พระชัยวัฒน์ พิมพ์ป้อมเล็ก ฐานสูง หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/623637

วันที่ 17 พ.ค. 2563 เวลา 09:49 น.

พระชัยวัฒน์ พิมพ์ป้อมเล็ก ฐานสูง หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม

โดย….อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

***********************************

ในวงการนักสะสมพระเครื่องของไทย ถ้ากล่าวถึงพระชัยวัฒน์ยุคที่สร้างก่อนปี พ.ศ.2500 ย่อมนึกถึงพระชัยวัฒน์ของ สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์,พระชัยวัฒน์ วัดบวรนิเวศวิหาร,พระชัย ท่านเจ้ามา วัดสามปลื้ม และพระชัยวัฒน์ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เป็นต้น

วันนี้มาชม พระชัยวัฒน์ พิมพ์ป้อมเล็ก ฐานสูง หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐมกันครับ มีพุทธลักษณะประทับนั่งสมาธิบนอาสนะบัวสองชั้นปรากฏเส้นสังฆาฏิยาวพาดลงมาชนมือ พระพักตร์จะไม่ชัด ใต้ฐานจะเห็นก้านชนวนพร้อมรอยตัด

จุดพิจารณาของพระพิมพ์นี้ นอกจากพิมพ์ที่ถูกต้องแล้ว มวลสารโลหะผสมต้องแห้งเก่า รวมถึงหรดาลสีเหลืองแห้งสดใสเป็นธรรมชาติ ชาดที่ทาปิดไว้ก็ปรากฏความแห้ง ปรากฏความเก่าทั่วถึงกันทั้งองค์

เล่ากันว่า พระพิมพ์นี้ถ้าเช่าบูชาก่อนปีพ.ศ.2516 จะมีรอยจารอักขระตัว “เฑาะว์มหาอุด” ตรงรอยตัดก้านชนวน ซึ่งเป็นรอยจารที่หลวงปู่เพิ่มได้จารไว้ในยุคนั้น ส่วนที่นำออกมาให้บูชาหลังปี พ.ศ.2516 จะไม่มีรอยจารอักขระแล้ว นอกจากนำไปให้หลวงปู่เพิ่มจารเป็นพิเศษเท่านั้น

พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมเล็กฐานสูงนี้จะมีจำนวนการสร้างที่มากกว่าทุกพิมพ์ มีทั้งลงรักปิดทองเก่าเดิมมา ลงชาดอย่างเดียว หรือลงชาดปิดทอง หรือทาด้วยหรดาลสีเหลืองและลงชาดทับเหมือนองค์นี้ และจะมีบางองค์ที่เนื้อกลับดำสนิทแต่เป็นส่วนน้อย

และองค์ที่เนื้อกลับดำสนิทมักจะเป็นองค์ที่อยู่บนยอดพุ่มเท่านั้นเพราะน้ำหนักมวลสารผสมที่ใช้ในการหล่อคือเงินและทองคำซึ่งเป็นส่วนผสมจะตกลงมาอยู่ล่างสุดก็คือองค์ยอดช่อนั่นเอง ซึ่งขณะเทน้ำทองนั้นจะกลับช่อลงล่าง โลหะที่มีมวลหนักกว่าสารอื่นเช่นทองคำและเงินจะไปรวมอยู่ที่ปลายสุดก็คือองค์ยอดช่อนั่นเอง

มีบันทึกจากการสัมภาษณ์หลวงปู่เพิ่มเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็น “พระเทพโมฬี “ กับหลวงปู่บุญ ยุคของการสร้างพระชัยวัฒน์ในปี พ.ศ.2444 นั้น สมเด็จพระสังฆราช(แพ) ท่านเสด็จมาค้างกับ หลวงปู่บุญ เป็นประจำและมาค้างที่วัดกลางบางแก้วคราวละหลายคืน และหลวงปู่ขณะยังเป็นสามเณรอยู่ก็ได้เข้าไปรับใช้อย่างใกล้ชิด ดังนั้นน่าจะสันนิษฐานได้ว่าการสร้างพระชัยวัฒน์ของหลวงปู่บุญนั้นสมเด็จพระสังฆราช (แพ) น่าจะมีส่วนร่วมในการสร้างด้วย

หลวงปู่บุญได้สร้างพระชัยวัฒน์ขึ้นหลายพิมพ์ พิมพ์ที่นิยมสุดและหายากที่สุดคือพิมพ์ชะลูดที่มีจารึกเป็นตัวนูนที่ใต้ฐานว่า “ร.ศ.๑๑๘” เป็นเลขไทย อันหมายถึง ร.ศ.118 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2444 ซึ่งจะจารึกเฉพาะยอดสุดของช่อพระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูดซึ่งมีช่อละองค์เท่านั้o

นอกจากนี้ก็มี พระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูด พระชัยวัฒน์พิมพ์ต้อ พระชัยวัฒน์พิมพ์คอหนอก พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมใหญ่ พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมเล็กเกศแหลม และ พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมเล็ก แบบองค์ที่นำมาให้ชมนี้ เป็นต้น

กระแสเนื้อโลหะทั้งหมดจะเป็นทองเหลืองแบบทองผสม มีวรรณะของเนื้อโลหะออกไปทางเหลืองอมเขียว ยกเว้นพระชัยวัฒน์บางองค์มีการทาหรดาลสีเหลืองทับ หรือลงรักปิดทองเก่าเดิมมา ลงชาดอย่างเดียว ,ลงชาดปิดทอง หรือทาด้วยหรดาลสีเหลืองและลงชาดทับ ,ทองเหลืองล้วน และบางองค์ที่เนื้อกลับดำสนิทแต่เป็นส่วนน้อย

ในยุคแรกหลวงปู่บุญก็ได้แจกพระชัยวัฒน์ให้กับลูกศิษย์ที่ศรัทธา ที่เหลือท่านได้เก็บเข้ากรุไว้บนเพดานมณฑปภายในวัดกลางบางแก้ว และต่อมาทางวัดเปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.2516 และนำออกให้ทำบุญพร้อมกับพระเครื่องรุ่นอื่น ในสมัยนั้นทางวัดให้ทำบุญพระชัยวัฒน์แค่องค์ละ 100-200 บาทเท่านั้น ไปถึงก็ใช้คีมตัดจากช่อเองเลย บางคนก็เช่ายกเป็นช่อไป

ปัจจุบันทุกท่านสามารถไปดูพระเครื่องทุกพิมพ์ของหลวงปู่บุญเพื่อเป็นองค์ความรู้ได้ที่ พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก วัดบางกลางแก้ว ซึ่งมีครบทุกพิมพ์ มีจำนวนมากกว่า 2,000 องค์ จะทำให้การเรียนรู้ศึกษาดูพิมพ์และความเก่าเกิดเป็นองค์ความรู้ในพระเครื่องของหลวงปู่บุญได้อย่างถ่องแท้

นอกจากพระเครื่องชุดนี้แล้ว หลวงปู่บุญ ท่านยังได้สร้าง พระเครื่องเหรียญหล่อพิมพ์เจ้าสัว ซึ่งโด่งดังจากชื่อและพุทธคุณสำหรับผู้ที่บูชา และชุดพระเครื่องที่สร้างจากผงยาจินดามณี ประคำนเรศวรปราบหงสาวดี เบี้ยแก้ และพระเครื่องดินเผาพิมพ์อื่นๆอีกมากมาย เป็นต้น วัตถุมงคลของหลวงปู่บุญล้วนแต่เป็นที่ที่นิยมในหมูนักสะสม เพราะพุทธคุณของพระเครื่องทุกชุดของหลวงปู่บุญที่ลูกศิษย์ได้นำไปบูชาล้วนแต่มีพุทธคุณดังใจผู้ที่บูชาทั้งสิ้น

ส่องรอบรั้ว…มหาจุฬาฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/623633

วันที่ 17 พ.ค. 2563 เวลา 09:27 น.

ส่องรอบรั้ว...มหาจุฬาฯ

โดย อุทัย มณี

*******************

@@รู้จัก..วัดมหาจุฬาฯ วัดน้องใหม่ของคณะสงฆ์ไทย##

วัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ เป็นวัดแรกในพื้นที่มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยบนเนื้อที่ 53 ไร่ ปัจจุบันมี พระเทพปวรเมธี รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร  เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส

วัดมหาจุฬา ฯ เป็นวัดแรกที่ผู้ร้องขอการต่อตั้งเป็นพระสงฆ์ และเป็นวัดสุดท้าย..ที่หลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ สร้างอุโบสถ์กลางน้ำ เป็นอุโบสถกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บรรจุพระสงฆ์ได้ถึง 4,000 รูป ออกแบบโดย ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ..เป็นอุโบสถกลางน้ำที่มีอดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทาน ต้องอุทิศตน อุทิศชีวิตถึง 2 รูป 2 รู่นด้วยกัน…จนแล้วเสร็จ

วัดมหาจุฬา ฯ มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองภารกิจของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและคณะสงฆ์

วัดมหาจุฬา ฯ กำลังพลิกโฉมพัฒนาจากทุ่งนามาเป็น “วัดพื้นที่สีเขียว” เพื่อให้เป็น 1 ใน 9 วัดแรงบันดาลใจ นำร่องให้เป็น “วัดแบบอย่างทั่วประเทศ”

วัดมหาจุฬา ฯ เป็นวัดที่สะพรั่งไปด้วย “ต้นไม้มหามงคล” ภายใต้การอุปถัมภ์ค้ำชูแสวงหาต้นไม้มงคลของ ดร.ลภัสรดา วรดาภคนันท์ เกือบ 100 ต้น เพื่อเป็นร่มเงาสร้างความร่มรืนร่มเย็น แก่ลานปฎิบัติธรรม

วัดมหาจุฬา ฯ จะเป็นวัดแรงบันดาลใจได้หรือไม่..จะเป็นวัดที่สนองพันธกิจของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้หรือไม่..และจะเป็นวัดที่สนองปณิธานของหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุได้หรือไม่ที่จะสร้างวัดให้เป็นลานทอง ลานธรรม เพื่อตื่นรู้…รอพิสูจน์บารมี พระเทพปวรเมธี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสรูปแรก และทั้งรอดูว่าจะวางรากฐานอย่างไร..เพื่อมิให้เกิดปัญหาในอนาคตระหว่าง 2 อนาจักรภายใน “ถ้ำเดียวกัน”

** ยามศึกเรารบ..ยามสงบเราทะเลาะกัน**

เสียงเล็ดลอดค่อนข้างหนาหูออกมาจากสถาบันการศึกษาสงฆ์แห่งหนึ่ง ว่า กำลังมีแรงกระเพื่อม อันเนื่องมาจากการบริหารจัดการที่ไม่ลงตัว..การบริหารจัดการพระคุณเจ้าดันใช้ไม้แข็งเกินไป จนลูกน้องตามไม่ทัน

ความจริง..หากเดินตามรอยอธิการบดีที่ต้องการให้รู้รักสามัคคีสร้างความปรองดองภายในมหาวิทยาลัย ไม่มีปัญหา แต่นี้ท่านเปลี่ยนแปลงต่อ ยอด…แบบเจ้าอาวาสบริหารวัด จึงเกิดปัญหาตามมา

จริงหรือไม่ไม่ทราบ…เรื่องนี้มีคณาจารย์ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสหอบความเดือดร้อน..ร้องทุกข์ต่อผู้บริหารระดับสูงแล้ว

เรื่องของเรื่องช่วงเปลี่ยนผ่าน..ท่านอาจต้องการให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ปรับเปลี่ยนการทำงานสนองนโยบายให้ทันต่อความต้องการของผู้บริหาร แต่ลูกน้องอาจตามไม่ทัน..จึงเกิดเรื่อง

เรื่องของเรื่องคงไม่มีอะไรในก่อไผ่..สุดท้าย คงจบได้ด้วยดี แต่อาจต้องใช้บารมีอธิการบดีลงมาค้ำและปัดภัยปัญหาให้ สังคมไทยพุทธก็แบบนี้ ยามศึกเรารบ..ยามสงบเราทะเลาะกัน ทั้งพระและฆราวาส

### การเมืองไม่สน..มุ่งช่วยเหลือพระ – ประชาชนอย่างเดียว##

ชื่อเสียงของ เจ้าคุณประสาร หรือ พระเมธีธรรมาจารย์ คอการเมืองคงจำชื่อนี้ได้..ช่วงนี้ไม่ค่อยมีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งทางสื่อสารมวลชนมากนัก..เพราะเป็นช่วงเก็บตัว ซุ่มเงียบ เดินสายช่วยเหลือพระภิกษุ – สามเณรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด -19  ทั้งบางเวลา “ปลีกวิเวก” ตระเวนดูงาน “ศาสตร์พระราชา”  ตามภูมิภาค ตามวัดต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าคุณพระเมธีธรรมาจารย์ ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นแม่งานระดุมทุนระดมเครื่องอุโภคบริโภคและถุงยังชีพ เพื่อสนองพระดำริของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก สนองนโยบายของมหาเถรสมาคม แจกจ่ายให้กับพระภิกษุ- สามเณรและประชาชน ผ่านวิทยาลัยสงฆ์ตามภูมิภาคต่าง ๆ ที่เป็นวิทยาเขตของ มจร พร้อมจัดตั้งโรงทานบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั้ง เหนือ ใต้ อีสาน และภาคกลางทั้ง 4 ภาค มีอธิการบดีบดี มีรองอธิการบดี คณบดี ผู้นำท้องถิ่น ผู้หน่วยงานภาครัฐและประชาชน ศิลปิน มาร่วมงานคับคั่ง มีสื่อมวลชนมาทำข่าวหนาตา บารมี คอนเนคชั่น เจ้าคุณประสาร  “ยังครบเครื่องและเหนียวแน่น”

แอบถามว่า ทำไมช่วงนี้จึงเงียบ..เจ้าคุณตอบว่า ตอนนี้อาตมามุ่งรับใช้พระศาสนา สนองงานคณะสงฆ์และมหาจุฬาฯอย่างเดียว…สงสัยการขับเคลื่อนเรื่องกิจการคณะสงฆ์..รอหมดโควิด…

เหรียญพิมพ์เม็ดแตง หน้าผาก 4 เส้นหนังสือเลยหูหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ พ.ศ.2506

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/623073

วันที่ 10 พ.ค. 2563 เวลา 15:47 น.

เหรียญพิมพ์เม็ดแตง หน้าผาก 4 เส้นหนังสือเลยหูหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ พ.ศ.2506

อาจารย์ชวินทร์  chavintapoti@gmail.com

******************************

พระเครื่องหลวงพ่อทวด วัดช้างให้นั้น นับว่าเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ เพราะได้ชื่อว่าเป็นพระเครื่องนิรันตราย เมื่อบูชาแล้วจะรอดพ้น แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง แถมยังบันดาลโชคให้กับผู้บูชาด้วยใจศรัทธาสามารถอธิษฐานขอได้ทุกประการ

พระเครื่องของหลวงพ่อทวดที่จัดสร้างออกมามีมากหลายรุ่น แต่เมื่อนึกถึงเหรียญที่จะให้เด็กและผู้หญิงไว้บูชาติดเพื่อเป็นสิริมงคล ย่อมนึกถึงเหรียญพิมพ์เม็ดแตง ซึ่งมีขนาดเล็กน่ารัก เพราะความกว้างของเหรียญประมาณ 1 เซนติเมตรเท่านั้นจึงนับได้ว่าเป็นพระเครื่องขนาดจิ๋ว แต่ราคาเช่าหาบูชาในรุ่นที่นิยมคือ จัดสร้างปีพ.ศ.2506-ปีพ.ศ.2508 มีราคาแพงเชียวครับ

เหรียญพิมพ์เม็ดแตง หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ถือว่าเป็นเหรียญพระเครื่องพิมพ์จิ๋วที่กล่าวได้ว่าได้รับความนิยมมากที่สุดในวงการพระเครื่องเมืองไทยก็ว่าได้ครับ และน่าจะเป็นเหรียญพิมพ์เม็ดแตงเหรียญเดียวที่มีการสร้างอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

มาชม เหรียญพิมพ์เม็ดแตง หน้าผาก 4 เส้นหนังสือเลยหู หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ซึ่งถือเป็นต้นแบบแห่งเหรียญพิมพ์เม็ดแตง เหรียญนี้จัดสร้างในปี พ.ศ.2506 เป็นเนื้ออัลปาก้าชุบนิเกิล

ก่อนอื่นมาดูธรรมชาติของเหรียญปั๊ม ที่พื้นเหรียญจะปรากฏเส้นเสี้ยนสาดกระจายตามพื้นเหรียญที่เกิดจากการปั๊มของเครื่องจักร และเส้นสายความคมชัดของพิมพ์ ตัวหนังสือคมชัดเป็นแท่งตามธรรมชาติและเหรียญจะต้องไม่บวมครับ

ตำหนิด้านหน้า

-พื้นเหรียญเรียบตึงไม่บวม

-เส้นหน้าผาก 4 เส้น คมชัด

-เส้นหน้าผากบนขวามีเส้นเชื่อมติดกัน

-จมูกเป็นแท่งคม

-ไม้เอกจะติดขอบ

-คิ้วขวาหนาใหญ่ยาวลงมา

-หูข้างขวาสูงกว่าด้านซ้าย

-ดวงตาเป็นเม็ดทั้ง 2 ข้าง

-ไม้โทจรดขอบ

-ตัว “ ห “ มีเส้นแตก

-หัวไหล่จรดขอบเหรียญ

-ลูกกระเดือกเป็นเม็ด

-ขอบสองชั้น

ตำหนิด้านหลังเหรียญ

-มีเส้นขอบ 2 ขอบ

-ดวงตาเป็นเม็ดคมชัด

-ใบหูคมชัดและลึก

-คอจะดูพองขึ้นเสมือนจริง

-ริมฝีปากคมชัด

-ริ้วจีวรคมชัดเป็นมิติ

มีบันทึกว่า พระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม) อดีตเจ้าอาวาส วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ได้จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อทวดที่มีขนาดเล็กขึ้น เรียกว่า เหรียญพิมพ์เม็ดแตง รวม 2 ครั้งในปี พ.ศ.2506 และปี พ.ศ.2508

การจัดสร้างเหรียญพิมพ์เม็ดแตง หลวงพ่อทวด เมื่อปีพ.ศ.2506 มีการจัดสร้างขึ้น 2 ครั้ง ในครั้งแรกสร้างเป็นพิมพ์เม็ดแตงหน้าผาก 3 เส้นหนังสือเลยหู เส้นคอ 5 เส้น สร้างจำนวนไม่มากนัก และหมดไปจากวัดในเวลาที่รวดเร็วมาก

ลูกศิษย์จึงได้เรียกร้องท่านอาจารย์ทิมให้จัดสร้างอีกครั้ง เนื่องจากพระเครื่องหลวงพ่อทวดเป็นที่ศรัทธาของประชาชนในจังหวัดภาคใต้จำนวนมาก หลังจากนั้นไม่กี่เดือนท่านอาจารย์ทิมจึงจัดสร้างขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สร้างเป็นเหรียญพิมพ์เม็ดแตง หน้าผาก 4 เส้น หนังสือเลยหู และสร้างมากกว่าครั้งที่สร้างพิมพ์เม็ดแตงหน้าผาก 3 เส้นหนังสือเลยหู เส้นคอ 5 เส้น

โดยเหรียญพิมพ์เม็ดแตง หน้าผาก 4 เส้น หนังสือเลยหู ด้านหลังเหรียญเป็นรูปอาจารย์ทิม ส่วนมากปั๊มออกมาจะตื้นกว่าเหรียญเม็ดแตงหน้าผาก 3 เส้น หนังสือเลยหู และมีทั้งแบบบล๊อกเขยื้อนและแบบบล๊อกไม่เขยื้อน ซึ่งก็เป็นบล็อกตัวเดียวกัน และต่อมาเหรียญรุ่นนี้กลับเป็นที่นิยมสุดสำหรับพิมพ์เม็ดแตงในวงการนักสะสม

การแบ่งบล็อกของเหรียญพิมพ์เม็ดแตงตามหลักนิยม ซึ่งสร้างในปีพ.ศ.2506 มีดังนี้

-เหรียญพิมพ์เม็ดแตง หน้าผาก 4 เส้น หนังสือเลยหูมี 2 บล๊อกคือ บล็อกมีเนื้อเกินที่หน้าผากเส้นบนสุดด้านขวาองค์พระหลวงพ่อทวด และ บล็อกไม่มีเนื้อเกินที่หน้าผากเส้นบนสุดด้านขวาองค์พระหลวงพ่อทวด

-เหรียญพิมพ์เม็ดแตง หน้าผาก 3 เส้น หนังสือเลยหู

-เหรียญพิมพ์เม็ดแตง หน้าผาก 3 เส้น

ในส่วนของเหรียญพิมพ์เม็ดแตง หน้าผาก 3 เส้น ยังมาแบ่งพิมพ์ย่อยอีกเช่น

-บล็อกวงเดือน เส้นคอ 5 เส้น

-บล๊อก“ ณ “แตก

-บล๊อกมีเม็ดตา 2 ข้าง

-บล๊อกมีเม็ดตาข้างเดียว

-บล็อกไม่มีเม็ดตา เป็นต้น

ส่วนด้านประเภทเนื้อโลหะของเหรียญที่จัดสร้างนั้น นอกจากเหรียญเนื้ออัลปาก้าชุบนิกเกิลแล้ว ยังมีเหรียญกะไหล่ทอง แล้วยังมีเหรียญเนื้อเงินและเหรียญเนื้อทองคำ ซึ่งมีจำนวนสร้างน้อยมาก และนอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตุว่า เหรียญพิมพ์เม็ดแตงหน้าผาก 4 เส้นหนังสือเลยหู ซึ่งสร้างในปีพ.ศ. 2506 เป็นเหรียญหน้าผากปีกกาทั้งสิ้น

จุดเริ่มต้นของสุดยอดพระเครื่องนิรันตรายจากวัดช้างให้ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 ตามบันทึกของคุณอนันต์ คณานุรักษ์ ได้ฝันถึงพระภิกษุชรารูปหนึ่งซึ่งประทับอยู่แถวโคกโพธิ์ จึงได้เดินทางไปพบกับท่านอาจารย์ทิม ธมฺมธโร เจ้าอาวาสวัดช้างให้

พร้อมกับปวารณาตัวเป็นผู้จัดสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวด เพื่อแจกให้ผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคเงินร่วมสร้างโบสถ์ โดยมีชาวบ้านในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสร้าง ไปช่วยหาว่านนานาชนิด มาถวายแก่ท่านอาจารย์ทิม ซึ่งถือเป็นปฐมตำนานของพระเครื่องหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปีพ.ศ.2497 จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายสืบมาจนถึงปัจจุบัน

มีคำกล่าวจากผู้ที่ศรัทธาต่อพระเครื่องหลวงพ่อทวดว่า “จะเอาอะไรให้ขอ แล้วจะเกิดผลดั่งใจ”  แค่สวดท่องคาถาของท่าน “นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภควา “ และอธิษฐานขอจากหลวงพ่อทวด ล้วนแล้วแต่เห็นผลดั่งใจ ซึ่งก็ทำให้ชื่อเสียงของหลวงพ่อทวด โด่งดังทั้งในและนอกประเทศไทยในปัจจุบัน

พระปิดตาเมฆสิทธิ์ พิมพ์เล็กแต่ง หลังอูม หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/622518

วันที่ 03 พ.ค. 2563 เวลา 17:37 น.

พระปิดตาเมฆสิทธิ์ พิมพ์เล็กแต่ง หลังอูม หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

“ มีความเชื่อต่อกันมาจากโบราณว่า พุทธคุณของพระเครื่องที่สร้างจากโลหะเมฆสิทธิ์นั้น หากมีเรื่องเคราะห์ร้ายก็จะช่วยให้กลายเป็นดีได้ และสามารถสื่อล่วงหน้าได้ ถ้าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับผู้ที่บูชา “

วันนี้ชม พระปิดตาเมฆสิทธิ์พิมพ์เล็กแต่ง หลังอูมของ หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ท่านเป็นพระลูกวัดของวัดอนงคาราม ที่เก่งทางคาถาอาคม เชี่ยวชาญในการเล่นแร่แปรธาตุ มีวิชาเพ่งเตโชกสิณซึ่งเป็นกสิณไฟเพื่อหลอมรวมแร่ธาตุจนได้พระเครื่องโลหะเมฆสิทธิ์ ที่มีคุณวิเศษศักดิ์สิทธิ์สามารถทำนายเหตุการณ์และป้องกันผู้ที่บูชาได้

หากบูชาแล้วสีเข้มแวววาวมากขึ้นก็แสดงว่าดวงดียิ่งขึ้น หากแต่บูชาแล้ว สีเขียวเข้มแบบปีกแมลงทับขององค์พระเปลี่ยนสีเป็นดำ นั่นหมายถึงดวงของเจ้าของพระเริ่มตก จะพบกับเหตุการณ์ที่เลวร้าย หากจะต้องเดินทางก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือยกเลิกการเดินทางนั้น

ถ้าจำเป็นต้องเดินทางก็ให้นำพระเนื้อเมฆสิทธิ์ลงแช่น้ำสะอาด พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐาน ทำน้ำพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ บันดาลให้เกิดการแคล้วคลาด เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง แล้วนำมาปะพรมศีรษะพร้อมกับดื่มน้ำมนต์นั้น เพื่อเปลี่ยนดวง ให้รอดพ้นจากภัยอันตรายและศัตรูที่คิดร้ายต่อเรา

การพิจารณาพระปิดตาเมฆสิทธิ์ พิมพ์เล็กแต่ง หลังอูมนั้น

เริ่มจากศึกษากรรมวิธีการสร้างจะเป็นแบบหยอดเนื้อลงบนแม่พิมพ์ด้านหน้า ทำให้โลหะเมฆสิทธิ์ล้นขึ้นมาทำให้ด้านหลังมีลักษณะหลังอูม จะไม่มีรอยช่อชนวนให้เห็น หรือเรียกว่าการสร้างแบบ “เบ้าหก”

-จะปรากฏขอบพระให้เห็นเพราะเป็นการเทแบบ “เบ้าหก”ที่มีแม่พิมพ์ด้านหน้าอย่างเดียว

-สีของพระเมฆสิทธิ์ จะออกสีเขียวเข้มเหมือนสีปีกแมงทับ

-ผิวพระจะต้องแห้งเป็นธรรมชาติ

-สีจะเสมอกันทั้งองค์ มีความวาวเข้มขลังในตัว

-ร่องรอยการแต่งพิมพ์ รอยแต่งที่นิ้วจะแทงตะไบทีเดียว ไม่มีรอยต่อ

-ที่ท้องจะแต่งเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน

-ตามซอกจะปรากฏคราบออกไซด์

ด้านหลังองค์พระ หลังจะอูมพอดี ไม่มากเกินไป

-มีร่องรอยตะไบเก็บความเรียบร้อย

-ผิวจะมีร่องรอยเป็นธรรมชาติ

-ผิวพระเมฆสิทธิ์นั้น ถ้านำน้ำมะนาวหรือน้ำยาขัดสนิมมาขัดจะเห็นเนื้อในเป็นสีขาว แต่เมื่อทิ้งไว้ก็จะกลับมาเป็นสีเขียวดั่งเดิม หากไม่ใช่โลหะเมฆสิทธิ์ สีจะเป็นเหมือนสีตะกั่ว

โลหะเมฆสิทธิ์ประกอบด้วยแร่ธาตุ 4 ชนิดคือ เงิน สังกะสี ทองแดง และปรอท กรรมวิธีการสร้างเกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุ เพราะขณะที่ทำการหลอมรวมจะต้องบริกรรมพระคาถากำกับไปด้วย

หลวงพ่อทับ ท่านเพ่งเตโชกสิณซึ่งเป็นกสิณธาตุไฟ ทำให้เกิดความร้อนในการหลอมแร่ธาตุคงที่ เพื่อให้ได้พระเครื่องโลหะเมฆสิทธิ์ และในระหว่างการหลอม ท่านจะเสกซัดแร่ส่วนผสมและปรอทเป็นมวลสาร และใช้คาถาอาคมให้แร่ทั้งหมดเปลี่ยนวรรณะจนเป็นโลหะเมฆสิทธิ์

โลหะเมฆสิทธิ์ที่ได้จะมีลักษณะแข็ง แต่ไม่แกร่ง ตกหล่นแล้วแตกทันที ในระยะแรกของการหล่อเสร็จ วรรณะของพระเมฆสิทธิ์จะออกขาว เมื่อนำมาแช่น้ำร้อนหรือสัมผัสอากาศจะค่อยเปลี่ยนเป็นสีเขียว

หลวงพ่อทับ ท่านได้จัดสร้างพระเมฆสิทธิ์ไว้หลายพิมพ์ เช่นพิมพ์ที่เป็นที่นิยมคือพิมพ์ปางซ่อนหา พิมพ์ใหญ่ ซึ่งมีทั้งพิมพ์แต่งและพิมพ์ไม่แต่ง และพิมพ์ปิดตา พระพิมพ์หลวงปู่ศุข พิมพ์ประภามณฑลซุ้มโค้ง-ซุ้มรัศมี พิมพ์พระชัยหัวไม้ขีด พิมพ์ซุ้มชินราช นอกจากนี้ยังหล่อเป็นลูกอมเมฆสิทธิ์ และหัวแหวนเป็นต้น

พระเมฆสิทธิ์ของหลวงพ่อทับทุกองค์ จะต้องคราบความเก่าให้เห็น เพราะอายุร่วม 100 ปี มีเรื่องเล่าว่าพระเนื้อเมฆสิทธิ์หากเก็บไว้ในที่มืดเช่นในตู้เซฟ เนื้อพระจะเป็นสีเขียวเข้มมาก เมื่อนำมาถูกแสงสว่างหรือสัมผัสเหงื่อจากการใช้  ผิวพระจะคืนเป็นสีเดิมเป็นที่น่าอัศจรรย์

ด้านพุทธคุณของพระเมฆสิทธิ์นั้น นอกจากสามารถคุ้มครองดวงชะตามิให้ตกต่ำแล้ว ยังมีคุณวิเศษด้านเมตตามหานิยมให้โชคให้ลาภ แคล้วคลาดปลอดภัย โบราณยังกล่าวว่า พระเนื้อเมฆสิทธิ์ถ้าบูชาคู่กับ พระราหูกะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง คนที่เคราะห์ร้ายก็จะกลายเป็นดี หนุนดวงชะตาให้ดีขึ้นให้มีแต่ความมั่นคงและสามารถอธิษฐานขอทรัพย์ได้ทุกเมื่อ

ดร.บรรจบ บรรณรุจิ พระไตรปิฎกเคลื่อนที่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/622482

วันที่ 03 พ.ค. 2563 เวลา 10:47 น.

ดร.บรรจบ บรรณรุจิ พระไตรปิฎกเคลื่อนที่

เมื่อสองวันที่ผ่านมาได้รับการติดต่อจาก ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ซึ่งผมถือว่าท่านเป็นนักปราชญ์ชาวพุทธคนหนึ่งในยุคปัจจุบันเป็นสุปฎิปันโน คือปฎิบัติดีปฎิบัติชอบตามวิถีชาวพุทธทั่วไป

ผมรู้จัก ดร.บรรจบ ค่อนข้างนานมากแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยที่ทำงานอยู่ช่อง 11 สมัยก่อนเวลามีปัญหาเรื่องข้อถกเถียงประเด็นพระธรรมวินัย หรือวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนาอย่างเช่นวันวิสาขบูชา ไม่พลาดรายการทีวีต้องเชิญ ดร.บรรจบ มาให้ความกระจ่างด้านพระธรรมวินัย มาให้ข้อคิด มาเตือนสติชาวพุทธ ให้หนักแน่นในหลักวิถีแบบชาวพุทธ ที่รักสันโดษ พอเพียง ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง  มีความกตัญญูกตเวทิตาในพระรัตนตรัย และสถาบันพระมหากษัตริย์

ดร.บรรจบ บรรณรุจิ เปรียบเสมือน พระไตรปิฎกเคลื่อนที่

เราสองคนจบมาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยด้วยกัน ท่านเป็นรุ่นพี่ที่สร้างชื่อเสียงให้กับมหาจุฬา ฯ ค่อนข้างมาก

เราสองคนพูดคุยค่อนข้างนาน ท่านปรารถถึงสถานการณ์พระพุทธศาสนา สถานการณ์พระสงฆ์ ร่วมทั้งวิถีชีวิตชาวพุทธบ้านเราว่า ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากห่างไกลจากวิถีดั้งเดิมแบบชาวพุทธที่ปู่ย่าตายายเราปฎิบัติสืบต่อกันมาค่อนข้างมาก ไม่ค่อยสนใจวัฒนธรรมและประเพณีแบบชาวพุทธ ชาวพุทธจำนวนมากทิ้งละเลยการปฎิบัติตนตามหลัก  คนไม่ค่อยสนใจต่อสถาบันหลักของชาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ

ในฐานะคนคุ้นเคยและเคารพซึ่งกันและกัน ผมสะท้อนกลับไปว่า เราสองคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ เพื่อพระพุทธศาสนาและเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์..สังคมพุทธบ้านเรามันเริ่มผิดเพี้ยนตั้งแต่คณะสงฆ์แล้ว คณะสงฆ์จำนวนมาก หันไปพึ่งวัตถุนิยมเกินควร ไปอิงกับอำนาจรัฐจนละเลยความมั่นคงทางพระธรรมวินัย เสรีภาพทางศาสนา ละเลยการส่งเสริมปลูกฝังวิถีแบบชาวพุทธให้รักสันโดษ กตัญญูต่อพระรัตนตรัย

คณะสงฆ์ อยู่ได้ด้วยความเชื่อ เชื่อว่า ท่านเป็นคนดี เชื่อว่าท่านเป็นพระสุปฎิปันโนและเชื่อว่าท่านเข้ามาบวชเพื่อเดินตามรอยสมณโคดม..

ชาวพุทธจำนวนมาก เมื่อเราอ่านพระไตรปิกฎ หรือประวัติของภิกษุ เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชา หลวงพ่อพุทธทาส หันกลับไปมองการใช้ชีวิตของพระสงฆ์ยุคปัจจุบัน..มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ชาวพุทธจำนวนมาก เมื่อเห็นวิถีชีวิตพระภิกษุบางรูปที่ผิดเพี้ยนจากการรู้ จึงเบื่อหน่ายต่อวิถีพุทธ เพราะไปคิดเอาเองว่า พระพุทธศาสนา คือ พระสงฆ์ และ พระสงฆ์ก็คือ..พระพุทธศาสนา อันนี้เราต้องแก้ไข การส่งเสริมให้ชาวพุทธก่อนนอนไหว้พระสวดมนต์ ก่อนออกจากบ้านไหว้พระ..สังคมไทยเลยจุดนั้นมาแล้ว

สิ่งที่ควรจะทำตอนนี้ คือ ต้องหานักประสานมืออาชีพ ต้องหาคนมีบารมี จับมือร่วมกันทำงาน เพื่อ พระพุทธศาสนา

การสร้างเครือข่ายชาวพุทธ ค่อนข้าง จำเป็น การสร่างเครือข่ายมันจะทำได้ มันต้องลงชุมชน มันต้องไปพูดคุยกับชาวบ้าน นักปราชญ์ชุมชน ไวยาวัจจกร หรือแม้กระทั้งสมาคมพุทธตามจังหวัดต่าง ๆ  และพระสงฆ์ที่มีใจ

และหากเป็นไปได้ เมื่อความคิดตกผลึก สิ่งที่จะตามมาคือนั่นคือ “ธรรมนูญวิถีพุทธ” ธรรมนูญวิถีพุทธ คือ หลักปฎิบัติตามแนวพุทธศาสนาของแต่ละชุมชน ของแต่ละหมู่บ้านให้ยึดปฎิบัติ ซึ่งอาจเหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้

การรุกคืบของต่างศาสนา การรุกคืบของวิถีปฎิบัติวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่ได้ผล เพราะสังคมไทย หมู่บ้านต่าง ๆ ไม่มีระเบียบปฎิบัติ ชาวบ้านหวังพระสงฆ์ ส่วนพระสงฆ์ก็หวังชาวบ้านเข้ามาช่วย สุดท้าย..ต่างคนต่างละเลยหน้าที่ วิถีชีวิตของชุมชนหมู่บ้านจึง..ล่มสลาย

การปกป้องพระพุทธศาสนาก็คือการปกป้องพระธรรมวินัย พระสงฆ์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้ต้องยอมรับความจริง และเรื่องนี้หากจะทำอย่างทำเฉพาะในประเทศไทย..ควรทำระดับอาเซียน จับมือกับกลุ่มชาวพุทธในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา

สุดท้าย..ปรารภกับ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการทำงานคือ เงินและคน เงินแม้จะหายาก..แต่สุดท้ายเวลาทำงาน คนที่จริงใจและมุ่งมั่นไม่เห็นแก่เงินต่างหาก..หายากยิ่งกว่า

สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม อกร่องและจุดพิจารณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/621923

วันที่ 26 เม.ย. 2563 เวลา 18:54 น.

สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม อกร่องและจุดพิจารณา

โดย…อาจารย์ชวินทร์  chavintapoti@gmail.com

อกร่อง-หูยาน-ฐานแซม-สอบล่าง(ล่างแคบ)-บานบน คือคำกล่าวถึงเอกลักษณ์ของสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ฐานแซม อันมีโครงสร้างที่เด่นชัดคือ มีเส้นแซมที่ใต้องค์พระกับฐานชั้นแรกบนสุด และมีเส้นแซมระหว่างฐานชั้นบนสุดกับฐานสิงห์ชั้นกลาง

วันนี้มาชม พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม อกร่อง กันครับ ถือว่าพิมพ์ถูกต้อง เนื้อใช่ พระสมเด็จองค์นี้ถือได้ว่ามีมวลสารส่วนผสมปรากฏมากให้ทุกท่านได้ศึกษาความเป็นธรรมชาติเชียวครับ

เริ่มจากการพิจารณาแม่พิมพ์ฐานแซมอกร่องนั้น คำกล่าวที่ว่าสอบล่าง(ล่างแคบ)-บานบน นั้นคือการตัดขอบองค์พระในส่วนด้านล่างแคบ ด้านบนจะกว้าง(บานออก) และพื้นที่ขอบพระด้านบนจะมีพื้นที่ห่างจากเส้นซุ้มมากกว่าสมเด็จวัดระฆังพิมพ์อื่นอย่างเห็นได้ชัด

ปรากฏเส้นพระกรรณ(หู)ชัดเจน แขนทั้งสองข้างคมชัด ลำตัวองค์พระเหมือนเอวบาง และเห็นเส้นสังฆาฏิเป็นเส้นคู่ยาวชัดเจนอันเป็นที่มาของพิมพ์อกร่อง นั่นเอง

ตักขององค์พระติดชัด พระบาทขวายกสูงเป็นทรงขัดสมาธิเพชร เส้นแซมใต้ตักที่ติดชัด เส้นแซมใต้ฐานอาสนะชั้นบนสุดจะเป็นเส้นบางกว่าเส้นแซมใต้ตัก

ฐานขาสิงห์ชั้นกลางถึงแม้นมีมวลสารชิ้นใหญ่อยู่ที่ฝั่งขวาองค์พระ แต่ก็ไม่บดบังเส้นแซมใต้อาสนะที่มาบรรจบกับฐานสิงห์ฝั่งขวา และฐานชั้นล่างสุดเป็นฐานเขียงอันสมบูรณ์ ที่กลางฐานล่างแอ่นเล็กน้อยรับกับเส้นซุ้มล่าง

มาดูจุดพิจารณาของฐานแซมอกร่อง ด้านหน้าองค์นี้กันครับ

-พื้นผนังด้านบนกว้างกว่าด้านล่าง(สอบล่าง-บานบน)

-พื้นนอกซุ้มครอบแก้วจะสูงกว่าพื้นภายในซุ้มครอบแก้ว

-เส้นขอบพิมพ์บนด้านซ้ายขององค์พระจะเบนออกนอก

-เส้นซุ้มเรือนแก้วเหมือนหวายผ่าซีก หดตัวและมีรอยปริเป็นธรรมชาติ

– พระเกศโคนใหญ่ปลายสอบ

-เห็นเส้นหู(พระกรรณ)ฝั่งซ้ายองค์พระยาวลงมาถึงไหล่เพราะพิมพ์ติดชัด(บางองค์อาจจะไม่เห็นหากพิมพ์ติดไม่ชัด)

-แขนขวาขององค์พระจะกางข้อศอกออกมากกว่าแขนซ้าย

-ร่องรอยของคราบแป้งรองพิมพ์ในจุดที่ไม่โดนสัมผัส

-บริเวณหน้าอกจะเป็นอกร่องลงมาถึงช่วงท้อง ร่องจะมีลักษณะโค้งเป็นธรรมชาติเล็กน้อย ไม่ตรงทื่อ

-ด้านล่างของหน้าตักจะมีรอยเว้าชัดเจน(รอยเว้าจะดูเหมือนเลข 8 ในแนวนอน)

-มีเส้นแซมใต้หน้าตักจะติดชัดกว่าเส้นแซมใต้ฐานอาสนะชั้นบนสุด

-ใต้ฐานอาสนะชั้นบนสุดลงมาจะมีเส้นแซมอีกเส้นเป็นเส้นโค้งอ่อนพลิ้ว ไม่แข็งทื่อ ปลายเส้นแซมจะเบนโค้งบรรจบกับปลายฐานอาสนะชั้นกลาง(ฐานสิงห์)

-ฐานสิงห์คมชัดทั้งสองฝั่งรับกับฐานชั้นล่าง

-ปลายขอบฐานล่างสุดด้านขวาขององค์พระจะเบนโค้งลู่ลงเล็กน้อย

-เห็นรอยรูพรุนเข็มและรอยปริแยกเป็นธรรมชาติและเม็ดพระธาตุกระจายอยู่ทั่วไป

จุดพิจารณาด้านหลังขององค์นี้ จะเห็นรอยพรุนคล้ายหน้าข้าวตังซึ่งเป็นแบบหลังสังขยา

หลังสังขยามีจุดพิจารณาคือ จะเป็นรอยรูพรุนเข็ม ปรากฏเป็นหลุมขนาดเล็ก หลุมใหญ่กระจายอยู่เต็ม มีรอยปริแยกตามขอบที่เรียกว่ารอยปูไต่ และบางส่วนมีการหดตัว, รอยย่นที่เป็นธรรมชาติทั่วแผ่นหลังขององค์พระ

ให้สังเกตขอบของหลุมที่มีเม็ดพระธาตุและยุบลงไป การยุบตัวเพราะการหดตัวของมวลสาร จะเป็นสภาพธรรมชาติ รอบหลุมเหล่านี้จะเห็นผงฝุ่นที่เกาะหนาแน่นจนเห็นเป็นสีดำ เม็ดพระธาตุจะมีลักษณะมน ไม่เป็นเหลี่ยมแหลมคม

จุดพิจารณาด้านขอบข้าง จะเห็นรอยยุบตัว และรอยหลุดลุ่ยของมวลสารเป็นธรรมชาติ ไม่เรียบเนียน

เรามักจะได้ยินคำกล่าวที่มากับพระสมเด็จจากผู้ชำนาญการรุ่นเก่าคือ รอยรูพรุนเข็ม,รอยหนอนด้น,และรอยปูไต่ คำจำกัดความคือ

รอยรูพรุนเข็มที่เราส่องเห็นนั้น เกิดมาจากการสลายตัวของอินทรีย์สารจากเศษอาหาร พืชและดอกไม้ ซึ่งเป็นส่วนผสมในมวลสารพระ เมื่อเวลาผ่านไปนับร้อยปี มวลสารหดตัวและหลุดล่อนไป เหลือแต่ร่องรอยรูพรุนเข็มปรากฏ

และรอยหนอนด้นนั้นสันนิษฐานว่าเกิดจากเศษก้านธูปเล็ก เศษก้านดอกไม้แห้ง เศษอาหารแห้งเมื่อผ่านกาลเวลามานานนับ 100 ปี ได้เสื่อมสลายไปเหลือแต่ร่องรอยเป็นรอยขดเหมือนตัวหนอนซึ่งเรียกว่ารอยหนอนด้น และมีรอยปูไต่ตามขอบด้านหลังขององค์พระ อันเกิดจากการใช้ไม้ตอกกรีดตัดพระโดยลากลงมา เมื่อแห้งและหดตัวลง จึงก่อให้เกิดรอยปริแยกที่ขอบตามธรรมชาติ

เป็นที่รู้กันว่าส่วนผสมหลักของพระสมเด็จวัดระฆัง ประกอบด้วยผงวิเศษทั้ง 5 และปูนเปลือกหอย ผงธูป มีก้านธูปทั้งที่ถูกเผาเป็นถ่านและก้านธูปที่ไม่ได้ถูกเผา ไม้กุ๊กไก่ที่เป็นเศษไม้ที่ไก่จิกหาคู่ จีวรพระซึ่งมักจะฝังอยู่ในเนื้อพระสมเด็จ และปูนขาวเก่าเป็นเม็ดพระธาตุ ดอกไม้บูชาพระ เศษจีวร น้ำอ้อย น้ำมันตังอิ้ว ข้าวสวยตากแห้งที่เหลือจากการฉัน กล้วย เกสรดอกไม้ และกระดาษสาลงจารมาแช่น้ำนำมา ผสมกับดินสอพอง โดยมีตัวประสานคือน้ำมันตังอิ๊ว  นอกจากนี้แล้วก็มีจุดแดงในองค์พระซึ่งสันนิษฐานกันว่าเป็นชิ้นส่วนพระเครื่องจากกำแพงเพชร

ในปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง “ตรียัมปวาย”ปรมาจารย์แห่งพระสมเด็จ ได้ให้ความรู้ด้านหลังพระสมเด็จวัดระฆังไว้ถึง 8 แบบคือ หลังรูพรุนปลายเข็ม รอยปูไต่ รอยหนอนด้น รอยย่นตะไคร่น้ำหรือฟองเต้าหู้ รอยกาบหมาก รอยสังขยา รอยลายนิ้วมือ และรอยริ้วระแหง

พร้อมกับอธิบายว่า “ พื้นที่ด้านหลังอันค่อนข้างราบเรียบภายในกรอบสี่เหลี่ยม ปราศจากองค์ประกอบใดๆของมูลสูตร สัญลักษณ์ทางพิมพ์ทรงนั้นมักปรากฏริ้วรอยธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ริ้วรอยเหล่านี้เกิดจากการยุบตัวของวัสดุปูนปั้น ที่แปรสภาพจากของเหลวเป็นของแข็ง กอปรด้วยภาวะแวดล้อมบางประการ จนไม่อาจกำหนดสัณฐานให้แน่ชัดได้ แต่จัดเป็นเครื่องช่วยการพิจารณาได้มาก ทำให้การตัดสินข้อเท็จจริงได้ มากกว่าการพิจารณาด้านหน้า ”

และ ได้กล่าวถึงพุทธคุณของสมเด็จวัดระฆังจากที่ นายกนก สัชชุกรได้บันทึกเรื่องราวจากการสัมภาษณ์พระธรรมถาวร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)และมีส่วนร่วมในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังว่า

ในปีพ.ศ.2416 หลังจากที่สมเด็จฯท่านสิ้นไปแล้ว 1 ปี ได้เกิดโรคระบาดขึ้น เรียกว่า “ปีระกาป่วงใหญ่” เจ้าพระคุณสมเด็จฯได้ไปเข้าฝันชาวบางช้างว่า การแก้ไข้ป่วงครั้งนี้ ให้อาราธนาพระสมเด็จวัดระฆังฯสรงน้ำ ทำปะสะน้ำมนต์ จัดดอกไม้ธูปเทียนบูชา แล้วดื่มน้ำมนต์จะหายจากโรคนี้ เรื่องนี้ได้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง มีผู้พากันปฏิบัติตามแล้วหายจากโรคระบาดอย่างน่าอัศจรรย์

ทำให้ทุกคนในยุคนั้นต่างพากันเสาะหาสมเด็จวัดระฆัง มาบูชา แม้กระทั่งพระสมเด็จฯที่เตรียมไว้ประดับพระอุโบสถวัดระฆังฯตามดำริของเจ้าพระคุณสมเด็จฯก่อนที่ท่านจะสิ้น ชาวบ้านที่มาพบก็พากันขนไปจนหมดสิ้น

นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงคุณวิเศษของผงวิเศษ 5 ประการเริ่มจากการทำดินสอผงวิเศษโดยมีส่วนผสมเครื่องยาดังนี้ ดินโป่ง 7โป่ง  ดินตีนท่า 7 ตีนท่า ดินหลักเมือง 7 หลักเมือง ขี้เถ้าไส้เทียนที่บูชาพระประธานในพระอุโบสถ ดอกกาหลง ยอดสวาท ยอดรักซ้อน ขี้ไคลเสมา ขี้ไคลประตูวัง  ขี้ไคลเสาตะลุง ช้างเผือก ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ พลูร่วมใจ พลูสองหาง กระแจะตะนาว น้ำมันเจ็ดรส และดินสอพองผสมกันแล้วป่นละเอียด เจือน้ำ ปั้นเป็นแท่งดินสอ หลังจากนั้นก็นำดินสอผงวิเศษมาทำผงปถมัง

โดยการทำผงปถมังนี้ใช้ดินสอผงวิเศษเขียนมากโดยใช้เวลา 2-3 เดือน ทั้งนี้อานุภาพของผงปถมังคือ เมตตามหานิยม แต่เน้นหนักไปทางคงกระพันชาตรี มหาอุตม์ แคล้วคลาด กำบังล่องหน และป้องกันภูตผีปีศาจ ตลอดจนคุณไสยทั้งปวง

การทำผงอิธะเจ หลังจากได้ผงปถมังแล้วก็นำมาปั้นเป็นดินสอผงวิเศษอีกครั้ง เพื่อมาทำผงอิธะเจซึ่งใช้เวลา 3 วัน และมีอานุภาพพุทธคุณในด้านเมตตามหานิยมและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ

การทำผงมหาราช หลังจากได้ผงอิธะเจแล้วนำมาปั้นเป็นดินสอผงวิเศษเพื่อทำผงมหาราช ซึ่งจะใช้เวลา 2-3 เดือนและมีอานุภาพพุทธคุณในด้านเมตตามหานิยม ป้องกันและถอนคุณไสย และแคล้วคลาด

การทำผงพุทธคุณ หลังจากได้ผงมหาราช แล้วนำมาปั้นเป็นดินสอผงวิเศษเพื่อทำผงพุทธคุณ และมีอานุภาพพุทธคุณในด้านเมตตามหานิยม กำบัง เดาะและล่องหน

การทำผงตรีนิสิงเห หลังจากได้ผงพุทธคุณแล้วนำมาปั้นเป็นดินสอผงวิเศษเพื่อทำผงตรีนิสิงเห และมีอานุภาพพุทธคุณในด้านเมตตามหานิยม ป้องกัน ถอนคุณไสยและภูตผีปีศาจ เขี้ยวเล็บงาเขาสัตว์ โรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ อัคคีภัยและอันตรายทั้งปวง

ในปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง ยังมีบันทึกต่อว่า “นอกจากนี้แล้วพระคาถาชินบัญชรที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯได้ใช้ในการปลุกเสกพระเครื่องสมเด็จวัดระฆังนี้นั้น ยังได้อัญเชิญพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ และพระอรหันต์สำคัญหลายองค์ และยังอัญเชิญสูตรสำคัญในพุทธศาสนาทั้ง 7 มาประดิษฐานไว้ด้วย คือ รัตนสูตร กรณีเมตตสูตร องคุลิมาลสูตร ธชัคคสูตร ขันธปริตร โมรปริตรและ อาฏานาฏิยสูตร

ซึ่งอานุภาพของสูตรทั้งหมดได้รอบคลุมการป้องกันเรื่องโรคระบาด อำนวยผลให้มีความศิริมงคล มีคุณวิเศษในการป้องกันภูตผีปีศาจ คุณไสย บำบัดโรคาพยาธิต่างๆ เพิ่มพลังใจให้อาจหาญ บำราบภยันตรายที่เผชิญหน้าอยู่ให้ถึงวิบัติ ป้องกันเขี้ยว เล็บงา จากอสรพิษและสัตว์น้อยใหญ่ บันดาลให้แคล้วคลาดจากภยันตรายตลอดจนอุบัติเหตุทั้งปวง”

การศึกษาพระสมเด็จวัดระฆังนั้น ผู้ชำนาญการรุ่นเก่า มักจะเน้นย้ำเสมอว่า ให้ดูพิมพ์ให้ถูกต้องก่อน ถึงค่อยมาดูความเก่าของเนื้อหามวลสาร คำถามที่ตามมาคือ แล้วเราจะดูความเก่าของเนื้อพระอย่างไร,จะศึกษาความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของเนื้อหามวลสารอย่างไร

การดูพิมพ์นั้น หากเราช่างสังเกต จดจำ และหมั่นเปรียบเทียบจากพระองค์ครูของนักสะสมรุ่นเก่าที่มีการเผยแพร่ ก็สามารถแยกแยะได้ ส่วนการศึกษาความเก่านั้น ธรรมชาติความเก่าเป็นอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ต้องค้นหาคำตอบกันครับ

พระเนื้อผงพุทธคุณ อายุพระเกือบ 150 ปีความเก่าควรจะเป็นเช่นไร

เนื้อหามวลสารพระต้องไม่ตึงเรียบไปทั้งองค์ พื้นผิวต้องปรากฏรูพรุนลึกบ้าง ตื้นบ้างซึ่งอาจจะเกิดจากอินทรีย์สารที่เป็นส่วนผสมในเนื้อพระย่อยและเสื่อมสลายหลุดรุ่ยไปจากผิวพระ ที่ขอบข้างขององค์พระจะเห็นรอยปริแยกที่ไม่เหมือนกัน เกิดจากการยุบตัวแห้งลงของมวลสาร ไม่เรียบเนียน

เนื้อพระต้องหด ยุบตัวในจุดที่มีก้อนมวลสารฝังตัวอยู่ เป็นการยุบหดตัวจากภายในสู่ภายนอกคือลักษณะจะเหมือนความแห้งของผิวดินที่แตกระแหง เรามองเห็นด้านนอกนิดเดียว แต่ด้านในจะโพรงใหญ่กว่า ในทรรศนะของผู้เขียนการศึกษาพระสมเด็จนั้น ควรต้องเข้าใจเรื่องพิมพ์ ธรรมชาติความเก่าถึงยุคของการสร้างพระ เนื้อหามวลสารของพระ อย่าไปยึดติดกับตำนานที่บอกว่ามีพระสมเด็จแตกกรุที่นั่น ที่นี่

ที่สำคัญเมื่อเราเข้าใจถึงพิมพ์ทรง ธรรมชาติความเก่าของพระได้แล้ว ต้องมีใจหนักแน่น การที่ท่านจะนำพระไปให้ผู้ชำนาญการดู ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ชำนาญการที่เรานำไปให้ดูมีความชำนาญอย่างแท้จริง  ทุกอย่างต้องมีเหตุ มีผลอธิบายได้ว่าพระแท้ควรเป็นอย่างไร พระเก๊ควรเป็นอย่างไรครับ

ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเปิดใจพร้อมรับฟังเหตุผล ที่เขาอธิบายมา เพราะอย่างไรก็ตามอย่าลืมครับว่า ไม่มีใครเกิดทันท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สักคนครับ

ขอชื่นชม..แทนชาวพุทธ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/621873

วันที่ 26 เม.ย. 2563 เวลา 10:48 น.

ขอชื่นชม..แทนชาวพุทธ

โดย…อุทัย มณี

*************

ในช่วงประเทศเกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 นี้ เห็นบทบาทของ คุณเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชักเข้าท่า ทำงานกับคณะสงฆ์ค่อนข้างราบรื่นและดี

ความจริงคณะสงฆ์ไม่มีอะไรมากมาย ใช้หลักการบริหารง่าย ๆ คือ วิ่งเข้าหาและพูดคุยรายงานให้ทราบ แค่นี้จบ..แค่นี้จริง ๆ รัฐมนตรีจะเอาอะไรขอให้บอก คณะสงฆ์ทุ่มเทเต็มที่

ตอนเกิดระบาดไวรัสโควิดใหม่ ๆ รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเลย รัฐบาลยังตั้งตัวไม่ถูกด้วยซ้ำไปว่า..จะเอาอย่างไรกับไวรัสโควิด มึน ๆ งง ๆ อยู่กับจะปิดประเทศหรือจะเปิดดี จะเอาเงินหรือจะเอาชีวิตดี

คณะสงฆ์ นำโดยสมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระดำริ จัดตั้งโรงทานทั่วประเทศแล้ว นำหน้ารัฐบาลแล้ว

รัฐมนตรีเทวัญ ต้องยึดหลักการการทำงานแบบนี้เอาไว้ คือ เข้าหา รายงาน และพูดคุยประสานให้เข้าใจ อย่าว่าแต่เงินกองทุนของคณะสงฆ์ อย่าว่าแต่เงินวัดเลย เงินในย่าม พระสงฆ์ก็เทให้หมด นี้คือ นิสัยพระสงฆ์บ้านเรา ยิ่งระดับรัฐมนตรีเข้าหาพูดคุย รายงานยิ่งทำให้พระผู้ใหญ่ไว้ใจ วางใจ ทำงานแล้วสบายใจ

ไม่เหมือนอดีตรัฐมนตรีบางคนที่ผ่านมา..เนื่องจากมีการตั้งธง..มีอคติต่อพระผู้ใหญ่บางรูป มีอคติในทางการเมือง..ระหว่างรัฐบาลและคณะสงฆ์ จึงเละตุ้มเป๊ะ หากสมัยโบราณคงมีประกาศ “คว่ำบาตร” กันบ้างแล้ว

การที่นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มอบหมายให้รัฐมนตรีเทวัญ เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรีไปมอบผ้าไตร ไทยธรรม เพื่อขอคำปรึกษาหรือเพื่อความเป็นสิริมงคลอะไรก็แล้วในห้วงเวลานี้ถือว่าถูกต้อง..การตั้งโรงทานตามพระดำริของสมเด็จสังฆราช รัฐบาลต้องขอบคุณคณะสงฆ์ ที่ทำงาน ออกเงิน ตั้งโรงทานวัด ช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ ทำดีกว่าหน่วยงานราชการอีก เงินก็ไม่ต้องเสีย คนก็ไม่ต้องจ้าง.. แค่คำขอบคุณคงทำได้ไม่ยาก

การตั้งโรงทานตามพระดำริสมเด็จพระสังฆราช ตอนนี้เห็นรัฐมนตรีเทวัญ ออกเยี่ยมเยียนให้กำลังใจเจ้าอาวาส คณะทำงานทุกวัน อันนี้ก็น่าชื่นชม ยิ่งนิมนต์สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราชไปด้วย ยิ่งทำให้การทำงานราบรื่นและคณะสงฆ์เต็มใจเต็มที่

ภาพการลงพื้นที่แบบนี้ การทำงานร่วมกับคณะสงฆ์ของรัฐมนตรีเทวัญแบบนี้ มันลบภาพเก่า ๆ  รอยเร้า ๆ ลึก ๆ ระหว่างรัฐบาล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับคณะสงฆ์ ได้เป็นอย่างดี

ยิ่งเมื่อวานก่อน ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง รัฐมนตรีเทวัญ ลิปตพัลลภ พร้อมด้วย นายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลเอกปริพัฒน์ ผลาสินธุ์ รองเสนาธิการทหาร ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) นายแพทย์สุระ วิเศษศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และ พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ร่วมต้อนรับคณะชาวไทย จำนวน 171 ราย ประกอบด้วย พระสงฆ์ 104 รูป แม่ชี 11 คน และผู้ปฏิบัติธรรม 56 คน เดินทางกลับจากประเทศอินเดีย  อันนี้ “ได้ใจชาวพุทธทั่วประเทศ”

เพราะที่ผ่านมามีการแชร์ข้อความในโซเซียลในชาวพุทธสุดโต่งกลุ่มหนึ่งว่า “มีบางศาสนาเหมาเครื่องบินกลับมาพร้อมเชื้อโรค” ในขณะที่ชาวพุทธในอินเดียตกค้างอยู่ประมาณ 1,600 คน มีวัดไทย พระธรรมทูต คอยช่วยเหลือ ทั้งเหมาเครื่องบินกลับเอง ทั้งประสานที่พักไว้กักตัวเองในไทย แต่ปลายสายเมืองไทยบอก “ไม่อนุมัติ”

ผมสอบถามเรื่องนี้จากพระคุณเจ้าที่อยู่อินเดีย ส่วนหนึ่งก็ใช่ แต่หลายส่วนเรื่องนี้คือ “นิสัยชาวพุทธเราเอง” คือ..หละหลวม แค่เอกสารก็ขอกันเป็นอาทิตย์เชียว ส่วนศาสนาอื่น คนพร้อม เงินพร้อม เอกสารพร้อม ยิ่งเมืองไทย..ผู้นำเขาพร้อม

เอาเป็นว่าคุณเทวัญ  ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จงรักษาบรรทัดฐานการทำงานตรงนี้ไว้ให้ดี อย่าพึงเชื่อข้าราชการที่เคยสร้าง “บาดแผลไว้กับคณะสงฆ์”  อย่าพึงเชื่อข้อมูลที่ข้าราชการเสนอเข้ามา โดยยังไม่ผ่านกลั่นกรองอย่างรอบคอบ และหากเป็นไปได้ พึงเลือกข้าราชการที่เป็นลูกหม้อของคณะสงฆ์มาเสริมทีม..

หากทำได้รับรองได้รับเสียงสาธุการจากคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ดีไม่ดีเลือกตั้งคราวหน้า มีพระสงฆ์เป็นหัวคะแนนให้เป็นของแถม..

พระสงฆ์ “ผู้นำจิตอาสา” ยามบ้านเมืองทุกข์ยากที่แท้จริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/621306

วันที่ 19 เม.ย. 2563 เวลา 19:30 น.

พระสงฆ์ "ผู้นำจิตอาสา" ยามบ้านเมืองทุกข์ยากที่แท้จริง

อุทัย มณี (เปรียญ)

***********************

ศาสนาพุทธ บทบาทพระสงฆ์ ในประเทศไทย ยามบ้านเมืองประสบกับวิกฤติข้าวยากหมากแพง ตอนนี้พระคุณเจ้าคือ “พระโพธิสัตว์” สำหรับผู้มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ ที่ยืนรอแถวเรียงรายมารับอาหารตามโรงทานวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ

พุทธศาสนา แก่นแท้คือ ศาสนาที่เกิดขึ้นมาเพื่อ “ทำลายชนชั้น” แก่นแท้ตามคติความเชื่อสายเถรวาท คือ เพื่อให้ผู้ปฎิบัติหลุดพ้นจากวัฎฎสงสาร อันหมายถึง พระนิพพาน แต่แก่นแท้ตามคติความเชื่อสายมหายาน คือ ปฎิบัติตนเพื่อเป็น “พระโพธิสัตว์”

พระสงฆ์ ก็คือ ปุถุชน ยามบ้านเมืองข้าวยากหมากแพง คนรอบวัด ประชาชนในพื้นที่ ลำบาก แม่ไม่มีนมจะป้อนลูก ข้าวไม่มีจะกิน  ผู้เฒ่าผู้แก่ แม้แต่ค่าไฟ ก็จะไม่จะจ่าย  โชดดี ประเทศไทยมีวัด ที่เป็นศูนย์กลาง โชคดีเรามีพระสงฆ์คอยค้ำชูทำหน้าที่ “จิตอาสา” ที่แท้จริง

การออกโรงทาน แน่นอนหากสมเด็จพระสังฆราช ไม่เปิดทาง  ปรากฎการณ์พระสงฆ์ตื่นตัวทั่วประเทศ ปรากฎการณ์พระสงฆ์ทุกระดับชั้นเสียสละ..เงินส่วนตัวและเงินวัด คงไม่เกิดขึ้น ปรากฎการณ์คนหลั่งไหลไปขอข้าวตามวัด..พวกเราคงไม่เห็น

สื่อต่างประเทศบางสำนักยกย่อง พระสงฆ์ไทยกันมาก เพราะท่านทำหน้าที่ของผู้นำชุมชน ทำหน้าที่..จิตอาสาอย่างแท้จริง

แน่นอน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะพระคุณเจ้ามีเมตตา เมตตาค้ำจูนโลก สามจังหวัดภาคใต้ แม้พระสงฆ์จะบิณฑบาตไม่ได้ แต่ก็มีโรงทานในวัด พระสงฆ์แจกจ่ายอาหารให้ โดยไม่เลือกศาสนา จึงก่อเกิด ธรรมสามัคคี

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บางวัดมีกำลังทรัพย์ ช่วงเช้าทำอาหาร หลังเพล ตระเวณออกรถนำอหารคาวหวานไปแจกจ่ายให้กับประชาชนรอบวัด และประชาชนในพื่นที่

วัดยานนาวา กรุงเทพ..มีโรงทานทั้งในวัด และทำนองเดียวกัน รอบวัด ชุมชนในพื้นที่ บางคนเป็นผู้ป่วยติดเตียง บางรายผู้เฒ่า ผู้พิการ วัดยานนาวาก็ให้ลูกศิษย์ส่งถึงที่

วัดลาดปลาเค้า ท่านเจ้าคณะเขต มีใจเต็มร้อย ลงมือเองก่อนเกิดวิกฤติโควิด ด้วยซ้ำไป สร้างบ้านให้คนไร้บ้านรอบวัด แจกจ่ายอาหารให้กับผู้มีรายได้น้อย ยามนี้มีประชาชนไปขออาหารคับคั่งทุกวัน

แต่ทั้งหมดทั้งมวล..พระสงฆ์ทำได้ เพราะมี กองหนุน คนไทยเป็นคนมีน้ำใจ เป็นคนชอบทำทาน ขี้สงสารคน วัดลาดปลาเค้ามีกองหนุนมูลนิธิอย่างน้อยของ คุณหญิงสมปอง วรรณิสสรและคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  คอยสนับสนุน

วัดอรุณราชวราราม วัดใหญ่ ท่านเจ้าอาวาสก็ออกโรงทานทุกวัน โดยใช้เงินวัด คนเข้าแถวมารับอาหารทุกวัน บางรายรับคนเดียวไม่พอ.ขอไปให้พ่อแม่ที่แก่เฒ่าที่บ้านด้วย..ยามนี้พระท่านก็คงปฎิเสธไม่ได้

วัดต่างจังหวัดส่วนใหญ่ก็ดำเนินการแบบนี้ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ และมีทุกตำบล จะมากจะน้อยก็ว่าไปตามศักยภาพ แต่ประชาชนในพื้นที่เมื่อถึงโรงทาน อาหารมีแน่

สำนักปฏิบัติธรรมป่าโมกข์ธรรมมาราม จังหวัดสระแก้ว ขององค์ม่อน พระครูปลัดบัณฑิต ก็ใช่ย่อย ดูแลผู้กักตัว 14 วัด ตั้งโรงทาน ซ้ำฝึกอาชีพให้กับผู้กักตัว ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิดอีกต่างหาก

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ก็ร่วมเดินหน้าโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ร่วมสมทบทุนโรงทานตามวัดต่าง ๆ ตามพระดำริของสมเด็จพระสังฆราช..

ทั้งหมด ทั้งมวล เกิดขึ้นเพราะความเมตตาจากพระสงฆ์ จิตอาสาโดยธาตุแท้ เกิดจากความมีเมตตา สงสารผู้ตกทุกข์ได้ยาก เกิดจากจิตสำนึกอยากทำงาน เพื่อช่วยเหลือสังคม มิได้เกิดจากการเกณฑ์คนไปอบรม เกณฑ์คนไปกวาดถนนลอกคูคลอง..ยามนี้มีคนถามหาเหล่า..จิตอาสากันมาก

การเกิดวิกฤติข้าวยากหมากแพง อันเนื่องมากพิษเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากไวรัสโควิด คราวนี้เราจึงเห็นศักยภาพของพระสงฆ์ เราจึงเห็นวัดคือศูนย์กลางเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง..

ยามนี้อาจมีพระสังฆาธิการตั้งคำถามเรื่อง บางท้องถิ่นขอความร่วมมือให้วัดเป็นสถานที่กักกันสำหรับผู้สงสัยติดเชื้อบ้าง..พระคุณเจ้าก็ต้องเข้าใจว่า..วัดคือศูนย์กลางชุมชนยามศึกสู้กับโรคแบบนี้..ต้องยอมบ้าง

รัฐบาลแม้มีงบประมาณแบบแสนล้านเพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชนยามนี้..ผมคนศาสนาคิดไปเองหรือเปล่าไม่ทราบ..บทบาทพระสงฆ์เข้าถึงประชาชนได้มากกว่า…โรงทานของวัดจับต้องได้มากกว่า..

พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ.2495(2496) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/621235

วันที่ 19 เม.ย. 2563 เวลา 09:11 น.

พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ.2495(2496)

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

**********************************

แค่คำว่า “ไพรีพินาศ” สำหรับผู้ที่เป็นคู่แข่งหรือศัตรูได้ยินแล้ว ก็คงจะหาวิธีหลีกเลี่ยงหรือหลบหลีกการเป็นศัตรู ไพรีพินาศเป็นพระนามของพระพุทธรูปที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชทานนามไว้ และได้มาจัดสร้างเป็นพระเครื่องครั้งแรกในปีพ.ศ.2495(2496)

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ยังทรงผนวชในปี พ.ศ.2391 มีผู้นำพระพุทธรูป ศิลปะแบบศรีวิชัย มาถวาย และในห้วงเวลานั้นได้มีผู้ที่คิดประสงค์ร้ายกับพระองค์ท่าน และผู้ที่คิดประสงค์ร้ายกับพระองค์ท่านต่างก็มีอันเป็นไปทั้งสิ้น

ภายหลังที่ได้พระองค์ท่านเสด็จขึ้นเถลิงราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์ท่านได้ทรงพระราชทานนามพระบูชาองค์นี้ว่า “พระไพรีพินาศ” พระไพรีพินาศองค์นี้ได้ประดิษฐานอยู่ภายในเก๋งบริเวณของพระเจดีย์ทอง วัดบวรนิเวศฯ และเป็นที่กล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์โดยตลอดสำหรับผู้ที่ศรัทธาและมาอธิษฐานขอบารมีล้วนสำเร็จตามประสงค์ทั้งสิ้น

วันนี้มาชมพระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ ซึ่งมีดำริการสร้างเมื่อปี พ.ศ.2495 ในคราวฉลองพระชนม์มายุครบ 80 พรรษา สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชื่น นพวงศ์) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 13 แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร และมาเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ.2496

ในพิธีนี้ได้มีการจัดสร้าง พระกริ่งไพรีพินาศ และ พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ โดยใช้ทองชนวนเบ้าเดียวกัน วรรณะเนื้อหาจะมีลักษณะเดียวกันคือ เหลืองปนขาวเล็กน้อยไม่กลับดำ รูปแบบของพระชัยวัฒน์นี้จะคล้ายกับพระกริ่งไพรีพินาศบัวเหลี่ยม แต่ขนาดเล็กกว่า

จุดพิจารณาของพระชัยวัฒน์ไพรีพินาศนี้ เมื่อส่องดูจะเห็นลักษณะของพระหล่อโบราณอย่างชัดเจน ตามผิวเป็นหลุมเป็นบ่อ บัวแถวบนแหลมเล็กหงายขึ้นมี 8 กลีบ บัวแถวล่างจะเป็นบัวเหลี่ยม ปรากฎคราบเบ้าเกาะอยู่ทั่วไปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ความเก่าของเนื้อโละทองเหลืองผสมแห้งสนิท ด้านข้างเห็นรอยประกบและแต่งด้วยตะไบ

พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ บางองค์มีการเจาะบรรจุเม็ดกริ่งใต้ฐานเดิม จะมีค่านิยมเช่าบูชาสูงกว่าในองค์ที่ไม่มีการบรรจุเม็ดกริ่ง ด้านพุทธคุณของพระไพรีพินาศนี้ นอกจากพ้นภัยจากศัตรูที่คิดร้ายต่อเราแล้ว ยังให้โชคลาภแก่ผู้บูชาอีกด้วย

สำหรับวัตถุมงคลพระไพรีพินาศที่ได้จัดสร้างในคราวนั้น ประกอบด้วย พระกริ่งไพรีพินาศพิมพ์บัวเหลี่ยม,พระกริ่งไพรีพินาศพิมพ์บัวแหลม, พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ,นอกจากนั้นแล้วยังมีเหรียญพระไพรีพินาศเนื้อทองคำ เนื้อทองคำลงยา เนื้อเงินลงยา และเนื้อทองแดง ตลอดจนครอบน้ำมนต์วัดบวรนิเวศวิหาร และพระไพรีพินาศบูชาขนาด 3 นิ้ว

การจัดสร้างพระไพรีพินาศนี้ มีบันทึกจากหนังสือ “ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร” ในวโรกาสที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชื่น นพวงศ์) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 13 แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร ได้มีพระชนม์มายุครบ 80 พรรษา ทางรัฐบาลและประชาชนได้ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองงานมหามงคลว่า

“อนึ่งเมื่องานฉลองพระชนม์มายุครบ 80 พรรษา บริบูรณ์ ในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ผ่านไปแล้ว ได้มีการประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมาเพื่อเป็นฑีฆายุมหามงคล แต่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเป็นพระพุทธปฏิมา หน้าพระเพลา 3 คือ หรือ 100 เซนติเมตร สูงตั้งแต่พระที่นั่งถึงพระจุฬา 117 เซนติเมตร พระรัศมี 22 เซนติเมตร ประกอบพิธีเททองหล่อ เมื่อวันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2496 และในพิธีเดียวกันได้จัดสร้างวัตถุมงคลพระไพรีพินาศ”  ซึ่งในพิธีดังกล่าว ตรงกับวันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2496 แรม 5 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเส็ง เวลา 13.52 ณ หน้าพระอุโบสถวัดบวรนิเวศฯ

สำหรับคำบูชาพระไพรีพินาศ(โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงนิพนธ์คำบูชานี้)

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ สุจิรัง ปะรินิพพุโต

คุเณหิ ธะระมาโนทานิ ปาระมีหิ จะ ทิสสะติ

ยาวะชีวัง อะหัง พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คะโต

ปูเชมิ ระตะนัตตะยัง ธัมมัง จะรามิ โสตถินา ฯ

คำแปล โดย พระมหานายก (ฉลอง ชลิตกิจโจ)

“สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานมาช้านานแล้ว

แต่ก็ยังทรงปรากฏดำรงอยู่ในบัดนี้ โดยพระคุณและพระบารมีทั้งหลาย

ข้าพพุทธเจ้า ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต

บูชาอยู่ซึ่งพระรัตนตรัย ขอประพฤติธรรม โดยสวัสดี เทอญ ฯ”

เลขาฯสมเด็จพระสังฆราชเยี่ยมโรงทานทำอาหารแจกประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/620826

วันที่ 14 เม.ย. 2563 เวลา 16:02 น.

เลขาฯสมเด็จพระสังฆราชเยี่ยมโรงทานทำอาหารแจกประชาชน

ปทุมธานี-สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราชลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จิตอาสาโรงทานวัดชินวรารามฯเพื่อแจกจ่ายประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากไวรัสโควิด-19

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช พร้อมพระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ช่วยเหลือฯ (โรงทาน)วัดชินวรารามวรวิหาร(พระอารามหลวง) ต.บางขะแยง อ.เมือง จ.ปทุมธานี โดยมี พระมงคลวโรปการ เจ้าอาวาสวัดชินวรารามวรวิหาร น.ส.ฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี ถวายการต้อนรับและนำเยี่ยมชมโรงทานของวัดชินวรารามวรวิหาร

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เปิดเผยว่า คณะสงฆ์ของวัดชินวรารามวรวิหาร ได้สนองพระดำริสมเด็จพระสังฆราชได้เป็นอย่างดี โดยอาหารต่าง ๆ ได้นำแจกจ่ายไปยังบุคลาการทางการแพทย์และการสาธารณสุขเป็นไปตามหลักสุขอนามัย และปฏิบัติตามคำสั่ง มาตรการ และคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัด

สำหรับ การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ช่วยเหลือฯ (โรงทาน)วัดชินวรารามวรวิหาร ในครั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่จิตอาสา ที่เสียสละแรงกายแรงใจร่วมกันทำอาหารแจกจ่ายให้ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โรคระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด – 19