‘มีน’ กุมขมับถึงกับ สาธุ .. ประเด็น ‘ท็อป-ก้อย’ อย่าหาคนผิดเลย ย้ำยังรักกันดี

‘มีน’ กุมขมับถึงกับ สาธุ .. ประเด็น ‘ท็อป-ก้อย’ อย่าหาคนผิดเลย ย้ำยังรักกันดี

‘มีน’ กุมขมับถึงกับ สาธุ .. ประเด็น ‘ท็อป-ก้อย’ อย่าหาคนผิดเลย ย้ำยังรักกันดี

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

 มีน พีรวิชญ์  วอนขออย่าโยงใครทะเลาะกับใคร ไม่มีใครถูกที่สุดหรือผิดที่สุด สำหรับประเด็น ท็อป ทศพล และ ก้อย อรัชพร”  ที่ส่าสุด ได้เมีเฟรมรูปรวมกลุ่มกัน

ด้านมีนได้ให้ออกมาสัมภาษณ์ว่า ตามรูปที่เห็นเลย ทุกคนรักกันดี เขาไปประชุมกัน เขารักกันดี

“สาธุ สาธุ … ไม่อยากตอบเรื่องนี้แล้วขอตอบเรื่องนี้เป็นที่สุดท้าย ผมก็อย่างที่เราเห็นเขารักกันจะตาย เออเขารักกันจะตาย เราไม่อยากให้ใครตามล่าหาคนที่ผิดที่สุด หรือถูกที่สุด เราว่าทุกอย่างมันคือเรื่องของความสัมพันธ์ มีให้กำลังใจมีเสียใจมีเสียดาย แต่สุดท้ายทุกคนเรายินดีแล้วเราก็มีความสุขกับทุกทุกความสัมพันธ์โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่เป็นเพื่อนกันตลอดไปมันมันดีที่สุด”

“ใครเจอเรื่องแบบนี้ก็เครียดแหละ แต่ว่าก็หวังว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี และหวังว่า ทุกๆ คนจะเข้าใจ ทุกคนมีความแตกต่างกัน”

หลุดโฟกัสยกแผง เบียร์ เดอะวอยซ์ กับชุดดูค้างคาวสุดจี๊ด ชมคลิป

หลุดโฟกัสยกแผง เบียร์ เดอะวอยซ์ กับชุดดูค้างคาวสุดจี๊ด ชมคลิป

หลุดโฟกัสยกแผง เบียร์ เดอะวอยซ์ กับชุดดูค้างคาวสุดจี๊ด ชมคลิป

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.10 น.

วานนี้ 5 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา กลายเป็นไวรัลสนั่นโลกโซเชียลทันที เมื่อนักร้องสาวสุดแซ่บอย่าง เบียร์ เดอะวอยซ์ หรือ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล โพสต์คลิปวิดีโอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เผยให้เห็นโมเมนต์พักผ่อนสุดชิลล์ริมสระว่ายน้ำท่ามกลางบรรยากาศขุนเขาและธรรมชาติ

งานนี้บอกเลยว่าทำเอาแฟนคลับถึงกับตาค้าง เพราะสาวเบียร์มาในชุดชั้นในสีม่วงอ่อนสุดละมุน อวดหุ่นสับแบบสิบเต็มไม่หัก พร้อมแคปชันติดตลกว่า “ละมันบินมาตอนใส่ชุดเน้ ????????????????????????????????????” ซึ่งในคลิปจะเห็นฝูงค้างคาวนับพันตัวบินพาดผ่านท้องฟ้าเป็นสายยาวด้านหลังเธอพอดี

เบียร์ เดอะวอยซ์

หลังที่คลิปวิดีโอของ เบียร์ เดอะวอยซ์ เผยแพร่ออกไปไม่นาน ชาวเน็ตและแฟนคลับจำนวนมากต่างก็แห่เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอิโมจิรูปหัวใจรัว ๆ หรือรูปเปลวไฟที่ลุกโชน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ หลายคนต่างก็หลุดโฟกัสกันเป็นแถวที่ไม่รู้จะมองฝูงค้างดาวในคลิปวิดีโอนี้ดีหรือ เบียร์ เดอะวอยซ์ ในชุดชั้นในสีม่วงอ่อนอวดหุ่นเซ็กซี่สะท้านใจดี

“View สวยแล้วก็คนน่ารักมากๆ”

“OMG OMG OMG”

“สุดใจตลอดไป”

“ปึ้ง!”

เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณ ข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม beerpassaranan

เกือบหย่า! ไฮโซน้ำหวาน ร่ำไห้แถลงหมดเปลือก รับไม่ได้นักไลฟ์มือทองแทะโลมสามี

เกือบหย่า! ไฮโซน้ำหวาน ร่ำไห้แถลงหมดเปลือก รับไม่ได้นักไลฟ์มือทองแทะโลมสามี

เกือบหย่า! ไฮโซน้ำหวาน ร่ำไห้แถลงหมดเปลือก รับไม่ได้นักไลฟ์มือทองแทะโลมสามี

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

6 มีนาคม 2569 เป็นประเด็นร้อนถึงขั้นต้องออกมาแถลงข่าวสำหรับ กรณี ‘ไฮโซน้ำหวาน’ กับ ‘โค้ชส้ม’ ที่กลายเป็นกระแสและถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ หลังถูก ไฮโซน้ำหวาน ออมาไลฟ์แฉว่า นักไลฟ์สดมาประชุมแต่งตัวไม่สุภาพยั่วยวน ‘นาวิน ต้าร์’ สามี จนเป็นเหตุให้ ไฮโซน้ำหวาน ปรี๊ดแตกใส่สามี 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไม่จบง่าย ๆ ! ไฮโซน้ำหวาน- นาวิน ต้าร์ โผล่เคลียร์วุ่นหน้าเขต ปมสาววิตามินซี

ท้าเปิดกล้องวงจรปิด โค้ชส้ม โต้ยั่วยวน นาวิน ต้าร์ หลังไฮโซน้ำหวานไลฟ์แฉ

ล่าสุด ไฮโซน้ำหวาน ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดใจถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ยอมรับว่าสติหลุดและโกรธสามีอย่างมากในช่วงเวลานั้น ถึงขั้นไปสำนักงานเขตอยากหย่า พร้อมเผยว่าขณะนี้ยังอยู่ในช่วงพูดคุยกันน้อยลง และให้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย

ไฮโซน้ำหวานเล่าว่า ตลอดชีวิตคู่ที่แต่งงานกันมาเกือบ 10 ปี ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุม ซึ่งมี นักไลฟ์สดรายหนึ่งเข้ามาร่วมพูดคุยในลักษณะที่เธอมองว่าไม่เหมาะสม

เธอระบุว่า โดยปกติครอบครัวต้องพบปะแฟนคลับของนาวิน ต้าร์ อยู่เสมอ เช่น งานวันเกิดที่แฟนคลับจัดให้ทุกปี และเธอเข้าใจคำเรียกเล่นๆ อย่างคำว่า “สามีแห่งชาติ” ได้ แต่สิ่งที่ทำให้เธอรับไม่ได้คือคำพูดและท่าทีบางอย่างที่เกินขอบเขต “คำพูดอย่างคำว่า ‘ผัวทุกคน ทุกคนอยากได้เป็นผัว’ สำหรับเรา มันเกินไป ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้มาก่อน จนสามีต้องหันหน้าหนี” ไฮโซน้ำหวานกล่าว

นอกจากนี้ เธอยังเผยว่า การประชุมในวันนั้นใช้เวลาหลายชั่วโมง และมีบางพฤติกรรมที่เธอมองว่าไม่เหมาะสม เช่น การแสดงท่าทางที่ส่อไปในเชิงยั่วยวน ซึ่งทำให้เธอในฐานะภรรยารู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก “ถ้าเป็นแค่คำพูดอย่างเดียวอาจพอรับได้ แต่บริบทที่เห็นมันทำให้รับไม่ได้จริงๆ เชื่อว่าถ้าผู้หญิงคนไหนมีสามี แล้วมีคนมาพูดหรือทำแบบนี้กับสามีของคุณ ผู้หญิงทั่วโลกก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน”

อย่างไรก็ตาม ไฮโซน้ำหวานยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจเรื่องอนาคตของชีวิตคู่ โดยกำลังให้เวลาเพื่อทบทวนความสัมพันธ์ พร้อมย้ำว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ เทศกาลน้ำหวาน ตามที่หลายคนพูดล้อกัน

ซึ้งน้ำตานองทั้งโซเชียล! ‘นัท นิสามณี’โพสต์ยินดีวันแต่งงานน้องสาว

ซึ้งน้ำตานองทั้งโซเชียล! 'นัท นิสามณี'โพสต์ยินดีวันแต่งงานน้องสาว

ซึ้งน้ำตานองทั้งโซเชียล! ‘นัท นิสามณี’โพสต์ยินดีวันแต่งงานน้องสาว

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.46 น.

ทำเอาแฟน ๆ ซาบซึ้งไปตามกัน เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง นัท นิสามณี โพสต์ภาพร่วมงานแต่งของน้องสาว “แนน” พร้อมแคปชั่นสุดกินใจ เผยถึงความรู้สึกตื้นตันจนเผลอน้ำตาไหลขณะกำลังเลือกรูปลงโซเชียล บอกน้องสาวคือผู้หญิงที่รักมากที่สุดในโลก

อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความรักและความอบอุ่น สำหรับงานแต่งของน้องสาวแท้ ๆ ของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง นัท นิสามณี โดยเจ้าตัวได้โพสต์ภาพบรรยากาศภายในงานลงบนโซเชียลมีเดียส่วนตัว พร้อมเขียนแคปชั่นเล่าความรู้สึกจากใจว่า ระหว่างที่กำลังเลือกรูปเพื่อนำมาลงนั้น จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว  นัทเผยว่า ความรู้สึกในวันนั้นเต็มไปด้วยความตื้นตัน ความยินดี และความสุข ที่ได้เห็นคนที่รักกำลังเริ่มต้นเส้นทางชีวิตใหม่ พร้อมบอกว่าน้องสาวอย่าง “แนน” คือผู้หญิงที่ตนรักมากที่สุดบนโลกใบนี้ และวันนี้น้องสาวก็ได้เริ่มต้นสร้างครอบครัวในแบบที่ตัวเองเลือก

พร้อมกันนี้ นัท นิสามณี ยังทิ้งท้ายข้อความสุดซึ้งในฐานะพี่ชายว่า ไม่ว่าวันหนึ่งแนนจะเป็นภรรยาของใคร หรือจะได้เป็นแม่ของใครก็ตาม แต่สำหรับตนแล้ว แนนจะยังคงเป็นน้องสาวของ “เฮียนัท” เสมอ ทำเอาแฟน ๆ และชาวเน็ตที่ได้อ่านต่างเข้ามาร่วมแสดงความยินดี และซาบซึ้งกับความรักของพี่น้องคู่นี้จำนวนมาก.

ไม่แปลกใจทำไมถึงหึง?ส่องความสวยแซ่บ ‘โค้ชส้ม’ คู่กรณี ‘ไฮโซน้ำหวาน’

ไม่แปลกใจทำไมถึงหึง?ส่องความสวยแซ่บ 'โค้ชส้ม' คู่กรณี 'ไฮโซน้ำหวาน'

ไม่แปลกใจทำไมถึงหึง?ส่องความสวยแซ่บ ‘โค้ชส้ม’ คู่กรณี ‘ไฮโซน้ำหวาน’

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.27 น.

เรียกได้ว่าตอนนี้ไม่มีใครมาแรงเท่า ‘โค้ชส้ม’ คู่กรณี ‘ไฮโซน้ำหวาน ‘ที่กลายเป็นกระแสและถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ หลังถูก ‘ไฮโซน้ำหวาน’ออมาแฉว่าเป็น ‘นักไลฟ์สด’ มาประชุมแต่งตัวไม่สุภาพยั่วยวน ‘นาวิน ต้าร์’ สามี จนเป็นเหตุให้ ‘ไฮโซน้ำหวาน’ปริ๊ดแตกใส่สามี งานนี้เราเลยขอมาส่องความสวยแซ่บของ ‘โค้ชส้ม’มาให้ชมกัน บอกได้เลยว่า เซ็กซี่ สมคำร่ำลือ จนปราศจากความสงสัยว่าทำไมถึงเกิดเรื่องหึงหวงขึ้นได้ ส่วนมหากาพย์ครั้งนี้จะจบลงอย่างไรต้องติดตามกันยาวๆ แต่ ‘ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้าออนไลน์’ขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายตกลงจบกันได้ด้วยดี

เดือดสนั่น! ‘นาวิน ต้าร์ ‘ไลฟ์โต้ดราม่า ลั่นเหมือนถูกละเมิดกลางห้องประชุม

เดือดสนั่น! 'นาวิน ต้าร์ 'ไลฟ์โต้ดราม่า ลั่นเหมือนถูกละเมิดกลางห้องประชุม

เดือดสนั่น! ‘นาวิน ต้าร์ ‘ไลฟ์โต้ดราม่า ลั่นเหมือนถูกละเมิดกลางห้องประชุม

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.03 น.

ดราม่าร้อนยังไม่จบ เมื่อ นาวิน ต้าร์ ออกมาไลฟ์สดชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลั่นรู้สึกเหมือนถูกละเมิด หลังคู่กรณีพูดจาไม่เหมาะสมระหว่างพรีเซนต์งาน พร้อมเตรียมใช้กฎหมายดำเนินคดีให้เป็นเคสตัวอย่าง ขณะที่ฝั่ง ไฮโซน้ำหวาน ทิ้งปมแรง บอกเรื่องจริงมีมากกว่าที่สังคมรู้ แต่ขอปรึกษาทนายก่อนเปิดทั้งหมด

กลายเป็นดราม่าร้อนที่หลายคนจับตา หลังจากก่อนหน้านี้มีการออกมาเปิดใจผ่านสื่อ ล่าสุด นาวิน ต้าร์ ได้ออกมาไลฟ์สดชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเผยว่าในวันที่เกิดเหตุ ระหว่างกำลังพรีเซนต์งานอยู่ในห้องประชุม คู่กรณีได้พูดจาในลักษณะที่สื่อไปในทางไม่เหมาะสม จนทำให้ตนรู้สึกเหมือนถูกละเมิด เจ้าตัวยอมรับว่า บรรยากาศในห้องประชุมขณะนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัด เพราะคำพูดดังกล่าวทำให้ทั้งตัวเขาและคนในห้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างมาก แต่ในจังหวะนั้นพยายามมองข้ามเพื่อให้การพรีเซนต์งานดำเนินต่อไปจนจบ ก่อนที่ภายหลังบริษัทจะตัดสินใจว่าไม่ต้องการร่วมงานกับบุคคลดังกล่าว   นอกจากนี้ นาวิน ต้าร์ ยังย้ำว่า ตนไม่ได้รังเกียจหรือปิดกั้นความรักจากแฟนคลับ แต่การแสดงออกควรมีขอบเขต พร้อมระบุว่าในยุคปัจจุบันศิลปินดารามักเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าไม่เหมาะสม และเข้าข่ายผิดกฎหมาย ทำให้ตนเตรียมใช้กฎหมายมาตราที่เกี่ยวข้องดำเนินคดี เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างในสังคม

ขณะที่ฝั่ง ไฮโซน้ำหวาน ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวเช่นกัน โดยระบุว่าสาเหตุที่ยังไม่เอ่ยชื่อคู่กรณี เพราะไม่ต้องการ “ให้แสง” อีกฝ่าย พร้อมเผยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงคำพูดตามที่สังคมรับรู้ แต่ยังมีรายละเอียดมากกว่านั้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องปรึกษาทีมทนายก่อน

ทั้งนี้ ไฮโซน้ำหวานยังเผยว่า ขณะนี้ได้ให้สามีและทีมทนายหลายฝ่ายเข้ามาดูรายละเอียดทางกฎหมาย ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่าสามารถดำเนินการได้ พร้อมย้ำว่ารู้สึกดีใจที่ นาวิน ต้าร์ ออกมาเทคแอคชั่น จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทำให้ดราม่าดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตาต่อไป

‘ตั๊ก มยุรา’ ชีวิตออกแบบความสุขสุดท้ายได้แม้โรคที่รักษาไม่หาย

‘ตั๊ก มยุรา’ ชีวิตออกแบบความสุขสุดท้ายได้แม้โรคที่รักษาไม่หาย

‘ตั๊ก มยุรา’ ชีวิตออกแบบความสุขสุดท้ายได้แม้โรคที่รักษาไม่หาย

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

Tuck Talk  ดำเนินรายการโดย ‘ตั๊ก มยุรา’พูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับ เมื่อความเจ็บปวดอยู่เหนือการอยากมีชีวิตของคนไข้ระยะสุดท้าย ชวนคุยเรื่องโรคที่รักษาไม่หาย และการดูแลแบบ Palliative Care ที่ไม่ใช่การรักษาแบบประคับประคองที่รอวันสุดท้าย แต่เป็นการช่วยออกแบบคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุด และความสุขที่สุด ทั้งของคนไข้และครอบครัว การดูแลที่ไม่ทิ้งใครไว้ลำพังจนวินาทีสุดท้าย กับ “หมอแนต นิษฐา” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคูน

Palliative care ต่างจากการรักษาทั่วไปยังไง ?

หมอแนต : ภาษาอังกฤษมันเรียกว่า Palliative care ประเทศไทยพยายามหาคำไปแปลเขา จบด้วยคำว่าประคับประคอง แต่จริง ๆ แล้วความหมายของ Palliative care มันกว้างกว่านั้นมาก ๆ ชวนมองว่ามันคือการรักษาที่เน้นความสุข เน้นคุณภาพชีวิตของคนไข้ในเวลาที่เขาเจอกับโรคร้ายที่มันไม่หายขาด แล้วเขาเริ่มไม่สบายตัว เริ่มไม่มีความสุขแล้ว จริง ๆ แล้วคำว่า Palliative care ยังดูครอบครัวเขาด้วย เวลาคนหนึ่งป่วยในครอบครัวจะป่วยทั้งหมด คนในครอบครัวเหนื่อยล้ากันหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ Palliative care ทำเราดูคนไข้แล้วเราก็ดูความสุขสบายของครอบครัวด้วยว่าเขาพักเพียงพอไหม มีสุขภาพจิตใจเป็นยังไงบ้าง มองตัวโรคยังไง เขาเตรียมพร้อมรับวันข้างหน้ายังไงบ้าง อันนี้คืองาน Palliative care ทั้งหมดเลย มันคือการรักษาที่เน้นความสุข เน้นคุณภาพชีวิต มันไม่ต้องเลือก คุณรักษาโรคคุณได้ อยากมีชีวิตยืนยาวคุณก็ทำได้เต็มที่ แต่ดูแลควบคู่กับ Palliative care ได้ไหมคุณจะได้มีชีวิตที่ยืนยาวด้วย เป็นชีวิตที่มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

ใครที่ควรจะดูแลแบบนี้ ?

หมอแนต : ทุกคนที่เป็นโรคร้าย โรคนั้นไม่หาย แล้วก็โรคนั้นมีโอกาสจะแย่ลงในวันข้างหน้า ที่โรงพยาบาลคูนโรคที่เราดูแลแน่นอนก็มีมะเร็งระยะลุกลาม ถัดมาก็เป็นโรคทางสมองบางอย่างที่เป็นถดถอย เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน เดี๋ยวนี้ก็จะมีโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS หรือว่าตับวาย ไตวาย กลุ่มนี้คือกลุ่มโรคที่อวัยวะเขาเริ่มถดถอย ไม่หายแต่ว่ามันถอยลงเรื่อย ๆ แต่ช่วงเวลาตรงนั้นเขารักษาให้เน้นความสุขอย่างนี้เราดูแลได้หมด ทั้งมะเร็งและไม่ใช่มะเร็ง เราก็มีล้างไตได้ด้วย เครื่องช่วยหายใจเราก็มี อุปกรณ์ของเราที่มีมันพอ ๆ กับ ICU แห่งหนึ่งแล้วกัน ในงานของ Palliative care คือเข้าไปดูตั้งแต่ช่วงแรก ๆ เน้นความสุข เน้นคุณภาพชีวิตที่ดีของเขา ระหว่างการรักษาถ้าเคยเห็นใครที่ต้องให้ยาเคมีบำบัด เคยต้องได้ยามุ่งเป้า ยาภูมิคุ้มกันบำบัด เขาก็จะมีผลค้างเคียงคือมีความเครียด มีหลาย ๆ อย่างที่มันเกิดขึ้นกับร่างกายจิตใจเขา Palliative care มีประโยชน์ตรงนี้ที่ทำให้เขามีความสุขได้ตั้งแต่วันที่เขาเริ่มรักษา

Palliative Care คือการไม่รักษาแล้วถูกไหม ?

หมอแนต : อยากเปลี่ยนมาก ๆ เลยค่ะ เพราะว่าตั้งแต่มาทำงานตรงนี้ก็จะต้องต่อสู้กับความเชื่อนี้เยอะมาก ๆ ในมุมมองที่แนตทำทุกวันนี้คิดว่าปัญหาของ Palliative Care ก็คือคนไข้มาเจอเราช้าเกินไป เรามาเจอคนไข้ตอนที่เขาไม่เหลือการรักษาใด ๆ แล้วร่างกายของเขาถดถอยมาก ๆ แล้ว

การบอกความจริงกับคนไข้ว่าป่วยเป็นอะไร ระยะไหนมีความสำคัญแค่ไหน ?

หมอแนต : จริง ๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้มีคำตอบสำหรับทุกคน เพราะฉะนั้นก็รู้สึกว่าถ้าคนไข้เขาต้องมีชุดข้อมูลบางอย่างเพื่อที่ออกแบบการรักษา หลาย ๆ ครั้งเราอยากรู้เพราะว่าเราจะต้องวางแผนชีวิตของเราว่าเราอยากจะเป็นยังไงต่อ จะทำอะไรไม่ทำอะไรเราจะได้มีลำดับ เราจะเรียงลำดับความสำคัญในชีวิตได้ ข้อมูลตรงจะไปช่วยให้เขาเรียงลำดับความสำคัญในชีวิตตรงนี้ได้ แล้วก็การบอกข่าวร้ายกับคนไข้ ทางการแพทย์เราเรียนเป็นขั้นตอนมาอยู่แล้ว ไม่ได้บอกเขาทุกอย่างที่เรารู้ บอกเท่าที่เขาจำเป็นต้องรู้ แล้วเขาอยากรู้อะไรเราบอกแค่นั้น ไม่ได้บอกหมด แล้วเขาก็ไม่ได้จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง

ส่วนมากคนไข้จะถามไหม ?

หมอแนต : ถามแล้วก็จะตอบเท่าที่เขาอยากรู้ค่ะ ต้องบอกว่าตอนทำ Palliative Care แนตดูแลช่วงท้าย ๆ ก็คนไข้ส่วนใหญ่ก็จะรู้มาบ้างแล้ว แต่แนตก็จะเจอคนไข้ที่ไม่รู้ ยังไม่เคยบอกคุณพ่อเลย พาไปรับเคมีบำบัดมาหลายปีมาก ๆ แล้วคุณพ่อไม่เคยรู้เลยว่าเป็นมะเร็งอยู่ มีอยู่ 2 แบบ คนไข้รู้แต่ญาตินึกว่าคนไข้ไม่รู้ ก็ไม่คุยกัน เพราะคนไข้ก็รู้ตั้งนานแล้วแต่ว่าเห็นเขาบอกว่าไม่อยากให้เรา รู้เราไม่รู้ก็ได้ พอไปถามจริง ๆ เขาบอกรู้อยู่แล้ว กับอีกแบบหนึ่งก็คือคนไข้ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าคนไข้อยู่ในจุดที่การตัดสินใจการรักษาเขาเหลือน้อยมาก ๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ อย่างเช่นมีโรคสมองร่วมด้วย มีอัลไซเมอร์ร่วมด้วย เขาอาจจะตัดสินใจการรักษาเองไม่ได้ทั้งหมดแล้ว ก็จะเป็นลูก ๆ ที่รู้แล้วก็ช่วยตัดสินใจการรักษาให้ ซึ่งอันเนี้เราก็อาจจะไม่จำเป็นต้องไปบอกคนไข้ก็ได้

การรักษา Palliative Care  ขั้นตอนการดูแลเป็นยังไง ?

หมอแนต : จริง ๆ หลากหลายมาก ๆ เลย แล้วแต่ว่าได้เจอคนไข้ตอนไหน อย่างบางเคสไปรับเขาจาก ICU โรงพยาบาลอื่นก็มี คนไข้แอดมิอยู่ที่ ICU โรงพยาบาลอื่น แล้วเขาก็รู้สึกว่าเขาทนทรมานกับเครื่องมือการรักษาต่าง ๆ ไม่ไหวแล้ว แล้วมันไม่ดีขึ้น แนตเรียนจบ ICU เห็นวงจรนี้มาก่อนที่จะมาเรียนประคับประคองหรือเรียน Palliative Care เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการรักษาบางอย่างมันเพิ่มเวลาเขาได้แต่มันเพิ่มความทุกข์ทรมาน มันไม่ได้คุณภาพชีวิต ไม่ได้ความสุขของคนไข้ มันเลยเป็นคำถามว่าเราจะทำแบบนี้ไปทำไม ซึ่งมันมีเยอะประมาณ 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 4 ของคนไข้ อยากให้ทุกคนรู้จัก Palliative Care เราทำ เรารักษาเพื่อเน้นความสุขและเน้นคุณค่าความหมายการมีชีวิตอยู่ของคนไข้ เราจะคุยกับครอบครัวเขาว่าใน ตอนนี้อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง แล้วคนไข้มีทางเลือกอะไรบ้าง ครอบครัวเขาอยากจะเลือกแบบไหนให้คนไข้

การเตรียมตัวสำหรับวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรวางแผนไหม ?

หมอแนต : มองว่าจำเป็นในชีวิตเรา เกิดอุบัติเหตุแนตว่าเรายังต้องรู้เลย ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วเราตายไม่เท่าไหร่นะ แต่ถ้าเราไม่ตาย เคยได้ยินสมุดเบาใจไหมคะ แค่บางทีคนก็จะรู้สึกว่าลังเลไม่เขียนสมุดเบาใจ แต่แนตเป็นคนหนึ่งที่เขียนสมุดเบาใจ วันนี้แนตแข็งแรงดี สุขภาพดี แต่แนตก็เขียนเผื่อกรณีนี้ว่าถ้าวันหนึ่งเกิดแนตมีอุบัติเหตุ เกิดเลือดออกในสมอง แนตมีสมุดเบาใจติดตัวแนตอยู่ เวลาเกิดอุบัติเหตุสมุดเบาใจจะไม่มีใครเอามาใช้นะอธิบายอย่างนี้ก่อน ถึงแม้บอกว่าปฏิเสธการกู้ชีพนู่นนี่นั่น สิ่งที่เราปฏิเสธในสมุดเบาใจคือใช้ตอนช่วงท้ายของชีวิต ไม่ได้ใช้ตอนเรามีอุบัติเหตุ ถ้าเรามีอุบัติเหตุถือว่าเป็นการแก้ไขเบื้องต้น คุณหมอก็จะรักษาเราไป แต่หลาย ๆ ครั้งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมันรุนแรงจนเราไม่สามารถกลับมาเป็นเราได้อีก เลือดออกเยอะมากหรือว่าเราอัมพาตต้องมีสายนู่นนี่ แนตก็เลยเขียนเพิ่มว่าถ้าเกิดแนตอยู่ในภาวะแบบนั้น การรักษาที่มันเป็นเพียงการเพิ่มเวลาแนตโดยที่แนตไม่ได้มีคุณภาพชีวิต ไม่สามารถกลับมาสื่อสารได้อีก ไม่จำเป็นต้องทำ อันนี้คือสิ่งที่แนตเขียนในสมุดเบาใจ อันนี้มันคือ Advance Care Planning (ACP) ทางการแพทย์เรียกว่าอย่างนั้น ก็คือการวางแผนสุขภาพล่วงหน้า เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดกับเราหรือเปล่า เราอาจจะไม่ต้องใช้มันก็ได้ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นกับเราแนตมั่นใจว่าเมื่อมีคนอ่าน เขาจะได้ทำตามสิ่งที่แนตต้องการ ไม่อย่างนั้นถ้าวันหนึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็นผักเป็นอะไรอย่างนี้ คือไม่สื่อสารแล้ว นอนติดเครื่อง ต้องมีคนเอาอาหารให้เรา แนตมั่นใจมากว่าคุณพ่อคุณแม่แนตจะไม่ลดการรักษาให้แนตในวันนั้น ถ้าแนตไม่เขียนเอาไว้ก่อนว่าแนตไม่ต้องการสิ่งนี้ แนตอธิบายท่านว่าแนตไม่ใช่อยากตาย ไม่ได้อยากจะจากท่านไป แต่ชีวิตแนตคุณค่าความหมายการมีชีวิตอยู่คือแนตเป็นแนตที่สื่อสารได้ เราเป็นคนที่มีความสุข ยิ้มแย้ม พูดจาได้ ทำประโยชน์ให้คนอื่นได้ นี่ก็คือชีวิตของแนต ถ้ามันจะไม่ได้เป็นแบบนี้อีก แนตโอเคมาก ๆ ที่ดูแลให้แนตสุขสบาย มีความสุข ไม่มีความทุกข์ทรมานทางร่างกาย ไม่ได้ปล่อยให้เหนื่อย แต่ไม่จำเป็นต้องยื้อช่วงเวลาตรงนี้นั้นออกไป

คนไข้ที่ทำการวางแผนดูแลล่วงหน้ากับไม่ได้ทำผลลัพธ์แตกต่างกันไหม ?

หมอแนต : ต่างกันมากสำหรับในมุมของแนต ต่างกัน 2 ด้านก็คือคนไข้ได้รับการทำในสิ่งที่เขาต้องการตามประสงค์ของคนไข้ กับ 2 คือความเครียดของครอบครัว อย่างหลาย ๆ เคสเราจะได้ยินว่าพ่อแม่ไม่เคยบอกไว้ว่าอยากให้ดูแลยังไง เราก็จะทำทุกอย่างที่เพิ่มเวลาให้ท่านได้ โดยที่เราเองก็รู้สึกว่า ‘ถ้าเป็นแบบนี้จริง ๆ เราก็ไม่เอา’ อย่างเช่น ไม่สื่อสารแล้ว ติดเตียงแล้ว ลูก ๆ ก็จะรู้สึกว่าถ้าเป็นแบบนี้ไม่เอา แต่เกิดจากการที่เราไม่คุยกันไว้ก่อน จริง ๆ มันไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สูงอายุนะ อย่างตัวแนตเองอย่างที่ยกตัวอย่างอุบัติเหตุที่เกิดกับแนต ถ้าวันหนึ่งที่เราสื่อสารไม่ได้แล้ว แนตมั่นใจมาก ๆ ว่าพ่อดูแลแนตยาว ซึ่งมันไม่ตรงกับสิ่งที่แนตให้คุณค่าการมีชีวิตอยู่ของเรา แต่ถ้าการที่แนตบอกไว้ก่อนมันเหมือนเป็นการช่วยยืนยันว่ามีโอกาสที่จะได้ตามที่เราต้องการไว้สูง แล้วความเครียดต่าง ๆ ที่เขาต้องตัดสินใจแทนเรามันน้อยลง เพราะเราตัดสินใจด้วยตัวเราเองไว้แล้ว มันไม่มีบาดแผลจิตใจที่เขาต้องมาบอกว่า ฉันไม่รู้ว่าเขาอยากได้แบบไหน ฉันจะไปถอดท่อก็ไม่ได้ ฉันจะไปลดการให้อาหาร ลดการให้ยาก็ไม่ได้ เขาไม่เคยบอกไว้ แต่ตอนเนี้แนตบอกไว้แล้ว ขอแค่เขาเคารพความต้องการของเราแค่นั้นเลย

มีคนไข้ที่มาขอว่าทำยังไงที่จะช่วยให้จากไปอย่างสงบซึ่งกฎหมายไทยไม่ได้รองรับ มีวิธีทำความเข้าใจกับผู้ป่วยกับญาติยังไง ?

หมอแนต : คนส่วนใหญ่รักชีวิตตัวเอง เขาไม่ได้อยากตาย แต่บางครั้งความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับร่างกายเขามันทรมานเกินกว่าที่จะให้เขาอยู่ต่อได้ เพราะฉะนั้นงานของเราเข้าไปดูความทุกข์ตรงนั้นของเขา เข้าไปลดความทุกข์ให้เขา และให้เขากลับมามีตัวตนชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่บางคนปวดมาก เคยเจอเคสหนึ่งเป็นนักธุรกิจเลยแล้วก็มาบอกแนตว่าช่วยฉีดยาให้ผมตายได้ไหม ซึ่งเราทำไม่ได้ เมืองไทยไม่ได้มีกฎหมายตรงนั้น แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ได้จุดที่เราจะมาฉีดยาให้เขาตายในวันนี้ด้วยเพราะเขายังดูโอเคในมุมของเรานะ พอหลังจากเข้าไปดูจริง ๆ เขาปวดจากมะเร็งมาก ๆ หลังจากที่รักษาเขาจนเขาไม่ปวด เขาไม่พูดถึงเรื่องฉีดยาให้ตายอีกเลย เขาใช้ชีวิต เขาออกไปกินอะไรที่เขาอยากกิน ใช้เวลากับครอบครัวกับลูกเขา นั่งต่อเลโก้ด้วยกัน เขากลับมามีความสุขใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าคนไข้ปฏิเสธการรักษา ไม่อยากยื้อ คนไข้ไม่ยอมแต่ตัวญาติอยากจะให้ทำต่อเคยเจอเคสแบบนี้ไหม ?

หมอแนต : เคยเจอ 2 แบบคือคนไข้ยังสื่อสารได้ อยู่กับคนไข้ไม่สื่อสารแล้ว และเรารู้สึกว่าช่วงเวลาตรงนี้น่าจะไม่มีใครอยากได้อีกแล้วแต่ญาติยังยื้อไว้อยู่ ในกรณีแรกก่อนที่คนไข้เขายังสื่อสารได้อยู่ คนไข้บอกว่าไม่อยากได้ยาอะไรต่ออีกแล้ว แต่ญาติยังอยากให้คนไข้ได้รับยาบางอย่างต่อ จริง ๆ เราทำความเข้าใจก่อน แนตเจอเคสหนึ่ง คนไข้มาหาแนตบอกว่าไม่ล้างไต ไตวายนะอันนี้ไม่ใช่มะเร็ง เขายอมที่จะเสียชีวิต หลังจากที่แนตพูดคุยกับเขาจนเข้าใจแล้ว เขาล้างไตนะ เขาเปลี่ยนวิธีการฟอกไต คือเคสนี้ผ่านการคุยกับหมอโรคไตมาแล้วประมาณ 4 ท่านที่จังหวัดอีกจังหวัดหนึ่ง แล้วเขาก็ย้ายมาบอกว่าเขาไม่อยากล้างไต แต่พอที่เราคุยเข้าใจเขา เราบอกว่าการฟอกเลือดมันอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เขาแต่มันมีอีกวิธีหนึ่งนะที่เป็นการฟอกไตเหมือนการเอาของเสียออกเหมือนกัน ที่มันยืดหยุ่นกับไลฟ์สไตล์เขาได้ ก็ให้เขาฟอกทางหน้าท้องค่ะเคสนั้น ทุกวันนี้คนไข้มีความสุขมาก ใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม ยังเทรดหุ้นได้ เล่นกับหมาแมวได้ เขาทำไม่ได้อย่างเดียวก็คือว่ายน้ำ ตอนแรกเขาไม่เอาแล้ว แต่พอเราเข้าใจเขาจริง ๆ ทุกคนอยากมีชีวิตอยู่ถ้ามันสุขสบาย ถ้ามันมีความสุข เพราะฉะนั้นเราแค่เข้าใจเแล้วเราเสนอว่าเรามีอะไรรักษาให้เขาได้อย่างที่เขาต้องการได้บ้าง

อะไรคือคำถามที่คนไข้ระยะสุดท้ายถามบ่อย ๆ ?

หมอแนต : ทรมานไหมอยู่ได้นานไหม ส่วนมากจะเป็น 2 คำถามนี้ ถ้ามี Palliative Care ดูแลเขามาตั้งแต่ต้น เราทำงานเหมือนเป็นเพื่อนกับเขา เดินคู่กันไป ถ้าเขารักษาได้อยู่แล้วก็รักษาไปเรื่อย ๆ แล้วก็แค่ซัพพอร์ตบางอย่างให้เขา จนวันหนึ่งเขาไม่เหลือการรักษาอะไรขึ้นมาแล้ว เราก็ทำหน้าที่เป็นหมอเต็มตัวให้เขา เป็นหมอที่เหลืออยู่คนเดียว แต่ถ้ามองทั้งหมดเราเดินมากับเขาตลอดทาง เขาจะไม่โดดเดี่ยว เขาจะไม่กลัว เขาจะมั่นใจ ระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดเราทำให้เขาเห็นแล้วว่าเราอยู่ตรงนี้เพื่อเขา เพื่อวันหนึ่งที่เขาจะต้องจากไป เขาจะต้องได้รับการดูแลที่ดีที่สุดจริง ๆ อันนั้นคืองานของเรา

มีวิธีดูแลใจญาติยังไงบ้าง ?

หมอแนต : ต้องเข้าใจกระบวนการความเศร้าที่มันเกิดขึ้นอยู่ การพลัดพรากจากคนที่เรารักเป็นความเศร้าแน่นอน เราประเมินตั้งแต่ตอนก่อนที่คนไข้จะจากไปอีก เราประเมินว่าเขาเตรียมพร้อมตรงนี้มากแค่ไหน เขาเข้าใจตัวโรคหรือเปล่า ให้มั่นใจว่ามันจะไม่มีการตกใจอะไรอย่างนี้เกิดขึ้น จนกระทั่งคนไข้ออกเดินทาง หลังจากนั้นเราก็ประเมินครอบครัวอีกว่าเขารับมือกับความเศร้าเสียใจนี้ได้แค่ไหน เขายังกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อยู่หรือเปล่า แต่ไม่ใช่เขาไม่เศร้านะ เราต้องยอมรับก่อนว่าเศร้าคือปกติ อนุญาตให้เขาเศร้าได้ มีพื้นที่ แต่มีเช็คลิสต์บางอย่างที่เราจะประเมินแล้วว่าแบบนี้ถือว่าไม่โอเคนะ ถือว่าต้องดูแลนะเป็นต้น บางเคสถ้าเราไม่ได้เข้าไปดูแลเขาเกิดมีปมบางอย่างในใจและไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้ทั้งจิตใจทั้งหน้าที่การงานทั้งตัวตนของบุคคลนั้น ๆ เปลี่ยนไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่อยากให้มีสิ่งนี้เกิดขึ้นในทุก ๆ ครอบครัวที่เราได้ดูแล เพราะฉะนั้นคูนก็จะเข้าไปดูครอบครัวทุกคนเลยว่าเขาสามารถดูแลจิตใจหลังการสูญเสียนี้ได้หรือเปล่า อยู่ใน normal grief process หรือเปล่าก็คือความเศร้าแบบปกติหรือเปล่า หรือเป็นความเศร้าที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทางบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปซัพพอร์ตแล้ว เรามีนักจิตวิทยา เรามีทีมทั้งหมดที่พร้อมซัพพอร์ตตรงนี้อยู่ค่ะ

จุดยืนและหัวใจสำคัญในการดูแลคนไข้ของหมอคืออะไร ?

หมอแนต : คนไข้และครอบครัวต้องมีความสุข เราไม่ทำให้ช่วงเวลาที่เขามีอยู่สั้นลง ถ้าเขายังรักษาได้เราจะทำทุกอย่างให้เขามีชีวิตอยู่ยืนยาวและมีความสุข แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งชีวิตเขาทุกข์ทรมานอย่างเดียวแล้ว ไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปแล้ว เราก็จะไม่ได้ยืดยาวการรักษาตรงนั้นเพื่อให้เขาทรมานโดยที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ สิ่งที่เราไม่ทำก็คือการรักษาที่ไม่เกิดประโยชน์ เราไม่ทำสิ่งนั้น ซึ่งทุกวันนี้มีเยอะโดยเฉพาะเคสหนัก ๆ เคสที่ป่วยเยอะ ๆ จะมีการรักษาที่ไม่จำเป็นอยู่เยอะมาก อย่างเช่น การส่งตรวจบางอย่างที่มันไม่ทำให้คนไข้มีความสุขหรือมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเยอะมาก การเจาะเลือด การตรวจเลือด หรือแม้แต่การให้ยาหลาย ๆ ตัว ซึ่งการดูแลประคับประคองพอเรารู้ว่าคนไข้ต้องการอะไรชัดเจน สิ่งเหล่านี้บางทีมันตัดได้ เพราะฉะนั้นมันลดค่าใช้จ่ายลงได้แบบอัตโนมัติแล้วกัน มองว่าบางทีอาจจะ 10-30% ในบางเคสด้วยซ้ำ ซึ่งจริง ๆ เคสที่มาหาที่คูนเราอยากเจอคนไข้ตั้งแต่โรคเขาเพิ่งเป็นใหม่ ๆ โรคเขาเพิ่งวินิจฉัยว่าเป็น อย่างเช่น มะเร็งก็ระยะ 4 แล้วใหม่ ๆ เลย เราไม่อยากเจอคนไข้ช่วงท้าย ๆ เพราะเราเห็นมาเยอะมาก ๆ แล้วว่าการดูแลตั้งแต่ต้น ๆ คนไข้มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี ยาวนานขึ้นจริง ๆ การดูแลระหว่างทางมันเต็มไปด้วยความสวยงามมากกว่าจริง ๆ ดีกว่ามาเจอกันตอนที่ร่างกายเขาถดถอยมาก ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากทำก็คือเข้าไปตั้งแต่แรก ๆ นี่แหละของการเจ็บป่วยของเขา เราได้รับความไว้ใจจากหลาย ๆ โรงพยาบาลหรือคุณหมอหลาย ๆ ท่านที่กรุณาส่งเคสรีเฟอร์ (คือกระบวนการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า) มาให้เราเพราะว่าเขาก็ไว้ใจว่าเราดูแลเคสของเขาได้ต่อเนื่องยาวนาน อย่างคุณหมอมะเร็งเคสหนึ่งปกติเขาก็จะดูแลจนคนไข้จากไป เขาก็มีความผูกพัน มีความรักเคสนั้น ๆ มากอยู่แล้ว แต่เขาก็มั่นใจว่าเราดูแลตรงนี้ให้กับคนไข้เขาได้ดี เขาก็เลยรีเฟอร์มาให้เรา อันนี้เราก็ขอบคุณ คุณหมอแต่ละท่านมาก ๆ

เรามักจะมองว่า Palliative Care คือที่สุดท้าย มีไหมที่ไม่ใช่ที่สุดท้าย ?

หมอแนต : มีคนไข้ที่อยู่ที่คูน 50% คือกลับบ้านนะคะ

แนวทางการรักษากับการดูแลจิตใจสำคัญ ?

หมอแนต : สำคัญมากค่ะ คนไข้ถ้าเขายังแข็งแรงแล้วกลับไปอยู่ที่บ้านได้ เราก็ดูแลเขาให้แข็งแรงขึ้นแล้วกลับไปอยู่ที่บ้านได้ แล้วถ้าเกิดวันไหนวันหนึ่งที่เขาเกิดเจ็บป่วยตามตัวโรคของเขา เขาก็กลับมาที่คูนได้

แนวทางการรักษาของโรงพยาบาลคูณ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีคุณค่าและชีวิตที่ยังเหลืออยู่นั้นมีความหมาย ?

หมอแนต : เรากลับไปรู้จักเขาก่อนว่าคนไข้เขา เส้นชีวิตเขาก่อนที่เขาจะป่วยเป็นอะไร บางทีเราคิดว่าเคสหนึ่งพอเขาป่วยจะต้องสูญเสียตัวตนเขาทั้งหมด ซึ่งมันไม่ใช่ ถ้าเรารู้จักเขาจริง ๆ เขายังมีคุณค่าความหมายสิ่งนั้นอยู่ในตัวเสมอ เพียงแต่เขาเป็นมะเร็งในวันนี้ เราไม่ยอมทำให้มะเร็งมาเอาทุกอย่างไปจากเขา มะเร็งก็แค่โรคหนึ่งที่มาอยู่กับเขา เพราะฉะนั้นเราดึงสิ่งนี้ที่อยู่ในตัวเขาออกมาผ่านการพูดคุยผ่านการบำบัดต่าง ๆ ให้เขายังกลับมาเป็นคนที่มีคุณค่าได้เหมือนเดิม เราดูแลความไม่สุขสบายทางร่างกาย ทางจิตใจให้กับเขาและครอบครัว หลังจากที่ร่างกายเขาแข็งแรงขึ้น ดีขึ้น เขากลับมามีความสุขได้จริง ๆ

ความปรารถนาสุดท้ายมีความสำคัญกับคนไข้และครอบครัวยังไง ?

หมอแนต : จริง ๆ สำคัญมาก มีหลายเคสที่พอทำให้เขาได้สิ่งนี้ แล้วมันปลดล็อคทั้งคนไข้และครอบครัว ถึงแม้วันหนึ่งที่จากลาเขาได้เคลียร์ทุกอย่างในใจไปหมดแล้ว มีเคสที่มาหาเราแล้วก็บอกว่าอยากไปเที่ยวต่างประเทศอยู่ ซึ่งร่างกายเขาตอนนั้นไม่ได้อนุญาตให้ไปได้อีกแล้ว แต่เราก็สามารถดูแลทำให้เขาไม่ปวด ไม่ทรมานแล้วก็แข็งแรงขึ้นจนเขาได้ไปต่างประเทศ ไปเที่ยวได้อีกหลายที่มาก ๆ เลยมีรูปกลับมาให้เราชื่นชม แล้วลูก ๆ ก็รู้สึกว่ามันเติมเต็มทั้งในบทบาทของลูก แล้วแม่ก็คือมีความสุขจนกระทั่งวันสุดท้ายของเขา

อยากจะฝากอะไรถึงคนที่เขายังมีชีวิตอยู่ ?

หมอแนต : อันดับแรกเลยฝากว่าทุกคนควรออกแบบสิ่งที่เราต้องการ ว่าในช่วงเวลาที่เราเกิดมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น เราอยากได้รับการดูแลแบบไหน การดูแลแบบไหนคือสิ่งที่เราไม่ต้องการและยอมรับไม่ได้ หรือแม้แต่ชีวิตเราที่ยังมีหัวใจเต้นอยู่ หน้าตาแบบไหนที่เราคิดว่ามันไม่โอเคอีกต่อไป เราสามารถสื่อสารสิ่งนี้กับคนที่เรารักได้ คนใกล้ตัวเรา เพื่อให้เขาช่วยเรา วันที่เราสื่อสารเองไม่ได้ ข้อที่ 2 การดูแลPalliative Care ไม่ใช่ความสิ้นหวัง มันคือการรักษาที่เน้นความสุขในเวลาที่คุณมี อยู่ถ้าโรคของคุณยังรักษาได้เราก็รักษาให้คุณอยู่ได้ยาวนานที่สุดเหมือนกัน และมีความสุขร่วมด้วย ซึ่งสิ่งนี้นแนตชื่อว่าทุกคนต้องการค่ะ ไม่มีใครอยากอยู่ยาว ๆ แต่เป็นเวลาที่ทรมาน เวลาที่คุณว่าชีวิตไม่ดี ไม่ได้มีใครต้องการสิ่งนั้น ทุกคนอยากอยู่ยาวนานแน่นอนเพราะว่าตราบใดที่เรามีความสุขหรือภาพชีวิตที่ดี เพราะฉะนั้น Palliative Care คือมาตอบโจทย์สิ่งนี้

‘โอ๋ ภัคจีรา’เล่าทั้งน้ำตา! วันที่ตัดสินใจแยกทาง ยอมออกจากบ้านเพื่อไม่ให้ลูกเสียใจ

'โอ๋ ภัคจีรา'เล่าทั้งน้ำตา! วันที่ตัดสินใจแยกทาง ยอมออกจากบ้านเพื่อไม่ให้ลูกเสียใจ

‘โอ๋ ภัคจีรา’เล่าทั้งน้ำตา! วันที่ตัดสินใจแยกทาง ยอมออกจากบ้านเพื่อไม่ให้ลูกเสียใจ

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.10 น.

เปิดใจ โอ๋ ภัคจีรา” พูดหมดทั้งน้ำตา! ในวันที่ตัดสินใจแยกทาง เสียใจที่สุดคืออะไร?  ถึงการเปลี่ยนผ่านชีวิตคู่ ตัดสินใจด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ทำหน้าที่พ่อแม่ร่วมกันแม้สถานะเปลี่ยนไป พร้อมบทเรียนดูแลใจตัวเอง การรับมือกระแสสังคม เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมั่นคงในบทบาทคุณแม่ ยอมเสียสละเพื่อความสุขของลูก ยอมออกจากบ้านเพื่อไม่ให้ลูกเจ็บ รวมถึงกลับมาดูแลรูปร่างและสุขภาพอีกครั้งในวัยใกล้ 50 ปีเป็นผู้หญิงที่รักตัวเองมากขึ้น

เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วที่ถ่ายรายการ โอ๋พูดว่าทำยังไงดีเรื่องรูปร่าง คงหมดหวังแล้ว ?

โอ๋ ภัคจีรา : เอาจริง ๆ ไม่ได้ซีเรียสเรื่องหุ่นตัวเอง แต่ว่าพอคนในวงการทัก เขาก็คงห่วงใยว่าอยากให้เราผอม อยากให้เราสวย คนก็คาดหวังแต่เราก็ชอบกิน ชอบที่จะออกไปข้างนอก แล้วงานก็ไม่ได้รับเพราะว่าโอ๋เป็นแม่แบบ full time เราก็เลยไม่ค่อยแคร์สักเท่าไหร่

เห็นเวอร์ชั่นของตัวเองในวันนี้ที่โตขึ้นกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วไหม โตขึ้นยังไงบ้าง ?

โอ๋ ภัคจีรา : คือโอ๋จะพูดว่าถ้าย้อนจากวันนั้นที่เราเป็นเด็กคนหนึ่งที่มองว่าอยากได้เงิน ๆ ฉันต้องทำทุกอย่างเพื่อเงิน วันนี้มันไม่ใช่แบบนั้น วันนี้รู้สึกว่าเราเป็นมานานแล้ว วงการต้องมีเปลี่ยนไป เราต้องแก่ขึ้น ต้องมีครอบครัว ฝันนะว่านี่คือชีวิตที่เรามาไกลเกินฝัน มีลูกน่ารัก มีครอบครัวแล้ว มันเหมือนความคิดเราถูกฟิกซ์ว่ามีแค่ครอบครัวแค่นั้น โอ๋สั่งเสียกับน้องเลยนะ เพราะเมื่อก่อนโอ๋เลี้ยงน้อง ส่งเรียนเมืองนอก แล้วก็คาดหัวพวกมันนะว่าถ้าแกไม่ทำดี ถ้าแกไม่ได้ตั้งใจเรียน ฉันมีลูกแล้ววันนี้พวกแกจบนะ โอ๋จะบอกกับพวกเขาตลอดว่าดูแลตัวเอง หัดทำงาน เรียนหนังสือ เราก็จะสั่งเสียเขาไว้ก่อน เพราะเมื่อก่อนเราดูแลเขา full time ก็จะบอกเขาว่าฉันมีลูกแล้วทุกอย่างคือจบ ชีวิตฉันคือลูกฉัน แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น เรามีน้องแสนดี ทุกอย่างคือแสนดี เดี๋ยวนี้คนถามในไลน์ว่าว่างไหมวันนี้ พี่บอกต้องดูลูก ทุกคนบอกแสนดีมัน 13 แล้วนะ (หัวเราะ) แต่ทุกวันนี้ยิ่งลูกพูดว่า แม่อยากให้มารับ มันไม่ได้เลย ทุกวันนี้ยังนอนด้วยกัน ใครบอกว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ต้องการแล้ว ให้ไปส่งแล้วไล่กลับ ไม่มีทุกวันนี้ยังประคองกอดกัน เดินเข้าไปบอกแสนดีไม่อายเขาเหรอแม่มาส่ง แสนดีบอกว่าไม่เป็นไร

อะไรเกี่ยวกับลูกของคุณที่ทำให้เห็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่เปลี่ยนไป ?

โอ๋ ภัคจีรา : โอ๋ขาดด้วยแหล่ะ เหมือนพอ 15 ตัวเองทำงาน เงิน ทำงาน แล้วโอ๋เลี้ยงทั้งครอบครัว ครอบครัวโอ๋ไม่มีใครมีอาชีพ ทุกวันเราเลือกไม่ได้ คือทำงาน ๆ (น้ำตาคลอ) พ่อ แม่ น้อง เราเซฟทุกคนมาตลอด แล้วรู้สึกว่าเราไม่เคยได้อะไร วันหนึ่งเราได้มาอยู่ในวงการ มาเป็นพิธีกรเรายังรู้สึกเลยว่าเราความรู้น้อยจังเลย ถ้ามีโอกาสเราน่าจะได้อีกสักภาษานะ หรืออย่างเรื่องความรักเราจะ sensitive เพราะเราไม่เคยได้ จะให้คนคนอื่นก่อนเสมอ พ่อเราเป็นอย่างนี้แม่เราเป็นอย่างนี้ ทุกวันมันคือเงิน มันคือบ้านที่เราต้องหา เราต้องไปเช่าบ้าน เราต้องไปเช่าอพาร์ทเมนต์ 3,500 แต่ให้พ่อแม่ได้อยู่ที่ดี ๆ เช่าเป็นหมื่นให้พ่อแม่ แล้วเก็บเงินทุกวัน กินข้าวกองถ่าย จนวันหนึ่งเราซื้อบ้านในราคา 2 ล้านได้ วันหนึ่งเรามีลูก จะไม่มีวันให้ลูกเราขาด ก็ไม่รู้ว่ามันถูกต้องหรือเปล่าแต่มันไม่มีวัน มันแย่ตรงที่บางคนอาจจะมีอาชีพ แต่อันนี้พ่อเราก็ไม่มีอาชีพ แม่ก็เป็นแม่บ้าน ก็เลยรู้สึกว่าเราพึ่งใครไม่ได้ โอ๋เคยป่วยแล้วไปนอนโรงพยาบาลยังไม่มีใครเอาออกมาเลย เพราะไม่มีเงินเราต้องไปขอยืมแฟนสมัยเด็ก ๆ ไม่ได้เรียกแฟนหรอกก็อาจจะเป็นผู้ชายที่มาชอบมารับกลับบ้าน เพราะว่าเราไม่มีเงิน ถ้าย้อนกลับไปมีคนมีบุญคุณกับเราเยอะมาก ๆ เลย อย่างผู้จัดไม่จำเป็นต้องเลือกเราก็ได้ เราทำงานมีงานต่อเนื่อง ตอนนั้นงานเยอะมาก มันเหมือนสวรรค์เห็นว่าจะต้องมาดูแลครอบครัวนี้ มันเป็นอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นครอบครัวเราต้องนอนข้างถนนนะ คือยังคิดไม่ออกเลยว่าเราจะทำอะไรในอายุ 15 ที่ความรู้มันแค่นั้น รู้สึกเหมือนกันว่าพอเราโตมาเลยมีอำนาจในตัวเอง ว่าเราทำมาดีที่สุดแล้ว แล้วก็ทำดีที่สุดเกินที่ใครจะรู้สึกนอกจากตัวเรา แล้วก็รู้สึกว่าแสนดีไม่มีทางเจอแบบนี้เหมือนเราแน่นอน

แสนดีได้รับการเติมเต็มไม่เคยรู้สึกขาดเรื่องความรัก ?

โอ๋ ภัคจีรา ใช่แสนดีมีแต่ความรัก คือพ่อเขารักแสนดีมาก ๆ ทุกวันนี้ก็จะคุยกันเรื่องลูก คือเขารักของเขามากจริง ๆ เรายังคิดว่าขอให้เขารักแบบนั้น เพราะเราไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แล้วเราไม่อยากมีลูก เราไม่อยากมีอีก ก็แอบสงสารเบียร์นะ (แฟนใหม่) เบียร์ก็จะไม่มีได้ลูกของเรา (หัวเราะ)

ได้คุยกับเบียร์เรื่องนี้ว่าจะยังไง ?

โอ๋ ภัคจีรา : พูดตั้งแต่คบกันเลย โอ๋เป็นคนวางแผน ถึงบอกว่าตั้งแต่ชีวิตโอ๋เป็นอย่างนี้ โอ๋เลือกแม้กระทั่งพ่อของลูก เชื่อแล้วว่าพี่เฟี้ยตเป็นพ่อของลูกโอ๋ได้ ไม่มีวันเสียใจเลยเพราะโอ๋เลือกแล้ว แล้วหลังจากนั้นชีวิตโอ๋มันเหมือนปิดหนังสือไปหมดแล้ว เล่มนี้ปิดแล้ว ฉันอยู่กับครอบครัวนี้ เหมือนในหูในตาโอ๋จะมีแต่ครอบครัวนี้ เฟี้ยตแสนดีๆ จนวันหนึ่งเราเปลี่ยนสถานะ ก็ยังรู้สึกว่าเราจะทำยังไง เราคุยกันนะว่าจะทำยังไงให้แสนดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดที่ไม่ได้ขาดที่สุด

บอกกับลูกว่ายังไง เพราะบางคนจะรู้สึกว่าไม่อยากให้ลูกต้องมาเศร้ากับเรื่องนี้ ?

โอ๋ ภัคจีรา : พูดตรง ๆ เพราะตอนนั้นแสนดีประมาณ 10 ขวบ พี่เฟี้ยตอาจจะคิดแบบนั้น แล้วเราก็คิดแต่มันทำยังไงได้ ก็เลยบอกตรง ๆ ว่าพ่อแม่แยกกันนะ แต่ว่าเด็กสมัยนี้ด้วยอินเตอร์ เขามีสอนกันบ้างอยู่แล้ว เราก็ค่อย ๆ พูดแต่ไม่ได้กดดัน เพราะเรายังเข้าไปที่บ้านนั้นอยู่ตลอดเวลา หมอบอกว่าสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ให้ลูกรู้สึกเปลี่ยนแปลงที่สุดคือบ้าน ถ้าเราทำได้ ครอบครัวไหนที่กำลังจะแยกกันถ้าทำได้ดีที่สุดคือลูกไม่ควรจะย้ายไปที่ไหน คือไม่ควรจะอยู่กับแม่ 3 วัน พ่อ 2 วันอะไรอย่างนี้ คือเอาจริง ๆ ถ้าเขาอยู่ที่เดิมได้ เราเลยคิดเองไงว่าคงเป็นเรา เพราะเรามาแต่ตัวเราก็ออกไปดีกว่า (ร้องไห้) เรารู้สึกว่ายอมเจ็บที่ออกไปให้ลูกเพราะว่าพี่เฟี้ยตมีหน้าที่การงานมั่นคงกว่าเรา

ผ่านมากี่ปีแล้ว ?

โอ๋ ภัคจีรา : 3 ปี ซึ่งถึงบอกว่ามีเบียร์ก็ดี เหมือนมีดอกไม้ใหม่ ๆ มันก็จรรโลงใจนะ คือเบียร์ก็เป็นคนเข้ามาเติมพลังงานดี ๆ ในชีวิตเรา ก่อนหน้านี้เรายังเห็นไม่แน่นอนหรอกว่าเขาจะอะไรได้ แต่ไม่ได้คิดว่าเราจะแต่งงานใหม่หรือมีครอบครัวใหม่ เรารู้จักเขาเหมือนมีต้นสายปลายเหตุที่เรารู้จัก ไม่ใช่เล่นแอปพลิเคชันหรืออะไร เพราะว่าเราเป็นดารา คิดเสมอว่าเราคงไม่มีครอบครัวใหม่แล้ว แต่ว่าพอหลังจากที่คบกันเรารู้สึกว่ามันก็เป็นพลังงาน เป็นแรงกำลังใจ เป็นพลัง เหมือนซัพพอร์ตเราในแง่จิตใจ แล้วก็ความคิด บางทีเรารู้สึกไม่ดีหมายถึงว่าพอมาคิดอะไรวน ๆ เช่น คิดถึงลูก เขาก็อยู่ที่เดิมแต่เราก็รู้สึกว่าเมื่อก่อนมันก็เคยอยู่ตรงนั้น มันก็จะเศร้านิดหนึ่ง เขาก็จะพาเราไปเปลี่ยนเรื่อง หรือแม้กระทั่งทุกวันนี้เขาก็ยังไม่เคยจะมาบ่นเรา ว่าเราเข้าไปอยู่กับลูกหลายวัน ถ้าวันไหนที่เขาลงรูปเราเหมือนเราเห็นแล้วกลางคืน เริ่มแล้วเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เพราะเราจะมาดูตอนเช้าเพราะว่าโอ๋จะต้องมาส่งลูกตอนเช้า เห็นลง IG ว่าคิดถึง ลงอะไรอย่างนี้ เราเลยรู้ว่าเมื่อคืนนี้ฉันไม่ได้อยู่ด้วย เขาก็จะดราม่าได้เท่านี้ เขาก็จะพูดอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเราเข้มแข็งว่าไม่อยากมีลูกนะเบียร์ อยากอยู่กัน 2 คน บอกเลยตั้งแต่แรกว่าเราจะไม่มีลูก แล้วก็บอกเขาตั้งแต่เริ่มคบกันว่าถ้าเธออยากจะมีลูกจริง ๆ นะเบียร์เลิกกับโอ๋ไปเลย แล้วลองไปหาคนที่พอที่จะมีลูกที่ไม่ใช้ฉัน เพราะฉันไม่อยากมีจริง ๆ เขาก็เลยบอกว่า ไม่เอาตามใจ เพราะว่าถ้าอยากมีเขาก็อยากมีกับโอ๋ ฉันไม่ได้เป็นแม่แบบเก่งกาจฉันเหนื่อยแล้ว คืออยากแก่ ๆ จูงมือกัน แล้วก็มานั่งคุยกัน

สวรรค์ส่งเบียร์ให้โอ๋เลย ?

โอ๋ ภัคจีรา : จริง ต้องประทานจริง ๆ นะ เพราะว่าไม่มีทางที่อายุ 40 กว่าแล้ว เป็นแม่หม้าย เราคิดตลอดว่ามันจะมีผู้ชายที่ไหน ใครก็อยากมีลูกของตัวเอง เราก็ขอบคุณเขาเสมอนะที่เข้ามา

ย้อนกลับไปตอนที่เริ่มดูแลสุขภาพดูแลร่างกายและรักตัวเองมากขึ้น เห็นอะไรในวันนั้นที่ไม่รู้ตัว ?

โอ๋ ภัคจีรา : มันก็ใส่เสื้อผ้าสวยขึ้น ถามว่ามองย้อนกลับไปไม่ได้มีความคิดอะไรจริง ๆ นะ แล้ววันนี้ถามว่ามันดีขึ้นไหม มันย่อมดีกว่าแน่นอน เพราะว่าสุขภาพ การเดิน หรือว่าความสวยงาม อย่างแรกเลยคือความสวยงาม แน่นอนว่าตอนที่เราอวบอย่างนี้บางคนเขาก็อาจจะติฉินนินทา แต่ด้วยความเราเป็นดาราด้วยคนก็มอง แล้วตอนนี้คนมาเห็นเราแบบนี้เขาก็จะพูดแค่ว่าอย่ากลับไปอ้วนอีกนะ แล้วที่เราผอมมาเพราะคนที่รักเราเหมือนกัน เราก็รู้สึกว่าเบียร์เคยพูดกับโอ๋ว่าจะอ้วนจะผอมเขาไม่เคยรู้สึกเลย เพราะเขามาเจอเราในตอนที่เราไม่สวยอยู่แล้วในตอนอ้วน แต่ว่าทุกคนก็จะบอกว่าโอ๋เมื่อก่อนหุ่นดีมาก ๆ เลย เราก็แบบฉันทำได้ เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอดู แล้วก็แล้วก็มีพี่เป๊กอยู่ดี ๆ โทรหาเรา แล้วก็ไปขุดเราขึ้นมาว่าโอ๋เมื่อก่อนสวยมากเลยนะ หุ่นดีมากเลย เธอต้องลองกลับมาหุ่นดีบ้างได้แล้ว

เคยติดอันดับ 100 ของสาวสุดฮอตของ FHM เวลาคนบอกว่าเมื่อก่อนสวยมาก แต่ตอนนี้อาจจะยังความรู้สึกเป็นยังไง ?

โอ๋ ภัคจีรา : ไม่ได้คิดอะไรเลยจริง ๆ เพราะอย่างที่บอกว่ามันต้องแก่สิ ลูกเรามันโตมาคาตาเรา เราก็รู้สึกเราเป็นแม่คนหนึ่ง แล้วก็เรามีสิทธิ์อ้วน (หัวเราะ) คือตอนนั้นโอ๋ผอมมาก ตอนเข้าวงการหนัก 48 สูง 170 ฉันเป็นโมเดลนะ ฉันเป็นนางแบบ แล้ววันนี้เราอยู่วงการมา 30 ปีเพราะฉะนั้นเรามีสิทธิ์อ้วนเราคิดอย่างนั้นตลอด พี่เป๊กเขาก็อยากให้โอ๋ผอมลง อยากให้สวยขึ้น มาหวังดีและยังให้เรารู้สึกมั่นใจกับตัวเองมากขึ้น เหมือนให้งานเรา ซึ่งตอนนี้เราอายุ 49 จะ 50 แล้วมันยากในการจะลด เราก็เลยมีตัวช่วย ซึ่งก่อนหน้านี้เราหนัก 78 ตอนนี้น้ำหนักลดลงเหลือ 58 ค่ะ 

แห่ห่วง นักร้องดัง หนึ่ง ETC วูบล้มกระแทกพื้นที่จีน ตรวจพบภาวะแลคติดสูงเฉียบพลัน

แห่ห่วง นักร้องดัง หนึ่ง ETC วูบล้มกระแทกพื้นที่จีน ตรวจพบภาวะแลคติดสูงเฉียบพลัน

แห่ห่วง นักร้องดัง หนึ่ง ETC วูบล้มกระแทกพื้นที่จีน ตรวจพบภาวะแลคติดสูงเฉียบพลัน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.03 น.

5 มีนาคม 2569 ทำเอาแฟนเพลงแห่เป็นห่วงเมื่อ หนึ่ง นักร้องนำวง ETC. หรือ หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท  ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางอินสตาแกรม “@neungetc” พร้อมแคปชั่น เกิดอุบัติเหตุวูบล้มที่เซี่ยงไฮ้ครับทุกคน เข้าฉุกเฉินที่รพ.ที่นี่ เมื่อคืนก่อน กำลังจะขึ้นเครื่องกลับคืนนี้ ถึงกทม.แล้วจะรีบแอดมิตเพื่อรักษาและเช็คโดยละเอียดเลยครับ หลักๆตอนนี้คือเจ็บหลังและ ยังมึนหัว ทำกิจกรรมต่างๆลำบากเลยครับ ต้องขยับช้าๆเลย ขออภัยงานต่างๆที่ต้องแคนเซิ้ลมากๆครับ ไว้หายดีแล้วเดี๋ยวหาคิวไปแก้ตัวให้นะครับ ขอบคุณความห่วงใยทุกๆคนนะครับ เดี๋ยวจะคอยอัพเดตอาการครับ ขอบคุณมากครับ

ล่าสุดทางต้นสังกัดอย่างค่าย Move Records ได้ออกมาร่อนแถลงอาการป่วยของ  หนึ่ง ETC. ระบุข้อความ ทางค่าย Move Records ขอแจ้งให้ทราบว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ศิลปิน “หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท” มีอาการป่วยกะทันหัน และได้เข้าพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาทันที พบว่าเกิดภาวะแลคติดสูงเฉียบพลัน (Acute Lactic Acidosis) เป็นเหตุให้เกิดอาการวูบและล้มกระแทกพื้น 

จากการล้มดังกล่าว ทำให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะและหลัง รวมถึงมีอาการมึนเวียนศีรษะอย่าง รุนแรง ทั้งนี้ได้รับการตรวจอย่างละเอียดผ่านการ CT Scan ไม่พบความผิด ปกติทางโครงสร้างอวัยวะภายใน แต่ศิลปินยังมีอาการมึนงงและอาการปวด ที่ขยับตัวลำาบาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงมีความเห็นสั่งให้หยุดพักรักษาตัวเพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดและฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์ที่สุด

ทางค่าย Move Records และศิลปินวง ETC. รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องขออภัยท่านผู้จัดงาน พาร์ทเนอร์รวมถึงแฟนเพลง ทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสุดวิสัยในครั้งนี้อย่างจริงใจ บริษัทฯ ขอยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลศิลปินให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่อย่าง เต็มกำลัง และขอขอบพระคุณในความเข้าใจและความปรารถนาดีที่มีให้เสมอมา Move Records และ วง ETC.

ปังยกค่าย ‘Olivia Dean, Lola Young, Sam Fender, Dave’ คว้ารางวัลใหญ่ในงาน ‘BRITs 2026’

ปังยกค่าย ‘Olivia Dean, Lola Young, Sam Fender, Dave’ คว้ารางวัลใหญ่ในงาน ‘BRITs 2026’

ปังยกค่าย ‘Olivia Dean, Lola Young, Sam Fender, Dave’ คว้ารางวัลใหญ่ในงาน ‘BRITs 2026’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.29 น.

Olivia Dean, Lola Young, Sam Fender และ Dave คว้ารางวัลใหญ่ใน BRITs 2026 หรือ Brit Awards 2026 ครั้งที่ 46 งานประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ของอังกฤษ ที่ในปีนี้จัดที่ Co-op Live Arena ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของงาน Brit Award ที่จัดขึ้นนอกเมืองลอนดอน

Olivia Dean ซูเปอร์สตาร์มาแรงแห่งปี คว้ารางวัลกลับบ้านไปมากที่สุดถึง 4 รางวัล ได้แก่ British Album of the Year จากอัลบั้ม The Art Of LovingSong of the Year จากเพลง “Rein Me In” ที่ทำร่วมกับ Sam FenderBritish Artist of the Year และ Best Pop Act ในขณะที่ “Sam Fender”  นอกจากจะได้รางวัลร่วมกับ Olivia Dean แล้ว ยังได้รับ Best Alternative/Rock Act ไปครองอีกหนึ่งรางวัลด้วย

ทางด้านของสาว Lola Young เจ้าของเพลงไวรัลไปทั่วโลกอย่าง “Messy” ก็คว้ารางวัล British Breakthrough Artist กลับบ้านไปอย่างไร้ข้อกังขา รวมถึง Dave แรปเปอร์สุดฮอต เจ้าของเพลงที่กำลังไวรัลอยู่ในขณะนี้อย่าง “Raindance (feat. Tems)” ก็คว้ารางวัล Best Hip Hop/Grime/Rap Act ไปได้อย่างสวยงามเช่นกัน

นอกจากนี้ วงบอยกรุ๊ปน้องใหม่ล่าสุดของเกาะอังกฤษอย่าง December 10 ก็ได้เดบิวต์งานประกาศรางวัล เดินพรมแดงด้วยกันเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ปี 2026 ศิลปินฝั่งอังกฤษคึกคักกันมากจริง ๆ และเราจะได้เห็นพวกเขาเหล่านี้ปล่อยผลงานใหม่ ๆ รวมถึงออกทัวร์คอนเสิร์ต ร่วมแสดงในเทศกาลดนตรี และผลงานอื่น ๆ ให้ติดตามกันตลอดทั้งปีแน่นอน