จุลพันธ์ นำทัพเพื่อไทยลุยจอมทอง-บางขุนเทียน ขอคะแนนหนุน ศรัณยสัณฑ์ เบอร์ 7

จุลพันธ์  นำทัพเพื่อไทยลุยจอมทอง-บางขุนเทียน ขอคะแนนหนุน ศรัณยสัณฑ์ เบอร์ 7

จุลพันธ์ นำทัพเพื่อไทยลุยจอมทอง-บางขุนเทียน ขอคะแนนหนุน ศรัณยสัณฑ์ เบอร์ 7

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.33 น.

“จุลพันธ์” นำทัพเพื่อไทยลุยจอมทอง–บางขุนเทียน ขอคะแนนหนุน “ศรัณยสัณฑ์ เบอร์ 7” พร้อมเยี่ยมสถานีดับเพลิงดาวคะนอง เน้นความปลอดภัยปีใหม่ 2569

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตลาดพิบูลย์วิทย์ 3 เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ปราศรัยหาเสียงสนับสนุน นาย
ศรัณยสัณฑ์ วีรกุลสุนทร ผู้สมัคร สส.กทม. เขตบางขุนเทียน (เฉพาะแขวงท่าข้าม) เขตจอมทอง (ยกเว้นแขวงบางขุนเทียน) เบอร์ 7 พรรคเพื่อไทย 

นายจุลพันธ์ และ นายศรัณยสัณฑ์  ได้เดินพบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการภายในตลาดรวมถึงพูดคุยขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้ากันอย่างอบอุ่น โดยตลอดทางมีพี่น้องประชาชนมอบดอกกุหลาบ คล้องพวงมาลัยเป็นกำลังใจให้กับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย พร้อมตะโกนส่งเสียง “ศรัณยสัณฑ์ เบอร์7 พรรคเพื่อไทยเบอร์9” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ขอคะแนนเสียงจากพี่น้องชาวจอมทองให้ช่วยเหลือกผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยด้วย

จากนั้นเวลา 18.00 น. เดินทางไปสถานีดับเพลิงดาวคะนอง เพื่อพูดคุยถึงการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าและวันขึ้นปีใหม่ 2569 โดยนายจุลพันธ์ ได้กล่าวกับทีมดับเพลงสถานีดับเพลิงดาวคะนองว่าวันนี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมสถานีดับเพลิงดาวคะนอง เพื่อขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เสียสละเวลาในการช่วยดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เพราะในช่วงเวลานี้ พี่ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องอยู่เวรและทำงานกันอย่างหนัก เพื่อดูแลบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน

ขณะเดียวกัน การมาเยี่ยมสถานีดับเพลิงในวันนี้ ก็ได้ทราบว่าสถานที่ของสถานีดับเพลิงแห่งนี้มีอายุนานกว่า 70 ปี และทราบว่ากำลังจะได้รับงบประมาณในการดูแลในเวลาอันใกล้นี้ก็น่ายินดี และเราได้ทราบจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงด้วยเช่นกันว่า ในการปฏิบัติงานดับเพลิงนั้น ได้มีอุปกรณ์สำคัญชิ้นหนึ่งที่มีประโยชน์ในการช่วยตรวจจับความร้อนและค้นหาผู้รอดชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ก็คือ โดรนตรวจจับความร้อน ซึ่งทราบว่ายังมีไม่เพียงพอ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเองก็ให้ความสนใจและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือการปฏิบ้ติงานของเจ้าหน้าที่ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะการนำเทคโนโลยีมาใช้ตรงกับนโยบายพรรคเพื่อไทย ซึ่งเราก็จะสนับสนุนในจุดนี้เพื่อให้มีโอกาสได้นำมาใช้งานได้เพิ่มมากขึ้นและเป็นประโยชน์ในการทำงานช่วยเหลือพี่น้องคนไทยได้มากขึ้น

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ได้ฝากความห่วงใยถึงพี่น้องคนไทยในช่วงเทศกาลด้วยว่า ขอให้พี่น้องประชาชนได้โปรดระมัดระวังเรื่องฟืนไฟ และอุบัติเหตุเพราะในช่วงเทศกาลนั้นมักมีเหตุเกิดขึ้นมากกว่าปกติ และรวมถึงการเดินทางก็ขอให้พี่น้องประชาชน ได้เดินทางกันอย่างปลอดภัย มีสติ เมาไม่ขับดูแลสภาพรถและดูแลสุขภาพตนเองให้ดีก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัยและความสุขในเทศกาลปีใหม่นี้

ทั้งนี้คณะของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายกิตติพล รวยฟูพันธ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 25 เบอร์4, นางสาวอรชพร คงวุฒิปัญญา ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 30 เบอร์ 10,  นางสาวเสาวณีย์ คงวุฒิปัญญา ผู้สม้คร สส.กทม.เขต 32 เบอร์ 2 และนายสากล ม่วงศิริ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต27 เบอร์1 มาร่วมหาเสียงกับพี่น้องประชาชนด้วย
 

หัวหน้าเท้ง ลุยหาเสียงสมุทรปราการเมืองอุตสาหกรรม ชูนโยบายเดินหน้าจัดการมลพิษ

หัวหน้าเท้ง ลุยหาเสียงสมุทรปราการเมืองอุตสาหกรรม ชูนโยบายเดินหน้าจัดการมลพิษ

หัวหน้าเท้ง ลุยหาเสียงสมุทรปราการเมืองอุตสาหกรรม ชูนโยบายเดินหน้าจัดการมลพิษ

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.30 น.

‘เท้ง’ ลงหาเสียงพื้นที่สมุทรปราการเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของไทย พร้อมชูนโยบายเดินหน้าจัดการมลพิษและปฏิรูประบบกฎหมาย หวังฟื้นฟูและดูแลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเต็มที่

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. ลงพื้นที่พบปะประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ ในช่วงบ่าย โดยขึ้นรถแห่จากตลาดปากน้ำ ไปยังอำเภอพระประแดง และปิดท้ายที่ตลาดนัดลานทราย

ในพื้นที่สมุทรปราการ พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 8 เขต ดังนี้ พนิดา มงคลสวัสดิ์ เขต 1 (เบอร์ 7), รัชนก สุขประเสิรฐ เขต 2 (เบอร์ 7), พิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ เขต 3 (เบอร์ 4), ชนสิษฎ์ ยอดฉิม เขต 4 (เบอร์ 2), นิตยา มีศรี เขต 5 (เบอร์ 11), วีรภัทร คันธะ เขต 6 (เบอร์ 7), บุญเลิศ แสงพันธุ์ เขต 7 (เบอร์ 8), เทพฤทธิ์ ภาษี เขต 8 (เบอร์ 9) . นายณัฐพงษ์พร้อมผู้สมัคร สส. กล่าวขอบคุณประชาชนที่ออกมาต้อนรับเนืองแน่น พร้อมให้กำลังใจให้สู้ศึกเลือกตั้งเต็มที่ โดยณัฐพงษ์ได้รับฟังปัญหาที่สะท้อนจากประชาชนขณะพบปะกัน จากนั้นจึงได้กล่าวถึงนโยบายที่พรรคประชาชนหากได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาลประชาชนก็พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนที่พี่น้องประชาชนเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศกำลังได้รับผลกระทบอยู่ 

โดยสะท้อนให้เห็นว่า บ้านเมืองกำลังขาดกฎหมายเปิดเผยข้อมูล หรือ PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) ที่ทำให้รัฐไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า โรงงานแต่ละแห่งปล่อยมลพิษชนิดใด ปริมาณเท่าไร เป็นลักษณะกำกับดูแลแบบแยกส่วน ทำให้มีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเมื่อมีการร้องเรียนมากกว่าจะป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดตั้งแต่เริ่ม ตลอดจนละเลยการประเมินถึงศักยภาพในการรองรับมลพิษในแต่ละพื้นที่ และปล่อยให้เป็นภัยต่อประชาชนที่เกิดขึ้นซ้ำซาก

ด้วยเหตุนี้ นายณัฐพงษ์ จึงได้ย้ำแนวทางนโยบายที่จะแก้ปัญหา หากได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาลประชาชน ด้วยการเดินหน้าปฏิรูประบบกำกับดูแลมลพิษอุตสาหกรรมระบบกำกับดูแลมลพิษอุตสาหกรรม โดยตรากฎหมายเผยรายงานข้อมูลมลพิษสำหรับสาธารณะ (PRTR), แบ่งเขตมลพิษชัดเจน เชื่อมโยงข้อมูลโรงงาน ไปจนถึงลงทุนระบบจัดการขยะ เปลี่ยนขยะเป็นทรัพย์สิน เช่น จัดการเรื่องหลุมฝังกลบ จัดการโครงสร้างจัดการมลพิษที่ไร้เอกภาพ เป็นต้น
 

นายกฯเรียก ‘สีหศักดิ์-บิ๊กเล็ก’ กำชับเฝ้าชายแดนช่วงปีใหม่ หลังพ้นเฝ้าระวัง หยุดยิง 72 ชม.

นายกฯเรียก ‘สีหศักดิ์-บิ๊กเล็ก’ กำชับเฝ้าชายแดนช่วงปีใหม่ หลังพ้นเฝ้าระวัง หยุดยิง 72 ชม.

นายกฯเรียก ‘สีหศักดิ์-บิ๊กเล็ก’ กำชับเฝ้าชายแดนช่วงปีใหม่ หลังพ้นเฝ้าระวัง หยุดยิง 72 ชม.

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.05 น.

นายกฯเรียก‘สีหศักดิ์-บิ๊กเล็ก’ กำชับเฝ้าชายแดนช่วงปีใหม่ หลังพ้นเฝ้าระวัง หยุดยิง 72 ชม. 

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เชิญนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ร่วมหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังครบกำหนดหยุดยิง 72 ชั่วโมง ตามถ้อยแถลงการลงนาม Joint Statement

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้มีการละเมิดข้อตกลง ในช่วงวันหยุดปีใหม่ เพื่อสร้างความสบายใจให้กับประชาชน โดยรัฐบาลยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างดีที่สุด

ชูวิทย์ ตบหน้า ปวิน หลังโพสต์พาดพิง ส่งลูกสาวซบภูมิใจไทย ชี้เข้าใจผิด ยันคนละ ชูวิทย์

ชูวิทย์ ตบหน้า ปวิน หลังโพสต์พาดพิง ส่งลูกสาวซบภูมิใจไทย ชี้เข้าใจผิด ยันคนละ ชูวิทย์

ชูวิทย์ ตบหน้า ปวิน หลังโพสต์พาดพิง ส่งลูกสาวซบภูมิใจไทย ชี้เข้าใจผิด ยันคนละ ชูวิทย์

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.48 น.

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 นาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาโพสต์ ถึงกรณีที่ถูก นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.เกียวโต โพสต์พาดพิงว่า “ทุเรศ นี่คือสาเหตุที่ชูวิทย์นั่งด่าส้มทุกวัน แต่อวยอนุทิน ก็เพราะส่งลูกสาวเข้ารังหนู อุตสหกรรมเน่าๆ ในครอบครัว” 

ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ลูกชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แต่เป็นลูกสาวของนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือ “ชูวิทย์ กุ่ย” 

โดยนาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความว่า เรื่องการเมืองควรเรียนรู้ให้ดี

มีหลายคนเข้าใจผิดว่า ที่ผมออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคส้ม เพราะส่งลูกสาวไปลงสมัคร ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ผมชื่อ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์“ ลูกสาวผมชื่อ ต๊ะ ตระการตา กมลวิศิษฎ์ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวการเมืองใดๆ

ส่วนคุณ “ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ” หรือ “ชูวิทย์ กุ่ย“ อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย ย้ายไปพรรคภูมิใจไทยแล้ว และส่งลูกสาวลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย เป็นคนละคนกันครับ แต่ชื่อ “ชูวิทย์” เหมือนกัน แม้จะลบโพสต์ไปแล้ว แต่ผมก็ต้องขอชี้แจง เพราะจะทำให้สังคมสับสน

ผมไม่ได้ด่าส้มเพราะอคติ แต่เพื่อให้ “ทันการเมืองเก่า“ หากเปิดใจ จะเข้าใจด้อมส้มแก่ (แต่หัวใจยังหนุ่ม) แต่หากยังอยากด่าผมก็มาหาผมได้ตลอด บ้านผมอยู่แถวสุขุมวิท 24 คนรู้จักกันทั้งซอย

ส่วน ชูวิทย์ กุ่ย ผมไม่ได้รู้จักท่าน ทราบว่าบ้านอยู่อุบลราชธานี ไปให้ถูกบ้าน ด่าให้ถูกคน

สีหศักดิ์ บรรยายสรุปคณะทูต เผยปล่อย 18 ทหารเขมร ขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคง

สีหศักดิ์ บรรยายสรุปคณะทูต เผยปล่อย 18 ทหารเขมร ขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคง

สีหศักดิ์ บรรยายสรุปคณะทูต เผยปล่อย 18 ทหารเขมร ขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.32 น.

กต.บรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา  ให้คณะทูตานุทูต60 ประเทศ 1 องค์กร และ 3 องค์การระหว่างประเทศ รวม 78 คนฟัง

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว ถึงพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับผลการบรรยายสรุป แก่คณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการประชุมสามฝ่ายที่เพิ่งเกิดขึ้นที่ประเทศจีน โดยในวันนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้บรรยายสรุปแก่คณะทูตเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางเยือนมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับวันนี้มีผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุป ประกอบไปด้วยคณะทูตจาก 60 ประเทศ 1 องค์กร และ 3 องค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 78 ท่าน 

โดยมีประเด็นสำคัญของการบรรยายสรุปแบ่งออกเป็น 3 ส่วน  ประเด็นแรก ผลของการเยือนจีน เมื่อวันที่ 28-29 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางเยือนมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพบหารือทวิภาคีกับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และยังได้เข้าร่วมการประชุม 3 ฝ่ายระหว่าง  ไทย กัมพูชา และจีน เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตามคำเชิญของฝ่ายจีน ซึ่งทั้ง3ฝ่ายได้ออกข่าวสารนิเทศร่วมกันภายหลังการประชุม 

ประเด็นที่ 2 ในการหารือทวิภาคีกับฝ่ายจีน นายสีหศักดิ์ได้ขอบคุณจีน ในบทบาทและความเข้าใจ ในการสนับสนุนสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ในแนวทางแบบเอเชีย หรือ ASEAN Way ซึ่งฝ่ายจีนยินดีต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ผ่านการหารือทวิภาคี โดยย้ำความเคารพหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในและประสงค์เป็นเพียงช่องทางหรือแพลตฟอร์มในการสนับสนุนการดำเนินการเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่าง 2 ประเทศ

ในการหารือไตรภาคีทั้ง 3 ฝ่าย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุกดของเหตุการณ์ ภายหลังข้อตกลงหยุดหยิ่ง แนวทางการส่งเสริมการหยุดยิงที่แท้จริงและสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างทั้ง2 ประเทศ ซึ่งเรื่องสำคัญคือการฟื้นฟูเรื่องการไว้เนื้อเชื่อใจของทั้งความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติรวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด 

ฝ่ายไทยยังได้ย้ำความประสงค์ที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน step by step ภายหลังการหยุดยิง โดยไทยเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพเสมอมา และต้องการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในระหว่างรัฐบาลกับประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยทั้งสองฝ่ายจะหารือเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ เช่น การลดการเผชิญหน้า การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การถอนอาวุธหนัก การปราบปรามสแกรมเมอร์เมอร์ เป็นต้น   เพื่อนำความปลอดภัยกลับมาสู่ประชาชนทั้งสองฝั่งให้ใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ฝ่ายจีนยินดีกับไทยและกัมพูชาที่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงผ่านการหารือทวิภาคี   และได้แสดงความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนที่จำเป็นในการเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ผ่านคณะทำงานประสานงานร่วม และร่วมมือทวิภาคีอื่นๆ รวมทั้งให้ ความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมแก่คณะผู้สังเกตการณ์ AOT เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองทัพจีนจะยังคงติดต่อกับกองทัพกัมพูชาและกองทัพไทย เพื่อให้การสนับสนุนในการเสริมสร้างความยั่งยืนของการหยุดยิงเมื่อจำเป็น ย้ำเมื่อำเป็น และได้รับการร้องขอจากไทยและกัมพูชา 

ประเด็นที่ 2  ที่นายศรศักดิ์ได้บรรยายสรุปให้แก่คณะทูต คือ การดำเนินการตามถ้อยแถลงร่วมของการประชุม GBC สมัยพิเศษ  การประชุมสามฝ่ายระหว่าง ไทย กัมพูชา และจีน ครั้งนี้เป็นการหารือต่อยอด จากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC  สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ในปี 2568 ระหว่างวันที่24-27 ธ.ค.2568 ที่ จ. จันทบุรี ซึ่งมีคณะผู้สังเกตการณ์ AOT เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย ในการประชุม GBC ครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามแถลงการณ์ร่วม หรือ Joint Statement เกี่ยวกับการหยุดยิง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีแถลงการณ์เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดนี้แล้ว การหยุดยิงได้เริ่มต้นตั้งแต่เวลา 12.00 น.เที่ยง ของวันที่ 27 ธ.ค.2568 โดยมีการติดตามและเฝ้าสังเกตการณ์เป็นระยะเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งได้ครบกำหนดไปเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันนี้(30 ธ.ค.68) 

“ที่ผ่านมาไทยได้ปฏิบัติตาม Joint Statement อย่างเคร่งครัด  แต่ปรากฏว่าฝ่ายความมั่นคงได้ตรวจพบโดรน กัมพูชา บินล้ำเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย ซึ่งเข้าข่ายการละเมิดถ้อยแถลงร่วม  ข้อ 6 ที่กำหนดไว้ ว่าจะต้องละเว้นการดำเนินการยั่วยุใดใด รวมถึงการปฏิบัติการทางทหารที่ล่วงล้ำน่านฟ้า ดินแดน หรือที่เป็นที่ตั้งของอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายไทยจึงกำลังพิจารณา เรื่องการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ซึ่งทราบว่าได้มีการสื่อสารระหว่างกระทรวงกลาโหมของทั้งสองฝ่ายโดยตรงแล้ว เป็นไปตามข้อ 14 ของถ้อยแถลงการณ์ร่วม และทางกัมพูชา  โดยกระทรวงกลาโหม ก็ได้ออกประกาศห้ามบินโดรนในประเทศ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย- กัมพูชา แล้ว สำหรับเรื่องการพิจารณาวันและเวลาของการปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18  คน ขณะนี้อยู่กับฝ่ายความมั่นคงที่จะพิจารณา ก็คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้” 

นายนิกรเดช กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นสุดท้าย  คือการจัดการเกี่ยวกับฟิชชิ่ง Phishing โดยการดำเนินการต่อไป ไทยและกัมพูชา จะต้องเคารพและปฏิบัติตาม  Joint Statement 
อย่างเคร่งครัดต่อไป โดยมีโรดแมปที่จะดำเนินการ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งรวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย 

สำหรับเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ ครั้งก่อนการลงนามถ้อยแถลงร่วมเพียงไม่นาน และหลังการลงนามไปแล้ว 2 วัน กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว โดยฝ่ายไทยในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญาออตาวา ก็จะรวบรวมหลักฐานต่างๆโดยละเอียด เพื่อพิสูจน์ พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงตามกรอบปฏิบัติตาม ถ้อยแถลงร่วม และได้มีหนังสือประท้วงถึงกัมพูชา รวมถึงการดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาออตตาวาอย่างถึงที่สุด 

จากการประเมินเบื้องต้น เราคาดว่ายังมีทุนระเบิด ที่ฝ่ายกัมพูชาติดตั้งไว้ใหม่ในพื้นที่ชายแดนอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมก่อนมีการลงนามถ้อยแถลงร่วม และเมื่อใดที่เหตุการณ์ทหารไทยเหยียบระเบิด ไทยก็จำเป็นที่จะต้องยื่นเรื่องซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสากล และเป็นการแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการของไทยที่มีผลในเชิงกฎหมายและมีผลทางการทูตอย่างชัดเจน เป็นหลักฐานสำคัญในระบบกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการรักษาความชอบธรรม และปกป้องสิทธิและอธิปไตยของไทยในนระยะยาว  แต่สิ่งที่สำคัญขณะ คือ การที่พี่น้องประชาชนจะสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยโดยเฉพาะในห้วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองในการประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อความมั่นใจของพี่น้องประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้สรุปให้คณะทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟังในวันนี้ 

นายนิกรเดช กล่าวถึงการลงทะเบียนการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ซึ่งในช่วงนี้ประเทศไทยได้เริ่มมีความคึกคักในบรรยากาศของการเลือกตั้ง โดยคนไทยในประเทศ สามารถเริ่มลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า หรือเลือกตั้งนอกเขตได้แล้ว สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ทั่วโลกก็พร้อมจัดการเลือกตั้งให้คนไทยในต่างแดน ซึ่งปัจจุบันคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ กว่า 1.5 ล้านคน  กระทรวงการต่างประเทศได้เปิดให้ชุมชนไทยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 และจะปิดการลงทะเบียนในวันที่ 5 ม.ค.2569 จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยในต่างประเทศมาร่วมลงทะเบียนเลือกตั้ง โดยหากไม่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรภายในเวลาที่กำหนด ก็จะไม่สามารถใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ ในกรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศ ได้ประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อรณรงค์การลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ในพื้นที่ที่มีคนไทยพำนักอาศัยเป็นจำนวนมาก เช่น  เกาหลีใต้ สิงคโปร์ อิสราเอล โดยจัดคณะเดินทางไปให้ข้อมูลและซักซ้อมขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ให้รับทราบโดยทั่วกัน สำหรับคนไทยในต่างแดนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนก็ขอเชิญชวนให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไทย ของ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ หรือ ดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ของกระทรวงมหาดไทย ภายในวันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 23.59 น. (เวลาประเทศไทย) 

นายนิกรเดช กล่าวถึง ของขวัญปีใหม่ ของกระทรวงการต่างประเทศ ให้กับประชาชน เนื่อง ในโอกาสเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ขอส่งความปรารถนาดีไปยังพี่น้องประชาชนทุกคน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระทรวงฯได้เตรียมมอบของของขวัญปีใหม่ในรูปแบบ ของการอำนวยความสะดวก ในการทำหนังสือเดินทาง บัตรประชาชน และนิติกรต่างๆ ในช่วงปีใหม่ ดังนี้

1. การให้บริการหนังสือเดินทางด่วน ภายในวันเดียว คือ ทำเช้ารับบ่ายโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม ระหว่างวันที่ 5-16 ม.ค.2569| ยกเว้นวันเสาร์และวันอาทิตย์ จำนวน 100 เล่ม ต่อวัน ที่กรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ  และสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวทั่วประเทศ โดยขอให้รับเล่มที่กรมการกงสุล  

2. การให้บริการ กงสุลสัญจร ของขวัญตลอดปี เพื่อให้บริการหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ในพื้นที่จังหวัดที่ไม่มีสาขา สำนักงานหนังสือเดินทางตั้งอยู่ ทั่วประเทศรวม 12 ครั้ง ตลอดปี 2569 เฉลี่ยเดือนละหนึ่งครั้ง 

3. การให้บริการนิติกรเอกสารด่วน คือทำเช้ารับบ่าย โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมบริการด่วน ระหว่างวันที่ 5 ถึง 16 มกราคม 2569 ยกเว้นวันเสาร์และวันอาทิตย์ จำกัดคนละหนึ่งเอกสารของตนและบุคคลในครอบครัวเท่านั้น ที่กรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ สำนักงานสัญชาติและนิติกร ปทุมวัน ฝ่าย สัญชาติและนิติกร และที่สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ภูเก็ต  เชียงใหม่ สงขลา อุบลราชธานี และพัทยา 

4. บริการรถทะเบียนเคลื่อนที่ของ กทม. ที่กรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ  โดยกรมการกงสุลร่วมกับกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 5 ถึง 16 มกราคม 2569 เพื่อให้บริการทำบัตรประชาชนใหม่ และคัดสำเนาเอกสารทะเบียนราษฎร์ ภาษา ไทยและภาษาอังกฤษ สามประเภท ได้แก่ ทะเบียนบ้าน สูติบัตร และมรณบัตร 

สุดท้ายนี้ ในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 กระทรวงการต่างประเทศ ขอส่งความปรารถนาดี ไปยังประชาชนชาวไทยและพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน ขออวยพรให้ทุกท่านและครอบครัวมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ ประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดทั้งปี กระทรวงการต่างประเทศ ขอมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจด้านการทูต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยตลอดจนความปลอดภัยของประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ขอให้ปีใหม่ปีนี้ เป็นปีแห่งความเจริญก้าวหน้าและความสงบสุขของคนในชาติและประชาชนทุกท่าน

เลือกแล้วค่ะ เลือกพรรคภูมิใจไทยแล้วค่ะ ‘ฮาย อาภาพร’ ขึ้นรถสาย 37 อีกคน (คลิป)

เลือกแล้วค่ะ เลือกพรรคภูมิใจไทยแล้วค่ะ 'ฮาย อาภาพร' ขึ้นรถสาย 37 อีกคน (คลิป)

เลือกแล้วค่ะ เลือกพรรคภูมิใจไทยแล้วค่ะ ‘ฮาย อาภาพร’ ขึ้นรถสาย 37 อีกคน (คลิป)

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.02 น.

เวอร์ชั่นที่2ตามมาติดๆ! ‘ภูมิใจไทย’ เปิดตัวเพลง ‘เลือกแล้วค่ะ’ ดึงนักร้องดัง ‘ฮาย อาภาพร’ โชว์ลูกคอ ‘เลือกภูมิใจไทยแล้วค่ะ’

วันที่ 30 ธันวาคม 2568  พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้มีการเปิดตัวเพลงหาเสียง สำหรับการเลือกตั้งในปี2569  เป็นเวอร์ชั่น ที่ 2  โดยดึงนักร้องดัง “ฮาย” อาภาพร นครสวรรค์ มาร้อง ในชื่อเพลง “เลือกแล้วค่ะ” ซึ่งแปลงมาจากเนื้อเพลง “เลิกแล้วค่ะ” ของฮาย อาภาพร ซึ่งเป็นเพลงดังเมื่อปี 2544

โดยเนื้อร้อง ระบุตอนหนึ่งว่า  “เลือกแล้วค่ะ เลือกพรรคภูมิใจไทยแล้วค่ะ ได้เบอร์แล้วค่ะ เบอร์ 37 นะคะ อ๋อไม่หรอกค่ะ ไม่เลือกพรรคอื่นหรอกค่ะ เลือกตั้งอีกครั้งคราวนี้ ขอเลือกคนดีเข้าสู่สภา ไม่คิดจะเลือกพรรคใด เลือกภูมิใจไทยพรรคเดียวเลยหนา พรรคนี้เขาเป็นกันเอง มีแต่คนเก่งช่วยกันนำพา รักพรรครักตัวคนทั้งใจ เลือกภูมิใจไทยด้วยใจศรัทธา”

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพจพรรคภูมิใจไทย ได้เปิด เพลงแคมเปญหาเสียง พรรคภูมิใจไทย  แต่งโดย “ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค”  ร้องโดย “สุเมธ องอาจ” ซึ่งเป็นเพลงแรก ไปแล้ว  

ขอบคุณคลิป : สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว 

เคลมเก่ง! ชาวเน็ตจับโป๊ะ ‘เท้ง’ ก๊อป ‘ดาต้าบูโร’ เอกนิติ

เคลมเก่ง! ชาวเน็ตจับโป๊ะ 'เท้ง' ก๊อป 'ดาต้าบูโร' เอกนิติ

เคลมเก่ง! ชาวเน็ตจับโป๊ะ ‘เท้ง’ ก๊อป ‘ดาต้าบูโร’ เอกนิติ

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.10 น.

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งชื่อ “Wipaporn Niponsukchot” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า #เอกนิติเป็นเจ้าของไอเดียดาต้าบูโร #เท้งเคลมผลงาน #พรรคประชาชนจะเป็นคนดีกี่โมง

#DataBureauคืออะไร

สรุปสั้น ๆ คือ ดร.เอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นผู้ประกาศตั้ง DATA BUREAU เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2568 เพื่อ เป็นมาตรฐานการกำกับดูแลทางการเงินของไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยล๊อกเป้าตรวจสอบ 3 ช่องทาง คือ  
1. คริปโท เคอเรนซี่  
2.  การแลกเงิน และ 
3.  การซื้อขายทองคำและDerivative หรือ อนุพันธ์ (ตราสารทางการเงินที่มีมูลค่ามาจากสินทรัพย์อื่น (Underlying Asset) เช่น หุ้น, ทองคำ, น้ำมัน, หรือสกุลเงิน)

#หลักการทำงานของDataBureau
มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบและสกัดเงินเทาหรือธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย  โดยตรวจสอบใน 3 เรื่องหลัก คือ 
1.  การพิสูจน์ตัวตน (Know Your Customer หรือ KYC)  คือ ตรวจสอบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นมีตัวตนจริงไหมหรือเป็นนอมินีหรือไม่
2. พฤติกรรม  โดยตรวจสอบพฤติกรรมผิดปกติ เช่น เข้ามาแบบนักท่องเที่ยวแต่มีเงินไหลเข้ามากผิดปกติ
3. ธุรกรรม หรือ Transaction โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบตรวจสอบการไหลเข้าออกของเงินผ่านแพลทฟอร์มหรือช่องทางต่าง ๆ
อ่านรายละเอียดที่  https://www.efinancethai.com/Laste…/LatestNewsMain.aspx

ความเห็นส่วนตัว อะไรดีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราไม่ควรหวงหรือกั๊ก แต่พรรคประชาชนเป็นพรรคที่ชี้นิ้วประนามคนอื่นตลอดมา แต่ในพรรคกลับมีทั้งส.ส.จาบจ้วงสถาบัน หนีทหาร ข่มขืนล่วงละเมิด ทุจริตคอรัปชั่น ฟอกเงิน ค้ายาเสพติด และพัวพันกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนBRN อยากถามว่า พรรคประชาชนจะมีมโนสำนึกบ้างหรือไม่?  และอยากถามชาวไทยว่า พอหรือยังกับการมีส.ส. แบบนี้

#PeopleParty #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #มีส้มไม่มีเทา #เลือกพรรคภูมิใจไทย #ภูมิใจไทย

เนเน่ รัดเกล้า สอนมวย โดม ปกรณ์ ลัม ปมคอมเมนต์คุกคาม ‘จินนี่ ยศสุดา’ พร้อมหนุนดำเนินคดี

เนเน่ รัดเกล้า สอนมวย โดม ปกรณ์ ลัม ปมคอมเมนต์คุกคาม 'จินนี่ ยศสุดา' พร้อมหนุนดำเนินคดี

เนเน่ รัดเกล้า สอนมวย โดม ปกรณ์ ลัม ปมคอมเมนต์คุกคาม ‘จินนี่ ยศสุดา’ พร้อมหนุนดำเนินคดี

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.18 น.

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก โดม ปกรณ์ ลัม ดาราดังเข้ามาแสดงความคิดเห็นที่ดูไม่เหมาะสมใต้โพสต์ของ “ดิว วีรวัฒน์” ที่เกี่ยวกับ “จินนี่ ยศสุดา” ลูกสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคไทยสร้างไทย ด้วยถ้อยคำเชิงคุกคามทางเพศ

ต่อมา โดม ปกรณ์ ลัม จะอัดคลิปขอโทษ และยอมรับว่าตนเองเป็นคนโพสต์ข้อความดังกล่าวจริง เพราะว่าเมื่อคืนก็มีการกินเลี้ยงปีใหม่กัน แล้วผมไม่ทราบเลยว่าน้องผู้หญิงในรูปเป็นใคร 

ล่าสุด  นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน)  ได้แสดงความเห็นถึงประเด็นดังกล่าวเช่นกัน โดยระบุว่า ปัญหาไม่ใช่ คำว่า เ◌ี่ยน…  แต่มันคือคุณคิดไม่ได้

#อ่านให้จบ ไม่ได้เกาะกระแส แต่หลังจากรับฟังคลิปชี้แจงและคำขอโทษของคุณโดม ดิฉันกลับรู้สึกคาใจอยู่ 2 ประเด็น

#หนึ่ง ไม่ว่าผู้หญิงในภาพจะเป็นใคร เป็นสามัญชน เป็นนักแสดง เป็นพริตตี้ เป็น sex worker หรือเป็นลูกหลานนักการเมือง ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน และสมควรได้รับความเคารพอย่างเท่าเทียมกันค่ะ

การที่คุณโดมอธิบายว่า การพูดคุยในลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติในกลุ่มเพื่อน และที่ชี้แจงว่า “ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร” จึงทำให้เรื่องบานปลาย… สิ่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่น่าทบทวน เพราะความเคารพไม่ควรถูกผูกไว้กับสถานะ อำนาจ หรือความสัมพันธ์ทางสังคมของใครบางคน ไม่ใช่ว่าเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็น “ลูกของผู้ใหญ่” แล้วจึงค่อยตระหนักถึงความไม่เหมาะสม ดิฉันขอย้ำหลักการเดิมว่า “ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มีคุณค่าและศักดิ์ศรีที่คู่ควรได้รับความเคารพ” อย่างเท่าเทียมกันค่ะ

ในประเด็นเรื่องสิทธิตรงนี้… ขอเสริมไปถึงอีกกรณีหนึ่ง ที่มีนักวิชาการที่เอาเรื่องราว แหล่งกำเนิดของผู้หญิงบางคนมาใช้เป็นเครื่องมือในการวิพากษ์วิจารณ์ ดิฉันไม่สนใจว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นนักการเมืองจากพรรคใด หรือมีจุดยืนตรงกับดิฉันหรือไม่ …แต่ดิฉันยึดหลักเดียวกัน คือ หากท่านจะตำหนิใคร ควรตำหนิจาก “การกระทำที่ผิด” ไม่ใช่การดูหมิ่นเกียรติหรือศักดิ์ศรีจากสิ่งที่เขาไม่ได้ทำผิด

ด้วยความเคารพที่ดิฉันมีให้ท่านเสมอมา… เราไม่ควรใช้ “สิทธิของตน” ไปลดทอน “สิทธิของผู้อื่น” ดิฉันไม่อยากเห็นท่านทำพฤติกรรมที่ไม่ต่างจากที่เขาทำค่ะ ดิฉันเองก็รับไม่ได้กับพฤติกรรมของเขาที่อ้าง “สิทธิในการแสดงออก” มาว่าร้าย ทำร้าย ลดทอน สถาบันอันเป็นที่รักและเป็นศูนย์รวมของศรัทธาของพวกเราปวงชนชาวไทย แต่เราต้องไม่ลดตนเองไปมีพฤติกรรมที่ไม่ต่างจากสิ่งที่เรากำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ค่ะ

#สอง การที่คุณโดมกล่าวว่า “อย่าดึงผมไปเกี่ยวกับการเมือง ผมอยู่วงการบันเทิง ไม่เคยสนใจ และไม่รู้เรื่องจริง ๆ” สะท้อนความเข้าใจต่อคำว่า “การเมือง” ที่น่าเป็นห่วง …หลายคนอาจมีทัศนคติไม่ดีเกี่ยวกับการเมือง แต่การเมืองเป็นมากกว่านั้น มันคือเรื่องของการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ประเทศ และโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคน รวมถึงเรื่องของสิทธิ ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยค่ะ

การที่คุณมองว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า มันทำให้คุณไม่รู้ว่าใครเป็นใคร …แต่คือการที่มันทำให้คุณ ไม่รู้ว่าสังคมควรก้าวไปทางไหน และเหตุใดแนวคิดบางอย่างจึงไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบันและกฎหมายที่กำลังพัฒนาไป

ในความเป็นจริงแล้ว นักร้อง นักแสดง นักการเมือง ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก …เราล้วนเป็นบุคคลสาธารณะ และเป็นผู้นำทางความคิดในระดับหนึ่ง การมีชื่อเสียงย่อมมาพร้อมอิทธิพลต่อทัศนคติ ค่านิยม และพฤติกรรมของสังคม โดยเฉพาะต่อเยาวชน จึงปฏิเสธความรับผิดชอบในบทบาทนี้ไม่ได้

With great power comes great responsibility
พลังอันยิ่งใหญ่ ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่

ดิฉันสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องฉบับใหม่ …ไม่ใช่เพื่อกลั่นแกล้งหรือทำลายใคร แต่เพื่อย้ำเตือนสังคมว่า เสรีภาพในการแสดงออก ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและวิจารณญาณ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม คือการสร้างมาตรฐานทางสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นหลักประกันว่า “พื้นที่สาธารณะ” จะปลอดภัยสำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย อย่างเท่าเทียมกัน

ผู้สมัคร ส.ส.ภท. โต้เพจดัง กล่าวหารวยผิดปกติจากเงินวัด โร่แจ้งความ ยันทำธุรกิจสุจริต

ผู้สมัคร ส.ส.ภท. โต้เพจดัง กล่าวหารวยผิดปกติจากเงินวัด โร่แจ้งความ ยันทำธุรกิจสุจริต

ผู้สมัคร ส.ส.ภท. โต้เพจดัง กล่าวหารวยผิดปกติจากเงินวัด โร่แจ้งความ ยันทำธุรกิจสุจริต

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

‘ผู้สมัครสส.มหาสารคาม ภท.’ โต้เพจดัง ยันสุจริตทำธุรกิจ 10 ปี – เป็น ส.ท. 2 สมัย ตรวจสอบได้ ก่อนแจ้งความเป็นหลักฐาน หลังถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติจากเงินวัด

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เพจ CSI LA โพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับ นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตให้ตรวจสอบกรณีอดีตคนขับรถของวัดป่าวังน้ำเย็นจ.มหาสารคาม ซึ่งปัจจุบันลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยอ้างว่ามีฐานะร่ำรวยรวดเร็วผิดปกติภายในระยะเวลาไม่กี่ปีนั้น

ล่าสุด นายฤทธิรงค์ ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การนำข้อมูลดังกล่าวมาเผยแพร่เป็นการโจมตีทางการเมือง พร้อมยืนยันว่า ตนประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ด้วยความสุจริต มีทั้งห้างร้านและบริษัทที่ดำเนินกิจการถูกต้อง รายได้มีที่มา สามารถตรวจสอบได้จากข้อมูลการเสียภาษี และเคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) มาแล้ว 2 สมัย

นายฤทธิรงค์ ระบุอีกว่า ข้อมูลที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ไม่เป็นความจริง จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมย้ำว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยึดมั่นการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนด้วยความสุจริต และขอให้สังคมใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 14.12 น. วันที่ 30ธ.ค. นายฤทธิรงค์ ได้เดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองมหาสารคาม เพื่อเป็นหลักฐานว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง

ภารกิจเสร็จสิ้น! อนุทินรับหัวใจดวงที่ 153 จากอุดรธานี ติดปีกสู่ผู้ป่วยที่รพ.จุฬาฯ

ภารกิจเสร็จสิ้น! อนุทินรับหัวใจดวงที่ 153 จากอุดรธานี ติดปีกสู่ผู้ป่วยที่รพ.จุฬาฯ

ภารกิจเสร็จสิ้น! อนุทินรับหัวใจดวงที่ 153 จากอุดรธานี ติดปีกสู่ผู้ป่วยที่รพ.จุฬาฯ

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

‘นายกฯอนุทิน’ ขับเครื่องบินส่วนตัวปฏิบัติภารกิจ ‘หัวใจติดปีก’รับหัวใจดวงที่ 153 จากอุดรฯ ส่งผู้ป่วยรพ.จุฬาฯ ปิดท้ายภารกิจปีใหม่

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดสุดท้ายของปี 2568 ในช่วงบ่าย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  ขับเครื่องบินส่วนตัวบินด่วนไปยังจังหวัดอุดรธานี เพื่อปฏิบัติภารกิจ “หัวใจติดปีก”  รับอวัยวะหัวใจจากผู้บริจาค เพื่อนำส่งให้ผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่าย ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยการเดินทางดังกล่าวเป็นภารกิจเร่งด่วน เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาในการขนส่งอวัยวะ

ทั้งนี้ หัวใจดวงดังกล่าวนับเป็นหัวใจดวงที่ 153 ที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจรับ-ส่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต และต้องได้รับการปลูกถ่ายอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามก่อนการตัดสินใจเดินทาง นายอนุทิน ได้รับการประสานจากทีมแพทย์ถึงความจำเป็นเร่งด่วน หลังจากไม่สามารถจัดหาเที่ยวบินที่เหมาะสมได้ทันตามกรอบเวลาทำให้ต้องอาศัยการเดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัว เพื่อให้ภารกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างทันท่วงที โดยหลังเสร็จสิ้นภารกิจดังกล่าว นายอนุทินได้เดินทางกลับเพื่อปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ราชการต่อไปตามกำหนดการ.