบิดสังหารบุคคล-ระเบิดดัดแปลง รับแม้คุมพื้นที่ได้หลายจุด แต่ยังเสี่ยง ต้องทำให้กำลังพลปลอดภัย

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 23 ธันวาคม กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2)สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในหลายพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 โดยภาพรวม ยังคงมีการปะทะกันในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ ขณะที่ฝ่ายไทยยังควบคุมสถานการณ์ในสนามรบไว้ได้ ทางฝ่ายกัมพูชายังคงใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเป็นชุดเข้ามาฝั่งไทย เพื่อหวังกดดันและสร้างผลกระทบทางจิตวิทยา ขณะที่ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการรวมอำนาจการยิงอย่างเป็นระบบ และใช้โดรนโจมตีเป้าหมายสำคัญ รวมถึงระบบการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ยังสามารถรักษาฐานที่มั่นไว้ได้ ทั้งนี้ กำลังพลได้รับบาดเจ็บบางนาย

ศรีสะเกษ-สุรินทร์ปะทะหลายจุด

ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี จุดผ่านแดนช่องบกไม่มีการปะทะแต่มีการเตรียมกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนพื้นที่ช่องอานม้าไม่พบความเคลื่อนไหวฝ่ายกัมพูชาที่มีนัยสำคัญ

ชายแดนศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ที่เกิดการปะทะต่อเนื่องหลายจุด โดยแนวพื้นที่ซำแต-โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า ไทยวางกำลังเตรียมพร้อมตลอดแนวและยิงตอบโต้การใช้อาวุธ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา เป็นระยะตลอดทั้งวัน โดยการตอบโต้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

ขณะที่บริเวณผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย เกิดการปะทะอย่างหนาแน่นด้วยปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิด ฝ่ายกัมพูชายิงจรวดหลายลำกล้องBM-21 มาตกในพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ก่อนที่ฝ่ายไทยจะยิงตอบโต้กลับแบบได้สัดส่วน ด้วยปืนใหญ่ ปืนครกและรถถัง ตอบโต้ไปมากกว่า 19 เป้าหมายทางทหารกัมพูชา

เขมรใช้โดรน-ยิงBM-21โจมตีภูมะเขือ

ส่วนพื้นที่ภูมะเขือ-ช่องโดนเอาว์-พลาญยาว-พลาญหินแปดก้อน กัมพูชายิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 หลายชุดเข้าใส่ยอดภูมะเขือ และตรวจพบการใช้โดรนโจมตีแบบ FPV หลายลำ ไทยจึงใช้ปืนใหญ่เข้าควบคุมพื้นที่ ด้านทิศใต้ของภูมะเขือ และยิงกระสุนส่องสว่างในจุดที่ตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา

ชายแดนสุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม-ช่องเปรอ-ช่องระยี ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงเข้ามา ไทยยิงตอบโต้โดยไม่มีกำลังพลบาดเจ็บ พื้นที่คนา เสริมความมั่นคงและจัดระเบียบกำลังใหม่ พร้อมเพิ่มอาวุธ กระสุนและระบบสื่อสาร

พื้นที่ตาควายและเนิน 350 ฝ่ายกัมพูชายังยิงจรวดหลายลำกล้องBM-21 ปืนใหญ่ และใช้รถถังโจมตีจากระยะไกล กระสุนตกในพื้นที่ และบนถนน แต่ยังไม่มีการรุกเข้าประชิดไทยจึงตอบโต้ในหลักป้องกันตนเองอย่างมีสัดส่วน ขณะที่พื้นที่ช่องกร่างไม่พบความเคลื่อนไหวสำคัญ ส่วนพื้นที่ตาเมือนเกิดปะทะต่อเนื่องด้วยอาวุธปืนเล็กและอาวุธยิงสนับสนุน กัมพูชาใช้รถถังและจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้ามาในพื้นที่ปราสาทหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม กำลังพลฝ่ายไทยปลอดภัย

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกูตรวจพบกระสุน ของจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตกในพื้นที่ และมีการยิงปืนใหญ่จากกัมพูชา โดยพบว่ารถถังของกัมพูชาในพื้นที่ชำรุด 1 คัน ยังไม่มีรายงานการสูญเสียเพิ่ม

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ส่วนหลังของจังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะหมู่บ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก มีกระสุน จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตก 9 ลูก รวมถึงพื้นที่ซับหัวช้างและจุ๊บตาโมกที่ได้รับผลกระทบจากกระสุน แต่กำลังพลและประชาชนในบริเวณใกล้เคียงปลอดภัย

ทภ.2เปิดภาพเขมรยิงBM-21มั่วถล่มชุมชน-รร.

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เปิดภาพความเสียหายจากการโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ที่ตกกระจายเป็นวงกว้างในพื้นที่ชุมชน บ้านเรือน วัด และโรงเรียน สะท้อนหลักฐานที่ยากปฏิเสธว่า ปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าวเป็นการใช้กำลังโดยไม่แยกแยะเป้าหมาย และขาดมาตรการคุ้มครองพลเรือน อันเข้าข่ายการละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน การอ้างคำว่าสันติภาพเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงถูกมองว่าเป็นวาทกรรมที่บิดเบือนข้อเท็จจริง สันติภาพไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือยุทธศาสตร์ของรัฐใดรัฐหนึ่ง หากแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักความรับผิดชอบต่อสังคม การแยกแยะเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน

ไทยรุกคุม3ที่มั่นสระแก้วได้เบ็ดเสร็จ

ด้านกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่จังหวัดสระแก้ว เข้าสู่วันที่ 17 ปฏิบัติการ ตอบโต้และรักษาอธิปไตย การปฏิบัติการในพื้นที่แนวรบ ทั้ง 3 แนวรบ ในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ซึ่งมีลักษณะเป็นที่โล่ง ไม่มีฐานที่มั่นหรือกำบังที่แข็งแรง ง่ายต่อการเป็นพื้นที่โจมตี อีกทั้งฝ่ายกัมพูชายังใช้พื้นที่พลเรือนเป็นที่ตั้งทางทหารในการโจมตีฝ่ายเรา

1.พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา เรายึดควบคุมพื้นที่ ดำเนินการสถาปนาที่มั่น ใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่ ซึ่งฝ่ายกัมพูชายังต้านทานด้วยการยิงจากอาวุธยิงสนับสนุนโดยเฉพาะ BM-21 มาต่อเนื่อง

2.พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง เรายึดควบคุมพื้นที่สถาปนาที่มั่น และใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่ ซึ่งกัมพูชายังต้านทานด้วยการยิงจากอาวุธยิงสนับสนุนโดยเฉพาะ BM-21 มาอย่างต่อเนื่อง และ 3.พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง เนื่องจากกัมพูชาเสริมความแข็งแรงของที่มั่น และโจมตีฝ่ายเราด้วยอาวุธปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และ BM-21 มาต่อเนื่อง เราปฏิบัติการด้วยความรอบคอบ และใช้อาวุธยิงตอบโต้เพื่อช่วงชิงและควบคุมพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จต่อไป

ทภ.1โจมตีที่มั่นทหารเขมรต่อเนื่อง

สำหรับปฏิบัติการต่อที่หมายทางทหารของกัมพูชา ฝั่งปอยเปต ยังดำเนินการต่อเนื่อง มีเป้าหมายชัดเจน คือ การโจมตีที่มั่นทางทหาร คลังเก็บอาวุธกระสุน ที่ตั้งผลซุ่มยิง ที่ตั้งอาวุธวิถีโค้ง ตลอดจนระบบติดตั้งหรือสื่อสารต่างๆ ที่มุ่งเป้าโจมตีมายังฝ่ายเรา และให้สิ้นสภาพเป็นภัยคุกคาม โดยคำนึงถึงการตอบโต้ตามสัดส่วน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เอฟ-16ทิ้งบึ้มพระตะบองคลังอาวุธเขมร

เวลา 10.30 น. วันเดียวกัน เพจ Army Military Force โพสต์ภาพ เครื่องบินรบขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายคลังอาวุธของกองทัพกัมพูชา ในพื้นที่บริเวณหลังภูเขาพนมซ็อมเปา อ.บานัน จ.พระตะบอง สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวกัมพูชาในต.พนมซ็อมเปา อ.บานัน จ.พระตะบอง วิ่งหนีตายจ้าละหวั่น

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (โฆษก ทอ.) แถลงว่าทอ.ยังปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการร้องขอของกองทัพบก (ทบ.) ต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการปะทะบางส่วน ในระดับสีส้ม คือ พื้นที่ที่มีการปะทะ และพื้นที่ สีแดงคือ พื้นที่ที่ปัจจุบันกัมพูชายังยิงโจมตีไทย ทั้งเป้าหมายทหารและพลเรือน ส่งผลต่อความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ยันโจมตีพื้นที่ทหารมุ่งป้องกันปชช.-ดินแดน

“ยืนยันว่าสันติภาพมาพร้อมกับความจริงใจ ขณะนี้กัมพูชายังไม่แสดงความจริงใจทั้งสิ้นกับคำว่าหยุดยิง จึงเป็นหน้าที่ที่ทหารต้องรักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน” พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าว

และยอมรับว่า ช่วงเช้านี้(24 ธันวาคม) มีปฏิบัติการทางอากาศโจมตีเป้าหมายคลังอาวุธของเขมรในต.พนมซ็อมเปา อ.บานัน จ.พระตะบอง เพื่อลิดรอนขีดความสามารถให้มั่นใจว่ากำลังรบของเราปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นการยกระดับการปฏิบัติงานทางอากาศ เพื่อโจมตีพื้นที่เชิงลึกของกัมพูชาครั้งแรกหรือไม่ พล.อ.ท.จักรกฤษณ์กล่าวว่า เรายังปฏิบัติต่อเป้าหมายทางการทหาร ซึ่งเป็นสิทธิป้องกันตนเอง ซึ่งการโจมตีทางอาวุธถือเป็นสิทธิและเป็นการโจมตีเพื่อมนุษยธรรมด้วย ไม่ได้โจมตีที่เป้าหมายคนหรือกำลังทหารทางกัมพูชา แต่เป็นการโจมตีอาวุธที่เป็นภัยคุกคาม ส่วนเป้าหมายที่โจมตีตั้งแต่วันแรกถึงปัจจุบันยืนยันว่าเป็นเป้าหมายทางทหารทั้งสิ้น และส่งผลกระทบต่อพลเรือนน้อยที่สุด

‘ภูมะเขือ-ห้วยตามาเรีย’ยังปะทะต่อเนื่อง

พันเอกริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบกเปิดเผยว่า พื้นที่กองทัพที่ 1 กองกำลังบูรพา มีการสู้รบกันอย่างหนัก ได้รับรายงานล่าสุดว่าพื้นที่ปฏิบัติการสำคัญที่เราควบคุมสำเร็จแล้ว 2 พื้นที่คือ บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา และบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ส่วนบ้านหนองจาน ปัจจุบันควบคุมพื้นที่ได้บางส่วน แต่ยังมีการปะทะต่อเนื่อง

ขณะที่พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จะเห็นได้ว่า พื้นที่ที่เราควบคุมได้แล้วเพิ่มมากขึ้น แต่พื้นที่ภูมะเขือ-ห้วยตามาเรีย ยังมีการยิงปะทะต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอีก 1 พื้นที่ ที่ยังมีการโจมตีเข้ามา สิ่งสำคัญพื้นที่ที่เราควบคุมได้แล้ว ยังมีการสถาปนาความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่เราพบทุกพื้นที่ที่สำคัญคือ มีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 ซึ่งผิดอนุสัญญาออตตาวา นอกจากนี้ มีการดัดแปลงระเบิดแสวงเครื่องจำนวนมาก ในพื้นที่เนิน 350 และปราสาทตาควาย พบทุ่นระเบิดดักรถถัง เอามาดัดแปลงสังหารบุคคล เพิ่มอานุภาพทำลายล้างรวมถึงการดัดแปลงลูกระเบิด ค.ลูกระเบิด RPG มาทำร้ายทหารไทย ที่เข้าพยายามเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าระเบิดสังหารบุคคลมีทุกพื้นที่ ตั้งแต่กองทัพเรือ กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งไม่ใช่แค่ปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ปฏิบัติการครั้งแรกช่วงเดือนกรกฎาคมก็พบเช่นกัน หลักฐานเหล่านี้ เป็นการย้ำต่อนานาชาติ ที่กระทรวงต่างประเทศออกไปชี้แจงเป็นหลักฐาน สำคัญว่ามีการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ทั้งนี้ ขอฝากถึงประชาชนในจ.สระแก้วที่ยังมีการปะทะ ให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวก่อน เพื่อความปลอดภัย

เนิน350-ตาควายยังเสี่ยงเขมรโจมตีซ้ำ

เมื่อถามถึงการควบคุมพื้นที่ได้มากขึ้น มีปัญหาเรื่องการเฝ้าระวังของกำลังพลประจำจุด ดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย พันเอกริชฌา กล่าวว่า ในพื้นที่ที่เราควบคุมได้แล้ว ก็ยอมรับว่ายังมีมีความเสี่ยง แต่เราไม่ได้ประมาท การสู้รบในรอบนี้เป็นครั้งที่ 2 ได้รับบทเรียนหลายอย่างจากคราวที่แล้ว ว่าในจุดที่เราเข้าไปอยู่จะเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามโจมตีเข้ามา เราก็รอบคอบอย่างที่เนิน 350 หรือปราสาทตาควาย ที่เราเข้าควบคุมพื้นที่ ก็ใช้วิธีการ ที่ทำให้ฝ่ายไทยปลอดภัย ถ้าเราไม่มีวิธีการที่ดี คงไม่สามารถควบคุมพื้นที่
ได้ถึงปัจจุบัน เมื่อควบคุมพื้นที่ได้แล้วก็ยังสถาปนาความแข็งแรงมากขึ้น ถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้ฝ่ายกัมพูชาตีโต้ตอบกลับมาได้

‘อนุทิน’ลั่น‘จะทำให้ดีและยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา’ พร้อมเป็นนายกฯ ภท.เสนอชื่อแคนดิเดตคนเดียว ‘เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์’คัมแบ๊ก

‘อนุทิน’ลั่น‘จะทำให้ดีและยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา’ พร้อมเป็นนายกฯ ภท.เสนอชื่อแคนดิเดตคนเดียว ‘เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์’คัมแบ๊ก

‘อนุทิน’ลั่น‘จะทำให้ดีและยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา’ พร้อมเป็นนายกฯ ภท.เสนอชื่อแคนดิเดตคนเดียว ‘เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์’คัมแบ๊ก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’ลั่น‘จะทำให้ดีและยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา’
พร้อมเป็นนายกฯ
ภท.เสนอชื่อแคนดิเดตคนเดียว
‘เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์’คัมแบ๊ก
‘ธรรมนัส’โต้เดือดซัด‘อภิสิทธิ์’
‘บิ๊กป้อม’จ่อวางมือเลิกการเมือง

“อนุทิน”นำทัพภูมิใจไทย โชว์วิชั่นสู้เลือกตั้ง 2569 ประกาศลั่นได้เป็นรัฐบาล“เอกนิติ-สีหศักดิ์-ศุภจี”นั่งรองนายกฯ บอกแคนดิเดตไม่สำคัญ-ไม่บังคับใจลั่น “ผมเป็นนายกฯ” ด้านกก.บห.ปชป.มีมติรับรองจุดยืนพรรคไม่ร่วมรัฐบาล“กล้าธรรม”มัด“อภิสิทธิ์’เป็นหัวหน้ายาว 4 ปี ไม่ว่าผลเลือกตั้งเป็นอย่างไร “พปชร.”ขยับ“ตรีนุช’ขึ้นแท่นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 หลัง“ลุงป้อม”ถอนตัว เนื่องจากปัญหาสุขภาพ“ธีระชัย”อันดับ 2 พร้อมส่งชิงสส.เขต 200 เก้าอี้ ยัน“ประวิตร”ยังนั่งหัวหน้าพรรค

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่โรงละครอักษรา ศูนย์การค้าคิง เพาเวอร์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดการประชุมพรรคและแถลงนโยบายในการเลือกตั้ง นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมแกนนำพรรค อาทิ นายชาดา ไทยเศรษฐ์, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รวมถึงแกนนำกลุ่มต่างๆ ที่เพิ่งเข้ามาอยู่พรรคภูมิใจไทย อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์, นายสนธยา คุณปลื้ม, นายสุชาติ ชมกลิ่น แกนนำรัฐบาลที่ถูกจับตาว่าจะเป็นแคนดิเดต นายกฯ พรรคภูมิใจไทย มาร่วม อย่างพร้อมหน้าทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ และว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้ง 500 คน มาร่วมประชุมอย่างคึกคัก

‘หนู’อ้อนขอเลือก‘ภท.’คะแนนพุ่ง

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเรารู้สึกว่าประชาชนตั้งความคาดหวังไว้สูงกับการทำงานของพรรค เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากความพร้อมสูงสุดในทุกๆ ด้าน พรรคภูมิใจไทยวันนี้มีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ไม่ใช่เด็กละอ่อนอีกต่อไป กล้าเสนอคำว่าพูดแล้วทำพลัส เพราะมีความพร้อมสูงสุดทุกด้าน การเลือกตั้งมา 3 ครั้ง พรรคเติบโตขึ้นเสมอ การเลือกตั้งที่กำลังจะถึง กราบขอโอกาสประชาชนอย่าทำให้กราฟพรรคภูมิใจไทยตกต่ำ แต่ขอให้พุ่งขึ้นเต็มที่
เพื่อสร้างความเจริญให้ประเทศได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ เรามีความสามารถในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างมีเอกภาพ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับข้าราชการ กองทัพ ภัยของประเทศในวันนี้ หลักๆ มี 4 ด้าน คือเศรษฐกิจ สังคม ภัยพิบัติและภัยความมั่นคง คนไทยปัจจุบันเกิดความกลัวสารพัด แต่สิ่งที่ตนไม่อยากให้คนไทยต้องกังวลเลย คืออย่ากลัวเสียอธิปไตยของประเทศ พรรคภูมิใจไทยจะทำให้ความหวาดระแวง ความกลัวของท่าน เปลี่ยนมาเป็นความมั่นคง มั่งคั่ง และเชื่อมั่น ทำให้ประเทศปลอดจากภัยคุกคาม เสริมสร้างศักยภาพกองทัพให้เข้มแข็ง พรรคภูมิใจไทยจะเปิดโอกาสทหารอาสาเพื่อรับใช้ชาติอย่างสมัครใจ และมีอนาคต เราจะเปลี่ยนคำว่าทหารเกณฑ์เป็นคำว่าทหารอาสา เพื่อจะได้มีทหารที่ตั้งใจ เต็มใจเข้ามาปกป้องอธิปไตยดินแดนของเรา โดยจะเปิดรับสมัครทหารอาสา 1 แสนคน ให้พวกเขาได้รับราชการเป็นทหาร4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท จะทำให้ประเทศมีกำลังพลที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องแผ่นดิน

ดันคนละครึ่งพลัส-ปราบสแกมเมอร์

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ด้านเศรษฐกิจสองสามเดือนที่ผ่านมาเรามีนโยบายควิกบิ๊กวิน มาให้ประชาชน ทำโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ยังติดประชาชนอยู่คนละ 2,400 บาท ขอให้ตนได้มีโอกาสกลับมาชำระหนี้ให้ แน่นอนว่าโครงการนี้จะกลับมาแบบไม่ธรรมดาเพราะมีคำว่าพลัสกลับมาด้วย รวมถึงจะทำให้สินค้าที่ประทับตราเมดอินไทยแลนด์ เป็นสินค้าที่ทรงพลังที่ทั่วโลกต้องการ และที่ผ่านมาเราทำให้เป็นแล้วว่า เราเป็นฝ่ายตรงข้ามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผู้ค้ายาเสพติด ปราบสแกมเมอร์ เพื่อดูแลประชาชนไม่ใช่แค่คนไทยเพราะเรื่องนี้เป็นภัยคุกคามทั่วโลก สามเดือนที่ผ่านมาเราได้แสดงผลงานได้เป็นที่ประจักษ์ เศรฐกิจดีขึ้น ราคาข้าว มันสำปะหลัง มีราคาสูงขึ้น เราได้นำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลก รักษาเกียรติภูมิของประเทศ ถ้าประชาชนให้โอกาส ให้เวลามากกว่านี้พรรคภูมิใจไทยจะทำได้ดีกว่านี้

‘สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ’นั่งรองนายกฯ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนขอพิสูจน์ว่าพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะตนเดินไปไหน หูได้ยินเสียงประชาชนเสมอ ขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยกลับมา ท่านได้ตนเป็นนายกฯ ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยกลับมา ตนจะให้นายสีหศักดิ์ เป็นรองนายกฯและรมว.กต.เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศ นางศุภจี จะไม่เพียงเป็นรมว.พาณิชย์ แต่จะเป็นรองนายกฯกำกับการพาณิชย์ การอุตสาหกรรมและการค้า นายเอกนิติจะยังเป็นรองนายกฯและรมว.คลัง คุมการคลังของแผ่นดิน ดูวินัยการเงินการคลัง ดูค่าเงินบาท นโยบายทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้พรรคภูมิใจไทย ไม่เคยมีมาก่อนแต่วันนี้มีแล้ว จะทำงานครอบคลุมถ้าทำไม่ได้พรรคภูมิใจไทย ไม่พูด เมื่อก่อนมีข้อจำกัดแต่วันนี้ไม่มีข้อจำกัด นอกจาก 3 คนที่กล่าวมา ยังมีคนมีความรู้ความสามารถที่ตนเชิญเข้ามาแม้จะมาจากส่วนอื่นในรัฐบาลที่แล้ว แต่วันนี้ตนไปขอให้มาร่วมงานกับภูมิใจไทย เพื่อประเทศไทย

“ท่านไม่ต้องห่วง สามท่านนั้นมาแน่ แม้ว่าเดี๋ยวคนจะบอกว่า เขาไม่เป็นแคนดิเดตนายกฯหรือ แต่ไม่สำคัญเพราะผมเป็นนายกฯ แต่ผมอาจเผื่อเหลือเผื่อขาดให้ท่านบ้าง เราไปบังคับจิตใจคนไม่ได้ พวกเราในห้องนี้เป็นนักการเมือง คุ้นชินกับการรับแรงปะทะ รับฟังเสียงตำหนิของคนที่เราไม่รู้จัก แต่สามท่านนี้อาจยังไม่ชินแต่เดี๋ยวก็ชิน แต่เที่ยวนี้ขอให้ท่านได้ทำสิ่งที่ท่านสบายใจ จะได้กลั่นผลงานที่ประชาชนประทับใจให้ประเทศของเรา ไม่มีความกังวลไม่มีเอ๊ะไม่มีเฮัย แต่มีแต่คำว่าสู้ เมื่อเขาได้สั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองสักระยะ โดยอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ แล้ววันนั้นเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของเรา วันนี้มองเขาเป็นคนนอกไม่ได้แล้ว เขาอาจไม่ชินระบบแต่การทำงานเขาคือคนใน เป็นเพื่อนร่วมงานของเราและผมให้คำยืนยันว่าเราทำได้ดีกว่ายิ่งใหญ่กว่า สำเร็จกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา”นายอนุทิน กล่าว

จีดีพีโต3%-มาตรการ10พลัสฟื้นศก.

จากนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 30 กันยายน เศรษฐกิจกิจไทยก็ดิ่งเหว จากจีดีพี 3.2 เปอร์เซ็นต์ ลดเหลือ 1.8 เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะลดเพิ่มจนเหลือ 1.2 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจจีดีพีจะเหลือ 0.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนายอนุทิน บอกว่า มีเวลาสี่เดือนให้ตนไปออกนโยบายเศรษฐกิจมา จึงเกิดนโยบายควิกบิ๊กวิน ด้วยนโยบาย คนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน ฯลฯ ที่ใช้เวลา 73 วันก็สามารถทำได้ และช่วยให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากรถติดหล่ม ตนได้รับโจทย์ว่า เมื่อไทยพ้นจากการติดหล่มแล้วจะไปต่ออย่างไร ซึ่งถ้าพรรคภูมิใจไทย ได้ทำต่ออีกสี่ปี ระหว่างปี 2569-2572  ตนตั้งใจจะทำให้เศรษฐกิจไทยจีดีพีเกิน 3 เปอร์เซ็นต์ พลัส ทั้งนี้ นโยบาย เศรษฐกิจ 10 พลัส ประกอบด้วย 1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็กแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เริ่มต้น 200 หน่วยแรก ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ (เอเอ็มซี), 2. แมดอินไทยแลนด์ เอสเอ็มอี พลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 3. ลงทุนพลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมทุน กระตุ้นโตยาว 4.ผลิตได้ ขายออก พลัส ผลิตของ ที่ใช่ ขายของที่คนชอบ ตอบโจทย์ทุกคน 5. เทรด พลัส ค้าขายฉลาด อัปเกรดการผลิต 6. เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพราะรักษ์โลกคือทางรอด และเป็นทางรวยอย่างยั่งยืน 7.ดิจิทัลเอไอ พลัส เอไอถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน 8. การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรี มีจริง มีงานเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา 9. สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 10. ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว เศรษฐกิจใหม่ คนไทยแฮปปี้

‘ศุภจี’เปิดสารพัดนโยบายพรรค

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นแถลงนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 เป็นคนสุดท้ายตอนหนึ่งโดยเริ่มต้นถามว่า “ตอนนี้เลยเวลาเที่ยงแล้ว หิวกันหรือยัง หิวหน่อยก็ดีจะได้ช่วยไปกินข้าว ให้ราคาข้าวจะสูงขึ้น ตอนนี้ข้าวเปลือกขาวอยู่ราคาเกิน 8,000 บาท ข้าวหอมมะลิเราแตะ 18,000 บาท ทั้งหมดที่ทำมาไม่ได้ใช้เงิน แต่ใช้วิธีบูรณาการหาช่องทางหาตลาดในการที่จะบรรลุเป้าหมาย ให้สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ หรือเพิ่มราคาสินค้าการเกษตรได้” ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ฟังหลายๆ ท่านพูดในหลายเทรดอาจจะจำได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ขอให้จำในเรื่องของ “เทรดพลัส”สำหรับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต คือการมุ่งสร้าง New S-Curve อาทิ การท่องเที่ยว ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งเราต้องเน้นการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง การแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวต้องอยู่ที่การสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยให้คนที่เข้ามาดังนั้น เราต้องช่วยกันในลักษณะบูรณาการ ซึ่งปัจจุบันเราก็พยายามทำอยู่ อย่าง World Medical/Senior Living หัวใจสำคัญคือคนไม่ต้องเข้ามาเยอะ แต่อยู่กับเราให้นานขึ้น และใช้มากขึ้นนี่คือสิ่งที่เราจะสนับสนุนอย่างความยั่งยืน

นางศุภจี ยังกล่าวถึงการสนับสนุนการเป็น Multicaster อาทิ ฮาลาล หากประเทศไทยสามารถผลักดันตัวเองให้เป็นฮาลาลฮับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็จะสามารถต่อยอดได้ธุรกิจได้ นอกจากนี้ ยังมีต่างชาติให้ความสนใจ ในเรื่องของการถ่ายทำภาพยนตร์โดยที่สหรัฐอเมริกา มาเปิดวิทยาเขตร่วมกันกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกซึ่งสิ่งเหล่านี้เราอยากจะผลักดัน นอกจากนี้ ยังชูนโยบาย รัฐฉับไว อนุมัติไว ไม่มีกั๊ก เป็นความตั้งใจ ที่จะทำให้รวดเร็ว ฉับไว ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ลดความยืดเยื้อ ความไม่ทันสมัย พร้อมโปร่งใสเป็นธรรมเปิดเผยข้อมูล

กอด‘ศุภจี’-ลั่น‘มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’

หลังแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทยของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้เชิญ นายอนุทิน กลับขึ้นบนเวทีอีกครั้ง ก่อนที่ นายอนุทินจะบอกว่าขอกอดหน่อย แล้วเข้าไปสวมกอดนางศุภจี พร้อมระบุว่า เหนื่อยไหมครับ เพราะจากวันนี้ไปทุกคนจะเหนื่อยเป็นพันเท่า ซึ่งตนมั่นใจว่า ทุกท่านต้องการเหนื่อย มีความสุขในการทำงานอย่างหนัก ถ้าจะเหนื่อยเพื่อชาติ เพื่อประชาชน พวกเราอยากเหนื่อยมากๆ อยากเหนื่อยแสนสาหัส เพื่อให้ประชาชนหายเหนื่อย นายอนุทิน ระบุอีกว่า การนำเสนอนโยบายพรรค ที่ผ่านมาตัวแทนทุกคนคิดเองทำเอง ไม่มีทีมงาน เดินทางกลับบ้านเวลาตี 2 วันนี้ จึงเป็นนกเค้าแมวทั้งหมดแล้ว อีกทั้ง ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอความปรารถนาให้กับประชาชน ตนขอรับรองว่าประชาชนจะพ้นจากความกังวล ความหวาดกลัวในทุกเรื่อง เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้กลับเข้าไปเป็นรัฐบาลรับใช้ประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า มีคำถามระหว่างการแถลงบนเวทีจากโซเชียลมีเดียว่า“นำคนเก่งมาหมดเลย แล้วมึงจะเป็นนายกรัฐมนตรีทำไม” คำตอบของตน คือเป็นนายกฯ เพื่อที่จะให้คนเก่งเหล่านี้ได้มาทำงานด้วยกัน เพราะเชื่อว่าไม่มีใครตื๊อเก่งเท่า ซึ่งเราจะรวมพลังกันกับพรรคพวกทั้ง ฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ ภาคเอกชน สร้างบ้านแปลงเมืองให้ไทยมีอนาคตที่สดใส มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ยัน‘หนู’แคนดิเดตนายกฯคนเดียว

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคว่า ตามที่นายอนุทิน ประกาศว่าแคนดิเดตนายกฯของพรรคมี นายอนุทิน เป็นแคนดิเดต
เพียงหนึ่งเดียว ส่วน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ และนางศุภจี  สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ จะมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีให้อย่างแน่นอน เมื่อถามว่า หมายความว่าจะใช้ชื่อนายเอกนิติ นายสีหศักดิ์ และนางศุภจี พูดตอนหาเสียงได้เลยใช่หรือไม่ ว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลทั้ง 3 คนจะกลับมา นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายอนุทินประกาศไปแล้วว่าถ้าได้เป็นนายกฯ ทั้ง 3 ท่านจะกลับมาเป็นรองนายกฯคุม 3 ด้าน

‘กล้าธรรม’ซัด‘อภิสิทธิ์’ปลุกแตกแยก

นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศบนเวทีดีเบตว่า จะไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม หลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยกมากกว่าแสวงหาความสามัคคีเพื่อร่วมกันทำงานให้ประเทศเดินหน้า ตนเชื่อว่าประชาชนยังจดจำบทเรียนทางการเมืองในอดีตได้เป็นอย่างดี ทั้งกรณีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติ การบริหารประเทศที่นำไปสู่วิกฤตความขัดแย้งและความสูญเสียกลางเมืองหลวง รวมถึงปัญหาการจัดการที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ที่ถูกตั้งคำถามถึงการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน ตลอดจนความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จากการบริหารจัดการหนี้และทรัพย์สินของชาติ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นการขายทรัพย์สินของคนไทยให้ต่างชาติในราคาต่ำกว่ามูลค่า

“พรรคกล้าธรรมขอยืนยันจุดยืนว่า เราพร้อมทำการเมืองเชิงสร้างสรรค์ ยึดผลประโยชน์ประเทศและประชาชนเป็นศูนย์กลาง เชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินจากผลงานและแนวทางที่แท้จริงในการเลือกตั้ง เราไม่ใช่การเมืองที่สักแต่พูดสวยหรูเพื่อขายฝัน แต่เป็นการเมืองที่ลงมือทำจริงเพื่อประเทศและประชาชน ผลเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งผมมองว่าพรรคปชป.ไม่น่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นการที่ออกมาระบุว่า จะจับมือกับพรรคนั้นไม่จับกับพรรคนี้ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทางการเมือง” โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าว

ปชป.จ่อเปิดตัว3แคนดิเดตศุกร์นี้

ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) วาระสำคัญเป็นการขอมติจากที่ประชุม เพื่อจัดลำดับแคนดิเดตนายกฯของพรรค คาดว่า อันดับ 1.คือ นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ 2.นางการดี เลียวไพโรจน์ และ 3.นายกรณ์ จาติกวณิช

โดย นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคปชป.กล่าวหลังประชุมว่า พรรคมอบหมายให้เลขาธิการพรรค ดำเนินการคัดสรรและจัดส่งให้กก.บห.พิจารณาทางออนไลน์ คาดว่าจะพิจารณาเสร็จในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ และจะเปิดตัวแคนดิเดตทั้ง 3 คน ได้ในวันศุกร์ที่
26 ธ.ค. ส่วนนโยบายพรรคทั้งหมด จะเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังวันรับสมัคร สส.นอกจากนี้ ที่ประชุมกก.บห.ยังมีมติตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีพรรคได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน หากพบผู้สมัครของพรรคกระทำการผิดกฎหมายเลือกตั้ง เช่น ซื้อเสียง หรือพฤติกรรมอื่นๆ สามารถแจ้งเบาะแสได้ทุกช่องทางการสื่อของพรรคและตรวจสอบพบว่ามีความจริง พรรคจะยุติ และไม่สนับสนุนผู้สมัครคนดังกล่าวอีก
ต่อไป

มติไม่จับมือ‘กล้าธรรม’-‘มาร์ค’หน.4ปี

นายพงศกร กล่าวว่า กรรมการบริหารพรรคยังมีมติรับรองเจตนารมณ์ของนายอภิสิทธิ์ ที่ได้ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้เป็นจุดยืนของพรรค รวมถึงมีมติรับรองให้นายอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรคจนครบวาระ 4 ปี เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ มีเจตนารมณ์ต้องการฟื้นฟูพรรค ซึ่งต้องใช้เวลา และหลักการ ดังนั้น ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร จะไม่ลาออกจากตำแหน่ง อยู่จนครบวาระ เพื่อดำเนินการตามสัจจะที่ได้มอบไว้กับพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อถามว่า พรรคส่งผู้สมัครไม่ครบ 400 เขต จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร นายพงศกร กล่าวว่า อาจส่งไม่ครบ แต่ก็ให้ได้มากที่สุด และเมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะดึงคะแนนจาก 42% ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด มาเป็นใช่หรือไม่ นายพงศกร บอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอโอกาส ให้การเมืองสุจริตเป็นทางเลือก

พปชร.ดัน‘ตรีนุช’ขึ้นแคนดิเดตนายกฯ

ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร.กล่าวหลังประชุมกก.บห.ว่า ที่ประชุมพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอชื่อผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต รวมถึงแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ในส่วนแคนดิเดตนายกฯ เนื่องด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ขอถอนตัว เปลี่ยนให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ในฐานะเลขาธิการพรรค เป็นแคนดิเดตนายกฯแทน ส่วนแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 คือ นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค ที่ประชุมได้พิจารณาส่งผู้สมัคร สส.แบ่งเขต 200 กว่าเขต ส่วนผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ กก.บห.มอบหมายให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้พิจารณาจัดลำดับ โดยต้องรอหัวหน้าพรรคจัดลำดับก่อน ส่วนใครอยู่ลำดับใดนั้น ขอรอเพราะถึงอย่างไรวันที่ 28 ธ.ค. เราต้องเปิดทั้งหมดอยู่แล้ว

‘ลุงป้อม’ยังนั่งหน.รอรับรองผู้สมัคร

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร ยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ยังเป็นอยู่ เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่า จะวางมือ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เอาอย่างนี้แล้วกันว่า ตอนนี้ท่านยังอยู่ เพราะจะต้องเซ็นหนังสือรับรองผู้สมัครสส.แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ถามย้ำว่า พล.อ.ประวิตร บอกเหตุผลที่ถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ท่านมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ตอนนี้สุขภาพท่านไม่ค่อยดี เมื่อถามอีกว่า ที่มีกระแสข่าวจะวางมือที่ยังอยู่เพียงแค่รับรองเอกสาร รวมถึงจะมอบหมายให้ น.ส.ตรีนุช เป็นหัวหน้าพรรคแทนเลยใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตรงนี้สื่อวิเคราะห์กันไปเอง ไม่ใช่พรรคพูด ขอบคุณที่เป็นห่วงสุขภาพ พล.อ.ประวิตร ซึ่งก็ยอมรับว่า สุขภาพท่าน มีปัญหาจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่า เสถียรภาพพรรคมีความแข็งแกร่ง พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่า พปชร.มีความเข้มแข็ง แน่นอน แต่วิถีของเราก็เป็นแบบเราซึ่งเราอาจจะไม่เหมือนพรรคอื่น แต่ยืนยันว่า พรรคเราเข้มแข็งแบบเรา ขอให้รอดูต่อไป อีกไม่นานก็เห็นไม่ว่าจะเป็นการสมัคร สส.แบบแบ่งเขต ในวันที่ 27 ธ.ค.และแบบบัญชีรายชื่อในวันที่ 28 ธ.ค.ที่เราจะไปสมัคร รอดูแล้วกัน ยืนยันเรื่องของแคนดิเดต นายกฯ ของพรรค พปชร.อันดับ 1 คือ น.ส.ตรีนุช และอันดับ 2 คือ นายธีระชัย

‘ธรรมนัส’ซัด‘มาร์ค’พูดเอาหล่อ

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวถึงกรณีมีผู้นำบางพรรค ประกาศไม่เอาพรรค กล้าธรรม ว่า มารยาททางการเมืองเขาไม่ทำกัน ตั้งแต่ปี 2562 ตนมาดูแลพี่น้องประชาชนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับนายเฉลิมชัย หลายๆเรื่องเราทำแล้วเกิดประโยชน์ และแก้ปัญหาเก่าๆ เช่น ปัญหาไข่ไก่ ที่ยุคผมไม่มีปัญหา ผู้บริโภค ผู้เลี้ยงไม่เดือดร้อน ไม่ต้องเอางบหลวงไปจ้าง 70-80 ล้าน เพื่อจ้างให้ฝรั่งมาศึกษา แล้วเอาไข่ไก่ไปชั่งกิโลขายซึ่งตนเข้ามาแก้ปัญหา ใครคิดทำได้บ้างนี้

นอกจากนี้ยังแก้ปัญหาเรื่องที่ดินส.ป.ก.ที่ยุคใครไปทำให้ที่ดินของรัฐไปตกอยู่กลุ่มทุนทำให้รัฐบาลต้องเจ๊ง ยุบสภาหนีเพราะเรื่องนี้ ยุคไหนทำเราสูญเสียดินแดน ยุคไหนทำโรงพักกลายเป็นสุสาน

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต่อว่า “เวลาจะเลือกตั้งที คุณหล่อพูดจาเพราะ แต่ผลงานเคยทำอะไรให้กับชาติบ้านเมืองบ้าง ผมไม่ต้องการที่จะมีวิวาทะกัน ผมว่าการที่ตัดสินใจจะร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคใดพรรคหนึ่งต้องให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจว่าเลือกหรือไม่ ถ้าคุณมีสส.อยู่ในมือเกิน25 คน ค่อยมาคุยกัน

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ตนไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ บ้านเก่าของพี่น้องที่จะมาอยู่กับผม ความวิบัติของพรรคนั้นเป็นอย่างไร เวลาคุณประกาศ และถึงเวลากรรมการบริหารของพรรคไม่เห็นด้วย จนต้องลาออกไป เกิดอะไรขึ้นกับพรรคที่เป็นสถาบันที่อยู่กับประเทศไทยมานาน ไม่ต้องให้ผมพูดมากกว่านี้ ผมสร้างบ้านของผมไม่กี่วัน บ้านใหญ่โต เพราะเขาชอบที่พูดน้อยทำมาก ไม่ต้องพูดเอาหล่อเพราะทุกคนอดีตแก้ไม่ได้ แต่ต้องทำปัจจุบันและอนาคตให้ดี คนบางคนภาพหล่อภาพสวย เดี๋ยวจะรู้ว่าอดีตคุณ ไม่ธรรมดาเหมือนกัน หรือปัจจุบันคุณไปทำผิดศีลธรรมอะไรเดี๋ยวสังคมจะประจานคุณ”

ลึกลับในสนามข่าว : 25 ธันวาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 25 ธันวาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 25 ธันวาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

nn…ในการประชุม “คณะกรรมการการเลือกตั้ง”ช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมเต็มคณะซักซ้อมทำความเข้าใจในการปฏิบัติงาน โดยมี กกต.เข้าประชุม พร้อมเลขาฯ กกต.และเจ้าหน้าที่พร้อมหน้าพร้อมตา เตรียมพร้อมรับการเลือกตั้งสส. และการออกเสียงประชามติ วางแผนเตรียมความพร้อมรับสมัครและจัดการเลือกตั้ง…งานนี้ประธาน กกต.คนใหม่ป้ายแดง “ณรงค์กลั่นวารินทร์” นั่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมครั้งแรก หลังรับตำแหน่ง ซึ่งก็ได้เริ่มกล่าวทักทายผู้ร่วมประชุม รวมถึงขอบคุณสื่อมวลชนตอนหนึ่งว่า “วันนี้ต้องขอบคุณคณะสื่อมวลชนที่มาทำข่าวการประชุมของคณะกรรมการตุลาการ ผมในนามของคณะกรรมการตุลาการต้องขอขอบคุณอีกครั้ง…” …ทั่นประธาน กกต.กล่าวมาถึงตอนนี้ก็สังเกตเห็นว่าเอ๊ะ ทำไม กกต.ทั้งหลายและผู้เข้าร่วมประชุมมองหน้ากันไปกันมา มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำให้เจ้าตัวรู้สึกตัวก่อนจะหัวเราะน้อยแล้วบอกว่า “ขอประทานโทษครับประชุม กกต….” …. ส่วนผู้สื่อข่าวที่มาทำข่าวก็แอบกระเซ้าว่า นี่เรามาทำงาน กกต. แล้วกลายเป็นจำเลยไปโดยไม่รู้ตัวหรือนี่ ก่อนจะขำกันใหญ่…

ณรงค์ กลั่นวารินทร์

….แต่งานนี้ ทุกท่านทุกคน รวมถึงสื่อมวลชนเข้าใจดี เพราะประธานฯณรงค์ ทั่นมาจากสายผู้พิพากษา ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่ง ก่อนจะมารับตำแหน่ง “ปธ.กกต.” ทั้งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง ผู้พิพากษาศาลฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ฉะนั้น ถ้าจะกล่าวบทไปเป็น “คณะกรรมการตุลาการ” ก็เข้าใจได้น้องๆ สื่อประจำ กกต.นั่งฟังก็ไม่ว่า นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็ไม่เป็นไรหรอกขอรับทั่น ปธ. อยู่ในช่วงปรับตัวก็พลั้งเผลอลืมไปได้ แต่ยังไงน้องๆสื่อประจำ กกต.ก็ยังดีใจ ที่ทั่นประธานใจดี ตอนมารับตำแหน่งวันแรกๆ ยอมพูดยอมให้สัมภาษณ์บ้างแล้ว นักข่าวสาย กกต.ก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่าประธาน กกต.คนใหม่เปิดโอกาสให้สื่อได้สอบถามได้พูดคุย และก็ขอให้ใจดีแบบนี้ตลอดไปนะขอรับทั่นประธาน เพราะหลังจากนี้ไปภารกิจเพื่อชาติของกกต. หนักอึ้งไม่น้อย เป็นกำลังใจให้นะคร้าบ…nn

กัมพูชายอมถอย! เลิกตื๊อคุยมาเลย์ ยอมมาคุยจันทบุรี ไทยย้ำเงื่อนไขเหล็ก 3 ประการ

กัมพูชายอมถอย! เลิกตื๊อคุยมาเลย์ ยอมมาคุยจันทบุรี ไทยย้ำเงื่อนไขเหล็ก 3 ประการ

กัมพูชายอมถอย! เลิกตื๊อคุยมาเลย์ ยอมมาคุยจันทบุรี ไทยย้ำเงื่อนไขเหล็ก 3 ประการ

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.50 น.

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้แถลงจุดยืนต่อเงื่อนไขการหยุดยิง บริเวณพื้นที่ชายแดน โดยระบุให้ฝ่ายกัมพูชาต้องแสดงเจตจำนงผ่านการปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การประกาศหยุดยิงก่อน การยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรมนั้น

ต่อมาทาง กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ในการเจรจาหยุดยิง 

ล่าสุด แหล่งข่าวระดับสูง ยืนยันว่า หนังสือที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาร่อนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยนั้นเป็นของจริง แต่ขอให้ไปไทยไปเจรจาที่มาเลเซีย ซึ่งทางประเทศไทยไม่ยินยอม ต้องให้กัมพูชามาที่จังหวัดจันทบุรีเท่านั้น ซึ่งทางกัมพูชาก็ได้ยินยอมที่จะมาคุยที่จังหวัดจันทบุรี อย่างไรก็ตามทางไทยเรายังไม่ไว้ใจ เพราะทางกัมพูชายังไม่หยุดยิงจริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : กลาโหมกัมพูชา ส่งหนังสือทางการถึง กลาโหมไทย ขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

เปิดข้อความในหนังสือทางการของกัมพูชา เสนอเจรจาหยุดยิงกับไทยผ่านกลไกจีบีซี