จับตาสนามเมืองกรุงพลิก ในวันที่ส้มไม่หวาน

จับตาสนามเมืองกรุงพลิก ในวันที่ส้มไม่หวาน

จับตาสนามเมืองกรุงพลิก ในวันที่ส้มไม่หวาน

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.50 น.

สนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร
33 เขต 33 เก้าอี้ กำลังถูกจับตาในฐานะสนามชี้ขาดของการเลือกตั้งปี 2569

เพราะนี่คือพื้นที่ที่เคยเป็น “ฐานทองคำ”
ของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งสามารถกวาด สส.เขตในกรุงเทพฯ ได้ถึง 32 จาก 33 ที่นั่ง

ฐานเสียงดังกล่าว ต่อเนื่องมาถึงพรรคประชาชน หรือที่เรียกกันทั่วไปในสนามการเมืองว่า พรรคส้ม

ชัยชนะถล่มทลายในครั้งนั้นทำให้กรุงเทพฯ ถูกมองว่าเป็นพื้นที่แข็งแรงที่สุดของพรรคส้ม และมักถูกใช้เป็นจุดตั้งต้นในการประเมินศึกเลือกตั้งปี 2569

แต่สนาม กทม. รอบนี้ ไม่ใช่สนามเดียวกับเมื่อสามปีก่อน

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดสะท้อนภาพที่ต่างออกไป เมื่อคนกรุงเทพฯ จำนวนมาก ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดและยังไม่เลือกว่าจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี

คำตอบ “ยังไม่เลือกใคร” ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งในคำถามเรื่องพรรค
และตัวบุคคลที่จะเป็นผู้นำประเทศ

ตัวเลขนี้หมายความชัดเจนว่าคนกรุงเทพฯ เกือบครึ่งยังไม่ให้ความไว้วางใจกับตัวเลือกใดเลย

ซึ่งแตกต่างจากบรรยากาศก่อนเลือกตั้งปี 2566 ที่ฐานเสียงของพรรคก้าวไกลในกรุงเทพฯ ซึ่งประกอบด้วยชนชั้นกลาง คนรุ่นใหม่ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองชั้นใน เริ่มตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกัน จากปัจจัยทางการเมืองในช่วงท้ายของการหาเสียง

ความลังเลในระดับนี้ จึงสะท้อนว่าฐานเสียงกลุ่มเดิมที่เคยหนุนพรรคส้มในกรุงเทพฯไม่ได้รวมตัวแน่นเหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อน

ปี 66 กระแสมาเร็ว ทิศทางชัด อานิสงส์จากบรรยากาศทางการเมืองในเวลานั้น ช่วยเร่งการตัดสินใจของผู้เลือกตั้งช่วงปลายทาง

แต่ในปี 2569 สนามกลับนิ่ง ความลังเลสูง และเปิดพื้นที่ให้ทุกพรรค เข้ามาแข่งขันได้ตลอดเส้นทาง

ความเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้เกิดจากพรรคส้มเพียงฝ่ายเดียว แต่สัมพันธ์กับการเมืองระดับประเทศ ที่ขยับแกนความสนใจของสังคม ออกจากเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ไปสู่ประเด็นที่จับต้องได้มากขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ ความมั่นคง โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ติดตามอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นชายแดน ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงข่าวความมั่นคง แต่ถูกนำมาใช้ประเมินภาวะผู้นำ ความเด็ดขาดในการตัดสินใจ
และการใช้อำนาจรัฐภายใต้แรงกดดันจากภายนอก

เกณฑ์การพิจารณาของผู้เลือกตั้งเมืองหลวงจำนวนไม่น้อย จึงขยับจากคำถามว่าใครเสนอการเปลี่ยนแปลง ไปสู่คำถามว่าใครควบคุมสถานการณ์ได้

บริบทเช่นนี้ ไม่ได้หนุนพรรคส้ม ในแบบเดียวกับการเลือกตั้งปี 2566 และทำให้การแข่งขันในกรุงเทพฯ ไม่ผูกติดอยู่กับปัจจัยเดิมเหมือนครั้งก่อน

ผลโพลยังสะท้อนอีกประเด็นหนึ่ง คือช่องว่างระหว่าง ความนิยมของพรรคส้ม กับความนิยมของผู้นำพรรค

อิทธิพลเชิงตัวบุคคล ไม่ได้ช่วยเร่งการตัดสินใจ เหมือนช่วงที่พรรคก้าวไกลชนะถล่มทลายในปี 66 และนั่นทำให้การรักษา 32 เขตเดิม กลายเป็นภารกิจที่ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อปัจจัยหนุนเดิมอ่อนลง สนาม กทม. จึงเปิดช่องให้พรรคอื่น เข้ามาแย่งพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น

หนึ่งในพรรคที่ขยับตัวชัดคือ พรรคภูมิใจไทย

ในอดีต ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคของคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งปี 2566 ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ใน กทม. เพียง 28,528 คะแนน และไม่ได้ สส.เขตแม้แต่ที่นั่งเดียว

แต่การเลือกตั้งรอบนี้ ภูมิใจไทยปรับการสื่อสารใหม่

ด้านหนึ่งคือภาพของ “อนุทิน ชาญวีรกูล”
ในฐานะผู้นำที่สื่อสารชัดเรื่องความมั่นคง
และบทบาทของอำนาจรัฐในสถานการณ์ชายแดน

อีกด้านหนึ่งคือการเสริมภาพความเป็นมืออาชีพ เพื่อเข้าถึงชนชั้นกลางในเมืองหลวง

ชื่อของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” จึงถูกวางบทบาทในฐานะเทคโนแครต ผู้มีประสบการณ์บริหาร และเป็นภาพแทนด้านเศรษฐกิจและการจัดการ

บทบาทนี้ ไม่ได้มาแทนภาพผู้นำด้านความมั่นคงของอนุทิน แต่ทำหน้าที่เสริมให้ภูมิใจไทย มีทั้งมิติอำนาจรัฐ และมิติความเป็นมืออาชีพ ในสายตาคนกรุงเทพฯ

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ ก็กลับมาอยู่ในสมการของสนาม กทม.

การมีบทบาทของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
ช่วยรั้งฐานเสียงอนุรักษ์นิยมในเมือง
ซึ่งกำลังมองหาทางเลือกใหม่ หลังไม่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นจุดรวมความรู้สึกทางการเมืองเหมือนในอดีต

ประชาธิปัตย์อาจไม่กลับไปมีอิทธิพลเท่าเดิม แต่ในสนามที่ความลังเลสูง เพียงการดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ หรือแทรกชนะในบางเขต ก็เพียงพอจะเปลี่ยนสมดุลของกรุงเทพฯ ได้

ส่วนพรรคเพื่อไทย แม้การเลือกตั้งปี 2566 จะได้ สส.กทม. เพียง 1 เขต แต่ก็ไม่อาจถูกตัดออกจากสมการ

เพราะก่อนหน้าปี 66 การเมืองเมืองหลวง
คือการแข่งขันระหว่างเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์มาโดยตลอด

การเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่าง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” จึงเป็นการทดสอบว่า “แบรนด์ชินวัตร” ยังตอบโจทย์ผู้เลือกตั้งกรุงเทพฯ ได้เพียงใด

คำตอบในสนามเมืองหลวง ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นเส้นทางที่ไปได้ยาก และมีเพดานชัดในกลุ่มชนชั้นกลางบางส่วน

เมื่อทุกพรรคถูกวางอยู่ในภาพเดียวกัน
สนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ ปี 2569 จึงไม่ใช่สนามที่พรรคส้ม จะตั้งต้นจากความได้เปรียบเดิมได้อีก

ปัจจัยเดิมอ่อนลง ตัวเลือกเพิ่มขึ้น และความลังเลของผู้เลือกตั้ง กลายเป็นตัวแปรหลักของการแข่งขัน

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ พรรคส้มมีโอกาสสูงมากที่จะได้ สส.กรุงเทพฯ น้อยกว่าการเลือกตั้งปี 66

ในสนามเมืองหลวง ที่ทุกพรรคต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่พร้อมกัน.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

‘เอก ทินกร-สมเกียรติ’ ผนึก ‘เกรียงยศ’ สวมเสื้อภูมิใจไทย ลั่นกลองรบศึกเลือกตั้ง 69

'เอก ทินกร-สมเกียรติ' ผนึก 'เกรียงยศ' สวมเสื้อภูมิใจไทย ลั่นกลองรบศึกเลือกตั้ง 69

‘เอก ทินกร-สมเกียรติ’ ผนึก ‘เกรียงยศ’ สวมเสื้อภูมิใจไทย ลั่นกลองรบศึกเลือกตั้ง 69

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.42 น.

สะเทือนกรุงเทพตะวันออก! “ทินกร ปลอดภัย (เอก) – สมเกียรติ ขุนบุญจันทร์ ” นำทัพว่า ผู้นำชุมชน ตบเท้าเข้า “ภูมิใจไทย” ผนึกกำลัง “เกรียงยศ สุดลาภา ” ประกาศลั่น! พร้อมรบศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69

24 ธ.ค.68 การเมืองฝั่งตะวันออกต้องจับตา เมื่อ “ทินกร ปลอดภัย (เอก)” และ “สมเกียรติ ขุนบุญจันทร์” สองขุนพลคนทำงาน นัดระดมพลพร้อมหน้าด้วยผู้นำชุมชน ในโซนกรุงเทพตะวันออก เปิดวงหารือเคาะทิศทางอนาคต ก่อนประกาศชัด “ตัดสินใจครั้งใหญ่” สวมเสื้อ “พรรคภูมิใจไทย” อย่างเป็นทางการ

การขยับตัวครั้งนี้เป็นการประกาศความพร้อม โดย ทินกร ปลอดภัย(เอก) และ สมเกียรติ ขุนบุญจันทร์ จะรับบท “แม่ทัพ” เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ โดยผนึกกำลังกับ นายเกรียงยศ สุดลาภา พร้อมทั้งนายทินกร ปลอดภัย(เอก) ได้รับมอบหมายให้เป็น ผู้ประสานงานการเลือกตั้ง ของ นายเกรียงยศ สุดลาภา ในโซนพื้นที่กรุงเทพฯตะวันออก เพื่อปักธงชัยในพื้นที่ให้สำเร็จ

นายทินกร ปลอดภัย (เอก) เปิดเผยว่า “วันนี้พี่น้องผู้นำชุมชนกว่า 40 ชีวิต มานั่งคุยกัน เพราะเรามองเห็นเป้าหมายเดียวกัน เราต้องการพรรคที่ ‘พูดแล้วทำ’ พรรคที่กล้าลุยเพื่อคนกรุงเทพฯ การตัดสินใจมาร่วมงานกับ ภูมิใจไทย และท่าน เกรียงยศ สุดลาภา ในครั้งนี้ คือคำตอบสุดท้าย เราไม่ได้มาเพื่อลองสนาม แต่เรามาเพื่อชนะ และทำงานให้พี่น้องประชาชนทันที!”

ทางด้าน นายสมเกียรติ ขุนบุญจันทร์ เสริมทัพความมั่นใจว่า “ทีมงานของเราทำงานในพื้นที่มาตลอด ไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง วันนี้เรามีความพร้อมเต็มร้อย ทีมงานปึกแผ่น ผู้นำชุมชนร่วมสู้แน่นอน พี่น้องประชาชนเตรียมตัวไว้ได้เลย การเลือกตั้งปี 69 นี้ โซนตะวันออกจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างแน่นอน”

จับตาดูให้ดี การรวมพลังของ “ทินกร-สมเกียรติ-เกรียงยศ” ในสีเสื้อภูมิใจไทย จะร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในกรุงเทพตะวันออกนี้แน่นอน

วัน อยู่บำรุง ประกาศไม่ลงเลือกตั้ง ขอใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เป็นกำลังใจให้ผู้สมัคร สส.ของพรรค

วัน อยู่บำรุง ประกาศไม่ลงเลือกตั้ง ขอใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เป็นกำลังใจให้ผู้สมัคร สส.ของพรรค

วัน อยู่บำรุง ประกาศไม่ลงเลือกตั้ง ขอใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เป็นกำลังใจให้ผู้สมัคร สส.ของพรรค

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.24 น.

หลังจากที่ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ประกาศถอนตัวจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากปัญหาสุขภาพ โดยในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคมีมติเคาะชื่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ขึ้นมาทำหน้าที่แทน พร้อมยืนยันส่งผู้สมัคร สส. เขตกว่า 200 ที่นั่ง

กระทั่งวันนี้ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568 วัน อยู่บำรุง ลูกชายของ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง นักการเมืองชื่อดัง ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กส่วน ถึงการเว้นวรรคทางการเมืองในรอบนี้ที่เจ้าตัวจะไม่ลงสมัคร สส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และเดินทางไปยัง กกต. ในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เพื่อลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

วัน อยู่บำรุง

“จากที่ปรากฏเป็นข่าวว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ

หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ประกาศถอนตัวจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราๆท่านๆก็คงคาดเดาได้ว่าจริงๆแล้วหมายถึงอะไร..

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ผมคงไปต่อไม่ได้ วันที่ 25 ธ.ค. 2568 ผมจะเดินทางไปกกต.เพื่อลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และขอเว้นวรรคไม่ลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้

จากนี้จึงขอพัก ขอใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐทุกๆท่าน

การเมืองต้องดูกันยาวๆ

โอกาสหน้าพบกันใหม่

ปล.กราบขอบคุณลุงป้อมที่เอ็นดูผมมาโดยตลอดครับ”

วัน อยู่บำรุง
วัน อยู่บำรุง

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก วัน อยู่บำรุง

บิ๊กแจ๊ส ลั่นไม่ได้อยู่ภูมิใจไทย นับถือ เนวิน-อนุทิน ชูกล้าธรรมทำงานไว เคยช่วยชาวปทุมฯรอดน้ำท่วม

บิ๊กแจ๊ส ลั่นไม่ได้อยู่ภูมิใจไทย นับถือ เนวิน-อนุทิน ชูกล้าธรรมทำงานไว เคยช่วยชาวปทุมฯรอดน้ำท่วม

บิ๊กแจ๊ส ลั่นไม่ได้อยู่ภูมิใจไทย นับถือ เนวิน-อนุทิน ชูกล้าธรรมทำงานไว เคยช่วยชาวปทุมฯรอดน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.23 น.

ปทุมธานี บิ๊กแจ็สยึดอุดมการณ์สังกัดพรรคพวก ชู พรรคกล้าธรรม ทำงานไว เคยช่วยคนปทุมรอดน้ำท่วม

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่ สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ผู้สื่อข่าวได้เข้าสอบถามความเห็นของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี จากกรณีที่มีการนำเสนอข้อมูลในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับ บ้านใหญ่ใน จ.ปทุมธานี ที่มีการย้ายพรรคการเมืองกัน และ เรื่องที่ ประชาชนเข้าใจว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี สังกัดอยู่พรรคภูมิใจไทย 

โดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า พรรคที่ตนเองสังกัดตอนนี้มีเพียง พรรคเดียวคือพรรคพวกเท่านั้น ขอย้ำจุดยืนว่า นายก อบจ.ไม่ควรสังกัดพรรคการเมือง ส่วนตัวผมเองรู้จักและรักกันเกือบทุกพรรคการเมือง ผมสนิทสนมหมด ส่วนในกรณีที่พี่น้องประชาชนๆได้สอบถามผม เข้ามา จำนวนมากเรื่องความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ผมยอมรับว่า ตัวผมเคารพรักท่าน เนวิน และ ท่านอนุทิน เรารักกันมาก แต่ถ้าถามว่าผมอยู่พรรคภูมิใจไทยไหม ตัวผมไม่ได้อยู่ เรื่องของ สส. ตัวผมจะมองถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักในการเลือกที่จะสนับสนุน ผู้สมัคร ส.ส. เป็นรายบุคคล ที่คิดว่าเขาจะสามารถทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยจะมีการพูด คุยปรึกษากับ ทีมงานและทีม ส.จ.ทั้งหมด ว่า

จะสนับสนุนใคร ที่เมี่อเขาได้รับการเลือกตั่งแล้วจะลงมาช่วยกันพัฒนา จ.ปทุมธานี แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนจะเห็นว่า ในช่วงวิกฤตการณ์ ไม่ว่าจะเป็น ช่วงโควิท ช่วงน้ำท่วม ช่วงน้ำแล้ง ช่วงไข้หวัดใหญ่ หรือตอนนี้ที่ปอดอักเสปกำลังระบาด ที่เราต้องต่อสู้กัน มี ส.ส. พรรคใดบ้าง ที่ลงมาช่วยท้องถิ่น หรือดูแลประชาชน ผมไม่เห็นมีใคร บางคนเป็น ส.ส. มา 2-3 ปี บางคนยังไม่รู้จักเลย อันนี้คือสิ่งที่เป็นจุดยืน เพราะฉะนั้น มันถึงเวลาแล้วที่ พี่น้องประชาชน ต้องตัดสินใจเลือกที่ตัวบุคคล อย่าไปเน้น พรรคใดพรรคหนึ่ง ใครที่ลงสมัคร ส.ส. แล้วพี่น้องประชาชนคิดว่าพร้อมที่จะเข้ามาช่วยกันพัฒนา จ.ปทุมธานี ผมจะเชียร์คนนั้น แต่ไม่ได้กำหนดที่ตัวพรรค ยกตัวอย่างพรรคภูมิใจไทย สมมุติว่าส่งลง 8 เขต แต่ผมอาจจะสนับสนุน แค่เขตเดียวก็ได้  เพราะเราดูที่ตัวบุคคล ถ้าคนนี้ได้เป็นเขาช่วยพัฒนา จ.ปทุมธานี มาอย่างต่อเนื่อง เราก็จะบอกทีมงาน และ สจ. ช่วย คนนั้น อย่างพรรคอื่นๆ ท่านลงมา ถ้าตัวบุคคลดี ผมพร้อมสนับสนุน จุดยืนของผมก็บอกกับทุกคนในทีมงานของผม ไม่ว่าจะเป็น รองนายก อบจ. ท่านที่ปรึกษา หรือ สจ. หากใครจะลงการเมืองลงได้เลย ถ้าได้รับการติดต่อมา แต่ไม่ใช่ผมไปบังคับให้เขาลงตอนนี้ ทั้งพรรคประชาชน ก็ส่งลงครบ 8 เขต พรรคเพื่อไทยก็ส่งลงครบ 8 เขต แต่ถ้าถามผม ผมขออยู่ตรงกลาง ผมจะช่วยแค่บุคคลที่เขาพร้อมจะพัฒนา จ.ปทุมธานี ร่วมกันกับท้องถิ่น อันนั้น ผมจะช่วย แต่ที่ผมรับไม่ได้ที่สุดคือ การที่พรรคภูมิใจไทย เลือกผู้สมัคร ส.ส. ที่เป็นลูกผู้ที่ทุจริตแม้กระทั้งถุงยังชีพ มาเป็นตัวแทนผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค ตนเองรับไม่ได้ 

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ท้องถิ่นมีแต่งบประมาณของท้องถิ่นเอง ที่นำไปดูแล หรือ แก้ปัญหาให้ประชาชน แต่เราไม่มีงบประมาณเพียงพอ ที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น โมโนเรล เขื่อนกันน้ำท่วม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เกินกำลังของ อบจ. ตอนนี้ ในทีมงานคนรักปทุม มีหลายคนที่มาหารือ และขอลงสมัคร ส.ส. ในนามของพรรคกล้าธรรม ผมก็ไม่ได้ขัดถ้าคิดว่าทำได้ก็ทำเลย ถ้ามีกำลัง หรือ ศักยภาพพอ ผมก็พร้อมที่จะสนับสนุน แต่ผมดูที่ตัวผู้สมัคร ต้องเป็นคนที่ทำงานเพื่อประชาชนผมชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นว่าเมื่อพรรคกล้าธรรมลงมาพื้นที่ เขาุก็ทำอย่างจริงจัง และ เร็ว และในช่วงน้ำท่วม ทางท่านหัวหน้าพรรคท่านก็มารับฟังจากประชาชน ท่านก็ทำงานไว เรียกประชุมหาทางแก้ปัญหาด่วนทันที่ จึงมีส่วนที่ทำให้ ปทุมธานีเรารอดพ้นวิกฤต น้ำท่วมในปีนี้ ถ้าหาก ทีมงานของคนรักปทุมได้เป็น ส.ส. ก็ย่อมเป็นผลดี ถ้าเกิดเขามีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และ เข้ามาเข้าก็จะเป็นกลางประสานงาน ดึงงบประมาณลงมาพัฒนา จ.ปทุมธานีได้

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ดูแล-แนะนำครอบครัววีรบุรุษ ใช้เงินเยียวยาให้เกิดประโยชน์-มีความสุข

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ดูแล-แนะนำครอบครัววีรบุรุษ ใช้เงินเยียวยาให้เกิดประโยชน์-มีความสุข

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ดูแล-แนะนำครอบครัววีรบุรุษ ใช้เงินเยียวยาให้เกิดประโยชน์-มีความสุข

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.02 น.

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ดูแล-แนะนำครอบครัววีรบุรุษ ใช้เงินเยียวยาให้เกิดประโยชน์-มีความสุข ชี้ วงถก GBC มีแนวทางชัดเจน ฝากขอบคุณ ปชช.ชายแดน เสียสละทิ้งบ้าน ขออดทนอีกนิด มั่นใจกองทัพนำสิ่งที่คนไทยต้องการมาเร็งๆนี้ 

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยเปิดเผยภายหลังร่วมพิธีพระราชทานเพลิงพลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา หรือ พลทหารวุ้น สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ว่า คนไทยทั้งประเทศส่งกำลังใจมาให้กับครอบครัวทหารที่สละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ซึ่งทางรัฐบาลก็จะดูแลอย่างเต็มที่รวมถึงหน่วยงานต้นสังกัดอย่างกองทัพบกก็จะคอยดูแลพวกเขาและขอฝากไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ให้คอยติดตามเพราะหากวางแผนไม่ดีก็อาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเงินเยียวยาซึ่งมีเพียงพอที่ครอบครัวนี้จะดำรงชีวิตได้อย่างสะดวกสบายถ้าวางแผนเป็น ซึ่งได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดคนมาช่วยกำกับดูแลและให้คำแนะนำเพื่อให้ผู้เสียชีวิตไม่มีความกังวลใดติดตัวไปรวมถึงครอบครัวที่สร้างวีรบุรุษให้กับประเทศก็สมควรที่จะได้รับการทดแทนตอบแทนเยียวยาให้เขาได้มีความสุข หลังจากที่เขาต้องประสบต่อความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับมารดาของจ่าสำเริงยังมีความเป็นห่วงอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีระบุว่า นึกสภาพคนเป็นพ่อแม่ต้องมาเผาลูกอย่ามาถามเลยมันอธิบายไม่ได้หรอก

เมื่อถามถึงการประชุมจีบีซีระหว่างไทยกัมพูชาที่มีการใช้เวลาหารือกันไม่ถึง 1 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีระบุว่าวันนี้เป็นการหารือกันในระดับเลขาและทีมงาน ซึ่งการประชุมแบบลงรายละเอียดจะเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปยืนยันว่าประเทศไทยมีแนวทางที่ชัดเจนต้องปล่อยให้เขาได้ประชุมกันไปก่อน 

เมื่อถามย้ำว่าการประชุมวันนี้ใช้เวลาเพียงไม่นาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า การประชุมวันนี้ทุกคนแบกความกดดันพอสมควร มันจะออกมาด้วยรอยยิ้มทันทีก็คงไม่ถึงขนาดนั้น 

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายกังวลว่าการประชุมอาจจะไม่ได้ข้อสรุปอะไรเลย นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประเทศไทยของเรามีแนวทางมีเงื่อนไขตนยังยืนยันว่าประเทศไทยของเราเป็นฝ่ายที่ถูกโจมตีเราเป็นฝ่ายที่ถูกคุกคามสิ่งที่เราทำไปเป็นการตอบโต้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตรงข้าม คิดจะคุกคามประเทศไทยเราเมื่อไหร่ก็ถามได้เราต้องตอบโต้ให้เขาได้ยิน

เมื่อถามมีอะไรอยากจะบอกประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ก็ขอบคุณในความเสียสละความร่วมมือของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนที่ยอมทิ้งบ้านมาอยู่ในศูนย์พักพิงซึ่งทำให้เขามีความปลอดภัยก็ขอให้มีความอดทนอีกสักนิดเชื่อมั่นว่ากองทัพไทยทหารทุกคนจะนำสิ่งที่คนไทยต้องการจะเห็นมาให้พวกเราเร็วๆนี้

ธรรมนัส สวน เท้ง อยู่ในเวทีการเมืองมา ศัตรูหมู่มารในการเมือง จบไม่สวยสักคน เวรกรรมตามสนอง

ธรรมนัส สวน เท้ง อยู่ในเวทีการเมืองมา ศัตรูหมู่มารในการเมือง จบไม่สวยสักคน เวรกรรมตามสนอง

ธรรมนัส สวน เท้ง อยู่ในเวทีการเมืองมา ศัตรูหมู่มารในการเมือง จบไม่สวยสักคน เวรกรรมตามสนอง

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.44 น.

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานพรรค และว่าที่แคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า หลังเลือกตั้งจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ไม่ต้องการให้พรรคกล้าธรรม มาขานชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น

โดยร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า คนอย่างตนไม่เคยขานชื่อใครเป็นนายกรัฐมนตรี คนอย่างผมชัดเจน ไม่ต้องดัดจริต เอาชัดเจน ไม่สามารถบังคับได้ และที่ผ่านมา ผู้ที่พูดเช่นนี้ ก็เสร็จทุกราย และตนอยู่ในเวทีการเมือง ศัตรูหมู่มารที่เป็นศัตรูของตนจบไม่สวยสักราย เวรกรรมตามสนอง และตนเป็นสวดมนต์ทุกเช้า และก่อนนอน แผ่เมตตาถึงแต่ละคน 

ร้อยเอก ธรรมนัส ยังเปิดเผยอีกว่า เมื่อคืนนี้ (23 ธ.ค.) ได้คุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังมีหลายพรรคการเมืองประกาศไม่ร่วมรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย และกล้าธรรมจะทำอย่างไรนั้น ซึ่งนายอนุทิน ได้ตอบกลับมาว่า เราก็ต้องอยู่ด้วยกัน จะไปยากอะไร 

อนุทิน ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าเริง เพื่อนร่วมรบเผย ร้องเพลงที่แต่งให้ฟัง ก่อนขึ้นเนิน 350

อนุทิน ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าเริง เพื่อนร่วมรบเผย ร้องเพลงที่แต่งให้ฟัง ก่อนขึ้นเนิน 350

อนุทิน ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าเริง เพื่อนร่วมรบเผย ร้องเพลงที่แต่งให้ฟัง ก่อนขึ้นเนิน 350

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.04 น.

นายกฯอนุทิน เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพจ่าเริง นักรบ 350 เพื่อนร่วมรบเผยเพลงที่จ่าเริง แต่งมาร้องให้ฟังครั้งแรกก่อนขึ้นเนิน 350 ระบุทุกครั้งออกรบจ่าเริงจะเอาธงชาติคลุมเหมือนซุปเปอร์แมน เสียงสุดท้ายก่อนออกรบ คือโทรศัพท์หาลูกบอกกลับไปจะพาไปกิน KFC

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 24 ธันวาคม 2568  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่วัดห้วยปอ ต.ปังกู อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพจ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน อายุ 38 ปี ทหารไทยที่ไปเสียชีวิตระหว่างการปะทะกับทหารกัมพูชา กับลูกน้องพลทหาร รวม 2 ศพในคราวเดียวกัน ที่เนิน 350 เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา

การเสียชีวิตของทหารทั้ง 2 นายนี้เป็นประเด็นกว่าการเสียชีวิตของทหารนายอื่นใน 23 ศพ เพราะไม่สามารถนำร่างออกได้ทันที เนื่องจากทหารกัมพูชา ยิงปะทะหนักหน่วย และใช้ร่างของศพทหารทั้งสองนายเป็นเหยื่อล่อให้ทหารไทยขึ้นไปเอาร่าง ทำให้ศพค้างอยู่บนเนิน 350 นานกว่า 5 วัน

งานพระราชทานเพลิงศพในวันนี้ มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานด้วยตัวเอง บรรยากาศทั่วไปยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีเพื่อนร่วมรบชุดเดียวกันมาร่วมงานศพกว่า 10 นาย

หนึ่งในนั้นคือจ่าสิบเอกเกียรติศักดิ์ หอมจันทร์ ได้ออกมาระบุว่าคืนสุดท้ายก่อนที่จะขึ้นเนิน 350 จ่าเริงได้มาบอกตนว่า”พี่ผมแต่งเพลง”และจะร้องให้ฟังเป็นครั้งแรก แล้วจ่าเริงก็ร้องเพลงที่แต่งโดยมีทหารรุ่นน้องมาเล่นกีตาร์ให้ หลังจากนั้นจ่าเริงได้โทรศัพท์หาลูกสาวว่าหลังกลับจากรบจะพาไปเลี้ยง KFC

สิบเอกเกียรติศักดิ์ กล่าวด้วยว่า จ่าเริง เป็นนักรบใจดี ใจกล้าทุกครั้งที่ออกรบจะต้องเอาธงชาติไทยคลุมไหล่เหมือนซุปเปอร์แมนไปด้วยทุกครั้ง น่าเสียดายที่เสียทหารดีๆไปแบบนี้

ขณะที่นางสาวชงโค คลังประโคน อายุ 48 ปี พี่สาวจ่าเริง บอกว่าน้องชายเป็นคนรักครอบครัว ทุกครั้งที่กลับจากการทำงานก็จะมากราบแม่ ทำให้พี่น้องทุกคนเห็นโดยไม่อายใคร

หลังจากนี้ตนก็จะดูแลแม่แทนจ่าเริง โดยเฉพาะหาตนได้เข้าทำงานเป็นข้าราชการทหาร ตามที่ รมว.สัญญาไว้ และจะสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมให้แม่ในวัดห้วยปอ แห่งนี้ตามเจตนารมของแม่

ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวสั้นๆหลังร่วมพิธีถึงการจะให้พี่สาวจ่าเริงซึ่งอายุได้ 48 ปีแล้วรับราชการทหารนั้น นายกฯระบุว่าทุกอย่างถ้าเป็นไปได้ไม่ผิดระเบียบ เราต้องเยียวยาอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

ธรรมนัสของขึ้น! ฉะ อภิสิทธิ์ พูดหล่อ แต่มีผลงานอะไรบ้าง เหน็บบัญชีรายชื่อตัวเองสะอาดจัง

ธรรมนัสของขึ้น! ฉะ อภิสิทธิ์ พูดหล่อ แต่มีผลงานอะไรบ้าง เหน็บบัญชีรายชื่อตัวเองสะอาดจัง

ธรรมนัสของขึ้น! ฉะ อภิสิทธิ์ พูดหล่อ แต่มีผลงานอะไรบ้าง เหน็บบัญชีรายชื่อตัวเองสะอาดจัง

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.35 น.

”ร.อ.ธรรมนัส” ของขึ้น ! ฉะแหลก หลัง ”อภิสิทธิ์” ประกาศคว่ำบาต ”กล้าธรรม” สาวไส้ยุคตนไม่เคยมีไข่ชั่งกิโล-ปัญหา ส.ป.ก.-ทำไทยเสียดินแดนศาลโลก-โรงพักกลายเป็นสุสาน – เย้ย ! พูดหล่อแต่มีผลงานอะไรบ้าง – เหน็บบัญชีรายชื่อตัวเองสะอาดจัง ไปดูได้ที่เมืองคอน – ลั่น ! ไม่ได้บังคับร่วมรัฐบาล รอให้มี สส.ในมือเกิน 25 คนก่อน 

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ว่าการที่มีผู้นำบางพรรค ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม เป็นมารยาททางการเมืองที่ไม่ควรทำ ซึ่งหากตนจะถามว่า ตั้งแต่ปี 2562 ที่ตนมาดูแลประชาชนในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ซึ่งหลาย ๆ เรื่องพวกตนได้ทำ และเกิดประโยชน์ เช่น ปัญหาไข่ไก่ ในยุคของตนไข่ไก่ไม่เคยมีปัญหา และไม่ต้องชั่งกิโลขาย ไม่ต้องจ้างต่างชาติมาศึกษาการแก้ปัญหาไข่ไก่ด้วยการชั่งกิโล และในยุคของตนนั้น ยังมีการยึดที่ดิน ส.ป.ก.จากนายทุน จากรัฐบาลในอดีตต้องเจ๊ง ยุบสภาหนี และตนต้องมาตามแก้ปัญหา และยุคใด ที่ทำให้ไทยเสียดินแดน ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะไปยินยอมรับคำพิพากษาศาลโลก และยุคใดที่โรงพัก กลายเป็นสุสาน ซึ่งผลงานชัดเจน เมื่อคราวจะเลือกตั้ง พูดจาหล่อ พูดจาเพราะ แต่มีผลงานใดที่ทำให้บ้านเมืองบ้าง ในฐานะผู้นำประเทศ

ดังนั้น ตนไม่ได้ต้องการมีวิวาทะ แต่การจะตัดสินใจร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับใคร ยังไม่ใช่เวลา และต้องให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะเลือกพรรคการเมืองใด เว้นแต่มี สส.ในมือเกิน 25 คน ค่อยมาพิจารณากัน และระหว่างนี้ จะต้องแข่งขันกันว่า จะเสนอนโยบายใด และที่ผ่านมามีผลงานใดบ้าง สร้างความเสียหายเป็นมรดกลูกหลาย ซึ่งตนจะไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน พร้อมท้าด้วยว่า ในการดีเบตเมื่อวานนี้ (23 ธ.ค.) ระหว่างการดีเบตในคอมเมนท์ด่าใครมากกว่ากัน ระหว่างคนพูด กับตนเอง

ร้อยเอก ธรรมนัส ยังขอนักการเมืองอย่าทะเลาะกัน และปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะเลือกพรรคการเมืองใดเป็น สส. ซึ่งการที่มีอดีต สส.พรรคดังกล่าว มาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เพราะอาจทำอะไรให้ประชาชน ไม่ใช่เป็นเพียงวาทะพูด แต่ไม่ทำ ซึ่งเป็นสิทธิของนักการเมืองในการสังกัดพรรค ไม่ใช่นำความแค้นในพรรคตนเอง มาถล่มพรรคการเมืองอื่น 

ร้อยเอก ธรรมนัส ยังเห็นว่า ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคใด ท้ายที่สุด ก็ต้องลาออกครั้งแล้ว-ครั้งเล่าจากการเป็นผู้นำพรรคฯ ซึ่งเป็นบทเรียน 

ส่วนที่มีผู้พยายามโจมตีตนเองไปถ่ายภาพร่วมกับบุคคลต่าง ๆ นั้น ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่า หากนำรูปมาเปิดเผย กลุ่มชนชั้นนำเกือบทั่วประเทศที่ร่วมถ่ายรูปด้วย รวมถึง สส. และข้าราชการ ซึ่งจะต้องแยกแยะสแกมเมอร์ และการพนันผิดกฎหมาย จะเหมารวมทุกอย่างไม่ได้ และการเล่นการเมือง ต้องรู้จักแยกแยะ น้อง ๆ หลายคนที่เล่นการเมือง ฟันน้ำนมยังไม่หลุดจากปาก อย่าอวดเก่งมาก เพราะชีวิตยังอีกไกล รักษาตัวเองดี ๆ บางคนปากกล้าพูดไปเรื่อยตนก็แจ้งความไปเรื่อยต่างกรรมต่างวาระ

ร้อยเอก ธรรมนัส ยังยืนยันว่า พรรคกล้าธรรม ทำมากกว่าพูด และตนเข้ามาเวทีการเมืองนั้น ตนไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะประชาชนฐานราก และเหตุที่ตนมีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาล ตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐ เพื่อสร้างความสามัคคี เช่น สมัยพรรคพลังประชารัฐ ที่ตนใช้ม็อตโต้ก้าวข้ามความขัดแย้ง พร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีที่นักการเมืองชอบสร้างประเด็นแตกแยกทางสังคม จนประชาชนสับสน และยังไม่ทันเริ่มการรับสมัคร สส.ก็เริ่มซัดกันนัวเนียแล้ว

ร้อยเอก ธรรมนัส ยังย้ำว่า พรรคกล้าธรรม ไม่แตะนโยบายการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม พรรรคกล้าธรรม จะยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง และอย่าตัดสินใจแทนประชาชน 

ส่วนการประกาศของนายอภิสิทธิ์ จะกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคกล้าธรรมหรือไม่นั้น ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่า ตนเองไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ เพราะไปกระทบกับพรรคการเมืองเก่า ของสมาชิกส่วนหนึ่งที่ย้ายมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมว่า พรรคดังกล่าว วิบัติอย่างไร เพราะเมื่อประกาศมาแล้ว แต่ถึงเวลาคณะกรรมการบริหารพรรค ไม่เห็นด้วย ตนต้องลาออกไป ทั้งที่เป็นสถาบันการเมืองของประเทศมาอย่างยาวนาน ซึ่งตนมาสร้างพรรคฯ ของตน ไม่ต้องใช้เวลานาน แต่ใหญ่โต เพราะพูดน้อย แต่ทำมาก ไม่ต้องพูดเอาหล่อเอาเพราะ พร้อมย้ำว่า คนเราอดีตไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ต้องทำปัจจุบันให้ดี คนบางคนภาพหล่อ แต่อดีตก็ไม่ทำธรรมดาเช่นกัน 

ส่วนที่พรรคประชาชน ก็ประกาศจะไม่ร่วมพรรคกล้าธรรม และจะไม่ยอมให้ร้อยเอกธรรมนัสขานชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่ ตนอย่างตนไม่เคยขานชื่อใครเป็นนายกรัฐมนตรี และมีความชัดเจน ไม่ต้องดัดจริต เน้นความชัดเจน ไม่สามารถบังคับได้ และที่ผ่านมา ผู้ที่พูดเช่นนี้ ก็เสร็จทุกราย และตนอยู่ในเวทีการเมือง ศัตรูหมู่มารที่เป็นศัตรูของตนจบไม่สวยสักราย เวรกรรมตามสนอง และตนเป็นสวดมนต์ทุกเช้า และก่อนนอน แผ่นเมตตาถึงแต่ละคน 

ส่วนการร่วมเวทีดีเบตนั้น ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่า ตนได้พูดคุยกับคนในรัฐบาลว่า เวทีต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ตนจะไป แต่ถ้ายุให้คนทะเลาะกัน ตนจะไม่ไป เพราะเป็นคนอุณหภูมิเดือดไว 

ร้อยเอก ธรรมนัส ยังเปิดเผยอีกว่า เมื่อคืนนี้ (23 ธ.ค.) ได้คุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังมีหลายพรรคการเมืองประกาศไม่ร่วมรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย และกล้าธรรมจะทำอย่างไรนั้น ซึ่งนายอนุทิน ได้ตอบกลับมาว่า เราก็ต้องอยู่ด้วยกัน จะไปยากอะไร 

ส่วนที่มีผู้เรียกพรรคกล้าธรรม เป็นพรรคเทานั้น ร้อยเอก ธรรมนัส ได้ย้อนถามว่า อะไรคือเทา และตนเองผ่านกระบวนการยุติธรรม และพิสูจน์ตัวเองมาทุกอย่าง แต่คนที่ขาว ๆ เบื้องหลังเทาทั้งนั้น เช่น พรรคที่โจมตีตนเองนั้น บัญชีรายชื่อมีใครขาวบ้าง บางคนดำด้วยซ้ำไปแถวนคร ทั้งน้ำมันเถื่อน ทั้งเกเร บ่อนการพนัน ซึ่งอย่าให้คนพูดมากกว่านี้ ตนไม่ได้ว่าใคร แต่ไปดูเมืองนครได้ เช่น ผู้การนคร แสดงให้เห็นถึงอะไร มีอดีตรัฐมนตรีนครเป็นใคร 

ชัยวุฒิ จี้ อภิสิทธิ์ ชี้แจงให้ชัด จะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่?

ชัยวุฒิ จี้ อภิสิทธิ์ ชี้แจงให้ชัด จะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่?

ชัยวุฒิ จี้ อภิสิทธิ์ ชี้แจงให้ชัด จะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่?

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

‘ชัยวุฒิ’ จี้ ‘อภิสิทธิ์’ ชี้แจงให้ชัด จะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ หลังประกาศไม่ร่วม ‘กล้าธรรม’ ชี้ FC ประชาธิปัตย์สับสน 

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบนเวทีไทยรัฐดีเบต ว่า “จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม”  ซึ่งนายชัยวุฒิ ได้ตั้งข้อสังเกตว่านายอภิสิทธิ์อาจหลงลืมอะไรไป เพราะที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้กับระบอบทักษิณ และพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า หากนายอภิสิทธิ์อ้างเหตุผลว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม เพราะมีปัญหาเรื่อง เบน สมิธ ทุนสีเทา และ สแกมเมอร์ ก็ต้องตอบให้ชัดเจนด้วยว่า จะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามกับนายอภิสิทธิ์ว่า ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าทุนเหล่านี้เข้ามาพร้อมคนที่จะเปิดคาสิโน ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

หัวหน้าพรรครักชาติยังระบุว่า ขณะนี้แฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์กำลังสับสน และนายอภิสิทธิ์ควรชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ไม่ใช่ย้ำเพียงว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยคือปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องสู้ต่อไป

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิยังกล่าวถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า ปัญหาสงครามทำให้ประชาชนเดือดร้อน และตั้งคำถามว่า หากนายอภิสิทธิ์ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย จะแก้ปัญหาชายแดนได้หรือไม่พร้อมทิ้งท้ายว่า “ความขัดแย้งทั้งหมดเกิดมาจากพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ ท่านก็รู้ ?”

จบแล้ว! ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระดับเลขานุการ ใช้เวลาแค่ 30 นาที

จบแล้ว! ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระดับเลขานุการ ใช้เวลาแค่ 30 นาที

จบแล้ว! ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระดับเลขานุการ ใช้เวลาแค่ 30 นาที

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.54 น.

จบแล้ว! ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระดับเลขานุการ ใช้เวลาแค่ 30 นาที

24 ธ.ค.68 เมื่อเวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พลตรี แญม โบราเดน รองหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา นำคณะเดินทางถึงด่านพรมแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในระดับเลขานุการ

ในการประชุมครั้งนี้ พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย เป็นประธานการประชุมร่วมกับ พลตรี แญม โบราเดน และคณะทำงานฝ่ายกัมพูชา เพื่อหารือข้อราชการและประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ

ล่าสุด การประชุมใช้เวลาประมาณ 30 นาที เสร็จสิ้นการประชุม โดยฝ่ายกัมพูชารีบเดินข้ามแดนกลับทันที

ขอบคุณ : รายการเรื่องเด่นเย็นนี้