Merry Marion Plum มะยงชิดหวานเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/425693

Merry Marion Plum มะยงชิดหวานเย็น

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ย่างเข้าสู่ฤดูร้อนแบบนี้ เอาใจให้ห่างจากอากาศร้อน แล้วหันมาหาข้อดีที่เต็มไปด้วยผลไม้นานาชนิดแสนอุดมสมบูรณ์ของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มังคุด และที่ผู้เขียนเฝ้ารอคอยมาทั้งปี คือ มะยงชิด

มะยงชิด ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว แสนสดชื่นเมื่อได้ลิ้มลอง ราคาของมะยงชิดไม่ธรรมดาเลย เรียกได้ว่าสนนราคาสูสีผลไม้ต่างประเทศหลายชนิด เพราะตั้งแต่กระบวนการปลูกมาจนถึงมือผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ล้วนเต็มไปด้วยขั้นตอนที่ต้องทะนุถนอม เราจึงเห็นมะยงชิดราคาต่อกิโลกรัมสูงลิ่ว ยิ่งถ้าเป็นเจ้าที่คัดมาจากสวนที่การันตีความหวานหอมแล้วละก็ รับรองว่าต้องจ่ายไปไม่ต่ำกว่าลูกละ 50 บาท เลยก็ว่าได้

 

บางครั้งซื้อมะยงชิดคละขนาดอาจได้ราคาถูกกว่า แต่พอปอกรับประทานแล้วอาจมีบ้างที่รสชาติอมเปรี้ยวจัดๆ ไม่ชื่นใจในความหวานนัก ซีรี่ส์ใหม่ชุดนี้ ผู้เขียนจึงขอนำเอามะยงชิดมาปรุงเป็นขนมและอาหาร เพื่อหาเรื่องใช้มะยงชิดที่อาจจะรสชาติเปรี้ยวนำ ไปจนถึงมะยงชิดที่งอมจนเกินอร่อย

ลำดับแรกเริ่มต้นด้วยสูตรง่ายๆ ที่รับรองว่าคุณผู้อ่านไม่ท้อใจ บ้านไหนที่มีเครื่องปั่นน้ำผลไม้ เตรียมวิ่งเข้าครัวได้เลย สำหรับมะยงชิดที่ติดรสเปรี้ยวเหมาะกับสูตรนี้ที่สุด เพราะเข้ากันได้ดีกับรสชาติของมะยงชิดหวานเย็น

ไอเดียของสูตรนี้มาจาก Kakigori ที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานในช่วงหน้าร้อน ต่างกันนิดตรงที่ร้าน Kakigori จะต้องมีเครื่องไสน้ำแข็ง “ขั้นเทพ” ที่มีใบมีดคมกริบ สามารถไสน้ำแข็งออกมาเป็นแผ่นบางเบานุ่มได้

 

บางร้านยังมีสูตรน้ำแข็งพิเศษ ที่ใช้น้ำแร่ช่วยทำให้เกล็ดน้ำแข็งเบานุ่มและละลายในปากแล้ว “เชื่อว่า” จะให้ความสดชื่นมากกว่าการใช้น้ำกรองจากน้ำประปา นอกจากน้ำแข็งไสสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว ตอนนี้บ้านเรายังฮิตน้ำแข็งไสบิงซู ของเกาหลี ที่อัดแน่นไปด้วยแคลอรี อย่างครีมเทียม และสารเสริมคุณภาพน้ำแข็ง ที่นอกจากจะช่วยให้ไสน้ำแข็งออกมาได้ละเอียดแล้ว ยังช่วยให้น้ำแข็งไสละลายช้าลงอีกนิด ผู้เขียนไม่ค่อยชอบนัก เพราะรับประทานแล้วรู้สึกเอียนเลี่ยนตามประสาคนแอนตี้สารสังเคราะห์ที่เติมลงในอาหาร ถึงจะไม่อันตรายอะไร แต่ก็ไม่อยากเอาเข้าร่างกายบ่อยๆ

สูตรมะยงชิดหวานเย็นของเราไม่ต้องอาศัยเครื่องไสน้ำแข็ง เอาแค่เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ที่เราปั่นนมเย็นสูตรบ้านๆ นี่แหละ ให้กลายเป็นนมปั่นที่น้ำแข็งเยอะสักนิด โรยเพิ่มเติมด้วยนมข้น รสชาติเข้ากันกับมะยงชิดที่ติดเปรี้ยว ถือเป็นไอเดียง่ายๆ ที่ช่วยให้มะยงชิดติดเปรี้ยวอร่อยขึ้น ที่สำคัญยังคงรสตามธรรมชาติของมะยงชิดไว้ได้เป็นอย่างดี

มะยงชิดหวานเย็น

ส่วนผสม

น้ำแข็งบด หรือน้ำแข็งหลอดเล็ก 2 ถ้วยตวง

นมสด 1/2 ถ้วย

นมข้นหวาน 1/4 ถ้วย

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

มะยงชิด ปอกเปลือก คว้านเม็ด 10 ลูก

นมข้นหวาน สำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

ใส่น้ำแข็งบด นมสด นมข้นหวาน เกลือป่น ปั่นให้เนียนด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้

ตักน้ำแข็งไสนมสดที่เตรียมไว้ลงในแก้ว ใส่มะยงชิดราดหน้าด้วยนมข้นหวานอีกเล็กน้อย พร้อมเสิร์ฟ

 

Cold case: US woman sues Starbucks over ice in iced coffee

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/national/Cold-case-US-woman-sues-Starbucks-over-ice-in-iced-30285177.html

FOOD

Photo : DPA

Photo : DPA

Los Angeles – A US woman complained in court that coffeehouse chain Starbucks puts too much ice in its iced coffee – and wants more than 5 million dollars in compensation for all affected, US media reported Monday.

Los Angeles – A US woman complained in court that coffeehouse chain Starbucks puts too much ice in its iced coffee – and wants more than 5 million dollars in compensation for all affected, US media reported Monday.

The lawsuit filed last week by Stacy Pincus in Chicago takes issue with a discrepancy between the amount of liquid coffee contained in a typical iced coffee drink and the amount the Seattle-based chain says it contains, the Chicago Tribune reported.

A Starbucks spokesperson told dpa the claims were “frivolous and without merit.”

“Our customers understand and expect that ice is an essential component of any ’iced’ beverage. If a customer is not satisfied with their beverage preparation, we will gladly remake it,” Starbucks said.

Reports of the lawsuit and the strong negative public reaction to it quickly went viral on social media, with some media and private commentators calling the lawsuit an “ultimate first-world problem.”

“Welcome to America – land of the frivolous lawsuit,” New York television anchor Rob Schmitt wrote on Twitter.

The lawsuit follows fast on the heels of a suit filed in March in California by two customers who alleged Starbucks routinely underfills its latte hot coffee drinks by as much as 25 per cent.

The suits are not the first to demand millions for unsatisfactory take-out coffee.

In a celebrated case in 1994, a jury awarded 2.86 million dollars to a US woman who suffered third-degree burns when she spilled takeout coffee from McDonald’s in her lap. A judge later reduced the award.//DPA

อาหารสเปนสไตล์โมเดิร์นที่ ‘อิสเลโร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 16:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/425804

อาหารสเปนสไตล์โมเดิร์นที่ ‘อิสเลโร’

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ พาไปร้านใหม่แกะกล่องที่เราปักหมุดในครั้งนี้มีชื่อว่า “อิสเลโร” (Islero) ซึ่งในภาษาสเปนคือชื่อของ “วัวกระทิง” ที่สามารถโค่นมาทาดอร์ชื่อดังในปี 1947 ลงได้ (ปกติวัวกระทิงจะถูกมาทาดอร์โค่นซะมากกว่า) แหม แค่ฟังจากชื่อก็ดูน่าสนใจแล้ว

ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นเรียบหรู มีดีไซน์ โดยใช้โครงเหล็กและวัสดุประเภทถาดไม้หลากเฉดสีมาประดับตามส่วนต่างๆ ของร้าน โต๊ะและเก้าอี้ส่วนใหญ่ทำจากไม้และหนัง มู้ดแอนด์โทนโดยรวมเน้นสีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่าง สีน้ำตาล สีส้ม และสีดำ ตัวร้านแบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนที่เป็น ไดนิ่ง แอเรีย สำหรับรับประทานอาหาร และโซนทาปาส บาร์ สำหรับดื่มที่เรียกว่า “คาบา บาย อิสเลโร” (Cava by Islero) ซึ่งตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ใช้โต๊ะและเก้าอี้ไม้ทรงสูง เน้นโทนสีอบอุ่นในธีมเดียวกันไว้รองรับลูกค้า

 

เมนูของร้านเป็นอาหารสเปนสไตล์โมเดิร์น (ที่เน้นรสชาติแบบดั้งเดิม) ซึ่งสร้างสรรค์โดยสองเชฟผู้มากประสบการณ์ และมีดีกรีมิชลินสตาร์เลือกสรรวัตถุดิบหลักจากต้นกำเนิดในสเปน เพื่อรักษาคุณภาพและรสชาติอาหาร นอกจากเมนูหลักหรือเมนคอร์สที่หลากหลายแล้ว ยังมีเมนูประเภททาปาสในรูปแบบต่างๆ ด้วย

ขอเริ่มจากเมนูทาปาสก่อนเลย Spanish Pure Iberico on Bread with Tomato Catalan Style ใช้แฮมส่วนขาของหมูวางบนขนมปัง ราดด้วยซอสมะเขือเทศสไตล์สเปน ได้รสชาติอร่อยแปลกใหม่ ต่อด้วย Homemade Canned Shellfish (Three Selections) ทาปาส 3 สไตล์ที่เสิร์ฟมาในถ้วย ตั้งแต่หอยหลอดในน้ำซิตรัส หอยแมลงภู่ในน้ำซีฟู้ดสต๊อกโรยด้วยปาปริก้า และกุ้งในน้ำมันมะกอกผสมกระเทียมและพริก ทาปาสอีกเมนู Bomba from Barcelona โครเกต์ข้าวก้อนกลมๆ ทอด ราดด้วยซอสมะเขือเทศและกระเทียมแบบสเปน กินแล้วได้รสชาติถูกปาก

มาที่เมนคอร์สกันบ้าง Grilled Octopus Tentacles Served with Beans & Traditional Castillian Stew ปลาหมึกสเปนย่าง เสิร์ฟมาในน้ำสต๊อกหมูสีขาวข้นคล้ายน้ำราดหน้า Seabass Fillet Cooked in Sea Salt Bed with Vegetable ปลากะพงขาวอบ ราดด้วยน้ำมันมะกอก เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งสไลซ์ มะเขือเทศ หอมเจียว พูดได้คำเดียวว่าสุดยอด นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูที่น่าลอง ราคาอาหารเริ่มที่ 180-1,000 บาท+++

สำหรับไวน์เซลลาร์ของที่นี่ บรรจุไว้ด้วยไวน์จากสเปนมากมาย ทั้งไวน์ขาว ไวน์แดง และสปาร์กลิ้งไวน์ จึงแน่ใจได้ว่าจะจับคู่ส่งเสริมรสชาติของอาหารได้แน่นอน

 

อิ่มคาวแล้วอย่าลืมละเลียดความหวาน Fresh Cheese Pudding with Fresh Mango พุดดิ้งราดด้วยคาราเมลฮันนี่ท็อปปิ้งด้วยมะม่วงสุก Tocinillo de Cielo ขนมก้อนสี่เหลี่ยมทำจากแป้งและไข่แดง ตัดรสชาติให้เปรี้ยวนิดๆ ด้วยหยดเจลลี่ทำจากบลูเบอร์รี่และเชอร์รี่ เสิร์ฟพร้อมวิปครีมนุ่มเบา ปิดท้ายด้วย “Torrijas” ขนมปังทอดที่ซึมซับรสชาติของนมไว้อย่างชุ่มฉ่ำ กรอบนอก นุ่มใน โรยด้วยผงอบเชยหอมๆ กินคู่กับไอศกรีมเสาวรส เป็นการปิดท้ายดินเนอร์มื้อพิเศษนี้ได้อย่างน่าประทับใจ

ใครจะนั่งชิลๆ คุยกันไป ฟังเพลงเบาๆ คลอเคล้าไปด้วยก็ได้ความสุนทรีย์ไม่น้อย

 

ร้านอิสเลโร ชั้น G อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ถนนวิทยุ (ติดกับโรงแรมพลาซ่า แอทธินี) เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-24.00 น. โทร. 02-168-8100 เฟซบุ๊ก : islerobangkok

 

@โบน พัทยา ไนต์คลับสไตล์โมเดิร์นแห่งใหม่ ย่านพัทยาเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2559 เวลา 18:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/424757

@โบน พัทยา ไนต์คลับสไตล์โมเดิร์นแห่งใหม่ ย่านพัทยาเหนือ

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ขยับออกไปไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ค่ำนี้ล่ะจะบอกให้ว่าจะพามากระชากวิญญาณกันอีกครั้ง ที่โบน (Bone The Beat At Its Best) ไนต์คลับสไตล์โมเดิร์นแห่งใหม่ ย่านพัทยาเหนือ ที่จะมาช่วยหลอมละลายหัวใจสิงห์เฒ่าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

Bone แปลได้ความหมายว่า กระดูกชิ้นโต ที่จะมาถ่ายทอดความสนุกสุดเหวี่ยงด้วยระบบแสงสีที่ทันสมัย กับระบบไฟ Madrix Beam Light เลเซอร์พลังสูง ผนวกกันอย่างลงตัวกับระบบเสียง L-Acoustics K-Series คุณภาพเสียงระดับเอเชีย ซึ่งเป็นระบบเสียงแบบเดียวกับของเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland และ Ultra Music Festival พร้อมจุดประกายความสุขอีกระดับด้วย จอ LED และโคมไฟ 4D LED ขนาดใหญ่ยักษ์ที่สุดในเมืองไทย ประดุจดั่งยานอวกาศ

โบนยังเต็มความสุขไม่รู้จบด้วยดนตรีสด รวมถึงมินิคอนเสิร์ตที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนมาเอาใจอยู่เป็นประจำ และเตรียมตัวพบกับดีเจชื่อดังจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเหล่าดีเจหนุ่มหล่อ 7 หนุ่ม 7 สไตล์ จากบ้านเราจะตบเท้ากันมาขยับแผ่นสร้างความมันส์ในทุกๆ วัน

 

นอกจากจะโชว์ลีลากันแบบสุดเหวี่ยงกลางฟลอร์ขนาดใหญ่ หายใจได้คล่องด้วยเพดานสูงโปร่งแล้ว ด้านข้างยังจัดเป็นมุมวีไอพีที่มีโซฟาให้นั่งเอนกาย โยกย้ายยามหมดแรงได้อย่างไม่ขาดจังหวะ พิเศษไปกว่านั้น ถ้าอยากแนบชิดกันแบบใกล้ๆ โซนวีไอพีด้านซ้าย-ขวา รวมถึงไฟเลเซอร์กลางฟลอร์ ยังขยับเขยื้อนบีบมาแนบชิดกันให้ใกล้ขึ้นตามใจต้องการ

ทางด้านดริงก์ลิสต์เอาใจบรรดานักดื่มแบบเต็มพิกัด ทั้งวิสกี้ ไวน์ เบียร์ รวมถึงค็อกเทล

ค่ำคืนย้อนวัยเราเริ่มต้นด้วยค็อกเทล White Russian วอดก้า คาห์ลัว ท็อปด้วยนม หรือจะเป็น Around The World รัม ดาร์ก รัม วิสกี้ มินต์ ผสมกันจนลงตัว ถ้ายังไม่สะใจเรียกหา Blue Hawaii ที่มีพระเอกอย่างเตกีลา บลู คูราเซา ทริปเปิ้ลเซค น้ำมะนาว และน้ำตาล ชวนให้คิดถึงทะเลได้ไม่ยาก

 

เมนูที่นี่เน้นเป็นสแน็กให้กินแกล้มเครื่องดื่มพอให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น อย่างไก่ห่อสาหร่าย ถั่วแระญี่ปุ่น ไส้กรอกแฟรงก์เฟิร์ต ที่เหลือก็อยู่ที่ใจและลีลาอันพลิ้วไหวว่าใครจะโชว์ลีลาได้เด่นชัดกว่ากันแล้วล่ะครับ

การได้หวนกลับเป็นสิงห์หนุ่มอีกครั้ง ก็ทำให้สัมผัสได้ว่าเวลาแห่งความสุขที่เราจะได้สัมผัสนั้นยังมีอีกยาวไกลจริงๆ ครับ

โบน ตั้งอยู่บนถนนเพ็ชรตระกูล พัทยาเหนือ ประเดิมความสนุก เวลา 21.00-04.00 น. (หยุดวันจันทร์) โทร. 038-195-688, 038-195-699, 09-4714-7777 เฟซบุ๊ก bonepattaya

 

ดื่มชิลรับลมเย็น รูฟท็อป บาร์ ณ เมอเวนพิค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2559 เวลา 17:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/423499

ดื่มชิลรับลมเย็น รูฟท็อป บาร์ ณ เมอเวนพิค

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ผมมีรูฟท็อปบาร์ ณ โรงแรมเมอเวนพิค กรุงเทพฯ ซอยสุขุมวิท 15 มานำเสนอสำหรับค่ำคืนวันศุกร์แบบนี้ครับ หลังจากไปมาแล้ว บอกเลยว่าประทับใจมาก ประทับใจอย่างไร ข้อแรก ด้วยความที่โรงแรมแห่งนี้ไม่สูงมาก เมื่อขึ้นไปยังบาร์แห่งนี้ (กดลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้น 8) จะพบว่าเหมือนอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่เป็นตึกคอนกรีตมากมายเต็มไปหมด ทำให้วิวทิวทัศน์ดูสวยไปอีกแบบ

สำหรับทิศทางลมพัดผ่านก็เป็นอีกข้อที่ทำให้เวลาเรานั่งชิลนั้นสุดแสนเย็นสบาย เหมือนปลดปล่อยตัวเองให้ลอยล่องไปกับสายลม ยังไม่นับว่า ที่นี่เงียบสงบ เปิดเพลงคลอเบาๆ แสงไฟเหลืองอ่อน ทำให้ดูสบายตาสบายใจ และเมื่อหยิบกล้องมาถ่ายรูป ก็ได้มุมที่ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่แถวๆ นิวยอร์กยังไงอย่างงั้น ปิดท้ายด้วยเหตุผลดีๆ ข้อสุดท้าย คือที่นั่งของบาร์นี้กว้างขวางแสนสบาย เป็นเบาะสีขาวขนาดใหญ่ จะนั่งหรือเอนกายนอน ก็ทำได้สบายมาก (อย่าเผลอหลับไปล่ะครับ)

 

บาร์แห่งนี้มีอยู่สองฝั่ง ฝั่งแรกติดกับสวนและสระว่ายน้ำ ส่วนฝั่งที่สองติดกับทางเชื่อมไปยังอีกตึกหนึ่งของโรงแรม (ผมชอบฝั่งนี้มากที่สุด) โดยทุกวันพุธ ด้านโปรดของผมจะมีการฉายภาพยนตร์ในเวลา 20.00 น. อาศัยผนังตึกสีขาวเป็นจอภาพยนตร์เสียเลย เอาเป็นว่า หากคุณอยากมานั่งชิลนั่งดื่ม ณ ที่แห่งนี้ มาได้เลยตั้งแต่เวลา 18.00 น. เรื่อยไปจนถึงเวลา 24.00 น.

ในส่วนของเครื่องดื่ม ที่นี่มีเสิร์ฟอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะค็อกเทล ผมขอนำเสนอ ต้มยำค็อกเทล ที่มีวอดก้าเป็นตัวนำ (ผสมกับวอดก้าดองพริก) คลุกเคล้าด้วยสมุนไพรไทย ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกขี้หนู ดื่มแล้วรับรองว่าจินตนาการว่ากำลังซดน้ำต้มยำอยู่แน่นอน เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เสิร์ฟร้อนๆ เท่านั้นเอง

 

ต่อด้วย ไหมไทย ที่มีรัมเป็นตัวนำ และมีทั้งความเปรี้ยวความหวานของส่วนผสมอื่นๆ เข้ากันอย่างลงตัว สับปะรดมาร์ตินี่ นุ่มลิ้นลื่นคอ ตบท้ายด้วย อเพโรล สปริตซ์ เครื่องดื่มที่คนอิตาเลียนนิยมในช่วงซัมเมอร์ เข้ากับช่วงเวลานี้ในบ้านเราพอดิบพอดี

ใครลืมกินข้าวเย็น แอบหิวกันมาไม่ต้องหิ้วท้องรอไปตบข้าวต้ม ขอแนะนำเมนูหมูราดด้วยซอสเห็ด กับเครื่องเคียงที่เป็นมันฝรั่งแผ่นที่มีวิธีการทำสุดพิเศษ รับประทานคู่กัน หวานนุ่มลิ้นกำลังดี ต่อด้วย สลัดปู ที่ใช้เนื้อปูส่วนก้ามมาปรุงเป็นจานเด็ด อร่อยเหาะอย่าบอกใคร

 

ตบท้ายด้วยเมนูไทยๆ นั่นคือ ไทยทาปาส ที่มีทั้งไก่สะเต๊ะ เนื้อสะเต๊ะ ปูจ๋า และเปาะเปี๊ยะ กินเป็นคำๆ แกล้มเครื่องดื่ม ลงตัวดีมาก

รูฟท็อปบาร์ ณ โรงแรมเมอเวนพิค กรุงเทพฯ อยู่ถนนสุขุมวิท ซอย 15 บริการทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น. โทร.02-119-3119

 

ทรงเสน่ห์ ชวนหลงใหล รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2559 เวลา 18:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/422306

ทรงเสน่ห์ ชวนหลงใหล รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์

โดย…คีตะ

ประกาศตัวเป็น “อาร์ทิซาน ไวน์บาร์” แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก และ “รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์” ก็เพิ่งจะเปิดเผยโฉม ณ ศูนย์การค้าเกษรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไวน์บาร์แห่งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของศูนย์การค้าเกษรและรีเดล ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในหมู่ไวน์เลิฟเวอร์ เพราะว่านี่คือแบรนด์แก้วไวน์ชั้นนำจากยุโรป ซึ่งมีความเป็นมานานถึง 260 ปี และได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์-ศิลป์ในการผลิตแก้วไวน์ที่สวยงาม ประณีต  ช่วยขับรสชาติ และอโรมาของไวน์แต่ละชนิด

 

คำว่า อาร์ทิซาน ซึ่งหมายถึง ช่างฝีมือ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เช่น ศิลปะ ถูกนำมาจำกัดความไวน์บาร์แห่งนี้ เหตุเพราะ รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์ ได้รวมไวน์ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด ด้วยวิธีการชีวภาพแบบดั้งเดิม โดยไม่มุ่งเน้นความเป็นอุตสาหกรรมจำนวนกว่า 200 เลเบิลจากทั่วโลก รวมถึงเมนูไวน์แบบแก้วกว่า 40 เลเบิล ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกและกดจากเครื่องอัตโนมัติ (Wine Dispenser) ที่ช่วยรักษาคุณภาพและรสชาติของไวน์ไว้ได้ยาวนาน สามารถเลือกได้หลายขนาด ทั้งแบบทดลองหรือครึ่งแก้ว หรือเต็มแก้ว โดยไวน์ลิสต์จะเปลี่ยนทุก 2-3 เดือน ทั้งยังมีซอมเมอลิเย่ร์ (Sommelier) ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์อยู่ประจำร้านเพื่อให้คำแนะนำกับลูกค้า ไม่ได้มีแค่ไวน์ ทางร้านยังมีเครื่องดื่มผสมตามสูตรพิเศษของรีเดลให้เลือก

 

ในส่วนของอาหารนั้น เป็น “อินโนเวชั่นเมนู” ในสไตล์โมเดิร์นเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมีมากกว่า 30 เมนู หลายเมนูเกิดขึ้นมาเพื่อจับคู่กับไวน์ อาหารอร่อยด้วยวัตถุดิบชั้นดีจากผู้ผลิตชั้นนำ ไม่ว่าจะชีส แฮม ไส้กรอก เบคอน ปลาเทราต์สายรุ้ง เนื้อแบล็กแองกัส ฯลฯ โดยการสร้างสรรค์เมนูปรุงและดูแลโดยเชฟชาวอิตาเลียน

 

เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์ ทุกคนสามารถสัมผัสได้ถึงความงดงามในสไตล์โมเดิร์นผสมคลาสสิกตกแต่งด้วยโทนสีแดง ขาว น้ำตาล และเหลืองทอง รายรอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มเป็นธรรมชาติ รวมทั้งเครื่องแก้วของรีเดลและภาพผลงานศิลปะแอบสแทรกต์ ภายในแบ่งเป็นห้องส่วนตัวสำหรับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว พื้นที่ตรงนี้ยังจะเป็นสถานที่สำหรับกิจกรรมไวน์ทอล์กและคลาสไวน์ต่างๆ ในอนาคต นอกจากนั้นยังมีเทอร์เรซเอาต์ดอร์ ซึ่งเหมาะมากสำหรับการฉลองเทศกาล เช่น เคาต์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เพราะสามารถมองเห็นพลุ หรือเหตุการณ์เบื้องล่างบนสี่แยกราชประสงค์และถนนราชดำริได้อย่างชัดเจน ในส่วนของเซลลาร์ก็มีสินค้าที่เลือกสรรไว้ให้ลูกค้าซื้อกลับบ้านได้อีกด้วย

 

รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์ ตั้งอยู่ชั้น 2 ศูนย์การค้าเกษร เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00–24.00 น. สำรองที่นั่ง โทร. 02-656-1133

ถึงแม้จะเป็นไวน์บาร์น้องใหม่ของกรุงเทพฯ แต่ที่นี่มีเรื่องเล่าเรื่องราวมากมายยาวนาน ซึ่งล้วนมีเสน่ห์ชวนหลงใหล และชวนชักให้เข้าไปสัมผัส

 

บอน โสเหล่ ร้านชื่อเท่ เมนูโดนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/421035

บอน โสเหล่ ร้านชื่อเท่ เมนูโดนใจ

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เย็นย่ำของวันศุกร์แบบนี้ หาร้านอาหารเก๋ๆ บรรยากาศดีๆ สักร้าน แล้วชวนเพื่อนๆ ไปแฮงเอาต์กันดีกว่า ได้ยินมาว่ามีร้านอาหารเปิดใหม่ตกแต่งสไตล์ลอฟต์ เพดานสูงโปร่ง แถมมีชื่อแปลกและเท่ ว่า “บอน โสเหล่” (Bon Sole) ที่ในภาษาอีสาน แปลว่า โรงเตี๊ยม อยู่ที่โครงการตลาดหัวมุม ถนนเกษตร-นวมินทร์ ฟังดูแล้วน่าสนใจดี เห็นทีคงต้องไปเยือนซะหน่อยแล้ว

ร้านบอน โสเหล่ แห่งนี้ เดิมทีเจ้าของร้านและหุ้นส่วนต้องการเปิดเป็นร้านไวน์ ไว้นัดพบปะสังสรรค์กันยามเย็น แต่ไปๆ มาๆ ได้ปรับให้กลายเป็นร้านอาหาร ซึ่งเป็นสถานที่แฮงเอาต์สำหรับคนในย่านเกษตร-นวมินทร์ และผู้ที่กำลังมองหาร้านเก๋ๆ บรรยากาศดีๆ พร้อมกับเมนูอาหารที่มีความพิเศษจริงๆ

 

เมื่อก้าวเข้ามาภายในร้านจะพบการตกแต่งในสไตล์ลอฟต์อย่างที่บอกไป นอกจากเพดานสูงแล้ว ผนังร้านยังใช้ปูนเปลือย ใช้โครงสร้างและตะแกรงเหล็กเป็นองค์ประกอบหลัก รวมทั้งใช้โต๊ะและเก้าอี้ที่ทำจากเหล็กและไม้ ตัวร้านเน้นโทนสีดำ เทา และสีน้ำตาลของไม้เป็นหลัก พื้นที่กว้างขวางมีทั้งโซนอินดอร์และเอาต์ดอร์ด้านนอกซึ่งยกพื้นและมีบันไดเดินขึ้นไปที่ชั้น 2 ของร้าน ใครชอบฟีลลิ่งไหนก็เลือกนั่งได้ตามใจ

กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน ศิลปินในแวดวงต่างๆ และคนทั่วไป เรียกว่าเป็นสถานที่แฮงเอาต์ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวหมาดๆ พร้อมกับตลาดหัวมุมซึ่งเป็นตลาดนัดกลางคืนที่มีเสื้อผ้า เครื่องประดับ และของกินของใช้ให้คนแถบนี้ได้มีสถานที่รื่นรมย์แห่งใหม่กัน

เมนูของร้านมีทั้งอาหารไทยและฝรั่ง แต่ความพิเศษอยู่ที่คอนเซ็ปต์ของอาหารจะเป็นแนว “อาร์ต ฟู้ด” ซึ่งสร้างสรรค์ โดย “เชฟอังเคิลณัฐ” ซึ่งหน้าตาของเมนูจะได้รับการครีเอทและตกแต่งให้สวยงาม ดูแตกต่างจากที่เราคุ้นเคย แถมเมนูที่นี่ยังเปลี่ยนไปแทบทุกเดือน และมีเมนูพิเศษออกมาเรื่อยๆ เพราะเชฟจะคอยสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ออกมาให้ลูกค้าได้ลิ้มลองตลอดเวลา

 

เริ่มจากเมนูแรก “ข้าวผัดแมว” (ข้าวผัดปลาทู) ฟังชื่อแล้วดูน่ารัก รสชาติยิ่งน่าเลิฟ เพราะได้ความอร่อยกลมกล่อมจากน้ำพริกกะปิที่นำมาคลุกเคล้าผัดลงในข้าวพร้อมกับเนื้อปลาทู กินคู่กับผักสดแล้วเข้ากัน…ตามด้วย ”ท้องปลาแซลมอนทอด” ใช้เนื้อส่วนท้องของแซลมอนหมักกับน้ำปลา ดูแล้วเหมือนรสชาติจะธรรมดา แต่บอกเลยว่าลองกินแล้วจะติดใจ…

“สปาเกตตีเส้นดำผัดฉ่า” จานนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารรสแซ่บและซีฟู้ด เพราะใส่ทั้งกุ้ง หอย และปลาหมึกมาเต็มจาน…ปิดท้ายด้วย “ไก่อบเม็กซิกัน” เนื้อไก่หมักโยเกิร์ตจนเนื้อนุ่ม คลุกเคล้าด้วยผงกะหรี่ พริกปาปริก้า และมะนาว แล้วนำไปอบ รสชาติอร่อยกลมกล่อม ได้กลิ่นเครื่องเทศเบาๆ กำลังดี

นอกจากนี้ ยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ เย็นตาโฟผัดแห้ง อกเป็ดทอดเนยจิ้มแจ่ว และอื่นๆ ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 200-800 บาท

 

มาถึงเครื่องดื่มกันบ้าง เมื่อมาที่นี่คนรักการดื่มไวน์และเบียร์ไม่ผิดหวัง เพราะสามารถสั่งไวน์หรือเบียร์มาเคียงคู่กับเมนูอาหารทั้งไทยและฝรั่งก็สามารถเข้ากันได้หมด เริ่มจากเครื่องดื่มแก้วแรกที่รูปลักษณ์สวยแปลกตา “สาเกเจลลี่” ดีกรีเบาๆ เหมาะกับสาวๆ ตามด้วยเบียร์สดอีกสักแก้ว แล้วนั่งดื่มชิลๆ คลอเคล้าเสียงเพลงเพราะๆ จากวงไลฟ์แบนด์ (ทุกวันพุธ-ศุกร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 21.30-23.30 น.) ไปด้วย พูดได้เลยว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกล…เชียร์สๆๆๆๆ

ร้านบอน โสเหล่ อยู่ที่ตลาดหัวมุมถนนเกษตร-นวมินทร์ (ตรงข้าม เดอะ วอล์ค) ตัดเลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) ตั้งแต่ 18.00-24.00 น. โทร. 09-5926-0666

 

อิ่มแบบไทยใจกลางเมือง ที่ร้าน ‘นอร์ธอีสต์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424840

02 เมษายน 2559 เวลา 11:05 น

อิ่มแบบไทยใจกลางเมือง ที่ร้าน ‘นอร์ธอีสต์’

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

สําหรับพื้นที่ใจกลางเมืองย่านสีลม นอกจากจะเป็นแหล่งศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญหนึ่งของกรุงเทพฯ แล้ว ย่านนี้ก็ยังมีร้านอาหารรสเด็ดให้เลือกชิมมากมาย เรียกว่าตอบสนองบรรดาคนทำงานใจกลางเมืองและนักท่องเที่ยวกันแบบเต็มที่ และหนึ่งในร้านย่านนี้ที่น่าสนใจก็คือ ร้านนอร์ธอีสต์ ตั้งอยู่ระหว่างตึกอับดุลราฮิมและโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

ร้านแห่งนี้เป็นร้านที่บรรดาคนทำงานมักจะมานั่งรับประทานอาหารกันมากในช่วงพักกลางวัน โดยป้ายหน้าร้านจะติดชื่อร้านไว้ 2 ชื่อ คือ NorthEast Restaurant และข้าวต้มตีห้า แม้ว่าทางร้านจะมีที่นั่งให้เลือกถึง 2 ชั้น แต่บอกได้เลยว่า เมื่อเวลาที่คนทำงานพักกลางวันพร้อมกัน ที่นั่งร้านนี้เต็มเร็วมาก ถึงขั้นต้องจองที่นั่งก่อนไปรับประทานกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนโชคดีที่บังเอิญไปรับประทานอาหารที่ร้านนี้ก่อนเวลาเที่ยงวันเล็กน้อย จึงยังได้ที่นั่งชั้นบน ซึ่งเมื่อได้ชิมเมนูที่เลือก บอกได้คำเดียวว่า ชิมแล้วหากต้องมาย่านนี้อีกก็คงจะฝากท้องไว้กับร้านนี้อีก

อาหารของทางร้านที่มีก็จะมีเมนูอาหารอีสานรสเด็ดตรงกับชื่อร้านนอร์ธอีสต์และก็มีเมนูกับข้าวตามสั่ง ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งนึ่ง อบ ต้ม ผัด แกง ทอด เป็นเมนูสไตล์ไทยๆ สำหรับรับประทานคู่กับข้าวต้ม แต่ถ้าใครอยากรับประทานกับข้าวก็ไม่มีปัญหา

2 เมนูในบรรดาหลายเมนูที่ผู้เขียนและกลุ่มเพื่อนเลือกรับประทานและอยากนำมาแนะนำให้ใครที่แวะเวียนไปย่านนั้นลองสั่งรับประทาน ได้แก่ ผัดผักบุ้งฝอย และไก่ย่างกะทิสด

สำหรับผัดผักบุ้งฝอย หลายคนอาจจะสงสัยว่าก็แค่ผักบุ้งจะมีอะไรพิเศษ แต่ต้องบอกว่า ถึงแม้จะเป็นเพียงผักบุ้งแต่ก็มีความพิเศษ เพราะเป็นการนำผักบุ้งบ้านมาหั่นเป็นเส้นฝอย จากนั้นจึงนำมาผัดและเสิร์ฟให้รับประทาน ซึ่งเป็นเมนูที่ไม่ได้มีกันในร้านอาหารตามสั่งทุกร้าน โดยหากได้รับประทานผัดผักบุ้งฝอยของที่นี่แล้วจะสัมผัสได้ถึงความกรอบของเส้นผักบุ้งที่ยังคงอยู่ แม้ว่าจะผ่านกระบวนการผัดน้ำมันหอยมาแล้วก็ตาม

เมนูนี้เด็ดแค่ไหนก็ไม่รู้ บอกได้แค่ว่า หันไปโต๊ะรอบข้างก็มีแต่คนสั่งเมนูนี้กันทั้งนั้น และที่สำคัญในหนังสือเมนูอาหารที่ทางร้านนำมาให้ลูกค้าเลือก ก็มีภาพเมนูนี้ขึ้นเป็นภาพแรกในเมนู เรียกว่านำเสนอสุดๆ ให้สั่ง ซึ่งเมื่อสั่งมาลองก็ไม่ผิดหวังจริงๆ โดยผัดผักบุ้งฝอย 1 จาน ราคา 100 บาท

 

อีกเมนูก็คือ ไก่ย่างกะทิสด ที่มีให้เลือกขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยครั้งที่ไปรับประทานได้สั่งเป็นจานขนาดเล็ก หน้าตาของไก่ย่างกะทิสดนั้น ภายนอกดูแล้วก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว่าจะแตกต่างไปจากไก่ย่างทั่วไปตรงไหน นอกเหนือจากที่มีการโรยงาบนหนังไก่ แต่ทันทีที่ตักไก่มารับประทานก็จะสัมผัสความต่างได้ทันที

หนังไก่นั้นค่อนข้างนุ่ม ส่วนเนื้อไก่นั้นยิ่งนุ่มมากขึ้นไปอีก รสชาติออกมากลมกล่อม จิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วที่ทางร้านนำมาเสิร์ฟคู่กับไก่แล้วก็แซบแบบนุ่มลิ้นดีรับประทานได้เพลินๆ จนแป๊บเดียวไก่ก็หมดจานโดยไม่รู้ตัวทีเดียว โดยไก่ย่างกะทิสด จานเล็ก ราคาอยู่ที่ 85 บาท

อย่างไรก็ตาม ยังมีเมนูอีกละลานตาที่ผู้เขียนยังไม่ได้ลองชิม แต่ก็เชื่อว่ายังมีเมนูเด็ดๆ ซ่อนอยู่อีกแน่นอน ซึ่งใครอยากไปลองชิม ก็ไปกันได้ แนะนำว่าควรไปเป็นกลุ่มจะได้แบ่งกันสั่งกับข้าวหลายๆ เมนูมาช่วยกันชิม ราคากับข้าวจะอยู่ที่หลักเกือบ 100 บาท หรือเกิน 100 บาท หากไปกัน 4 คน สั่งกับข้าวมา 4 อย่าง ถัวเฉลี่ยแล้วก็จะเสียค่าอาหารกันคนละกว่า 100 บาท โดยได้กินหลายเมนู ต่างจากไปคนเดียว ด้วยงบเท่านี้อาจจะได้ชิมกับข้าวแค่อย่างเดียว

ร้านนี้เปิดให้บริการสำหรับครัวอีสานตั้งแต่ 11.00 น. ปิดรับคำสั่งซื้อสุดท้าย 19.30 น. ส่วนครัวข้าวต้ม เปิดตั้งแต่ 11.00 น. ปิดรับคำสั่งซื้อ 23.00 น. ส่วนตัวร้านจะปิดเวลา 24.00 น. สำหรับวันธรรมดา

วันเสาร์-อาทิตย์นั้น วันเสาร์ ร้านเปิดเวลา 15.00 น. สั่งอาหารได้ถึง 24.00 น. และร้านปิดเวลา 00.30 น. ส่วนวันอาทิตย์ ร้านเปิดเวลา 14.30 น. สั่งอาหารได้จนถึง 23.30 น. และร้านจะปิด 24.00 น.

ใครที่อยากไปชิมสามารถโทรไปจองที่นั่งได้ที่โทร. 02-633-8947 การเดินทางไม่ยากเพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสีลม สามารถขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานีสีลมแล้วออกประตูทางออกที่จะไปโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ จากนั้นก็เดินเลียบโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ฝั่งถนนพระราม 4 ประมาณ 300 เมตร ก็จะเจอร้านนี้ตั้งอยู่

เข้า ‘แคมป์ เคอร์รี’ แวบชิมแกงกะหรี่แสนอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424759

01 เมษายน 2559 เวลา 18:07 น.

เข้า ‘แคมป์ เคอร์รี’ แวบชิมแกงกะหรี่แสนอร่อย

โดย…ยู่ยู้  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผ่านมาแถวชั้น 4 สยามพารากอนช่วงนี้ หลายคนอาจสะดุดตากับร้านอาหารน้องใหม่ ที่จำลองบรรยากาศของการออกค่ายมาไว้ในทุกอณูของร้าน ตั้งแต่การออกแบบ ไปจนการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการออกแคมป์มาจัดวาง เพื่อให้สมกับคอนเซ็ปต์และชื่อร้านว่า แคมป์ เคอร์รี (Camp Curry) ร้านข้าวแกงกะหรี่พรีเมียมจากญี่ปุ่น

 

แคมป์ เคอร์รี สาขานี้ถือเป็นร้านแรกนอกประเทศญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นมาจากไอเดียของเจ้าของร้านที่อยากจะนำเสนอแกงกะหรี่ในรูปแบบใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมลบภาพแกงกะหรี่แบบเก่าๆ ที่หลายคนมองว่าเป็นจังก์ฟู้ด โดยดึงเอาลูกเล่นของการตั้งแคมป์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ตัวเองโปรดปราน แถมยังเป็นกิจกรรมยอดนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นมาเป็นกิมมิก โดยมีข้าวแกงกะหรี่เมนูสามัญประจำแคมป์ของชาวญี่ปุ่นเป็นตัวชูโรง

แกงกะหรี่ของทางร้านมีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน เริ่มจากแกงกะหรี่ผัก เมนูยอดฮิตที่ญี่ปุ่น เมื่อมาถึงเมืองไทยก็การันตีคุณภาพด้วยการเลือกใช้ผักจากโครงการหลวง นำมาปรุงสุก ราดด้วยซอสแกงกะหรี่ที่เคี่ยวจากสะโพกไก่จนได้ที่ เมนูนี้ลูกค้าสามารถเลือกท็อปปิ้งไก่ กุ้ง แซลมอน หรือเนื้อวัวมาเพิ่มได้

 

ถัดมาคือ แกงกะหรี่บาร์บีคิว เด็ดที่เนื้อหมูตุ๋นชิ้นโตเนื้อนุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมข้าวสวยและแกงกะหรี่ที่เคี่ยวจากน้ำสต๊อกหมูจนได้รสกลมกล่อม สามารถเลือกท็อปปิ้งอย่างข้าวโพด ไข่ไก่ และชีสมาเสริมทัพความอร่อยได้

 

จานต่อมาคือ แกงกะหรี่โตเกียว เมนูนี้คิดค้นขึ้นมาเฉพาะสาขากรุงเทพฯ เท่านั้น เป็นข้าวแกงกะหรี่ไก่สับที่ให้รสจัดจ้านลุ่มลึกของแกงกะหรี่มากที่สุด ปิดท้ายด้วย ข้าวหน้าฮานาชิ เมนูนี้เอาใจคนไม่นิยมรสเผ็ด รวมทั้งคุณหนูๆ เพราะเสิร์ฟสตูหมูเนื้อนุ่มมาพร้อมซุปหัวหอม ที่ผัดจนได้สีคาราเมลรสชาติกลมกล่อม มาพร้อมข้าวสวยร้อนๆ รสชาติกลางๆ

ใครอยากได้อารมณ์ไปออกแคมป์แบบได้ชิลรอบกองไฟ แนะนำแกงกะหรี่แคมป์ไฟไซส์จัมโบ้ (สำหรับ 2 ท่าน) อารมณ์คล้ายๆ การล้อมวงกินสุกี้หม้อไฟ เพียงแต่น้ำซุปเป็นซุปแกงกะหรี่เข้มข้น ลูกค้าสามารถเลือกท็อปปิ้งมาใส่ได้ตามใจ ไม่ว่าจะเป็นเมนูผักหรือเนื้อสัตว์ แนะนำว่าตอนที่น้ำซุปเริ่มงวด ลองสั่งข้าวและไข่ไก่มาลองทำข้าวต้มทรงเครื่อง หรือจะเพิ่มพลังให้อยู่ท้องด้วยเส้นอุด้ง กลายเป็นเมนูอุด้งแกงกะหรี่ก็น่าสนใจ

ล้างปากด้วยของหวาน แนะนำพุดดิ้งนมฮอกไกโด เป็นพุดดิ้งโฮมเมด ให้รสเข้มข้นของนมฮอกไกโดจริงๆ หรือจะลองไดกะคุกอิโมะ มันหวานเชื่อมขนมกินเล่นของญี่ปุ่น ที่หวานมันด้วยการนำไปผัดกับน้ำผึ้งแท้ กินคู่กับวิปครีม อร่อยเพลินจนลืมนับแคลอรี

ลองหาเวลาว่างมาออกแคมป์กันได้ที่ร้านแคมป์ เคอร์รี ที่ชั้น 4 สยามพารากอน เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-610-9612

 

โมเดิร์นทวิสต์ ความอร่อยที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424755

01 เมษายน 2559 เวลา 17:51 น

โมเดิร์นทวิสต์ ความอร่อยที่ลงตัว

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ไม่ใช่อาหารฟิวชั่นที่ผสมผสานกันระหว่างสไตล์อาหารตั้งแต่ 2 สัญชาติขึ้นไป โดยยังคำนึงถึงความลงตัวของรสชาติและการจัดแต่งหน้าตาของอาหารนั้นๆ นั่นรวมถึงความแปลกใหม่ที่เสริมเข้ามาอีกด้วย แต่นี่คืออาหารสไตล์ “โมเดิร์นทวิสต์” ที่มีนิยามใหม่ว่า คือ การต่อยอดอาหารสัญชาติเดิมให้มีมุมมองใหม่ โดยยังคงหัวใจของรสชาติอันเป็นเอกลัษณ์ดั้งเดิมเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม

เวสเทิร์นผสานเอเชียความอร่อยที่ลงตัว

เทคนิคการทำอาหารในแบบของเวสเทิร์น หรือว่าฝรั่งเศส อาจเป็นอาหารที่ผู้คนบ้านเราอาจจะรับประทานกันได้ไม่บ่อยนัก จึงเกิดไอเดียหยิบเอาอาหารฝรั่งเศสมาผสมผสานกับความเป็นเอเชีย กลายเป็นอาหารจานใหม่ที่มีกลิ่นอายของเอเชียนทวิสต์สไตล์แคชวล ที่เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น โดยเฉพาะผักออร์แกนิกและเนื้อสัตว์ในประเทศ ผสานกับการปรุงแบบเวสเทิร์นดั้งเดิม

เชฟจาว-ภัคปัทม์ ศักดิ์ยโศ หัวหน้าเชฟร้านซี้ด (Seed) เล่าให้ฟังถึงเสน่ห์ของอาหารโมเดิร์นทวิสต์ได้อย่างน่าฟังและเคลิ้มไปกับรสสัมผัส

 

“คำว่าโมเดิร์นทวิสต์ เข้าใจง่ายๆ ก็คือการเอาทุกอย่างมาผสมผสานกันตามแต่ละซีซั่นจนกลายเป็นศิลปะ ไม่ได้แปลกใหม่แบบอาหารฟิวชั่น แต่จะเป็นตรงกลางระหว่างโมเดิร์นกับคลาสสิก เราจะรู้สึกสนุกสนาน เราจะรู้สึกฟรีสไตล์มากกว่า สามารถทำอาหารแบบคลาสสิก เหมือนเป็นการสร้างศิลปะชิ้นใหม่ แต่คงไว้ซึ่งรูปแบบและกรรมวิธีการปรุงแบบดั้งเดิม เพียงแต่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเข้ามาเป็นตัวนำพารสชาติที่เราคุ้นเคยค่ะ”

เชฟจาวยังบอกต่ออีกว่า อาหารที่ร้านซี้ดนั้นจะเน้นเป็นสไตล์โมเดิร์นทวิสต์ โดยเอารสชาติอาหารรีซอตโต้ แล้วเพิ่มความเป็นเอเชียลงไป เช่น เอาเครื่องแกงพะแนง เครื่องเทศเอเชียมาใช้ในการเพิ่มรสชาติของอาหาร จะทำให้ได้รสชาติที่คุ้นลิ้น พร้อมกับการใช้เทคนิคการทำแบบเวสเทิร์นที่คุ้นเคย

ความโดดเด่นของเมนูใหม่นี้ จะช่วยทำให้รู้สึกว่ารับประทานได้บ่อยขึ้น ไม่รู้สึกว่ามันหรือเลี่ยน จนอยากจะกลับมากินได้บ่อยขึ้น แม้กระทั่งชาวต่างชาติเองยังจะได้รู้สึกตื่นเต้นกับรสชาติที่แปลกใหม่ ทั้งที่หน้าตาของแต่ละเมนูยังละม้ายคล้ายของเดิม

 

เริ่มต้นสัมผัสกับความเป็นโมเดิร์นทวิสต์ ด้วย Seafood Risotto สำหรับเมนูซีฟู้ดรีซอตโต้ เป็นเมนูที่ทางร้านนำมาทวิสโดยใส่กลิ่นอายและรสชาติความเป็นไทยเข้าไป โดยการใช้เครื่องแกงพแนง แต่ยังคงวิธีการทำรีซอตโต้แบบคลาสสิกเอาไว้

เมนูต่อมา Foie Gras Terrine อย่างที่ทราบกันว่า เมนูฟัวกราส์เป็นเมนูที่มีต้นตำรับมาจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทางร้านนำมาเสิร์ฟในแบบเอเชีย คือนำตับห่านนั้นมาหมักกับเหล้ารัมจากภูเก็ต เสิร์ฟคู่มากับครีมมะพร้าวและแยมสับปะรดโฮมเมด ที่มีรสชาติเปรี้ยวหวานช่วยตัดความเลี่ยนของจานนี้ กลายเป็นความอร่อยที่แปลกใหม่ที่ลงตัว สัมผัสได้ถึงความสดชื่นของครีมมะพร้าวและแยมสับปะรด

ตบท้ายด้วย Duck Confit ถือเป็นเมนูคลาสสิกของฝรั่งเศส ซึ่งทางร้านจะนำมาทวิสต์ผสมผสานความเป็นเอเชียและโมเดิร์นคิวซีนเข้าไปในจานนี้ โดยการหมักน่องเป็ดกับเครื่องเทศพะโล้และเกลือทะเลไทย ก่อนที่จะนำไปผ่านวิธีการซู-วีด (Sous-Vide) เสิร์ฟคู่มากับแครอตและขิงพิวเร ตัวซอสสำหรับจานนี้ก็จะเป็นคาราเมลซอสส้มและขิงอ่อน สดชื่นไม่เบาทีเดียว

(ร้านซี้ด ซอยพร้อมจิตต์ ถนนสุขุมวิท 39 เปิดบริการเวลา 17.30-24.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร.02-662-3562, 09-9283-6363)

ติ่มซำตำรับฝรั่งเศส

แฟนอาหารจีนที่ตามไปกินติ่มซำอาจจะรู้สึกแปลกใจกันคราวนี้ เมื่อติ่มซำที่แสนคุ้นเคย ถูกปรับเปลี่ยนเป็นติ่มซำแบบฝรั่งเศส ที่ยังหน้าตาเอาไว้อย่างเดิม เพียงแต่ได้รสชาติแปลกใหม่ที่ชวนให้ลิ้มลอง

คริสตอฟ มายาร์ด เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟชาวฝรั่งเศส แห่งห้องอาหารจีนลกหว่าฮิน โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ สยามสแควร์ ชวนสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับติ่มซำแบบทวิสต์ ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบชั้นดีผสมกับเครื่องปรุงสูตรพิเศษ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมเอเชียและตะวันตกเอาไว้อย่างลงตัว

“ผมสัมผัสกับรสชาติของอาหารฝรั่งเศสมาตั้งแต่เด็กๆ ก็เหมือนกับคนจีนที่คุ้นเคยกับอาหารจีนมาตั้งแต่ยังเล็กเช่นกัน จึงเกิดไอเดียที่จะนำเอาอาหารสองวัฒนธรรมนี้มาทวิสต์กัน โดยนำวัตถุดิบจากฝรั่งเศส มาผ่านกรรมวิธีการปรุงแบบติ่มซำของจีน มันทำให้เกิดเมนูที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้น และมีรสชาติที่หลากหลาย”

 

เชฟใหญ่เล่าอีกว่า หลายคนอาจจะรู้สึกเบื่อที่ได้กินแต่ติ่มซำรสชาติเดิมๆ แต่สำหรับติ่มซำในแบบฉบับของเขา จะทำให้ทุกคนตื่นเต้นและประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว

เริ่มต้นด้วย ซาลาเปาเนื้อแกะ จากซาลาเปาไส้หมูสับที่คุ้นลิ้น ปรับมาเป็นไส้เนื้อแกะจากนิวซีแลนด์ ราดด้วยซอสครีมเลมอน  และที่น่าสนใจไม่แพ้กันซาลาเปาไส้เป็ดผสมขิง โดยนำเนื้อเป็ดไปเคี่ยวในซอสขิงและส้มสูตรพิเศษ อร่อยได้อีก

เมนูต่อมา ลองเปลี่ยนจากเป็ดย่างมาเป็นกบทอดสไตล์ฝรั่งเศส กบทอดกระเทียมพริกไทย พร้อมบีตรูตหั่นซอย และมะเขือเทศหั่นเป็นลูกเต๋าเคี่ยว อร่อยไปอีกแบบ หรือจะเป็นหอยเชลล์ย่างเนยกระเทียม หอยเชลล์ย่าง ราดเนยกระเทียม และชีสเอ็มเมนทัล รสชาติอร่อยแบบเนียนๆ

ด้าน ขนมจีบแซลมอน ขนมจีบเนื้อปลาแซลมอนสับผสมผักโขม ราดด้วยไข่แซลมอน อร่อยไม่แพ้ขนมจีบไส้หมูสับฉบับดั้งเดิม ตามมาติดๆ กับขนมจีบปูและหอยเชลล์ ขนมจีบไส้หอยเชลล์สับผสมเนื้อปู ราดซอสพริกไทยสไตล์ฝรั่งเศส หรือจะเป็นหอยนางรม fren -Chi (เฟรนช์-ไชนีส) หอยนางรมเผา และผักซอยคลุกซอสสไตล์จีนสูตรพิเศษ ราดด้วยซอสสไตล์อิตาเลียนอีกที อร่อยดีเหมือนกันตบท้ายด้วยของหวานอย่างไอศกรีมเกี๊ยว เกี๊ยวกรอบเสิร์ฟคู่กับไอศกรีมวานิลลา ราดซอสช็อกโกแลตพร้อมด้วยอัลมอนด์และส้ม เป็นการปิดท้ายมื้อที่น่าจดจำ

(ห้องอาหารจีน ลกหว่าฮิน เปิดให้บริการมื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อเย็นเวลา 18.00-22.30 น. โทร. 02-209-8888 ต่อห้องอาหารจีนลกหว่าฮิน)