หอมกลิ่นพริกไทย @ก๋วยจั๊บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/483053

หอมกลิ่นพริกไทย @ก๋วยจั๊บ

โดย…ภาพ พี่เวส

วันนี้พี่เวสพามาตามล่าร้านเด็ดไกลสักหน่อย แถวรามอินทราตัดเข้าสู่เส้นนวมินทร์ เป็นตลาดขายต้นไม้ราคาย่อมเยา แถมเจ้าของร้านยังพูดคุยกับลูกค้าด้วยความเป็นกันเอง

เดินชมต้นไม้ได้สักพักก็เริ่มรู้สึกหิวเลยมาฝากท้องร้านใกล้ๆ สะดุดตาตรงที่ความสะอาดสะอ้าน ร้านนี้มีชื่อเท่ๆ ว่า @ก๋วยจั๊บ ที่แรกเริ่มเจ้าของร้านเปิดร้านขายอาหารใต้มาก่อน แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องเปิดโรงพิมพ์จึงไม่ค่อยมีเวลา จึงหันมาเปิดร้านขายกวยจั๊บในช่วงเย็นหลังที่ปิดโรงพิมพ์แล้ว โดยเริ่มขายตั้งแต่ 5 โมงเย็นยาวไปถึง 5 ทุ่ม

สูตรเด็ดเคล็ดลับความอร่อยของกวยจั๊บร้านนี้อยู่ที่การปรุงน้ำซุปให้มีรสจัด หอมกลิ่นพริกไทยลอยฟุ้ง และนานาเครื่องใน ทั้งหัวใจ ไส้ ตับ ปอด ก็ล้างทำความสะอาดมาเป็นอย่างดีไร้กลิ่นคาว หมูกรอบก็กรอบได้ใจแถมยังไม่เหม็นหื่นสัมผัสได้ถึงความสดใหม่ เจ้าของร้านบอกว่าเป็นสูตรของที่บ้านที่กินมาตั้งแต่ตอนเด็ก

นอกจากนี้ ยังมีข้าวหมูแดง หมูกรอบ ที่ได้สูตรมาจากเชียงใหม่ และติดใจรสชาติมาตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มเช่นกัน เอาเป็นว่าถ้าวันไหนผ่านไปดูต้นไม้แถวนั้นก็แวะมากินกันดูรับรองจะติดใจ

ร้านเปิดตั้งแต่วันจันทร์-วันเสาร์ หยุดวันอาทิตย์ 1 วัน หาไม่เจอ โทร.09-0994-3045

 

หลินฟ้า ตำนานอาหารจีนมัดใจรุ่นเก๋า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/482517

 

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ไม่ผิดเลยหากจะกล่าวว่า หนึ่งในตำนานของร้านอาหารจีนเก่าแก่ มีศิลปะการปรุงอาหารที่เป็นเลิศ อีกมีรสชาติที่มัดใจนักชิมรุ่นเก๋ามานานแสนนาน จะต้องมีชื่อของ ห้องอาหารจีนหลินฟ้า โรงแรมเดอะ สุโกศล อยู่ด้วยแน่นอน

ที่นี่เปิดดำเนินการมายาวนาน ขึ้นชื่อเรื่องอาหารจีนรสเลิศและบรรยากาศที่หรูหรา ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ดึงดูดแขกจากทั่วฟ้ากรุงเทพฯ ให้เข้ามาใช้บริการ นับตั้งแต่ราชวงศ์ นักการเมือง ข้าราชการชั้นสูง ผู้มีชื่อเสียงในวงสังคม รวมทั้งนักกินนักดื่มทั้งหลาย

 

ไม่แปลกที่จะบอกว่า หลายคนและหลายรุ่นเป็นแฟนพันธุ์แท้ของห้องอาหารจีนแห่งนี้ รุ่นพ่อมากินแล้วติดใจ ถ่ายทอดต่อมายังรุ่นลูก ที่ปัจจุบันก็ยังเป็นแฟนติดตามมากินจากรุ่นสู่รุ่น นับเป็นความภูมิใจและเป็นเกียรติของห้องอาหารเก่าแก่ที่สามารถดึงดูดแขกจากทุกระดับ ทุกกลุ่ม ทุกวัย

ความนิยมชมชอบและชื่อเสียง เป็นสัญลักษณ์สำคัญของที่นี่ โดยเฉพาะบรรดานักการเมืองทั้งหลาย ที่นับตั้งแต่ปี 2532 อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือในสมัยต่อๆ มา เช่น ในยุคของอดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา รวมทั้งนักการเมืองและบุคคลชั้นสูงในวงสังคมอีกหลายท่านหลายคน ที่ต่างก็มาใช้บริการอาหารจีนรสเลิศที่หลินฟ้าทั้งสิ้น

 

ความโดดเด่นคือความเสมอต้นเสมอปลายในการรักษาคุณภาพและรสชาติของเมนูต่างๆ  โดยคงคุณค่าในรสชาติดั้งเดิมแท้ๆ แบบอาหารราชสำนัก เมนูขึ้นชื่อมีเป็ดปักกิ่ง ที่บางกรอบ ไร้มัน กุ้งกระจกราดครีมซอส ที่รสชาติเด็ดไม่เหมือนใคร ซุปกระเพาะปลาน้ำแดงหม้อดิน ที่เข้มข้นและให้ความหอมเหลือล้ำ อีกติ่มซำเต็มคำหลากหลายเมนู ที่ต้องยกนิ้วให้ว่าอร่อยจริง

หลินฟ้าเพิ่งได้รับการตกแต่งภายในใหม่ครั้งใหญ่ในปี 2551 เปลี่ยนโฉมจากร้านชาจีน เป็นห้องอาหารที่มีบรรยากาศร่วมสมัย เก๋ และหรู โดยในทันทีที่เดินเข้าไปก็สัมผัสได้กับความคลาสสิก ห้องโถงกลางทรงไว้ด้วยความโอ่โถง แผ่นกระจกชุบโครเมียมถูกออกแบบอย่างมีสไตล์เฉพาะ ผสมกลมกลืนกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มและเสาหินอ่อน ทำให้บรรยากาศงดงามและอ่อนโยนอย่างประหลาด ผนังห้องผ้าไหมนั้นเล่า ก็ขับภาพเขียนดอกไม้จีนแสนงามให้ได้อยู่ร่วมกับงานศิลปะตะวันตกได้ไม่แปลกตาหรือแปลกแยก

 

ที่นี่มีพื้นที่กว้างขวาง รองรับแขกได้มากกว่า 189 ที่นั่ง รวมทั้งยังมีห้องพิเศษอีก 10 ห้อง ซึ่งจะรองรับแขกได้ตั้งแต่ 10-40 คน ห้องประชุมขนาด 15 ที่นั่ง เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. สำหรับมื้อกลางวัน และ 18.00-22.30 น. สำหรับมื้อค่ำ โปรโมชั่นบุฟเฟ่ต์ติ่มซำ มื้อกลางวัน ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ราคา 695 บาท++ และโปรโมชั่นบุฟเฟ่ต์ติ่มซำและเป็ดปักกิ่งไม่อั้น มื้อค่ำ ทุกวันศุกร์และเสาร์ ราคา 1,288 บาท++ โทร. 02-247-0123 ต่อ 1820

What’s for Pudding?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/482497

What’s for Pudding?

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

พูดถึงพุดดิ้ง แล้วไม่เอ่ยถึง Custard Pudding ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของพุดดิ้งสไตล์ตะวันตกแท้ๆ ขนมง่ายๆ ที่ช่วยคุณแม่บ้าน รวมไปถึงเชฟขนมหวานให้มีขนมง่ายๆ เอาไว้โชว์ฝีมือเบื้องต้นแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก เนื่องจากคัสตาร์ดพุดดิ้ง มีส่วนผสมไม่กี่อย่าง ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่ทุกคนมักมีติดอยู่ในครัว แค่ไข่ไก่ นมหรืออาจจะเป็นครีม น้ำตาลทราย และวานิลลา เพียงแค่นี้ก็ได้ขนมในสไตล์คัสตาร์ดพุดดิ้งแล้ว

แต่จะได้คัสตาร์ดพุดดิ้งในรูปแบบไหนนั้น ต้องมาคุยกันอย่างละเอียดสักนิด เพราะถ้าพูดว่า Custard Pudding ในแบบอังกฤษ ยังปวดหัว เพราะอาจหมายถึงขนมเค้กแฉะฉ่ำๆ ใส่ลูกเกดแล้วราดด้วยคัสตาร์ดซอส หรืออาจหมายถึง Pot de creme ของฝรั่งเศสที่เป็นรสวานิลลาธรรมดาได้จากการตุ๋น คล้ายๆ ไข่ตุ๋นบ้านเราว่าไปแล้วคล้ายๆ Creme Caramel ที่คว่ำจากพิมพ์ และมีสีคาราเมลเคลือบด้านบน ต่างกันตรง Pot de Creme รสวานิลลาจะไม่คว่ำจากพิมพ์ ฟังแล้วอาจจะเครียด เพราะสั่งอย่างหนึ่งอาจได้รับประทานอีกอย่างหนึ่ง

ถ้าพูดถึงพุดดิ้งวานิลลาหรือพุดดิ้งคัสตาร์ดรสวานิลลาในแบบอเมริกัน มักจะหมายถึง Pastry Cream หรือคัสตาร์ดข้นๆ ที่ใช้ช้อนตักกิน ได้จากการกวนนม ไข่ไก่ น้ำตาลแล้วมีแป้งข้าวโพดเป็นตัวช่วยให้ข้นขึ้น ถือเป็นขนมยอดฮิตในยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม หลังจากสงครามกลางเมืองเพราะแป้งข้าวโพดถูกคิดค้นขึ้นมาในช่วงนั้น ทำให้ขนมอะไรๆ ก็ใส่แป้งข้าวโพดไปเสียหมดในช่วงยุคนั้น

 

สำหรับสาย Fine Dining แบบฝรั่งเศสนั้น Custard Pudding อาจหมายถึง Creme Caramel ที่นุ่มละมุนเกิดจากไข่แดง ผสมสัดส่วนของไข่ขาวน้อยกว่า ใช้นมและเติมความหวานด้วยน้ำตาลค่อยทำให้สุกอย่างช้าๆ จนไข่ไม่รู้ตัวว่าสุก ไปพร้อมๆ กับกรุ่นกลิ่นคาราเมลด้านล้างถ้วย เมื่อสุกและเย็นตัวดีแล้ว ทันทีที่คว่ำออกจากพิมพ์ กลิ่นของคาราเมลไหลเคลือบทั่วทั้งชิ้นขนมจนส่งกลิ่นหอมคาราเมล ซอสขมๆ นี่เแหละที่ช่วยสร้างเสน่ห์ได้ดี

ในยุคปัจจุบัน “Interpretation” หรือการแปลความของคัสตาร์ดพุดดิ้งเปลี่ยนไปเสียเยอะ จากขนมแหยะๆ อี๋ๆ ไม่ได้อร่อยสำหรับทุกคน เพราะมีแค่แป้ง น้ำตาล ไข่ไก่ กวนกับแป้ง ส่วนผสมง่ายๆ โดนปรับเปลี่ยนให้หรูหราและเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพวัตถุดิบดีๆ ไม่ว่าจะเป็นคัดสรรนมที่ใช้ ทั้งนมฮอกไกโด นมออร์แกนิก มาผสมผสานกับวานิลลาจากแหล่งดีๆ จนปัจจุบันเราเห็นพุดดิ้งขวดเล็กๆ ขวดละ 50 บาทไปจนถึงเป็นหลักร้อยก็ยังมี เรียกว่าถือเป็นการจับมาทำ Marketing ใหม่ให้ขนมคัสตาร์ดพุดดิ้งได้ทัดเทียมขนมชนิดอื่นๆ

วิถีในการปฏิรูปคัสตาร์ดพุดดิ้งอาจปรับเปลี่ยนไปจากเดิม อาจมีแบบคัสตาร์ดที่สุกนุ่มละมุมจากการตุ๋นช้าๆความร้อนต่ำๆ ไปจนถึงการใช้เจลาตินมาช่วยให้คัสตาร์ดละมุนและละลายในทันทีที่เข้าปากไป

ฉบับนี้จึงขอนำเอาสูตรคัสตาร์ดพุดดิ้งที่การันตีว่าไม่ได้ยากจนเกินไป แต่รับรองว่าทำทุกครั้งจะได้ผลดีใกล้เคียงเดิมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องของการคุมไฟให้คัสตาร์ดสุกพอดี เพราะเราใช้เจลาตินเป็นตัวช่วย อย่าลืมว่าคัสตาร์ดพุดดิ้งที่อร่อยต้องแช่เย็น เพื่อรักษาความอร่อยไว้ ออกจากตู้เย็นเมื่อใดต้องรับประทานทันทีเพราะเสียได้ง่ายมากค่ะ

Samurai Pudding

ส่วนผสมคัสตาร์ด

นมจืด 750 มล.

น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ

วานิลลาเพลส 1 ช้อนโต๊ะ

นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ

วิปครีม 250 มล.

ไข่แดง 6 ฟอง

แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

เจลาติน 8 แผ่น (แผ่นสั้น)

ส่วนผสมคาราเมล

น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย

น้ำเปล่า 1 ถ้วย

เจลาติน 1 แผ่น

วิธีทำ

แช่เจลาตินไว้ในน้ำเย็นจนนุ่มทั้งแผ่น

สำหรับคาราเมล : ใส่น้ำตาลลงในหม้อเนื้อหนาพร้อมกับน้ำเล็กน้อย ตั้งไฟอ่อนรอให้กลายเป็นคาราเมล เติมน้ำตาลลงไปพยายามระมัดระวังกระเด็น เติมน้ำสะอาดลงไป พร้อมกับเจลาตินที่แช่ไว้จนนุ่ม คนให้ละลายทั้งหมด ตักใส่ภาชนะหรือพิมพ์ที่เลือกไว้ กะให้เคลือบทั่วก้นพิมพ์ พักไว้รอส่วนคัสตาร์ด

สำหรับส่วนคัสตาร์ด : นำนมจืด น้ำตาลทรายตั้งไฟให้เดือดเบาๆ เติมวานิลลาลงไป

ในชามอีกใบ ผสมนมข้นหวาน วิปครีม ไข่แดงและแป้งข้าวโพด คนให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

เติมนมร้อนๆ ลงในส่วนไข่แดง คนให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมส่วนผสมกลับลงในหม้อ คนไปเรื่อยๆ ที่ไฟอ่อนจนเดือดเบาๆ เติมเจลาตินที่นุ่มแล้วลงไป

ตักใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ แช่เย็นไว้จนกว่าจะคงตัว ประมาณ 1 คืนจะได้ผลดีที่สุด เสิร์ฟเย็นๆ

 

หนึ่งปูม้า ทะเลเผา เสิร์ฟความสด…จากทะเลเมืองจันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481532

หนึ่งปูม้า ทะเลเผา เสิร์ฟความสด...จากทะเลเมืองจันท์

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

อยากกินซีฟู้ดสดๆ เหมือนยกทะเลเมืองจันท์มาเสิร์ฟ ไม่ต้องขับรถไปต่างจังหวัดให้เปลืองน้ำมัน แค่แวะมาที่นี่ “หนึ่งปูม้า ทะเลเผา” ไม่ใกล้ไม่ไกลบีทีเอส สถานีกรุงธนบุรี แม้จะเป็นร้านห้องแถวเล็กๆ ริมถนน รับลูกค้าได้เพียงไม่กี่โต๊ะ แต่เรื่องความสดของร้านนี้ต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดา

เพราะที่นี่เขารับของทะเลสดๆ ทั้งกุ้งสด หมึกสด ปูม้าเป็นๆ ปูใบ้ก้ามโตๆ ส่งตรงทุกวันมาจากจันทบุรี รับประกันความสดโดยคนเมืองขลุง ดีกรีอดีตปลัดอำเภอ นารถนภา นามวงษ์  เจ้าถิ่นอย่าง “ปลัดเล็ก” ลงทุนลาออกมาเปิดร้านเองทั้งที คงไม่ยอมให้เสียชื่อคนเมืองจันท์

 

มาร้านหนึ่งปูม้าทั้งที คงมาไม่ถึงถ้าไม่กินปู ปูม้าเป็นๆ เพิ่งตักขึ้นมาจากน้ำ นึ่งร้อนๆ เนื้อสดแน่น หวานฉ่ำ ไข่เต็มกระดอง จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ ปู 3 ตัวแน่นๆ น้ำหนักโลกว่านิดๆ จานนี้ ถ้าจ่ายแบงก์พัน บอกเลยว่ายังมีเงินเหลือให้สั่งฮ่อยจ๊อทอดร้อนๆ มากินต่อได้อีก 2 จาน

หลายคนชอบกินปูแต่ขี้เกียจแกะ ทางร้านก็มีเมนูขายดีอย่างกรรเชียงปูนึ่งไว้บริการ ส่วนของดีประจำถิ่นที่จัดว่าเด็ดหากินที่อื่นยากต้องยกให้ก้ามปูใบ้นึ่ง ส่งตรงมาจากเมืองจันท์ ลูกสาวปลัดเล็ก
กมลชนก ธิราศักดิ์ บอกว่าเอกลักษณ์ของปูใบ้โดดเด่นตรงที่เป็นปูก้ามโต เวลาจับขึ้นมาชาวบ้านจะใช้วิธีอนุรักษ์ กินเฉพาะแต่เพียงก้าม แล้วปล่อยตัวปูกลับคืนสู่ธรรมชาติ รอเวลางอกก้ามใหม่ขึ้นมาแทน ใครอยากรู้ว่าก้ามปูใบ้อร่อยแค่ไหนต้องไปลอง

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูเด่นอื่นๆ ทั้งกุ้งแชบ๊วยตัวโตเอามาทำได้หลากหลายเมนู  ปูอบวุ้นเส้น ปูนิ่มสดตัวเป็นๆ เอามาทอดกระเทียม ยำไข่แมงดา ยำสามไข่ สั่งจานเดียวได้กินแบบ 3 อิน 1 รวมมิตรไข่ปู ไข่ปลา ไข่แมงดากับน้ำยำรสจัดจ้าน หอยนางรมสดๆ และที่พลาดไม่ได้คือหมึกแดดเดียว หมึกผัดไข่เค็ม ทั้งเนื้อทั้งหนวดสดเด้งจากธรรมชาติ มั่นใจปลอดภัยไร้สารฟอร์มาลีน เพราะทางร้านขับรถไปขนมาเอง แถมยังเป็นเอเยนต์ต้นทางส่งของทะเลสดจากเมืองจันท์กระจายให้ร้านอาหารในกรุงเทพฯ

คุณกิ่ง ลูกสาวปลัดเล็ก บอกว่า อาหารที่ร้านจะเป็นรสชาติแบบทำกินเองที่บ้าน จึงพิถีพิถันในเรื่องวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นเมนูแกงส้ม แกงป่า เน้นว่าต้องใช้พริก ใช้เครื่องแกงตำเองสดๆ ควบคุมคุณภาพโดยปลัดเล็กผู้เป็นแม่ส่งตรงมาจากเมืองจันท์อีกเช่นกัน

 

ร้านหนึ่งปูม้าทะเลเผาที่สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี ถือเป็นสาขา 2 ของครอบครัวที่มาเปิดในกรุงเทพฯ โดยสาขาแรกที่โด่งดังอยู่แถวรามคำแหง ก็เป็นพี่ๆ น้องๆ ของปลัดเล็กที่มาบุกเบิก เป็นเครือญาติคนเมืองจันท์เหมือนกัน เลยใช้ชื่อเดียวกันมาแตกเป็นสาขา แต่รสชาติ 2 ร้านต่างคนต่างจะโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง

ใครอยากมาลองรสชาติความอร่อยจากทะเลเมืองจันท์ที่หากินได้ในย่านฝั่งธนฯ พิกัดร้านหาไม่ยากอยู่ริมถนน เชิงสถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี ติดปั๊มบางจาก ฝั่งขาออกที่จะไปทางถนนเพชรเกษม เป็นร้านเล็กๆ แต่คุณภาพความสดไม่ต่างจากร้านใหญ่ๆ ร้านนี้ไม่มีห้องแอร์ ไม่มีที่จอดรถ ต้องจอดรถริมฟุตปาท หรือเข้าไปจอดในปั๊ม ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 4 โมงเย็น ปิด 5 ทุ่ม หยุดทุกวันพุธสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของเดือน ทางร้านยังมีบริการส่งอาหารทะเลสดๆ แบบเดลิเวอรี่ผ่านบริการลาล่ามูฟ โทรสอบถาม จองโต๊ะ หรือสั่งอาหารได้ที่เบอร์ 08-5144-0022 และ 08-9696-1706  Facebook : หนึ่งปูม้าทะเลเผา สาขา 2 ฝั่งธนบุรี

 

ฟูล เฟลเวอร์ เข้มข้นรสไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481387

ฟูล เฟลเวอร์ เข้มข้นรสไทย

โดย…ชายโย

ท่ามกลางร้านอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น และยุโรป ร้านอาหารไทยนามฟูล เฟลเวอร์ กลับโดดเด่นสวนกระแสอาหารต่างชาติ ขึ้นมาโลดแล่นด้วยรสชาติแบบรสมือแม่ อาหารที่ร้านนี้จึงไม่เพียงแต่มีรสชาติอร่อยเพียงอย่างเดียวเมื่อรับประทานไปแล้วเราจะได้รับรู้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้กลับไปรับประทานอาหารที่บ้าน

 

โชติกา ตรีรัตนชาติ เจ้าของร้านเล่าถึงร้านฟูล เฟลเวอร์ ชั้น 6 อาคารเฮลิกซ์ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ด้วยความภูมิใจว่า ร้านนี้เริ่มต้นจากสูตรเย็นตาโฟ ของคุณแม่ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของคุณแม่ จึงนำสูตรนี้มาเปิดร้านอาหารควบคู่กับเมนูอาหารอื่นๆ ซึ่งผ่านการเลือกสรรวัตถุดิบ และขั้นตอนการประกอบอาหารและควบคุมการทำงานโดยเจ้าของเอง โดยปรุงใหม่แบบชามต่อชาม เพื่อให้รสชาติของอาหารคงคุณภาพ

แม้แต่เมนูก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ก็ไม่ต้มน้ำซุปรอเอาไว้ แบบนั้นรสชาติจะไม่สม่ำเสมอ รับประทานตอนเช้าจะได้รสชาติแบบนึง พอตกบ่ายน้ำซุปเริ่มงวดรสชาติก็เค็มขึ้น แต่สำหรับการปรุงใหม่ ความคงที่ของรสชาติจะเท่ากัน ไม่ว่าจะมากินเวลาไหนก็ตาม

พอเป็นร้านขึ้นห้าง ใครต่อใครก็อาจสงสัยเรื่องของราคา ซึ่งที่นี่สมเหตุสมผล วัตถุดิบในชามก็ใช้ของคุณภาพดีที่สุด อย่างเย็นตาโฟก็เสิร์ฟมาพร้อมกับกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำใช้หมูบะช่อปรุงรสชาติอย่างหอมหวาน รับประทานเคล้ากับน้ำต้มยำเปรี้ยวนำเผ็ดและหวานเค็มตาม เมนูข้าวเหนียวคอหมูย่าง ที่เลือกสรรส่วนที่ดีที่สุดของคอหมูให้ความนุ่มหวาน รับประทานพร้อมข้ามเหนียวนุ่มๆ จิ้มแจ่วอร่อยสุดๆ หรือจะเป็นเมนูประยุกต์อย่างลาบปลาแซลมอน บอกเลยว่าว่าแซ่บมาก

ร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-033-6219

 

เมธาวลัย ศรแดง 60 ปี ตำนานอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481384

เมธาวลัย ศรแดง 60 ปี ตำนานอาหารไทย

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในวัย 30 ปีขึ้นไป คงต้องเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างกับร้านอาหารไทยระดับตำนานที่ชื่อ เมธาวลัย ศรแดง และถ้าหากคุณอยู่ในวัย 40 ปีขึ้นไป และใช้ชีวิตผ่านไปมาย่านราชดำเนิน-บางลำภู คงต้องมีสักครั้งในชีวิตที่คุณเคยเข้ากินอาหารที่ร้านแห่งนี้

ร้านอาหารแห่งนี้เปิดมาครบ 60 ปี โดยเปิดมาตั้งแต่ปี 2500 ตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนินบริเวณหัวมุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตรงข้ามกับโรงเรียนสตรีวิทย์ มีชื่อเสียงในด้านรสชาติอาหารไทยต้นตำรับระดับชาววัง โดยเมื่อ 40 ปีแรกใช้ชื่อว่า ศรแดง จนกระทั่งเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนมาเป็น เมธาวลัย ศรแดง แม้จะตกแต่งให้หรูหราอลังการขึ้น แต่ด้านรสชาติอาหารยังคงความเป็นอาหารไทยแท้ๆ ปรุงอาหารไทยด้วยวิธีการดั้งเดิม

 

ผู้จัดการร้าน บอกว่า ทุกวันนี้การปรุงอาหารก็ยังใช้มะพร้าวขูด ใช้มือคั้นกะทิ ไม่ใช้กะทิกล่อง ยำ หรือต้มยำต่างๆ ยังคงใช้มะนาว ไม่ว่ามะนาวจะแพงไปถึงลูกละ 15 บาท ก็ยังใช้มะนาวสด ไม่ใช้มะนาวขวดหรือน้ำมะขามทดแทนแต่อย่างใด ยังคงใช้เครื่องเทศไทยทั้งสดและแห้ง ยังคงรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมในการปรุงอาหารไว้อยู่เสมอ โดยราคาอาหารจะเริ่มต้นที่ 120 บาทขึ้นไป ส่วนเครื่องดื่มจะเป็นผลไม้สด ไม่ใช้น้ำผลไม้กระป๋องหรือผลไม้กล่อง เพราะเน้นความสดใหม่ สะอาด เป็นพื้นฐานในการให้บริการ หากเป็นหน้าเทศกาลก็จะมีอาหารตามฤดูกาล เช่น ข้าวแช่ สะเดาน้ำปลาหวาน

นอกจากนั้น ยังมีเมนูขึ้นชื่อที่อร่อยระดับตำนานอย่าง หมี่กรอบ หมูสะเต๊ะ ฟองเต้าหู้ทอดสอดไส้ ยำส้มโอ ยำถั่วพู ยำมะระกุ้งสด ข้าวตั้งหน้าตั้ง แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ห่อหมกปลา ขนมจีนน้ำยา แกงเลียงกุ้งสด เนื้อปลาเก๋าต้มยำโหระพา เนื้อปลาเก๋าต้มยำกระชาย กุ้งแม่น้ำนึ่งมะนาว ส่วนของหวานพวกน้ำกะทิก็มีหลากหลายเมนู

 

เมนูที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ว่าจะเป็น กระทงทอง ซึ่งตัวกระทงจะนวดแป้งทำเองจะมีความกรอบบาง แกงส้มปักษ์ใต้ใส่ปลาเก๋า ยำตะไคร้ที่ซอยตะไคร้ด้วยความละอียดนิ่มนวลใส่กุ้งสดหวานนุ่ม ยำหัวปลีกับปูนิ่ม ทอดมันปลากรายพร้อมน้ำอาจาด

ถือว่าเป็นร้านอาหารที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน เพราะชัยภูมิอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ เมื่อเกิดการประท้วงครั้งใดก็ไม่พ้นจะได้รับผลกระทบ แต่ก็สามารถยืนหยัดฝ่าฝันมาได้ตลอดระยะเวลา 60 ปีมานี้ ทั้งเมนูหลากหลายถึง 100 กว่าเมนู แต่เมนูที่เป็นที่นิยมในหมู่ลูกค้าสั่งประจำอยู่ประมาณ 30 เมนู มีที่นั่งได้ถึง 180 ที่นั่ง และยังมีห้องสำหรับ 15-20 ที่นั่ง อีก 2 ห้อง สำหรับลูกค้าที่มาเป็นหมู่คณะและต้องการความเป็นส่วนตัว

 

นอกจากนี้ ยังเปิดโซนใหม่ สำหรับลูกค้าที่ต้องการจัดเลี้ยงบริษัท หรือจัดประชุมสัมมนาเลี้ยงกลุ่มย่อย หรือจัดงานหมั้น งานแต่งขนาดย่อม สำหรับคนกลุ่มใหญ่ตั้งแต่ 60-100 คน รวมทั้งมีห้องพักระดับโรงแรม 3 ดาว อีก 36 ห้อง มีที่จอดรถสะดวกสบายได้ 50 คัน

ดนตรีไทยในแนวสุนทราภรณ์ และเพลงอมตะสากล ยังคงบรรเลงให้ฟังชื่นใจ ยังมีให้ความบันเทิงรื่นรมย์ทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-14.00 น. และ 20.00-24.00 น. ร้านอาหารเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 10.30-23.00 น. ไม่มีวันหยุด โทร. 02-224-3088

 

มากิซูชิ ม้วนๆ ให้อร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481381

มากิซูชิ ม้วนๆ ให้อร่อย

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนึ่งในจานโปรดของสายอาหารญี่ปุ่น จะต้องมี “ซูชิ” (Sushi) อยู่ด้วยอย่างแน่นอน จริงๆ แล้ว ซูชิ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากปลาดองในข้าวของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประมาณปลาร้า ปลาเจ่า ปลาส้ม อะไรแบบนี้) ซึ่งชาวเอเชียอาคเนย์จะเลือกกินเฉพาะส่วนปลา ขณะที่ข้าวจะโยนทิ้งไป

ปลาดองข้าว ที่เรียกว่า นาเระซูชิ (Narezushi) เข้าสู่ญี่ปุ่นผ่านทางจีนไปราวๆ ศตวรรษที่ 3-5 โดยชาวอาทิตย์อุทัยได้นำมาพัฒนาเป็นซูชิในเวอร์ชั่นของตัวเอง จากต้นฉบับปลาดองเปรี้ยวๆ ผนวกกับข้าวรสชาติออกเค็มๆ ในคราวเริ่มต้นอย่าง ฟูนาซูชิ (Funazushi) ที่สร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรกแถวๆ ทะเลสาบบิวะ ในยุคมุโรมาชิ (ปี 1336-1573) โดยเชื่อว่า ได้กินแล้วจะมีอายุยืนยาว ก่อนจะพัฒนากลายเป็นซูชิหน้าตาแบบที่เห็นกันทุกวันนี้ พร้อมภาพรวมของรสชาติสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า อูมามิ (Umami) หรือรสชาติที่กลมกล่อมนวลเนียนในหนึ่งคำ ก็ราวๆ ปลายยุคเอโดะ (ปี 1603-1867) สร้างสรรค์ขึ้นในเมืองโอซากา

คนที่ปฏิวัติหน้าตาและรสชาติของซูชิแบบอูมามิขึ้นเป็นคนแรก คือ ฮานายะ โยเฮ (มีชีวิตระหว่าง ปี 1799-1858) โดยเขายกเลิกการใช้ปลาหมักดองมาใช้ของสดใหม่ ทำให้การเตรียมซูชิสะดวกคล่องว่องไว ไม่ต้องรอเวลาดองปลาและข้าว นอกจากนี้ขนาดของซูชิแบบที่เห็นในปัจจุบันยังเป็นขนาดที่เล็กลงราว 1 ใน 3 ของขนาดซูชิยุคตั้งต้น โดยในตอนนั้นตั้งชื่อว่า เอโดะเม ซูชิ (Edomaezushi) ที่ทุกวันนี้ คำว่า เอโดะเม นิกิริซูชิ ก็ยังใช้อยู่ในความหมายของซูชิชนิดพรีเมียม ที่อาศัยของสดใหม่ตามฤดูกาล

ยุคเอโดะ หรือโมเดิร์นโตเกียว ยังได้มีการคิดค้นแผ่นสาหร่ายญี่ปุ่น (Nori Seaweed Sheet) ขึ้นมาได้ราวๆ ปี 1750 อีกด้วย และหลังจากนั้น “มากิซูชิ” (Makizushi) หรือ “โนริมากิ” (Norimaki) ที่ประกอบด้วยข้าวกับไส้ต่างๆ นำไปม้วนในแผ่นสาหร่าย ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

เรื่องราวของ มากิซูชิ บันทึกเอาไว้ครั้งแรกในหนังสือ Ryori Sankaikyo (ปี 1749) ซึ่งบรรยายว่าเป็นอาหารทะเลม้วนในเสื่อไม้ไผ่ (Makisu) แต่ไม่ใช่เวอร์ชั่นแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน ต้องมาดูในหนังสือ Shinsen Kondate buruishu (ปี 1776) ที่ว่า… วางแผ่นสาหร่ายอาซากุสะ-โนริ, แผ่ปลาปักเป้า ลงบนเสื่อไม้ไผ่ ก่อนจะใส่ข้าวลงไปให้ทั่วแผ่น เติมปลาหรือไส้อื่นๆ ก่อนที่จะม้วนเสื่อจากด้านหนึ่งให้แน่น

ในปี 1778 ไกด์บุ๊กร้านอาหารของญี่ปุ่น Shichijyugonichi เปิดเซ็กชั่นที่กล่าวถึงร้านที่เสิร์ฟ “โนริมากิซูชิ” เอาไว้โดยเฉพาะ ขณะที่หนังสือ Meihan Burui (ปี 1802) บรรยายเรื่องมากิซูชิเอาไว้อย่างน่ารับประทาน… “มีทั้งไส้ปลาซีบรีม หอยเป๋าฮื้อ เห็ดชิตาเกะ ผักชีมิตซึบะ ใบชิโสะ”

 

 

ชื่อ มากิซูชิ นำมาจากอุปกรณ์ที่ใช้ทำซูชิชนิดนี้นี่เอง ก็คือ มากิสึ (Makisu) หรือเสื่อไม้ไผ่ ที่ส่วนใหญ่แล้วจะมีขนาด 25 x 25 ซม. โดยปกติแล้วเชฟจะเลือกชนิดที่บางๆ ในการทำมากิซูชิ ส่วนแบบหนา มักใช้ในการบีบของเหลวออกจากส่วนผสมต่างๆ

โดยทั่วไป มากิซูชิ มักจะม้วนอยู่ในแผ่นสาหร่าย แต่ยิ่งนานวันมาเรื่อยๆ เมนูใหม่ๆ ก็ได้รับการคิดค้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการม้วนใส่ฟองเต้าหู้, ไข่หวาน, ใบชิโสะ, แตงกวาฝานบางๆ แล้วก็มีบ้างที่พลิกเอาสาหร่ายไว้ข้างใน นำไส้หรือข้าวออกมาไว้ข้างนอก

ฟูโตมากิ (Futomaki) เป็นมากิขนาดใหญ่ (ราว 5-6 ซม.ขึ้นไป) แบบที่มีสาหร่ายอยู่ด้านนอก ส่วนใหญ่จะใส่ไส้ 2-3 ชนิดขึ้นไป ในการทำมากิก็ยึดหลักเดียวกับการทำซูชิคือ นอกจากหน้าตาสีสันจะต้องสวยงามแล้ว ยังต้องให้ได้รสชาติแบบอูมามิอีกด้วย ดังนั้นไส้ที่ผสมปนเปกันหลายๆ อย่างนี้จะต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน ซึ่งแสดงรสมือของเชฟได้เป็นอย่างดี

 

ฟูโตมากิ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารมังสวิรัติ คือไร้เนื้อสัตว์ ไส้ที่นิยมคือแตงกวา หน่อไม้ดอง รากบัว ฯลฯ แต่บางทีก็เพิ่มเติมไข่หวาน (Tamagoyaki Omelette) ไข่ปลา ทูน่าสับ ปลาแห้ง เข้าไปบ้าง หลังจากใส่ข้าวที่ปรุงรสด้วยน้ำมันงาหรือน้ำมันชิโสะเล็กน้อย ม้วนมากิในสาหร่าย หั่นเป็นชิ้นๆ แล้ว มักจะเสิร์ฟคู่กับหัวผักกาดดอง

สำหรับ โฮโซมากิ (Hosomaki) เป็นมากิโรลล์ขนาดเล็ก (ไม่เกิน 1 นิ้ว) มีสาหร่ายอยู่ด้านนอกเช่นเดียวกัน ไส้ที่ใช้มีเพียงชนิดเดียว มีตั้งแต่ทูน่า แตงกวา หัวผักกาดดอง แครอต อโวคาโด ฯลฯ

โฮโซมากิ มีความหลากหลายมาก อย่างเช่น คัปปะมากิ (Kappamaki) เป็นชื่อเรียกของโฮโซมากิไส้แตงกวา ตั้งชื่อตามปิศาจในตำนานของญี่ปุ่น คัปปะ (Kappa) มักจะเสิร์ฟคั่นระหว่างการกินเมนูปลาดิบกับเมนูอาหารญี่ปุ่นประเภทอื่นๆ เพื่อเป็นการล้างปาก

 

เทคกะมากิ (Tekkamaki) เป็นชื่อเรียกของโฮโซมากิไส้ทูน่าดิบ คำว่า เทคกะ ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า เหล็กร้อนสีแดง ซึ่งบ่งบอกถึงสีสันของทูน่าดิบนั่นเอง ส่วน เนกิโทโรมากิ (Negitoromaki) คือโฮโซมากิไส้ทูน่าส่วนท้อง (โทโร่) สับละเอียดผสมกับต้นหอม สึนามาโยมากิ (Tsunamayomaki) เป็นโฮโซมากิไส้ทูน่ากระป๋องผสมมายองเนส

มากิชนิดพิเศษ เอโฮมากิ (Ehomaki) ที่หมายถึงความโชคดี มีไส้ถึง 7 อย่าง ได้แก่ หัวผักกาดดอง ไข่ ปลาไหล เห็ดชิตาเกะ ฯลฯ ซึ่งเชื่อว่าถ้าได้กินแล้วจะโชคดีตามชื่ของมากิ โดยมักจะมีให้รับประทานในเทศกาลหน้ากากเซตสึบัน (เทศกาลรับฤดูใบไม้ผลิ)

เทมากิ (Temaki) มากิขนาดใหญ่รูปกรวย (ราวๆ 10 ซม.) ที่มักเสิร์ฟปิดท้ายมื้อ โดยเฉพาะร้านอาหารแบบโอมากาเสะ เพื่อให้ชัวร์ว่าอิ่มหนำสำราญแน่นอน มากิแบบนี้อาศัยม้วนด้วยมือเป็นทรงกรวย เวลากินก็ต้องใช้มือ เพราะตะเกียบจะทำให้ไส้หลุดกระจัดกระจาย และต้องรีบกินเทมากิคำโตให้หมดในเวลาอันรวดเร็ว เพราะสาหร่ายจะดูดซับความชื้น ขาดความกรอบ และส่งผลให้ไส้หลุดออกมาได้เช่นกัน

ใครชื่นชอบมากิซูชิ ไปชิมไส้ต่างๆ ได้ที่ห้องอาหารญี่ปุ่นเซ็น (Zen Japanese Restaurant) อย่างเช่น นอร์เวย์มากิ (มากิแซลมอน), โรลล์ทูน่าสไปซี่, สลัดทูน่าซอสโชยุ (ทูน่าดิบม้วนหัวไช้เท้าฝอย), ข้าวห่อไส้อโวคาโดหน้าปลาแซลมอนสไปซี่ ฯลฯ อร่อยเต็มๆ คำ แถมหลายเมนูลด 50 เปอร์เซ็นต์ วันนี้-31 มี.ค.ศกนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ ZenJapaneseRestaurant ไอจี Zen_Restaurant

 

อากาศดี อร่อยดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481376

อากาศดี อร่อยดี

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

จากจุดเริ่มต้นที่เปิดร้านขายอาหารไทยต้นตำรับย่านสัมมากร มาวันนี้ร้านได้ขยับขยายมาอยู่ย่านกลางเมือง ถนนประดิพัทธ์ ยังคงใช้ชื่อร้านเหมือนเดิมว่า อากาศดี (Ahh Kard D) ที่สำคัญยังคงคอนเซ็ปต์อาหารไทยแบบโฮมเมดเอาไว้เหมือนเดิม ทว่าเพิ่มพูนเมนูใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับบรรยากาศที่ชักชวนให้นั่งนานๆ

บรรยากาศร้านโดยรวมแสนสบาย เสมือนได้นั่งเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน ด้วยการรีโนเวตบ้านหลังเก่าในสมัยรัชกาลที่ 7 ให้เป็นคาเฟ่สีขาวแสนอบอุ่น พร้อมด้วยของตกแต่งย้อนยุคซึ่งเป็นของสะสมของเจ้าของร้านเอง รวมทั้งเก้าอี้หวายและเก้าอี้ไม้ ที่ต่างช่วยขับขานและแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของวันวาน

 

รอบร้านยังตกแต่งแบบบ้านสวน ด้วยการปูไม้ไล่ระดับลดหลั่นกันอย่างสนุกสนาน และลบความวุ่นวายจากรอบด้านด้วยรั้วไม้ไผ่ระแนงยาว และต้นไม้น้อยใหญ่ยิ่งทำให้นึกถึงสวนในชนบท เรียกว่ารู้สึกเพลินตา สบายใจ นำมาซึ่งอารมณ์ดี ใกล้ๆ กันยังจัดเป็นโซนกลาสเฮาส์ ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ตกแต่งแบบอบอุ่นชวนให้นั่งนาน

มาถึงเรื่องของเมนูกันบ้าง อย่างที่บอกไว้เมนูของที่นี่เป็นเมนูอาหารไทยแบบโฮมเมด โดย นก-พชรพรรณ กิตติกรณ์ เป็นผู้รังสรรค์เมนูทั้งหมด โดยเธอได้ถูกถ่ายทอดรสมือมาจากคุณแม่ตั้งแต่เยาว์วัย โดยเข้าไปคลุกคลีตีโมงอยู่ในครัว จับนั้น หยิบนี่ รู้ตัวอีกทีก็หลงรักสำรับไทยเข้าไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

เอกลักษณ์อีกประการ ทางร้านจะเลือกใช้วัตถุดิบและเครื่องเทศไทยที่มีประโยชน์ และมีกลิ่นหอมจากธรรมชาติอย่างแท้จริง นอกจากจะนำมาปรุงเป็นอาหารจานโปรดแล้ว ยังเลือกวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงมาจัดโต๊ะด้วย เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ พริก และผักพื้นบ้านอื่นๆ เพราะอยากให้คนที่มาได้พูดคุยกันบนโต๊ะอาหาร

เริ่มต้นความอร่อยแบบอาหารไทยต้นตำรับกับยำเมี่ยงอากาศดี จานนี้รสชาติจะโชว์วัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรไทย ไม่ว่าจะเป็น ขิง เปลือกมะนาว หัวหอม ถั่ว น้ำตาล และน้ำมะนาว นำมาคลุกกันจนเป็นน้ำยำ พร้อมซอยใบชะพลูใส่ลงไปด้วยเพิ่มกลิ่นหอมยวนยั่ว ตามด้วยกุ้งตัวโต และถั่วลิสงคั่วเสิร์ฟมาบนใบชะพลูอีกที แซ่บและชื่นใจที่สุดจานนี้

 

ต่อกันด้วย สปาเกตตีไส้อั่วพริกแห้ง ไส้อั่วหมูแท้ๆ แบบมันน้อย สั่งจากลำปาง พร้อมด้วยเครื่องเทศไทยๆ อย่างกระเทียม ข่า ใบมะกรูด พริกแห้ง นำมาคั่วจนหอมฟุ้ง แล้วนำไปผัดรวมกับไส้อั่ว จากนั้นก็นำมาคลุกกับเส้นสปาเกตตี พร้อมเพิ่มความหอมและรสชาติด้วยพริกแห้งคั่ว เรียกว่าหอมกลิ่นเครื่องเทศและรสชาติจัดจ้านทีเดียว

ตบท้ายด้วย กุ้งแช่น้ำปลาวาซาบิ อาหารจานแซ่บทีเด็ดอยู่ที่น้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน และยังหอมพริกขี้หนูสวน ซึ่งแม่ครัวคนสวยบอกว่า ต้องใช้พริกขี้หนูสวนแท้ คือ พริกขี้หนูเม็ดเล็กๆ ประมาณ 40-50 เม็ด เพื่อดับกลิ่นคาวของกุ้ง ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับวาซาบิ กระเทียมโทน สะระแหน่ และก็ มะระจีน ที่ต่างช่วยชูรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น

ร้านอากาศดี อยู่ที่ประดิพัทธ์ ซอย 10 ถนนประดิพัทธ์ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.30-22.00 น. โทร. 09-0984-0587 และ 08-1889-9983

 

เทียน เทียน ติ่มซำ กังสดาล ต้นตำรับเมืองขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481374

เทียน เทียน ติ่มซำ กังสดาล ต้นตำรับเมืองขอนแก่น

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

“ติ่มซำ” มีเปิดให้บริการทั่วเมืองขอนแก่น แต่เจ้าตำรับและขึ้นชื่อมากที่สุดต้องที่ร้านเทียน เทียน ติ่มซำ สุดยอดร้านอาหารจีนชื่อดัง รสชาติระดับราชา แต่ราคานี่โดนใจนักชิมทุกระดับ มีเมนูเด็ดให้เลือก
รับประทานมากมาย

 

ร้านเทียน เทียน ติ่มซำ สาขากังสดาล ตั้งอยู่ภายในซอยมิตรภาพ 32 ติดกับบึงหนองแวง เขตเทศบาลนครขอนแก่น หรือหลังมหาวิทยาลัยขอนแก่น บริหารงานโดย ยศธร มณีวงษ์ หรือเสี่ยเติ้ล ที่เปิดให้บริการมานานหลายสิบปี ซึ่งร้านแห่งนี้มีติ่มซำให้เลือกรับประทานมากกว่า 100 เมนู นึ่งสดๆ ร้อนๆ มาเสิร์ฟถึงโต๊ะ

 

ยศธร บอกว่า ชื่นชอบการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กและมีความฝันที่จะเปิดร้านอาหารจีน และติ่มซำเป็นธุรกิจของครอบครัว เมื่อมีทุนพร้อมแล้วจึงตัดสินใจเปิดร้านเทียน เทียน ติ่มซำ ต้นตำรับของเมืองขอนแก่น ทุกเมนูติ่มซำขายราคาเข่งละ 15 บาท อาหารจีนและอาหารเหลาขายราคาจานละ 40 บาท เช่น ผัดหมี่ฮกเกี๋ยน โกยซี่หมี กระเพาะปลาน้ำแดง ส่วนเมนู หมูเป็ดสับ หมูแดง หมูกรอบ กลุ่มกะเพราเป็ดย่าง รวมไปถึงอาหารตามสั่งทุกเมนู ราคาขายเริ่มต้นที่ 40 บาทเช่นกัน

 

“เมนูของร้าน คือ ติ่มซำ ที่ทำใหม่สดแบบวันต่อวันและน้ำราดสูตรพิเศษที่คิดค้นขึ้นมาเป็นที่ถูกปากของลูกค้าที่เรียกได้ว่าสั่งติ่มซำแต่ละครั้งไม่น้อยกว่าคนละ 10 เข่ง ยังไม่นับรวมน้ำราดเป็ดสูตรพิเศษ ที่อยากให้ทุกคนนั้นได้มาลองรับประทาน และที่มากไปกว่านั้น คือ น้ำซุปสูตรเด็ด ที่ลูกค้ามักจะขอเบิ้ลทุกครั้งที่สั่งอาหารกับทางร้าน ซึ่งก็เต็มใจที่จะบริการให้กับลูกค้าอย่างเต็มอิ่ม” ยศธร กล่าว

สิ่งที่สำคัญที่สุดของร้านที่เอาใจเป็นพิเศษ คืออาหารต้องสดใหม่และสะอาด การจัดร้านเน้นสไตล์ลอฟท์ สะอาด โปร่ง โล่งสบาย สำหรับรองรับกลุ่มลูกค้าทุกเพศทุกวัย เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. โทร. 09-1050-2217 และ 08-0313-6000

 

พุดดิ้งงาดำ Black Sesame Pudding

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481363

พุดดิ้งงาดำ Black Sesame Pudding

โดย…เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ความหมายของ Puddingในภาษาอังกฤษตามภาษาแม่เลย เขาหมายถึง “ขนม”ทั่วๆ ไป ไม่ได้มีความหมายเจาะจงถึงขนมชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยมากจะหมายถึงขนมเนื้อคล้ายๆ เค้กที่ผสมแป้ง นม ไข่ น้ำตาลเข้าด้วยกัน แล้วเอาไปอบหรือเอาไป“Steam” จนสุกหอม อร่อยบ้าง สยองบ้างตามสูตรและกรรมวิธี

ส่วนพุดดิ้งแบบอเมริกัน มักจะหมายถึงขนมในยุคโบราณที่คล้ายๆ กับการกวนนม ไข่ไก่ แป้งและน้ำตาลเข้าด้วยกัน จนคล้ายๆ กับ Pastry Cream ข้นๆ หวานๆ ที่เด็กๆ ชอบ โดยมากเป็นรสวานิลลาช็อกโกแลต หรืออาจจะหมายความได้ถึง Creme Caramel

แต่ถ้าถามเราๆ ท่านๆ คนไทย หากพูดถึง “พุดดิ้ง” แล้วความคิดของเราจะพุ่งเป้าไปที่พุดดิ้งแบบญี่ปุ่น ที่เกิดจากการ “Cross Culture” ระหว่างพุดดิ้งแบบอเมริกันที่มีพื้นฐานเป็นคัสตาร์ด เข้ากับขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น ที่ต้องมีความนุ่มเบา และเซตตัวคงรูปร่าง ยิ่งไปกว่านั้นพุดดิ้งแบบญี่ปุ่นยังผสานไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และรสชาติที่หลากหลายจากการใช้ส่วนผสม วัตถุดิบในแบบญี่ปุ่น จึงเห็นพุดดิ้งรสชาติต่างๆ ตั้งแต่วานิลลาแบบตะวันตก ไปจนถึงชาเขียว Matcha และงาดำ

พุดดิ้งแบบญี่ปุ่น เป็นที่ถูกปากเราชาวไทยไม่น้อย เพราะด้วยความที่เนื้อเบาๆ นุ่มๆ ไม่เลี่ยนแต่ได้ความ “ฟิน”จากรสชาติที่ลงตัวทั้งสัดส่วนของครีมความหวานและสิ่งที่บ่งบอกถึงรสชาติอย่างชัดเจน

โดยมากพุดดิ้งแบบญี่ปุ่นจะเกิดจากการเซตตัวหรือคงตัวได้ด้วย 2 วิธี วิธีแรกคงตัวด้วยส่วนผสมของไข่ไก่ ทั้งไข่ขาวและไข่แดงผสมกับครีมและนม ใช้ความร้อนช้าๆ รุ่มๆ ค่อยๆ ให้ไข่ไก่สุกโดยไม่รู้ตัว แบบนี้พุดดิ้งจะนุ่มละมุนลิ้นๆ สำหรับอีกวิธีหนึ่ง คือ อาศัยเจลาตินช่วยทำให้ส่วนผสมคงตัวแบบใช้เจลาตินน้อยหน่อยจะได้พุดดิ้งที่นุ่มลิ้น ละลายในปาก เคล็ดลับหนึ่งของวิธีนี้คือ ต้องใช้วิปครีมตีจนตั้งยอดอ่อนนุ่มๆ ลงไปตะล่อมผสมกันด้วย เมื่อพุดดิ้งคงตัวแล้วจะช่วยทำให้เนื้อพุดดิ้งนุ่มเบาขึ้นด้วยเพราะมีอากาศแทรกอยู่ทั่วกัน

ฉบับนี้จึงนำเอาพุดดิ้งงาดำที่ใช้วิธีเจลาตินและวิปครีมทำให้พุดดิ้งงาดำหอมฟุ้ง ทันทีที่ตักเข้าปากเนื้อพุดดิ้งจะนุ่มละมุนละลายในปากทันที แต่ก่อนอื่นต้องมั่นใจว่างาดำของเราเป็นงาใหม่ๆ ไม่เก่าเก็บเพราะความหอมของงาอยู่ที่น้ำมันในเมล็ดหากเมล็ดงานั้นเก่าเก็บกลิ่นจะตุๆ คั่วอย่างไรก็ไม่หอม หากซื้อเมล็ดงาจากร้านที่ไว้ใจได้ก็สบายใจ ไม่เช่นนั้นต้องมาร่อนเมล็ดงาเพื่อเอาฝุ่นออกให้เรียบร้อยเสียก่อนนำมาคั่ว งาดำหรืองาขาวที่เลือกมาแนะนำให้คั่วใหม่ๆ ก่อนที่จะเริ่มปรุงเป็นพุดดิ้งเพราะน้ำมันในเมล็ดงาจะหอมกรุ่นในพุดดิ้งทันทีที่ผสมลงในครีมสด

เหตุที่ผู้เขียนไม่ชอบใช้ไข่ไก่เพื่อ “เซต”พุดดิ้งชนิดนี้ เป็นเพราะความเห็นส่วนตัวที่คิดว่ากลิ่นของไข่ทำให้กลิ่นของงาคั่วไม่โดดเด่นพอ เลยเลือกวิธีใช้เจลาตินในการทำพุดดิ้งชนิดนี้ อีกทั้งเจลาตินผสมกับวิธีตะล่อมกับวิปครีมที่ตีจนตั้งยอด ช่วยให้พุดดิ้งละมุนขึ้นอีกด้วย

พุดดิ้งงาดำ

ส่วนผสม (สำหรับ 8 ถ้วย)

– นมจืด 500 มล.

– นมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะ

– นมข้นจืด 4 ช้อนโต๊ะ

– งาดำ 1 ส่วน 4 ถ้วย

– น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

– เจลาติน 8 แผ่น

– วิปครีม 1 ถ้วย

วิธีทำ

คั่วงาดำที่ไฟอ่อนๆ จนหอมฟุ้ง ใส่ครกหรือเครื่องปั่น โขลกให้แหลกจนงาดำหอม พักไว้

ผสมนมจืด นมข้นหวานและนมข้นจืดเข้าด้วยกัน ตั้งไฟอ่อนจนเดือดเบาๆ เติมงาที่คั่วและโขลกไว้แล้วลงไป เติมลงในหม้อ พักไว้ประมาณ 15-20 นาที ถ้ามี Bar Blender แนะนำให้ปั่นอีกครั้งก็จะยิ่งทำให้หอมและได้รสงาดำมากยิ่งขึ้น แช่เจลาตินไว้ในน้ำเย็นในขณะที่รอ เพื่อให้เจลาตินนุ่ม

กรองกากงาดำชิ้นใหญ่ออกด้วยกระชอนตาถี่ๆ จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไปในนมงาดำนำขึ้นอุ่นตั้งไฟอีกรอบ สะเด็ดน้ำออกจากเจลาติน เติมลงในนมงาดำที่อุ่นจนร้อน คนให้เจลาตินละลาย พักไว้ให้เย็นสนิท

ในชามอีกใบ ตีวิปครีมให้ตั้งยอดอ่อนๆ ตะล่อมวิปครีมกับนมงาดำที่เย็นตัวลงแล้ว

ตักหรือเทส่วนผสมลงในพิมพ์ แล้วนำเข้าแช่เย็นประมาณ 3-4 ชั่วโมงจนพุดดิ้งคงตัว