เปิดกล่องความสุข @ไวท์ เดย์ พาทิสเซอรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479092

เปิดกล่องความสุข @ไวท์ เดย์ พาทิสเซอรี่

โดย…พาแลง ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ร้านขนมสไตล์ญี่ปุ่นที่รสสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น ยามได้ชิมราวกับของขวัญพิเศษชิ้นหนึ่ง หากคุณได้พาคนรักขนมหวานไปเยือน แกรนด์โอเพนนิ่ง สาขาน้องใหม่ไปที่สยามเซ็นเตอร์ คอขนมหวานอาจคุ้นกับชื่อ ไวท์ เดย์ พาทิสเซอรี่ (White Day Patisserie) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาล White Day ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งการมอบของขวัญให้กับคนที่รัก แน่นอนว่าตามคอนเซ็ปต์นี้ขนมหวานของที่นี่จึงเป็นสิ่งพิเศษไม่ต่างจากของขวัญ คนที่แวะเวียนมาที่นี่จึงหนาแน่นเกือบทุกวัน

พื้นที่ของร้านที่สาขาสยามเซ็นเตอร์ ไม่ได้โอ่โถงมากนัก แต่สไตล์การตกแต่งร้านยังเน้นตามคอนเซ็ปต์ของขวัญ ทางร้านได้นำกล่องของขวัญมาตกแต่งตามธีมหลัก บวกกับสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัย เน้นโทนสีสบายด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และสีเอิร์ธโทน ทำให้บรรยากาศอบอุ่นน่ารัก ฝั่งที่นั่งซึ่งเป็นเคาน์เตอร์ยังมีลูกเล่น นำของขวัญมาเพิ่มเติม มี Gift Card Zone หรือโซนของขวัญทำมือ เพื่อให้เราได้ดีไซน์การ์ดของขวัญ หรือวาดภาพน่ารักๆ เพื่อแนบไปกับของขวัญ หรือแขวนโชว์อวดฝีมือไว้ที่ร้านก็ได้

 

จะว่าไปแล้วที่นี่เป็นร้านขนมหวานที่หาพระเอกค่อนข้างยาก เพราะแต่ละคนชื่นชอบขนมไม่ซ้ำกัน และเพราะมีขนมให้เลือกหลากหลายจนตาลาย จุดเด่นของเมนูร้านไวท์ เดย์ จะอยู่ที่เนื้อเค้กสไตล์ญี่ปุ่นที่ไม่หวานและไม่เลี่ยนมาก ซึ่งเมนูที่สาวๆ ต้องยกนิ้วให้คงต้องเป็น White Day Shortcake เค้กที่ถือว่าได้รับความนิยมสูง เริ่มที่เนื้อเค้กสปองจ์สูตรญี่ปุ่นแท้ ที่นุ่มและเบา จนแทบจะละลายได้เองในปาก ตัดกับรสสตรอเบอร์รี่สดลูกใหญ่คำโตที่หวานกรอบ แทรกในชั้นครีมสดนามะ ที่ไม่หวาน ทำให้ภาพรวมของจานนี้ไม่เลี่ยนและไปต่อได้สำหรับสาวๆ

สาวกเค้กยกให้อีกหนึ่งจานที่พลาดไม่ได้ The Red Velvet เค้กสปองจ์ช็อกโกแลตสีแดง เนื้อนุ่มเบาผิวสัมผัส คล้ายกำมะหยี่ทรงหัวใจ แทรกด้วยชั้นของครีมชีส จนได้กลิ่นหอม รสชาติออกเปรี้ยวนิดเค็มหน่อยแต่ยังหวานน้อยเหมือนเดิม และสำหรับเมนูที่จะเรียกความสดชื่นให้สาวๆ ต้องยกให้ Fruit Puff Parfait พิเศษแป้งครัฟเฟิลที่มีลักษณะพิเศษคล้ายแป้งพัฟครัวซองต์ที่นำมารีดบางๆ อบจนกรอบ เสิร์ฟอุ่นๆ เสิร์ฟคู่มากับผลไม้รวมและซอสเบอร์รี่เข้มข้น ไอศกรีม 3 ลูกแล้วยิ่งทำให้สดชื่น

 

สำหรับคนที่รักชาเขียวเป็นพิเศษ อาจจะฟินกับเมนูนี้เหมือนพาแลง นั่นคือ Matcha Lava ที่ด้านนอกเป็นเค้กช็อกโกแลต แต่ไฮไลต์คือไส้ลาว่าที่เป็นชาเขียวมัทฉะรสเข้มข้น เมื่อทานคู่กับช็อกโกแลตนามะ
ชาเขียวเข้มข้น ถั่วแดง ไอศกรีมชาเขียวมัทฉะ สตรอเบอร์รี่ และช็อกโกแลตครัมเบิล นับแล้วเป็นอีกหนึ่งเมนูที่จะอยู่ในใจ

ส่วนเมนูใหม่ล่าสุดของทางร้าน นั่นก็คือ Fujisan Kakig&&33;ri!! หรือเรียกง่ายๆ ว่าฟูจิซัง เป็นเมนูน้ำแข็งใสนุ่มเบาสไตล์ญี่ปุ่น รูปลักษณ์สวยควรคู่กับการถ่ายรูปมากๆ รสชาติอมเปรี้ยวเพราะมี Honey Lemon เป็นน้ำราด สอดไส้ด้านในด้วยชีสเค้กชิ้นเล็กๆ อัดแน่นอยู่ นอกจากนี้ยังมีเจลลี่น้ำผึ้งและซีเรียลรสน้ำผึ้ง ส่วนท็อปของฟูจิซังจะเป็น White Chocolate Cream ราดด้วยซอส Blue Lemon Syrub ให้ความรู้สึกสนุกและตื่นเต้นว่าแต่ละคำที่เราตักจะไปเจออะไร

 

ร้านไวท์ เดย์ พาทิสเซอรี่ ไวท์ เดย์ พาทิสเซอรี่ มีทั้งหมด 6 สาขา ล่าสุดของร้าน ณ ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า สยามเซ็นเตอร์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-22.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม ติดตาม www.
whitedaypatisserie.com เฟซบุ๊ก/อินสตาแกรม : whitedaypatisserie

 

มื้อแห่งความรัก อิ่ม… ดีต่อใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479070

มื้อแห่งความรัก อิ่ม... ดีต่อใจ

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เดือน ก.พ. มาถึงพร้อมกับกลิ่นอายของฤดูกาลแห่งความรักอันหอมหวาน หันไปทางไหนก็เห็นแต่สีชมพู สีแดง หัวใจ ดอกกุหลาบ คิวปิด ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ของวาเลนไทน์

สำหรับความรักที่สวยงามนั้นไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่า ต้องเป็นรักระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น แม้แต่ใครบางคนที่เราไม่เคยรู้จัก ความรักก็สามารถส่งมอบไปถึงได้ ในเทศกาลแห่งความรักการพบปะเพื่อพูดคุยดื่มกินกับคนรู้ใจ จะไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่เกี่ยวข้องกับอีกหลายๆ คนก็ได้

ในช่วงวาเลนไทน์นี้ อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ แห่ง โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ แนะนำชุดน้ำชายามบ่ายและค็อกเทลเมนูใหม่ในธีม “ฮาร์ทส แอนด์ โรสเซส” โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายจะมอบให้กับมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในโอกาสโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ครบรอบ 5 ปี

นอกจากจะได้เฉลิมฉลองความรักของเราอย่างอิ่มเอมแล้ว มื้อนี้ยังอาจจะดีต่อใจของใครอีกหลายๆ คน

 

ชุดน้ำชาโดยการสร้างสรรค์ของ เชฟเซบาสเตียน ฮูแกแวร์ฟ หัวหน้าพ่อครัวขนมหวานในธีม “ฮาร์ทส แอนด์ โรสเซส” นอกจากสีสันสวยงามหน้าตาน่ารับประทานแล้วที่ต้องขีดเส้นใต้ตัวโตๆ คือ ทุกเมนูคัดเลือกวัตถุดิบซึ่งมีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ จึงดีต่อหัวใจอีกหนึ่งต่อ

ในเซตนี้มีอาหารคาวรวมอยู่ด้วยคือ แซนด์วิชขนมปังพัมเพอร์นิคเคิลไส้ปลาแซลมอนรมควัน ซุปมะเขือเทศเสิร์ฟเย็นกับขนมปังกรอบและใบโหระพา แป้งฟิลโล (Phyllo) อบไส้หน่อไม้ฝรั่ง แซนด์วิชไส้ปลาเทราต์ แตงกวาและผักฮอร์สแรดิช

บางคนอาจจะไม่ค่อยเคยคุ้นกับ Pumpernickel (พัมเปอร์นิคเคิล) ซึ่งเป็นขนมปังสีน้ำตาลเข้ม เนื้อแน่น รสหวานนิดๆ นี้มีต้นกำเนิดจากเยอรมนี ทำจากข้าวไรย์ เป็นขนมปังที่มีไฟเบอร์สูง ส่วนแซลมอนและปลาเทราต์นั้นก็มีไขมันดี และโอเมก้า 3 ผักอย่างมะเขือเทศ แตงกวา และฮอร์สแรดิชก็มีวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

 

คนรักช็อกโกแลตย่อมปลาบปลื้มกับขนมหวาน เชฟเลือกใช้ช็อกโกแลตเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งช็อกโกแลตนี้ไม่ได้มีดีแค่อร่อย หากยังผสมสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดเครียดอีกต่างหาก

ขนมหวานในชุดนี้รวมถึง แยมโรลแบล็กฟอเรส เค้กช็อกโกแลตสไตล์เวียนนา (Sachertorte) บราวนี่ช็อกโกแลต ฟินองเซียรสช็อกโกแลต (ขนมสไตล์ฝรั่งเศสชิ้นเล็กๆ เข้มข้นหอมหวาน) และราสพ์
เบอร์รี่ช็อกโกแลตไส้บัตเตอร์สกอต โมจิไส้วานิลลา ช็อกโกแลตชิพสโคน และมาการองรูปหัวใจ

เครื่องดื่มที่ เชฟ ฮูแกแวร์ฟ แนะนำเพื่อให้ดื่มไปกันได้ดีคือ ชามาคิยาจ แฟรส์ (Mariage Freres) บลอง แอนด์ โรส (Blanc & Rose) ชาขาวฝรั่งเศส มีส่วนผสมของกลีบกุหลาบ ซึ่งมีกาเฟอีนน้อย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ดื่มแล้วสดชื่น แต่จะเปลี่ยนเป็นกาแฟ สาเก โปรเซคโค หรือ แชมเปญ ก็ตามรสนิยม

 

หากแวะไปค่ำๆ ยังมีค็อกเทลเมนูใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์หัวใจและกุหลาบ อย่าง ลา วี ออง โรส (La Vie en Rose) ตามชื่อเพลงดังของฝรั่งเศส ดั้งเดิมร้องโดย อีดิธ เพียฟ แต่หลายคนรู้จักในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของ หลุยส์ อาร์มสตรอง เพลงรักหวาน (เหมาะกับวาเลนไทน์มากๆ) กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ค็อกเทลสีหวาน ซึ่งผสมด้วยจิน เหล้าหวาน บิตเทอร์ เหมาะเป็นเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย

ค็อกเทลสุดคลาสสิกอย่าง โอลด์ แฟชั่น นำมาปรุงแต่งให้เข้ากับเทศกาลแห่งความรักอย่าง โรส โอลด์ แฟชั่น (Rose Old Fashioned) โดยมีดอกไม้จากบัลแกเรียเป็นส่วนผสม ส่วน ฟรอม แบงค็อก วิท เลิฟ (From Bangkok with Love) มีส่วนผสมหลักเป็นแม่โขง ผสมกับผลไม้อย่างสับปะรด และราสพ์เบอร์รี่

อีกหนึ่งเมนูเหมาะสำหรับหญิงสาว ไลชี แอนด์ โรส เพทอล มาร์ตินี่ (Lychee and Rose Petal Martini) ผสมจากวอดก้า ลิ้นจี่ ส่วน เดอะ ลุมพินี โรส (The Lumpini Rose) ผสมจากจิน น้ำแตงกวา โซดา น้ำมะนาว และน้ำเชื่อม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากค็อกเทลชื่อ เซาธ์ไซด์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นค็อกเทลสุดโปรดของเจ้าพ่ออัลคาโปน ผู้เลื่องชื่อในอดีต

วาเลนไทน์นี้เป็นช่วงเวลาดีๆ สำหรับการพบปะพร้อมชุดน้ำชายามบ่ายที่ทั้งอร่อยท้องและอิ่มใจ ในราคา 1,190++ บาท (ชากาแฟ) 1,690++ บาท (สาเกหรือโปรเซคโค 2 แก้ว) และ 2,750++ บาท (แชมเปญ) ให้บริการตั้งแต่เวลา  14.00-17.00 น. เวลาดีๆ ที่ไม่อยากให้จบลงง่ายๆ ก็อาจจะต่อกันด้วยค็อกเทล ซึ่งให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00-ตีหนึ่ง ที่อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ถนนวิทยุ โทร. 02-687-9000 หรือ upandabove@okurabangkok.com

นอกจากจะได้เฉลิมฉลองความรักของเราอย่างอิ่มเอมแล้ว มื้อนี้ยังอาจจะดีต่อใจของใครอีกหลายๆ คน

 

เดอะ คัพ เรสเทอรองต์ แอนด์ ทีรูม ความอร่อยครองใจนักชิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479068

เดอะ คัพ เรสเทอรองต์ แอนด์ ทีรูม ความอร่อยครองใจนักชิม

โดย…คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ครองใจแฟนๆ นักชิมมากว่า 40 ปี นับแต่สาขาแรกที่โรงแรมโอเรียนเต็ล กระทั่งตอนนี้มาอยู่ที่ชั้น 3 อาคารเลครัชดา เยื้องๆ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ยังคงมอบความอร่อยสไตล์ยุโรปให้กับแฟนๆ รุ่นเก๋า ต่อยอดมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่เคยมากับพ่อแม่กันเป็นครอบครัว อย่างในช่วงเทศกาลคริสต์มาส มื้อเทศกาลที่เดอะ คัพฯ โต๊ะที่นั่งจะถูกจับจองเต็มอย่างรวดเร็ว

เมื่อเดินเข้าไปในร้านเดอะ คัพ เรสเทอรองต์ แอนด์ ทีรูม (The Cup Restaurant and Tea Room) นั้นประหนึ่งหลุดเข้ามาในร้านอาหารที่ยุโรป ร้านตกแต่งสไตล์เรียบหรู ดูน่าสบาย เหมาะกับการรับประทานอาหาร หรือแวะมานั่งเมาท์มอยจิบน้ำชายามบ่าย ร้านกว้างขวาง จุคนได้ราว 80 ที่นั่ง

ร้านเดอะ คัพฯ ขึ้นชื่อด้านอาหารยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารอบ (Roast) สไตล์อังกกฤษ ซึ่งเจ้าของร้านเอง และลูกค้าเก่าแก่ต่างก็ชื่นชอบ โดยเมนูจะหมุนเปลี่ยนเวียนไปแต่ละวันไม่ซ้ำกัน ตั้งแต่จานซุป เช่น ซุปหัวหอมสไตล์ฝรั่งเศส ซุปครีมเห็ด ซุปปลา มาจนถึงจานสลัดและสตาร์ตเตอร์ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สลัดอกเป็ดรมควัน ราดซอสแบล็กเบอร์รี่และพอร์ตไวน์, ร็อกเก็ตสลัดกับไส้กรอกอิตาเลียน, สลัดนีซวส ส่วนใครชอบพวกปาเต้ต่างๆ มาที่นี่ก็ต้องห้ามพลาดปาเต้ตับไก่สูตรเด็ด

สำหรับเมนคอร์สที่เดอะคัพ อย่างที่บอกว่าเน้นอาหารอบสไตล์อังกฤษ รวมทั้งจานสเต๊กต่างๆ เช่นว่า หมูอบราดซอสแอปเปิ้ลสไตล์โฮมเมด, ขาแกะอบ เสิร์ฟกับมินต์ซอส และเร้ดเคอร์แรนต์เจลลี่, เดอะ คัพ เป๊ปเปอร์สเต๊ก, ปลาดอรีซอสบราวน์บัตเตอร์, เนื้อตุ๋นกูลาชปาปริกา ส่วนใครชอบเมนูผสมผสานต้องลอง เพนเนหรือสปาเกตตีปลาสลิดกรอบอีกเมนูที่ครองใจแฟนๆ ชาวไทยมาอย่างยาวนาน

 

เดอะ คัพ เรสเทอรองต์ แอนด์ ทีรูม บริการทุกวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 11.00-18.00 น. (ปิดทุกวันอาทิตย์) โทร. 02-264-0247

 

ทิพหอยทอดภูเขาไฟ ลองแล้วจะติดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479060

ทิพหอยทอดภูเขาไฟ ลองแล้วจะติดใจ

โดย…แมงโก้หวาน

ใครชอบกินหอยเชิญทางนี้ วันนี้จะพาไปชิมเมนูหอยทอดของร้าน “ทิพหอยทอดภูเขาไฟ” อยู่ย่านบางรัก ย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่มีร้านอาหารอร่อยๆ ซ่อนตัวอยู่มากมายตามซอกมุมต่างๆ โดยร้านจะอยู่ถนนเจริญกรุง ซอย 50 ข้างโรบินสัน บางรัก เข้าซอย 20 เมตร อยู่ซ้ายมือ เป็นร้านเก่าแก่เปิดมาตั้งแต่ปี 2513

มีหลายเมนูให้เลือกชิม ขอเลือกไปที่เมนูขึ้นชื่อและแพงสุดของร้านก็คือ “หอยแมลงภู่ทอดราดหอยนางรม” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “หอยทับหอย” หน้าตาถือว่าน่ากิน ด้านล่างเป็นหอยแมลงภู่ทอด ที่มีลักษณะกรอบนอกนุ่มใน แป้งบางกำลังดี ด้านบนราดทับด้วยหอยนางรม ความพิเศษของจานนี้อยู่ที่การผัดออส่วนหอยนางรมแบบโบราณที่ให้ได้ความนุ่มของแป้งและความฉ่ำจากตัวหอย

รสชาติโดยรวมถือว่ากลมกล่อมพอดี คือ มีความกรอบนุ่มในส่วนของหอยแมลงภู่ทอด และความฉ่ำหวานของหอยนางรมที่สดใหม่ ยิ่งรับประทานกับซอสพริกสูตรเฉพาะของทางร้านที่รสชาติออกเปรี้ยวหวานนิดๆ ถือว่าเข้ากันดี ช่วยให้ไม่เลี่ยนมาก รสชาติลงตัว สนนราคาที่จานละ 80 บาท

 

เนื่องจากเป็นเมนูที่ใช้อาหารทะเลเป็นวัตถุดิบหลัก สิ่งที่สำคัญคือความสดใหม่ ถ้าวัตถุดิบไม่สด มีกลิ่นก็เป็นอันจบเห่ ไม่ว่าร้านไหนๆ ถ้าลูกค้าเข้าร้านครั้งแรกแล้วเจอปัญหานี้ เชื่อว่าน้อยคนที่จะกลับมาที่ร้านอีก แต่ร้านทิพหอยทอดภูเขาไฟ “เฮียตง” เจ้าของร้านการันตีความสด

“เราพยายามเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีและสดที่สุดจากทะเลเพื่อลูกค้า โดยหอยเราสั่งตรงมาจากบางแสน จ.ชลบุรี สั่งแบบวันต่อวัน ไม่มีเก็บค้างคืน เวลานำมาทำเมนูหอยทอดลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงความฉ่ำหวานจากตัวหอย นั่นเพราะเราใช้หอยสดจริง เมื่อได้มาแล้วก็จะคัดอีกทีและล้างทำความสะอาดอย่างดี อย่างหอยแมลงภู่ก็จะเอาหนวดหรือเส้นใยเหนียวออก ล้างจนสะอาดแล้วเก็บแช่ไว้ในตู้แช่โปะด้วยน้ำแข็งเพื่อรักษาความสด”

นอกจากเมนูหอยทับหอยก็ยังมีหอยแมลงภู่ทอด หอยนางรมทอด และออส่วนทั้งหอยนางรมและแมลงภู่ที่ผัดแบบโบราณซึ่งให้ได้ความนุ่มของแป้งซึ่งเป็นสูตรพิเศษของทางร้าน ขณะที่หอยนางรมจะไม่สุกจนเกินไป เวลารับประทานก็จะมีความนุ่มและหวานจากตัวหอย ราคาอยู่ที่จานละ 70 บาท

 

สำหรับใครที่อยากรับประทานกับข้าวสวยก็มีเมนูกับข้าวให้สั่ง เป็นข้าวไข่เจียวหอยนางรม และข้าวไข่เจียวหอยแมลงภู่ หน้าตาไข่เจียวที่ทอดออกมาสีเหลืองทองแบบฟูนุ่มสีสันน่ากิน ข้างในมีหอยนางรมและหอยแมลงภู่ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำจิ้มสูตรพิเศษก็เป็นเมนูที่กินแล้วอิ่มท้อง

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวออฟฟิศ พนักงานห้าง เด็กนักเรียน และชาวต่างชาติแถบเอเชีย เช่น จีน ไต้หวันมาเลเซีย ญี่ปุ่น โดยเฉพาะญี่ปุ่นรู้จักทิพหอยทอดภูเขาไฟเป็นอย่างดี เพราะมีสื่อญี่ปุ่นมาถ่ายทำและสัมภาษณ์ เวลาชาวญี่ปุ่นมาเมืองไทยก็มักจะกินที่ร้าน

ลองไปพิสูจน์ความอร่อยด้วยตัวเองดูครับ ร้านเปิดเวลา 10.30-20.00 น. หยุดทุกวันอาทิตย์ สอบถามได้ที่เบอร์โทร. 02-233-1116 ช่วงก่อนเที่ยงไปจนถึงบ่ายโมงโดยประมาณลูกค้าจะแน่น อีกเวลาคือช่วงเย็นหลังเลิกเรียนลูกค้านักเรียนจะกินกันมาก

 

ต้มข่ากาแฟ โรงแรม กาแฟ และการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479058

ต้มข่ากาแฟ โรงแรม กาแฟ และการตลาด

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง

ไม่นานมานี้ผมได้คุยกับบาริสต้าของโรงแรม เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ฌอน เหงียน หนุ่มเวียดนามอายุ 25 ปี ที่ไปเติบโตอยู่ที่รัสเซียและทำงานอยู่เป็นบาริสต้าในโรงแรมห้าดาวในสหรัฐตั้งแต่อายุสิบเก้า เส้นทางการทำงานของฌอนเหมือนๆ คนที่ทำงานในสายธุรกิจโรงแรมหลายคน ที่เริ่มไต่เต้ามาตั้งแต่คนทำงานหลังบาร์ จากนั้นก็แล้วแต่ว่าโชคชะตาจะพาให้คุณหลงรักอะไร ไวน์ ค็อกเทล หรือกาแฟ ของฌอนคือกาแฟ

ฌอนเริ่มตั้งแต่ฝึกเป็นเด็กหลังบาร์ ทำงานหนัก แต่ก็ได้อะไรหลายอย่างจากสังคมหลังบาร์ ทั้งเรื่องการเป็นคนช่างสังเกต การทำงานหนัก และการชงเครื่องดื่ม กระทั่งได้มีโอกาสฝึกการใช้เครื่องเอสเปรสโซ่และชงกาแฟอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจาก illy แบรนด์กาแฟที่แทบจะผูกขาดการเป็นซัพพลายเออร์ของโรงแรมห้าดาวเลยก็ว่าได้ ที่ไมอามีทำให้ฌอนเข้าใจว่าการดื่มเอสเปรสโซ่จากอิตาลีที่มีรสหวานนั้นเป็นอย่างไร

“ผมทำ Perfect Shot ครั้งแรกก็ตอนนั้น และรู้ว่ามันสร้างความแตกต่างได้มากแค่ไหนกับกาแฟธรรมดาๆ” เขาเริ่มคลิกกับกาแฟ ทำให้เขาเริ่มสนใจที่จะฝึกหัดเพิ่มเติม โดยเฉพาะการทำ Latte Art ซึ่งถือว่าเป็นจุดขายหนึ่งของบาริสต้า แต่การทำลาเต้อาร์ตไม่ใช่ของง่าย เพราะต้องอาศัยความชำนาญและการฝึกฝนอย่างหนัก สุดท้ายเขาก็ทำได้และยังค้นพบตัวเองว่าเขามีความสามารถเรื่องการเขียนและวาดรูปบนฟองนม เรียกว่าร่างเป็นหน้าคน หน้าสัตว์ต่างๆ รวมถึงการเขียนชื่อแขก

“จริงๆ ผมเริ่มจากลองเขียนชื่อเจ้านายก่อน” (เขาเรียกเป็นงาน) จนกระทั่งได้รับการยอมรับและมีโอกาสได้ฝึกปรือฝีมือการเป็นบาริสต้ามากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งย้ายมาทำงานที่ เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ก็ได้โอกาสเป็นตัวแทนของโรงแรมเข้าแข่งกันบาริสต้าระดับโลก ซึ่งเครือโรงแรม เลอ เมอริเดียน จัดขึ้น โดยนำเอาบาริสต้าจากทั่วโลกในเครือ เลอ เมอริเดียน มาแข่งกัน รายการแข่งขันก็เหมือนรายการแข่งทั่วไปคือ มีแข่งการชงกาแฟคลาสสิกมาตรฐานทั่วไป คือเอสเปรสโซ่และคาปูชิโน แต่ความพิเศษของรายการนี้อยู่ที่ให้บาริสต้าคิดเมนูพิเศษ เป็นเมนูกาแฟที่สามารถแสดงเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆ ออกมาได้เด่นชัดที่สุด และฌอนเลือกทำต้มข่าไก่

“ทุกอย่างมาจากในครัวของเราเองครับ มันเริ่มจากว่าผมอยากเอาตะไคร้ให้มาอยู่ในส่วนผสมของผม เพราะคิดว่าตะไคร้อยู่ในอาหารหลายอย่างของคนไทย และหลังจากลองโน่นลองนี่มาหลายอย่างก็มาลงตัวที่ต้มข่าไก่ จากนั้นผมก็ใช้กะทิมาแทนนมตีฟองนิดหน่อย ซึ่งทั้งหมดไปกันได้ดี” ถือว่าเป็นผู้เข้าแข่งที่มาได้สุดขอบของการแข่งขันจริงๆ และหลังจากที่ผมได้ชิมก็ต้องบอกว่ามันไม่เลวทีเดียว ฌอนเลือกเสิร์ฟแบบเย็น ซึ่งความเผ็ดร้อนของพริก ตะไคร้ ก็จะจางลงนิดหน่อย ความขมของกาแฟตามมาหลังจากดื่มไปได้สักครึ่งแก้ว มันมีเผ็ดนิดๆ มีความหวานมันของกะทิเข้ามาผสม

ผมถามฌอนถึงการเสิร์ฟ ซึ่งเขาเลือกเสิร์ฟแบบเย็นว่าทำไมไม่ลองทำเป็นกาแฟร้อน “ด้วยสภาพอากาศของเมืองไทยเครื่องดื่มเย็นน่าจะเหมาะสมกว่า แต่หากจะเสิร์ฟร้อนรสชาติไม่แตกต่างกันมากนัก อาจเผ็ดขึ้นมานิดหน่อย แต่โดยรวมก็ดื่มได้รสไม่แตกต่างกันมาก”

โดยรวมมันเป็นเมนูที่ไม่แย่ รสชาติกาแฟก็ไม่ได้แปร่งจนไม่กล้ากิน แต่หากให้ดื่มเป็นเรื่องปกติแบบที่เราดื่มเอสเปรสโซ่หลังอาหารก็คงไม่ใช่แบบนั้น เรียกว่าเป็นเมนูเรียกความสนใจมากกว่า เรียกว่ากาแฟต้มข่าถือเป็นผลผลิตของการตลาดที่ผ่านการวางแผนและทุกองคาพยพของคนทำงานบริการในโรงแรมช่วยกันทำให้มันเกิดขึ้น นอกเหนือจากธุรกิจกาแฟจะได้ประโยชน์ ตัวบาริสต้าและโรงแรมก็น่าจะภูมิใจกับ
ผลงานของตัวเอง (ท้ายที่สุดฌอนชนะบนเวทีนี้ โดยกรรมการดูผลคะแนนรวมจากทุกแก้วของเขา ไม่ใช่แค่เมนูต้มข่ากาแฟไก่ นั่นหมายถึงฝีมือการชงของฌอนคงไม่ย่อย) และท้ายที่สุดมันเป็นการท้าทายคนทำงานในทุกระดับว่า คนที่เขาเลือก สิ่งที่เขาหวังไว้นั้นสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่ กาแฟต้มข่าไก่จึงไม่ใช่ของแฟนซีเฉยๆ มันต่างมีความหมายของมัน นั่นทำให้ผมนึกถึงเมนูของร้านกาแฟที่ชอบเบลนด์เมล็ดกาแฟเป็นชื่อเมืองนั้นเมืองนี้เพื่อผลทางการตลาด ผมคิดว่ามันจะน่าสนใจกว่านี้หากจะลองทำอะไรที่ไปไกลกว่านั้นเช่นเมนูนี้

เมื่อปี 2013 เครือโรงแรม เลอ เมอริเดียน ทั่วโลกเคยทำการสำรวจแขกที่มาพักโรงแรม หัวข้อเรื่องของการรีแล็กซ์ของแขกที่มาพักว่าอะไรคือสิ่งที่คุณนึกถึงเมื่อนึกถึงความสบาย การพักผ่อน ช่วงเวลาที่รีแล็กซ์พบว่าแขกกว่า 58% บอกว่ากาแฟเป็นส่วนสำคัญใน Day in a life ของพวกเขา ทั้งตอนตื่นนอนหรือตอนที่นั่งอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือเล่นอินเทอร์เน็ต หรือตอนมาสัมมนาที่โรงแรม การมีกาแฟดีๆ ดื่มระหว่าง Coffee Break นั้นเป็นเรื่องจำเป็นมาก และมีคนเกินครึ่งยังบอกด้วยว่ากาแฟสร้างความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการมีเซ็กซ์กับคู่รัก และทั้งหมดเป็นทัศนคติในแง่บวกต่อกาแฟ

ผมคิดว่าการสำรวจนี้ส่งผลต่อทิศทางของ เลอ เมอริเดียน ในเวลาต่อมาไม่นาน ปีเดียวกันนั้นเองที่ผลการสำรวจนี้ตีพิมพ์ เครือโรงแรม เลอ เมอริเดียน ทั่วโลกก็มีการประกาศรับสมัครบาริสต้านับร้อยตำแหน่งทั่วโลก ถือเป็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งของวงการโรงแรม เพราะไม่เคยมีโรงแรมไหนประกาศรับสมัครบาริสต้ามากมายขนาดนี้ในเวลาพร้อมๆ กัน และคิดว่าฌอนก็เป็นผลผลิตหนึ่งจากกระแสตอนนั้น

ผมไม่แน่ใจว่าได้ผลไหมกับการชูประเด็นเรื่องของกาแฟในโรงแรมหรู 5 ดาว ซึ่งลูกค้าส่วนมากยังเป็นลูกค้ากลุ่มเบบี้บูมและลูกหลานของเบบี้บูม ซึ่งอาจจะไม่สนใจเรื่องรสชาติของกาแฟมากเท่าไร แต่ก็ถือว่าเป็นการดีสำหรับการเตรียมตัวจะรับกับคลื่นลูกที่สามของธุรกิจกาแฟที่แผ่ขยายกว้างออกไปเรื่อยๆ

ก่อนจากกัน ผมสั่งกาแฟร้อนธรรมดาๆ แก้วหนึ่งจากบาริสต้าฌอนของเรามาลองดู อยากจะรู้ว่านอกเหนือจากเมนูต้มข่ากาแฟแล้ว เมนูพื้นๆ แบบนี้เขาทำได้อร่อยหรือไม่

และ illy แก้วที่เสิร์ฟในบ่ายวันนั้น ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง

 

แซนด์วิช Spicy Tuna

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479053

แซนด์วิช Spicy Tuna

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อาหารบางชนิดที่เราสั่งกันอย่างคุ้นปาก พูดกันอย่างคุ้นหู และกินกันจนคุ้นลิ้น อันที่จริงแล้วกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ มันมีที่มาที่ไปชนิดที่เรียกว่า สาวกันเป็นประวัติศาสตร์การอาหารขึ้นมาได้เลย ย้อนไปได้ถึงยุคเซเวนตี้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คลื่นชนชาวเอเชียมีการโยกย้ายถิ่นที่อยู่จากบ้านเกิดเดิมไปยังประเทศอื่น ส่วนหนึ่งย้ายถิ่นจากบ้านเกิดไปยังอเมริกา ช่วงนั้นเกิดวัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นยุคบุปผาชนที่อยากใช้ชีวิตแบบไม่แคร์สื่อ รวมไปถึงอาหารใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มเชื้อชาติเดิมที่แสวงหาชีวิตใหม่ในต่างแดน

ผู้เขียนไปอ่านเจอจากเว็บของ History ถึงที่มาของซูชิที่เรากินกันทุกวันนี้ที่เรียก California Roll นั้น มีจุดกำเนิดในแคลิฟอร์เนียใต้ ที่มีชาวญี่ปุ่นอยู่มากหลังสงครามโลกไปสัก 10 กว่าปี จากจุดเริ่มต้นของซูชิโรลที่เรียกว่า Maki เดิมที่ข้าวอยู่ด้านในสาหร่าย กลายเป็นว่า ที่ข้าวมาอยู่ด้านนอกสาหร่าย พร้อมกับเนื้อปูอัดและอโวคาโด แบบที่ในญี่ปุ่นดั้งเดิมเองก็ไม่มี หยิบจับความเป็นญี่ปุ่นด้วยวิธีการห่อของข้าวและสาหร่าย ผสานเข้ากับเนื้อปูสด อโวคาโด เพื่อเอาใจคนญี่ปุ่นห่างบ้าน ในขณะเดียวกันได้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ชาวอเมริกันที่พร้อม “เอนจอย” รสชาติของวัฒนธรรมการกินซูชิห่างบ้านเกิด

ถัดมาอีกสัก 20 ปีเข้าสู่ยุค 90 ช่วงที่เรียกได้ว่าซูชิดังระเบิดเถิดเทิงทุกย่านในอเมริกาจะต้องมีร้านขายซูชิ ดูชัดเจนว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพเบาๆ ไขมันต่ำผิดแผกจากอาหารขยะเดิมในอเมริกาเป็นตัวชูโรงด้วยแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนารสชาติของ Maki หรือ ข้าวห่อสาหร่ายแบบต่างๆ ให้ถูกปากคนอเมริกัน โดยการเติมแต่งด้วยมายองเนสรสจัดจ้าน บ้างเติมครีมชีสเข้าไป ใช้แซลมอนรมควัน จนกลายเป็นติดตลาด จุดนี้เองถ้าใครไม่รู้จัก Spicy Tuna Maki ที่มีเศษทูน่า Blue fin สีแดงสด สับผสมเคล้ากับมายองเนสรสเผ็ดที่เติมซอสศรีราชา สอดไส้ข้าวห่อสาหร่ายแล้วล่ะก็ ถือว่าเข้าขั้นเชยไปได้

สิ่งที่ “กิ๊บเก๋” มาพร้อมกับกับ Spicy Tuna Maki เห็นจะเป็น “ซอสศรีราชา” ที่กลายมาเป็นซอสที่ทั่วโลกรู้จัก หนึ่งในส่วนผสมที่ทำให้มายองเนสรสชาติธรรมดาเลี่ยนๆ ของฝรั่งกลายเป็นมายองเนสรสจัดจ้านกินแล้วน้ำย่อย น้ำลายแตกซ่านฝรั่งติดใจ

เสียดายตรงที่ฝรั่งเขาคิดว่าซอสพริกศรีราชานั้นเป็นของเวียดนาม เพราะชาวเวียดนามเป็นเจ้าของโรงงานซอสศรีราชายี่ห้อดังในแคลิฟอร์เนีย จนถึงกับมี Food TV ทำเป็นซีรี่ส์ค้นหาที่มาของซอสศรีราชากันขึ้นมาเลย ว่าต้นตำรับจริงๆ แล้วอยู่ที่เมืองไทย ถึงแม้ว่าจะมีรสชาติคล้ายๆ กัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ฝรั่งบอกศรีราชาเวียดนามอร่อย คนไทยค้านหัวชนฝาบอกว่าซอสศรีราชาแท้ๆ ต้องมีครบทุกรสกลมกล่อมตั้งแต่ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน และอร่อย

เกริ่นมาเสียยาว ฉบับนี้ผู้เขียนจึงอยากทำแซนด์วิชเย็นที่ต่างจากแซนด์วิชเย็นรสเบาๆ ทั่วไปด้วยการนำเอา Spicy Mayonnaise มาเคล้ากับทูน่ากระป๋อง แทนที่จะเป็นสลัดทูน่าธรรมดาแบบที่นิยมใส่ในแซนด์วิชหรือสลัด ให้กลายเป็น Spicy Tuna Salad รสจี๊ดๆ ง่ายๆ โดยการผสมซอสศรีราชากับมายองเนสที่คุณชอบ

ส่วนผสมสำคัญยกให้ทูน่า เลือกเอาตามชอบทั้งในน้ำเกลือหรือน้ำมันใช้ได้ทั้งนั้น แต่ขออย่างเดียว พยายามบีบน้ำให้หมาดๆ จากเนื้อทูน่า เพื่อไม่ให้แซนด์วิชของแฉะจากน้ำทูน่า แต่อยากให้ฉ่ำด้วยเครื่องปรุงของเรามากกว่า

รสชาติที่สำคัญขึ้นอยู่กับมายองเนส Spicy Tuna มีทั้งแบบไม่หวานและออกหวานนิดๆ ซอส Spicy Tuna ในแบบตะวันตกนั้น ไม่มีรสหวานเท่าไหร่นัก เพราะข้อแรก มายองเนสของเขาจะไม่หวานเท่ามายองเนสบ้านเรา ข้อสองคือ ซอสศรีราชาที่นิยมใช้ในอเมริกานั้น ยี่ห้อที่ดังๆ ของเวียดนามเขาเป็นรสเผ็ด เปรี้ยว เค็มนำ ไม่มีรสหวานติดลิ้นอย่างของบ้านเรา ตรงนี้เองจึงอยากแนะนำให้คุณผู้อ่านเลือกตามลิ้นที่ตัวเองชอบ คือ เฟ้นกันมาตั้งแต่วัตถุดิบเลย เพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกใจ

อีกเช่นกัน Spicy Tuna Salad ป้ายบนขนมปัง ทำเป็นแซนด์วิชก็อร่อย หรือจะตักสักสกูปใส่ลงบนผักสลัดนานาชนิดก็ได้ ถ้าขยันขึ้นไปอีก หุงข้าวญี่ปุ่น ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชูและเกลือ ม้วนเป็นข้าวห่อสาหร่ายไส้ Spicy Tuna ก็ไม่เลว เรื่องอาหารเนี่ย ถ้ารักจริง ชอบจริงๆ พลิกแพลงได้ไม่จำกัด

Spicy Tuna Sandwiches

ส่วนผสม ไส้ Spicy Tuna

ทูน่ากระป๋อง 2 กระป๋อง

ข้าวโพดหวานต้ม ฝานเอาแต่เม็ด 1/4 ถ้วย

มายองเนส 1/2 ถ้วย

ซอสพริกศรีราชา 1-2 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมเจียว (เอาแต่กระเทียมไม่เอาน้ำมัน) 1 ช้อนชา

ซอสโชยุ 1 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

เกลือป่น ตามชอบ (ประมาณ 1/4 ช้อนชา)

พริกไทยดำบดใหม่ 1/4 ช้อนชา

แครอต หั่นเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ

หัวหอมใหญ่ สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ

ต้นหอม ซอยบางๆ 1/2 ช้อนชา

ไข่กุ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

(ไม่ต้องใส่ก็ได้)

สำหรับแซนด์วิช

ขนมปังแผ่น

ผักกาดแก้วล้างให้สะอาด เด็ดเป็นใบๆ

วิธีทำ

เปิดกระป๋องทูน่า พยายามบีบน้ำหรือน้ำมันออกจากเนื้อทูน่าให้หมาดเทเนื้อทูน่าลงในชามผสม

ผสมมายองเนส ให้เข้ากับซอสพริก กระเทียมเจียว โชยุ น้ำตาลทรายน้ำมะนาว ปรับรสให้เข้มข้นขึ้นด้วยเกลือป่นและพริกไทยดำคนให้เข้ากันแล้วจึงเติมส่วนผสมอื่นๆ อย่างแครอต หอมใหญ่ ต้นหอมและไข่กุ้ง

ผสมมายองเนสให้เข้ากับเนื้อทูน่าและข้าวโพดหวานต้ม เคล้าให้เข้ากัน

เตรียมขนมปังแซนด์วิช ตักไส้ Spicy Tuna ป้ายลงบนขนมปัง วางผักกาดแก้วลงแล้วตามด้วยแผ่นขนมปังประกบลงไป ปรับปริมาณไส้และผักได้ตามใจชอบ

 

ก๋วยเตี๋ยวเรือ ป.ประทีป ร่มเกล้า ผ่านแล้วต้องแวะชิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/478144

ก๋วยเตี๋ยวเรือ ป.ประทีป ร่มเกล้า ผ่านแล้วต้องแวะชิม

โดย…จะเรียม สำรวจ

หากพูดถึงอาหารเส้นที่คนไทยนิยมบริโภคมากที่สุด ก๋วยเตี๋ยวเรือ น่าจะเป็นหนึ่งในเมนูอันดับต้นๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะนอกจากจะหารับประทานง่ายแล้ว ก๋วยเตี๋ยวเรือ ยังมีราคาไม่แพง  ทำให้คนถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทุกเพศทุกวัย แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่อยากจะแนะนำในวันนี้ คือ ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเรือ ป.ประทีป ร่มเกล้า By โย มีนบุรี  ซึ่งใครที่ผ่านไปแถวร่มเกล้าก็อดไม่ได้ที่จะแวะเวียนไปชิมก๋วยเตี๋ยวเรือร้านนี้

จุดเด่นของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ คือ ก๋วยเตี๋ยวหมู และก๋วยเตี๋ยวเนื้อแสนอร่อย ซึ่งทางร้านจะแยกหม้อน้ำซุปหมู และหม้อน้ำซุปเนื้อ ไว้อย่างชัดเจน ใครที่ไม่รับประทานหมูหรือไม่รับประทานเนื้อก็ไม่ต้องมีความกังวลว่าน้ำซุปจะปะปนกัน  ส่วนรสชาติของก๋วยเตี๋ยวใครชอบความแซ่บ จัดจ้าน เผ็ดถึงใจขนาดไหน หรือใครที่ไม่ทานเผ็ดก็สามารถระบุในบิลได้ตามต้องการ

ในส่วนของก๋วยเตี๋ยวหมูทางร้านมีให้เลือกทั้งหมูสดที่หมักจนเข้าเนื้อ ทั้งสดและเด้ง รวมถึงตับที่ใหม่สดในทุกวัน และลูกชิ้นหมูที่คัดเกรดอย่างดี ส่วนก๋วยเตี๋ยวเนื้อจะมีให้เลือก คือ เนื้อสด และเนื้อเปื่อยที่ตุ๋นจนเปื่อยกำลังดี พร้อมตับสดที่ส่งตรงมาในทุกเช้า และลูกชิ้นเนื้อคุณภาพ โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งแบบแห้ง, น้ำตก, น้ำใส หรือต้มยำ และเส้นมีให้เลือกทั้งเส้นหมี่, เส้นใหญ่, เส้นเล็ก, บะหมี่, มาม่า และวุ้นเส้น

 

ส่วนราคาแบบธรรมดาก็อยู่ที่ชามละ 15 บาท พิเศษ 25 บาท  แต่ถ้าเป็นเส้นบะหมี่, มาม่า ,วุ้นเส้น จะราคาชามละ 25 บาท เช่นเดียวกับเกาเหลาก็จะ 25 บาทเช่นกัน สำหรับใครที่ต้องการรับประทานหมูหรือเนื้อแบบเน้นๆ แบบจุใจ ทางร้านมีบริการเกาเหลาหม้อไฟ เครื่องแน่น หม้อเล็ก ราคา 80 บาท หม้อใหญ่ 100 บาท ใครที่ไม่สะดวกที่จะนั่งรับประทานที่ร้าน  ลูกค้าสามารถซื้อใส่ถุงกลับบ้านได้ในราคาถุงละ 30 บาท พิเศษ 35 บาท

นอกจากจะมีก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดไว้บริการลูกค้าแล้ว ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ป.ประทีป ร่มเกล้า By โย มีนบุรี ยังมีเมนูรับประทานเล่นอย่าง “กากหมูทอด” มาแนะนำ ซึ่งทางร้านบอกว่าเมนูนี้ไม่ควรพลาดเลยทีเดียวเพราะทอดสดใหม่ทุกวัน ทำให้กากหมูมีความกรอบ หอมกระเทียมเจียว และที่สำคัญคือไม่อมน้ำมัน

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องเคียงอื่นๆ เช่น แคบหมู, หมูกระจก และหนังไก่กรอบ พร้อมมีบริการผักฟรี ไว้สำหรับลูกค้าอีกด้วย ทั้งถั่วงอก, ใบโหระพาและผักชีฝรั่ง โดยลูกค้าสามารถเติมได้เท่าที่ต้องการ

 

หลังจากกินของคาวแล้ว ยังมีของหวานไว้บริการให้คลายความเผ็ดร้อน ได้แก่ เฉาก๊วยชากังราว และขนมถ้วยใบเตย ซึ่งทำจากใบเตยธรรมชาติแท้จึงมีความหอมหวานกำลังดี สั่งทำพิเศษเฉพาะร้าน ป.ประทีป ร่มเกล้า By โย มีนบุรี เท่านั้น

ใครที่ผ่านไปบนถนนร่มเกล้ามุ่งหน้าสุวรรณภูมิ ก็อย่าลืมแวะไปชิมก๋วยเตี๋ยวเรือ ป.ประทีป ร่มเกล้า By โย มีนบุรี  ซึ่งจะตั้งอยู่ระหว่างซอยร่มเกล้า 7 และซอย 9 จุดสังเกต คือ อยู่ตรงข้ามปั๊ม Caltex ร่มเกล้า เมื่อเข้าสู่บริเวณในร้าน จะพบกับความร่มรื่น ภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบง่าย โปร่งโล่งสบาย สะอาดสะอ้าน และไม่ร้อน มีที่จอดรถบริการอยู่ด้านหลังของร้าน

แวะไปชิมความอร่อยกันได้ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ทุกวัน ใครที่แวะเข้าไปชิมทางร้านฝากย้ำมาว่าจะรับออร์เดอร์ และทำตามคิวที่ลูกค้าส่งบิลมา หากใครทานจุโปรดสั่งทีเดียวหลายๆ ชาม เพราะหากรอบิลต่อไปอาจจะต้องรอนานจ้า

 

เปิดแล้ว ‘มูเกนได สเต๊กเฮาส์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2560 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/478327

เปิดแล้ว ‘มูเกนได สเต๊กเฮาส์’

โดย…พุสดี

กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มูเกนได จัดงานฉลองเปิดร้านมูเกนได สเต๊กเฮาส์ (Mugendai Steakhouse) ร้านกริลล์สเต๊กและเทปปันยากิระดับพรีเมียมสไตล์โมเดิร์นเจแปนนิส ท่ามกลางบรรยากาศแสนอันอบอุ่น

งานนี้ได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้นักชิมต่างพาเหรดร่วมแสดงความยินดี และร่วมซิตดาวน์ ลันช์ เมนูพิเศษจาก จุนอิชิ โยชิดะ เชฟมิชลินสตาร์เทปปันยากิหนึ่งเดียวของปี 2559 ที่บินตรงจากโตเกียวมาเยือนเมืองไทยเป็นครั้งแรก เพื่อครีเอทเมนูแสนอร่อย ณ มูเกนได สเต๊กเฮาส์ ชั้นจี สยามพารากอน

กมลสุทธิ์ กล่าวถึงความพิเศษของมูเกนได สเต๊กเฮาส์ ว่าตั้งใจให้เป็นร้านอาหารแหล่งรวมเนื้อระดับพรีเมียมจากทั่วโลก สำหรับผู้ชื่นชอบสเต๊กและอาหารในรูปแบบเทปปันยากิ จุดเด่นของร้านคือ การผสมผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่นและตะวันตกเข้าด้วยกัน ด้วยการนำทรัฟเฟิลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอาหารฝรั่งเศสมาเป็นส่วนประกอบในเมนู

สำหรับซิตดาวน์ ลันช์สุดพิเศษในวันงาน เริ่มต้นความอร่อยกับเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง Charcoaled Crust Shark Fin หูฉลามขนาดพิเศษส่งตรงมาจากญี่ปุ่น นำไปชุบเกล็ดขนมปังชาโคลสูตรลับเฉพาะ แล้วนำไปทอดจนกรอบนอกนุ่มใน

 

ต่อด้วย Grilled Award-Winning 40 months-Kitauchi Premium Beef เมนูซิกเนเจอร์จากเชฟโยชิดะ ที่เลือกใช้เนื้อสายพันธ์ุเดียวกับวางุจากฟาร์มอิตะอุจิ ซึ่งเป็นฟาร์มที่ได้รับรางวัลเนื้อวัวคุณภาพดีของประเทศญี่ปุ่น โดยนำเนื้อไปย่างบนเตาเทปปันทั้ง 6 ด้าน และพักไว้ด้านละครึ่งชั่วโมงเพื่อให้เนื้อนุ่มจากด้านใน กินคู่กับเกลือจากโอกินาวา ซอสกระเทียม ซอสบ๊วย เสิร์ฟพร้อมมันหวานจากญี่ปุ่น

จานถัดมา คือ Consomme Rice, Black Truffle Beef curry ข้าวแกงกะหรี่สูตรพิเศษ ซึ่งใช้เครื่องเทศกว่า 30 ชนิดจากทั่วโลก ตัวซอสใช้เวลาเคี่ยวนานถึง 5 ชั่วโมง เสิร์ฟพร้อมข้าวที่นำไปหุงจากซุปเนื้อวัวกินคู่กับเนื้อวางุคัดอย่างดีจากฟาร์มอิตะอุจิ ท็อปด้วยแบล็กทรัฟเฟิลจากฝรั่งเศส เสิร์ฟพร้อมกับซุปหอยตลับและผักดองสูตรเฉพาะ

สำหรับคอซีฟู้ดเสิร์ฟ Shirauo Salad สลัดปลาเงินทอดกรอบกินคู่กับผักสดๆ ชูรสด้วยน้ำสลัดครีมงา ต่อด้วย Gindara Teriyaki Donburi ข้าวหน้าปลาจินดาระย่างเกลือหอมกรุ่นกลิ่นควันไฟ เพราะย่างด้วยเตาถ่านสไตล์ญี่ปุ่นขนาดแท้ ปิดท้ายความพิเศษของอาหารกลางวันมื้อนี้ด้วยของหวานสไตล์ญี่ปุ่น

 

เที่ยว ชิม ช็อป ชิล ตลาดเดอะคอนเทนเนอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2560 เวลา 19:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/478326

เที่ยว ชิม ช็อป ชิล ตลาดเดอะคอนเทนเนอร์

โดย…เมธี เมืองแก้ว

แม้เดิมที จ.ตรัง จะมีตลาดแนวกลางคืนอยู่หลายแห่งแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเปิดแค่บางวัน หรือมีสถานที่ค่อนข้างแคบ จึงยังไม่สนองตอบความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวได้ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการสร้างตลาดแห่งใหม่ขึ้นบริเวณสามแยกพรศิริกุล ในเขตเทศบาลนครตรัง ให้ครบสมบูรณ์แบบเหมือนกับตลาดที่กรุงเทพมหานคร หรือในเมืองใหญ่ ที่ให้บริการทุกวัน ภายในสถานที่ที่กว้างขวาง และมีสินค้าหลากหลาย โดยเฉพาะร้านอาหาร ซึ่งเน้นความปลอดภัยด้านสุขภาพเป็นสำคัญแม้ตลาด “เดอะคอนเทนเนอร์วอล์กกิ้ง สตรีท” จะเพิ่งเปิดตัวมาไม่กี่เดือน แต่ประชาชนและนักท่องเที่ยวกลับให้การตอบรับเกินความคาดหมาย เนื่องจากมีเอกลักษณ์เป็นหนึ่งเดียวของเมืองตรังที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีความหลากหลาย ไม่ซ้ำกัน และบรรยากาศที่สวยงาม จึงเหมาะสำหรับการเป็นสถานที่พักผ่อนของคนทุกเพศทุกวัย สถานที่จอดรถที่กว้างขวาง ไม่แออัด รวมทั้งมีการแบ่งแยกโซนการจำหน่ายสินค้าอย่างชัดเจน และเป็นระเบียบ

 

ตลาดแห่งนี้นำทีมบริหารโดย ธภัทร กุลแก้วน่วม ซึ่งใส่ใจความต้องการ รวมไปถึงสุขภาพของผู้บริโภค ด้วยนโยบายปลอดจากการใช้โฟมในการบรรจุอาหาร 100% และรณรงค์การใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ใบตอง กระดาษชานอ้อย ถึงแม้พ่อค้าแม่ค้าจะต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าเป็นตลาดแห่งเดียวและแห่งแรกของเมืองตรังที่สามารถทำได้เช่นนี้ ดังนั้นลูกค้าจึงมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย ทุกวันนี้จึงกลายเป็นสถานที่แห่งใหม่ที่ทุกคนจะต้องหาโอกาสเดินทางมามาช็อป ชิม อาหารราคาอร่อยถูกปาก ไม่แพงอย่างที่คิด

ทีมงานผู้บริหาร บอกว่า ได้พยายามที่สร้างตลาด “เดอะคอนเทนเนอร์ วอล์กกิ้ง สตรีท” ให้ครบสมบูรณ์แบบเหมือนกับตลาดไนท์บาซ่า ที่กรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ๆ โดยล่าสุดมีพ่อค้าแม่ค้าแล้วประมาณ 250 แผง แยกเป็นประเภทอาหารประมาณ 150-180 แผง หรือราวๆ 70% ส่วนที่เหลือจะเป็นประเภทเสื้อผ้า เครื่องประดับ งานศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ฯลฯ อย่างไรก็ตามได้เว้นพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้สำหรับเป็นลานจัดกิจกรรมอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งให้ผู้คนได้เข้ามานั่งพักผ่อน หรือรับประทานอาหารร่วมกัน

 

สลิล โตทับเที่ยง หนึ่งในชาวตรังที่พาครอบครัวมาเที่ยวตลาดแห่งนี้หลายครั้ง บอกว่า รู้สึกติดใจตรงที่ความสวยงาม สะอาด และมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เนื่องจากมีการจัดตลาดได้ลงตัว มีที่สำหรับนั่งพักผ่อน และมุมถ่ายรูป แถมยังมีที่จอดรถสะดวกสบายกว้างขวาง ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย ส่วนอาหารก็มีความหลากหลาย รสชาติอร่อย และมีการรณรงค์ใช้วัสดุธรรมชาติในการบรรจุด้วย แถมยังมีราคาไม่แพง ตั้งแต่ 5 บาท ไปจนถึง 100 กว่าบาท ในจำพวกอาหารทะเล

ตลาด “เดอะคอนเทนเนอร์ วอล์กกิ้ง สตรีท” เปิดให้บริการทุกวัน โดยวันจันทร์-พฤหัสบดี จะเปิดในเวลา 17.00-22.00 น. ส่วนวันศุกร์-อาทิตย์ จะเปิดในเวลา 17.00-23.00 น. โทร. 08-9730-6522

 

เรียกพลังให้เช้าวันใหม่ @เออร์ลี่ เบิร์ด เก็ทส์ คอฟฟี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2560 เวลา 19:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/478325

เรียกพลังให้เช้าวันใหม่ @เออร์ลี่ เบิร์ด เก็ทส์ คอฟฟี่

โดย…พุสดี

เพราะยามเช้า คือ เวลาทองแห่งของการเริ่มต้น เพื่อให้ทุกวันของคุณออกสตาร์ทแบบไม่สะดุด เออร์ลี่ เบิร์ด เก็ทส์ คอฟฟี่ (Early Bird Gets Coffee) คาเฟ่แสนน่ารักแห่งใหม่ย่านงามวงศ์วาน ที่เห็นแล้วชวนให้ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น คือ อีกหนึ่งทางเลือกที่จะเติมพลังในเช้าวันใหม่ให้กับทุกคน ด้วยเมนูแสนอร่อยสไตล์ฟิวชั่น และขนมหวานในสไตล์โฮมเมด ณ บ้านหลังงามสีขาวในบรรยากาศแสนอบอุ่น

เมื่อเข้ามาด้านในเรือนสีขาว จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นวินเทจ ด้วยโครงสร้างของบ้านเก่าสองชั้นที่เจ้าของบ้านอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เพิ่มความทันสมัยด้วยการตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นวินเทจ ด้านหน้าเป็นสวนหย่อมขนาดย่อม พร้อมด้วยเรือนรับรองหลังเล็กสองชั้นไว้รองรับลูกค้าที่มองหา สถานที่จัดประชุมแบบส่วนตัว หรือถ้าอยากนั่งชิลกับกลุ่มเพื่อนสามารถเลือกนั่งที่ดาดฟ้าชั้นสอง ที่พร้อมมอบความสนุกสนานส่วนตัวในอีกรูปแบบหนึ่ง

ระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินกับมุมต่างๆ ในร้าน ที่มองไปทางไหนก็น่ารักไปหมด กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยออกมาเตะจมูก ชวนให้เริ่มท้องร้องเบาๆ สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ที่มาแล้วห้ามพลาด คือ India Little Birdie Pizza พิซซ่าหน้าเนื้อไก่ ทีเด็ดอยู่ที่กลิ่นเครื่องเทศหอมเบาๆ ผสมกลิ่นชีส อร่อยถูกใจทั้งสายที่ชอบเครื่องเทศและมือใหม่หัดลิ้มรสเครื่องเทศ เมนูนี้ถึงจะดูเป็นเมนูเพิ่มน้ำหนักแต่ความจริงแล้วกินได้แบบไร้กังวลเรื่องแคลอรี เพราะใช้แป้งบางสูตรพิเศษผ่านการอบอย่างอย่างพิถีพิถัน

จานถัดมา Alfredo Pasta ทีเด็ดอยู่ที่เส้นพาสต้าที่ลวกอย่างพิถีพิถันจนได้ที่ คลุกเคล้ากับครีมซอสสูตรลับเฉพาะของทางร้าน เพิ่มความอร่อยด้วยเนื้ออกไก่นุ่มๆ และเห็ด ต่อด้วยเมนูข้าวแบบไทยสไตล์

 

เมนูที่ต้องยกนิ้วให้ คือ ข้าวผัดกากหมู ปลากะพงทอด ซอสเลมอนและใบไธม์ เสิร์ฟคู่กับสลัด เมนูนี้เจ้าของกระซิบว่าหาไม่ได้ที่ไหน เพราะเป็นสูตรลับเฉพาะของทางร้านเท่านั้น อีกหนึ่งเมนูที่พลาดไม่ได้เช่นกัน คือ Big Bird Scoth Egg (Salmon) ไฮไลต์อยู่ที่ไข่ฟองโตๆ ลาวาเยิ้มๆ เสิร์ฟคู่กับแซลมอน พร้อมผักออร์แกนิก ถูกใจคนรักสุขภาพ

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวาน ที่เชฟการันตีความอร่อยว่าหวานฉ่ำละมุนลิ้นทุกเมนู เพราะนอกจากจะบรรจงอบขนมทุกชิ้นเองแล้ว ยังตกแต่งพร้อมเสิร์ฟแบบจานต่อจาน ที่แนะนำคือ Bread Pudding ขนมปังอบอุ่นๆ เสิร์ฟคู่กับไอศครีมวานิลลาโฮมเมดและเจลาโต ราดด้วยมิกซ์เบอร์รี่ซอส ถัดมาคือ French Toast ขนมปังโฮมเมดเสิร์ฟคู่กับไอศกรีมวานิลลาและผลไม้หลากสีสัน ท็อปด้วยเมเปิ้ลไซรัปหอมละมุน

นอกจากนี้ ยังมีสารพัดเมนูเครื่องดื่มให้เลือกชิม นำทีมมาโดย Chocolate Cookie Frappe และ Rose Lemon แต่ถ้าอยากเรียกความสดชื่นแนะนำ Cold Brew กาแฟสกัดเย็นกับน้ำแข็งบอลสีน้ำเงินสวยระยิบระยับสะดุดตา

ใครที่อยากให้รางวัลตัวเอง ด้วยการเริ่มต้นเช้าวันใหม่แบบสดใสกว่าที่เคย อย่าพลาดแวะมาเติมพลังที่ เออร์ลี่ เบิร์ด เก็ทส์ คอฟฟี่ คาเฟสุดชิก จากหน้าปากซอยงามวงศ์วาน 25 ขับมาไม่ไกลถึงแยกที่ 3 เลี้ยวซ้ายตรงเข้าไป จะสะดุดตากับเรือนไม้สีขาวหลังใหญ่ที่ดูโปร่งสะอาดตา ร้านเปิดให้บริการวันอังคาร-อาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์) เวลา 08.00-21.00 น. จอดรถได้บริเวณด้านหน้าร้าน โทร.08-3881-2555, 02-064-9881