รวมร้านบรรยากาศหวานเพื่อคู่รักรับวาเลนไทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480823

รวมร้านบรรยากาศหวานเพื่อคู่รักรับวาเลนไทน์

เรื่อง คีตะ

โค้งสุดท้าย ก่อน “ที่รัก” จะงอน การเฉลิมฉลองวาเลนไทน์จึงควรตระเตรียมไว้ให้พร้อม ไม่ว่าจะสถานที่อันงดงาม อาหาร เครื่องดื่ม ช็อกโกแลต ดอกกุหลาบ ดนตรี ฯลฯ

ให้ฟ้า-น้ำเป็นพยานในรักเรา

การเฉลิมฉลองวันแห่งความรักจะกลายเป็นประสบการณ์อันน่าจดจำได้นั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานที่

บนชั้น 26 ของ โรงแรมอวานี ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ เป็นที่ตั้งของ “แอตติจูด” ซึ่งทุกคู่รักสามารถดื่มด่ำบรรยากาศสุดโรแมนติกแบบพาโนรามาที่มีทั้งแสงสีกรุงเทพ วิวแม่น้ำเจ้าพระยา และท้องฟ้ากว้าง พร้อมอร่อยไปกับออยสเตอร์รมควัน สเต็กเนื้อเทนเดอร์ลอยน์ ช็อกโกแลตแกรนด์ฟองดูว์ มาร์ชแมลโลว์สีชมพู ฯลฯ ในราคา 5,999++ สำหรับ 2 ท่าน (ติดต่อโทร 02-431-9100 ต่อ 1416 / facebook.com/AttitudeRooftopBar)

มื้อพิเศษในวันแห่งความรักแบบลับๆ ที่ “เดอะ สปีคอีซี่ รูฟท็อปบาร์” ที่ โฮเทล มิวส์ แบงค็อก หลังสวน ทำให้ทุกคู่รักดื่มด่ำกับวิวมหานคร พร้อมเมนูทาปาสแพลตเตอร์ พร้อมสปาร์คกิ้งไวน์ในราคาเพียง 1,499 บาท ++ ต่อคู่รัก (โทร. 02 6304000 หรือhotelmusebangkok.com)

ห้อง “อัลติจูต” ชั้น 25 ของ โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท เปิดโอกาสให้คู่รักได้ใกล้ชิดเดือนดาวพร้อมดินเนอร์บุฟเฟ่ต์ ณ โต๊ะริมระเบียงเคียงหมู่ดาว ในราคาคู่ละ 5,980 บาทถ้วน พร้อมแชมเปญ 2 แก้วและของหวานพิเศษ ทุกคู่รักยังมีสิทธิลุ้นรับห้องพักหรูที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา, โรงแรมเชอราตัน หัวหิน ปราณบุรี และ โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ด้วย (โทร. 02 207 8000 / westingrandesukhumvit.com / facebook-Instagram : westinbangkok)

พร้อมกับการชมวิวกรุงเทพจากชั้น 49 ของ “อ็อกเทฟ รูฟท็อป เลาจน์ แอนด์ บาร์” ภายในโรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท ก็มีมื้อค่ำและแชมเปญ 1 ขวด พร้อมด้วยดีเจและวงดนตรีแสดงสด ในราคา 12,900บาท สำหรับ 2 ท่าน ส่วนคนโสดก็ฉลองวาเลนไทน์ได้กับเพลงมันส์ๆในบรรยากาศปาร์ตี้ ในราคาเพียง 1,500 บาท/ท่าน (โทร 02-797-0000 หรือ facebook.com/MarriottSukhumvit)

ทิวทัศน์อันงดงามของมหานครแบบ 360 องศาสามารถมองเห็นได้จาก “ลาพาร์ต บาร์ แอนด์ เรสเตอรองค์” บนชั้น 32 ของโรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท ที่นี่คู่รักจะได้รับประทานมื้อค่ำเลิศรส 5 คอร์สและไวน์ ในราคา 6,500++ บาทต่อคู่รัก (โทร. 02 126 9999 ต่อ ลาพาร์ต / sofitelbangkoksukhumvitblog.com)

กามเทพน้อยรอคอยยิงลูกศร ณ ดาดฟ้าโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ อาหารมื้อค่ำสุดหรูเคียงเส้นขอบฟ้าประดับด้วยแสงสีที่ “เวอร์ทิโก้” ให้บริการอาหารค่ำ 5 คอร์ส ราคา 12,600++ บาทต่อคู่ พร้อมด้วยแชมเปญท่านละ 1 แก้ว และดอกกุหลาบก้านยาว ส่วนที่ “เวอร์ทิโก้ทู” มีชุดอาหารค่ำ 4 คอร์ส ราคา 6,000++ บาทต่อคู่ เสิร์ฟคู่กับค็อกเทล และดอกกุหลาบก้านยาว (โทร. 02-679-1200)

บรรยากาศแสนโรแมนติกบนชั้น 37 รายล้อมด้วยวิวสวยงามแบบ 360° ของกรุงเทพมหานคร ณ “โอเอซิส พูล บาร์” โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ มาพร้อมมื้อค่ำสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 7 คอร์ส ประกอบด้วยทั้งแซลมอน ปูนิ่ม สแกลลอป ฟัวกราส์ วากิว ฯลฯ ในราคาพิเศษ 14,999 ++ บาทสำหรับ 2 ท่าน (โทร 02 656 0444 หรือ http://www.bangkok.intercontinental.com)

นอกจากมองวิวแม่น้ำมุมจากสูง อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท ยังภูมิใจนำเสนอบรรยากาศสุดโรแมนติคบนเรือ “อนันตราดรีม” เรือบรรทุกข้าวที่มีอายุกว่าหนึ่งศตวรรษซึ่งจะพาคู่รักล่องแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมทำสปา รับประทานอาหารค่ำใต้แสงเทียนกับเซ็ตเมนูอาหารตะวันตก ห้องพักบนเรือ และบัตเลอร์คอยบริการ ในราคาสุทธิ 78,000 บาทสำหรับ 2 ท่าน พร้อม แชมเปญ 1 ขวด

อีกหนึ่งเรือของ อนันตรา คือ “มโนราห์” เรือไม้โบราณที่มีอายุกว่า 100 ปี จะพาไปชื่นชมความงาม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน พร้อมรับประทานอาหารไทย 5 คอร์ส และเพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสด ราคาสุทธิ 9,900 บาทสำหรับ 2 ท่าน พร้อมสปาร์คกลิ้งไวน์ 1 ขวด แต่ถ้าไม่อยากล่องเรือก็มีโต๊ะริมสระท่ามกลางดอกไม้นานาชนิดซึ่งมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาได้ด้วย ณ “ไดนิ่งบายดีไซน์” ซึ่งมีอาหารอิตาเลียนรสเลิศ 4 คอร์ส พร้อมแชมเปญขวดเล็ก ราคาสุทธิ 12,800 บาทสำหรับ 2 ท่าน (ติดต่อ 02-476-0022 ต่อ 1416 อีเมล riversidedining@anantara.com หรือ bangkokriverdining.com)

 

เบอร์เกอร์ก็ยังมุ้งมิ้ง

ในเทศกาลวาเลนไทน์นี้ทุกอย่างรอบกายดูฟรุ้งฟริ้งมุ้งมิ้งไปหมด ไม่ยกเว้นแม้แต่เบอร์เกอร์อย่าง “เรนโบว์ แดช” ของร้านทเวนตี้ไฟว์ ดีกรีส์ ตั้งแต่วันนี้ไปถึง 16 ก.พ. มีเบอร์เกอร์หน้าตาน่ารักทำจากโฮมเมดขนมปังสีสายรุ้ง ประกบเนื้อวากิว อะโวคาโด พริกหยวกกริลล์ เชดด้าชีส ราดน้ำสลัดเทาส์ซันไอร์แลนด์ เสิร์ฟพร้อมหัวหอมทอด คัพเค้ก และนมชมพู ในราคา 450++ บาท (โทร 02 267 5272 อีเมล H3616@accor.com หรือ facebook.com/25DegreesBangkok)

 

ส่งจูบหวานให้เธอ

ตั้งแต่วันนี้ถึง 19 ก.พ. ที่ โฟชอง (FAUCHON) ร้านอาหารและขนมหวานจากฝรั่งเศสเสิร์ฟความหวานของ “บีซู บีซู พิ้งค์ & ไวท์ เค้ก” (Bisou Bisou Pink & White Cake) ให้ทุกคู่รัก ชื่อ Bisou Bisou เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ส่งจูบ เป็นขนมให้รสเปรี้ยวอมหวานจากคอมโพทโรสราสพ์เบอร์รี่ สอดไส้มูสชีสกลิ่นกุหลาบผสมไลม์ทีเค้ก และถั่วพิตาชิโอ้ ตัวเค้กด้านนอกตกแต่งเคลือบด้วยไวท์ช็อกโกแลต แต่งสีชมพูด้วยมาเจนต้าสเปรย์ช็อกโกแลต จับคู่มากับเค้กสีขาวจากมูสกาแฟผสมช็อกโกแลตเข้มข้น บิสกิตช็อกโกแลต และมันด้วยฮาเซลนัทและถั่วพีแคน เค้กเคลือบไวท์ช็อกโกแลต เพิ่มความหวานด้วยไวท์ช็อกโกแลตสเปรย์ หวานอร่อยในราคาแพคคู่ 390 บาท ที่โฟชอง สาขาเอ็มควอเทียร์ และสยามพารากอน(facebook.com/FauchonThailand โทร 02-003-6033-4 และ 02-610-7802)

 

ดื่มให้กับความรัก

ระหว่าง 12-14 ก.พ. นี้ ที่ “72 คอร์ทยาร์ด ทองหล่อ” (โทร: 02-392-7999 Facebook /Instagram: 72Courtyard) เพียงสั่ง Valentine’s Specials จากร้านภายในโครงการ รับคูปอง “Drunk in Love” เพื่อนำไปแลกค็อกเทลแก้วพิเศษ Heartbreaking และ Heartwarming ได้ฟรี

ไม่ว่าจะเป็น “โตโร แบ็งค็อก” ร้านอาหารสเปนจากนิวยอร์คและบอสตันนำเสนอมื้อค่ำวันวาเลนไทน์สำหรับ 2 คนในราคา 2,500 บาท รวมถึงทาปาสไตล์บาร์เซโลน่าซึ่งจะทำให้คุณได้เอร็ดอร่อยกับชีส แฮม รวมทั้งสปาร์กกิ้งไวน์อิมพอร์ตจากสเปน (โทร 02-392-7760, bkk.toro-restaurant.com และ Facebook /Instagram: @toro_bkk)

ส่วนร้านอาหารเม็กซิกันจากเมลเบิร์นอย่าง “ตูเช ออมเบร” มีเซ็ตเมนูสำหรับ 2 ท่านในราคา 2,900 บาท พร้อมสปาร์กกิ้งไวน์ 1 ขวด และของหวาน สามารถเลือกอาหารเรียกน้ำย่อยและจานหลักจากเมนูที่มีหลากหลายเป็นมื้อค่ำแบบลาติโนอันเผ็ดร้อนและมีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพดย่าง กัวคามาเล่ สลัดมะเขือเทศย่าง ทาโก้ ฯลฯ (โทร 02-392-7760 / Facebook : Touché Hombre Bangkok และ Instagram : touchehombrebkk)

หลังดินเนอร์ชวนคู่รักไปดื่มด่ำกับเครื่องดื่ม ค็อกเทลที่ผสมจากรัมชื่อ ดีไวน์ ทรัฟเฟิล ที่ “อีวิล แมน บลูส์” (Facebook /Instagram : @evilmanblues โทร. 02-392-7740) ส่วนสายเบียร์ต้องแวะ “เบียร์ เบลลี” กับโปรโมชั่นมาเป็นคู่สั่งเป็นคู่ (Facebook / Instagram : @beerbellybkk โทร. 02-392-7770) และที่ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์เจแปนนีส แกสโทรผับอย่าง “ลัคกี้ ฟิช” (Lucky Fish) นำเสนอค็อกเทล โตเกียว เกิร์ลส ซึ่งส่วนผสมหลักเป็นจิน (โทร: 02-392-6926 Facebook /Instagram: luckyfishbar)

…..

ในวันแห่งความรักปีนี้ ไม่ว่าจะเลือกฉลองที่ไหนหรืออย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ คนสองคนได้ใช้เวลาดีๆ ด้วยกัน… สุขสันต์วันวาเลนไทน์ค่ะ

 

 

 

บะหมี่ตงเล้ง มีดีที่เส้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480409

บะหมี่ตงเล้ง มีดีที่เส้น

โดย…สิทธิปูทะเลย์

อันว่าบะหมี่ ตงเล้ง นั่น เขาเล่าว่า เก่ากึ่กมากรวมสิริอายุกว่า 60 ปี ที่ขายอยู่ย่านตลาดนางเลิ้ง แต่สำหรับอิฉัน รับประทานมาแล้ว 23 ปี ไม่ได้ทานทุกวันนะเจ้าคะ แต่เฉลี่ยเดือนหนึ่งก็จะแวบไปทานสักครั้ง ยามว่าง เสาร์-อาทิตย์ และยามอยากทานมากๆ ประมาณนั้น

บะหมี่ตงเล้ง เป็นเส้นบะหมี่ไข่ ทางร้านทำเอง เส้นจึงสดใหม่ เหนียวนุ่ม อิฉันชอบดูเส้นเขาที่สุด มันน่ากินตั้งแต่ยังไม่ลวกเจ้าค่ะ และเส้นบะหมี่เขาหวงนะเจ้าคะ ไม่ทำส่งใคร ทำสำหรับขายที่ร้านซึ่งมีสองแห่งเท่านั้น ร้านแรกเป็นร้านห้องแถวเยื้องป้ายรถเมล์ตลาดพลูขายช่วงเช้าถึงเย็น และตอนค่ำจะมาขายตรงตลาดพลูติดสถานีรถไฟตลาดพลู ที่ตลาดนี่กินไปเสียวไป เพราะร้านและโต๊ะนั่งทานติดรางรถไฟ ชนิดที่ว่ารถไฟวิ่งผ่านก้นแบบลมเย็นเลยทีเดียว นอกจากบะหมี่แล้วเขามีเกี๊ยวกุ้งด้วย

 

สำหรับเครื่องเคราที่ร้านนี้อาจน้อยไปนิด แต่อร่อยใช้ได้ ซึ่งที่ร้านนี่เขาทำเองหมด ทั้งหมูแดง หมูกรอบ ลูกชิ้น เกี๊ยวกุ้ง ทำเอง เป็นสูตรมาตั้งแต่รุ่นอากง เป็นหมูหรอบแบบชุบแป้งทอดและหันชิ้นเล็กโรยหน้าอย่างชิ้นสองชิ้น เรียกว่าคอกับ (ข้าว) อาจไม่ถูกใจ แต่สำหรับอิฉันคอเส้น แม้เส้นไม่เยอะ แต่อร่อย เพราะส่วนตัวเน้นทานเส้นบะหมี่ อิฉันเลยยังถูกใจ แลกกับราคาชามละ 40-50 บาท/ชาม

ที่ร้านตงเล้ง ช่วงกลางวันจะเปิดเป็นร้านห้องแถวอยู่ริมถนนเทอดไท ตรงป้ายรถเมล์ตลาดพลู เปิดตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถ้าเป็นช่วงเย็นจะตั้งร้านอยู่ติดกับทางรถไฟเลย เปิดประมาณ 17.30 น. การเดินทาง ไม่ยาก หาวงเวียนใหญ่ให้เจอ แล้ววิ่งไปทางหางม้าสมเด็จพระเจ้าตากสิน วิ่งอีกสัก 2 ป้ายรถเมล์เลี้ยวซ้ายไปตลาดพลู หาที่จอดรถแล้วถามหาร้านได้เลยเจ้าค่ะ โทรศัพท์ 02-4665168, 08-5042-7177, 08-1489-3484, 08-9990-9200

 

พุทรา ร้านนี้พ่อแนะนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480279

พุทรา ร้านนี้พ่อแนะนำ

โดย…พาแลง

เมื่อครั้งเดินทางไปวิ่งเล่นที่ จ.ราชบุรี พาแลงก็มีโอกาสไปลองร้านเด็ดที่ไม่ไกลจากสวนผึ้งนัก ร้านอาหารอร่อยรสชาติดีและราคาไม่แพง “ร้านพุทรา” ร้านอาหารสไตล์บ้านๆ ดั้งเดิมที่เปิดมานาน แนะนำให้คุณผู้อ่านลองแวะเข้าไปชิมกัน ร้านพุทราตั้งอยู่ริมถนนบริเวณแยกป่าหวาย ซ้ายมือก่อนถึงโรงพยาบาลสวนผึ้ง บรรยากาศด้านในกว้างขวางพอประมาณ โต๊ะไม้ถูกจัดไว้ภายในร้านเพื่อรองรับนักกินที่มากันเป็นกลุ่ม ส่วนที่จอดรถสามารถจอดด้านในได้เลย หรือถ้าจะจอดหน้าร้านข้างทางก็ยังได้ เพราะถนนเลนนี้ค่อนข้างกว้าง เป็นร้านเด็ดที่คนรุ่นพ่อแนะนำและชอบนั่งร้านนี้เลยทีเดียว

บรรยากาศแบบชาวบ้านๆ บริการก็บ้านๆ เหมือนกัน อาหารมีให้เลือกเยอะมาก เป็นอาหารไทย และมีเมนูอาหารป่าบ้างประปราย ตามสไตล์ร้านเด็ดของราชบุรี ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่พลาดเมนูที่เอาใจคนชื่นชอบอาหารป่า ทั้งหมูป่า นก กบ ซึ่งร้านพุทราก็มีเมนูอาหารป่าเช่นกัน เพียงแต่เรามากันหลายคน เมนูที่แชร์ส่วนใหญ่จึงต้องเป็นจานที่สามารถกินได้ทุกคน

เมนูที่เราสั่งเยอะและหลากหลายใกล้เคียงกับจำนวนคน ขอเรียงตามลำดับความอร่อย จานที่อยู่เหนือความคาดหวังคือหมูป่าผัดเผ็ด รสชาติกำลังดี ไม่เผ็ดมาก คนไม่กินเผ็ดยังตักซ้ำแล้วซ้ำอีก กลิ่นและรสพริกไทยอ่อนเมื่ออยู่รวมกับหมูป่าหั่นชิ้นกำลังดีและไม่เหนียวเกินไป ทำให้จานนี้หมดลงอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยหลนปูเค็ม รสของจานนี้มาครบทั้งเปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ เมื่อกินกับผักสดที่ทางร้านให้มาเป็นถาด ทั้งขมิ้นขาว มะเขือ ถั่วฝักยาว แตงกวา ฯลฯ เข้ากันได้ดีให้รสต่างไปในทุกๆ คำ

จานต่อมาคือแกงเลียง ที่เต็มไปด้วยผักนานาชนิดกับกุ้งสดเสิร์ฟมาในหม้อดิน กลิ่นสมุนไพรนานาชนิดและน้ำแกงร้อนๆ ที่รสหวานของผักในแกงทำงานเต็มที่ ซดกี่ที่ก็สดชื่น เรียกว่าใครเป็นไข้มาก็หายปลิดทิ้ง ส่วนแกงคั่วหอยขม รสเผ็ดปานกลาง กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยเด็ด จานสุดท้ายเป็นอาหารชื่อน่าคิด ท้องไม่มีพ่อ ซึ่งมันคือปลาหมึกยัดไส้หมูสับ แล้วนำไปทอดทานกันน้ำจิ้ม สำหรับพาแลงจานนี้อร่อยปานกลาง แม้ใครจะบอกว่าจานนี้ต้องสั่งซ้ำ สำหรับคนชอบกินอาหารที่รสสัมผัสฉ่ำๆ จานนี้จะแห้งไปหน่อย แต่นักดื่มน่าจะชอบเพราะสามารถเป็นกับแกล้มเลิศรสได้ดีทีเดียว

 

มื้อนี้ฝากท้องไว้ซะพุงกางกันเลยทีเดียว เพราะนอกจากรสชาติเด็ดดวงแล้ว ราคายังเป็นมิตรด้วย ยิ่งตอนเย็นๆ บรรยากาศดีมากนั่งทานข้าวเจริญอาหารจริง ถ้าผ่านมาก่อนเข้าสวนผึ้งลองแวะทานกันดูนะคะยังมีอีกหลายเมนูที่ไม่ได้ชิมน่ากินทั้งนั้นเลย ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. ข้อมูลติดต่อ 032-364-229/08-1794-8523

 

ขนาบน้ำ ร้านอาหารไทยระดับตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480276

ขนาบน้ำ ร้านอาหารไทยระดับตำนาน

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ   เสกสรร   โรจนเมธากุล

หนึ่งในร้านอาหารเก่าแก่ที่ถือเป็นระดับตำนานมายาวนานถึง 33 ปี ร้านขนาบน้ำของแม่ต้อย-ศิริพร วงศ์สวัสดิ์ นางเอกละครยุคช่อง 4 บางขุนพรหมและนักพากย์หนังชื่อดังที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีที่ผ่านมา เธอเป็นศิลปินยุคแรกๆ ที่มาเปิดร้านอาหารและทำอย่างต่อเนื่องจริงจังมานาน จวบจนกระทั่งเสียชีวิตไป ลูกชายคนสุดท้อง นรเจต วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาดูแลกิจการแทน

ร้านขนาบน้ำตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเชิงสะพานกรุงธน หรือสะพานซังฮี้ เป็นร้านอาหารไทยที่มีรสชาติแบบไทยแท้ตำรับชาววังคือรสชาติอร่อยถูกปาก และการตกแต่งอาหารก็สวยงามดูดีในแบบตำรับผู้ดีเก่า ที่สืบทอดมาตั้งแต่เปิดร้านวันแรกจนถึงวันนี้ที่เป็นร้านอาหารสำหรับครอบครัว

ในยุคคุณพ่อคุณแม่ หรือคนวัย 40 ขึ้นไป มักจะรู้จักร้านขนาบน้ำกันเป็นอย่างดี เพราะมีทำเลเด่นชัดหาง่าย ยิ่งตอนกลางคืนด้วยแล้วเมื่อเปิดไฟแสงสีในร้านจะดูสวยตา ประกอบกับวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยแล้วถือว่าเป็นวิว 5 ดาวเลยก็ว่าได้ ยิ่งถ้าเป็นเทศกาลลอยกระทงร้านนี้จะลูกค้าแน่น

 

วันที่เราไปเยี่ยมชม แม้ในตอนกลางวันก็ดูสวยสว่างตาไปอีกแบบ แม้จะมีแดดบ้างแต่ก็มีลมโชยเอื่อยตลอดเวลาไม่ร้อนอบอ้าว เรียกว่าถ้าจะนั่งรับลมที่โต้ะริมแม่น้ำ หรือจะไปนั่งห้องแอร์ให้เย็นชื่นใจก็ได้เอาที่สบายใจชอบแบบไหนก็เลือกได้เลย

เมนูที่ถือว่าเป็นจานเด็ดของร้านที่นรเจต เลือกมาให้นั้นเขาบอกว่าเป็นเมนูขายดีที่ได้รับความนิยมก็คือ กุ้งสะดุ้งไฟ คือกุ้งนางราดซอสมะขาม ที่ซอสมะขามเข้มข้นเหนียวหนึบราดมาบนตัวกุ้งจนซอสเข้าเนื้อชุ่มฉ่ำ รสชาติเปรี้ยวนำ หวานตาม เค็มเบาๆ เป็นเมนูที่เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดี ต่อด้วยเมนูเป็ดร่อน ที่นำเป็ดไปทอดจนกรอบกินคู่กับหมี่ขาวทอดกรอบราดด้วยใบคะน้าซอยกรอบ ราดกับน้ำซอส กรอบจนกินกระดูกได้เลย 2 เมนูนี้น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ หรือผู้ที่ไม่ชอบรสจัดเกินไป

แต่ถ้าใครที่ชอบรสชาติจัดจ้านขึ้นมาอีกนิด แนะนำเมนูยำ 3 กรอบ ที่ใช้กระเพาะปลาแท้ ยำคู่เม็ดมะม่วงหิมพานต์กับปลาหมึกแห้งที่นี่ไม่ใช้ปลาหมึกแห้งสำเร็จรูปแบบที่อื่นเพราะปลาหมึกแห้งแบบนั้นจะเค็มเกินไป แต่สูตรของที่นี่จะใช้ปลาหมึกสดที่มีไข่อยู่ในตัวมาทอดกรอบ ดังนั้นรสชาติที่ไม่เค็มมากและเนื้อปลาหมึกที่เหนียวนุ่มกำลังดี กินคู่กับพริกขี้หนูแห้งทอดกรอบ อร่อยเพลินบันเทิงลิ้นอย่าบอกใคร สุดท้ายสำหรับผู้ที่ชอบความแซ่บจัด ต้องเมนูนี้ปลาช่อนขนาบน้ำ ที่ยำแบบจัดจ้านด้วยตะไคร้ซอยละเอียด กระเทียมหั่นเป็นแว่นคู่กับพริกขี้หนูสดราดมาบนปลาช่อนตัวใหญ่ทอดจนกรอบหอมกลิ่นมะนาวและสมุนไพรหลายชนิดถูกใจคนกินเผ็ดอย่างแน่นอน

ปิดท้ายด้วยของหวานด้วยข้าวเหนียวมะม่วง (น้ำดอกไม้) และไอศกรีมโอชิน ที่เสิร์ฟมาบนน้ำแข็งแห้ง มีไอพวยพุ่ง สำหรับคนที่ชอบกินไอศกรีมกะทิสด อย่าพลาดเมนูนี้ บอกเลยเนื้อไอศกรีมเข้มข้นจากกะทิเนื้อเนียนนุ่มข้นคลั่กอร่อยลืมอ้วน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งยังมีอีกหลากหลายเมนูที่น่าสนใจแวะไปชิมชมกันได้ กลางปีนี้จะเพิ่มจานเด็ดอย่างสปาเกตตี สเต๊ก และปลาดิบ เพิ่มเพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลายขึ้น

ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 น. โทร. 02-433-6611

 

เคียวร์ มีท เพิ่มสัมผัสแห่งรสชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480275

เคียวร์ มีท เพิ่มสัมผัสแห่งรสชาติ

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ในยุคสมัยก่อนที่มนุษย์เรารู้จักการล่าสัตว์มาทำเป็นอาหาร ครั้นพอถึงฤดูหนาวการล่าสัตว์ถือเป็นการสิ้นสุด ผู้คนยุคก่อนจึงจำเป็นต้องล่าสัตว์ให้ได้มากพอ เพื่อจะได้มีบริโภคในฤดูนั้นๆ จึงนำมาซึ่งการถนอมอาหารที่เพิ่มระยะเวลา รวมไปถึงรสสัมผัสที่แตกต่างมากยิ่งขึ้น

การนำเอาวัฒนธรรมการกินอยู่ที่มีมาแต่โบราณ ของผู้คนยุคสมัยเก่ามาถ่ายทอดผ่านกรรมวิธีการถนอมอาหาร อันเป็นศาสตร์และศิลป์ในระดับโลก นั่นคือ เคียวร์ มีท (Cured Meat) บ้างก็เรียกว่า เคียวร์ ฟู้ด (Cured Food) ไม่ว่าจะเป็นการรมควัน การหมักเกลือ หรือแม้กระทั่งการหมักดองที่ช่วยให้เนื้อสัตว์แห้ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ แบคทีเรีย และเชื้อรา ที่เป็นตัวการทำให้อาหารเน่าเสีย ซึ่งการเคียวร์ นอกจากจะถนอมอาหารแล้วยังช่วยเพิ่มรสชาติอาหารอีกด้วย และไม่ได้ทำได้แค่เพียงเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอาหารทะเล ชีส ผัก ผลไม้ รวมไปถึงวัตถุดิบที่นำไปปรุงกับเครื่องดื่มได้อีกด้วย

กรรมวิธีการเคียวร์นั้น คิดค้นกันมาตั้งแต่ในโบราณกาล ซึ่งวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยียังไม่ทันสมัยเท่าทุกวันนี้ ที่มีทั้งห้องเย็นและเทคนิคสารพัดในการถนอมอาหาร โดยการถนอมอาหารในอดีตถือเป็นวิถีแห่งการยังชีพแบบหนึ่ง ที่ทำให้สามารถมีอาหารเก็บไว้กินในหน้าหนาวหรือยามขาดแคลน ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ส่งต่อกันมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมการกินอันทรงคุณค่าจนถึงปัจจุบัน

 

แม้ทุกวันนี้การเคียวร์ไม่ได้มีความจำเป็นอย่างมากเหมือนในอดีต แต่เคียวร์ ฟู้ด ก็ยังเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบยุโรป เพราะจะได้เอกลักษณ์ของกลิ่นและรสที่แตกต่างจากการปรุงหรือการถนอมอาหารแบบอื่นๆ ซึ่งในหลายประเทศจะเห็นร้านอาหารประเภทนี้เปิดให้บริการอยู่มากมาย และพัฒนาประยุกต์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การดื่มกินกับผู้คนในยุคนี้

“เคียวร์เป็นการถนอมอาหารที่นิยมกันในยุโรป คนบ้านเราอาจจะไม่คุ้นเคย หรือถ้าคุ้นเคยก็จะเป็นพวกแฮมต่างๆ ที่จะให้รสสัมผัสที่นุ่มละมุน จะนิยมกินกับชีส ไวน์ และผักดองก็จะยิ่งช่วยกันเสริมรสชาติ อย่างผมจะชอบรสชาติแฮมของสเปนเพราะจะจัดกว่า เชื่อว่าคนไทยจะชอบ”

คำบอกเล่าของ กอล์ฟ-ประวิทย์ อุดมพรประสิทธิ์ เชฟใหญ่มากประสบการณ์ แห่งร้านเดอะ เคียวร์ แชมเบอร์ (The Cured Chamber) ยิ่งหอมฟุ้ง และใคร่อยากลิ้มลองมากยิ่งขึ้น โดยทางร้านจะมีห้องเก็บ Cured Meat ที่ตั้งอยู่โดดเด่นกลางร้าน เป็นห้องที่ควบคุมอุณหภูมิให้ไม่เกิน 4 องศาเซลเซียสเพื่อให้ได้เนื้อ Cured Meat ที่มีผิวสัมผัสและรสชาติดีที่สุด

เชฟกอล์ฟยังเล่าต่ออีกว่าทางจะเน้นเนื้อ เคียวร์ มีท ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศหลากหลาย แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ๆ ให้ผู้คนในบ้านเราได้ลิ้มรสชาติอันแปลกใหม่ ซึ่งเนื้อเคียวร์ มีท ที่ทางร้านจะเน้นนำมาประกอบเป็นเมนูมีด้วยกัน 6 ชนิด

ไม่ว่าจะเป็น Prosciutto di San Daniele Ham พาร์มาแฮมจากรสชาติดีจากอิตาลี ทำจากหมูที่เลี้ยงด้วยอาหารออร์แกนิกในสภาพธรรมชาติ ทำให้ได้รสชาตินุ่มนวลออกเค็ม และต้องผ่านการหมักดอง 24 เดือนขึ้นไปถึงจะได้รสชาติ ต่อด้วย Jamon Iberico แฮมสัญชาติสเปนที่ราคาสูงที่สุด เป็นการใช้หมูดำที่ดีที่สุดของสเปน นำมาผ่านกรรมวิธีเดียวกับชนิดแรก ให้รสชาติเข้มข้น มีรสชาติมันๆ ของถั่วเล็กน้อย และ Milano Salami ซาลามี่แฮมที่มีลายมันละเอียดกระจายทั่วแผ่น เพิ่มเครื่องเทศด้วยส้มและนำไปบดรวมกันเป็นซาลามี่สไตล์
มิลานที่ให้ผิวสัมผัสและรสชาติที่แตกต่าง

ถัดมาเป็น Coppa แฮมจากอิตาลีที่ใช้เนื้อส่วนคอหมูหรือว่าหัวไหล่ที่มีมันหมูแทรกนำมาหมักเกลือ และเฮิร์บอีกหลายชนิด และนำมาตากแห้ง เป็นแฮมที่มีมันแทรกค่อนข้างเยอะ รสชาติเข้มข้นชัดเจน และ Chorizo แฮมที่ส่งตรงจากสเปน ลักษณะคล้ายซาลามี่แต่จะใส่เครื่องเทศเยอะกว่าและรสจัดกว่า โดยใส่เรดเปปเปอร์รมควัน และพริกปาปริก้าลงไปเป็นการเพิ่มสีสันและรสชาติที่เผ็ดร้อนกว่า ทั้งยังหอมกลิ่นเครื่องเทศ ตบท้ายด้วย Speck Ham แฮมหมูสามชั้นจากอิตาลี เพิ่มการรมควันเข้ามาแล้วนำไปแอร์ดรายกว่า 22 สัปดาห์ จะได้กลิ่นหอมของการรมควัน จะให้สัมผัสที่นุ่มเพราะเป็นเนื้อส่วนท้อง

 

เมนูแรกที่เชฟกอล์ฟสร้างสรรค์เพื่อให้เราได้ลิ้มลอง From Out Chamber Platter หรือจานรวมของร้าน คือจะเป็นเมนูออร์เดิร์ฟที่นำแฮมทั้งหมดของร้านมาเสิร์ฟพร้อมกัน เพิ่มรสชาติด้วยแตงกวาดอง ผักดอง พาร์เมซานชีส อาร์ติโช้ก มะเขือเทศตากแห้งที่ผ่านการเคียวร์หรือถนอมอาหารเช่นกัน

นอกจากแฮมนานาแล้ว ทางร้านยังมีการเคียวร์แบบอื่นแล้วนำมาต่อยอดเป็นเมนูอันสร้างสรรค์ อย่าง Mesclun Salad With Cured Salmon เนื้อแซลมอนสดนำมาดองกับผิวส้ม ผักชีลาว Fennel และเครื่องปรุง 1-2 วันก่อนจนซึมเข้าเนื้อแล้วนำมาสไลซ์เป็นแผ่น เสิร์ฟคู่กับผักสลัด เนื้อส้ม คาเวียร์ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำมันโหระพา และนำสลัดฮันนีเลมอนเพิ่มความสดชื่นอยู่ในที

ต่อด้วย Grilled Home Made Sausage ไส้กรอกโฮมเมดที่ผ่านการเคียวร์โดยการยัดไส้ต่างกัน 3 รส 3 สไตล์อันแรก เป็น Pork Sausage ใส่เครื่องเทศ Fennel ลงไปเยอะหน่อย เนื้อหมู เกลือ พริกไทย นำไปบดรวมกันแล้วนำไปใส่ไส้กรอก แล้วนำไปตากแดดประมาณ 3 วัน ก่อนนำมาต้ม ออกรสนัวๆ ชิ้นที่ 2 เป็น Cumberland หรือไส้กรอกสไตล์อังกฤษ กรรมวิธีเดียวกันแต่ตัดตัวสมุนไพร Fennel ออกไปแล้วเพิ่มกลิ่นและรสชาติด้วยพริกไทยมากขึ้น และตัว Spicy กรรมวิธีเดียวกับตัวที่สองแต่เพิ่มความจัดจ้านด้วยสโมกปาปริก้า เพิ่มรสชาติด้วยผักดอง และพาร์เมซานชีส

อีกสักเมนู Angel Hair Spicy Salami เมนูนี้ส่วนใหญ่จะนำน้ำมันมะกอก กระเทียม และพริกแห้ง มาผัดกับเบคอน แต่ทางร้านเปลี่ยนเป็น Chorizo แฮมที่ให้รสจัดจ้านกว่าแบบอื่น และเส้นพาสต้าแองเจิ้ล รสชาติจะเหมาะกับคนบ้านเรามากทีเดียว

ตบท้ายด้วย Whisky E Melone ที่มีส่วนผสมของ วิสกี้ เมลอนสดบด เบคอนไซรัปซึ่งทางร้านทำเอง ท็อปด้วยเมลอนญี่ปุ่นและเบคอน ที่รสชาติตัดกันกำลังดี

สัมผัสเคียวร์ มีท ในมุมมองใหม่ได้ที่ เดอะ เคียวร์ แชมเบอร์ ซอยเอกมัย 2 เปิดบริการทุกวัน 11.30-23.00 น. โทร. 02-381-4381

 

เปิดประสบการณ์โอมากาเสะ @ซูชิโซ แบงค็อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480267

เปิดประสบการณ์โอมากาเสะ @ซูชิโซ แบงค็อก

โดย…คาเอรุ

ซูชิโซ แบงค็อก (Sushi Zo Bangkok) ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ โอมากาเสะ (Omakase) หรือสไตล์แล้วแต่เชฟจะจัดให้ สาขาต้นกำเนิดจากนครลอสแองเจลิส สหรัฐ ซึ่งได้รับการการันตีความอร่อย ด้วยดาวมิชลิน 2 ดวง (1 ดวง จากสาขาลอสแองเจลิส ในปี 2009 และอีก 1 ดวงจากสาขานิวยอร์ก ปี 2016) มาเปิดสาขาที่เมืองไทยแล้ว ณ อาคารพลาซ่า แอทธินี ทาวเวอร์ ถนนวิทยุ

อาหารญี่ปุ่นสไตล์โอมากาเสะ แปลตรงตัวว่า “ฉันยกให้คุณจัดการเลย” โดยจะโดดเด่นในด้านอิทไตกัง (Ittaikan) ซึ่งคือการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างอาหารทะเล (Neta) และข้าวซูชิ (Shari) ซูชิตามใจเชฟแบบนี้ แต่ละเมนูล้วนสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้รับประทาน เนื่องจากไม่อาจคาดเดาเมนูได้ นอกจากนี้ยังจะต้องเป็นวัตถุดิบที่สดที่สุด และดีที่สุดประจำฤดูกาลนั้นๆ รวมทั้งต้องผ่านกรรมวิธีปรุงสุดพิถีพิถัน

ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ข้าว การหุง การปรุงรสข้าว การควบคุมอุณหภูมิให้อุ่นกำลังดี เทคนิคการปั้นเพื่อไม่ข้าวแน่นมากหรือกระจายตัวมากเกินไป กรรมวิธีการแล่ รวมไปถึงการตกแต่งจัดวางที่สวยงามจากเชฟ ไปจนถึงการจัดลำดับเมนูให้มีการไต่ระดับของรสชาติ เพื่อให้สามารถสัมผัสความอร่อยของแต่ละจานได้อย่างลึกซึ้ง

เนื่องจากซูชิสไตล์โอมากาเสะมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน เชฟจึงต้องมีความรู้และประสบการณ์ด้านซูชิในระดับสูง สำหรับซูชิโซ แบงค็อก ได้รับมอบหมายให้ดูแลโดยศิษย์เอกมือหนึ่งของเชฟเคโซ เซกิ

ผู้ก่อตั้งและเจ้าของร้านซูชิโซ อย่างเชฟโทชิ โอนิชิ เอ็กซ์เซ็กคลูทีฟเชฟผู้ปลุกปั้นและดูแล ซูชิโซ ดาวน์ทาวน์ สาขาที่ 2 ของซูชิโซ ในนครลอสแองเจลิส ผู้โดดเด่นด้านการสร้างความสมดุลของความเป็นตะวันออกสไตล์ญี่ปุ่นแท้ กับความครีเอทีฟตามแบบฉบับตะวันตก มาสร้างความประทับใจให้นักชิมชาวไทยได้เช่นกัน

เพื่อความสมบูรณ์แบบตามวิถีญี่ปุ่นดั้งเดิม เชฟโทชิให้ความสำคัญกับข้าวซูชิมาก โดยใช้ข้าวจากบ้านเกิดที่ฮอกไกโด และหุงด้วยน้ำแร่บริสุทธิ์จากฮอกไกโดเช่นกัน พร้อมปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู 2 ชนิด ก่อนจะมาบรรจงปั้นให้ได้สัดส่วนของข้าวและปลาพอดีคำ และมีความแน่นที่พอเหมาะ

 

ที่ซูชิโซ แบงค็อก บริการซูชิโอมากาเสะ เริ่มต้นที่ 18 คำ ไม่รวมออร์เดิร์ฟ ซุป ของหวาน และชาเขียวร้อนปิดท้าย โดยจะนำเข้าของทะเลสดๆ จากตลาดสึคิจิ และจากฮอกไกโด มาแบบสดใหม่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรม ปลาบลูฟินทูน่า เรดสแนปเปอร์ ชูโทโร่ โอโทโร่ ยิ่งหากมาในฤดูกาลที่มี ตับของมังก์ฟิช ซึ่งถือเป็นฟัวกราส์แห่งท้องทะเล ก็จะได้ลองลิ้มชิมรสความอร่อย เช่นเดียวกับไข่หอยเม่น ปลาไหลญี่ปุ่น และอื่นๆ

ระหว่างนั่งรอแต่ละคำๆ ก็ไม่มีเบื่อ เพราะเชฟนอกจากจะโชว์ลีลาการปั้นซูชิขนาดพอดีคำแล้ว ยังจะเล่าให้ฟังถึงส่วนผสมต่างๆ อย่างสนุกสนานอีกด้วย

 

ซูชิโซ แบงค็อก ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ประตูไม้เล็กๆ ของพลาซ่า แอทธินี ทาวเวอร์ ถนนวิทยุ รองรับได้เพียง 12 ที่นั่งเท่านั้น (รับเฉพาะผู้โทรจองล่วงหน้า) บริการวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-21.30 น. (ปิดทุกวันจันทร์) โทร. 02-168-8490 หรือ www.sushizobangkok.com

 

‘ส้มตำป้านี’ ภัตตาคารท้องทุ่ง อร่อยไม่แพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480263

‘ส้มตำป้านี’ ภัตตาคารท้องทุ่ง อร่อยไม่แพง

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

หากจะเอ่ยถึงข้าวเหนียว ส้มตำ แล้วละก็หลายคนต้องคิดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นอาหารพื้นบ้านของคนอีสานที่อยู่กับท้องถิ่นแห่งนี้มาอย่างยาวนาน ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครแม้ใครต่อใครหลายคนจะคิดค้นสูตรของส้มตำขึ้นมาแต่จนแล้วจนรอด ตำปูปลาร้า ก็ยังคงครองใจคนไทยเช่นเคย และมีสอดแทรกมาบ้างก็คงหนีไม่พ้น ตำซั่ว หรือส้มตำใส่ขนมจีน ตำมั่ว คือส้มตำรวมทุกอย่าง รวมทั้งพวกตำแตงไข่ต้ม ตำถั่วหมูกรอบ ตำไทยไข่เค็ม หรือตำโคราช ซึ่งขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ และหากท่านมาเยือนขอนแก่นขอแนะนำอีกหนึ่งร้านอาหารประจำถิ่นขึ้นชื่อ แม้จะร้านไม่ใหญ่มากนักแต่ขอบอกเลยว่า ลูกค้านี่แน่นร้านเลยทีเดียว

 

“ร้านส้มตำป้านี” ตั้งอยู่ริมถนนประชาสโมสร หากเดินทางมาจาก บขส.ขอนแก่น แห่งที่ 1 ผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอไปประมาณ 300 เมตร ร้านจะอยู่ด้านขวามือ เยื้องกับธนาคารเกียรตินาคิน สาขาขอนแก่น โดยบริเวณหน้าร้านยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์วัฒนธรรมของคนอีสานด้วยเพิงมุงหญ้าคาขนาดกะทัดรัดภายในร้านมีโต๊ะที่นั่งรับรองลูกค้าประมาณ 20 โต๊ะ จุดเด่นของร้านแห่งนี้คือควันไฟจะขาวโพ้นอย่างต่อเนื่องด้วยการที่ร้านได้ใช้หน้าร้านเป็นจุดเด่นของการนึ่งข้าวเหนียวสูตรพิเศษด้วยเตาถ่าน การย่างเครื่องเคียงของส้มตำไม่ว่าจะเป็นปลาเผา หมูย่าง ย่างปลาดุก ไก่ย่าง ไส้กรอกอีสานย่าง เครื่องในไก่ย่าง นอกจากนี้ยังคงมีอาหารอีสานต่างๆ ที่ทางร้านได้ทำมาจำหน่ายวันละ 2-3 เมนู ซึ่งรสชาติเรียกได้ว่าเป็นแบบบ้านๆ อีสานแท้ๆ เลยทีเดียว

ปราณี โทบ้านซ้ง หรือป้านี กล่าวว่า เกือบ 40 ปีของการเปิดให้บริการมานั้นจากเดิมเป็นร้านเล็กๆ อยู่ฝั่งตรงข้าม มาวันนี้ได้ขยับขยายมาอีกฝั่งถนนเพื่อให้ลูกค้าได้นั่งรับประทานอาหารอีสานได้อย่างสะดวกมากขึ้น มีห้องน้ำ มีจุดล้างมือและที่สำคัญคือจอดรถสะดวกสบายขึ้นเพราะตลอดทั้งวันมีลูกค้ามาใช้บริการตั้งแต่เริ่มตั้งร้านจนถึงช่วงบ่ายของทุกวัน

 

ทางร้านยังคงยืนยันในการให้บริการอาหารอีสานในประเภทต่างๆ ในราคาที่ไม่แพง เพื่อให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อย ทั้งจะรับประทานที่ร้านหรือซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน ทั้งนี้ สูตรเด็ดของร้านเรานั้นต้องยกให้กับข้าวเหนียวที่ใช้ข้าวเหนียว กข.6 นำมาแช่น้ำประมาณ 4 ชั่วโมง จากนั้นจะนำใส่ฮวดครั้งละ 1 กิโลกรัม เมื่อข้าวเหนียวสุกได้ที่แล้วก็จะนำมาส่ายข้าว หรือนำข้าวมาผึ่งเอาไอน้ำออกและใส่ไว้ในกระติกขนาดใหญ่ก่อนที่จะใส่กระติ๊กให้กับลูกค้าได้รับประทานข้าวเหนียวใหม่ สด หอม อร่อยและคงไว้ซึ่งความนุ่มของข้าวทุกครั้งที่ได้รับประทาน

“ส้มตำของป้าถือว่าสูตรเด็ดโดนใจลูกค้ามาก และยิ่งรับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ ของร้านเรียกได้ว่าแซบหลายเลยทีเดียว เพราะส้มตำทุกครก ป้าตำครกต่อครกไม่ตำแบบรวมๆ พริกกะเทียมก็โขกเอง ส่วนผสมต่างๆ ทั้งการหยิบเส้นมะละกอ การใส่น้ำตาลทรายแดง น้ำปลาร้าต้มสุก น้ำมะขามเปียก มะนาว มะกอก มะเขือเทศ และมะเขือเปราะ ทั้งหมดตวงเองกับมือและสูตรเด็ดอีกอย่างหนึ่งคือ ร้านเราใส่เมล็ดกระถินเข้าไปด้วยเพิ่มรสชาติให้กับส้มตำทุกครกอย่างมาก ส่วนปูดองนั้นก็ใช้ปูนา ที่ซื้อหาตามฤดูกาลนำมาดองด้วยน้ำปลาแท้ ไม่มีส่วนผสมอื่นๆ ก่อนนำไปต้มจนสุก เรียกว่าส้มตำของร้านป้านีปลอดภัย ไร้สารเจือปนและปรุงแต่งอย่างถูกสุขอนามัยและที่สำคัญคือราคาไม่แพง เพราะจำหน่ายกันที่ราคาครกละ 30 บาทเท่านั้น” ป้านี กล่าว

ร้านส้มตำป้านีเปิดให้บริการทุกวัน หยุดเฉพาะวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 08.00-15.30 น. หากไปไม่ถูกโทร. 08-7638-7586

 

การเริ่มต้นของกาแฟคลื่นลูกที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480261

การเริ่มต้นของกาแฟคลื่นลูกที่ 1

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง

“ปัจจุบันเราอยู่ในยุคของกาแฟคลื่นลูกที่ 3 เป็นอีกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจกาแฟอย่างมโหฬาร”

ใครหลายคนก็พูดอย่างนี้ ว่าแต่ว่าจะมีสักกี่คนที่รู้ว่ากาแฟคลื่นลูกที่ 1 และ 2 นั้นเขาแย่งกันตรงไหนอย่างไร เราพาคุณย้อนเวลากลับไปดูจุดเริ่มต้นของธุรกิจกาแฟเมื่อราวสองร้อยปีก่อนที่อเมริกา ที่เป็นที่เริ่มต้นของธุรกิจกาแฟเพื่อมวลชนตัวจริงเสียงจริง

การเกิดขึ้นของกาแฟคลื่นโลกที่ 1 เราเริ่มนับกันเมื่อราวยุคทศวรรษ 1800s เป็นยุคที่กาแฟเริ่มเข้ามาสู่ครัวเรือน ผู้ประกอบการเริ่มเห็นช่องทางการขายกาแฟแบบ Ready to the pot คือพร้อมชงได้ทันที ซึ่งโดยธรรมเนียมการดื่มกาแฟก่อนหน้านั้นผู้คนนิยมไปดื่มกาแฟที่ร้าน Coffee House ที่เปิดตามแหล่งชุมชนมากกว่า เพื่อการเข้าสังคมและสันทนาการ ไม่นิยมดื่มกันที่บ้าน ส่วนหนึ่งมาจากการชงที่ยุ่งยากด้วย คนจึงไม่นิยมชงดื่มกันเอง แต่แบรนด์กาแฟที่เริ่มเข้ามาทำตลาดในยุคนั้นอย่าง Folgers และ Maxwell เห็นช่องทางว่ายังมีคนที่อยากดื่มกาแฟอีกมากที่อาจจะอยากดื่มที่บ้านแบบสะดวกสบาย

Folgers ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาตอนนั้น ก่อตั้งเมื่อปี 1850 พยายามท้าทายความเชื่อเดิมของคนอเมริกันที่ต้องออกไปดื่มกาแฟนอกบ้าน พวกเขาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นผงกาแฟในกระป๋องสังกะสี ซึ่งแรกเมื่อผลิตนั้นเจาะกลุ่มตลาดบนของอเมริกา เนื่องจากว่าราคาค่อนข้างสูง ต่อมา Folgers เริ่มปรับตัวเอง หาทางลดต้นทุนการผลิตลงเพื่อต่อสู้กับกาแฟสำเร็จรูปและยี่ห้อคู่แข่งอย่าง Maxwell ลงมาขายในตลาดของชนชั้นกลางมากขึ้น

อิทธิพลของครอบครัว Folgers ที่สั่งสมมานานในธุรกิจกาแฟ ทำให้ Folgers เป็นแบรนด์ที่ขายกาแฟบด (Ground Coffee) เจ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาในยุคนั้น โฆษณาที่มาพร้อมสโลแกน “Best part of waking up” กลายเป็นวลีฮิตติดตลาด (ปัจจุบันแบรนด์ Folgers เป็นของบริษัท J.M.Smuckers company)

ขณะที่ Folgers เล่นเรื่องของการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในตอนเช้า (Best part of waking up) แบรนด์คู่แข่งก็เล่นสโลแกนเด็ดไม่แพ้กัน ด้วยการส่งกาแฟที่อร่อยจนหยดสุดท้าย (Good to the last drop) ออกมาแข่งขัน บริษัทที่ว่านี้คือ Maxwell House ก่อตั้งโดย Joel Cheek เมื่อปี 1892

การช่วงชิงความได้เปรียบของ Maxwell นั้นอยู่ที่หุ้นส่วนคนสำคัญของเขาก็คือ John Neal ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่เชี่ยวชาญเรื่องการค้าส่งและการกระจายสินค้า โดยเฉพาะในธุรกิจอาหาร สโลแกน อีกทั้งการทำการตลาดที่เหนือชั้นกว่า วลีเด็ด “Good to the last drop” ที่เริ่มใช้สำหรับการทำการตลาดในปี 1915 กลายเป็นวลีที่โด่งดังหลังจากที่ Maxwell เคลมว่า ประโยคนี้มาจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) เอ่ยขึ้นมาหลังจากที่มีโอกาสได้ชิมกาแฟจากแมกซ์เวล เฮ้าส์

แมกซ์เวลเป็นตัวอย่างที่ดีของแบรนด์ที่มีการทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ที่ดี ควบคู่ไปกับการกระจายสินค้าที่ตรงสู่เป้าหมายในปี 1924 แมกซ์เวลทุ่มเงินโฆษณาเกือบ 3 แสนเหรียญ เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก และเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ จนกระทั่ง Maxwell House ได้ขึ้นเป็นแบรนด์ที่ขายได้มากที่สุดต่อเนื่องกันจนถึงยุคทศวรรษที่ 1980s

ในยุคแรกสิ่งที่แบรนด์ใช้ในการทำการตลาดจริงๆ ไม่ได้เป็นเรื่องของรสชาติ แต่เน้นไปที่เรื่องของความสะดวกสบายและการเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง เป็นการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมจริงๆ (Mass Production) กาแฟเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วได้เพราะการขยายเส้นทางการขนส่งทางราง และการเติบโตของชนชั้นกลาง ธุรกิจกาแฟแบบพร้อมชงนั้นเติบโตในช่วงเวลานั้น

เทคโนโลยีในตอนนั้นที่ถือว่ามีความสำคัญกับคุณภาพของกาแฟ เพื่อรักษาความสดใหม่ไว้ได้ก็คือการบรรจุแบบสุญญากาศ (Vacuum Packaging) ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของยุคก็ว่าได้ มันสามารถช่ายรักษาความสดใหม่ของกาแฟได้และเอื้อกับการขนส่งระยะไกลมากขึ้น โดยบรรจุกาแฟในกระป๋องสังกะสีที่เอาอากาศออกหมดแล้ว ผู้คิดระบบนี้ในยุคนั้นคือ บริษัท Austin and R.W. Hills (เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์กาแฟ Hills Bros ด้วย) โดย R.W. Hills เป็นผู้ปฏิวัติการบรรจุกาแฟก็ว่าได้ และส่งผลมาถึงบรรจุภัณฑ์ของกาแฟจนถึงปัจจุบัน ทว่ากาแฟของเขาไม่ได้โด่งดังเหมือนเทคโนโลยี ไม่สามารถสู้ Folgers และ Maxwell House ได้

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่างหนึ่งของยุคก็คือ การเกิดขึ้นของกาแฟสำเร็จรูปในปี 1903 นักเคมีลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ป่น ซาโตริ คาโตะ (Satori Kato) ได้ประยุควิธีการอบแห้งชามาใช้กับกาแฟปรากฏว่าได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ และจดสิทธิบัตรการทำ Instant Coffee (ลำดับที่ U.S.Patent No.735,777)  เมื่อเดือน ส.ค.1903 (แต่จริงๆ แล้วเขาจดทะเบียนสิทธิบัตรนี้ไว้ก่อนหน้านี้แล้วที่ฝรั่งเศสเมื่อปี 1890) ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ความนิยมในกาแฟสำเร็จรูปเติบโตอย่างรวดเร็วก็คือสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากกาแฟสำเร็จรูปถูกบรรจุเป็นของจำเป็นของทหารอเมริกันที่ออกรบในปี 1917

แต่ผู้ที่ทำให้กาแฟสำเร็จรูปโด่งดังในอเมริกาจริงๆ ก็คือเจ้าพ่อแห่งวงการกาแฟสำเร็จรูปตอนนี้นั่นเอง ก็คือเนสท์เล่ ในปี 1938 บริษัท Nestle หลังจากจดทะเบียนสินค้ากาแฟสำเร็จรูปของตัวเองในอเมริกาเริ่มทำการตลาดและได้ผลิตให้กับกองทัพสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย เนสกาแฟทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกาแฟสำเร็จรูปกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตยุคใหม่ของคนอเมริกัน

ช่วงทศวรรษ 1970 หนึ่งในสามของกาแฟที่มีการซื้อขายกันทั่วโลกถูกนำมาใช้เพื่อการทำกาแฟสำเร็จรูป แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ในตลาดทั้ง Folgers และ Maxwell House ก็ออกกาแฟสำเร็จรูปของตัวเองออกมาช่นกัน ความสะดวกสบาย ไม่ต้องใช้เครื่องชงวุ่นวาย แค่เติมน้ำร้อนเข้าไปก็ใช้ได้เลย ทำให้มันได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แต่กระแสนี้ก็อยู่ได้ราว 30 ปี ก็เริ่มตกลงเนื่องจากคนอเมริกันเริ่มคำนึงถึงเรื่องรสชาติมากขึ้น ทำให้พอถึงทศวรรษ 1980s คนอเมริกันก็มองหากาแฟสำเร็จรูปที่รสชาติซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม หรือไม่ก็รูปแบบใหม่ๆ ของการดื่มกาแฟ กาแฟสำเร็จรูปกลายเป็นของใช้ในครัวธรรมดา ในขณะที่ผู้บริโภคมองหาอะไรที่ก้าวไปอีกขั้น

ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาของการเติบโตของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ความก้าวหน้าเรื่องเทคโนโลยีการผลิตเชิงอุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่ที่มีมากขึ้นทั่วอเมริกา ทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีราคาตามราคาวัตถุดิบ เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า ไดรเป่าผม ตู้เย็น อาหารแช่แข็งกลายเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางในสหรัฐสามารถซื้อหาได้ แน่นอนมันรวมถึงเครื่องต้มกาแฟ และที่ดังสุดๆ ตอนนั้นคงไม่มีใครเกินเครื่องชงกาแฟของ “มิสเตอร์คอฟฟี่ เมกเกอร์” (Mister Coffee Maker) หรือเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ โดย วินเซนต์ มารอตต้า (Vincent Marotta) การโฆษณาอย่างหนักหน่วงโดยใช้นักเบสบอลชื่อดังจากทีม Yankee Clipper อย่าง Joe DiMaggio มาเป็นพรีเซนเตอร์ ทำให้เกิดการจดจำอย่างมาก ช่วงสิบปีที่เครื่องออกขายสามารถจำหน่ายเครื่องชงกาแฟได้กว่า 4 หมื่นเครื่องเลยทีเดียว ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจกาแฟและเปลี่ยนโฉมหน้าทั้งร้านกาแฟ ทั้งการดื่มกาแฟ และทัศนคติของคนกับกาแฟก็เริ่มเปลี่ยน

และพร้อมเข้าสู่คลื่นลูกที่สองของธุรกิจกาแฟ

 

เอาใจคนรักกาแฟ “เอสเปรสโซ่พุดดิ้ง” ทำง่ายอร่อยด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480235

เอาใจคนรักกาแฟ "เอสเปรสโซ่พุดดิ้ง" ทำง่ายอร่อยด้วย

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

Pudding อาจมีความหมายได้หลายอย่างตามความเข้าใจของคนแต่ละเชื้อชาติและวัฒนธรรม ยิ่งเวลาผ่านไป “พุดดิ้ง” ยิ่งมีหลากหลายความหมายมากขึ้น บ้างลึกซึ้งขึ้นจนมีเรื่องราวเกี่ยวพันกับชีวิตกลายเป็น Quote ที่เกี่ยวข้องกับพุดดิ้ง แม้แต่เจ้าแม่แห่งพ่อมด Harry Potter ยังแอบมี “Quote” เกี่ยวกับพุดดิ้ง ที่บอกว่า “I hope there’s pudding” หากแปลตามตัวความหมายอาจแค่เพียง“ฉันหวังว่าจะมีพุดดิ้งด้วย” หากคำพูดนี้ถูกหยิบยกไปใช้ในตอนช่วงเซ็งๆ อาจหมายถึง ความหวังข้างหน้าที่จะเข้ามาอยากให้มันดีขึ้น เพราะตามรากเหง้าของคนอังกฤษแล้ว Pudding จะหมายถึงของหวานตบท้ายที่เด็กๆ รอคอย

หากอ่านเรื่องราวของพุดดิ้งยังมีสนุกๆ อีกเยอะ จนเรารวบรวมไว้เป็น Global History ที่เกี่ยวพันกับพุดดิ้งล้วนๆ ในตอนนี้ผู้เขียนจึงอยากหยิบยกพุดดิ้งในรูปแบบต่างๆ มาเป็นสูตรง่ายๆ ที่ทำเป็นพุดดิ้งได้ไม่ยาก และบอกไว้เลยว่าใครกลัวพุดดิ้งไม่ต้องกังวล เพราะพุดดิ้งหลายๆ ชนิดทำได้ง่ายและกินเวลาไม่นาน

อย่างในฉบับนี้ขอนำเอาอีกความหมายของพุดดิ้งแบบที่ง่ายที่สุดมาทำเป็นขนม เพราะคำว่าพุดดิ้งไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่ขนมเพียงชนิดเดียว เรียกว่า อะไรที่ช้อนตักขึ้นมาได้และมีรสชาติหวานสร้างความสุขตบท้ายมื้ออาหารได้ จะถูกเรียกเหมารวมเป็นพุดดิ้งไปเสียหมดจึงถือว่า Pudding เป็นอีกความหมายหนึ่งของ Dessert ก็ว่าได้

ฉบับนี้จึงขอเริ่มด้วยพุดดิ้งที่เกิดจากการ “ปั้นน้ำเป็นตัว” โดยใช้สิ่งที่เชฟทำขนมเรียกว่า Gelatin วัตถุดิบสำคัญในการทำขนมที่จะเปลี่ยนรูปร่างสสารจากของเหลวไปเป็นของแข็ง เพิ่มอรรถรสในการรับประทานได้ให้ลิ้นค่อยๆ ละเลียดรสแล้วละลายเอื๊อกเข้าสู่ลำคอ ช่วงนี้แหละที่จะได้รับรสและกลิ่นได้ดี จนรู้สึกหอมอร่อยขึ้นมา เสน่ห์ของ Jelly คงอยู่ในช่วงนี้

ปกติดื่มกาแฟ กลิ่นหอมๆ มีความร้อนช่วยนำพาให้ฟุ้งขึ้นมาแต่ความหอมหายไปในช่วงเวลาเพียงชั่วครู่ หลังจากที่หายไปในคอ แต่การรับประทานเจลลี่หรือพุดดิ้งกาแฟ เมื่อลิ้นขยี้ให้แหลกก่อนกลืน รสขมๆ ของกาแฟเอสเปรสโซ่ “เพียว” ที่เข้มข้น สลับกับครีมหอมๆ มันๆ มันน่าจะช่วยให้จบมื้ออาหารได้สมบูรณ์ขึ้น หรือจะเป็นอีกมิติในการกินกาแฟรอบบ่ายที่สร้างความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

สูตรนี้ไม่ยากเย็นด้วย เพียงชงกาแฟสดให้เข้มข้นแบบเอสเปรสโซ่เติมน้ำตาลและเจลาตินที่แช่น้ำเย็นจนนุ่ม ความร้อนของกาแฟจะช่วยให้เจลาตินละลายได้ไม่ยาก จากนั้นแช่เย็นรอจนคงตัว แล้วจึงเติมครีมที่ผสมนมข้นหวานนิดๆ ให้หวานหน่อยๆ ชูรสให้ละมุนขึ้น

เอสเปรสโซ่พุดดิ้ง มีข้อดีตรงที่สามารถทำไว้ได้ล่วงหน้า เหมาะสำหรับเอาไปปาร์ตี้ Pot luck เพราะทำได้ทีละเยอะๆ แช่เย็นเก็บไว้ได้ไม่เสียรสชาติไป สาวกกาแฟน่าจะชอบพุดดิ้งที่ง่ายที่สุดสูตรนี้

Espresso Pudding (8-10 ถ้วยเล็ก)

ส่วนผสมสำหรับเจลลี่

– กาแฟเอสเปรสโซ่ 500 มล.

– น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ

– เจลาติน 6 แผ่นสั้นส่วนผสมสำหรับซอสครีมหวาน

– วิปครีม 1/2 ถ้วย

– นมข้นจืด 4 ช้อนโต๊ะ

– นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ

– นมจืด 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

แช่เจลาตินในน้ำเย็น เพื่อให้แผ่นเจลาตินนุ่ม ประมาณ 5 นาที

ชงกาแฟเอสเปรสโซ่ให้ได้ประมาณ 500 มล. เติมน้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย หากความร้อนลดลงอุ่นกาแฟได้เบาๆ อย่าให้เดือดแรงจากนั้นเติมเจลาตินลงไป คนให้ละลาย เทใส่ภาชนะ

ผสมวิปครีม นมข้นจืด นมข้นหวานและนมสดเข้าด้วยกัน แช่เย็นเพื่อใช้ราดลงบนพุดดิ้งกาแฟก่อนเสิร์ฟ

 

ผัดไทยต้นตะขบ 40 ปี แห่งความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479094

ผัดไทยต้นตะขบ 40 ปี แห่งความอร่อย

โดย…ชูเดช สีหะวงษ์

ในแต่ละพื้นที่มักจะมีอาหารชื่อดังประจำถิ่น อย่างที่ จ.ชัยนาท หากใครได้ไปเที่ยวที่เขื่อนเจ้าพระยา ถ้าไม่ได้รับประทานอาหารขึ้นชื่อประจำถิ่นอย่าง ผัดไทยต้นตะขบ เจ้าของตำนาน 40 ปี ของความอร่อย ที่มีมาคู่เขื่อนเจ้าพระยา ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงเขื่อนเจ้าพระยาอย่างแท้จริง

ผัดไทยต้นตะขบ เจ้าของตำนานความอร่อยที่อยู่คู่กับเขื่อนเจ้าพระยามากว่า 40 ปี ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ห่างจากเขื่อนเจ้าพระยาเพียงแค่ 700 เมตร บริหารงานโดย อารีย์ ภู่มาลัย เจ้าของร้านและแม่ครัว ซึ่งเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 3 แล้วที่สืบทอดสูตรผัดไทยต่อๆ กันมา ตั้งแต่รุ่นคุณยาย

 

อารีย์ กล่าวว่า เคล็ดลับความอร่อยจนเป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้า มาจากการเลือกวัตถุดิบในการปรุง ตั้งแต่กุ้ง ที่ต้องคัดกุ้งสดได้ขนาด เส้นชนิดต่างๆ ต้องเป็นเส้นที่มีคุณภาพสูง ส่วนผักและเครื่องเคียงทั้งหัวปลี ต้นหอม และมะนาว จะซื้อใหม่สดทุกวัน

เคล็ดลับที่สำคัญอีกอย่าง คือ เทคนิคในการผัดเส้นที่จะต้องใช้น้ำปรุงรสเฉพาะของที่ร้าน และเทคนิคการปรับไฟในแต่ละขั้นตอนการผัด สิ่งเหล่านี้ได้จากประสบการณ์ตลอดกว่า 40 ปี ที่ตระกูล ภู่มาลัย สั่งสม และสืบทอดกันมา นอกจากนี้ความเอาใจใส่ลูกค้า คิดราคาที่เหมาะสม ให้ลูกค้าอิ่มอร่อยคุ้มกับเงินที่จ่าย  คือ จานเล็ก 40 บาท จานกลาง 80 บาท และจานใหญ่สำหรับครอบครัว จานละ 150 บาท ก็ทำให้ร้านอยู่ยืนยงมาได้ถึง 40 ปี

ร้านผัดไทยต้นตะขบ เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. ผ่านมา จ.ชัยนาท ต้องแวะชิมกันให้ได้