ดร สามารถ ราชพลสิทธิ์ โพสต์ร่ายยาว วงการวิศวกรรมไทย บทเรียนที่ถูกลืม

ดร สามารถ ราชพลสิทธิ์ โพสต์ร่ายยาว วงการวิศวกรรมไทย บทเรียนที่ถูกลืม

ดร สามารถ ราชพลสิทธิ์ โพสต์ร่ายยาว วงการวิศวกรรมไทย บทเรียนที่ถูกลืม

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.17 น.

วันนี้ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายโยธาและจราจร เคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึง วงการวิศวกรรมไทย ปี 2568 นี้ ที่มีเหตุกาณ์หลากหลายอย่างเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ตึก สตง. ถล่ม, ถนนกลางกรุงยุบ…, มาตรฐานวิชาชีพ ที่ทั้ง 3 เหตุการณ์นี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนวงการวิศวกรรมของไทย ที่ยังคาราคาซังไม่มีคำตอบให้กับประชาชน หรือแม้แต่ในวงการวิศวกรรมไทยด้วยกันเอง

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ยังเสริมอีกว่า “วิศวกรรมไม่ใช่แค่ตัวเลข หรือแบบ แต่คือ ชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของสังคม ทั้งหมดนี้ ด้วยความหวังดีต่อวิศวกรไทยทุกคน เพราะผมยังเชื่อมั่นว่าวิศวกรไทยส่วนใหญ่คือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพ คำถามคือ… เราจะช่วยกันทำอย่างไรไม่ให้ปี 2568 กลายเป็นเพียง “บทเรียนที่ถูกลืม””

สามารถ ราชพลสิทธิ์

“ปี 2568 วงการวิศวกรรมไทย…สะเทือนทั้งประเทศ!

ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะ “วิศวกร” ไม่มีวันลืมปี 2568 ได้ลง ปีที่ไม่ใช่แค่เกิดอุบัติเหตุ แต่คือปีที่ความเชื่อมั่นต่อวิศวกรไทยถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง

เพียงปีเดียวเกิดเหตุใหญ่ 2 เหตุการณ์ ที่ต้องถูกบันทึกไว้เป็นบทเรียนสำคัญของวงการ เพื่อไม่ให้ความสูญเสียเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

1. ตึก สตง. ถล่ม… บาดแผลครั้งใหญ่ของวิศวกรรมไทย 28 มีนาคม 2568 ควรถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วิศวกรรมไทย อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หลังใหม่เป็นอาคารเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่พังถล่มราบลงจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา

ผลการตรวจสอบของ สตง. ที่เปิดเผยออกมา ระบุสาเหตุสำคัญ เช่น (1) กำลังรับแรงของคอนกรีตผนังรับแรงเฉือนต่ำกว่าเกณฑ์ (2) แบบรายละเอียดก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ และ (3) ระยะฝังเหล็กเสริมบริเวณจุดต่อ Link Beam กับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้โครงสร้างบริเวณนั้นอ่อนแอ และสุดท้าย… มีวิศวกรหลายรายต้องถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาออกแบบ ควบคุมงาน และก่อสร้าง โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทางวิศวกรรมและกฎหมาย

นี่ไม่ใช่แค่คดี แต่มันคือ คำถามใหญ่ต่อมาตรฐานวิชาชีพ

2. ถนนกลางกรุงยุบ… คำถามที่ยังไร้คำตอบ

เช้าวันพุธที่ 24 กันยายน 2568 คนกรุงเทพฯ ตื่นมาพร้อมภาพช็อกทั้งประเทศ “ถนนยุบ” หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ย่านดุสิต ใจกลางเมืองหลวง บนแนวเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ภาพนั้นแสดงให้เห็นหลุมลึกขนาดใหญ่ รถไม่สามารถผ่านได้ เจ้าหน้าที่ต้องปิดถนนและเร่งซ่อมแซมตลอดทั้งวัน

แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า… จนถึงวันนี้ (31 ธันวาคม 2568) ผ่านมากว่า 3 เดือนแล้ว ยังไม่มีรายงานผลสอบสวนอย่างเป็นทางการว่าแท้จริงแล้ว “ถนนยุบ… เพราะอะไร?”

คนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะในแวดวงวิศวกรรมกำลังรอคำตอบ เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำอีก

3. ข้อเตือนใจถึงวิศวกรไทยทุกคน เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้อีก… หากยังมีวิศวกรบางคน ทำงานแบบไม่รอบคอบ ขาดจรรยาบรรณ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ยอมโค้งงอให้ผู้มีอำนาจหรือนายทุน และละทิ้ง “มาตรฐานวิชาชีพ”

วิศวกรรมไม่ใช่แค่ตัวเลข หรือแบบ แต่คือ ชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของสังคม

ทั้งหมดนี้ ด้วยความหวังดีต่อวิศวกรไทยทุกคน เพราะผมยังเชื่อมั่นว่าวิศวกรไทยส่วนใหญ่คือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพ

คำถามคือ… เราจะช่วยกันทำอย่างไรไม่ให้ปี 2568 กลายเป็นเพียง “บทเรียนที่ถูกลืม””

สามารถ ราชพลสิทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte 

ยศชนัน ลุยหาเสียงตลาดสายเนตร ย้ำ รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ทำได้ไม่เกิน 6 เดือน

ยศชนัน ลุยหาเสียงตลาดสายเนตร ย้ำ รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ทำได้ไม่เกิน 6 เดือน

ยศชนัน ลุยหาเสียงตลาดสายเนตร ย้ำ รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ทำได้ไม่เกิน 6 เดือน

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.16 น.

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 07:00 น. นาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 15 เบอร์ 6 นายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 14 เบอร์ 2 และคณะทำงานพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่หาเสียงยามเช้า ณ ตลาดสายเนตร เขตคันนายาว กรุงเทพฯ พร้อมรับประทานข้าวแกงในตลาด บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าต้อนรับพร้อมสะท้อนถึงปัญหาต่างๆโดยเฉพาะเรื่องปัญหาปากท้อง ความต้องการใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ลดภาระค่าครองชีพ และหวยเกษียณ 

นายยศชนันกล่าวว่า ตลอดที่ได้ลงพื้นที่ได้รับกำลังใจจากพี่น้องประชาชนอย่างมาก ได้พูดคุยกันเรื่องนโยบายพอสมควร นโยบายหลายอย่างของเราโดนใจพี่น้องประชาชน ที่ผ่านมานายพลภูมิได้ลงพื้นที่ตลอดเวลา ไม่เคยทิ้งพี่น้องประชาชนมั่นใจว่าครั้งนี้จะกลับมาได้

ยศชนัน

“เราพยามที่จะทำไปข้างหน้ามีเวลาอีกหนึ่งเดือน ในเรื่องของกระแสไม่มีปัญหา สิ่งที่สำคัญคือการส่งมอบนโยบายที่ถูกต้องให้กับคนในพื้นที่ ตรงนี้จะเป็นจุดที่น่าจะนำคะแนนกลับมา”

นายยศชนันกล่าวอีกว่า ได้ถามพี่น้องประชาชนพบเรื่องปากท้อง ไม่ว่าจะจุดไหนของกรุงเทพ มีเรื่องของหนี้สิน และรถไฟฟ้า 20 บาทสาย ที่พี่น้องประชาชนรออยู่ สามารถผลักดันได้ใช้ ภายใน 3-6 เดือน ส่วนประชาชนในหลายพื้นที่อาจไม่ได้อยู่ติดรถไฟฟ้า เรามีนโยบายรถเมล์แอร์ 10 บาท ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3.70 บาท สามารถทำได้โดยนำระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทนกลับมาด้วย เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งจะทำให้ลดค่าไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน และ เรื่องหวยเกษียณ ที่จะสร้างการออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณได้ สามารถทำต่อได้ทันทีหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาล

ยศชนัน

ส่วนเรื่องที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ระบุว่าอยากให้มีการเลือกตั้งแบบแฟร์ ไม่อยากให้ชกใต้เข็มขัดนั้น นายยศชนันกล่าวว่า เรื่องนี้ตนเป็นคนยืนยันมาเสมอว่า สิ่งสำคัญคือต้องไปข้างหน้ามองที่ประเทศมองที่ประชาชนที่เดือดร้อน เพราะปีหน้าเป็นปีที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น แต่เป็นปีแห่งโอกาส ตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้ว เราจะมามองไปข้างหลังว่าใครจะดีกว่ากันไม่ดีกว่ากันไม่มีประโยชน์ ก็มองไปข้างหน้า ให้ของขวัญกับพี่น้องประชาชนเป็นนโยบายที่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตกลับขึ้นมาอีกครั้ง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการทุจริตกันเลือกตั้งเราได้มีการติดตามทางพรรคเพื่อไทยได้มีการตั้งกองตรวจสอบเหตุทุจริตการเลือกตั้ง นำโดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค โดยเราจริงจังกับเรื่องนี้เพราะพรรคเราโดนกระทำครั้งมาหลายครั้ง เชื่อว่าจะมีเหตุทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่ผู้สมัครต้องคอยสอดส่องดูแล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กกต. และหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมคอยสอดส่อง ในช่วงต้นของการเลือกตั้งอาจจะยังไม่มีการลงไปซื้อเสียง แต่เรามีการเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง

ยศชนัน

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่กรุงเทพมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์การเมือง สิ่งที่พรรคการเมืองทำได้คือการนำเสนอนโยบาย รวมถึงแนวอุดมการณ์ความคิดของพรรคที่เป็นประจักษ์กับพี่น้องประชาชน เราจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน

ด้านนายพลภูมิกล่าวว่า มีความมั่นใจที่จะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ของตนเอง โดยการเลือกตั้งครั้งที่แล้วที่พลาดไป ตลอดสามปีที่ผ่านมาตนได้ลงพื้นที่ตลอด วันนี้พี่น้องประชาชนเห็นว่าระหว่างกระแสกับคนทำงาน ให้เค้าเปรียบเทียบกัน วันนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมในเรื่องของนโยบาย ตัวคนทำงานในพื้นที่ก็พร้อมเลือกตั้งรอบนี้ ตนมีความหวังแน่นอน

ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน

‘จินนี่’ส่งทนายฟ้อง‘โดม’ คอมเมนต์คุกคามทางเพศ

‘จินนี่’ส่งทนายฟ้อง‘โดม’  คอมเมนต์คุกคามทางเพศ

‘จินนี่’ส่งทนายฟ้อง‘โดม’ คอมเมนต์คุกคามทางเพศ

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“โดม-ปกรณ์ ลัม” ยอมรับเป็นคนโพสต์เอง คอมเมนต์ใต้ภาพ “จินนี่- ยศสุดา” ลูกสาว‘คุณหญิงสุดารัตน์’ ทำชาวเน็ตวิจารณ์สนั่นโซเชียล งง ทำไมโพสต์แรงแบบนี้ ด้านสาวจินนี่ไม่ทนส่งทนายฟ้องเอาผิดคุกคามทางเพศ

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเพจ โดม ปกรณ์ ลัม ศิลปินชื่อดังไปแสดงความคิดเห็นใต้ภาพของน.ส.ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือจินนี่ ลูกสาวของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ในเพจของ ดิว วีรวัฒน์ ด้วยข้อความที่ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลอย่างหนัก ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ไม่คิดว่า โดม จะมาคอมเมนต์ด้วยถ้อยคำในลักษณะคุกคามทางเพศรุนแรงแบบนี้

ต่อมาโดมออกมาโพสต์ชี้แจงว่า “สำหรับที่มีคอมเมนต์ผมในเพจคุณดิว ผมไม่ได้โพสต์นะครับ แต่อยากขอโทษ ต้องหาตัวก่อนว่าใครโพสต์”

โดมชี้แจงอีกว่า โทรเช็คกับแอดมิน 7 คนแล้ว สงสัยว่าตัวเองจะเป็นคนโพสต์เอง เพราะเมื่อคืนมีกินเลี้ยงกันจนดึกแล้วปกติมีการพูดคุยกับ ดิว วีรวัฒน์ ในทำนองแซวเล่นกันเป็นประจำ และไม่ทราบจริงๆว่าผู้หญิงในรูปเป็นใคร นอกจากนี้ โดมยังบอกว่า ตื่นมาก็งงเข้าไปอ่าน ไม่คิดว่าเป็นตัวเองเพราะปกติเป็นคนให้เกียรติผู้หญิงเสมอ

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์ข้อความแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นในฐานะแม่ โดยระบุว่า แม้สภาพร่างกายของตนเองจะไม่แข็งแรงในช่วงนี้ แต่ไม่สามารถนิ่งเฉยต่อการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นกับลูกสาวได้ จึงขอใช้สิทธิ์ในฐานะแม่ปกป้องศักดิ์ศรีของลูกสาวและผู้หญิงทุกคนอย่างถึงที่สุด โดยย้ำว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร ไม่ว่าจะเพศใด และไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมทางเพศ และเข้าข่ายการละเมิดกฎหมาย ยืนยันว่าการเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เพื่อย้ำว่าสังคมไทยไม่ยอมรับการคุกคามทางเพศในทุกรูปแบบ ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบทั้งทางสังคมและกฎหมายอย่างยุติธรรม เพื่อสร้างสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน

ขณะที่ น.ส.ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ ได้โพสต์ข้อความในบัญชีอินสตาแกรมส่วนตัว “Jinnieyy” เพื่อแสดงความรู้สึกว่า เสียใจและผิดหวังอย่างยิ่งที่ในสังคมปัจจุบันยังมีชุดความคิดและการกระทำที่ไม่ให้เกียรติผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อมาจากบุคคลสาธารณะซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของคนจำนวนมาก

“จินนี่เข้าใจว่าการทำงานทางการเมืองย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่บวกและลบ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ความคิดเห็นทางการเมือง หากแต่เป็นเรื่องของการให้เกียรติกันและกัน จินนี่ขอให้ความผิดพลาดนี้เป็นกรณีศึกษา และออกมาพูดเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของทั้งตัวเองและผู้หญิงทุกคน รวมถึงยืนยันว่าการสื่อสารที่ละเมิดและคุกคามทางเพศไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องปกติในสังคม”น.ส.ยศสุดาระบุ พร้อมขอบคุณทุกข้อความและกำลังใจที่ส่งมาให้

นอกจากนี้ สมาชิกพรรคไทยสร้างไทย โดยนายภัชริ นิจสิริภัช ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรค โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวประกาศว่า เตรียมส่งทีมทนายความดำเนินคดีกับนายปกรณ์ ลัม ข้อหาคุกคามทางเพศตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการคุกคามทางเพศ พ.ศ. 2568 ซึ่งเพิ่งประกาศใช้วันนี้ และพ.ร.บ.ว่าด้วยการทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อีกทั้ง ยังระบุว่า โดม อาจเป็นรายแรกที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับใหม่นี้ พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมทางเพศ สร้างสังคมที่ปลอดภัยและยุติธรรมมากขึ้น

ต่อมาเวลา 15.30 น. ที่ สน.พหลโยธิน นายปริเยศ อังกูรกิตติ ในฐานะโฆษกพรรคไทยสร้างไทย พร้อม นายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคไทยสร้างไทย ในฐานะทนายความผู้ได้รับอำนาจของนางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ “จินนี่” ลูกสาวของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ “โดม ปกรณ์ ลัม” ข้อหาความผิดคุกคามทางเพศต่อผู้อื่นลงในระบบคอมพิวเตอร์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 284/1 วรรค 3 ซึ่งทีมทนายความหอบเอกสารเป็นภาพและคลิปที่โดม ปกรณ์ ลัม เข้าไปแสดงความคิดเห็น รวมถึงคลิปที่ออกมาขอโทษและยอมรับผิดว่า น่าจะเป็นตนเองที่เป็นคนแสดงความคิดเห็น

นายศุชัยวุธเผยว่า น.ส.จินนี่ ครอบครัว และสมาชิกพรรค เห็นว่าการกระทำของโดม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อปกป้องสิทธิสตรี และที่คุณโดมอัดคลิปล่าสุดยอมรับ เราต้องทำเพื่อเป็นการปกป้องคุณจินนี่ และสุภาพสตรีคนใดคนหนึ่ง จึงมาใช้สิทธิ์ครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าว โดม ปกรณ์ ลัมพยายามติดต่อมาหลายครั้งขอเจรจาใช่หรือไม่ นายศุชัยวุธกล่าวย้ำว่า ตนเห็นข่าวที่คุณโดมชี้แจง เรานำมาเป็นหลักฐานด้วย เห็นว่าควรทำอะไรให้ชัดเจนมากกว่านี้

ด้านนายปริเยศ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยเพิ่มเติมถึงสภาพจิตใจของจินนี่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มีความแข็งแกร่งในการฝ่าฟันเรื่องนี้ไปได้ ซึ่งเราได้มีการพูดกันทราบว่าคุณจินนี่และครอบครัวตัดสินใจอย่างมีวุฒิภาวะ

‘สีหศักดิ์’จี้ผู้นำกัมพูชาต้องรักษาคำพูด เตือนอย่ายั่วยุ กองทัพจับตาโดรนสอดแนม

‘สีหศักดิ์’จี้ผู้นำกัมพูชาต้องรักษาคำพูด  เตือนอย่ายั่วยุ  กองทัพจับตาโดรนสอดแนม

‘สีหศักดิ์’จี้ผู้นำกัมพูชาต้องรักษาคำพูด เตือนอย่ายั่วยุ กองทัพจับตาโดรนสอดแนม

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘สีหศักดิ์’จี้ผู้นำกัมพูชาต้องรักษาคำพูด เตือนอย่ายั่วยุ กองทัพจับตาโดรนสอดแนม กกล.บูรพาตั้งคอนเทนเนอร์ กั้นพรมแดนบ้านหนองจาน

“ทภ.2”แจ้งหยุดยิงครบ 72 ชม.ไร้ปะทะ พบกัมพูชาเตรียมกำลัง-เคลื่อนย้ายกำลังบำรุง-ปฏิบัติข่าวกรอง ใช้โดรนบินลาดตระเวน ตรวจแนวรบฝ่ายไทย กองทัพแจงภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำเดินหน้าปกป้องอธิปไตยควบคู่เจรจา แต่ยังเฝ้าระวังลาดตระเวนเข้ม 24 ชม. “นายกฯ” เผย ยังไม่ได้ฟังผลประเมินหลังครบกำหนดหยุดยิง ส่วน การปล่อยตัว 18 เชลยศึก รอฝ่ายดำเนินการประเมิน ปัดตอบ “ฮุน เซน”ไม่ยอมรับพื้นที่ไทยปักธง บอกใครอยากพูดอะไรพูดไป แต่ส่วนตัวมั่นใจพื้นที่ของไทย ย้ำครม.เดินหน้าทำงานาเต็มที่ หากเกียร์ว่างขอให้ปรับจนกว่ามีรบ.ชุดใหม่ “สีหศักดิ์”บี้เขมรรักษาคำพูด อย่ายั่วยุ เพื่อให้เกิดหยุดยิงยั่งยืน ชี้ถกเจบีซี ไทยไม่ได้ยื้อ แต่มีขั้นตอนต้องดูข้อก.ม. อาจได้ประชุมในรบ.หน้า

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 ธันวาคม กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) รายงานสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ตามข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งครบ 72 ชั่วโมง เวลา 12.00.น.วันนี้ ทภ.2 พบว่า ภาพรวมยังไม่มีการปะทะด้วยอาวุธหนัก แต่ยังตรวจพบความเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการส่งกำลังบำรุงและการใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อการตรวจการณ์

เขมรเคลื่อนย้ายกำลัง-อุปกรณ์ไปแนวหน้า

ทภ.2 สรุปสถานการณ์ชายแดน 4 จังหวัดดังนี้ ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ช่องบก ตรวจพบรถบรรทุกของฝ่ายตรงข้ามประมาณ 30 คัน เคลื่อนย้ายจากบ้านจาร์ไปบ้านโกนปรัมเบย คาดว่าเป็นการส่งกำลังบำรุงและอุปกรณ์เข้าสู่พื้นที่แนวหน้า ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้าไม่พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ หลายพื้นที่แนวชายแดน อาทิ ช่องซำแต โดนตวล ภูผี สัตตะโสม พนมประสิทธิโส และช่องตาเฒ่า ตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังบำรุงของฝ่ายตรงข้าม โดยใช้รถบรรทุกประมาณ 30 คัน จากบ้านจาร์ไปยังบ้านโกนปรัมเบย นอกจากนี้ ระหว่างการปฏิบัติภารกิจเคลียร์พื้นที่บริเวณสัตตะโสม ชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 1 นาย พื้นที่ปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย ตรวจพบรถบรรทุกเคลื่อนย้ายจากบ้านโกมุยไปปากช่องคานม้า

ใช้โดรนตรวจแนวรบ-ปฎิบัติการฝ่ายไทย

ขณะที่พื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน ตรวจพบโดรนประมาณ 10 ลำ บินจากหลังเนิน 281 มุ่งหน้าภูมะเขือ ที่ความสูงประมาณ 1,000 เมตร คาดว่าเป็นการตรวจการณ์แนววางกำลังของฝ่ายไทย ส่วนพื้นที่ช่องสะงำยังคงเงียบสงบ

ส่วนชายแดนจังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม ช่องเปรอ และช่องระยี ไม่พบความเคลื่อนไหวที่สำคัญ พื้นที่ปราสาทคนา ตรวจพบทหารกัมพูชาออกลาดตระเวน คาดว่าเป็นการเฝ้าติดตามการปฏิบัติของฝ่ายไทย

ขณะที่พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ตรวจพบโดรนจำนวนมากถึงประมาณ 31 ลำ บินเข้ามาในพื้นที่การรบและหมู่บ้านใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานว่าเป็นการตรวจสอบแนวการวางกำลังของฝ่ายไทย

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู ตรวจพบโดรนราว 50 ลำ บินจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศเหนือ ที่ความสูงประมาณ 900–1,000 เมตร คาดว่าเป็นการตรวจการณ์ทางทหารเช่นกัน โดยตลอดทั้งวันไม่พบการปะทะด้วยอาวุธหนักหรือการยิงตอบโต้โดยตรง สถานการณ์อยู่ในลักษณะหลังการหยุดยิง กิจกรรมการรบลดลง แต่ยังคงมีการเตรียมกำลัง เคลื่อนย้ายกำลังบำรุง และการปฏิบัติด้านข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง

ชี้เขมรยังเป็นภัยคุกคามระดับสูง

“ฝ่ายกัมพูชาลดการใช้อาวุธยิงระยะไกล หันมาใช้อากาศยานไร้คนขับจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ขณะที่ไทยยังตรึงกำลังในที่ตั้ง ควบคุมพื้นที่และรักษาเสถียรภาพของแนวป้องกันได้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ศรีสะเกษสะท้อนว่า ภัยคุกคามเชิงไม่สมมาตรยังอยู่ในระดับสูง จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน การทำพื้นที่ให้ปลอดภัย และการคุ้มครองกำลังพลอย่างต่อเนื่อง”

กองทัพจับตาเข้มโดรนสอดแนมไทย

เวลา 14.00 น. ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาแถลงว่า ภาพรวมกระแสสังคมไทยยังเป็นไปในทิศทางบวก ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นบทบาทของทหารและการดูแลของรัฐบาล โดยเฉพาะการเสียสละของกำลังพลและพลังสนับสนุนจากภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังกังวลต่อความจริงใจของกัมพูชา ซึ่งรัฐรับฟังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับกรณีพบทุ่นระเบิดสังหารและสมุดระบุพิกัดวางระเบิด กองทัพยืนยันว่า หลักฐานที่ตรวจพบชี้ชัดถึงความพยายามทำร้ายทหารไทย เข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา โดยไทยรวบรวมข้อมูลเป็นระบบ และดำเนินการผ่านกลไกสากลตามมาตรฐานที่เหมาะสม

ส่วนการพบโดรนจำนวนมากตามแนวชายแดน ถือเป็นประเด็นความมั่นคงที่ไทยให้ความสำคัญสูงสุด กองทัพประเมินสถานการณ์และใช้มาตรการที่จำเป็น ได้สัดส่วนและยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ลั่นหยุดยิงใม่ใช่ยอมจำนนตรึงกำลังป้องปท.

ส่วนข้อกังวลของประชาชนบางส่วนที่มองว่ารัฐ “อ่อนข้อ” ให้กัมพูชา กองทัพชี้แจงว่า การเจรจาและการหยุดยิงเป็นเครื่องมือเพื่อลดความสูญเสีย ไม่ใช่การยอมจำนน ไทยยังคงตรึงกำลัง เฝ้าระวัง และพร้อมปกป้องอธิปไตยตลอด 24 ชั่วโมง โดยมิติการทูตและการทหารเดินไปพร้อมกันอย่างสมดุล

ในประเด็นบทบาทของจีนนั้น กองทัพระบุว่า จีนสนับสนุนแถลงการณ์ร่วมของ GBC ในฐานะประเทศที่ส่งเสริมเสถียรภาพของภูมิภาค ไทยรับฟังทุกข้อเสนอ แต่การตัดสินใจยึดผลประโยชน์ชาติ ความโปร่งใส และอธิปไตยของไทยเป็นหลัก

ย้ำเดินหน้าป้องอธิปไตยแต่ไม่ปิดช่องเจรจา

ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนด 72 ชั่วโมงของการหยุดยิง ไทยจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด หากมีการยั่วยุหรือละเมิดข้อตกลง ไทยมีสิทธิและความพร้อมปกป้องตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้กระบวนการเจรจาเดินหน้าต่อ เพื่อคืนความสงบสุขตามแนวชายแดน และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนกรณีกัมพูชานัดประชุม JBC อย่างเร่งด่วน สะท้อนว่ากลไกทวิภาคียังทำงาน ไทยพร้อมเข้าร่วมภายใต้เงื่อนไขที่ไม่กระทบอธิปไตย ยึดหลักความสมัครใจ เท่าเทียมและความปลอดภัยในพื้นที่

ต่อคำแถลงของกัมพูชาที่ปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยนั้น กองทัพย้ำว่า ไทยยึดข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่โต้ตอบด้วยอารมณ์ การสื่อสารมุ่งสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีสากล และเปิดกว้างต่อการตรวจสอบที่เป็นธรรม ขณะที่ท่าทีจากนานาชาติ เช่น สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการลดความตึงเครียด ไทยยินดีต่อการสนับสนุนสันติภาพ แต่การตัดสินใจทุกอย่าง ยังตั้งอยู่บนอธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนไทยเป็นที่ตั้ง

มทภ.2บินด่วนเยี่ยมทหารที่รพ.สุรินทร์

เวลา 11.00 น. ที่ตึกอุบัติเหตุและอาคาร 9 ชั้นที่ 6 โรงพยาบาลสุรินทร์ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่2 เดินทางเข้าเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลสุรินทร์

โดยนพ.ชวมัย สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญติดตามดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดตลอด24ชั่วโมง ทำให้ครอบครัวของทหารที่รับบาดเจ็บมีกำลังใจขึ้นมาก ที่เห็นท่านแม่ทัพมาเยี่ยมถึงโรงพยาบาล และล่าสุดอาการลูกชายอาการดีขึ้น ทั้งนี้ พลโท วีระยุทธ มอบกระเช้าพร้อมเงินสดจำนวนหนึ่งให้ทหารที่บาดเจ็บพร้อมกับครอบครัวผู้ดูแล เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารผู้กล้าต่อไป

ทภ.1ยกเลิกเคอร์ฟิวสระแก้วมีผลทันที

วันเดียวกัน กองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ยกเลิกประกาศห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด ตามที่ กองกำลังบูรพา ได้ออกประกาศห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 19.00 น. – 05.00 น. ในพื้นที่อำเภอ ตามแนวชายแดน จังหวัดสระแก้ว ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และอำเภอคลองหาด ลงวันที่ 10 ธันวาคมนั้น เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่ที่ปรากฏภัยคุกคาม ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จากภายนอกราชอาณาจักรอยู่ในระดับที่ควบคุมได้แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด จึงให้ยกเลิกประกาศห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

วางตู้คอนเทนเนอร์กั้นพรมแดนหนองจาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ Army Military Force โพสต์ข้อความพร้อมภาพที่หมู่บ้านโจกเจย หรือ หมู่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ที่กกล.บูรพายึดคืนมาจากเขมร ก่อนลงนามหยุดยิง 72 ชั่วโมง วันนี้ (30 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ทหารนำตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้รับบริจาคมาก่อนหน้านี้มาวางกั้นเป็นแนวรั้ว ตามแนวชายแดน พร้อมปักธงชาติแสดงแนวเขตอธิปไตยของไทย สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ชาวบ้านในพื้นที่

ชาวบ้านสายตะกูผวาEODกู้ระเบิดได้อื้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเพิ่มเติมว่า หลังรัฐบาลสองฝ่ายลงนามหยุดยิงและอนุญาตให้ชาวบ้านกลับเข้าบ้านได้แล้ว แต่ประชาชนจำนวนหนึ่งยังเผชิญอันตรายจากระเบิดตกค้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งพบลูกจรวดหลายลำกล้อง BM-21 และกระสุนปืน ค. ตกกระจายตามไร่นาและสวนยางพาราของชาวบ้าน

นายวุฒิไกร ฉิมงาม ผู้ใหญ่บ้านบ้านสายโท 10 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ชุด EOD ระดมกำลังค้นหาแค่วันครึ่ง เจอระเบิดที่ยังไม่ทำงานมากวกว่า 20 ลูก คาดว่าจะมีหลงเหลืออีกจำนวนมาก เพราะช่วงปะทะเดือดเขมรยิงถล่มมาวันละไม่ต่ำกว่า 50 ลูก ตอนนี้ต้องเตือนลูกบ้านห้ามเข้าไปใกล้ หากพบวัตถุต้องสงสัยให้รีบแจ้งทันที พร้อมยอมรับว่าชาวบ้านยังกังวลเรื่องข่าวเขมรบินโดรนรุกราน และเคลื่อนกำลังทหารอยู่ตลอดเวลา

ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนเผยว่า แม้หลังเที่ยงวันนี้จะครบ 72 ชั่วโมงการหยุดยิง และยังไม่ได้ยินเสียงปืน แต่ตนก็ไม่นิ่งนอนใจ หลังกลับมาจากศูนย์อพยพได้รีบซักผ้าและเก็บกระเป๋าสัมภาระเตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลา เผื่อมีการปะทะรอบที่ 3 จะได้หนีได้ทัน พร้อมทิ้งท้ายว่า “ไม่เชื่อใจเขมรว่าจะหยุดยิงจริง”

ลั่นพื้นที่ไทยปักธงเป็นของปท.ไทย

เวลา12.38 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังครบกำหนดหยุดยิง 72 ชั่วโมง ในการลงนาม Joint Statement ระหว่างไทย-กัมพูชา ช่วงเที่ยงวันเดียวกันนี้ว่า ยังไม่ได้ฟังผลการประชุมประเมินว่าอย่างไร แต่เราทำตามข้อตกลง ส่วนจะปล่อยตัวเชลยศึกเลยหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ เป็นเรื่องของคนดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีสมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาพูดลักษณะไม่ยอมรับการปักธงในพื้นที่ที่ทหารไทยยึดคืนมาได้ จะถือเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์ชายแดน ยังไม่ได้สงบจริงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็เราถือ ไม่เอา พูดไป เราไปปักธงก็แสดงว่าเรามั่นใจว่านี่คือพื้นที่ของประเทศไทย ก็แค่นั้น ใครจะพูดอะไรก็พูดไป รัฐบาลไทยก็พูดแบบนี้ คนไทยก็พูดแบบนี้”

นายกฯสั่งครม.ลุยงานต่ออย่าเกียร์ว่าง

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า วันนี้เป็นการประชุมครม.ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยให้ความสำคัญ และกำชับถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพิเศษ นายกฯเล็งเห็นความสำคัญ และแสดงความห่วงใย ประชาชนที่อยู่พื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ โดยพูดถึงมาตรการเยียวยาดูแลผู้สูญเสีย ด้รับผลกระทบ รวมถึงผู้เสียสละทั้งร่างกายชีวิตและจิตใจรักษา อธิปไตยไทย ขณะเดียวกัน ครม.ยังรักษาการอยู่ นายกฯสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ ยังดำเนินการอย่างสุดความสามารถ จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ จนกว่าจะมี ครม. ชุดใหม่ ฉะนั้น การทำหน้าที่ของครม.ทุกคน ยังทำหน้าที่ตามปกติ ถ้ายังใส่เกียร์ว่างอยู่ นายกฯขอให้ปรับใหม่ ให้เดินหน้าทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะบางอย่างยังจำเป็นที่รัฐมนตรีต้องเซ็นอนุมัติเรื่องเร่งด่วน ฉะนั้นในส่วนครม.ยังคงดำเนินการเพื่อเติมเต็มศักยภาพ และประชาชน

จี้เขมรรักษาคำพูดอย่ายั่วยุให้หยุดยิงถาวร

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการหารือ 3 ฝ่ายระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กัมพูชาและจีน ที่จีนว่า เราอยากทำให้ข้อตกลงหยุดยิงเป็นการหยุดยิงที่ยั่งยืน และนำมาสู่การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องดูว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา จะเดินต่อไปอย่างไร เพราะช่วงนี้เพิ่งตกลงหยุดยิงกันจึงยังมีความเปราะบางอยู่ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือ บั่นทอนการหยุดยิง อาทิ ปล่อยโดรน ใช้คำพูดยั่วยุ หรือออกถ้อยแถลงระดับผู้นำต่างๆ ซึ่งต้องระมัดระวังและต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน พร้อมยกตัวอย่างกรณีนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาออกมาพูดว่าการหยุดยิง ไม่ได้หมายความว่ากัมพูชาแพ้ ซึ่งเรื่องนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะหากตั้งคำถามแบบนี้ เราก็ต้องถามกลับไปว่าใครเป็นฝ่ายขอหยุดยิง แต่ตนคิดว่าเราควรก้าวข้ามตรงนั้น และมาทำให้การหยุดยิงยั่งยืน รวมถึงสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงความชัดเจนในการปล่อยตัว 18 เชลยศึกของกัมพูชาว่าเป็นไปตามที่เราพูดคุยกันคือหยุดยิง 72 ชั่วโมง งอยากย้ำว่าอยากให้เคารพการหยุด และสิ่งที่พูดคุยกันไว้ ก็ต้องรักษาคำพูด

ถกเจบีซีต้องรอดูขั้นตอน-ข้อกม.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพบโดรน 250 ลำ บริเวณชายแดน และทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลครั้งที่ 11 ส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิง 72 ชั่วโมงหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และดูว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าหรือใหม่ ซึ่งประเด็นที่เราคุยในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC คือการมี Hotline ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุเหล่านี้ เราต้องตรวจสอบไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และอีกประเด็นคือกัมพูชาเหมือนพยายามเร่งให้เกิดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา หรือ JBC เกี่ยวกับการปักปันเขตแดน จึงต้องมาดูกันต่อ การประชุม JBC ต้องดูข้อกฎหมายว่า รัฐบาลรักษาการต้องขออาณัติจากรัฐบาลหรือไม่ เพราะเป็นข้อตกลงที่ผูกพันถึงรัฐบาลใหม่ และการประชุม JBC จะประชุมได้ช่วงไหน ประเด็นนี้มีขั้นตอนอยู่

ไม่ใช่จะสามารถจัดประชุมได้ทันที แต่ยืนยันเราไม่ได้ประวิงเวลา เพียงแต่พื้นที่ต้องปลอดภัยก่อน เพราะเราต้องลงพื้นที่ร่วมกันเพื่อปักปันเขตแดน

อาจต้องรอให้มีรบ.ใหม่ก่อน

ถามว่า ประเมินฉากทัศน์หลังหยุดยิง 72 ชั่วโมงอย่างไร นายสีหศักดิ์กล่าวว่า หากไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นใน 72 ชั่วโมง เราก็เดินหน้าสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สำหรับการปักปันเขตแดนฮุนเซน ไม่ยอมรับเขตแดนที่ทหารไทยปักปันจะเป็นปัญหาหรือไม่นั้น บริบทมันเปลี่ยนไปแล้ว ฉะนั้น การประชุม JBC จะมีขึ้นเมื่อใดเราก็ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป มีขั้นตอนอยู่ และอาจไปถึงรัฐบาลใหม่จึงจะประชุมกันได้ ซึ่งเรายังไม่รู้ท่าทีรัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร และจะมีการทบทวน MOU 43 หรือไม่ ก็ยังไม่มีข้อยุติ

“เรามีการหยุดยิงถือว่าเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชน เราอยากให้ทั้งสองฝ่ายเคารพการหยุดยิง เพราะเขาก็สูญเสียพอสมควร ประชาชนของเขาก็อยากจะกลับเข้าสู่พื้นที่เดิม ฉะนั้นเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ที่จะทำให้การหยุดยิงที่ตกลงกันไว้ เป็นการหยุดยิงที่ยั่งยืนถาวร ส่วนปัญหาอื่นเราควรคุยกันได้ในฐานะเพื่อนบ้าน” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายกฯถกบิ๊กเล็ก-สีหศักดิ์กำชับเฝ้าชายแดนช่วงปีใหม่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เชิญนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ  พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม  นายอรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มาร่วมหารือ หลังครบกำหนดหยุดยิง 72 ชั่วโมง ตามถ้อยแถลงการลงนาม Joint Statement      ทั้งนี้ นายกฯกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้มีการละเมิดข้อตกลงช่วงวันหยุดปีใหม่ เพื่อสร้างความสบายใจให้ประชาชน รัฐบาลยืนยันว่าจะดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างดีที่สุด

ฝากขัง-ค้านประกัน ปส.สอบเข้มอดีตผู้สมัครสส.ปชน. เจ้าตัวปัดเอี่ยวฟอกเงิน

ฝากขัง-ค้านประกัน  ปส.สอบเข้มอดีตผู้สมัครสส.ปชน.  เจ้าตัวปัดเอี่ยวฟอกเงิน

ฝากขัง-ค้านประกัน ปส.สอบเข้มอดีตผู้สมัครสส.ปชน. เจ้าตัวปัดเอี่ยวฟอกเงิน

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฝากขัง-ค้านประกัน ปส.สอบเข้มอดีตผู้สมัครสส.ปชน. เจ้าตัวปัดเอี่ยวฟอกเงิน ปชน.มั่นใจไม่กระทบลต.

ตำรวจ บก.ปส.สอบเข้ม อดีตผู้สมัคร สส.กทม.พรรคประชาชนกับพวกยังให้การปฏิเสธเอี่ยวคดีฟอกเงินเครือข่ายยาเสพติด ยอมรับเป็นกรรมการบริษัทหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายบริษัทTKPจริงยังสอบปากคำไม่แล้วเสร็จ เตรียมฝากขังศาลอาญา คัดค้านประกันตัวเป็นคดีมีอัตราโทษสูง ทางปปง.ขยายผลอายัดเพิ่มอีก20ล้านบาท ด้าน‘เท่าพิภพ’ลงสมัคร สส.กทม.เขต33แทน‘บุญฤทธิ์’แล้ว แกนนำปชน.ย้ำไม่ปกป้องใครลั่นชู‘มีส้มไม่มีเทา’‘ช่อ’ไม่กระทบเลือกตั้ง ยันพบจัดการทันที โวเกินกว่ากฎหมาย นายกฯลั่นเชื่อมโยงใครจัดเต็ม ชี้‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’

ความคืบหน้าการสอบสวนคดีฟอกเงินยาเสพติดเครือข่ายบริษัท TKP หลังจากเมื่อวานนี้(29ธ.ค.)ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บก.ปส.)ได้เปิดปฏิบัติการร่วม ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่าย“Black Mirror TKP”จำนวน 22 เป้าหมาย ในพื้นที่กรุงเทพ นนทบุรี ลพบุรี และตรังซึ่งจับกุมผู้ต้องหาได้4ราย หนึ่งในนั้นคือนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต 33 (เขตบางพลัดและเขตบางกอกน้อย ยกเว้นแขวงศิริราช) พรรคประชาชน พัวพันคดีฟอกเงินเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 รายยังคงให้การภาคเสธ ซึ่งแต่ละคนให้การยอมรับเฉพาะตัวว่าเป็นเพียงแค่กรรมการบริษัท หรือเจ้าของบัญชีธนาคาร โดยเฉพาะนายบุญฤทธิ์ ที่ให้การยอมรับแค่เป็นกรรมการของ 1 ใน 4 บริษัทของเครือข่าย TKP ซึ่งทั้งหมดยังคงให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเครือข่ายยาเสพติดแต่อย่างใด

ซึ่งทางตำรวจได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างแน่นหนาและสามารถมัดตัวได้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 4ราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงินเครือข่ายยาเสพติดจริงจึงนำมาสู่การแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกัน 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ฝากขังศาลอาญาพรุ่งนี้-ค้านประกันตัว

หลังจากนี้จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม หากพบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงความผิดอื่น ๆเช่นนอมินี ก็จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป

โดยในวันนี้ทางตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้เปิดเผยว่าจะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ส่งฝากขังต่อศาลอาญาก่อนช่วงเที่ยงวันพรุ่งนี้(31 ธ.ค.) เนื่องจากวันนี้ยังคงดำเนินการสอบปากคำยังไม่แล้วเสร็จ อีกทั้งพนักงานสอบสวน จะคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง

ปปง.ขยายผลอายัดเพิ่มอีก20ล้านบาท

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 สำนักงาน ปปง. เข้าร่วมปฏิบัติการสนธิกำลัง ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่าย“Black Mirror TKP” ในความผิดเกี่ยวกับการร่วมกันฟอกเงิน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดฐานฟอกเงิน และความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ร่วมกับบช.ปส.2และ สำนักงาน ป.ป.ส. จำนวน 22 เป้าหมาย ในพื้นที่กรุงเทพ นนทบุรี ลพบุรี และตรังซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปส.2 สามารถจับกุมผู้ต้องหา ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินฯและตรวจยึดทรัพย์สินไว้ได้หลายรายการเช่นรถยนต์ รถจักรยาน ยนต์ เครื่องเพชร อาวุธปืน เงินสด มูลค่ารวมกว่า200ล้านบาท

ขณะที่สำนักงาน ปปง.ได้บูรณาการข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวกับบช.ปส.2และขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่าย Black Mirror TKPแล้วพบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มเติมของกลุ่มบุคคลตามหมายจับเป็นหลักทรัพย์และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร จำนวน 26 รายการ เลขาธิการ ปปง.จึงมีคำสั่งให้อายัดหลักทรัพย์และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวรวมมูลค่า 20 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินต่อไป

อนึ่ง คำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวดังกล่าวมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน (นับตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2569) หากผู้ถูกอายัดทรัพย์สินหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินดังกล่าว ประสงค์จะขอให้มีการเพิกถอนคำสั่งนั้น ให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. พร้อมด้วยหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่แสดงว่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดภายใน 30วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือ

‘เท่าพิภพ’ลงสส.กทม.เขต33แทน‘บุญฤทธิ์’

ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เข้ายื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.กรุงเทพเขต 33 แทน ผู้สมัครคนก่อนที่ถูกแจ้งข้อหาในคดีฟอกเงิน โดยมีนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ร่วมสังเกตการณ์การสมัครครั้งนี้

โดยนายเท่าพิภพระบุว่าความกังวลได้หมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่การประชุมไพรแมรี่โดยสมาชิกพรรคและเพื่อนผู้สมัครทุกคนต่างเห็นเป็นเอกฉันท์ให้ตนได้มาทำหน้าที่ตรงนี้ ตนมั่นใจและได้พลังจากทุกคนภารกิจนี้ไม่ใช่แค่สำหรับเขตบางกอกน้อยและบางพลัด แต่มันคือภารกิจของพรรคประชาชนทั้งประเทศที่จะทวงคืนความไว้วางใจ ตนก็พร้อมรับและพร้อมกลับมาทำหน้าที่ตรงนี้อีกครั้ง ตนจึงแทบจะไม่ลังเลและใช้เวลาเพียง 8 วินาทีเท่านั้นในการตัดสินใจ เพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกให้ชาวบางกอกน้อยและบางพลัด เพื่อจะเข้าสภาไปลงมติให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อเปลี่ยนประเทศไทย หลังรับสมัครเสร็จสิ้นก็ลงพื้นที่หาเสียงทันที

ปชน.ไม่ปกป้องใคร‘มีส้มไม่มีเทา’

นายพิจารณ์ย้ำว่า สิ่งที่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นคือเมื่อพรรคประชาชนพบ ว่ามีผู้สมัครที่มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตแม้จะยังไม่ได้เป็นคำวินิจฉัยสูงสุดและยังคงเป็นผู้ถูกกล่าวหาแต่พรรคก็เปลี่ยนตัวผู้สมัครในทันที เพราะพรรคประชาชน ไม่จำเป็นที่จะต้องปกป้องใครและต้องการที่จะหาตัวผู้สมัครที่ดีที่สุดให้กับประชาชน ดังนั้นตนยืนยันอีกครั้งว่าคำว่า “มีส้มไม่มีเทา”ไม่ได้เป็นแค่สโลแกนหาเสียง แต่ออกมาจากวิธีคิดและวิธีการทำงานของของพรรคประชาชนจริงๆ

กรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบในเชิงการรณรงค์หรือไม่นั้นตนไม่สามารถตอบแทนประชาชนได้ แต่สิ่งที่พรรคประชาชนกระทำทันทีภายในเวลา 3 ชั่วโมงหลังรับทราบกรณีนี้ คือการเร่งหารือและตัดสินใจในการเปลี่ยนตัวผู้สมัครทันที ตนอยากให้ประชาชนมองเห็นถึงการกระทำและความจริงใจของพรรคประชาชน

‘ช่อ’รับกระทบ-โวพบจัดการทันที

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ระบุว่าสำหรับพรรคการเมือง สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือความเชื่อใจที่ประชาชนมีให้ เหตุการณ์นี้หากจะบอกว่าไม่กระทบเลย ก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว พรรคประชาชน ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากขอโทษประชาชนที่ทำให้ผิดหวัง เรื่องนี้พรรคก็เจ็บปวดมาก วันนี้พรรคประชาชนทำให้เห็นแล้วว่า “มีส้มไม่มีเทา” คือระบบที่เมื่อตรวจเจอแล้วจัดการทันที ส่วนต่อขยายของ “มีส้มไม่มีเทา” คือ “เมื่อมีเทาเราจัดการทันที” นี่คือข้อพิสูจน์ว่าไม่ใช่แค่การหาเสียงแต่พิสูจน์ด้วยการกระทำ ว่าพรรคประชาชนหรือต่อไปหากเป็นรัฐบาลประชาชน เงื่อนไขคือใครจะมาร่วมคณะรัฐมนตรี แม้มีข้อครหาเพียงเล็กน้อย น่าสงสัยว่าเกิดการทุจริตขึ้น หรือไปผูกพันกับเรื่องสีเทาก็ต้องเอาออกก่อน ในกรณีของผู้สมัครรายเดิมนี้ก็เช่นกัน

พรรคประชาชนทำเกินกว่ากฎหมาย แม้จะยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่พรรคก็ตัดสินใจเอาออกก่อน เพราะมาตรฐานของพรรคการเมือง ต้องอยู่สูงกว่ากฎหมาย หากเป็นรัฐมนตรีก็เช่นเดียวกัน คือต้องออกไปพิสูจน์ตัวเอง ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่ผิด ก็ค่อยกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง

ผอ.กกต.กทม.แจงเปลี่ยนตัวผู้สมัครส.ส.

ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพ มหานคร (ผอ.กกต.กทม.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง ว่า แม้พรรคการเมืองจะได้ดำเนินการทำไพรมารีโหวตและคัดเลือกผู้สมัครมาแล้ว แต่การถอนและเปลี่ยนแปลงผู้สมัครในช่วงเวลาที่กฎหมายเปิดโอกาสให้กระทำได้ ยังถือว่าเป็นไปตามระเบียบ ทั้งนี้ ผู้สมัครรายใหม่ จะยังคงได้รับหมายเลขผู้สมัครเดิม โดยมีเพียงขั้นตอนเพิ่มเติม คือ การชำระค่าสมัครรับเลือกตั้งใหม่ในอัตรา 10,000 บาท

นายกฯลั่นเชื่อมโยงใครจัดเต็ม

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้สมัครสส.กทม.พรรคประชาชนพัวพันคดีฟอกเงินและเครือข่ายยาเสพติดจะเชื่อมโยงกับนักการเมืองคนอื่นหรือไม่ว่า อย่าไปกังวลว่า จะเชื่อมโยงถึงใครเพราะไม่ว่าจะเชื่อมโยงถึงนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ นักเลงหรือที่ไหนก็แล้วแต่ ตอนนี้ตนกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเลขาสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเลขาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ใช้หลักที่ตนได้มอบไว้ เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานด้วยความสบายใจ

“คือ ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ไม่รู้หรอกว่า ใครเป็นใคร เราดูตามสำนวนดูตามพฤติกรรม ทั้งเส้นเงินและหลักฐานต่างๆที่กระทำความผิด ถ้าปิดปุ๊บ เปิดมาโดนใคร ก็จัดเต็ม”นายกฯ ย้ำ

ย้ำ‘ภท.’แฟร์ๆไม่ชกใต้เข็มขัด

เมื่อถามว่าตอนนี้ในทางการเมืองทุกพรรคถือว่ามีความเชื่อมโยงลักษณะนี้กันหมดคงจะไปขิงกันไม่ได้แล้วใช่หรือไม่นายกฯกล่าวว่า“ผมคนสมัยใหม่”ก่อนย้อนถามสื่อมวลชนว่า“ขิงแปลว่าอะไร”สื่อมวลชนตอบว่า“โอ้อวด”ก่อนที่นายกฯกล่าวว่า ตนว่าทางที่ดีที่สุดทุกพรรคการเมือง ต้องทำเหมือนพรรคภูมิใจไทย ทำงานของตัวเอง ไม่ต้องไปขิงใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไม่ไปด้อยค่า หรือใช้วาทกรรม ในการทำให้อีกฝ่ายเกิดความเสียหาย ขอเอาเหตุ เอาผลเข้าว่ากันดีกว่า การเลือกตั้งก็จะแข่งขันอย่างเข้มแข็งและแฟร์ๆไม่มีชกใต้เข็มขัด

เมื่อถามต่อว่าโซเชียลมีเดียมีการวิพากษ์วิจารณ์ สโลแกนของพรรคประชาชน(ปชน.) ที่ว่า “มีเรา ไม่มีเทา ตอนนี้กลายเป็นดำไปแล้ว”นายกฯกล่าวว่า“ จะมาขิงกับผมหรอไม่เอาๆ แล้วแต่โซเชียลจะตัดสินใจ”

‘พี่ศรี’ร้องกกต.สอบปชน.ปมเอี่ยวฟอกเงิน

วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้ยื่นคำร้องแจ้งเบาะแสแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ไต่สวนสอบสวนพรรคประชาชน กรณีที่ปรากฎเป็นการทั่วไปต่อการที่นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัครสส.กทม.เขต 33 (บางกอกน้อย–บางกอกน้อย)ในนามพรรคประชาชนถูกตำรวจปราบปรามยาเสพติดเข้าจับกุมในปฏิบัติการBlack MirrorTKPโดยถูกกล่าวหาว่าพัวพันคดีฟอกเงินเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ถือได้ว่าเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคง-เศรษฐกิจของชาติหรือราชการแผ่นดิน หรือ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนการคุกคามต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นข้อห้ามตามพรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่ ซึ่งการที่พรรคอ้างว่าได้ “ขับออก” และ “เปลี่ยนตัวผู้สมัคร” หลังจากตำรวจบุกจับแล้วนั้น นี่ไม่ใช่จริยธรรม แต่คือการ ตัดตอนเพื่อเอาตัวรอดใช่หรือไม่ และการขับออก เพราะกลัวความเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรคใช่หรือไม่

โดยเฉพาะเส้นทางเงินของนายบุญฤทธิ์ว่ามีการบริจาคให้พรรคประชาชนด้วยหรือไม่ เพราะอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 44 และหรือมาตรา 45 ของ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่ หากตรวจพบเป็นไปตามเบาะแสนี้แล้ว อาจนำไปสู่การเสนอเรื่องเพื่อยุบพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนมาตราดังกล่าวได้ ตามมาตรา 92(3) ของกฎหมายดังกล่าวต่อไป

‘อนุทิน’ย้ำภท.ไม่เน้นปราศรัยใหญ่ ทำทุกวันให้ดีที่สุด ขอทุกพรรคชูนโยบายเพื่อประชาชน

‘อนุทิน’ย้ำภท.ไม่เน้นปราศรัยใหญ่  ทำทุกวันให้ดีที่สุด  ขอทุกพรรคชูนโยบายเพื่อประชาชน

‘อนุทิน’ย้ำภท.ไม่เน้นปราศรัยใหญ่ ทำทุกวันให้ดีที่สุด ขอทุกพรรคชูนโยบายเพื่อประชาชน

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’ย้ำภท.ไม่เน้นปราศรัยใหญ่ ทำทุกวันให้ดีที่สุด ขอทุกพรรคชูนโยบายเพื่อประชาชน ‘อภิสิทธิ์’ลั่นเลือกตั้ง’69ชี้ชะตาชาติ ‘เจษฏ์’ปูด‘ทุนเทา’ทุ่ม1แสนล.ซื้อปท.

นายกฯ“อนุทิน” นำประชุม ครม.นัดสุดท้ายปี’68 อวยพรปีใหม่ ขอคนไทย หมดเคราะห์ หมดทุกข์โศก ระบุ ภท.ไม่เน้นปราศรัยใหญ่ ย้ำขอทำทุกวันให้ดีที่สุด นายกฯบินด่วนอุดรฯเสร็จสิ้นภารกิจหัวใจติดปีกดวงที่ 153 ส่งท้ายปี “อภิสิทธิ์” เลือกตั้งปี’69 ชี้ชะตาชาติ!กระตุกเตือนดังๆ หากการเมืองไม่เปลี่ยน ปล่อย“สีเทา”ครอบงำระวัง“เศรษฐกิจไทย”ติดหล่มยาว รับ‘ประชานิยม’ยังจำเป็น แต่หวังพึ่งไปตลอดไม่ได้ ตั้งเป้า‘ปชป.’เพิ่มเก้าอี้‘ปาร์ตี้ลิสต์’เชื่อได้มากกว่า‘สส.เขต’ที่รอบนี้แข่งขันกันรุนแรง ‘ดร.เจษฏ์’เปิดใจซบพรรครักชาติ เมินพรรคใหญ่ เปรียบ “น้ำฉีดแรง” ล้างคราบสกปรกได้ดีกว่า ชู”ไม่โกง ไม่เทา” พร้อม ปูด‘ทุนเทา’ทุ่ม1แสนล้านซื้อประเทศ ซื้อหัวละ4,000ยึดอำนาจรัฐ

เมื่อเวลา10.00 น.วันที่ 30 ธันวาคม 2568ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ซึ่งวันเดียวกันนี้ถือเป็นการประชุม ครม.นัดสุดท้ายของปี 2568

นายกฯอวยพรปีใหม่คนไทย

โดยนายกฯอวยพรปีใหม่ประชาชนคนไทยว่าวันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของปีนี้ ต้องขอบคุณทุกฝ่ายแม้กระทั่งสื่อมวลชนที่ช่วยกันนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ประชาชน ทั้งประเทศได้รับทราบว่า รัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง ตนในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอถือโอกาสนี้ กราบอวยพรปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชน ขอให้ความทุกข์โศก เคราะห์ต่างๆ สิ่งร้ายๆทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นในปี2568 ที่ผ่านมา ขอให้หมดไปนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องรอข้ามปี และปีใหม่ 2569 ซึ่งเป็นปีม้า ขอให้เป็นปีที่ทุกคนมีความคึกคัก โลดโผน โจรทะยาน กระโจนไปข้างหน้าด้วยความมั่นคงและแข็งแรง ประสบแต่ชัยชนะมีความสุข มีสุขภาพที่ดี

เมื่อถามว่าปีหน้าเป็นปีม้า นายอนุทินจะขี่ม้าขาวเป็นนายกฯอีกสมัยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าอยู่ที่พี่น้องประชาชน

ภท.ไม่เน้นปราศรัยใหญ่-ขอทำทุกวันให้ดีที่สุด

นายอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ว่า เหลืออีกแค่ 38วัน ก็ขอให้ทุกฝ่ายได้หาเสียง โดยเน้นในเรื่องนโยบาย หรือ สิ่งที่พี่น้องประชาชนควรได้รับทราบ และเป็นประโยชน์กับพวกเขา

เมื่อถามอีกว่าพรรคภูมิใจไทยจะเปิดตลาดในกรุงเทพฯหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่หาเสียงด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้เน้นว่าจะต้องมีการจัดปราศรัยใหญ่ เพราะผู้สมัครทุกคนของพรรคภูมิใจไทย มีความคุ้นเคยในพื้นที่ของเขาอยู่แล้ว และมีการกำหนดตารางเวลาใคร จะให้หัวหน้าพรรคไปไหน ถ้าว่างก็ไป ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยมีผู้ที่สามารถไปดำเนินการ ในการช่วยหาเสียง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามต่อว่าดูเหมือนนายกฯดูชิลๆมั่นอกมั่นใจว่าจะได้กลับมาในครั้งหน้านายอนุทิน ฮัมในลำคอว่าหืม!พูดอย่างนี้อีกแล้ว “ขอทำทุกวันให้ดีที่สุด”

นายกฯบินด่วนอุดรฯภารกิจหัวใจติดปีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมปฏิบัติภารกิจ“หัวใจติดปีก”บินด่วนไปยังจังหวัดอุดรธานีเพื่อรับอวัยวะหัวใจนำส่งผู้ป่วย เป็นการรับหัวใจดวงที่153ในเวลาประมาณ 15.00 น.

ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินลงจากตึกบัญชาการ1โดยทักทายสื่อมวลชนพร้อมทำท่า“พลัส”ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยและภายหลังการสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรียังทำท่า”พลัส”อีกครั้งก่อนจะกล่าวว่า“สวัสดีปีใหม่ครับ”ผู้สื่อข่าวยังสอบถามว่าช่วงปีใหม่จะเดินทางไปที่ใดบ้าง นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ไปจะไปดูพี่น้องทหารที่อยู่ชายแดน

ภารกิจเสร็จสิ้น!รับหัวใจดวงที่ 153

สำหรับภารกิจ”หัวใจติดปีก”เป็นสิ่งที่นายอนุทินปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10ปี แม้ปัจจุบันจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่ยังคงใช้เวลาว่างและทรัพยากรส่วนตัวสนับสนุนสภากาชาดไทยในกรณีเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่การจราจรทางบกมีความหนาแน่น การขนส่งทางอากาศจึงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุด

ในช่วงบ่าย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้บินด่วนไปยัง จ.อุดรธานี โดยเครื่องบินส่วนตัว เพื่อปฏิบัติภารกิจ “หัวใจติดปีก”รับอวัยวะหัวใจนำส่งผู้ป่วยที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเป็นการปฏิบัติภารกิจหัวใจติดปีก เป็นดวงที่ 153

ไม่ต้องแจงปมลูกชายรับงานกฟภ.

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวพบว่าบริษัทของบุตรชายนายเศรณี ชาญวีรกูล มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟผ.)เป็นระยะเวลา 25 ปี ตั้งแต่ต้นปี 2561 โดยมีสัญญาในปี 2564 เป็นสัญญาในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยนายกฯถามกลับว่า“ปีอะไรครับ“ผู้สื่อข่าวตอบว่าปี 2564 นายอนุทิน ตอบกลับว่า“ดูให้ถูก”ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า จะไม่ชี้แจงหรือ นายอนุทินตอบว่าไม่ต้องชี้แจง เพราะไม่ใช่เรื่องของตน ตั้งแต่ปีอะไร ขอให้ไปดูใหม่เพราะว่าคุณเป็นคนเขียนข่าวเองและเขียนว่าปี2561ก่อนจะถามผู้สื่อข่าวกลับว่า“แล้วปี61ผมเป็นอะไร”

‘อภิสิทธิ์’เลือกตั้งปี69ชี้ชะตาชาติ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงภาพรวมการเมืองในปี 2569 ว่า ประเทศไทยเริ่มต้นปีใหม่ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง เนื่องจากมีหลายพรรคการเมืองเข้ามามีบทบาท ทั้งพรรคที่ตั้งใจจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคที่อาจเข้ามาเป็นตัวแปรทางการเมือง ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความเข้มข้นเป็นพิเศษ แต่ก็จะเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศ ว่าประชาชนต้องการให้การเมืองเป็น“จุดเปลี่ยน”หรือไม่ เนื่องจากในการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงบรรยากาศทางการเมืองตลอดหลายปี ความรู้สึกเชิงลบต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจและเมื่อสะสมยาวนาน ทำให้ประชาชนเริ่มตระหนักว่าทำไมประเทศไทยจึงพัฒนาได้ช้ากว่าหลายประเทศ

“การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการพลิกการเมืองไปสู่ความสุจริต หรือ จะยังคงอยู่ในสภาพที่พรรคการเมืองพูดถึงเพียงข้อตกลงระหว่างกัน โดยไม่ชัดเจนว่าประเทศจะเดินหน้าไปในทิศทางใด หากผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว เป็นแบบเดิมๆเราก็จะอยู่ในสภาพการเมืองและเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่ ในช่วง 2-3ปีที่ผ่านมา แต่ถ้ามันเปลี่ยนแปลงได้ ก็จะเป็นโอกาสให้ประเทศเราเปลี่ยนแปลง และเดินต่อไปได้”นายอภิสิทธิ์ ย้ำ

ชี้ปล่อย‘สีเทา’ครอบงำ ศก.ติดหล่มยาว

เมื่อถามว่าขณะนี้พรรคการเมืองต่าง ๆ ยังวนอยู่กับพฤติกรรมเดิม ๆ โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ยังมีการกวาดต้อน ส.ส. เข้ามาสังกัดพรรคของตนเอง มองว่าโอกาสที่การเมืองจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมมีหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของนักการเมือง แต่ถือเป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถาม โดยยกตัวอย่างผลสำรวจของนิด้าโพล ในแต่ละไตรมาสที่พบว่าเมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มประชาชนที่ตอบว่ายังไม่เลือกใคร หรือไม่มีใครให้เลือก กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งคำถามถึงบทบาทของ“ทุนทางการเมือง”ที่เข้ามาอย่างมหาศาล ว่าทุนเหล่านี้เข้ามาอย่างไร มีที่มาแบบใดและอยู่ภายใต้สีทางการเมืองแบบไหน หากปล่อยให้เงินเข้ามาซื้อทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ รวมถึงการซื้ออำนาจและการหลีกเลี่ยงการอยู่ภายใต้กฎหมายจะส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองและประเทศในระยะยาวอย่างไร

“ตอนนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญแล้วว่า เราจะปล่อยให้การเมืองเป็นแบบนี้ต่อไปหรือไม่ หรือเราจะเลือกอยู่กันแบบไหน และจะพาประเทศเดินไปในทิศทางใด”นายอภิสิทธิ์ ระบุ

ตั้งเป้าปชป.เพิ่มเก้าอี้‘ปาร์ตี้ลิสต์’

เมื่อถามว่ามีการตั้งเป้าหรือไม่ว่าจะได้จำนวนที่นั่งเท่าไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้สิ่งที่ตนพูดได้อย่างเดียวคือ ต้องทำให้สส.บัญชีรายชื่อ เพิ่มขึ้นให้มากกว่าเดิมหลายเท่า หากเป็นไปตามผลสำรวจโพลต่างๆที่ผ่านมา ดูเหมือนเราจะมาถูกทางอยู่ แต่ก็ยังต้องทำงานหนัก เพื่อรักษาคะแนนของเดิมและต้องขยายเพิ่มขึ้นด้วย โดยในอดีตเราเคยได้ประมาณ 11ล้านเสียง ก็คงยากที่จะกลับไปแบบนั้นในระยะเวลาแบบนี้ ซึ่งเลือกตั้งครั้งล่าสุดเราได้เพียง 9 แสนคะแนน ที่ตนใช้ว่าคำว่า“หลายเท่าตัว ”คือต้องทำให้ได้หลายล้านคะแนนเสียง

ในสนามเลือกตั้งภาคใต้คาดหวังได้คะแนนเสียงหลายล้านเสียงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าตนไม่กล้าที่จะเจาะจงขนาดนั้น แต่จากที่ได้ลงไปพื้นที่ภาคใต้หลายครั้ง จากการไปช่วยประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่และพื้นที่อื่นๆได้รับการตอบรับที่ดีมากและมีคนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์กว่า50-60เปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนจะเริ่มจะทยอยกลับมาและพูดชัดว่าจะกลับมาให้การสนับสนุนอีกครั้ง

หวังดึงฐานเสียงเดิมกลับมากทม.-ใต้

ส่วนสนามกรุงเทพฯนายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเบื้องต้นจากที่เห็นผู้สมัครรุ่นใหม่ที่เข้ามา ตนค่อนข้างดีใจที่มีคนเก่งๆและมีมุมมองในการแก้ปัญหาอาสาตัวเข้ามา อาจจะมีข้อเสียเปรียบคือ ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง แต่แนวทางที่พรรคทำโดยการเชิญชวนให้คนดีเข้ามา ทำให้สบายใจว่าอย่างน้อยก็มีความชัดเจน แต่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนกทม.แต่เที่ยวนี้ตนมองว่ามีความเปลี่ยนแปลงในภาพของคนที่มองทั้งผู้สมัครและพรรคโดยเราจะพยายามเต็มที่ ที่จะดึงฐานเสียงเดิมกลับมารวมถึงพื้นที่ภาคใต้ด้วย แม้จะได้รับเสียงตอบรับดีแต่หากประชาชนมีความคิดเลือกใช้เกณฑ์ในการเลือกบัญชีรายชื่อและสส.คนละแบบก็อาจจะยังเหนื่อยอยู่ แต่จะพยายามทำให้เห็นว่าที่สุดแล้วไปแยกแบบนั้นไม่ได้

ตั้งเป้า ปชป.เพิ่มเก้าอี้‘ปาร์ตี้ลิสต์’

“จะมองว่าเลือกปาร์ตี้ลิสต์ เป็นการเลือกรัฐบาล ส่วนสส.เขตเป็นการเลือกนายกฯนั้นไม่ได้ ตรงกันข้ามใครจะได้เป็นรัฐบาล หรือนายกฯมันอยู่ที่สส.เขตว่าโดยรวมได้เท่าไรเพราะมีมากกว่าจำนวนสส.ปาร์ตี้ลิสต์ 4เท่า หากทำให้ประชาชนเข้าใจแบบนี้ได้ ผมคิดว่าคะแนนเสียงที่เราได้รับจากคะแนนพรรค ก็จะช่วยการเลือกตั้งเขตได้

ยืนยันว่าประชาธิปัตย์ต้องการตอบโจทย์ให้คนทุกภาค แม้ที่ผ่านมาพื้นที่อีสาน เราไม่ได้เข้มแข็งนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ให้ความสนใจ แต่เท่าที่ผมประเมินทั้งหมดแล้วเราน่าจะได้คะแนนบัญชีรายชื่อมากกว่า เพราะเชื่อว่าครั้งนี้การแข่งขันแบบเขตจะมีความรุนแรงอย่างมาก”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำ

รับ‘ประชานิยม’ยังจำเป็น

เมื่อถูกถามว่านโยบายหาเสียงครั้งนี้จำเป็นต้องมีนโยบายประชานิยมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า นโยบาย ที่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ยังมีความจำเป็น โดยยกตัวอย่างโครงการ“คนละครึ่ง”ที่ช่วยบรรเทาความลำบากของประชาชนได้จริงในช่วงวิกฤต แต่ไม่สามารถหวังพึ่งได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวเพราะทุกครั้งที่ดำเนินการล้วนเป็นภาระงบประมาณของรัฐและหากไม่มีการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจด้านอื่น ภาครัฐย่อมหมดกำลังในที่สุด

ทั้งนี้ ยืนยันว่าการเสนอนโยบายการเลือกตั้งครั้งนี้จะพยายามสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือเฉพาะหน้า กับการวางรากฐานระยะยาว เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน ไม่ติดอยู่ในวงจรเดิมของนโยบายระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

‘ดร.เจษฏ์’เปิดใจซบ‘พรรครักชาติ’

รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เปิดเผยถึงเหตุผลในการตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับพรรครักชาติว่า“พรรครักชาติ ผู้ก่อตั้งมาคุยกับผม ผมพบกับสมาชิก ผมพบว่าเขาเป็นคนที่มีความตั้งใจกันจริง ประสงค์ที่จะทำการเมืองแบบใหม่ ถามว่า เปลืองตัวหรือเปล่า มันขึ้นอยู่กับว่าเอาตัวไปทำอะไร แน่นอนครับ วันนี้คนชวนผมไปเป็นโจรไม่ต้องถามเลยว่าเปลืองตัวหรือเปล่า แต่ถ้าวันนี้คนชวนผมว่า เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูดพวกเขาอยากที่จะแสดงให้เห็นแล้ว”

เมินพรรคใหญ่-ชู”ไม่โกง ไม่เทา”

รศ.ดร.เจษฏ์ยังเปรียบเทียบการทำงานการเมืองระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็กว่า ความใหญ่อาจมาพร้อมกับความไร้ประสิทธิภาพพร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับการล้างรถ”บางทีเนี่ยนะ ใหญ่แต่ไร้ประสิทธิภาพ สู้เล็กแต่มีกำลังดีกว่า เวลาคุณจะไปล้างรถให้มันสะอาดถ้าคุณเอาน้ำปริมาณมากแต่เบาๆ รถอาจจะไม่สะอาดเลยนะแต่ถ้าคุณเอาน้ำปริมาณน้อย กำลังสูง ฉีดไปนิดเดียวรถมันสะอาดได้เลยนะ”

รศ.ดร.เจษฏ์ ทิ้งท้ายว่า หากพรรคใหญ่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ หรือมีกลุ่มมิจฉาชีพ (Scammers) แอบแฝงอยู่ คำพูดสวยหรูอาจเชื่อถือไม่ได้ ใครจะมองว่าตนเปลืองตัวหรือเสียของก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้ประชาชนติดตามการทำงานของพรรครักชาติ เพื่อพิสูจน์จุดยืนที่ว่า”ไม่โกง ไม่เทา”นั้น เป็นจริงหรือไม่

‘เจษฏ์’ปูดทุนเทาทุ่มแสนล้านซื้อปท.

รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติเปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองที่มีการแทรกแซงจากกลุ่มทุนสีเทาว่า ล่าสุดมีการอายัดทรัพย์กลุ่มทุนสีเทากลุ่มหนึ่งมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทซึ่งได้รับข้อมูลมาว่าเป็นเพียงร้อยละ10ของเม็ดเงินจริงที่เตรียมไว้สำหรับสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้โดยยอดรวมอาจสูงถึง1แสนล้านบาท

ส่วนความเป็นไปได้ในการใช้เงินจำนวนดังกล่าวซื้อเสียง รศ.ดร.เจษฏ์กล่าวว่า หากมีเงิน1แสนล้านบาท สามารถซื้อคนได้ถึง 100 ล้านคน ในราคาคนละ1,000 บาท แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ถึงจำนวนดังกล่าว และหากนับเฉพาะผู้มาใช้สิทธิจริงประมาณ 30 กว่าล้านคน การซื้อเสียงเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก (ประมาณ 60% ของผู้มาใช้สิทธิ)จะทำให้อัตราการจ่ายเงินพุ่งสูงถึงหัวละ 3,000 – 4,000บาทซึ่งเป็นตัวเลขที่กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถจ่ายได้จริง

“ถ้าทุนเทาเอาเงินมาลงแสนล้าน ได้แน่ๆ และพอเข้าไปเสร็จก็จะไปออกกฎหมาย ไปทำโครงการ ไปวางแผนผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์กับพวกเขา เช่น เปิดเสรีการพนัน ยาเสพติด หรือทำธุรกิจสแกมเมอร์ รวมถึงการทำข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนตัวเอง” รศ.ดร.เจษฏ์ กล่าว

พร้อมระบุอีกว่าถ้าเปรียบเทียบเงิน 1 แสนล้านบาท ในการซื้อประเทศไทย ถือว่า”กระจอกมาก”เมื่อเทียบกับงบประมาณหรือเงินแจกของรัฐที่ละลายหายไปแสนสองแสนล้านบาท แต่ผลเสียที่จะตามมาจากการที่กลุ่มทุนสีเทายึดครองอำนาจรัฐนั้นถือว่ามหาศาล ดังนั้นหากภาคประชาชนไม่ลุกขึ้นสู้ในครั้งนี้ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ขอให้คิดดู

‘ยศชนัน’ลงลุยพาพท.หาเสียงวัดเกาะ

เวลา 07.00น.ที่ตลาดวัดเกาะ เขตสายไหม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่พบปะประชาชน ตลาดวัดเกาะ เขตสายไหม ช่วยผู้สมัคร สส.กทม.เขต11 น.ส.รัตติกาล แก้วเกิดมี และนายภูร์ผา ไทยแท้ เขต 12 มีทีมบริหารพรรคร่วมลงพื้นที่ ตลอดเส้นทางเดินผ่าน ได้มีประชาชนพ่อค้าแม่ค้า แฟนคลับพรรคเพื่อไทย ขอจับมือให้กำลังใจถ่ายภาพ และมอบดอกไม้ พวงมาลัยดอกดาวเรือง ต้อนรับเป็นกันเองและอย่างคักคัก หลังจากเดินพบปะแล้วได้ร่วมนั่งรับประทานอาหารเช้า กาแฟ ไข่ลวก และร่วมวงพูดคุยกับประชาชนที่มาจ่ายตลาด

นายยศชนันกล่าวว่าวันนี้มาดูบรรยากาศหลายคนยังอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯและมีหลายคนเดินทางไปต่างจังหวัดแต่ได้รับกำลังใจอย่างล้นหลาม ผู้สมัครแต่ละท่านก็พยายามสื่อสารแนวนโยบายที่พรรคมี และพบว่าหลายนโยบายโดนใจพี่น้องประชาชน สิ่งสำคัญที่สุด คือ การทำให้นโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นจริงทันที หลังจากที่เราได้รับเลือกและความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนในวันที่ 8 ก.พ.

เปิดนโยบายใหม่สัปดาห์แรกต้นปี

นายยศชนันกล่าวอีกว่า นโยบายพรรคเพื่อไทย ที่ได้สื่อสารมาตั้งแต่ช่วงเปิดตัวทั้งเรื่องแนวทางช่วยลดรายจ่าย เศรษฐกิจดี รายได้เพิ่ม เรื่องที่อยู่อาศัยบ้าน ปัญหาหนี้สิน และนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่สามารถทำได้ทันที รถฟีดเดอร์ 10 บาท เป็นนโยบายที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีการเปิดนโยบายใหม่ที่ใกล้เคียงกับ“ดิจิทัลวอลเล็ต”รอบที่แล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ ย้ำว่า ไม่ใช่นโยบายในลักษณะวอลเล็ต แต่จะเป็นเรื่องของสวัสดิการประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายขนาดใหญ่ของพรรค และจะตอบโจทย์พี่น้องประชาชน เพื่อให้คนไทยพ้นจากความยากจน ซึ่งพรรคมีนโยบายใหม่ที่จะเปิดตัวในช่วงต้นปีในสัปดาห์แรกของปีใหม่

แนวหน้าวาทะเด็ด : 31 ธันวาคม 2568

แนวหน้าวาทะเด็ด : 31 ธันวาคม 2568

แนวหน้าวาทะเด็ด : 31 ธันวาคม 2568

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

“พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่า การปกป้องสิทธิและความเท่าเทียมของสตรี และผู้มีความ หลากหลายทางเพศ คือพันธกิจที่สำคัญยิ่ง และไม่ใช่เพียงประเด็นเพื่อการหาเสียงทางการเมือง แต่คือการสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นในสังคมไทย”

นางสาวณัฐกัญญ์ภา อภิญญ์มณีณัฐ
ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคไทยสร้างไทย

กองทัพ ย้ำ หยุดยิง ไม่ได้หยุดพร้อมรบ ขอประชาชนใช้สติ รับมือข่าวสาร

กองทัพ ย้ำ หยุดยิง ไม่ได้หยุดพร้อมรบ ขอประชาชนใช้สติ รับมือข่าวสาร

กองทัพ ย้ำ หยุดยิง ไม่ได้หยุดพร้อมรบ ขอประชาชนใช้สติ รับมือข่าวสาร

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.52 น.

กองทัพ ย้ำ หยุดยิง ไม่ได้หยุดพร้อมรบ ดูแลประเทศไม่ให้เสียเปรียบ ขอประชาชนใช้สติ รับมือข่าวสาร

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 พลอากาศเอก ประภาส  สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า ภายหลังจากที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาได้มีถ้อยแถลงร่วมฯ และดำเนินการตามกรอบความตกลงร่วมกันนั้น รัฐบาลและกองทัพไทย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ ตลอด 24 ชั่วโมงศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ขอเรียนให้ประชาชนเข้าใจว่า การหยุดยิงและการลดระดับความตึงเครียดตามถ้อยแถลงร่วม มิได้หมายถึงการหยุดเตรียมพร้อมตามหลักสากล ทุกกองทัพในโลก ยังคงรักษาความพร้อมอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศตนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หากมีการละเมิดข้อตกลง หรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

ในขณะเดียวกัน ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ขอแจ้งเตือนว่า ในห้วงเวลานี้ พบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวลือ และการตั้งคำถามบางลักษณะในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจมุ่งสร้างความตื่นตระหนก ความโกรธ หรือความไม่ไว้วางใจระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ขอเน้นย้ำว่า ความกลัวและความแตกแยก คือ เป้าหมายของสงครามข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมิใช่ผลประโยชน์ของประเทศไทย

ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ดังนี้
   •   ขอให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อ
   •   ขอให้แยกแยะระหว่างการตั้งคำถามเพื่อความเข้าใจ กับการกล่าวโทษโดยใช้อารมณ์
   •   สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างสร้างสรรค์ แต่ควรหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประเทศ
   •   ขออย่าได้หลงเชื่อ หรือขยายข่าวที่ก่อให้เกิดความกลัว ความเกลียดชัง หรือความแตกแยก

ในสังคม
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ขอเรียนย้ำว่า หลังจากมีถ้อยแถลงร่วมฯ เกิดขึ้น มิได้หมายถึงว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความอ่อนแอ แต่เป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยต้องใช้สติ ความเข้าใจ และความร่วมมือร่วมใจกัน ประเทศไทยจะยืนหยัดได้อย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยความเป็นเอกภาพของประชาชน การดำเนินการอย่างมีวุฒิภาวะ และการยึดมั่นในหลักกฎหมายและมาตรฐานสากล
ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ร่วมกันดูแลความมั่นคงของชาติ และขอความร่วมมือ ให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการเป็นหลัก

ป.ป.ช. มติเอกฉันท์เลือก ‘สุรพงษ์ อินทรถาวร’ เลขาธิการฯ คนใหม่ แทน ‘สาโรจน์’

ป.ป.ช. มติเอกฉันท์เลือก 'สุรพงษ์ อินทรถาวร' เลขาธิการฯ คนใหม่ แทน 'สาโรจน์'

ป.ป.ช. มติเอกฉันท์เลือก ‘สุรพงษ์ อินทรถาวร’ เลขาธิการฯ คนใหม่ แทน ‘สาโรจน์’

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.48 น.

มติเอกฉันท์ ป.ป.ช.เลือก “สุรพงษ์ อินทรถาวร ” หัวหน้าผู้ว่าคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง “คดีชั้น14” เป็นเลขาฯ คนใหม่ 

วันที่ 30 ธันวาคม2568 ผู้สื่อข่าวราย งานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาและมีมติเอกฉันท์เลือกนายสุรพงษ์ อินทรถาวร  รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.คนใหม่    แทนนายสาโรจน์ พึงรำพรรณ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ยื่นหนังสือลาออกจากราชการในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา 

สำหรับประวัติ  นายสุรพงษ์ อินทรถาวร  ปัจจุบันอายุ 59 ปี  การศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหงนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง  หลักสูตร ผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 17 หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 23 หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่นที่ 13 หลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 3    

เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ระดับ 3 สำนักงาน ป.ป.ป. 29 ตุลาคม 2533
เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ระดับ 6 สำนักงาน ป.ป.ช. 1 ตุลาคม 2542
นักกฎหมาย ป.ป.ช. ระดับ 8 สำนักงาน ป.ป.ช. 29 มิถุนายน 2550
ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครสวรรค์ 5 ตุลาคม 2555
ผู้อำนวยการศูนย์กำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 1 ตุลาคม 2557
ผู้อำนวยการสำนักคดี 23 มกราคม 2558
ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. 1 ตุลาคม 2560
รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. 1 ตุลาคม 2563
รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช 1 ตุลาคม 2568
วิทยานิพนธ์ รางวัลชมเชย หัวข้อ “การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐศึกษากรณี : การไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542” คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
 
งานที่ได้รับมอบหมายเป็นกรณีพิเศษ
– กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
– กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ.
– กรรมการดำเนินการขับเคลื่อนตามมาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย          การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
– อนุกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
– อนุกรรมการพิจารณาและให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงาน ป.ป.ท.
– อนุกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง
– อนุกรรมการบริหารงานคดี
– คณะทำงานจัดทำคำของบประมาณ
– คณะทำงานประเมิน ITA ของส่วนราชการภายในสำนักงาน ป.ป.ช.

ผลงานสำคัญ  
 (1) ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการฟ้องคดีปิดปากในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบ พ.ศ. …. ได้เป็นผลสำเร็จ และส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา จนท้ายที่สุดในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5  (สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ในวันพุธที่ 5  มีนาคม 2568   ที่ประชุมได้พิจารณามีมติเอกฉันท์ 506  เสียง   เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ .. พ.ศ. …. และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568  ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่  5  มิถุนายน 2569    และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6  มิถุนายน 2568  เป็นต้นไป  

อันจะเป็นมาตรการและกลไกในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช.    รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และยังทำให้กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของไทยมีมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับ สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003  (United Nations Convention against Corruption : UNCAC) ด้วย

(2) ยกร่างระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ การขอรับความช่วยเหลือ และการยกเลิกการให้ความช่วยเหลือตามมาตรา  132/2  พ.ศ. 2568  และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2568   และการขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายในฐานะประธานอนุกรรมการจัดเตรียมความพร้อมการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่แก้ไขเพิ่มเติม (Anti SLAPP Law) จนเสร็จสิ้นกระบวนการและมีผลบังคับใช้ได้เป็นผลสำเร็จ โดยระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ การขอรับความช่วยเหลือ และการยกเลิกการให้ความช่วยเหลือตามมาตรา 132/2 พ.ศ. 2568   ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26  กันยายน 2568  และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2568  เป็นต้นไป    และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2568  ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26  กันยายน 2568  และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6  มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

(3) หัวหน้าผู้ว่าคดีและการดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ บ.ค.1/2568  ระหว่าง อัยการสูงสุด คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ พันตำรวจโททักษิณหรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย (คดีชั้น 14  ) ชั้นบังคับโทษตามคำพิพากษา

ศิริกัญญา นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. ลงพื้นที่หมอชิต 2 ส่งประชาชนกลับบ้านปีใหม่

ศิริกัญญา นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. ลงพื้นที่หมอชิต 2 ส่งประชาชนกลับบ้านปีใหม่

ศิริกัญญา นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. ลงพื้นที่หมอชิต 2 ส่งประชาชนกลับบ้านปีใหม่

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.24 น.

“ศิริกัญญา” นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. สำรวจหมอชิต 2 ส่งประชาชนกลับบ้านปีใหม่-ชวนใช้สิทธิ 8 ก.พ. 69 รับคำอวยพรให้คว้าชัยเลือกตั้ง-ตั้งรัฐบาลประชาชน

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ภัสริน รามวงศ์ เขต 7 (เบอร์ 8), ชยพล สท้อนดี เขต 8 (เบอร์ 1) และ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ เขต 9 (เบอร์ 5) ได้เดินทางไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต 2) เพื่อส่งประชาชนที่กำลังเดินทางกลับภูมิลำเนา

น.ส.ศิริกัญญา ได้พูดคุยกับประชาชนที่กำลังรอโดยสารรถกลับบ้าน รวมถึงเจ้าหน้าที่ของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) โดยประชาชนได้เข้ามาชื่นชมการทำงานของศุภณัฐที่เกาะติดเกี่ยวกับการพัฒนาสถานีขนส่งหมอชิต 2 ทำให้เป็นสถานีขนส่งที่เป็นมิตรกับผู้ใช้บริการมากขึ้น มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการกวดขันเอาจริงเอาจังของอดีต สส. ในพื้นที่ แม้จะมีอีกหลายจุดที่ยังต้องอาศัยการแก้ไขเอาใจใส่มากขึ้น ทั้งนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น มีประชาชนเข้ามาให้กำลังใจและขอถ่ายภาพร่วมกับศิริกัญญาและทีมผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ  รวมถึงสอบถามเกี่ยวกับนโยบายของพรรคประชาชนด้วย 

ช่วงหนึ่ง น.ส.ศิริกัญญาและทีมผู้สมัคร สส. ได้พูดคุยกับกลุ่มทหารเกณฑ์ที่กำลังรอเดินทางกลับภูมิลำเนา พร้อมกับสื่อสารนโยบายของพรรคประชาชนที่ครอบคลุมประเด็นต่างๆ เช่น นโยบายกระจายอำนาจไม่ให้ความเจริญกระจุกอยู่ที่เมืองใหญ่ นโยบายระบบคมนาคมทั่วถึง เป็นธรรม และปลอดภัย รวมถึงนโยบายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ 100% เพิ่มสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม พร้อมกับเชิญชวนประชาชนให้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อร่วมกำหนดอนาคตของประเทศในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 

ประชาชนบางคนได้กล่าวว่าจะขอร่วมเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ กลับบ้านรอบนี้จะไปชวนครอบครัวและเพื่อนให้ออกไปเลือกตั้ง เหมือนครั้งหยุดสงกรานต์ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ที่ส่งให้พรรคก้าวไกลสามารถชนะการเลือกตั้งได้ โดยหวังว่าพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง