‘ออฟโรด’ เปิดชีวิตสุดลำบาก เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก ใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้

10 กันยายน 2569 เวลา 11:45 น.

บทเรียนชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร! ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล เปิดใจผ่าน WOODY TALK ชีวิตวัยเด็กสุดลำบาก บ้านล้มละลาย เดินขายแหนม 10 กิโลฯ เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก จนหล่อหลอมเป็นพลังสู้ไม่ถอยใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้ พร้อมเบื้องหลังความผูกพัน 5 ปีกับ ต้าห์อู๋ ที่ต่างขั้วแต่เติมเต็ม

ชีวิตที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง ?

ออฟโรด: เรียนรู้และเติบโตเยอะมาก คือผมไม่ใช่เป็นคนที่มาสายวงการตั้งแต่แรก ค่อนข้าง Introvert มาก ๆ แล้วก็จบ Finance เรียนแบบวิชาการมาตลอด ไม่เคยรู้เรื่องการร้องและเต้น แต่ตอนนี้ต้องมาอยู่ในเส้นทางการทำงานในวงการ ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ เริ่มเรียนใหม่ เรียนรู้ชีวิตใหม่หมดเลย ก็ค่อนข้างที่ทรหดอดทนเหมือนกันครับ

ระหว่าง Introvert กับ Extrovert คิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ?

ออฟโรด: ผมเป็น Introvert

ระหว่าง Logic กับ Emotional ?

ออฟโรด: Logic

คุณเป็นมนุษย์ดินที่ข้อมูลสำคัญมาก ?

ออฟโรด: ผมชอบเรื่องของ Compound Interest ถึงเลือกเรียนไฟแนนซ์ เพราะว่าชีวิตของคน ๆ หนึ่งสามารถเปลี่ยนได้ด้วย Compound Interest เราอยากมั่งคั่งอยากรวยบ้าง อยากรู้ว่าต้องทำยังไงถึงไปสู่เส้นทางนั้นได้

Compound Interest คืออะไร ทำไมเราควรจะรู้ไว้ ชีวิตจะดีขึ้นเพราะสิ่งนี้ ?

ออฟโรด: เหมือนกับการเล่นเกม สมมุติมีเงินอยู่ 100 บาท แล้ววันนี้ได้เงินมา สมมุติดอกเบี้ย 2% ก็คือ 2 บาท ได้มาเป็น 102 บาท ณ วันนี้ทุนของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 102 บาท แล้วปีหน้า 2% เท่าเดิม ก็จะทบจาก 102 บาท ไปเป็นแบบ 104, 106, 108 บาทก็จะทบไปเรื่อย ๆ นี่แหละคือ Compound Interest แบบง่าย ๆ ครับ

ถ้าเกิดเราไม่ได้ศึกษาหรือไม่เข้าใจเรื่องนี้จะเกิดอะไรขึ้น ?

ออฟโรด: น่ากลัวมาก จะถูกเงินเฟ้อกินไป จะจนลงโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะคิดว่ามีเงิน 1 ล้านบาท วันนี้คิดว่ารวยแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ข้าวไข่เจียวอาจจะอยู่ที่ 20 บาท สมมุติมีเงิน 100 บาท สามารถซื้อไข่เจียวได้ 5 จาน แต่ ณ วันนี้อาจจะกินข้าวไข่เจียวได้แค่ 2 จาน ซื้อของน้อยลง ความรวยน้อยลง แล้วถ้าต่อไปถือเงิน 100 บาทซื้อไข่เจียวได้แค่จานเดียว หรือซื้อไม่ได้ คือความน่ากลัวเท่ากับเงิน 1 ล้านบาท ที่คุณมี คุณไม่ได้รวย แต่ถูกเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ นี่แหละความน่ากลัว ถ้ายังไม่ได้ลงทุนวันนี้ ไม่มี Compound Interest เข้ามา ชีวิตในอนาคตน่ากลัวมาก ๆ

ในวันนี้กับสังคมไทยสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากเรื่องของการเงินคือเรื่องอะไร ?

ออฟโรด: เรื่องของความเหลื่อมล้ำในบ้านเรา ค่อนข้างที่จะน่ากลัวขึ้นทุก ๆ วัน เพราะมี Gap ที่กว้างขึ้นเยอะ ในเรื่องของ Data ที่ส่งไปไม่ถึง คนอาจจะเสพได้มากขึ้น แต่บางสิ่งบางอย่างมีข้อมูลที่เร็ว ข้อมูลที่ช้า บางทีการส่งไปสู่สิ่งนั้น ไม่เท่าเทียม

การเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เล่าให้ฟังหน่อยว่าก้าวแรกที่กล้าท้าทายตัวเอง เริ่มต้นจากตรงไหน ?

ออฟโรด: เชื่อ Mindset ที่ดีจะทำชีวิตให้ดีขึ้น การที่จะ Beyond ขึ้นกว่าตัวเองในอดีต ต้องกล้าที่จะทำ ก้าวผ่านความกลัว ผมกลัวมาก เพราะเป็น Perfectionist มาก ๆ การที่จะไปทำอะไรที่ไม่ได้เก่งต่อหน้าคนเยอะ ๆ ผมไม่อยากทำรู้สึกเขินอาย แต่วันใดที่ต้องสู้ เราไม่มีทางเลือกมากก็จะทำให้กล้าที่จะลองทำ ลองสู้กับมัน พออยู่ได้รางวัลของสิ่งนั้นคุ้มค่ามากจริง ๆ หมายถึงการทำธุรกิจสักอย่างก็เสี่ยงมาก หรือการที่จะทำอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน แต่ทำแล้วสำเร็จ จะรู้สึกดีใจมากและ Fulfill ครับ

จากคนที่เคยกลัวจนไม่กล้าลงมือทำ อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กรอบความคิดค่อย  เปลี่ยน และคุณผ่าน Step ไหนมาบ้างกว่าจะกล้าได้ขนาดนี้ ?

ออฟโรด: Step คือคนรอบข้าง บางสิ่งบางอย่างกลัวมาก ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ด้วยซ้ำ แต่คนอื่นเชื่อมั่นตัวผมในวันที่ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งนี้ Lead ให้คนอื่นยังเชื่อมั่นในตัวเรา ทำไมเราถึงจะไม่เชื่อมั่น เราทำได้ เราทำได้ สิ่งนี้เหมือนหลอมให้ทำแล้วทำได้จริง ๆ คือ Mindset การที่ Manifest ตัวเอง ฉันทำได้ ฉันทำได้ แต่ Manifest ไม่ได้แค่คิด แต่ต้องทำด้วยอาศัยการฝึกฝน เพราะทุกครั้งในอดีตที่ขึ้นเวทีก็ต้องมีความกลัว มีคำถามสิ่งนี้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา ตัวผมค่อนข้างโดนเปรียบเทียบเยอะ เพราะว่าคู่ Partner ของผมค่อนข้างที่จะเก่งมาก ๆ ในด้านนี้ แล้วผมอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Comment หรือว่าอะไร เราจะรู้ตัวเองอยู่กับความเป็นจริง แต่สิ่งนั้นบางอย่างก็ทำให้รู้สึกแย่ แต่ทำให้เปลี่ยนโฟกัสตัวเองใหม่ ทำไมต้องไปเทียบกับคนอื่น ไปเทียบกับเขาทำไม ทำไมไม่เทียบกับตัวเองในอดีตว่าที่ผ่านมาเก่งขึ้นไหม เราพัฒนาอยู่ ผมเชื่อว่าถ้าทำไปทุกวัน คนเราจะสามารถเก่งขึ้นได้

ที่บอกว่าต้องอยู่กับความเป็นจริงช่วยขยายความให้ฟังหน่อยได้ไหม?

ออฟโรด: โดน Comment ว่าร้องเพลงก็ไม่ดีหรือเต้นก็ไม่ได้ จะโดนเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ในวงการ ก็จะรู้สึกแย่ แต่สิ่งนี้ผมเปลี่ยนมุมมองใหม่เป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอด แล้วไม่ได้เป็นคนน้ำเต็มแก้ว ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งถ้ายังทำแบบนี้ต่อไป ในอนาคตก็จะเก่งขึ้นได้เหมือนกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเร่งแล้วกดดันตัวเอง ผมการที่เร่งมากเกินไปก็เหมือน HYROX ที่ไปแข่งมา ถ้าเร่งมากก็คือ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาทีแข่งครั้งแรกกับพี่ต้าห์อู๋ เพราะต้องซ้อมต่อเนื่อง ผมเป็นคนชอบออกกำลังกายมาก ๆ ในอาทิตย์หนึ่ง อย่างน้อยออกได้สัก 3 วันเป็นอย่างต่ำ ใน Routine ของผม รู้สึกไม่ได้ยากมาก แต่แค่สิ่งที่เพิ่มไปก่อนที่จะไปแข่งจริง ๆ ก็คือการวิ่ง การเพิ่ม VO2 Max ให้ตัวเอง ประมาณ 58 ซึ่งค่อนข้างที่จะเยอะมาก ๆ ก็ไปดูค่าเฉลี่ยว่าอยู่เหนือคนทั่วไปประมาณหนึ่ง เพราะว่าผมเป็นคนชอบเตะบอล ชอบออกกำลังกายที่แบบใช้ Cardio อยู่แล้ว เวลาผมเทรนก็จะเป็น High-Intensity Interval Training เป็น Circuit แบบ Functional ซึ่งค่อนข้างที่จะเหนื่อยอยู่แล้วครับ

เสียงเปรียบเทียบจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือ Partner อะไรคือคำพูดที่ได้ยินแล้วสะกิดใจที่สุด จนเราต้องดึงสติตัวเองกลับมาอยู่กับความเป็นจริง ?

ออฟโรด: เรื่องของความสามารถในการร้อง การเต้น เป็นสิ่งที่โดนมาตลอด มีโดนพูดว่าเป็นตัว Nerf ความสามารถของคู่ผม คำนี้เป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าคุณต้องด้อยความสามารถตัวเองเพื่อเท่าผม ไม่เคยพูดคำนี้ ผมมีแต่เอาตัวเอง Push ให้เท่าเขา หมายถึงว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนเขา แต่เก่งในแบบของตัวเอง สิ่งที่ยากถามกับตัวเองว่ากลัวไหม ผมกลัว แต่อยากทำให้ได้เหมือนกันครับ

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาคุณมีวิธีจัดการกับปัญหาตรงนั้นยังไง ให้ตัวเองยังยืนหยัดและผ่านมันมาได้?

ออฟโรด: อย่างแรกคุยกับ Partner เยอะมาก ไม่อยากให้มีสิ่งนี้ ซึ่งก็จะคอยเช็คกันตลอดว่าโอเคเรามีสิ่งนี้อยู่ในหัวไหมหรือมีการเปรียบเทียบ เพราะถ้าอยู่กับสิ่งนี้จะไม่มีความสุข พอได้เคลียร์สิ่งนี้ออกไปเท่ากับว่าเข้าใจและเห็นภาพตรงกันว่าโอเคไม่มีสิ่งนี้ ทำให้ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้ แต่สิ่งที่ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้มาตลอด รับรู้รับทราบมา 5 ปีในวงการบันเทิงที่ผ่านมา การเปรียบเทียบมีให้เห็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือการที่ด้อยคุณค่าของอีกคน ในมุมของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ 2 คน รับสิ่งนี้ไม่ได้ ผมก็เลยออกมาแชร์สิ่งนี้ว่าไม่เคยให้คนอื่นด้อยความสามารถตัวเองเพื่อผม

การต้องยืนร้องเพลงข้างคนที่เสียงเหมือนมาจากสวรรค์อย่าง ต้าห์อู๋ กดดันเหมือนยืนข้าง Mariah Carey ในใจเรารู้สึกยังไง แล้ววันที่ตัดสินใจเปิดใจคุยกันตรง  วันนั้นคุยอะไรกัน?

ออฟโรด: แต่ละคนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน เขาพูดกับผมว่าในวันนี้สิ่งที่ออฟโรดไม่มี ในขณะเดียวกันออฟโรดก็มีสิ่งที่เขาไม่มีเหมือนกัน เพราะสิ่งตรงนี้ไม่จำเป็นที่ความสามารถอย่างเดียว แต่องค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง สุดท้ายแล้วเสน่ห์ของคู่ที่เราอยู่ด้วยกันมาคืออะไร แล้วทำสิ่งนั้นมีความสุขไหม จะไม่ยัดเยียดสิ่งนั้นเข้าไป อย่างเช่นคุณต้องเป็นแบบนี้ ต้องเป็นตัวออฟโรด เป็นตัวต้าห์อู๋ แต่อยู่ตรงกันแล้วคือคู่ที่โอเคมีความสุขในการ Perform แค่นั้นครับ

มองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกอะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดที่คุณทั้งคู่เห็นในตัวของกันและกัน?

ออฟโรด: เยอะมากครับ เหมือนตอนแรก ๆ พี่ต้าห์อู๋เขาไม่ลงทุน ผมยัดสิ่งนี้ไปให้พี่ต้าห์อู๋ เรื่องการลงทุน จนทุกวันนี้ที่เขาเริ่มลงทุนผมก็ Happy ลงทุนได้ประสบความสำเร็จ นี่คือการซึมซับ เหมือนตัวเองเมื่อก่อนจะเป็นคนที่ Serious แล้วเครียดมากมองเป้าหมายอนาคตแล้วต้องมุ่งและพุ่งอย่างเดียว แต่เขาจะเป็นคนที่บอกว่า ระหว่างทางแวะมีความสุขได้ สมมุติจะเก็บเงินล้าน ไม่ต้องอดทุกอย่าง แวะซื้อน้ำอร่อยให้รางวัลตัวเองหน่อย รู้สึกว่าค่อนข้างเติมเต็มซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ในวันที่เห็นอีกคนหมดพลังหรือเริ่มสูญเสียความมั่นใจ ออฟโรดมีวิธีดูแลและเติมพลังใจให้เขายังไงบ้าง ?

ออฟโรด: สิ่งที่พี่ต้าห์อู๋ต้องการคือ กอด เขาเป็นคนที่ติด Skinship มาก วันไหนที่เขารู้สึกว่าเจอเรื่องแย่ ๆ มา แค่ไปกอดก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าเราอยู่ข้าง ๆ เขาในวันที่เขารู้สึกโดดเดี่ยว

แล้วในทางกลับกันวันที่เราหมดพลังบ้าง ต้าห์อู๋ เข้ามาฮีลเรายังไง ?

ออฟโรด: ในทางกลับกัน การฮีลของเขาคือการปกป้อง การที่รู้สึกว่าโอเคเขาอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกัน หรือวันที่รู้สึกโดนคนอื่นมองไม่ดี มีสัมภาษณ์ว่า “ลองมาเต้น ลองมาร้องเพลงกับผมดู ก่อนที่จะไปดูถูกคนอื่น ออฟโรดทำได้นะ” คำที่ออกมาปกป้อง หรือแม้กระทั่งชมเพื่อน ชมความสามารถ แต่เขาจะคอยอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าโอเค อย่ามาทำร้ายคนนี้ คือวิธี Healing ที่ผมรับรู้ได้แล้วก็รู้สึกขอบคุณเขามาตลอดครับ

เวลาที่มีเรื่องไม่เข้าใจหรือความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งสองคนมีวิธีปรับความเข้าใจกันยังไง เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน?

ออฟโรด: เรา 2 คนก็มี Activity ที่ชอบคล้าย ๆ กัน ทำสิ่งที่สนุก ๆ อย่างเช่น ไปดูหนัง ไปออกกำลังกายหรือว่าไปใช้ชีวิตง่าย ๆ ล่าสุดก็เพิ่งไปเชียงใหม่อยาก Social Detox ไปทำบุญ ไปไหว้พระ ผมเป็นคนที่หายไปแล้วแฟนคลับบอกว่าออฟโรดหายไปไหนจากโซเชียล ไม่แตะ ไม่จับโทรศัพท์ คนโทรมาก็รับช้าหน่อยแต่รับนะ แต่เขากลัวว่าจะเป็นอะไรไป

ช่วงเวลาที่หยุดเชื่อมต่อกับโลกภายนอกช่วยให้คุณได้ยินเสียงในใจตัวเองชัดเจนขึ้นยังไงบ้าง?

ออฟโรด: ได้คุยกับตัวเอง เหมือนรีวิวชีวิตตัวเองที่ผ่านมาในแบบความวุ่นวาย ชีวิตฉันคืออะไร ยังมี Passion เหมือนเดิมไหม เป้าหมายเหมือนเดิมหรือเปล่า เหมือนการที่ได้รีวิวควรจะต้องยังไงต่อไป ผมจะ Social Detox ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่า วันนี้อยาก Healing ตัวเอง รับสิ่งอื่นมากเกินไปแล้ว กลัวสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็จะเริ่ม Social Detox แล้วช่วงนี้ชอบมากไป Ice Bath คนเดียว ไปทีหนึ่ง 2-3 ชั่วโมง

การต้องเป็นที่พึ่งและส่งต่อรอยยิ้มให้คนเป็นร้อยเป็นพัน จนบางทีกลายเป็นการกดดันตัวเองที่จะต้องดูแลทุกคน ในมุมของคนที่แคร์คนอื่นมาก  แบบเรา มองและรับมือกับความท้าทายนี้ยังไง?

ออฟโรด: ผมแคร์แฟนคลับ แต่กลับมาโฟกัสที่ตัวเอง สมมุติแคร์ทุกคน จริง ๆ Level ของทุกคนกำหนดยากมากว่าเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ผมแค่มาโฟกัสที่ตัวเอง วันนี้ตอนที่โชว์ โมเมนต์ตรงนั้น มีความสุขไหม ถ้ามีความสุข Emotional สิ่งนี้ส่งไปถึงคนรอบข้าง สมมุติถ้าคนหนึ่ง ผมเดินมาวันนี้ ผมเหนื่อยมาก ไม่อยากมาคุย ไม่อยากทำอะไร สามารถสื่อกันได้ แต่ถ้าวันนี้ผมมาด้วย Energy อยากคุย มีความสุขจะส่งออกได้เหมือนกัน เวลาผมไปขึ้น Concert จะโฟกัสให้ตัวเอง มีความสุข ตอนผมไปงาน K-2O กลัวและตื่นเต้นมาก เพราะว่าตอนนั้นไปเป็น Guest พี่ต้าห์อู๋เพื่อร้องเพลง  เป็นเวทีใหญ่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ กลัวคนจะร้องเพลงตามเราได้ไหม ต้องมันส์นิดหนึ่ง แต่ว่าวันนั้นเอาเพลง Closer ไปร้องแล้วคนร้องตามเยอะมาก พอกลับมาดูคลิป Full Fill กับตัวเอง

เคยมองภาพตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าไหม สำหรับเราแล้ว ภาพเส้นทางชีวิตที่กำลังจะก้าวไปชัดเจนแค่ไหน?

ออฟโรด: เห็นภาพชัดตัวเองตลอด เวลามีจำกัด แค่ว่าอาจจะยืมเวลาคนอื่นมาใช้ทำอะไรบางอย่าง ในวันที่มีเงินมาก ตอนนี้คือผมทำงานในวงการ เอาเวลาของตัวเองไปเยอะ ซึ่งตอนนี้กำลังจะสร้างสิ่งใหม่ ลงทุนใน Asset ที่ Generate รายได้มาให้เป็นกระแสเงินสด อยากทำสิ่งนี้มากแล้วเป็น Passion คือการมีบริษัทของตัวเอง ซึ่งตอนนี้เริ่มแล้วขายกล้วยฉาบ ธุรกิจสิ่งที่ยากที่สุดคือ “คน” ผมเพิ่งเริ่ม ถ้าจะพูดใน Chapter นี้ในชีวิต คือ “Baby Boss” ผมเองไม่เคยเป็นบอสใคร เรียนรู้ไปด้วย เติบโตไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง Handle บริษัทตัวเอง challenge ตัวเองเหมือนกัน เหมือนย้อนกลับไปใน 5 ปีที่แล้ว ที่ก้าวเข้ามาในวงการ สิ่งนี้เหมือนกับกำลังก้าวเข้ามาในการทำธุรกิจครับ

Mindset การมองโลกในแง่ที่ดีและพลังบวกที่สะสมมาขนาดนี้ คิดว่าได้ต้นแบบมาจากคุณพ่อคุณแม่เยอะไหม?

ออฟโรด: ผมเจอโลกมาเยอะมากเล่าเป็นละครเรื่องหนึ่งได้เลยคือ เกิดมาบ้านมีฐานะ ทุกคนรัก แฮปปี้ ญาติพี่น้องรักกันกลมเกลียว พอในวันหนึ่งธุรกิจล้มไม่ประสบความสำเร็จ ไปพึ่งพาจนเขารู้สึกรำคาญ ไม่ชอบ แล้วก็ไม่มีเงิน โดนดูถูกจากญาติตัวเองอยู่ในช่วงที่ตกต่ำ ไม่มีเงินจะกินข้าว อยากกินไก่ทอดก็ไม่ได้กินไม่มีเงินจะซื้อ ลำบากตั้งแต่ ป.4 จนขึ้นปี 4 หลายปีมากที่ลำบาก เกือบ 10 ปี

จำได้ไหมว่าวันที่ลำบากที่สุดที่ยังอยู่ในใจเลยคือเหตุการณ์อะไรที่เข้ามาในหัว?

ออฟโรด: การที่ผมขายแหนม ผมทอดแหนมปลากรายใส่กล่องโฟมที่หาดใหญ่ เดินน่าจะ 10 กิโลไปกับแม่ที่อุ้มน้อง เดินไปขายแหนมถือกล่องโฟมนั้น “เอาแหนมไหมครับ” จนเหนื่อย พอไปตั้งก็มีคนมาช่วยซื้อ รู้สึกว่าเหมือนคนที่ขายดอกไม้แล้วข้างทาง แล้วเราสงสารเขา ผมเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธกลับมา “ไม่เอาครับ” ผมคือคน ๆ นั้นมาก่อนโดนปฏิเสธ โดนญาติพี่น้องดูถูก เอายายมาปล่อยด้วย ยายผมเป็นอัลไซเมอร์ อยู่ตรงข้ามบ้านกัน คนไม่อยากเลี้ยงอยู่แล้ว รำคาญ ก็เอายายมาให้แม่ผมเลี้ยง แล้วก็บอกว่า “เอาเชื้อโรคมาฝาก” อยู่กับการโดนดูถูกที่ว่า “สอบมหาลัยไม่ติดหรอก ชีวิตแกอยู่แค่นี้เหรอ” ผมอยู่กับความลำบาก ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนบ้านผมเคยช่วยเหลือจุนเจือเขามาตลอด ทำให้ผมคิดว่าสักวันหนึ่งจะทำสิ่งนี้ให้ครอบครัวสบายที่สุด

ตอนเด็ก  ที่โดนคนปฏิเสธ เด็กคนนี้คุยกับตัวเองว่ายังไงเพื่อไม่ให้ร้องไห้ออกมา?

ออฟโรด: ความรู้สึกของผมรู้สึกเสียใจไหมที่ปฏิเสธ ในช่วงแรก ๆ ที่ทำเสียใจ แต่พอไปเรื่อย ๆ โอเค ไม่เป็นไร ก็แค่ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ต้องมีคนที่ซื้อของเรา เหมือนเรียนรู้ว่า สมมุติเอาไปขายคนที่ไม่ได้หิว เขาก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว แล้วทำไมไม่ไปตรงที่เขาหิวข้าวกัน อย่างเช่น ที่เตะบอล ไปออกกำลังกายที่เหนื่อย ๆ แล้วก็ไปขายตรงนั้นไหม ได้เรียนรู้เหมือนได้ลงสนามอย่างแท้จริง เข้าใจหลักการในชีวิตและในวันนั้นที่ขายแหนมก็นำมาทานด้วย ตอนนั้นบ้านผมไม่ได้จะมีเงินไปซื้อของอย่างอื่นกิน บางทีแหนมเหลือ เราก็ไม่อยากจะขายของซ้ำ ก็กินแหนมปลากรายทอด หรือแหนมตุ้มเอามาผัดไข่ กินสิ่งนี้ประทังชีวิต แล้วรู้สึกเสียดายด้วยไม่อยากทิ้ง

ก้าวออกจากห้วงนั้นของชีวิตยังไงทั้งบ้านเลย ?

ออฟโรด: แม่ผมกับผมค่อนข้างที่จะตีกันเยอะ เพราะค่อนข้างกลัวแล้วก็ Conservative แต่ผมเข้าใจได้ว่าเขาเจออะไรมาก็เป็นคนแบบนี้ แม่ผมมีเท่านี้ก็จะกินเท่านี้ สมมุติมีเงิน 100 บาท ทำยังไงก็ได้ให้ฉันพอ แม้กระทั่งจะหิวก็ตาม แต่ผมรู้สึกว่าไม่พอ ก็ต้องหาเพิ่ม และผมเชื่อว่าโอกาสสำคัญมาก ผมจะไม่หยุดอยู่กับที่ คือแม่ผมอยากให้อยู่ ม.อ. หาดใหญ่ แต่รู้สึกว่าโอกาสของผมก็จะถูกตีกรอบให้เล็กมาก ผมก็ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมาเรียนกรุงเทพฯ ก็กู้ กยศ เรียน เข้าไฟแนนซ์ เป็นประธานรุ่น มีกิจกรรมทำหมด อาจารย์มีให้ไปแข่งไฟแนนซ์ผมก็ไป ทำทุกอย่างให้ได้เจอคน

ไปแข่ง HYROX ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?

ออฟโรด: ผมสนุกที่ได้ไปได้เจอคนที่ชอบการออกกำลังกายเหมือนกับเรา โดยส่วนตัวป็นคนชอบออกกำลังกาย เป็นนักกีฬาโรงเรียนตั้งแต่เด็ก บ้าพลัง พอได้ออกกำลังกายจะมีความสุขมาก ๆ แล้วอยาก challenge ตัวเองด้วยที่ออกกำลังกายมามี Six Pack อยากรู้ว่าจะทำเวลาได้เร็วแค่ไหน คือเป้าหมายของผม แต่ว่าจะไม่เอาความกดดันของผมไปใส่กับคู่ Partner คือพี่ต้าห์อู๋ ก็ต้องดูด้วยว่าเขาไหวแค่ไหน พี่ต้าห์อู๋เทรนไม่เหมือนกันจะเป็นอีกฟิลหนึ่ง พี่ต้าห์อู๋ Pace ตอนวิ่งอยู่ข้างหน้า ผมจะวิ่งตาม ส่วนฐานผมก็จะแบกมากกว่าเขา ช่วย ๆ กัน วันนั้นตะคริวก็ถามหาเหมือนกันช่วงฐานที่ 3 ก็มาแล้ว พี่ต้าห์อู๋มาตั้งแต่ฐาน 2 Sled push pull ก็ Challenge เป็นการแข่ง HYROX ครั้งแรกที่ท้าทาย แล้วอยากให้เก่งขึ้นอีก

อยากให้คนนึกถึงคำว่าอะไรเวลาได้ยินชื่อ Offroad?

ออฟโรด: ความพยายาม ผมไม่เคยทิ้งความพยายาม ทุกวันนี้ผมมีความคิดว่าคนที่พยายามทำสิ่งใด ถ้าสมมุติทำไปเรื่อย ๆ จะเก่งขึ้น บางคนพยายามแล้วกดดันจะถึงวันที่รู้สึกว่า ทำไมทำไม่ได้ ก็จะรู้สึกนอยด์ตัวเอง เลิกไปในเส้นทางนี้ แต่ผมเป็นคนที่ทนกับสิ่งนี้ได้นาน เพราะพยายามแล้วรอไปในอนาคต เพราะผมเป็น Value Investor อดทนวันนี้เพื่อที่จะรวยในอนาคตได้ หลักการเดียวกัน ณ วันนี้อดทนให้คนดูถูกผมไปก่อน ในอนาคตก็จะพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นได้

‘สไมล์ ศศินา’ ชวนรอลุ้น’ทุกอณูฤทัย’โผล่แจมบทเซอร์ไพรส์แฟนละคร

10 กันยายน 2569 เวลา 11:43 น.

“ทุกอณูฤทัย” ทวีความเข้มข้น “สไมล์ ศศินา” ชวนลุ้นความสนุก กับบทรับเชิญ สุดเซอร์ไพรส์ ที่แฟน ๆ ช่อง 7HD ต้องห้ามพลาด!

เข้มข้นขึ้นทุกทีแล้วจ้า สำหรับละครแอ็กชั่น โรแมนติกดราม่า จากค่าย มุมใหม่ เรื่อง ทุกอณูฤทัย ทาง ช่อง 7HD โดยเฉพาะครึ่งหลังของเรื่อง ที่เดินเครื่องสนุก น่าลุ้นไม่ไหว เพราะตัวร้ายเริ่มเผยไต๋ ส่วนนางเอกอย่าง นรีรัตน์ ที่รับบทโดย ฮาน่า ลีวิส ก็พอจะเริ่มใจอ่อนกับพระเอก ม.จ.อธิธัช ที่รับบทโดย จิณณ์ จิณณะ ขึ้นมาบ้าง ไม่อย่างนั้นคงถูกแฟนละคร แห่คอมเมนต์ว่าจะไปเหมาแผงปลามาให้นางเอกกินเต็มโซเชียลแน่นอน

แต่บอกเลยว่าความสนุกน่าลุ้นของละคร ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีอีกหนึ่งนักแสดงรับเชิญที่เตรียมโผล่มาสร้างสีสัน ก็คือนางเอกสาว สไมล์-ศศินา พนมธรนิจกุล ที่จะมารับบทตัวละครสำคัญ ช่วยเพิ่มความสนุกให้เนื้อเรื่องกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น แต่จะรับบทเป็นใคร สไมล์ มาชวนรอชมว่า

“สไมล์ติดตามดูละคร ทุกอณูฤทัย และเห็นกระแสตอบรับจากแฟนละครช่อง 7HD มาตั้งแต่ต้น เห็นหลายคนชื่นชอบก็รู้สึกดีใจแทนทีมงาน และนักแสดงทุกคนค่ะ สำหรับเรื่องนี้ มีแฟนละครหลายคนพอจะรู้แล้วว่า สไมล์จะมาร่วมแสดงรับเชิญด้วย ซึ่งทุกคนก็ตั้งตารอว่าสไมล์จะออกมาตอนไหน และรับบทเป็นใคร เอาเป็นว่าแอบบอกใบ้ให้ทุกคนลุ้นนิดหน่อยแล้วกันค่ะ ว่าเป็นตัวละครสำคัญที่จะคลายปมบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เกี่ยวกับตัวนางเอก นรีรัตน์ (ฮาน่า) กับ ม.จ.ขวัญฤทัย (ฝ้าย-พีรญา มะลิซ้อน) แล้วก็จะมีเส้นเรื่อง ที่ต้องมาเชื่อมโยงกับ พศวัต (เวลล์-ดิษย์กรณ์ ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก) ด้วย แต่จะรับบทเป็นใคร และจะออกมาตอนไหน อยากให้มารอลุ้นกันดีกว่า แต่รับรองว่าจะเป็นอีกหนึ่งบทบาท ที่จะมาเป็นตัวช่วย ให้เรื่องราวกลมกล่อมมากขึ้นแน่นอน

ยังไงก็ขอฝากแฟน ๆ ให้กำลังใจ รอติดตามชม ทุกอณูฤทัย ด้วยนะคะ เป็นละครอีกหนึ่งเรื่องของ ช่อง 7HD ที่สนุก น่าติดตาม แล้วตอนนี้ก็กำลังเข้มข้นมาก ๆ เลย แล้วก็ฝากรอดูสไมล์ด้วยนะคะ (ยิ้ม)”

ติดตามความสนุกของละคร  “ทุกอณูฤทัย” ได้ทุกวันจันทร์ อังคาร เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD  

3 หนุ่ม 3 ความเร้าใจ ‘นิกกี้–น็อต–แชมป์’ เปิดตัวตนอีกด้าน คว้า Friends of Triumph ครั้งแรกในไทย

10 กันยายน 2569 เวลา 11:38 น.

เมื่อ 3 หนุ่มต่างสไตล์ “นิกกี้ – ณฉัตร จันทพันธ์”, “น็อต – ณัฐสิทธิ์ ปัญญางาม” และ “แชมป์ – ชนาธิป โพธิ์ทองคำ” ขอมาเปิดอีกด้านของตัวเอง พร้อมโชว์ 3 นิยามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ทั้งความสนุกจากการออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ ความเท่ที่สะท้อนผ่านดีไซน์และสไตล์ และความสุขจากการออกเดินทางค้นหาเรื่องราวระหว่างทาง ก่อนรวมตัวกันขึ้นแท่น “Friends of Triumph” ครั้งแรกในประเทศไทย ถ่ายทอดภาพของผู้ชายต่างคาแรกเตอร์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนกัน แต่มีสิ่งที่ตรงกันคือการกล้าออกไปสนุกกับสิ่งที่ตัวเองหลงใหล

เริ่มจาก นิกกี้ ณฉัตร ตัวแทนความสนุกและมุ่งมั่น ใช้ความหลงใหลทำในสิ่งที่รัก และนำทางในการออกไปเปิดโลกใหม่ ๆ เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ พร้อมลองสิ่งใหม่และท้าทายตัวเองอยู่เสมอ ขณะที่ น็อต ณัฐสิทธิ์ มาในมุมของหนุ่มนักเลือกสรรเพื่อแมตช์สไตล์ที่ใช่ ที่เชื่อว่าทุกสิ่งที่เลือก ตั้งแต่เสื้อผ้า รถจักรยานยนต์ ไปจนถึงเส้นทางที่ออกไป สามารถบอกตัวตนและรสนิยมได้โดยไม่ต้องพูด ส่วน แชมป์ ชนาธิป เป็นตัวแทนของความเร้าใจในการผจญภัยจากการเดินทาง ที่ไม่ได้วัดความสนุกจากการไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด แต่สนุกกับเส้นทาง ผู้คน และทุกประสบการณ์ที่ได้พบระหว่างทาง ซึ่งทั้งหมดเป็นคาแรกเตอร์ที่มีอยู่ในเรื่องราวของทั้งสามหนุ่ม

หนุ่มนิกกี้ ณฉัตร ตัวแทนของคนที่ชื่นชอบการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และมองว่าการขี่รถจักรยานยนต์เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเติมสีสันให้กับชีวิต โดยเจ้าตัวเผยถึงความหลงใหลในตัวตนของไทรอัมพ์ว่า

“ส่วนตัวผมชอบทุกอย่างที่เป็นอังกฤษอยู่แล้ว อย่างที่ทุกคนทราบกันดี เช่น ฟุตบอล ซึ่งไทรอัมพ์เองก็เป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติอังกฤษที่มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวมาอย่างยาวนาน ซึ่งไทรอัมพ์ Bonneville T100 คันนี้ ทำให้ผมรู้สึกตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ ทั้งความเป็น British Spirit และ DNA ของแบรนด์ที่มีความชัดเจนและเป็นตัวของตัวเองมาก ๆ

สำหรับผมการขี่รถจักรยานยนต์ไม่ใช่แค่เรื่องของการได้ขับขี่ แต่คือการได้พาตัวเองออกไปเปิดโลก เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ และได้ท้าทายตัวเองอยู่ตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนความเป็นตัวผมเหมือนกัน เพราะผมเป็นคนที่ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ ชอบเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ผมเลยรู้สึกว่าการขี่ไทรอัมพ์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ผมได้สนุกกับชีวิต ได้ทำในสิ่งที่ชอบ และที่สำคัญคือได้เป็นตัวเองในอีกด้านหนึ่ง”

ขณะที่ น็อต ณัฐสิทธิ์ เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่สะท้อนความหลงใหลผ่านเรื่องของดีไซน์และสไตล์ ที่เจ้าตัวให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะสำหรับน็อตความมีสไตล์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเสื้อผ้าหรือการแต่งตัว แต่คือทุกสิ่งที่เราเลือกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และสามารถบ่งบอกความเป็นตัวเองได้อย่างชัดเจน

โดยน็อตเผยว่า “สำหรับผมรถจักรยานยนต์เป็นมากกว่าพาหนะที่ใช้เดินทาง แต่เป็นเหมือนแฟชั่นไอเทมที่ช่วยเติมเต็มความเป็นตัวเอง คล้ายกับแฟชั่นที่แต่ละคนสามารถเลือก Mix & Match ให้เข้ากับบุคลิกและสไตล์ของตัวเองได้ ซึ่งผมชอบความเป็นตัวเองของไทรอัมพ์ Scrambler 900 เพราะมีดีไซน์และคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน ทำให้เราสามารถเลือกสไตล์ของเราเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การแต่งรถ หรือแม้แต่เส้นทางที่เราเลือกออกไปค้นหา อีกทั้งผมรู้สึกว่ารถจักรยานยนต์ที่ดีจึงไม่ใช่แค่รถที่เราชอบ แต่ต้องเป็นรถที่ทำให้เรารู้สึกว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่เราอยากถ่ายทอดออกมา”

ปิดท้ายด้วย แชมป์ ชนาธิป ที่มองการขับขี่ในอีกมุมหนึ่ง โดยสำหรับเขาแล้ว การได้อยู่บนท้องถนนคือช่วงเวลาที่ได้พักจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน พร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้อยู่กับปัจจุบัน และออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความท้าทายอย่างเขา ทุกเส้นทางจึงไม่ใช่เพียงการเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย แต่คือโอกาสในการก้าวออกจาก Comfort Zone และสนุกกับสิ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน

โดยแชมป์ได้กล่าวว่า “ในชีวิตประจำวันที่มีทั้งงานและเรื่องต่าง ๆ การได้ออกไปขี่รถทำให้เราได้หยุดพักและกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง ได้สัมผัสบรรยากาศได้เจอผู้คน และได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งผมเป็นคนที่ชอบความท้าทายอยู่แล้ว การได้ออกไปเจอเส้นทางใหม่ ๆ หรืออะไรที่เราไม่คุ้นเคย จึงเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกสนุกและตื่นเต้น สำหรับผมความสนุกของการขี่ไทรอัมพ์ Tiger 1200 Rally Pro ไม่ได้อยู่แค่ที่ปลายทาง แต่อยู่ในทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เพราะแต่ละเส้นทางมักมีเรื่องราวและประสบการณ์บางอย่างให้เราได้เรียนรู้อยู่เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่ผมรู้สึกสนุกกับการได้เป็นหนึ่งใน Friends of Triumph”

การเปิดตัว “Friends of Triumph” ครั้งนี้ จึงเป็นการนำเสนออีกมุมของโลกการขับขี่ผ่านตัวตนของผู้คนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่คนที่พร้อมออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ คนที่หลงใหลในดีไซน์และสไตล์ ไปจนถึงคนที่สนุกกับการออกเดินทาง โดยมีความหลงใหลเดียวกันภายใต้แนวคิด “For The Ride” ที่มองว่ารถจักรยานยนต์ไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องสมรรถนะหรือดีไซน์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าตัวตน ประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ และเรื่องราวที่แต่ละคนเลือกสร้างขึ้นในแบบของตัวเอง

จากนี้เตรียมติดตามกันต่อว่า Friends of Triumph “นิกกี้–น็อต–แชมป์” ทั้ง 3 คนจะพารถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ไปเปิดประสบการณ์ความเร้าใจในรูปแบบไหนอีก เพราะแม้จะมีความหลงใหลนำทางเหมือนกัน แต่เส้นทางและไลฟ์สไตล์ของทั้งสามก็ไม่จำเป็นต้องมีแค่คำตอบเดียว

สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้ที่เว็บไซต์ www.triumphmotorcycles.co.th  และ  www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand

มูลนิธิจำนง รังสิกุล ผนึกพลังภาครัฐ–อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เปิดตัว ‘ชวนคนไทย ดูหนังไทย’

10 กันยายน 2569 เวลา 11:36 น.

มูลนิธิจำนง รังสิกุล ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการรับชมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทยทั่วประเทศ ภายใต้แคมเปญ“ชวนคนไทย ดูหนังไทย” มุ่งสร้างการรับรู้ ขยายฐานผู้ชม และเพิ่มโอกาสให้ภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์และคอนเทนต์ไทยเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตและบุคลากรในอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันคอนเทนต์ไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีผลงานที่ได้รับความสนใจและการยอมรับ
ในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันผู้ผลิตไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากคอนเทนต์ต่างประเทศ แพลตฟอร์มที่หลากหลาย และพฤติกรรมการรับชมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่เป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะผลงานที่มีคุณภาพแต่ยังมีข้อจำกัดด้านการประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงผู้ชม

โครงการจึงมุ่งผนึกความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อประชาสัมพันธ์คอนเทนต์ไทยผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย เชื่อมโยง “คอนเทนต์ไทยกับผู้ชมไทย” กระตุ้นให้เกิดการรับชม ติดตาม และบอกต่อ ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผลงานไทยเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

โดยงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการฯ จัดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 14.00–15.00 น. ณ Plaza Club Siam Glowfish ชั้น 11 อาคารสยามปทุมวันเฮ้าส์ โดยได้รับเกียรติจาก

นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน จากนั้นพบกับการเสวนา  ในหัวข้อ “Partners Talk: ทำให้ไทยเห็น” ร่วมกับตัวแทนจากสื่อโฆษณานอกบ้าน Out-of-Home (OOH)  สื่อออนไลน์ Influencer และเครือข่ายพันธมิตร ก่อนต่อด้วย “Industry Talk: ทำให้ไทยดู” จากตัวแทนผู้ประกอบการโทรทัศน์ ผู้ประกอบการซีรีส์วาย และบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์

มูลนิธิจำนง รังสิกุล ขอเชิญชวนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ บุคลากรในอุตสาหกรรม สื่อมวลชนและประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งต่อคอนเทนต์ไทย เพื่อให้ “คนไทยได้เห็น คนไทยได้ดู และคอนเทนต์ไทยเติบโตไปด้วยกัน”

L&E Beyond เตรียมพานวัตกรรมงานเบื้องหลังฝีมือไทย ขึ้นเวที The Voice TRUEgether สร้างโชว์อลังการระดับสากล

10 กันยายน 2569 เวลา 11:32 น.

L&E Beyond ผู้นำธุรกิจระบบแสงสว่างและ Entertainment Production Solution Provider ของไทย ผนึกกำลัง EXIT365 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกลับมาของ “The Voice TRUEgether” เวที “เสียงจริง ตัวจริง” รายการประกวดร้องเพลงระดับตำนานของประเทศไทย พร้อมส่งต่อความบันเทิงผ่าน 3 รายการ ได้แก่ The Voice Thailand 2026The Voice Celebrity และ The Voice Teens ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ความร่วมมือครั้งนี้ L&E Beyond นำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบแสง สี และเอฟเฟกต์ มาร่วมยกระดับโปรดักชันของรายการ โดยออกแบบจังหวะของแสงและการเคลื่อนไหวให้สอดรับกับอารมณ์และความหมายของแต่ละบทเพลง เพื่อถ่ายทอดตัวตนของผู้เข้าแข่งขัน เสริมพลังให้ทุกโชว์มีความโดดเด่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ พร้อมนำเทคโนโลยีโคมไฟหมุนและเอฟเฟกต์พิเศษที่ออกแบบ ผลิต และควบคุมคุณภาพได้เองจากโรงงานในประเทศไทยของ L&E Solid State มาใช้ในโปรดักชันระดับสากล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการสร้างสรรค์โชว์

ยกระดับศักยภาพเทคโนโลยีไทย สู่โปรดักชันระดับสากล

นางสาวอโรชา กิตติวิทยากุล ประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจ L&E Beyond กล่าวว่า “L&E Beyond ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์โปรดักชันไทยให้มีมาตรฐานระดับโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี และความเชี่ยวชาญด้านระบบแสง เสียง ภาพ และ Entertainment Tech แบบครบวงจร รวมถึงศักยภาพในการออกแบบและผลิตโคมไฟภายในประเทศไทย เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันที่ตอบโจทย์งานบันเทิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำศักยภาพของธุรกิจไทยมาสร้างสรรค์งานศิลปะและความบันเทิงบนเวทีระดับสากล”

ที่ผ่านมา L&E Beyond มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์โปรดักชันของ The Voice Thailand อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ The Voice All Stars 2022, The Voice Thailand 2024 และ The Voice Pride Thailand ก่อนต่อยอดสู่ The Voice TRUEgether ในปีนี้ โดยมุ่งพัฒนาแสง สี และเอฟเฟกต์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องในแต่ละโชว์ สะท้อนตัวตนของผู้เข้าแข่งขันและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างในทุกเวที

สัมผัสประสบการณ์การชมโชว์ที่เต็มอิ่มและอินยิ่งกว่าเดิม

“The Voice TRUEgether” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ EMSPHERE พร้อมนำ “เก้าอี้แดง” สัญลักษณ์ของรายการออกจากสตูดิโอมาสู่ใจกลางเมือง และเผยโฉม 8 โค้ชของ The Voice Thailand 2026 และ The Voice Celebrity ได้แก่ ก้อง–สหรัถ, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, โอ๊ต–ปราโมทย์ และจ๋าย–ไททศมิตร พร้อม กบ–ทรงสิทธิ์ ในบทบาทพิธีกร และ The Voice Teens เปิดตัว 4 โค้ช ได้แก่ เจฟ ซาเตอร์, อิ้งค์–วรันธร, โบกี้ไลอ้อน และทอย เดอะ ทอยส์ พร้อม ไอซ์–พาริส ในบทบาทพิธีกร

เตรียมสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงครั้งใหม่กับ “The Voice TRUEgether” ได้ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2569 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. รับชมสดฟรีทาง True4U ช่อง 24 และรับชมออนไลน์และย้อนหลังผ่านแอปพลิเคชัน TrueVisions NOW ก่อนส่งต่อความสนุกสู่ The Voice Celebrity และ The Voice Teens ต่อไป

อีสานเตรียมม่วน แม็คโคร จับมือ เฮลิโคเนีย เสิร์ฟความสุขเต็มอิ่ม จัดใหญ่ ‘อุดร Love Like a PRO’ ขนน้ำตกยักษ์ เชฟและศิลปินดัง

10 กันยายน 2569 เวลา 11:22 น.

เตรียมตัวม่วนกันให้สุด! แม็คโคร ผู้นำธุรกิจค้าส่ง ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จับมือ เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป พันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ และผู้ประกอบการในพื้นที่ จัดงาน “อุดร Love Like a PRO” มหกรรมแม็คโคร ฉลองครบรอบ 37 ปี เสิรฟ์ความใหญ่ยักษ์ ครั้งแรกที่อุดรธานีกับน้ำตกสูง 30 เมตร เทียบเท่าตึก 10 ชั้น แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในจังหวัดสุดอลังการ พร้อมการรวมตัวของกองทัพ 50 Celebrity Chefs คนดัง จากรายการ IRON CHEF Thailand, MasterChef Thailand, The Restaurant War Thailand และรายการในเครือ กับเมนูสุดพิเศษให้ชิมแบบจัดเต็ม แถมอิ่มอร่อยกับร้านมิชลินชื่อดัง ช้อปสนุกกับมหกรรมสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมดีลเด็ดลดสูงสุด 50% และบิ๊กเซอร์ไพรส์ กรี๊ดสนั่นสุดมันส์กับคอนเสิร์ตจาก MILLI, ก้อง ห้วยไร่, Maiyarap, ฮาย อาภาพร, ไผ่ พงศธร, เม้ก อภิสิทธิ์, Meyou และ Paradox ให้ชาวอุดร และชาวอีสานได้ม่วนกัน 4 วันจัดเต็ม ตั้งแต่พฤหัสบดีที่ 17 – อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569 เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ณ ตลาดเมืองทองเจริญศรี จังหวัดอุดรธานี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Makro – แม็คโคร

‘เพาเวอร์บาย’ฉลอง 30 ปี แจกหนักแท็กทีม ‘เต-ตะวัน–นิว-ฐิติภูมิ’ เติมสีสันด้วยโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

10 กันยายน 2569 เวลา 11:20 น.

เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสู่ทศวรรษใหม่ ประกาศยกระดับจากผู้ค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าสู่ “Technology & Smart Lifestyle Solutions Provider” ผสานสินค้า เทคโนโลยี และบริการ เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน พร้อมฉลองครบรอบ 30 ปีด้วยแคมเปญ “Power Buy 30th Anniversary” ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ อาทิ เซ็นทรัลพัฒนา, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, โรบินสันไลฟ์สไตล์, The 1, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน เฟิร์สช้อยส์, Samsung, LG, Haier, Electrolux, TCL, Hisense, Mitsubishi Electric, JBL, Sony, Bose, Shark, Ninja และ Remington จัดเต็มกิจกรรมฉลองครบรอบ ชวน 2 ศิลปินสุดฮอต “เต-ตะวัน” และ “นิว-ฐิติภูมิ” มาร่วมแชร์มุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ในแบบคนรุ่นใหม่ และมินิคอนเสิร์ต พร้อมโปรโมชั่น “Power Lucky” สมาชิก The 1 ลุ้นรับรถยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าไอเทมสุดล้ำ รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท พร้อมรับคะแนน X30 เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ ส่วนลดสินค้า 30% เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ และสิทธิพิเศษอีกมากมาย ตั้งแต่ 3 ก.ย. – 4 พ.ย. 69  ที่เพาเวอร์บายทุกสาขา และช่องทางออนไลน์

นางสาวพัชราภรณ์ วรยิ่งยง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าวว่า “ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เพาเวอร์บายเติบโตเคียงคู่กับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค และวันนี้เราพบว่า ผู้บริโภคมองหาทั้งสินค้าและ ‘โซลูชัน’ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างตรงจุด จึงเดินหน้ายกระดับสู่การเป็น Technology & Smart Lifestyle Solutions Provider ด้วยการผสานสินค้า เทคโนโลยี และบริการเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน เราไม่หยุดนิ่งในการสรรหาและคัดสรรเทคโนโลยีใหม่ๆ ครอบคลุมทุกประเภทสินค้า ตั้งแต่ AI Appliances, Smart Home, IoT, Health Tech, Gaming & Creator Gear, Energy-efficient และ Eco Products เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะกับการใช้ชีวิตของตัวเอง พร้อมได้อัพเดทเมกะเทรนด์ใหม่ๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็น AI Everywhere ที่นำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไปจนถึง Home as a Platform ที่เปลี่ยนบ้านสู่ Smart Living Ecosystem

พร้อมกันนี้ เพาเวอร์บายยังเสริมแกร่งด้วยการเชื่อมต่อ สินค้า-ประสบการณ์-บริการ-ข้อมูล เพื่อสร้าง Customer Journey ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ผ่านการพัฒนา Experience Store, Omnichannel และ Retail Intelligence ให้สามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในทุก Touchpoint ตั้งแต่ก่อนการซื้อ ระหว่างการซื้อ ไปจนถึงบริการหลังการขาย ทั้งนี้ เพื่อมุ่งยกระดับเพาเวอร์บายสู่ ศูนย์รวมนวัตกรรมและโซลูชันแห่งอนาคต ที่สร้างประสบการณ์การเลือกซื้อให้ ง่ายขึ้น สนุกขึ้น และตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคทุกเจเนอเรชันเข้าถึงเทคโนโลยีที่ใช่สำหรับตัวเอง และก้าวไปพร้อมกับเพาเวอร์บายในฐานะแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจในระยะยาว”

ในโอกาสพิเศษครบรอบ 30 ปี เพาเวอร์บายจัดได้บิ๊กอีเวนท์เฉลิมฉลอง พร้อมมอบความสุขและความบันเทิงจาก “เต-ตะวัน” และ “นิว-ฐิติภูมิ” ที่มาร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนรุ่นใหม่ พร้อมมินิคอนเสิร์ตสร้างสีสันและความสนุกให้กับผู้ร่วมงาน นอกจากนี้ ยังเปิดตัว “ปลั๊กกี้” (Pluggy) มาสคอตตัวแทนแบรนด์ เพื่อสร้าง Brand Character ที่เข้าถึงง่ายและเชื่อมต่อกับผู้บริโภคผ่านหลากหลาย Touchpoint สะท้อนแนวทางการสร้างความใกล้ชิดและความผูกพันกับผู้บริโภคในระยะยาว อีกทั้งยังเอาใจเกมเมอร์จัดการแข่งขันเกม Marvel Tokon: Fighting Souls แมทช์พิเศษภายในงาน ชิงรางวัลรวมกว่า 40,000 บาท

นอกจากนี้ยังมอบความคุ้มค่าแทนคำขอบคุณลูกค้าด้วยโปรโมชั่น “Power Lucky” ระหว่างวันที่ 3 กันยายน – 4 พฤศจิกายน 2569 จัดเต็มสิทธิพิเศษ สำหรับสมาชิก The 1 ทั้งลุ้นรับรถยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าไอเทมสุดล้ำ รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท, พร้อมรับคะแนน X30 เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ ส่วนลดสินค้า 30% เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ, สินค้าแลกซื้อ เริ่มต้นเพียง 130 บาท, ผ่อน 0% ทั้งร้านเมื่อซื้อสินค้าครบ 3,000 บาทขึ้นไป, เครดิตเงินคืนสูงสุด 45,000 บาท, ร่วมแคมเปญเก่าแลกใหม่ รับส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท พร้อมบริการจัดส่งและติดตั้งฟรี และบริการส่งด่วนภายในวัน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด พิเศษสุดสำหรับเหล่าเกมเมอร์ ระหว่างวันที่ 9–16 กันยายน 2569 เมื่อซื้อสินค้า PlayStation ตามเงื่อนไขที่กำหนด รับฟรีของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ PlayStation 30th Patch, Phone Lanyard, Passport Holder และ Card Holder เป็นต้น พลาดไม่ได้…เป็นเจ้าของตุ๊กตา Nintendo ลิขสิทธิ์แท้จากญี่ปุ่น ลดสูงสุด 30% และเมื่อซื้อ Accessories คู่กับ Nintendo Switch 2 รับส่วนลดเพิ่ม 1,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ ช้อปโปรสุดคุ้มได้ที่เพาเวอร์บาย ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ http://www.powerbuy.co.th และแอปพลิเคชัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Power Buy Call Center 1324, Line @powerbuy และ Facebook: Power Buy

‘ต้าเหนิง’ เปิดชีวิตวัย 30 ที่ไม่เหมือนเดิม รับเป็นคนคิดมากกว่าที่ใครเห็น เก็บทุกอย่างจนร่างกายพัง!

10 กันยายน 2569 เวลา 11:06 น.

“ต้าเหนิง กัญญาวีร์” เผยชีวิตวัยเลข 3 ในรายการ Prime Cast ผ่านวิกฤตสุขภาพหนักเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากภาวะตับอักเสบ เผชิญ PCOS และผลข้างเคียงจากการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนจนปวดท้องหนักขั้นหน้ามืดจอดับ เผยเป็นคนชอบรับฟังและแบกรับปัญหาของเพื่อนจนตัวเองดิ่ง และได้เรียนรู้การจัดสมดุลชีวิตด้วยการฝึกปฏิเสธ หันมาให้ความสำคัญกับความสุขของตัวเองเป็นอันดับแรก

อายุเลข 3 แล้วความรู้สึกเป็นยังไงบ้าง ?

ต้าเหนิง: ตอนแรกกลัวนิดหนึ่ง เพราะเคยได้ยินว่าการขึ้นเลข 3 คือการเปลี่ยนผ่านชีวิต แต่ก็รู้สึกว่าเราก็เผชิญการเปลี่ยนผ่านมาตลอดอยู่แล้ว คิดว่าช่วงหนัก ๆ น่าจะเป็นตั้งแต่ช่วงอายุ 26-27 ปี จริงๆ ปีนี้คือชง 100% แต่พวกช่วงเบญจเพสน่าจะมาก่อนหน้านั้น คือก็ไม่ได้แย่มากแต่ก็ไม่ได้ดีมาก มีช่วงที่แย่บ้าง ดีบ้าง แต่ปกติก็จะมีอะไรที่ไม่คาดฝันในทางที่แย่มาตลอดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นชินกับการรับมือแบบนั้น แล้วมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ เลยไม่ได้เครียดเหมือนเป็นเรื่องใหญ่มาก

เลข 3 แล้วรู้สึกแก่ไหม ?

ต้าเหนิง: ไม่รู้สึกแก่ตอนนี้ แต่รู้สึกแก่มาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่อายุ 20 ปี ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ออกจากบ้านและใช้ชีวิตอยู่กับแมว หรือก่อนมีแมวก็ใช้ชีวิตเหมือนคนที่อายุเยอะมาตลอดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าแก่ คือปกติเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อม ถ้าอยู่ในปาร์ตี้ เพื่อนเต้นๆ ก็จะอยู่ด้วยได้ตลอด อยู่ด้วยได้จนจบ รอเก็บเพื่อนได้ โดยไม่ได้เบื่อ แต่ก็จะไม่ได้หมดพลังงานไปกับการดื่ม

ตอนเด็ก ๆ เล่นกีฬาอะไรบ้าง?

ต้าเหนิง: ตอนเด็ก ๆ เป็นภูมิแพ้หนักมาก จนคุณพ่อรู้สึกว่าต้องแข็งแรงก็เลยต้องเล่นกีฬา เพราะเวลาคนเป็นภูมิแพ้ภูมิคุ้มกันต่ำ ตอนเด็กมีขี่ม้า กอล์ฟ เรือใบ และอื่น ๆ ตอนนี้ก็ยังขี่ม้าอยู่ เรือใบไม่ค่อยแล้ว เจ็ตสกีมีเล่นบ้าง แต่คงไม่ได้ใช้แรง ไม่เหลือแล้ว บาสไม่เล่นแล้ว ตอนนี้ไม่อยากวิ่ง เหนื่อย อ่อม ไม่อยากขยับ

ออกกำลังกายยังไงบ้าง ?

ต้าเหนิง: ตอนนี้สุขภาพโอเคแล้ว เริ่มกลับมาออกกำลังกายแล้ว แต่ยังไม่ได้กลับไป 100% เพราะยังเหนื่อยง่าย

เป็นคนที่ป่วยบ่อยมากเข้าโรงพยาบาลแทบทุกอาทิตย์เลยหรือเปล่า ?

ต้าเหนิง: ปีก่อนหน้านี้ จะเข้าทุกเดือน เยอะไปหมด ที่เป็นปกติเยอะ ๆ อยู่แล้ว คือเวลาเราเป็นประจำเดือน จะปวดท้องมาก แบบบางทีไม่สามารถพาตัวเองไปเรียนการแสดงหรือทำอะไรได้ แต่คือเริ่มมาปวดมาก ๆ ตอนอายุ 25 ปี ปกติจะปวดบ้าง บางเดือนก็ไม่ปวดก็จะรอด แต่ตั้งแต่อายุ 25 ปีก็คือปวดทุกเดือน ปวดแบบต้องลงไปนอนนิ่ง ๆ เฉย ๆ เป็นวัน ปวดแบบต้องกินยาแก้ปวด ก่อนหน้านี้จะทนใช่ไหม เพราะไม่อยากกินยา รู้ว่าถ้ากินแล้วต้องกินตลอด พออายุ 25 ปวดแบบไม่ได้แล้ว ต้องกินยา พอกินยาไม่หาย ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลไปฉีดยาแก้ปวด ปวด 2 วันแรกจะหนักที่สุด แล้วก็วันที่ 3 – 4 บางทีก็มีหลุดไป 3 วันบ้าง วันที่ 4 ถึงจะหายแน่ ๆ

เวลามีงานอีเวนต์แล้วปวดท้องถึงขั้นไม่ไหวอดทนอย่างไร ?

ต้าเหนิง: ฉีดมอร์ฟีน แต่ส่วนมากจะดันอดทนจนถึงจบงานพอดี แล้วค่อยไปโรงพยาบาล

ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง ?

ต้าเหนิง: ล่าสุดเดือนที่แล้ว แย่มาก ปวดที่สุดในชีวิตแบบที่ไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน ขั้นที่รู้ว่าจะมาแล้ว เพราะก่อนหน้านี้หน่วง ปวดท้องแบบรู้แล้วว่ากำลังจะมา พรุ่งนี้มาแน่ พอตื่นเช้ามา รู้สึกว่าปวดท้องมาก วันนี้มาแน่นอน ลงไปเล่นกับแมวข้างล่าง แบบถือโทรศัพท์ไปด้วย กะว่าแป๊บหนึ่งเดี๋ยวค่อยขึ้นมากินยา แต่พอลงไปแป๊บเดียว ปวดแบบบีบเหมือนมดลูกบีบรัดมาก ๆ แล้วตัวเริ่มชา เหงื่อออก คิดว่าไม่ปกติแล้ว เลยจะวิ่งขึ้นไปกินยาข้างบน เพราะปกติเวลาปวด ไม่ควรจะต้องรอให้ปวดที่สุดก่อนแล้วค่อยกินยา หมอบอกว่าถ้าเริ่มระดับ 3-4 ให้กินเลย เพราะรู้ว่าอาจจะไปถึงระดับ 10 ได้ เพื่อกดไว้ เพราะฤทธิ์ของยาแก้ปวดต้องกดลงใช่ไหม พอวิ่งไปถึงข้างบน หน้าจอเริ่มดำ ตัวชาแบบไม่ได้แล้ว วินาทีที่จอดับ เกาะอะไรไว้ได้ไม่รู้พอดี แล้วต้องอยู่อย่างนั้นอีกแป๊บหนึ่ง จนกว่าจะเริ่มมองเห็น ซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนั้น เพราะเริ่มกินยาคุมเพื่อให้ปรับปกติ แต่หยุดไปแล้วประมาณช่วงหลังจากเป็นตับอักเสบ เพราะไม่สามารถกินยาเยอะ ๆ ได้ ก็โทรหาพี่ให้พาไปโรงพยาบาล เขาก็เริ่มตรวจ เพราะปวดเกินกว่าปกติ สรุปคือเหมือนอาจจะเกิดจากการที่ไปกินยาเลื่อนประจำเดือนก่อนหน้านี้ แต่ปกติก็กินค่อนข้างบ่อยเวลาที่จะต้องทำงาน เพราะเวลาประจำเดือนมา จะเป็นคนที่ประจำเดือนมาเยอะมาก แล้วปวดท้องมาก

ผลกระทบจากการกินยาเลื่อนประจำเดือนและอาการป่วยต่อเนื่อง ?

ต้าเหนิง: ต้องกินยาเลื่อนประจำเดือนเพื่อไม่ให้ชนงาน เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำงานไม่ได้ ครั้งนี้อาจจะไปสะกิดอะไรก็ไม่รู้ จนเป็นแบบนั้น ต้องกลับมากินยาคุม ซึ่งคาดว่าน่าจะดีขึ้น แต่หลังจากออกจากโรงพยาบาลเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ประจำเดือนก็ยังมาอยู่ เป็นมาเดือนหนึ่งแล้ว เพิ่งหยุดไปได้ 2 วัน

คุณหมอวินิจฉัยมาว่าเป็นโรคอะไร ?

ต้าเหนิง: คือ PCOS ที่เป็นอยู่แล้ว แต่นี่เป็นประจำเดือนมาไข่ตกไม่สมบูรณ์ ตกไปเรื่อย ๆ ประจำเดือนมาเยอะมาก จนเลยเกินเดือน บางทีหายไปไม่นาน หายไป 2 อาทิตย์ก็มาอีกแล้ว สมมติว่าเป็น 7-10 วัน ใช่ไหม ช่วง 4 วันแรกจะเยอะมาก ๆ พอ 3 วันท้าย ๆ ก็จะน้อยลง แต่บางทีอยู่ดี ๆ อยากจะมาเยอะก็ทะลุออกมาเลย

เรื่องราวการกินผักออร์แกนิคแล้วตับอักเสบเกิดจากอะไร ?

ต้าเหนิง: คือปกติไม่ได้กินผักเยอะขนาดนั้น แต่พอหลัง ๆ รู้สึกว่าอยากรักษาสุขภาพ เริ่มใส่ใจหน่อย แล้วช่วงนั้นอาจจะทำงานเยอะ ภูมิคุ้มกันตก แล้วบังเอิญไปกินอาหารที่คนทั่วไปกินแล้วสะอาด แต่ภูมิคุ้มกันเราไม่ดี ก็เลยไม่สามารถสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้นได้ เพราะปกติมีเชื้อโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ร่างกายไม่ดีเอง จนไม่สามารถสู้กับเชื้อโรคนั้นได้ คุณหมอคาดว่าน่าจะเป็นผักออร์แกนิค เพราะผักออร์แกนิคไม่ได้ใช้ Hydroponics ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่ใช้ปุ๋ยออร์แกนิคที่มีส่วนผสมของมูลสัตว์ คิดว่าน่าจะเกิดจากตรงนั้น เพราะเชื้อคุณหมอตรวจเจอคือ ไวรัสตับอักเสบอี ซึ่งมักจะเกิดจากการปนเปื้อนของอาหารและน้ำ คุณหมอเลยคิดว่าน่าจะปนเปื้อนมาจากผักออร์แกนิค เพราะอย่างอื่นถ้ากินแบบสุกก็จะไม่เป็นอะไร แต่อันที่กินดิบ จะมีแค่พวกผักออร์แกนิคทั้งหลาย ซึ่งผักพวกนี้ ต่อให้ล้างสะอาดมากแล้ว ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะปนเปื้อนอยู่ แต่จริง ๆ ควรล้าง คิดว่าถ้าล้างเอง ก็สะอาดอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้ล้างเอง กินข้างนอก คนคงคิดว่าไม่ล้างผักหรือเปล่า เราล้าง เพียงแต่พอไปกินข้างนอก ไม่รู้ว่าเขาทำความสะอาดอย่างไร

พฤติกรรมการกินอาหารในชีวิตประจำวันและการปรับเปลี่ยนหลังป่วยเป็นอย่างไร ?

ต้าเหนิง: กินตลอด ถ้าหิวก็กินได้เรื่อย ๆ ไม่ได้มีมื้อประจำ เช้า กลางวัน เย็น บ่าย ดึก ก็กินหมด ไม่ได้กินเยอะมาก แล้วแต่ ถ้าหิวมากก็กินเยอะ ถ้ากินเอาสังคมก็กินปกติ แต่ไม่เคยกินน้อย ไม่เลือกกิน กินได้หมด

อาหารโปรดคืออะไร ถ้าให้เลือกมื้อเช้าอยากกินอะไร ?

ต้าเหนิง: ถ้าไปกองถ่าย จะกินข้าวไข่เจียว เพราะนึกไม่ออกว่าอยากกินอะไร ข้าวไข่เจียวก็ได้ ไม่ก็กะเพรา

แล้วหลังจากเกิดปัญหาเรื่องสุขภาพแล้วได้ปรับการกินไหม ?

ต้าเหนิง: พยายามกินผักที่สุกแล้ว ผักทุกอย่างไม่ได้สกปรกไปหมด หมายถึงว่าภูมิคุ้มกันเราไม่ดีเอง เขาอาจจะล้างสะอาดแล้ว เชื้อโรคมีอยู่ทุกที่ ผักออร์แกนิคไม่ได้ผิดอะไร ผิดที่เราเอง แต่พอรู้ว่าตัวเองภูมิคุ้มกันไม่ได้ดีเท่าคนอื่นก็พยายามจะกินอะไรที่สุกแล้ว

เคล็ดลับการดูแลรูปร่าง แม้ชอบกินแป้งและขนมหวาน ?

ต้าเหนิง: มีส่วนเพราะว่าสูงด้วย เวลาที่น้ำหนักขึ้นจะกระจายเพราะตัวเรายาว แต่จะออกหน้าเสมอ เลยไม่ค่อยรู้สึกว่าอ้วนรวม ๆ แต่หลัง ๆ เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้ลดง่ายเท่าเดิมแล้ว ปกติแค่เว้นมื้ออาหารไป 1 มื้อ น้ำหนักก็จะลงแล้วประมาณ 5 ขีด ถึง 1 กิโลกรัม แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว

น้ำหนักขึ้นที่สุดในชีวิตตอนไหน ?

ต้าเหนิง: ปัจจุบัน พึ่งลดลงไปแล้ว 2-3 กิโลกรัม ถ้าขึ้น 2 กิโลกรัมก็เห็นชัดแล้ว รอบล่าสุดที่เข้าโรงพยาบาล น้ำหนักขึ้นมา 6 กิโลกรัม เพราะกิน แล้วก่อนหน้านี้นอนโรงพยาบาล 2 อาทิตย์

บริหารเรื่องการกินยังไง ?

ต้าเหนิง: ช่วงที่ต้องลดน้ำหนัก จะพยายามลดแป้งกับน้ำตาลเท่าที่ยังไม่หงุดหงิด เพราะถ้าตัดเลยจะเป็นพิษกับคนรอบข้างทันที จะกลายเป็นคน Toxic ทำอะไรก็ขัดหูขัดตา แล้วก็พยายามไม่กินดึก อดทนช่วงกลางคืนเอา

มี Routine สุขภาพอะไรบ้างไหม ที่ทำเป็นประจำ ?

ต้าเหนิง: ถ้าตอนนี้ พยายามจะกลับไปออกกำลังกายแบบเบา ๆ แล้วก็พยายามนอนให้เต็มที่ที่สุด เพราะพอโตขึ้น มีหลายอย่างให้คิดในหัวขึ้น ก่อนหน้านี้สิ่งที่ประสบปัญหาคือการหลับแต่สมอง Racing แบบไม่ยอมหลับ

การนอนเป็นอย่างไรบ้าง นอนยากขนาดไหน ?

ต้าเหนิง: การนอนแย่มาก ไม่ใช่คนนอนเป็นเวลาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้บินตลอด แต่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการนอนเลย นอนได้ทุกที่ อยู่ในกองถ่ายเสียงดังก็หลับได้ แต่ช่วงปีสองปีมานี้ รู้สึกว่านอนยากมาก คิดทุกอย่างตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนอนก็ยังมีเรื่องงานรันอยู่ในหัว จนประมาณครึ่งปีที่แล้วบังเอิญต้องไปหาหมอ แล้วก็ขอยานอนหลับกับยาคลายเครียด ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ เพราะปกติเป็นคนไม่คิดเยอะ ไม่เครียด อย่างน้อยก็คิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้น พอนั่งคิดกับตัวเองแล้วค่อย ๆ ถอดรหัส ก็รู้ว่าเป็นคนคิดเยอะมาก แต่แค่เก็บไว้กับตัวเอง แล้วรู้สึกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยว่ากัน เลยสะสมมานาน เป็นคน Perfectionist คิดแล้วคิดอีก อย่างเช่นแผนจะไปเที่ยวกัน ก็จะคิดเผื่อไว้หมดแล้วว่าถ้าคนนี้ไม่ได้วันนั้น ต้องทำอย่างไร คิดแผน A B C D ไว้ในหัวตลอด กลายเป็นว่าเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ คิดมาก แล้วไม่เคยปล่อยวางอะไรได้เลย สมองเลยชอบคิดอะไรไปเรื่อย ๆ ทำให้ส่งผลต่อการนอน

ส่งผลกับการนอนอยังไง หลับสนิทไหม ?

ต้าเหนิง: คิดว่าตัวเองหลับ แต่หัวคิดตลอดเวลา ไม่หลับ คือหลับตาแต่สมองคิดตลอดเวลา ทรมานมาก แล้วพอตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่น เหนื่อย เหมือนร่างกายไม่ได้พักเลย เหมือนร่างกายหลับไปแล้ว แต่สมองแล่นตลอดเวลา รู้ตัวตลอด ทรมานมาก เป็นบ่อยมาก เหมือนตี 3 ตี 4 ตื่นมาดูนาฬิกาแล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะเช้า พอเช้าก็ง่วง แต่ไม่ใช่เวลาสำหรับการนอนแล้ว เพราะมีงานต้องไปทำ คิดว่าเผชิญสิ่งนั้นอยู่ประมาณ 6 เดือน แล้วรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว จนเลิกสวม WHOOP Tracker ไปเลย ค่าการฟื้นฟูขึ้นแค่ 2%, 4%, 6% แล้วก็กลับมา 2% คือบางทีนอน 6 ชั่วโมง แต่คงคิดตลอดเวลา ไม่รู้เหมือนกัน ได้ค่าการฟื้นฟูแค่ 2% วันที่ได้ 2% เป็นครั้งที่ 4 ถอดออกเลย เพราะรู้สึกว่าจะเป็นบ้า พอมาเห็นว่าแก่กว่าอายุจริงเท่าไหร่ นอนไปแค่นี้เอง รู้สึกว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ถอดทิ้ง ไปหาหมอดีกว่า ปรึกษาหมอ หมอให้ยาคลายเครียดมา บอกว่าเราต้องเริ่ม Wind down ตั้งแต่ 18:00 น. ต้องไม่คุยงานแล้ว ซึ่งก็ช่วย หลัง ๆ ก็คือเพื่อนนัดไม่สามารถออกไปเจอทุกคนได้แล้ว ต้องเลือกว่าอยากเจอใครจริง ๆ ต้องรู้จักปฏิเสธ ตอนนี้กลายเป็นเลื่อนเป็นเดือน เลื่อนทีหนึ่งก็ขอโทษที

พฤติกรรม OCD ของต้าเหนิง มีเรื่องไหนบ้าง ?

ต้าเหนิง: เราไม่มีตรงกลาง คือบางเรื่องก็ชิลเลย แล้วแต่ใครจะทำอะไรก็ทำ แต่บางอย่างก็เป็น เช่น ของส่วนตัวจะไม่ชอบให้ใครจับ เช่นกระเป๋า อย่างนี้อย่าให้มีใครมาแกะกระเป๋าเลย เราจัดการเอง แล้วของในกระเป๋า ไม่อยากให้ใครจัด หรือสมมติชุดนอน เวลาใส่นอนจะไม่ชอบให้ใครจับชุดนอน เพราะรู้สึกว่าเวลานอนต้องโดนตัว โดนหน้าเรา ก็ไม่อยากให้ใครจับ เพราะไม่รู้ว่าเขาไปจับอะไรมาบ้าง หรือครีมที่เราต้องบีบใส่มือ ถ้ามีคนอื่นมาจับครีมเรา แล้วเขาไปจับอะไรมา มือเลอะ ก็จะมาโดนหน้าเรา ไม่ได้รังเกียจคนอื่น ถ้าคนอื่นจับ เราก็เอามาเช็ดของเราได้ เช็ดทุกวันนี้ ใช้ทิชชู่เปียกแบบที่ใช้ในโรงพยาบาล เช็ดโทรศัพท์มือถือทุกวันตอนขึ้นรถ เช็ดก่อนขึ้นเตียง

พฤติกรรมการอาบน้ำ อาบน้ำมากที่สุดวันละกี่ครั้ง ?

ต้าเหนิง: มากสุดที่เคยอาบแบบจำได้คือ 4 ครั้ง ตามกิจกรรม แต่ถ้าวันปกติไม่ได้มีอะไรมาก ก็เช้าเย็นปกติ แต่ถ้าไปออกกำลังกาย หรือออกจากบ้านมา แล้วตัวเหนียว ก็อาบ ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงมองว่าเกินไป รู้สึกว่าก็แค่ตัวเหนียว แค่ร้อน ไม่ได้อยากให้ตัวเองอยู่ในสภาพตัวเหนียว อยู่กองถ่าย ถ้ามีห้องน้ำแล้วแวะอาบน้ำได้ก็อาบ ถึงขั้นที่คนไม่เข้าใจว่า ตื่นนอนแล้วจะไปยิม จะอาบน้ำทำไมตอนเช้า กลับมาจากยิมก็อาบ หรือสมมติลงไปกินข้าวเช้าที่โรงแรม ร้อน ขึ้นห้องมาก็อาบ

อาบน้ำวันละหลายรอบและมาตรการรักษาความสะอาดบนเตียง ?

ต้าเหนิง: เพราะบางทีเวลาไปต่างประเทศ ตื่นเช้ามาเราอาบน้ำ พอลงไปกินข้าว ขึ้นมาก็อาบอีก แล้วก็แต่งตัวไปทำงานรอบเช้า พอกลับมาก็อาบอีก เพราะจะอาบน้ำก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นชุดนอน แล้วถ้าไปไหนที่มีเวลาอีกนิดเดียว แล้วไม่สามารถอาบน้ำได้ โดยที่ต้องค้างหน้าค้างผมอยู่ จะไม่ขึ้นเตียงจะใส่ชุดข้างนอกแต่นั่งบนโซฟา ไม่เอาตัวขึ้นไปนั่งบนเตียงเพราะเดี๋ยวเปื้อนที่นอน

เข้าวงการตั้งแต่อายุเท่าไหร่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนไหม ?

ต้าเหนิง: อายุ 17 ปี คิดว่าเปลี่ยนในแง่ที่ว่า ถ้าแต่ก่อนจะยอมทุกคน ใครพูดอะไรก็ช่าง ไม่ปะทะ ซึ่งจะแตกต่างจากปันปันอย่างชัดเจน แต่ปันปันจะเป็นแบบ ถ้ามีใครพูดอะไร ปันปันจะถามเลยว่า มีอะไร พูดมาเลย แต่ตอนเด็ก ๆ ไม่ค่อยมีใครมีปัญหากับเราด้วย เพราะถ้ามีเรื่องอะไรเข้ามา ปันปันก็จะเห็นว่าจะเฉย ๆ ปล่อยไป ไม่พูดจา แต่คิดว่านั่นเป็นจุดที่ทำให้คนรู้สึกว่าสามารถทำอะไรหรือพูดอะไรกับเราก็ได้ ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ดีหรอก จะดีถ้าเราไม่ได้สนใจ แต่ก็น่าจะรู้สึกแย่ เก็บไว้แต่ไม่อยากพูดอะไร

เมื่อมีเรื่องค้างคาใจเลือกที่จะเข้าปะทะเพื่อเคลียร์ไหม ?

ต้าเหนิง: ไม่ชอบปะทะ ยกเว้นถ้าจำเป็นต้องเคลียร์ เพื่อให้งานต้องไปต่อเพื่อส่วนรวม ซึ่งก็มีกรณีที่จำเป็นต้องเข้าไปทำก็จะเข้าไป แต่ถ้าปกติเลือกได้จะปล่อยดีกว่า รู้สึกว่าจัดการไม่คุ้ม เสียเวลา และเปลืองพลังงาน เพราะพลังงานน้อยอยู่แล้ว

ระหว่างการเป็นศิลปินกับการเป็นผู้บริหารอันไหนยากกว่ากัน ?

ต้าเหนิง: บริหารชีวิตตัวเอง ตอนนี้พอเคยอยู่ค่าย รู้แค่ตารางงานว่าต้องไปทำอะไร ไม่เคยรู้ว่าข้างหลังต้องบริหารคนอย่างไร ต้องดูแลใครบ้างนอกจากตัวเอง พอต้องมาทำตรงนี้ มีพี่ ๆ ในบริษัทที่ต้องดูแล มีตัวเลขที่ต้องคิด มีแผนอนาคตที่ต้องวาง ยากคนละแบบ

นิยามความสำเร็จในปัจจุบันคืออะไร ?

ต้าเหนิง: การมีชีวิตรอดไปในแต่ละวันคือความสำเร็จของเรา เพราะไม่ใช่คนที่มีแผนระยะยาว ใช้ชีวิตไปทีละวัน ใครอยากพูดอะไรก็พูด วางแผนแบบหลวม ๆ แต่ก็วางแผน สมมติว่าจะไปกินข้าวกับปันปัน ก็จะคิดว่านัดกัน สิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น หรือระหว่างทางอาจจะมีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจะมีแผนสำรองสำหรับทุกทางออกเสมอ แต่ไม่ใช่แผนที่จะต้องเป็นแบบนี้เป๊ะ ๆ แผนของเราคือวางไว้เพื่อว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดคิด จะได้แก้ไขได้

มองภาพตัวเองในอีก 3-4 ปีข้างหน้าอย่างไรกับงานในวงการบันเทิง ?

ต้าเหนิง: ไม่มี ไม่ได้คิด แค่รู้สึกว่าการที่ทำทุกวันนี้ให้เต็มความสามารถ ก็คือโอเคแล้ว หมายถึงว่าเราไม่เสียใจ วันนี้หรือพรุ่งนี้มีอะไรเข้ามาให้น่าสนใจก็ทำ

การมีเพื่อนหลายแบบสอนอะไรบ้างในชีวิต ?

ต้าเหนิง: รู้สึกว่ามีเพื่อนเยอะ มีคนรู้จักเยอะ พอโตขึ้น จะรู้ว่ามีขอบเขตของมัน มีระดับ บางคนแต่ก่อนเคยสนิทมาก แต่วันนี้ไม่ได้สนิทแล้ว ไม่ได้โกรธเขา แค่รู้สึกว่าวันนี้ไม่ได้เข้ากันแล้ว ไม่ได้ทะเลาะ แล้วก็อาจจะมีสิ่งที่แต่ก่อนไม่ชอบเลยแต่ไม่พูด พอโตขึ้นรู้แล้วว่าไม่ชอบ และไม่จำเป็นต้องไปอยู่ตรงนั้น จะชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น มีวิจารณญาณในการใช้ชีวิตมากขึ้น เรียนรู้ที่จะพูดคำว่าไม่ และเคารพตัวเองว่าไม่ได้ชอบตรงนั้น รู้ว่าตรงไหนอยู่แล้วสบายใจ รับรู้พลังงานของคนที่อยู่ด้วยได้ว่าคนนี้เข้ากันได้หรือไม่ได้ พอโตขึ้น ใครที่ไม่เข้ากันก็แค่ถอยออกมา ไม่ได้มีปัญหาอะไร Sense อาจจะคมขึ้นเพราะเจอคนมาหลายแบบ

นิยามของความสัมพันธ์ที่ดีคืออะไร ?

ต้าเหนิง: ตอนนี้รู้สึกว่าคือความสบายใจ เคยไปเที่ยวกับเพื่อน 2 กลุ่มไหม กลุ่มหนึ่งอยู่ด้วยแล้วสบายมาก กับอีกกลุ่มที่ต้องสังเกตบรรยากาศตลอดเวลา แล้วจะรู้สึกว่าอยากอยู่กับคนที่สบายใจมากกว่า เป็นคนชอบอ่านสถานการณ์อยู่แล้ว แต่บางสถานการณ์รู้สึกว่าไม่ใช่ ต้องคิดเยอะเวลาอยู่ด้วย ตอนนี้เลยเลือกความสบายใจไว้ก่อน เพราะเหนื่อยแล้ว

พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ในทุกวันนี้คืออะไร ?

ต้าเหนิง: พื้นที่ปลอดภัยยังเป็นคนที่รู้สึกว่าคุยด้วยได้ตลอด พยายามคุยกับเพื่อนและผู้คนให้เยอะขึ้น เพราะรู้สึกว่าข้อเสียของตัวเองคือการไม่พูด

ความเป็น Introvert และการไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ?

ต้าเหนิง: ใช่ รู้สึกกับเพื่อน ๆ ก็จะไม่ค่อยเล่าอะไร แต่ข้อดีคือปันปันจะชอบถาม ทุกครั้งที่ถามเราก็เล่า แต่จะไม่ได้เล่าแบบลงรายละเอียดมาก ยกเว้นอยากฟังสรุป ปันปันเป็นเพื่อนที่ถามจี้ก็เลยจะรู้ ส่วนคนอื่นที่ถามผ่าน ๆ หรือไม่ได้ถาม ก็จะไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่ายังไง เพราะธรรมชาติเราคือเป็นคนที่ซัพพอร์ตคนอื่นมาตลอด จนเคยชินแต่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่กล้าพูดว่าเรามีปัญหาอะไร เพราะรู้สึกว่าทุกคนเขาก็มีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว ทุกครั้งที่รับสายเพื่อน ทุกคนจะมีเรื่องของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งเราชอบเวลาที่เพื่อนหรือใครนึกถึง รู้สึกว่าตัวเองพึ่งพาได้ และอยากจะช่วยแก้ปัญหาให้เพื่อนทุกคน แต่ข้อเสียคือเราไม่รู้วิธีการถ่ายเทพลังงานออก เพราะรับทุกอย่างมาหมด เหมือนเป็นเพราะอาชีพนักแสดงด้วยที่ทำให้ Empath ต้องใช้ความรู้สึกตลอดเวลา ถ้าเดินเข้าไปในห้องที่พลังงานไม่ดี จะหมดพลังเลย แล้วถ้าเพื่อนรู้สึกแย่ก็จะไม่กล้ามีความสุข เพราะจะรู้สึกว่าเราจะมีความสุขหรือมีเรื่องดี ๆ ในขณะที่เพื่อนเศร้าได้ยังไง ต้องทำให้เพื่อนแฮปปี้ก่อน เรื่องคนอื่นจะมาก่อนตัวเองเสมอ นั่นคือข้อเสียที่ได้เรียนรู้ในวันนี้

‘ลิซ่า’สวยสะกดโลก! ปรากฏตัวงานกาล่า Bvlgari นิวยอร์ก ในชุดเดรสคอร์เซ็ทลูกไม้สุดเซ็กซี่

10 กันยายน 2569 เวลา 11:01 น.

สร้างความฮือฮาและดึงดูดทุกสายตาได้อีกครั้ง สำหรับศิลปินสาวระดับโลก “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ที่ล่าสุดเดินทางไปร่วมงานกาล่าสุดหรูของแบรนด์อัญมณีชั้นนำอย่าง Bvlgari ณ มหานครนิวยอร์ก ในฐานะ Global Ambassador

การปรากฏตัวในครั้งนี้ ลิซ่ามาในลุคสวยเฉี่ยวปนเซ็กซี่ลึกลับ ด้วยชุดเดรสคอร์เซ็ทลูกไม้สีดำเรียบหรูจากแบรนด์ Maria Belik ที่ดีไซน์เน้นสัดส่วนอย่างเด่นชัด พร้อมเพิ่มความโดดเด่นสะกดตาด้วยเครื่องประดับชั้นสูงจากคอลเลกชัน Serpenti Infinito ของ Bvlgari ซึ่งช่วยคอมพลีทไลน์เรือนร่างและสะท้อนออร่าความงดงามระดับอินเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทันทีที่มีภาพบรรยากาศเปิดเผยออกมา ทั้งแฟลชจากช่างภาพสื่อมวลชนและเสียงฮือฮาจากแฟนคลับทั่วโลก ต่างพากันชื่นชมในความสวยสง่าและสไตล์การแต่งตัวที่ไร้ที่ติ ส่งให้ลุคนี้กลายเป็นกระแสไวรัลบนโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว

สามีแห่งชาติออกโรง’ยิว ฉัตรมงคล’โดดป้องภรรยา ‘เจนนี่’โต้กลับแซ่บ…ใครกันแน่ที่ต้องเกาะคนอื่นเอาแสง

10 กันยายน 2569 เวลา 10:48 น.

กลายเป็นประเด็นเดือดบนโลกโซเชียล เมื่อ ยิว ฉัตรมงคล สมแก้ว ออกมาโพสต์ข้อความตอกกลับกลุ่มคนที่ชอบแซะ พยายามใส่ร้าย และด้อยค่าความสำเร็จของตนเองและครอบครัว (เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น) อย่างต่อเนื่อง

โดย ยิว ฉัตรมงคล ได้ระบุข้อความฟาดกลับกลุ่มคนดังกล่าวอย่างเผ็ดร้อน ใจความว่า

“ถ้าเจนไม่ได้ดัง มีความสามารถจริงและมีแสงในตัวเองจริง คงดับไปนานแล้ว และความสำเร็จของเจนแต่ละอย่างก็ไม่เคยเห็นว่า เจน ต้องไปเกาะหรือพาดพิงใครเพื่อให้ได้แสง เค้าใช้ชีวิตและทำงานเองของเค้ามาตลอด”

“มีแต่พวกมึงแหละที่มาพาดพิงกระแนะกระแหนเค้าเพื่อเอาแสง ก็เห็นกันชัดๆ ว่าใครกันแน่ที่หิวแสง ใครกันแน่ที่กระจอก ทำไม่ได้สักเศษเสี้ยวเค้า เสือกอยากมีบท พยายามให้เค้าเหี้ยให้ได้เลวให้ได้ จะให้มันกระจอกให้ได้ รับไม่ได้ที่มันเก่งมันดี ต้องหามุมแซะหามุมตำหนิให้ได้”

นอกจากนี้ ยิว ยังได้แชร์ข้อความสะท้อนใจผ่านทางสตอรี่และหน้าโพสต์เพิ่มเติมถึงคนที่คอยตามอิจฉาและแซะคนอื่นว่า

“บุคคลประเภทที่น่าสงสาร และน่าสมเพชเวทนาที่สุด คือ คนที่เป็นทุกข์ รังเกียจ เคียดแค้น ทรมานแสนสาหัส เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีความสุข จุกอกตายไปเลยจะได้พ้นทุกข์”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีแฟนคลับและชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็น ให้กำลังใจ และกดไลก์กันเป็นจำนวนมาก