โซลเวียด อาหารเวียดนามในบรรยากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424753

01 เมษายน 2559 เวลา 17:46 น

โซลเวียด อาหารเวียดนามในบรรยากาศ

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หากเอ่ยถึงอาหารเวียดนาม ภาพของผักสดนานาชนิดก็ผุดขึ้นมาเต็มโต๊ะ และอาหารขึ้นชื่อของทุกร้านก็คือ แหนมเนือง แต่ ร้านโซลเวียด (Zoulviet) มีมากกว่านั้น แถมแต่ละเมนูจัดเป็นอาหารเวียดนามแท้ หลายเมนูนี้ดั้งเดิมหากินกันได้แค่ที่เวียดนามจริงๆ เช่น หมูยอแก้ว ในไทยมีน้อยร้าน หรือแม้แต่ที่ประเทศเวียดนามเองก็ใช่ว่าจะหากินได้ง่ายๆ เพราะทำขึ้นเฉพาะเทศกาลเท่านั้น ลองเมนูนี้รับรองว่าจะลืมรสชาติของหมูยอทั่วๆ ไป เพราะปราศจากแป้ง ทำมาจากหัวหมูผสมเห็ดหูหนูเวลาเคี้ยวได้ยินเสียงกรึบๆ ส่วนน้ำจิ้มก็หอมกลิ่นของพริกไทยดำ มะนาวสด เหยาะเกลือนิดหน่อย

 

เฝอหม้อไฟ ยกมาเสิร์ฟเป็นชุด แยกน้ำ เนื้อ เส้น ผัก ใครชอบแบบไหนจัดตามใจ เหมาะสำหรับ 2 ท่าน ต่อมา ขนมเบื้องญวน แพสีเหลืองบนจานนั้นไข่แดงผสมแป้งทอดได้บางกรอบมาก ข้างในอัดแน่นไปด้วยหมู กุ้ง เห็ดหูหนูผัดกับเครื่องเทศ นอกจากกลิ่นหอมๆ แล้วรสชาติยังเลิศ อีกเมนู สุดท้ายใครที่ชอบกินเนื้อหมูแน่นๆ ติดมันนิดหน่อยต้องลอง บั๋นหอย หมูสามชั้นหมักสมุนไพรย่างจนสุกหอม เสิร์ฟคู่กับเส้นหมี่เวียดนามที่มาเป็นแพ เครื่องเคียงคือผักออร์แกนิกและผักที่ทางร้านปลูกเอง ทีเด็ดของน้ำจิ้มมี 2 รส คือ น้ำจิ้มปลาร้าเวียดนาม ออกรสเค็มเผ็ดนิดๆ และน้ำจิ้ม 3 รส เปรี้ยวหวานเผ็ดนิด

จบอาหารมาดื่มด่ำบรรยากาศของร้านกันต่อ เพราะฉีกทุกกฎของร้านอาหารเวียดนามในบรรยากาศสบายๆ กินเสร็จลุกกลับ แต่ร้านโซลเวียดเหมาะมากกับการกินอาหารอร่อยๆ และเพลินตาไปกับการตกแต่งที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสีน้ำตาลเข้มสลับกับสีน้ำตาลอ่อน ใช้ไลติ้งให้แสงสี สร้างบรรยากาศเหมาะแก่การแฮงเอาต์ด้วย และทุกคืนวันศุกร์มีวงดนตรีสดโชว์เพื่อเพิ่มอรรถรสในการกิน

ร้านโซลเวียด ตั้งอยู่ที่ เจ อเวนิว ซอยทองหล่อ 13 เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 02-712-9435, 08-6374-1011

 

ผัดไทยเซนต์หลุยส์ เส้นจันท์สดรสเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424622

01 เมษายน 2559 เวลา 11:37 น

ผัดไทยเซนต์หลุยส์ เส้นจันท์สดรสเด็ด

โดย…แมงโก้หวาน

ขายมา 22 ปีแล้วสำหรับร้านผัดไทยเซนต์หลุยส์ ตั้งอยู่ในซอยจันทน์ 18/7 หรือที่คนมักจะเรียกว่า เซนต์หลุยส์ซอย 3 ตรงแยก 22 เป็นร้านผัดไทย หอยทอด ที่ขึ้นชื่อมากในความอร่อย เจ้าของร้านคือ “สุมาลี ชัชวาลวานิช” ก็อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง ที่สำคัญฝีมือการผัดผัดไทยก็คล่องและเร็วมาก

จุดเด่นของผัดไทยเซนต์หลุยส์อยู่ที่เส้น โดยจะแตกต่างจากร้านผัดไทยทั่วไป ตรงที่จะใช้เส้นจันท์สดอย่างเดียวที่เส้นจะเหนียวนุ่ม เวลาผัดออกมาเส้นจะเหนียวนุ่มเป็นพิเศษออกชุ่มๆ ต่างจากการใช้เส้นอื่นๆ หรือเส้นจันท์แห้งแช่น้ำที่ความหอมและความนุ่มจะน้อยกว่ามาก

จุดเด่นอีกอย่างของร้าน คือ ไม่ใส่ผงชูรส ซึ่งเจ้าของย้ำมาก โดยรสชาติของผัดไทยจะออกกลมกล่อม อร่อย ถึงแม้ออกหวานแต่ไม่หวานมาก ทว่ารสชาติแต่ละจานสม่ำเสมอมาก ไม่มีผิดเพี้ยน กระทะไหนกระทะนั้นออกมาเหมือนกันหมด นั่นเพราะเจ้าของจะใส่ใจในความสม่ำเสมอของรสชาติเป็นพิเศษ

“เราจะผัดกระทะต่อกระทะ (นับกระทะสำหรับผัดมีประมาณ 10 กระทะ) สั่งสิบจานก็กระทะละจาน ไม่เหมือนบางร้านที่พอลูกค้าสั่งจำนวนมากก็จะผัดเยอะๆ แล้วตักแบ่งซึ่งจะทำให้รสชาติไม่คงที่ และทุกครั้งที่ผัดเสร็จจะล้างกระทะทันที ไม่ใช้ผัดต่อ เราคำนึงเรื่องความสะอาดและรสชาติ” เจ้าของบอกจุดเด่น

 

ผัดไทยมีหลายเมนู แต่ที่ลูกค้าชอบสั่งยกให้ผัดไทยกุ้งสด ผัดไทยทะเล โดยทางร้านจะใช้กุ้งทะเลน้ำลึกมาตลอดเพราะเนื้อแน่นและรสหวาน กิโลกรัมปัจจุบันจะอยู่ที่ 200-300 บาท ถ้าเป็นผัดไทยธรรมดาเจ้าของจะไม่ใช้กุ้งแห้งสีแดงๆ ตัวเล็กๆ เหมือนร้านผัดไทยทั่วไปใช้ แต่ใช้กุ้งแห้งคุณภาพดีและไม่เป็นสีแดงฝอยๆ กิโลกรัมหนึ่งจะอยู่ที่ 500 บาท

ราคาผัดไทย ธรรมดา 40 บาท พิเศษ 50 บาท ผัดไทยกุ้งสด 60 บาท แต่ละจานต้องบอกว่าคุ้มค่ากับความอร่อยและปริมาณที่มาก อิ่มท้องแน่นอน ถ้าสั่งจำนวนเยอะๆ 40-50 ห่อ ต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน โทร. 08-6564-8981

 

Bready Instantly แซนด์วิชสังขยาชาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424618

01 เมษายน 2559 เวลา 11:12 น

Bready Instantly แซนด์วิชสังขยาชาไทย

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ญี่ปุ่นเขามีเทรนด์แซนด์วิชหวานกันมานมนาน ใช้ขนมปังแซนด์วิชมาประกบคู่กับครีมสดและผลไม้นานาชนิด หั่นเป็นสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยม มองดูผิวเผินคล้ายแซนด์วิชคาวที่เราคุ้นตา แต่หารู้ไม่ว่ารับประทานกันเป็นขนม ของหวานคล้ายกับเค้กจำพวกสตรอเบอร์รี่ช็อตเค้ก หรือเค้กผลไม้ครีมสด มามองดูเมนูขนมปังแบบหวานๆ ที่มีกลิ่นอายไทยของเรา ต้องยกให้เมนูสังขยาที่ขึ้นชื่อ

ผู้เขียนซื้อสังขยาตามร้านขายนมสดร้อน ขนมปังนึ่ง มาเนิ่นนานตั้งแต่เด็กๆ กินจนติดใจต้องยกให้ตรงร้านข้าวต้มปลา ซอยรามคำแหง 24 เพราะกินมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่ได้กินร้านนี้มาเป็นสิบๆ ปี ไม่รู้ยังอร่อยเหมือนเดิมไหม อีกร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมปังนึ่งจิ้มสังขยา ต้องยกให้ร้านนมสดร้อน ตรงสะพานเหลือง ว่างเมื่อไร ไปแถวนั้นเป็นต้องแวะกินที่แผงลอยแถวสะพานเหลือง แล้วตบท้ายด้วยโอวัลตินนมสดร้อน คู่กับขนมปังนึ่งจิ้มสังขยา

ช่วงวัยรุ่น เรียนที่เกษตรฯ มีร้านรถเข็น ขายขนมปังโรลยาว ป้ายสังขยาสีเขียวหรือส้มตรงกลาง นึ่งร้อนควันฉุยๆ รู้ทั้งรู้ว่าสังขยาแบบนั้นเต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาล มีไข่ไก่ผสมอยู่น้อยมาก แต่ก็ยังกิน เพราะทนกับความหอมนุ่มของขนมปังนึ่งที่สีตัดกับสังขยาไม่ได้จริงๆ

 

มาถึง Bread Ready Instantly ของเรา ผู้เขียนคงต้องขออนุญาตนำสูตรสังขยาที่ทำกินเองที่บ้าน มาแบ่งปันคุณผู้อ่านสักหน่อย เพราะเมื่อลองทำเองแล้ว สังขยาจิ้มขนมปังไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย

สูตรนี้เป็นสังขยาชาไทย ที่อาศัยสีส้มและความหอมของชาไทยยอดนิยม ความหอมของชาไทยที่เข้ากันได้กับกะทิสด หากรู้สึกยุ่งยาก จะหันไปใช้กะทิกล่องแบบ UHT ก็สะดวกและให้รสชาติอร่อยใกล้เคียงกัน ที่สำคัญสังขยาจากกะทิกล่อง ยังเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานกว่ากะทิสดด้วย ถ้าคุณผู้อ่านวางแผนจะทำเก็บไว้สัก 4-5 วัน แนะนำเป็นกะทิกล่องไปเลยจะดีกว่า

ผู้เขียนตั้งใจให้สังขยามีความข้นพอที่จะจิ้มขนมปังแล้วเกาะขึ้นมาไม่หยดแหมะๆ จึงต้องอาศัยแป้งอเนกประสงค์และแป้งข้าวโพดเข้าช่วย นอกเหนือไปจากโปรตีนในไข่ไก่ การใช้แป้งในสังขยา ไม่ได้ผิดอะไรนัก พูดไปแล้วช่วยให้สังขยามีความเนียนละมุนลิ้นมากกว่าการใช้ไข่ไก่ล้วนๆ เสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ต้องใส่แป้งอย่างสมดุลสักหน่อย จึงจะเข้าท่า เลือกใช้แป้งอเนกประสงค์ เพราะ “Look” หรือรูปแบบของสังขยาที่ผู้เขียนต้องการอยากให้มีเนื้อๆ หน่อย ส่วนแป้งข้าวโพดช่วยเรื่องของ “Body” ให้เนียนมาก เรียกว่ามือใหม่หัดทำขนมไม่ต้องกลัวว่าสูตรนี้จะทำให้คุณเสียท่า กวนสังขยาแล้วไม่สำเร็จ เพราะส่วนผสมนี้จะช่วยให้ง่ายขึ้น ขอร้องว่า สูตรนี้จะอร่อย ต้องไม่กดแป้งลงในช้อนเวลาตวง เพราะจะทำให้แป้งเยอะกว่าและสังขยาข้นขึ้น

 

เคล็ดลับในการกวนสังขยา คล้ายกับการทำคัสตาร์ด หรือ Pastry Cream ของฝรั่งเขา คือ ต้องอาศัยความร้อนต่ำๆ ไฟไม่แรง ใช้ไฟสม่ำเสมอ เพื่อให้โปรตีนในไข่ค่อยสุกไปพร้อมกับแป้งที่เราใช้เป็น Thickening ที่ใช้ผสานเนื้อสังขยาให้นวลเนียน ค่อยๆ ส่งกลิ่นหอม ปราศจากกลิ่นคาว ที่สำคัญไม่ทำให้สังขยาเป็น “ลูก” ไม่เนียน เพราะไฟแรงเกินไป ไข่จะยิ่งสุกเป็นไข่กวนก่อนแป้งได้

อีกข้อที่สำคัญ คือ แป้งที่เราใส่ลงไปให้สังขยาเนียน ต้องผ่านจุดเดือด ให้เห็นปุดๆ ที่ไฟอ่อนๆ สัก 5 นาทีขึ้นไป เพื่อให้แป้งสุก 100% สังขยาถึงจะมีรสหอมอร่อย ปราศจากกลิ่นแป้งดิบ ช่วงนี้ต้องเฝ้าระวัง เพราะจะไหม้ได้ง่าย

สูตรนี้ดัดแปลงได้หลายรสชาติอยู่ คั้นน้ำใบเตยให้ได้สัก 3 ส่วน 4 ถ้วย หรือจะเปลี่ยนจากชาไทยเป็นชาฝรั่ง ชาเขียวสามารถปรับเปลี่ยนได้ ขอให้มีของเหลวในสูตรไม่ต่ำกว่า 200 มิลลิลิตร จึงจะพอดีกับแป้งที่ผสมลงไป

ผู้เขียนชอบรับประทานขนมปังสังขยาทั้งแบบจิ้ม และแบบป้ายขนมปังนึ่ง เลยใช้สูตรนี้นำเสนอคุณผู้อ่านให้เลือกรับประทานได้ทั้งสองวิธี หากเป็นแบบจิ้ม ขอให้เติมนมข้นจืดลงไปด้วย คล้ายที่เขาเสิร์ฟกันทั่วไป เพราะจะได้รสชาติอร่อยขึ้นอีกโข ไม่เชื่อต้องลองเอง

 

ส่วนผสมสำหรับสังขยาชาไทย

– ไข่ไก่ 4 ฟอง

– ไข่แดง 1 ฟอง

– น้ำกะทิ UHT 1 1/4 ถ้วย

– น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย

– น้ำเดือด 1 ถ้วย

– ชาไทย 3 ช้อนโต๊ะ

– แป้งอเนกประสงค์ 3 ช้อนโต๊ะ

– แป้งข้าวโพด 1.5 ช้อนโต๊ะ

– เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

– สำหรับแซนด์วิชนึ่ง

– ขนมปังหัวกะโหลกหรือแซนด์วิช

วิธีทำ

ชงชาไทยด้วยน้ำเดือด พักไว้ 5 นาทีกรองออกจะได้ของเหลวประมาณครึ่งถ้วยตวง

ตีไข่ไก่ ไข่แดง และน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟูข้นประมาณ 8-10 นาที

ร่อนแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันพร้อมเกลือป่น

เติมแป้งลงในส่วนผสมของไข่ไก่ ตีให้เข้ากันเติมชาไทยที่กรองไว้ลงไป

เทส่วนผสมทั้งหมดใส่หม้อ กวนที่ไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมข้นขึ้น รอให้เดือดเบาๆ ประมาณ 3 นาที

ทำให้สังขยาเย็นลงอย่างรวดเร็วในกะละมังอังน้ำแข็ง

สำหรับแซนด์วิช : ทาสังขยาที่ได้ลงบนขนมปังประกบคู่ พักไว้ เวลาจะรับประทานนึ่งที่ไอน้ำจนร้อน

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำนายเอก ทีเด็ดย่านฝั่งธนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423591

26 มีนาคม 2559 เวลา 10:59 น

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำนายเอก ทีเด็ดย่านฝั่งธนฯ

โดย…สมแขก

ถ้าพูดถึงก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำตำลึงนายเอกกับสาขาที่กระจายตัวทั่วทุกมุมของฝั่งธนบุรี เรียกว่าถ้าหิวก็หาเลือกทานได้ไม่ไกลเกิน ส่วนพิกัดที่จะพาไปปักหมุดวันนี้ก็คือที่สาขาราชพฤกษ์อยู่ใกล้บีทีเอสบางหว้า ติดถนนอยู่ใกล้โชว์รูมฟอร์ด เปิดมาได้ปีกว่าๆ คนก็ยังตรึมอยู่ เพราะชื่อเสียงที่สร้างมาดีและส่วนหนึ่งก็คงมาจากบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้ ตัวร้านเป็นบ้านไม้จึงโล่ง จัดที่นั่งให้เลือกหลายมุมโต๊ะไม่เบียดเสียดกันมีสองโซนให้เลือกนั่งคือด้านนอกและด้านใน

เจ้าของสาขาราชพฤกษ์เคยเป็นสาวกตัวยงของก๋วยเตี๋ยวนายเอกชนิดที่ต้องตามไปรับประทานที่ร้านบ่อยๆ จนกระทั่งได้มาเปิดร้านของตัวเอง เมนูของที่นี่ไม่ต่างจากนายเอกทุกสาขา เพราะก๋วยเตี๋ยวนายเอกจะมีจุดเด่นเมนูเด็ดที่ใครมาก็ต้องสั่งคือต้มยำและต้มแซบทั้งเล้งและกระดูกอ่อน รวมถึงก๋วยเตี๋ยวต้มยำชามเล็กที่เสิร์ฟพร้อมน้ำซุป รวมถึงหมูสะเต๊ะ วันที่เราไปกินที่ร้านนี้ไปกันสองคนแต่ถล่มสั่งเหมือนกินกันสี่คน เพราะเราสั่งต้มยำเล้งชามใหญ่เอาใจวัยรุ่น ใช้ซี่โครงกระดูกสันหลังหมูที่แล่ให้เหลือเนื้ออยู่มาก ตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม ละลายในปากเมื่อผสมกับน้ำซุปที่ปรุงมาไม่เผ็ดจี๊ดเกินไปได้รสเปรี้ยวนำแต่ไม่โดด มีรสหวานจากน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวนานกว่า 3 ชั่วโมง รสไม่เพี้ยนจากต้นตำรับ เติมน้ำจิ้มที่ทางร้านให้มา ช่วยเพิ่มรสเค็มและหวานเข้าไป ก็ทำให้รสชาติเข้าทางพอดี กินกับเครื่องดื่มสมุนไพรหวานน้อยอย่างเก๊กฮวย กระเจี๊ยบ ที่ทำเองสดใหม่ชื่นใจ

จานที่สองคือ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำตำลึง ที่มีให้เลือกว่าจะสั่งเป็นหมูหรือปลาตามใจชอบ เพราะสั่งเล้งไปแล้วเราจึงสั่งลูกชิ้นปลามาลอง ซึ่งไม่ทำให้ผิดหวัง ชามต่อมาคือก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กแห้ง ที่ยำมาในชามใส่มาให้ทั้งถั่วลิสงคั่วทำเองจึงไม่หืน พริกป่น น้ำตาล และหอมกลิ่นมะนาวที่บีบสดๆ อีกเมนูเด็ดก็มีเกาเหลากระดูกอ่อนใบพาย เป็นหมูชิ้นที่ผ่านการเคี่ยว 2 ชั่วโมง สาวๆ และเด็กจะต้องชอบเมนูนี้เพราะกินง่าย หมูชิ้นขนาดเท่าลูกเต๋าพอดีคำ ส่วนเมนูอื่นๆ ที่หลายคนไปลองแล้วยกนิ้วให้ก็มี เครื่องในต้มแซบ เกาเหลาเลือดหมู ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกระดูกเล้ง เล้งต้มแซบ ลวกจิ้ม และหมูสะเต๊ะ ที่อร่อยเพราะหมูนุ่มมากๆ ไม่แห้งและบางจนเกินไป

สำหรับราคาของอาหารที่นี่จะเริ่มตั้งแต่ราคา 30-130 บาท ตามขนาดของชามที่ใหญ่เล็กต่างกันไป ใครอยู่แถวฝั่งธนฯ ยังไม่เคยลองชิมก๋วยเตี๋ยวต้มยำตำลึงนายเอก ต้องลองไปแวะเพราะมีอยู่หลายสาขามากๆ แล้วแต่ว่าใครใกล้และสะดวกสาขาไหน สาขาราชพฤกษ์ เปิดทุกวันตั้งแต่ 07.00-20.00 น. โทรถามทางหรือสั่งจองโต๊ะที่เบอร์ 08-1695-3910

 

 

 

ชีวิตดี๊ดี @ที แฟคทอรี่ แอนด์ มอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423502

25 มีนาคม 2559 เวลา 17:18 น

ชีวิตดี๊ดี @ที แฟคทอรี่ แอนด์ มอร์

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

อยู่ไม่ไกลจากเมืองกรุง แถมยังเป็นดินแดนแห่งการพักผ่อนที่เต็มไปด้วยความบันเทิง ใช่แล้วครับที่นี่คือพัทยา ดินแดนที่ไม่เคยหลับใหล วันนี้เราแวะมาพักผ่อนเติมพลังให้กับชีวิตที่ ที แฟคทอรี่ แอนด์ มอร์ (Tea Factory & More) โรงน้ำชาสไตล์ศรีลังกา และอาหารเวสเทิร์นเลิศรส ที่จะทำให้คุณเป็นสุขทุกเวลา

ที แฟคทอรี่ แอนด์ มอร์ ถูกเนรมิตให้เป็นดั่งโรงงานชาย้อนยุคในบรรยากาศแนววินเทจเก๋ๆ เสมือนได้หลุดมาในศรีลังกา ท่ามกลางสวนพันธุ์ไม้ และของตกแต่งชิ้นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ เสมือนกับหมู่บ้านแถบชนบทของยุโรป

ด้วยไอเดียการออกแบบร้านน้ำชาร้านนี้ให้เป็นเหมือนโรงงานชาย้อนยุคในศรีลังกา ทว่ารวบรวมชาหลากชนิดหลากรสชาติมาไว้ที่นี่ที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นชาจากญี่ปุ่น ศรีลังกา อินเดีย ไต้หวัน อิสราเอล แอฟริกา จีน และชาไทย พร้อมของหวานเลิศรสทั้งเค้กต้นตำรับแบบออริจินัล รวมถึงเบเกอรี่ และขนมปังโฮมเมด

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอาหารแบบเวสเทิร์นไว้ให้ลิ้มลองกันอย่างเต็มที่อีกด้วย ที่สำคัญ ที่นี่ยังปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ ที่จะเข้ามาเสริมทัพรสชาติของอาหารทุกเมนู

 

สำหรับเมนูอาหารที่นี่เน้นเสิร์ฟเมนูสไตล์เวสเทิร์นฟู้ด ทั้งซุป สลัด พาสต้า รวมไปถึงเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านอย่างเป็ดร่อนสไตล์ฝรั่งเศส ปลาแซลมอนย่าง เสิร์ฟพร้อมสลัดเนื้อปู แอปเปิ้ลเขียว และอโวคาโด ราดซอสน้ำผึ้ง

เราเริ่มต้นด้วยสลัดไก่ย่าง อกไก่หมักสูตรทางร้าน พร้อมด้วยผักคอร์ดจากแปลง เพิ่มรสชาติด้วย ซีซาร์สลัด  น้ำจิ้มซีฟู้ด ท็อปด้วยชีส ไข่ลวกออนเซน และขนมปังปูตอง

 

ต่อด้วยผักโขมอบชีส ผักโขมปรุงรสพร้อมเบคอนและชีส 3 ตัว มอสซาเรลล่าชีส เวลวีต้าชีส และพาเมซานชีส อบจนเข้าที่ หอมกรุ่นทีเดียว

ตบท้ายด้วย French style homemade short ribs burger แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ฝรั่งเศส ด้วยขนมปังคาร์บอนสีดำ ส่วนเนื้อเบอร์เกอร์ ใช้เนื้อส่วน Short Rib นำมาบดให้เทกซ์เจอร์มีความนุ่มเหนียวอย่างลงตัว มีเดอมี-กลาสซอส และซอสแขกมีกลิ่นเครื่องเทศ ใส่หอมทอด ราตาตุย หัวหอมตุ๋น รวมทั้งผักอื่นๆ ประกอบร่างเป็นเบอร์เกอร์ที่แสนกลมกล่อม เสิร์ฟกับเฟรนช์ฟรายส์ หัวหอมทอด พร้อมกับผักตามฤดูกาล

ในส่วนของเบเกอรี่ มีเชฟเบเกอรี่ประจำ สร้างสรรค์ขนมสูตรเฉพาะของทางร้านที่คิดค้นเอง ขอแนะนำ มูส ซากุระ ถือเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ มีชิฟฟ่อนข้างใน มีมูสเค้ก ใช้เหล้าบ๊วยเป็นส่วนประกอบทำให้มีความเปรี้ยว พร้อมกับดอกซากุระจากชาซากุระ มีรสเปรี้ยวอมหวาน ติดเค็มปลายลิ้นนิดๆ ถือเป็นการปิดท้ายมื้อที่แสนเซอร์ไพรส์ทีเดียวล่ะครับ

ที แฟคทอรี่ แอนด์ มอร์ ตั้งอยู่โครงการอะลาคอมปาณย์ ถนนสุขุมวิท (ผ่านตลาดน้ำสี่ภาค) ก่อนแยกไฟแดงห้วยใหญ่ เปิดให้บริการวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 08.00–21.00 น. และวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.00–22.00 น. โทร. 09-1783-8772

 

เนื้ออาคิตะ ฟินกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423496

25 มีนาคม 2559 เวลา 17:00 น

เนื้ออาคิตะ ฟินกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นแท้ๆ แถมได้ไปชิมเนื้อวางุระดับ A5 สุดฟินในราคาที่จับต้องได้ (เป็นอันปิดจ๊อบ To Do List in Japan อย่างงดงาม) แต่พอสยามแอ็ทสยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ ชวนไปเป็นพยานเปิดตัวสุดยอดเนื้ออาคิตะ เนื้อระดับแชมเปี้ยนจากจังหวัดอาคิตะ ประเทศญี่ปุ่น มาสู่รสสัมผัสคนไทยครั้งแรก อู๊ย… อยากไปญี่ปุ่นอีกแล้ว เพื่อไปลิ้มรสเนื้ออาคิตะให้ถึงถิ่นเกิด

คิดฝันเสียเวอร์วังต้องรีบตื่นขึ้นมารับความเป็นจริง ไหนๆ บริษัท โนเบิลโมโน เขาก็ร่วมกับจังหวัดอาคิตะ ประเทศญี่ปุ่น และธนาคารโฮคุโตะ นำพาเนื้ออาคิตะเข้ามาถึงเมืองไทยแล้ว จะต้องบินไปให้เหนื่อยทำไม

 

ก่อนจะชิมเนื้อวางุของอาคิตะจำเป็นจะต้องเกริ่นถึงจังหวัดนี้เล็กน้อย เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับความอร่อยของเนื้อวัวที่ออกมาด้วย หลายคนอาจจะรู้จักกับจังหวัดอาคิตะจากพันธุ์สุนัขชื่อดังชื่อเดียวกับจังหวัด อันเป็นพันธุ์เดียวกับเจ้าฮาชิโกะ สุนัขแสนรู้เจ้าของตำนานและรูปปั้นที่สถานีรถไฟชิบูย่า ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

 

นอกจากสุนัขพันธุ์ดังแล้ว จังหวัดอาคิตะที่อยู่ติดกับทะเลญี่ปุ่น ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของ 4 ฤดูกาลได้ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ที่นี่เป็นแหล่งออนเซ็นอายุร้อยปี มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายอย่าง ทั้งแม่น้ำและภูเขา ด้วยความที่มีน้ำมีท่าเยอะแยะ ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อาคิตะปลูกข้าวเยอะมาก และมีชื่อเสียงว่าเป็นข้าวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะนำไปผลิตสาเกระดับพรีเมียมแล้ว ยังนำข้าวนี้ไปเลี้ยงวัวด้วย

 

เนื้ออาคิตะเป็นเนื้อวัวสายพันธุ์ขนดำ หรือเรียกว่า คุโรเกะ-วางุ (Kuroge-Wagyu) กินแต่ข้าวพันธุ์ดี เลยได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดและมีคุณภาพสูง ไม่ต่างจากเนื้อโกเบ หรือมัทสึซากะเลย โดยสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศจากการแข่งขันประกวดวางุโอลิมปิกในปี 2012 จึงกลายเป็นที่จับตามองจากเมืองอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่น และได้มีการติดต่อขอซื้อน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์ของวัวอาคิตะนำไปผสมเพื่อเพิ่มคุณภาพ

เดิมนั้นวัวอาคิตะเป็นสายพันธุ์เดียวกับโกเบและมัทสึซากะ แต่หลังจากนำมาเลี้ยงที่จังหวัดอาคิตะ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและอาหารอย่างข้าวพันธุ์ดีอย่างที่บอก นอกจากนี้ยังจำกัดการเลี้ยงแค่ 3,000 ตัว/ปีเท่านั้นเพื่อควบคุมคุณภาพ วัวอาคิตะและเลี้ยงด้วยรำข้าวของข้าวอาคิตะและน้ำแร่ธรรมชาติ ทำให้กลายเป็นพ่อพันธุ์วัวที่เลื่องชื่อขึ้นมา แล้วยังเลื่องชื่อในด้านรสชาติ และการเลี้ยงดูที่พิถีพิถัน โดยเนื้อวัวอาคิตะจะมีเพียงแค่เกรด A3, A4 และ A5 (วัดได้จากการแทรกของไขมัน) ซึ่งความสว่างของเนื้อ ที่ถูกเลี้ยงแบบอุดมสมบูรณ์ การให้อาหารและการเลี้ยงดูเป็นพิเศษ ทำให้ได้คุณภาพของเนื้อที่มีคุณภาพสูงนั่นเอง

 

ปัชฌา ปราชญาวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิลโมโน ผู้นำเข้าเนื้อวัวอาคิตะเพียงรายเดียวของประเทศไทย บอกว่า จุดเด่นของเนื้ออาคิตะ คือ ความนุ่มและการมีสมดุลที่ดีระหว่างไขมันและเนื้อแดง ซึ่งเป็นความลงตัวที่โดดเด่นอีกทั้งยังมีความหอมของเนื้ออาคิตะที่เป็นเอกลักษณ์ให้ชวนหลงใหล

“จากการวิจัยพบว่า ผู้ที่กินเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยกรรมวิธีเดียวกับที่จังหวัดอาคิตะ จะช่วยสามารถลดคอเลสเตอรอล เนื่องจากเนื้อวัวนั้นจะมีกรด Oleic ซึ่งเป็นกรดที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย”

อูยแค่บรรยายถึงเนื้อก็เริ่มน้ำลายสอกันแล้ว งานนี้เนื้ออาคิตะยังได้รับการสร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนูพิเศษ ในแบบฉบับของเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟจิลล์ พอยทิวิน์ พ่อครัวใหญ่ชาวฝรั่งเศสอีกต่างหาก โดยเชฟระดับอาจารย์ได้สร้างสรรค์เมนูเป็นพิเศษในสไตล์ Akita Beef Degustation ถึง 4 เมนู ให้แฟนพันธุ์แท้เนื้อวางุได้สัมผัสรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ด้วยเทคนิคเฉพาะและการปรุงแต่งอย่างละเอียดอ่อนในสไตล์ฝรั่งเศสต้นตำรับ

 

เรียกน้ำย่อยกันที่เมนูแรก Akita Chuck Beef & Salmon Soft Roe Tartare, Spices Herbs, Hazelnut & Redcurrant Senses ที่เชฟนำเนื้อส่วนหนอก (Chuck Beef) มาหั่นสไลซ์หนาประมาณ 3 มม. แล้วตัดเป็นเส้นคล้ายเส้นปลา หลังจากนั้นนำมาคลุกเคล้าปรุงรสด้วยโป๊ยกั้ก (หรือจันทน์แปดกลีบ หรือ Star Anise) เกลือ ผลไม้ป่าแดง (Redcurrant) ให้เข้ากันพร้อมเสิร์ฟ เมนูนี้โชวความหอมและรสชาติของเนื้อแบบเต็มๆ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทาน เสิร์ฟคู่กับสาเกสไตล์จุนไม กินโจ จากโรงสาเกยูกิโนะโบฉะ

เสิร์ฟมาในถ้วยชาแบบเก๋ กับ Slice of Raw Akita Rump, Horseradish Sense, Scalded by Its Consomme เมนูนี้นำเนื้อส่วนของสะโพก มาหั่นสไลซ์จนบางเฉียบ และการนำเอามันของเนื้ออาคิตะมาปั่นจนเหลว ปรุงรสด้วยไข่กุ้ง และฮอร์สราดิช หลังจากนั้นนำด้ายมาวางแล้วนำไปแช่แข็ง เมื่อแข็งได้ที่นำเนื้อที่สไลซ์เตรียมไว้มาห่อ และนำมาจัดวางในแก้ว รอเสิร์ฟพร้อมน้ำซุปคอนซอมเมใสๆ

สำหรับขั้นตอนการเตรียมน้ำซุป นำเนื้อบดผสมไข่ขาว และสมุนไพร มาต้มกับน้ำซุปผสมน้ำแข็ง (ใส่น้ำแข็งเพื่อทำให้เย็นจัดเพื่อจะได้น้ำซุปที่ใส) ใช้ไฟกลางรอจนเดือด กรองน้ำออก และจากนั้นพร้อมเสิร์ฟคู่กับเนื้อที่เตรียมไว้ในแก้ว เมนูนี้เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทาน ควรเสิร์ฟคู่กับสาเกสไตล์ยามะไฮ จุนไม จากโรงสาเกยูกิโนะโบฉะ

 

จานนี้น่าจะเป็นที่ป๊อปปูลาร์ Recto Verso de Filet de Boeuf au Foie Gras, Sauce Miroir de Vin Rouge au Wasabi ที่เชฟจิลล์นำเนื้อสันใน มาย่างสุกปานกลาง เพิ่มอรรถรสด้วยซอสที่นำไวน์แดงผสมกับน้ำสต๊อกเคี่ยวจนงวด แต่งรสด้วยวาซาบิให้ซ่าๆ ที่ปลายลิ้น เสิร์ฟพร้อมกับฟัวกราส์แสนอร่อย เป็นจานง่ายๆ ที่คลาสสิก อร่อยแน่นอน โดยสามารถเสิร์ฟคู่กับสาเกสไตล์ยามะไฮ จุนไม จากโรงสาเกยูกิโนะโบฉะ

เมนูสุดท้าย Akita Shank Beef Old Fashioned Carrot Stew เมนูคลาสสิกจากยุคกลางแบบชาวบ้านๆ จุดเด่นอยู่ที่การตุ๋นโดยไม่ใช้น้ำ ซึ่งจะนำเนื้ออาคิตะน่องลายมาตุ๋นทั้งน่อง ปรุงรสด้วยการวางแครอต หอมใหญ่ สมุนไพร ไวน์แดง ไว้ที่ชั้นรองชั้นล่าง ก่อนนำเนื้อน่องมาวาง แล้ววางทับด้วยผักและสมุนไพรอีกครั้ง การปรุงต้องอาศัยไฟอ่อนมากๆ ซึ่งวิธีนี้จะได้รสชาติของส่วนผสมทุกอย่างในเนื้อที่ตุ๋นเพราะเครื่องปรุงจะค่อยๆ ซึมเข้าเนื้อ

หลังจากสุกแล้ว นำขึ้นทั้งชิ้นแช่เย็นเพื่อรอตัดเป็นชิ้นๆ น้ำที่ได้จากการตุ๋นนำมาใช้ราดเป็นน้ำซอส พร้อมเสิร์ฟคู่กับ สาเกสไตล์จุนไม ไดกินโจ จากโรงสาเกทาคาชิมิสึ

ทั้ง 4 เมนูพร้อมเสิร์ฟ ตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย.นี้ มาเปิดประสบการณ์ความอร่อยครั้งแรกในประเทศไทย กับสุดยอดเมนูเด็ดจากเนื้อวัวอาคิตะ ซึ่งทางโรงแรมยังได้จัดทำเมนูเนื้ออาคิตะเพิ่มขึ้นอีก 2 เมนูพิเศษ คือ A4 Braised Akita Shank in Carrot Stew และ A4 Akita Rump Sashimi ด้วย โดยเมื่อสั่งเมนูเนื้ออาคิตะตลอด 3 เดือนนี้ รับคูปองเพื่อลุ้นตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-โตเกียว จำนวน 1 รางวัล สำหรับ 2 ที่นั่ง พร้อมบัตร JR East เพื่อใช้เดินทาง 1 สัปดาห์ สำหรับ 2 ท่าน ที่เดอะรูฟ แกสโตร ชั้น 25 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.30–23.00 น. โทร. 02-217-3000 หรืออีเมล fbrsvn@siamatsiam.com

หงเปา อาหารเหลาสไตล์กวางตุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423494

25 มีนาคม 2559 เวลา 16:54 น

หงเปา อาหารเหลาสไตล์กวางตุ้ง

โดย…ซิตี้กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หงเปา ร้านอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง สาขาล่าสุดแห่งที่ 4 เปิดให้คออาหารจีนเข้าพิสูจน์ความอร่อยได้ 6 เดือน ที่ชั้น 5 โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางที่สุดในทั้งหมด 4 สาขา ตกแต่งสไตล์โอเรียนทอล คอนเท็มโพรารี มีความเป็นจีนที่โดดเด่นด้วยเฉดสีแดงและดำตัดกัน จำนวนที่นั่งสามารถรองรับได้ทุกกลุ่มไม่ว่าจะมาเป็นกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือต้องการความเป็นส่วนตัวก็มีห้องให้บริการ

เมนูเลื่องชื่อของหงเปา แน่นอนว่า คือ ติ่มซำ เบิกลิ้นด้วยหัวไช้เท้าดอง ก่อนจะคีบขนมจีบกุ้งที่เสิร์ฟมา 3 ลูกโตๆ ทำจากกุ้งสับหมูบด ประดับด้วยไข่กุ้งเพื่อความสวยงาม ฮะเก๋า อร่อยเต็มคำกับแป้งข้าวโพดด้านนอกที่เหนียวนุ่ม เปาะเปี๊ยะกุ้งทอดเห็ดทรัฟเฟิล หน้าตาคืออาหารจีนแต่ได้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของเห็ดทรัฟเฟิล เนื้อสัมผัสแบบกรอบนอกหนุบใน รสชาติมันเค็มตัดกับความสดกรอบของกุ้งพอดี ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งทอด แป้งห่อด้านนอกเหนียวนุ่มด้านในกรอบ อร่อยยิ่งขึ้นด้วยซอสที่เคียงกันมา

จานหลักที่รอคอย บาร์บีคิวรวม ในจานมีหมูกรอบจากหมูสามชั้น ผิวกรอบเนื้อชั้นในและไขมันนุ่มชุ่มอร่อย มีน้ำจิ้มหลายแบบให้เลือก แต่ที่แปลกคือให้จิ้มกับน้ำตาล หมูแดงอบน้ำผึ้ง ที่ฉ่ำด้วยน้ำผึ้งธรรมชาติทำให้รสไม่หวานโดด และเป็ดย่างเนื้อนุ่ม รสชาติกำลังดีไม่เค็มไม่มัน และปิดท้ายที่ เป็ดปักกิ่ง ที่พนักงานจะมาแล่ให้ที่โต๊ะ หนังเป็ดบางกรอบ แป้งหนานุ่มที่เชฟทำแป้งเอง นวดเองอบเอง แนะนำว่าเมื่อยกมาต้องกินทันที ถ้าทิ้งไว้นานจะแข็ง นอกจากนี้ยังมีให้อิ่มคุ้มในเซตเมนูสำหรับกลุ่มที่มา 10 คนด้วย ในราคาหมื่นต้นๆ ขึ้นไป

 

ร้านหงเปา ชั้น 5 โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-14.30 น. และ 17.30-22.00 น. โทร. 02-653-7322 และ 06-3267-3866 รายละเอียดเพิ่มเติม Facebook.com/hongbao.amariwatergate

อร่อยพุงกาง กับบุฟเฟ่ต์สไตล์ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423491

25 มีนาคม 2559 เวลา 16:45 น

อร่อยพุงกาง กับบุฟเฟ่ต์สไตล์ญี่ปุ่น

โดย…พุงกลม

วันนี้ขอเอาใจคนชอบรับประทานชาบูแบบบุฟเฟ่ต์กันหน่อย กับร้านสไตล์ญี่ปุ่นจ๋า ที่มาตั้งฐานที่มั่นความอร่อยอยู่ที่ จ.ชลบุรี นามว่าร้าน “พุงกาง ชาบู” ที่หากใครได้แวะลิ้มลองแล้วจะต้องร้อง “อู้หู” อย่างแน่นอน

ร้าน “พุงกาง ชาบู” เปิดมาได้เกือบ 2 ปี จากจุดเริ่มต้นที่เจ้าของร้านนี้เป็นคนชอบกินชาบูมากๆ จึงอยากทำร้านชาบูญี่ปุ่นแบบที่ครบเครื่องที่สุด เรียกได้ว่าอร่อยแบบปากต่อปากจนคนแน่นร้านทุกวัน เพราะเมนูที่นี่เขามีจุดเด่น คือ “น้ำซุปดำ” และ “น้ำซุปปลา” ที่หอมหวานชวนรับประทาน รวมไปถึงทีเด็ดที่น้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้านอย่างน้ำจิ้มพอนซึและน้ำจิ้มงาขาว ที่นำสูตรข้ามมาไกลจากประเทศญี่ปุ่น และมาดัดแปลงรสชาติเพื่อให้ถูกปากกับคนไทย

นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำเป็นเนื้อหมูที่คัดสรรคุณภาพมาอย่างดีถึง 4 อย่าง มีทั้งสันคอหมู หมู 3 ชั้น สันนอกมันน้อย และเบคอนรมควัน

สำหรับเนื้อวัวจัดเป็นพระเอกของร้านที่ห้ามพลาด มีทั้งสันคอวัว และเสือร้องไห้ ที่นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย และเมนูเนื้อหนอก ที่คัดสรรมาจากเนื้อวัวไทยพรีเมียม ที่นำมาแล่บางเฉียบจนมองทะลุอีกฝั่งได้ และมีเมนูให้เลือกมากกว่า 40 ชนิด ในราคา 329 บาท/ท่าน

พุงกาง ชาบู อยู่ที่บ้านสวน-พระยาสัจจา 9 (ฝั่งตรงข้ามสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 ชลบุรี) ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-20.30 น. โทร. 08-1649-4940

Pizza Toast หอมอร่อยจากชีสมอซซาเรลลาเยิ้มและซอสขาวที่ฉ่ำกำลังพอดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423348

25 มีนาคม 2559 เวลา 10:57 น

Pizza Toast หอมอร่อยจากชีสมอซซาเรลลาเยิ้มและซอสขาวที่ฉ่ำกำลังพอดี

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ขนมปังแผ่นยังทำอะไรได้มากกว่าแค่เป็นขนมปังปิ้งทาเนย หรือสอดไส้แซนด์วิชเท่านั้น ซีรี่ส์เล็กๆ ของเราในช่วงนี้จึงเป็นไอเดียของการนำขนมปังแผ่นมาทำเป็นอาหารจานใหม่ที่ไม่ยากจนเกินไปและใช้เวลาไม่นาน ตามคอนเซ็ปต์ Bread Ready Instantly กันเลย

ผู้เขียนนำเสนอสูตรของ Pizza Toast หรือขนมปังแผ่นแทนแป้งพิซซ่า ทาซอสพิซซ่าง่ายๆ ที่ทำจากซอสมะเขือเทศ ใส่หัวหอมใหญ่สับละเอียด โรยผงออริกาโน ทาลงบนขนมปัง โรยด้วยชีส ตามด้วยแฮม ไส้กรอก และเห็ด อบจนชีสเยิ้ม ขนมปังยังกรอบไปด้วย กลายเป็นพิซซ่าโทสต์ง่ายๆ ที่ใช้เวลาไม่นาน เป็นอาหารเช้าในเวลาอันรวดเร็ว คล้ายกับหยิบจับอะไรมาได้ก็จัดแต่งเป็นพิซซ่าได้ จึงเรียกชื่อตอนนั้นว่า Grab & Go Pizza Toast

 

ฉบับนี้ขอนำเสนอไอเดีย Pizza Toast อีกครั้ง แตกต่างกันที่ไม่ได้ใช้ซอสพิซซ่าแดงด้วยซอสมะเขือเทศ อิตาเลียนเขาก็มี Pizza สไตล์นี้ เรียกหัวข้อรวมๆ ว่า Pizza Bianca หรือพิซซ่าขาว ใช้เป็นมาสคาโปเน่ชีสโรยออริกาโนแทนซอสพิซซ่า แต่ของเราเป็นซอสขาวที่ทำขึ้นเองง่ายๆ โรยหน้าด้วยทูน่ากระป๋องและชีส ออกมาคล้ายๆ กับ Tuna Casserole หรือเมนูทูน่าครีมซอส แบบดั้งเดิม แทนที่จะเสียเวลาทำแป้งพายโปะหน้าก่อนเข้าอบ เรากลับด้านเอาฐานเป็นขนมปังราดหน้าด้วยซอสขาว ทูน่า และชีส อบให้ขนมปังกรอบกัดเข้าไปชีสยืดก่อนที่จะเจอซอสขาวครีมเข้มข้น

ซอสขาวสามารถทำไว้ได้ล่วงหน้า โดยผัดหอมให้นุ่ม เติมแป้งสาลีลงไปผัดให้แป้งสุก เป็น Roux ที่จะช่วยทำให้นมจืดที่เติมลงไปข้นขึ้นกลายเป็น Bechamel หรือซอสขาวที่เราเรียกกันติดปาก แช่เย็นไว้โดยมีเคล็ดลับอยู่ที่ต้องแนบแผ่นฟิล์มพลาสติกถนอมอาหารให้สนิทกับซอส เพื่อไม่ให้เกิดเป็นฟิล์มแห้งอยู่บนซอส

เมื่อพร้อมจะลงมือกิน คนซอสให้เหลวเข้ากัน สูตรนี้ใช้เวลาอบไม่นาน พร้อมกันเมื่อไหร่ค่อยเริ่มละเลงซอสลงบนขนมปัง เบ็ดเสร็จได้ Tuna Casserole Toast ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที

สูตรนี้ต้องรับประทานร้อนๆ จึงจะได้ความอร่อยจากชีสมอซซาเรลลาเยิ้มและซอสขาวที่ฉ่ำกำลังพอดี และขนมปังกรอบเหลืองด้านล่าง ขนมปังแซนด์วิชแผ่นบางจะได้ความกรอบของขนมปัง แต่ถ้าชอบกรอบนอกนุ่มใน แนะนำให้เลือกเป็นขนมปังแผ่นหนาจะอร่อยขึ้น

Tuna Casserole Toast (สำหรับ 4 ที่)

ส่วนผสม

ขนมปังแผ่นหนา แบบหัวกะโหลก หรือขนมปังเเซนด์วิช 4 แผ่น

เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่ สับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

แป้งอเนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะ

นมจืด 2 ถ้วย

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

พริกไทยดำขาว 1/4 ช้อนชา

ลูกจันทน์ป่น 1 เหยาะ

ทูน่ากระป๋อง (บีบเอาน้ำหมาด) 1 กระป๋อง

ชีสมอซซาเรลลา ขูด 1 ถ้วย

ออริกาโนแห้ง แบบป่น 1/2 ช้อนชา

มะเขือเทศราชินี หั่นเป็นแว่น สำหรับเพิ่มรสชาติและตกแต่ง

ตกแต่งด้วยพาร์สลีย์สับละเอียด หรือต้นหอมซอส

วิธีทำ

ตั้งอุณหภูมิเตาอบไว้ที่ 200 องศาเซลเซียส เตรียมถาดอบ ถ้าจะให้กรอบทั่วทั้งแผ่น แนะนำเป็นวางบนตะแกรงก่อนรองด้วยถาดอบอีกครั้ง

เริ่มทำซอสขาว โดยผัดหอมใหญ่กับเนยจืดให้นุ่ม เติมแป้งอเนกประสงค์ลงไปผัดให้แป้งสุก

เติมนมจืดลงไปคนเร็วๆ ที่ไฟกลาง เพื่อให้แป้งสุกและข้นขึ้นกลายเป็นส่วนของซอสขาว

ปรุงรสซอสขาวด้วยเกลือ พริกไทยดำ ลูกจันทน์ป่น ชิมปรับให้รสชาติชัดเจน

วางขนมปังลงบน ทาซอสขาวให้ทั่ว โดยให้มีปริมาณตามความชอบ ถ้าชอบชุ่มฉ่ำซอสให้ทาเยอะหน่อยได้

โรยออริกาโนลงบนซอสขาว ตักทูน่าเกลี่ยลงบนซอสขาวในปริมาณตามชอบ ประมาณแผ่นละ 2 ช้อนโต๊ะ

โรยชีสให้ทั่วทั้งแผ่น ตกแต่งด้วยมะเขือเทศ

นำเข้าเตาอบที่ 200 C ใช้เวลาประมาณ 5-8 นาที หรือจนชีสละลายและขนมปังกรอบ ใช้พายตักขึ้นใส่จาน โรยพาร์สลีย์สับ หรือต้นหอมซอย เสิร์ฟทันที

‘ข้าวผัดกากหมู’… ของดี ณ ฮีพ อนุสาวรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/422399

19 มีนาคม 2559 เวลา 11:15 น.

โดย…แม่จำปูน

ย่านใจกลางกรุงเทพฯ อย่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าเป็นชั่วโมงเร่งด่วนรถจะติดสาหัส วันนี้จึงขอแนะนำร้านอาหารอร่อยตั้งอยู่ในวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเกาะพหลโยธินได้ ร้านนี้มีชื่อว่า HEAP หรือ ฮีพ สาขาอนุสาวรีย์ ใครที่เบื่อรถติดแวะมาชิมอาหารร้านนี้ได้รับรองไม่ผิดหวัง

ปกติร้านฮีพ จะเปิดตั้งแต่กลางวันยันกลางคืน ส่วนวันนี้จะแนะนำร้านกาแฟด้านหน้าที่เปิดให้บริการในช่วงกลางวัน ซึ่งจะเปิดตั้งแต่ 11.00-21.00 น. เมนูเด็ดที่ชิมแล้วคิดถึงแม่ คือ ข้าวผัดกากหมู เป็นเมนูง่ายๆ ก้นครัว แต่สมัยนี้จะหากากหมูกินก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะคนไม่นิยมกินน้ำมันหมู

ทั้งๆ ที่เริ่มมีบทวิจัยออกมาค้านว่าร่างกายมนุษย์มีระบบการย่อย และกำจัดน้ำมันหมูออกจากร่างกายได้ดีกว่า

 

นอกเรื่องไปไกล ย้อนมาที่ข้าวผัดกากหมู กันต่อ ด้วยเพราะอาศัยความกล้าที่มีมาแต่เกิด เลยไปถามเคล็ดลับจากพ่อครัวว่า ทำไม กากหมูที่เอามาผัดข้าวผัด ทำไมถึงกรอบอร่อย ที่สำคัญไม่มันย่อง แบบกากหมูทั่วๆ ไป เลยได้ความว่า เขาเอาคอหมูสามชั้นแบบที่ติดเนื้อเยอะหน่อยเอามาทอดเพื่อเจียวเอาน้ำมันออก ก็จะได้กากหมูที่มีลักษณะคล้ายๆ หมูกรอบ

นอกจากนี้ ทางร้านใช้ข้าวหอมมะลิใหม่ที่ส่งตรงมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ เอามาผัดในกะทะเหล็กเพื่อให้ได้กลิ่นหอมของข้าวผัดไข่ เมื่อเอากากหมูร้อนๆ มาคลุกเคล้าชั่งเข้ากันดีจริงๆ สั่งมากินทีไรพอเคี้ยวข้าวเข้าปาก ต้องนั่งน้ำตาซึมเพราะนึกถึงฝีมือแม่ทุกที

 

อีกเมนูเด็ดที่อยากแนะนำคือ ผัดไทยห่อไข่ ดูภายนอกก็ผัดไทยห่อไข่ธรรมดา แต่พอได้ชิมถึงรู้ว่าจานนี้เด็ด เพราะรสชาติเปรี้ยว หวาน ของผัดไทยเข้ากันดี เลยแว้บไปถามพ่อครัวคนเดิมได้ความว่า ทางร้านใช้วิธีการเคี่ยวน้ำมะขามกับน้ำตาลปี๊บอย่างดีแล้วใส่ซอสมะเขือเทศเพื่อเพิ่มสีสัน ที่สำคัญไม่ใส่น้ำปลาแต่จะใส่เกลือแทน ทำเป็นซอสปรุงรสผัดไทย ผัดกี่จานและกี่จานก็ได้รสชาตินี้

นอกจากนี้ ที่ร้านนี้ยังมีชา กาแฟ ให้เลือกรับประทานบอกเลยว่าร้านนี้เหมาะสำหรับนั่งชิล แถมอาหารอร่อย ใครไปไม่ถูกให้มองหาป้ายรถเมล์ในวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเกาะพหลโยธิน ร้านฮีพ จะอยู่หลังป้ายรถเมล์ จุดสังเกตคือวินรถตู้ไปบางบัวทอง หรือโทรสอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์ 02-354-8292