อาหารเช้าเก๋ๆ Egg Benedict

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/422312

18 มีนาคม 2559 เวลา 18:42 น

อาหารเช้าเก๋ๆ  Egg Benedict

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เทรนด์อาหารยอดฮิตช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้นอาหารเช้าเก๋ๆ ที่เหล่าผู้คนต่างแห่แหนไปจ่ายค่าอาหารราคาไม่ใช่น้อยๆ ตามคาเฟ่ต่างๆ ที่นอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังได้ “อัพ” รูปลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กอีกด้วย

ฉบับนี้ Bready Instantly จึงอยากนำสูตรอาหารเช้ายอดนิยม ที่ผู้เขียนเห็นรูปบ่อยๆ ตามกระแสมารวมไว้ใน Bready Instantly ของเรา ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ต้องการ คือ ขนมปังแผ่นง่ายๆ ดัดแปลงเพิ่มมูลค่าให้กลายเป็นเมนูใหม่ขึ้นมา ที่สำคัญต้องหน้าตาดูเฉียบ กินที่บ้านก็ต้องเก๋ไก๋ตามกระแสสังคม

อาหารเช้าเก๋ๆ ที่ว่า ต้องมีขนมปังสไตล์ Country Bread มีครัสต์หรือขอบขนมปังหนา จะได้กรอบหอมเวลาปิ้งเพิ่มจนกรอบ ที่ขาดไม่ได้คือ ไข่ลวกนอกเปลือก หรือ Poached Egg วางลงไป ความน่ากินอยู่ที่เวลาเจาะไข่แดงให้เยิ้มลงมาสู่สารพันที่อยู่ในจาน เรียกคะแนนน้ำย่อยไปได้เยอะสำหรับคนที่ปลื้มความฉ่ำเยิ้มของไข่ที่สุกมาพอดี

ที่จริงเมนูอาหารเช้าสไตล์นี้มีมานานแล้ว อย่าง Egg Benedict ไข่ลวกนอกเปลือกบนอิงลิชมัฟฟินเเละเเฮมเเผ่นพิเศษที่เรียกว่า Canadian Bacon ราดด้วยซอสฮอลลองเดสที่เข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีกด้วยเนยและไข่แดงที่ปรุงเป็นซอส เรียกว่า เช้าเดียวก็ได้แคลอรีเกือบเพียงพอได้ทั้งวัน ยังมีอีกเวอร์ชั่นที่ใกล้เคียงกัน คือ Egg Florentine ที่เก่าแก่จากตระกูล Medicis แห่งเมืองฟลอเรนซ์ที่เบาๆ ขึ้นมาอีกนิด เพราะเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์เป็นผักโขมผัดกระเทียม

 

ยุคนี้จึงเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เพราะอาหารเช้าแคลอรีเยอะๆ แลกกับความเก๋อาจจะไม่คุ้มความอ้วนแล้ว ไข่ลวกนอกเปลือกบนขนมปังจำเป็นต้องปรับลดแคลอรีแต่ไม่ออมความอร่อย แทนที่ซอสเข้มข้นเนยและไข่แดงด้วยอโวคาโดบดปรุงรสให้เข้มข้นคล้ายกับ Guacamole ของเม็กซิกันป้ายลงบนขนมปัง ช่วยให้ลิ้นละมุนไปได้คล้ายกับครีมซอสเข้มข้น แม้ว่าแคลอรีจะลดลงไปเยอะเอาการ แต่ความอร่อยอยู่ครบ

Avocado Spread สำหรับทาขนมปังแบบนี้ มีสูตรหลากหลาย หลักๆ ต้องมีเกลือเพื่อให้ความเค็ม ไม่ใช้ซอสใดๆ เพราะจะทำให้สีสันของอโวคาโดสวยน้อยลงไป ที่สำคัญต้องมีความเป็นกรดจากความเปรี้ยวธรรมชาติของน้ำมะนาว ไม่ว่าจะเป็นมะนาวเหลือง หรือมะนาวเขียว ต้องมาพอที่จะรักษาสีสันไม่ให้อโวคาโดดำคล้ำไป ความเปรี้ยวที่พอเหมาะจะช่วยให้รสชาติของอาหารจานนี้สดชื่นขึ้นด้วยเป็นของแถม

โดยปกติอโวคาโดสเปรดแบบต้นตำรับแบบกวากาโมเล่ มีเพียงแค่สับหอมใหญ่ ใส่ผักชีซอยและมะเขือเทศก็เรียบร้อย ปรุงรสด้วยเกลือ มะนาว และพริกไทย เรารู้ส่วนผสมแบบต้นตำรับแล้วถ้าอยากดัดแปลงก็ไม่ยากเลย อาศัยว่าเข้ารสชาติที่แท้จริงของอโวคาโด อยากจะเพิ่มความมันอาจเหยาะน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์หอมๆ ลงไป หรือถ้าอยากให้มีความมัน อาจขูดชีสหรือบิชีสนุ่ม ลงไปเพิ่มเติม รักษาน้ำหนักแต่ไม่หนีความอร่อย เลือกเป็น Cottage หรือ Ricotta Cheese ก็เยี่ยม

สูตรนี้เป็นสูตรง่ายๆ คุณผู้อ่านอยากเพิ่มเติมอะไรลงไป ทดลองเพิ่มได้ตามชอบ ถ้าอยากปรับเป็นอาหารเบาๆ เสิร์ฟอโวคาโด สเปรดกับเนื้อสัตว์เบาๆ อย่างปลา กุ้ง แซลมอนรมควัน หรือเนื้อปูก็เข้ากัน รับประกันแบบไร้แป้งสามารถจับมาเข้าคู่กับสลัดได้ ถือว่าเป็นเมนูอเนกประสงค์อีกสูตรที่ควรมีติดบ้านไว้

Poached Egg on Avocado Toast

(สำหรับ 2 ที่)

ส่วนผสม

ขนมปังแผ่นหนา 2 แผ่น

อโวคาโด 1 ลูก

หอมใหญ่สับละเอียด 1 ช้อนชา

กระเทียม สับละเอียด ครึ่งช้อนชา

น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา

มะเขือเทศ หั่นเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา

มะนาวเหลือง หรือมะนาวเขียว 2 ช้อนชา

ไข่ลวกนอกเปลือก หรือ Poached Egg 2 ฟอง

ขนมปังชนิดที่เป็น Multigrain 2-3

แผ่นผักสลัดที่ชอบ และโรยชีสแบบ soft cheese ที่ชอบ

แนะนำเป็น Feta หรือ Cottage Cheese

วิธีทำ

* เคล้าอโวคาโดกับส่วนผสมทั้งหมด

* ปิ้งขนมปังให้กรอบเหลือง

* ป้ายอโวคาโดลงบนขนมปัง

* วางไข่ต้มลง โรยเกลือและพริกไทยดำ เพิ่มเล็กน้อย โรยชีส พร้อมเสิร์ฟ

* พร้อมเสิร์ฟทันที อาจเสิร์ฟแบบไร้ขนมปังแล้วเพิ่มสลัด เนื้อปูก้อนต้มสุก หรือแซลมอนรมควันลงไปได้ตามชอบเพื่อเป็นอาหารเบาๆ

เลม่อนกราสส์ อร่อยรสชาติแบบพื้นเมืองภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/422310

18 มีนาคม 2559 เวลา 18:29 น

เลม่อนกราสส์ อร่อยรสชาติแบบพื้นเมืองภูเก็ต

โดย…อชัถยา ชื่นนิรันดร์

มาท่องเที่ยวเมืองภูเก็ต อย่างสนุกสนานเพลิดเพลินใจแล้ว หากมีเวลาว่างแวะช็อปปิ้งที่ศูนย์การค้าไลม์ไลต์ อเวนิว ภูเก็ต เสร็จสรรพก่อนกลับที่พักหรือกลับบ้านก็อย่าลืมไปลองรับประทานอาหารที่ร้านเลม่อนกราสส์ ไทย ควิซีน (Lemongrass Thai Cuisine) ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าของศูนย์การค้า รับรองอาหารอร่อย สะอาด รสชาติถูกปากที่ยังคงความเป็นอาหารพื้นเมืองภูเก็ต

พาณี โกยสมบูรณ์ ผู้บริหารศูนย์การค้าไลม์ไลต์ อเวนิว ภูเก็ต และผู้บริหารร้านอาหารเลม่อนกราสส์ ไทย ควิซีน บอกว่า เปิดร้านเลม่อนกราสส์มานาน 10 ปีแล้ว ใช้ชื่อนี้เพราะว่ามีความหมายดี แปลว่า ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรไทยที่ดีต่อสุขภาพผู้บริโภค โดยมีหลากหลายเมนูเด็ดให้สั่งรับประทาน เช่น ยำตะไคร้ น้ำตะไคร้ ปลาหลงวัง ปลาลุยสวน เป็นต้น ล้วนมีสมุนไพร ตะไคร้ ใส่ลงไปในเมนูอาหารต่างๆ

กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะมาเป็นครอบครัว และกลุ่มวัยทำงาน รวมทั้งนักท่องเที่ยวเข้ามาอุดหนุนกัน และขาประจำ โดยเมนูอาหารที่นิยมสั่งรับประทาน ได้แก่ ฟอนไหม หมูตกครก ทอดมันกุ้ง กุ้งกรุบกรอบ ซี่โครงหมูรมควัน ห่อหมกขนมครก ขาหมูทอดเลม่อนกราสส์

ขณะที่อาหารว่าง ได้แก่ เปาะเปี๊ยะทอด ขนมปังหน้าหมู หมี่กรอบ ถุงทอง เปาะเปี๊ยะปู ข้าวตังหน้าตั้ง เมี่ยงคะน้า ส่วนของอร่อย ได้แก่ ผัดผักเหมียงใส่ไข่ น้ำพริกกุ้งสด หมูคั่วเกลือ น้ำพริกกุ้งเสียบ ไก่ห่อใบเตย ต้มโคล้งกุ้งเสียบ สปาเกตตีปลาเค็ม สปาเกตตีขี้เมา ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ฯลฯ ส่วนของหวาน ได้แก่ ผลไม้รวม กล้วยบวชชี กล้วยทอด เครื่องดื่ม ได้แก่ น้ำตะไคร้ ชามะนาว น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำผึ้งมะนาว น้ำมะนาวโซดา น้ำผลไม้ปั่น ชา กาแฟ ไวน์ เบียร์ น้ำมะพร้าวสด สำหรับเมนูที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน ได้แก่ แกงจืดขาหมูถั่ว เป็นสูตรโบราณมีที่เดียว

 

“ร้านของเราจะมีเมนูใหม่ที่เลือกสรรปรุงให้ลูกค้ารับประทาน และจะมีเพิ่มเมนูอาหารพื้นเมืองเข้ามาเพื่อเป็นอีกทางเลือก สำหรับลูกค้าคนไทยที่มาใช้บริการ โดยเฉพาะ ห่อหมกขนมครก ส้มตำยอดมะพร้าว หมูคั่วเกลือผัดพริกขิง แกงส้มกุ้งชะอมชุบไข่ ขนมจีนแกงปู เป็นเมนูยอดนิยม ส่วนลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่นิยมสั่ง ฟอนไหม ผัดไทย แกงเขียวหวาน”

พาณี กล่าวอีกว่า การคัดสรรวัตถุดิบนำมาปรุงอาหารนั้นจะเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพเกรดเอ มีรสชาติเฉพาะของร้าน เป็นสูตรของคนภูเก็ตที่เน้นใส่ใจในการปรุงอาหาร สูตรอาหารที่นำมาปรุงให้กับลูกค้า เป็นสูตรสมัยคุณยายโดยทางบ้านใช้ปรุงกินกันแล้วอร่อย จึงนำมาปรุงให้ลูกค้ารับประทานด้วย โดยมีแม่ครัวเป็นคนภาคใต้ ที่สามารถปรุงอาหารได้หลายประเภท ถูกใจคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว

ร้านตกแต่งสไตล์โมเดิร์น พรั่งพร้อมด้วยโต๊ะเก้าอี้ล้ำยุคให้เลือกนั่งรับประทานอาหารหลากหลาย ประดับประดาด้วยต้นไม้นานาชาติเพื่อให้เกิดความสบายตาสบายใจ เหมือนนั่งในสวน คลอเคล้าไปด้วยเสียงเพลงที่แสนไพเราะ

เลม่อนกราสส์ ไทย ควิซีน เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-24.00 น. รับจัดเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ ตั้งแต่ 30-100 คน โทร. 076-682-999 เฟซบุ๊กแฟนเพจ Lemongrass Thai Cuisine

โซ อาเซียน คาเฟ แอนด์ เรสเทอรองต์ รวมอาหารอาเซียนไว้ที่นี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/422308

18 มีนาคม 2559 เวลา 18:20 น

โซ อาเซียน คาเฟ แอนด์ เรสเทอรองต์ รวมอาหารอาเซียนไว้ที่นี่

โดย…คาเอรุ

ประชาคมอาเซียน หรือเออีซี 10 ประเทศ อย่าง เมียนมา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา บรูไน และไทย เพิ่งจะรวมตัวกันอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ว่ากันว่า เดี๋ยวนี้การจะทำความรู้จักใครสักคนหนึ่ง ต้องดูว่า คนคนนั้นชอบกินอะไร ดังนั้น หากอยากทำความรู้จักเพื่อนบ้านในกลุ่มเออีซี ลองไปดูกันซิว่าเขารับประทานอะไรกัน

ไม่มีร้านไหนจะตั้งชื่อได้โจ่งแจ้งชัดเจนขนาดนี้อีกแล้ว มาที่ โซ อาเซียน คาเฟ แอนด์ เรสเทอรองต์ รับรองว่า ได้ส่อง ชิม ชม และศึกษาอาหารเด็ดๆ ของประชาคมอาเซียนได้ทั้งภูมิภาคแน่ๆ

ทางร้านบอกว่าได้คัดสรรอาหารอาเซียนจานเด่นๆ มารวมไว้ในหนึ่งเดียว เพื่อให้ลูกค้าสามารถมาสัมผัสประสบการณ์การรับประทานแบบประเทศเพื่อนบ้าน อาหารอาเซียนยอดนิยมจากหลากหลายประเทศ เรียงรายในเมนูให้ได้อร่อยไปกับรสชาติในแบบที่คุ้นเคยบ้าง แปลกใหม่บ้าง ที่สำคัญคือได้มีการปรับรสชาติให้เข้ากับลิ้นของคนไทย

ไม่ว่าจะเป็น อาหารเวียดนาม อย่าง เปาะเปี๊ยะญวน หรืออาหารไทยหารับประทานยาก อย่าง ต้มจิ๋วโบราณ ซึ่งที่นี่อาศัยเนื้อไก่แทนเนื้อวัว หล่าเพ็ด หรือยำสลัดใบชา จานนี้จากเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา หน้าตาเหมือนเมี่ยงคำ เรินดัง ตัวแทนจากอินโดนีเซีย หน้าตาคุ้นๆ เหมือนข้าวเหนียวไก่ย่าง แต่รสชาติเป็นแบบเครื่องเทศของอินโดฯ อีกจาน สลัด กาโด กาโด เป็นของอินโดนีเซีย อารมณ์คล้ายสลัดแขก คือน้ำสลัดมีส่วนผสมของถั่วคล้ายน้ำราดสะเต๊ะ ฯลฯ

เมนูเด็ดของร้านอยู่ที่ของหวาน ที่ผสมผสานระหว่างความสมัยใหม่กับรสชาติแบบอาเซียนลงไป ไม่ว่าจะเป็น โทสต์ไอศกรีมชาเย็นเมอแรงค์ ซึ่งหน้าตาเหมือนฮันนี่โทสต์ แต่ใส่รสชาติของชาไทยลงไปเป็นตัวหลัก ส่วนกล้วยทอดโวเคโน่ เสิร์ฟมาพร้อมไอศกรีมไรซ์เบอร์รี่ อารมณ์แบบกล้วยชุบแป้งทอดของเวียดนาม แต่นำเสนอแบบตะวันตก ด้วยการเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมที่มีรสชาติแนวเอเชีย

โซ อาเซียน คาเฟ แอนด์ เรสเทอรองต์ ตกแต่งร้านแบบเน้นรูปแบบความเป็นอาเซียนสมัยใหม่ ลวดลายโบราณ เครื่องเรือนและเครื่องประดับไม้แบบร่วมสมัย จัดวางได้อย่างลงตัวน่านั่ง นับว่าเป็นปฐมบทของการไปค้นหาทำความรู้จักประเทศเพื่อนบ้านเราได้เป็นอย่างดี

 

โซ อาเซียน คาเฟ แอนด์ เรสเทอรองต์ อยู่ที่ ชั้น 1 เดอะ สตรีท รัชดา เปิดให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง (หลัง 4 ทุ่ม เสิร์ฟแต่ขนมในตู้และเครื่องดื่ม) โทร. 02-121-1909

เล่าถึงกาแฟ… ในวันนี้… และอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/422303

18 มีนาคม 2559 เวลา 18:04 น.

เล่าถึงกาแฟ... ในวันนี้... และอนาคต

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร-ศศิธร จำปาเทศ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ผ่านพ้นงานมหกรรมกาแฟ ไทยแลนด์ คอฟฟี่ เฟส 2016 ที่จัดขึ้น ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไปได้ไม่นาน ถึงงานจบ แต่กลิ่นหอมของกาแฟยังคงอยู่ และวันนี้ เราก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับสองกูรูด้านกาแฟ นั่นคือ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย อภิชา แย้มเกษร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาลอตโต้ และอุปนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย ชาตรี ตรีเลิศกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเบอร์รี่ ที่จะมาบอกเล่าถึงกาแฟในวันนี้ และในอนาคตให้เราได้รับรู้กัน

“เมื่อพูดถึงการบริโภคกาแฟในบ้านเรา คนไทยดื่มกาแฟมากกว่าที่ผลิตได้ อีกทั้งเรายังส่งออกบ้างบางส่วน มันจึงไม่พอใช้โดยธรรมชาติ ยิ่งรูปแบบการขายกาแฟได้เปลี่ยนแปลงไป โดยขายร่วมกับธุรกิจอื่นๆ เช่น ร้านหนังสือ โฮสเทล โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขนม ฯลฯ อีกทั้งยังได้นำกาแฟไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และทางความสวยงาม ยิ่งทำให้การเพาะปลูกกาแฟมีเพิ่มมากขึ้น ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น”

ในส่วนของการเพาะปลูกกาแฟในประเทศไทย คอกาแฟคงรู้ดีว่าสายพันธุ์อราบิกา มักนิยมปลูกทางภาคเหนือ บนเขาที่มีอากาศเย็น ไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่เชียงราย ลำปาง แม่ฮ่องสอน และน่าน ส่วนสายพันธุ์โรบัสต้า มักนิยมปลูกทางภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นชุมพร หรือระนอง แต่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหน หากปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่จะได้ผลผลิตที่ดี

“พื้นที่ปลูกที่ต่างกัน มีสภาพอากาศที่ต่างกัน ถือได้ว่ามีความสำคัญต่อสายพันธ์ุ ถามว่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้รสชาติของสองสายพันธุ์นี้แตกต่างกันอย่างไร สายพันธุ์อราบิกาจะมีรสชาตินุ่มละมุนกว่า กลิ่นหอมกว่า ปริมาณกาเฟอีนต่อเมล็ดน้อยกว่า ส่วนโรบัสต้าจะมีรสชาติที่กระด้างกว่า บอดี้ที่ดีกว่า หนักแน่นกว่า อาจจะมีติดรสขมฝาดบ้าง มีความเปรี้ยวต่ำกว่า ดังนั้น สองสายพันธุ์นี้จะมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน แต่ถ้าพูดถึงปริมาณการใช้ในตลาดโลก อราบิกาใช้มากกว่า เนื่องจากมีปริมาณถึง 80% ของการซื้อขายมวลรวมทั่วโลก ส่วนโรบัสต้ามีการใช้ต่ำกว่า และส่วนใหญ่มีการใช้ในกาแฟสำเร็จรูปมากกว่า”

 

เมื่อประเทศไทยสามารถเพาะปลูกกาแฟเองได้ ร้านกาแฟส่วนใหญ่ (95%) จะใช้เมล็ดกาแฟที่ปลูกในเมืองไทย มีส่วนน้อยที่เป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่ใช้เมล็ดกาแฟที่นำเข้าจากต่างประเทศ ที่เป็นอย่างนี้เพราะภาษีนำเข้าของบ้านเราสูงถึง 90% สูงเป็นอันดับ 2 ของโลกนั่นเอง

กูรูทั้งสองท่านได้บอกเล่าให้เราฟังว่า อุตสาหกรรมกาแฟในประเทศไทยจะเติบโตได้มากกว่านี้ ผู้คนที่อยู่ในโลกของกาแฟ ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต้องขับเคลื่อนด้วยความรู้ในเรื่องของกาแฟไปพร้อมๆ กัน “ในส่วนของผู้บริโภค ถ้ามีความรู้และดื่มเป็น ก็จะเลือกกาแฟที่ตนเองชอบได้ เลือกรสชาติที่ตนเองต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟที่เปรี้ยว กาแฟที่มีกรดผลไม้ กาแฟที่มีการคั่วอ่อน ฯลฯ หากไม่มีความรู้และดื่มไม่เป็น ก็ไม่อาจสัมผัสรสชาติของกาแฟที่มีคุณภาพได้ ซึ่งน่าเสียดายมากๆ หากต้องเป็นอย่างนั้น”

นอกจากนี้ กูรูทั้งสองท่านยังเผยอีกว่า ในส่วนของเกษตกรผู้เพาะปลูก เกษตรกรโดยส่วนใหญ่เป็นคนยากจนและไม่เคยดื่มกาแฟเลย “หากเขาเหล่านี้เป็นเกษตรกรที่เป็นนักดื่มและนักชิมด้วยจะดีมาก เพราะจะทำให้เกษตรกรสามารถรู้ว่าจะพัฒนากาแฟของเขาให้มีคุณภาพที่ดีได้อย่างไร เมื่อเขารู้ว่ากาแฟของเขามีคุณภาพที่ดี เขาจะไม่ถูกกดขี่ข่มเหงเรื่องราคา และเขาสามารถรู้ได้ว่าเขาควรขายให้ใคร เขาสามารถเลือกผู้ซื้อได้ ในส่วนนี้คนคั่วก็เช่นเดียวกัน ต้องรู้ว่าจะคั่วกาแฟให้รสชาติดีได้อย่างไร ก็ต้องเป็นนักดื่มนักชิม คนขายก็ด้วย”

 

ไม่ว่าอย่างไร โลกของคนปลูก คนคั่ว คนขาย คนดื่มกาแฟ ย่อมต้องมีจุดเริ่มต้นเสมอ จากอดีต เรามักนำกาแฟทั่วไปมาคั่ว ผสมกับข้าวโพด เม็ดมะขาม ใส่งา ใส่น้ำตาล นำมาเคี่ยว จนกลายเป็นกาแฟแบบโบราณที่ใช้ถุงผ้าชง จากนั้นก็มีการใส่นมข้นหวาน ใส่น้ำตาล เพื่อให้มีความหวาน

“ต่อมาเราก็ดื่มกาแฟผ่านเครื่องเอสเปรสโซ่ แมชีน ที่ทำให้เราได้กาแฟแบบเข้มข้น ต่อมาเราก็มีวิธีการดื่มแบบดริปด้วยน้ำร้อน หยดผ่านกรอง และค่อนข้างใช้เวลา ซึ่งการดื่มกาแฟในรูปแบบนี้ค่อนข้างใช้กาแฟที่มีคุณภาพสูง ปัจจุบันนี้คือการนำเอากาแฟไปสกัดแบบเย็น ใช้เวลาสกัดประมาณ 12-24 ชั่วโมง เพื่อให้ได้กาแฟรสชาติที่มีความเปรี้ยวต่ำ”

ทั้งคู่เผยด้วยว่า เริ่มต้นจากการดื่มกาแฟเย็น พอดื่มไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่ามันหวานเกินไป จากนั้นจึงเริ่มต้นดื่มกาแฟร้อนที่ใส่นม ต่อมาก็เหลือเพียงกาแฟดำธรรมดา ที่รู้สึกได้ถึงรสชาติของกาแฟจริงๆ

“ที่มีงานวิจัยที่บอกว่าคนดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วจะดีต่อร่างกาย เราต้องดูว่าเขาดื่มกาแฟในรูปแบบไหน ถ้าดื่มกาแฟเอสเปรสโซ่ 4 ช็อตถือเป็นเรื่องปกติ คนอิตาลีดื่ม 5-6 ช็อต/วัน เพราะเอสเปรสโซ่มีกาเฟอีนค่อนข้างน้อย สกัดเร็ว การดื่มเอสเปรสโซ่ในปริมาณที่เยอะก็เพื่อให้ได้ปริมาณกาเฟอีนที่ร่างกายต้องการ ซึ่งร่างกายแต่ละคนมีการรับกาเฟอีนได้ไม่เท่ากัน”

เมื่อเราตั้งคำถามว่า ปัจจุบันนี้ราคาของกาแฟโดยส่วนใหญ่ค่อนข้างมีราคาแพง ทั้งๆ ที่ก็เป็นกาแฟที่ปลูกในเมืองไทย สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นของชีวิตไหม กูรูทั้งสองท่านเผยว่า อยากให้เรามองว่าราคากาแฟต่อแก้วมันมาจากอะไร

 

“ถ้าเป็นกาแฟที่มาจากสายพันธุ์ที่หายาก มีการทำที่พิถีพิถันมากจากประเทศไกลๆ หรือของไทยเองที่มาจากผู้ปลูกที่ตั้งใจมากๆ พอคิดอย่างนี้ราคาอาจจะแพงแล้ว แต่ขณะเดียวกันบางที่ที่ไม่ได้ใช้กาแฟคุณภาพสูง แต่มีการทำร้านให้มีความสวยงาม หรือตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่บวกเข้าไปในราคาต่อแก้ว ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง มันเป็นเรื่องของการผลิตที่ทำให้มีรสชาติดีเป็นพิเศษ มีเรื่องราวด้วย การที่ตั้งราคาสูงก็เป็นความพึงพอใจของผู้บริโภคที่อยากจะทดลองเสพ แต่ถ้ามันไม่ดีจริง มันจะอยู่ได้ไม่นาน ราคามันก็จะลง เพราะไม่ได้รับการตอบรับ แต่ถ้ามันดีจริง ก็จะมีคนแสวงหาเอามาบริโภคอยู่นั่นเอง”

สำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟอยู่เป็นประจำและอยากลองชิมกาแฟเพื่อให้ได้รู้รสชาติของกาแฟที่แท้จริง กูรูทั้งสองท่านได้แนะนำไว้ว่า ให้ดื่มกาแฟที่เราชอบก่อน แล้วค่อยลดส่วนผสมอื่นๆ ลง เช่น นม น้ำเชื่อม ความหวานที่ทำให้เกิดรสชาติอื่นๆ ในกาแฟ พอลดๆ ลงก็จะเจอรสชาติกาแฟที่แท้จริงมากขึ้น ได้สัมผัสรสชาติของกาแฟจากสายพันธุ์นั้นๆ มากขึ้น

“คนไทยเราติดรสหวานกับรสจัด รสจัดในที่นี้คือจัดในทุกๆ ด้านทั้งเรื่องเค็มจัด เปรี้ยวจัด มันจัด ขมจัด เราก็ดื่ม แล้วเราเอาหวานจัดมากลบ เราเลยได้รสกาแฟที่ทุกอย่างมันเข้มข้น แต่คนไทยในระยะหลังๆ ก็เริ่มดื่มกาแฟที่หวานน้อยลง เริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ถือว่าเราคนไทยเริ่มเดินมาถูกทางแล้วครับ (ยิ้ม)”

ถึงเวลาไปกินอาหารทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/422301

18 มีนาคม 2559 เวลา 17:54 น.

ถึงเวลาไปกินอาหารทะเล

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ไปที่ไหนก็กินของที่นั่น ไปเชียงรายใครชวนกินอาหารทะเลยังลังเล แต่ถ้าไปนั่งริมทะเลแล้วกินแกงโฮะ ไส้อั่ว แหนมเนือง น่าเสียดายเวลาของการกินเสียไปมื้อหนึ่ง ตอนนี้เป็นหน้าเที่ยวทะเลแล้ว ก็ต้องกินอาหารทะเลอย่างเดียว หลายคนเมื่อรู้ตัวว่าจะไปทะเลแล้วก็เตรียมหาชื่อร้านอาหารทะเลตามที่มีคนแนะนำไว้ตามสื่อต่างๆ หลายคนอาจจะไปหาเอาข้างหน้า สนุกที่ได้ค้นหาแต่อาจจะเสี่ยงอยู่บ้าง อาจจะไปเจอร้านบรรจงฟันซีฟู้ด หรือสาหัสอาหารทะเลเจ้าเก่า ไม่อร่อยแล้วกระเป๋ายังฉีกเป็นริ้วๆ ผมจะแนะนำตามแบบของผม ซึ่งผมทำอย่างนี้มาตลอด คือหาเอาข้างหน้า แต่ตั้งหลักนิดๆ

ผมเชื่ออย่างหัวชนฝาว่า อาหารทะเลนั้นต้องสดอย่างเดียว แล้วไม่ต้องทำอะไรมาก กินรสชาติของตัวมันเองก็อร่อยแล้ว ไม่ต้องประโคมเครื่องปรุงมากลบเนื้อแท้ของกุ้ง หอย ปู ปลา นอกเสียว่าบางอย่างมีความจำเป็นจริงๆ

ไปไหนผมต้องเล็งหรือหาที่จอดเรือประมงขนาดเล็กหรือประมงชายฝั่งไว้ก่อน มีวิธีสังเกตง่ายๆ ถ้ามีหัวเขายื่นไปในทะเล แล้วเป็นอ่าว มีคลองติดหัวเขา ร้อยทั้งร้อย เรือประมงจะจอดตรงนั้น เพราะมันเป็นทำเล หลบลม หลบคลื่น แถวบางเก่า ชะอำ เขาเต่าหัวหิน เขากะโหลก ปราณบุรี สามร้อยยอดมีตลอดแนว เรือประมงจะเข้าตั้งแต่เช้าถึงสาย มีทั้งเรือกุ้ง ปลา ปูม้า และปลาหมึก แล้วแต่ว่าย่านไหนจับอะไร ถ้าเรือปูม้าจะเข้าตอน 9 โมงเช้า ก็นั่งคอยเลย ช้าเดี๋ยวยี่ปั๊วเจ้าประจำมาเอาไปหมด นั่งดูเขาแกะปูจากอวนก็ได้ อยากกินขนาดไหน ราคาเท่าไหร่ ก็ตัดสินใจเลย ไม่ต้องต่อ ไม่ต้องบอกว่าแพง เดี๋ยวเขาไม่ขายให้

ปูม้านั้นรู้แล้วว่าต้องนึ่งอย่างเดียว ซื้อแล้วหาร้านอาหารตามสั่งง่ายๆ กินกับข้าวเขาสองอย่าง จ้างนึ่งปูม้าให้ด้วย จากที่มันถูกแกะจากอวนยังดิ้นกระแด่วๆ มานอนเรียงสีแดงเต็มชาม รับรองเพื่อนกิน แกะกินไม่พูดไม่จากัน ใครแกะได้เร็ว ได้มาก ก็กำไร ปกติทุกเรือปูจะมีปลาติดอวนมาด้วย ส่วนใหญ่เป็นปลาลิ้นหมาก็ทอด มีปลาทูก็ย่าง มีปลาทรายก็ทอด หรือต้มยำ หรือแกงป่า ส่วนน้ำจิ้มเป็นน้ำปลาพริก บีบมะนาว กระเทียมหั่นหน่อย เหลือเฟือแล้ว

อาจจะไม่ใช้วิธีซื้อแล้ววิ่งไปหาร้านทำก็ได้ ก็ลองมองแถวที่จอดเรือประมงนั้น อาจจะมีเพิงขายอาหารตามสั่ง ส่วนใหญ่เป็นร้านเมียคนประมง นั่นไม่ต้องไปไหนไกลเลย ร้านนั้นแหละ มีปูก็นึ่งมา ถ้าไม่มีปู ถามว่ามีอะไร ถ้ามีปลาข้างหลือง ปลาสีกุน ก็ทอดมา ถ้ามีปลาหมึกถามว่าผัดผงกะหรี่ได้ไหม ถ้าไม่มีผงกะหรี่ ก็ทอดกระเทียมหรือย่างมา ถ้ามีปลาดุกทะเล มันจำเป็นต้องผัดฉ่า แกงป่า ทำอย่างอื่นไม่เหมาะ กินไปจะปลื้มไป เพราะสดอร่อย ยังมีบรรยากาศริมทะเล ถึงจะเป็นเพิงง่ายๆ ก็ไม่มีที่ไหนสมบูรณ์แบบเท่าอย่างนั้น

การมองหาที่เรือประมงจอดนั้น ถ้าเป็นสะพานปลามีเรือประมงใหญ่ๆ จอด นั่นลำบากหน่อย เรือเขาผูกกับยี่ปั๊วเจ้าประจำไม่ขายปลีกให้ใคร แถมพูดกันไม่รู้เรื่องเป็นเมียนมาทั้งนั้น แล้วเจ๊ยี่ปั๊วนั้นแกไม่สนใจคนแปลกหน้ามาซื้อปลีก ไม่ขายแล้วยังหาว่าพวกเราๆ เกะกะอีกต่างหาก

 

ไปทะเลบางที่อาจจะไม่เจอทำเลอย่างที่ว่า อาจจะเจอร้านอาหารทะเล ร้านนี้บ้าง ร้านโน้นบ้าง ลองวิ่งดูหลายๆ ร้านก่อน ยกตัวอย่างแถวทะเลจันทบุรี จากแหลมสิงห์ ถึงเจ้าหลาว รีสอร์ทริมทะเลเยอะแยะ แล้วร้านอาหารทะเลก็เพียบ ร้านอาหารทะเลหลายร้านดูโอ่โถงดี แต่ระวังหัวแบะไว้ก่อน ดูรายการอาหารและราคาก่อน แพงไม่ว่าของไม่สดมันน่าเจ็บใจ

เมื่อวิ่งดูแล้วถ้าเห็นร้านไหนติดป้ายขายอาหารทะเล น้ำแข็ง เครื่องดื่ม บางที่ก็ไม่มีป้าย แต่หน้าร้านมีถังน้ำแข็งสีฟ้า สีแดงขนาดใหญ่ๆ ส่วนใหญ่จะตั้งระเกะระกะ ภายในอาจจะมีโต๊ะ เก้าอี้ไม่กี่ชุด นั่นเป็นยี่ปั๊วรับซื้อของทะเลจากชาวประมง การมีโต๊ะ เก้าอี้ คือทำเป็นร้านอาหารด้วย นั่นยิ่งดีอาจจะแพงกว่าไปซื้อจากเรือประมงโดยตรง ถือว่าซื้อความสด นั่นเป็นวิธีที่ผมทำมาตลอดตอนไปทะเล

ผมมันเป็นคนทำกิน ฉะนั้นกินริมทะเลแล้วยังต้องซื้อกลับบ้านเอามาทำกินอีกด้วย จึงมีคูเลอร์ติดไว้เสมอ เจออะไรซื้อหมด ปลากะมงพร้าว ปลากะพง ปลาสีกุน ปลาทราย ปลาลิ้นหมา หรือกั้ง การจะทำอะไรกินนั้นว่ากันทีหลัง เวลาซื้อนั้นทำตัวเหมือนเสี่ย เขาว่าเท่าไหร่ก็ไม่ต่อ เพราะรู้ราคาในกรุงเทพฯ มันคนละโลก เวลาไปตลาดสามย่าน ตลาด อ.ต.ก. จะกลายเป็นยาจกซื้อไม่ลง จะรู้เลยที่ซื้อมานั้นมันถูกเทียบกันไม่ได้เลย

ไปทะเลก็ต้องกินอาหารทะเล จะทำแบบผมบ้างก็ได้ ไม่ว่ากันครับ

ร้านกระบี่เงิน อร่อยสะท้านยุทธจักร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/422300

18 มีนาคม 2559 เวลา 17:51 น

ร้านกระบี่เงิน อร่อยสะท้านยุทธจักร

โดย…ชายโย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผ่านไปบนถนนพัฒนาการ ปากซอยพัฒนาการ 50 ตรงข้ามลอนดอนสตรีท เจอป้ายสะดุดตา กระบี่เงิน เป็นร้านหม้อไฟ เนื้อตุ๋น หมูตุ๋น ซึ่งบรรยากาศในร้านตกแต่งราวกับเข้าไปอยู่โรงเตี๊ยมในนวนิยายยุทธจักรกำลังภายใน

จักรกฤษณ์ อุทโยภาส เจ้าของร้าน อดีตเคยเป็นผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง แต่มีความชอบเรื่องอาหาร ร่วมกับเพื่อนสถาปนิกหนุ่ม มาร่วมกันรังสรรค์หม้อไฟ รสเด็ด และบรรยากาศชิลๆ สบายๆ สังสรรค์ ด้วยฝีมือของทั้งสองคน

สูตรตุ๋นยาจีนของกระบี่เงิน เป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ ให้มีความหอมของยาจีนมากขึ้น รสชาติตุ๋นยาจีนจึงหอมและชุ่มคอและยังมีน้ำจิ้มสูตรเด็ดให้เลือก ทั้งรสชาติแซ่บจัดจ้าน ไปจนถึงรสนุ่มนวลชวนรับประทาน

 

เมนูเครื่องดื่มแนะนำของร้านนี้คือ เจี่ยบ๊วย รสชาติกลมกล่อม ไม่แพ้น้ำบ๊วย สนนราคาไม่แพงแก้วละ 20-30 บาท

ลูกค้าที่มาร้านกระบี่เงิน กินอิ่ม ชิมบรรยากาศแล้ว สบายกระเป๋าราคาเบาๆ แต่รสชาติขึ้นเหลาเนื้อตุ๋น-หมูตุ๋น ชุดเล็ก 135 บาท มาหมู่คณะชุดใหญ่ 235 บาท

เมนูอื่นๆ ที่น่าลิ้มลอง ได้แก่ ผักประลองยุทธ์ เกาเหลาแห้งรสแซ่บ ข้าวอบ บะหมี่ยำเสฉวน เหนียวนุ่มยำกับซอสเผ็ด คู่ซี่โครงหมูอ่อนตุ๋น และอีกหลายๆ เมนู ที่ร้านกระบี่เงิน โดยเฉพาะคนชอบรับประทานอาหารจีนมาร้านนี้แล้วรับรองจะติดใจ ขออย่างเดียวอย่าไปพังร้านเหมือนในหนังจีนกำลังภายในก็พอ

อาหารใต้รสเด็ด คั่วกลิ้ง+ผักสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/422298

18 มีนาคม 2559 เวลา 17:44 น

อาหารใต้รสเด็ด คั่วกลิ้ง+ผักสด

โดย…ซิตี้กาย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

อาหารใต้สไตล์โฮมเมด สูตรเด็ดจาก อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ที่ร้านคั่วกลิ้ง+ผักสด ที่ปัจจุบันมี 3 สาขาแล้ว แต่วันนี้จะพาไปชิมที่สาขาแรก ซอยทองหล่อ 5 ตรงข้ามสถานทูตเคนยา

พื้นที่ภายในร้านเล็กกะทัดรัด มีมุมเหมือนนั่งอยู่บ้านให้เลือกมากมาย รวมทั้งมุมสวนหย่อมเล็กๆ น่ารักๆ ที่หลังบ้าน

 

เมนูอาหารที่พลาดไม่ได้ คือเมนูที่นำมาเป็นชื่อร้าน คั่วกลิ้งกับผักสด ที่ใช้กระดูกหมูอ่อนมาปรุง ได้รสสัมผัสกรุบกรอบ จัดจ้านด้วยเครื่องแกงที่ทางร้านทำขึ้นมาเอง ตามมาด้วย ใบเหลียงผัดกุ้งเสียบ ที่ผัดคลุกเคล้าเข้ากับกระเทียมสไลซ์ ต่อด้วย แกงปูใบชะพลู ที่ใช้ปูจากตราดและสุราษฎร์ธานี กินกับเส้นหมี่ลวกตามแบบชาวใต้ อร่อยไปอีกแบบ

 

มาที่กุ้งแม่น้ำทอดพริกขี้หนู รสเด็ดอย่าบอกใคร ส่วนคนที่ชอบสะตอ ต้องเมนูสะตอผัดกุ้ง หรือจะเป็นแกงเหลืองปลา ที่ใช้ปลากะพงทะเล และรสชาติ
แซ่บจี๊ดใช่เล่น

ร้านคั่วกลิ้ง+ผักสด เปิดบริการทุกวัน 2 ช่วงเวลา คือ 11.00-14.30 น. (ครัวปิด 14.00 น.) และ 17.30-21.30 น. (ครัวปิด 21.00 น.) โทร. 02-185-3977 และ 08-6053-7779

 

ฮั่วเซ่งฮง อาหารเหลาเข้าถึงง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/421126

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:47 น.

ฮั่วเซ่งฮง อาหารเหลาเข้าถึงง่าย

โดย…สิทธิ ปูทะเลย์

ชวนเพื่อนไป “กินเหลา” อิ…อิ… อย่าเพิ่งนึกว่าจะชวนไปรับประทานของแพง เพราะร้านที่จะมาชวนให้ลิ้มลอง เขาเป็นร้านระดับเหลาจริง แต่เป็นเหลาราคาที่คนทั่วไปน่าจะเข้าถึงได้ มีให้เลือกมากมาย ทั้งโต๊ะจีน และกระทั่งอาหารจานเดียว เริ่มต้นที่ 100 บาทขึ้นไป

ร้านนี้มีชื่อมาจากร้านเดิมที่เยาวราช ก่อนขยายขึ้นห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะที่เซ็นทรัล พระราม 2 และพระราม 3 ห้างประจำของอิฉันเพราะใกล้บ้าน เมื่อไปเดินซื้อข้าวของ ถึงเวลารับประทานอาหาร นึกไม่ออกจะรับประทานอะไรดี ในเมื่อร้านอื่นๆ ก็แสนแพง อิฉันก็จะมีร้านนี้เป็นที่พึ่ง

ที่อิฉันชอบมากๆ ก็คือ เส้นหมี่ผัดกระเฉด ข้าวหมูตุ๋น ราดหน้าเนื้อปลากะพง ข้าวผัดปู ส่วนอาหารจานเดียวเหล่านี้ ราคาเริ่มต้น 100 บาท/จาน ที่ว่าไม่แพง เพราะขอบอกว่า ผู้หญิงตัวโตอย่างอิฉัน จานเดียวอิ่มนะเจ้าคะ หรือใครชอบอาหารเส้น ที่นี่มีหมี่เกี๊ยวกุ้ง (จริงๆ) ใส่เนื้อปู หรือหมูแดง หรือเป็ดย่าง เริ่มต้นที่ 70 บาท

 

เมนูแนะนำสำหรับคนชอบรับประทานข้าวอย่างอิฉัน ข้าวหน้าหมูตุ๋น หรือเนื้อตุ๋น ซึ่งร้านจะใช้ข้าวหอมมะลิร้อนๆ ราดหน้าด้วยหมูตุ๋นเครื่องยาจีนร้อนๆ หอมเครื่องยาจีน รับประทานกับน้ำส้มพริกตำสีส้มสวยเสิร์ฟในหม้อดินและผักกวางตุ้งลวก เนื้อหมูนุ่มมากๆ มีเอ็นติดมาด้วยให้เคี้ยวเพลินๆ แป๊บเดียวหมดจาน

ส่วนจานโปรดของอิฉันอีกจาน คือ เส้นหมี่ขาวผัดผักกระเฉด ขอบอก ทานมาหลายร้าน ที่นี่อิฉันยกให้เลย เส้นเหนียวนุ่มกระเฉดไม่รู้ผัดกันยังไงกรอบมาเลย ไม่มีเหนียวอ่ะ ใส่หมูสับ เห็ดหอม กุ้งสด ปลาหมึกกรอบ และพริกกระเทียม อร่อยถูกใจ แต่อาจจะเผ็ดน้อยไปนิด แต่คนทั่วไปน่าจะเผ็ดกำลังดี แต่สำหรับอิฉันต้องพริกป่นอีกนิด น้ำส้มอีกหน่อย

 

อีกจานแพงขึ้นมาหน่อยแต่อร่อยชอบสั่งก่อนข้าวมา คือ กระเพาะปลาน้ำแดง โรยหน้าด้วยเนื้อปู จานนี้สองร้อยกว่าบาทตักใส่ถ้วยแบ่งได้ 4 คน แต่กระเพาะปลาเขาอย่างดี ไม่ไก่กา คุ้มราคา น้ำซุปหอมอร่อย กินเรียกน้ำย่อย

ปกติอิฉันชอบทำอาหารรับประทานเอง กระเพาะปลานี้ต้องไปซื้อที่เยาวราช กิโลละหลายร้อยบาท แต่ระดับอิฉันซื้อสักขีดสองขีดก็พอแล้ว ได้มาก็ต้องมาแช่น้ำล้างไขมันออก ต้มน้ำซุปหาเหล้าจีน เนื้อปูอีก กว่าจะได้ทานชามใหญ่ๆ ให้หายอยาก เสียเงินไปเกือบ 500 บาท สุดท้ายมาเจอร้านนี้ สั่งทานดีกว่า เพราะเขาทำใช้ได้ที่เดียว ไม่ต้องเสียเวลาทำหากทานแค่หนึ่งหรือ สองคนเทียบกันแล้วเลยยอมเสียเงินให้ร้านนี้

แต่จานที่ไปทุกครั้งสั่งทุกครั้งต้องนี่เลยหอยทอดจานร้อน หรือออส่วน อันนี้มารับประทานกันกับที่บ้านต้องเลือกว่าจะสั่งแบบกรอบจานร้อน หรือออส่วนแบบนิ่ม เพราะชอบรับประทานแต่ทำไม่เป็นจริงๆ พูดแล้วก็เปรี้ยวปากมาเชียวค่ะ… ว่างก็ลองไปรับประทานดูนะเจ้าค่ะ

 

หม่ำมัฆวาน เลิศรสแบบปลอดสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/421038

11 มีนาคม 2559 เวลา 18:00 น.

โดย…คนชัยภูมิ

หากจะพูกถึงหม่ำ ทุกคนคงพอทราบและคุ้นหูกันอยู่บ้าง หากท่านได้ผ่านมาถึงประตูอีสาน จ.นครราชสีมา ท่านจะเห็นอาหารลักษณะรูปยาวมัดด้วยเชือกฝ้ายหรือด้าย แขวนตามราวเหล็กตามร้านต่างๆ ริมทางมาเรื่อยๆ จนมาถึง จ.ชัยภูมิ บริเวณห้าแยกโนนไฮ ถนนเส้นทาง 201 อ.เมืองชัยภูมิ ก่อนถึงอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแล จะพบแหล่งรวมอาหารของฝากชั้นเลิศที่มีประวัติยืนยันจัดเจนถึงความอร่อยจากอดีตจนถึงปัจุบัน

“หม่ำตำนานแห่งรัก” เล่ากันว่าอดีตมีพรานป่าไปล่าสัตว์บนภูเขียว-ภูคิ้งในอดีต ซึ่งต้องใช้เวลานาน 1-3 เดือน ในการเดินทางไปกลับ พอล่าสัตว์ป่าได้ก็คิดหาวิธีถนอมอาหารมาฝากลูกเมียที่รออยู่บ้าน โดยที่เนื้อสัตว์ไม่เน่าเสีย พรานจึงสับเนื้อ ผสมตับ คลุกข้าวเหนียวและเกลือที่พกติดตัวไป ยัดใส่ในกระเพาะของสัตว์หรือลำไส้ของสัตว์ เพื่อหมักหรือถนอมให้เก็บไว้ได้นาน ไว้ฝากภรรยา พอกลับถึงบ้านนำมาชิม ปรากฏว่ามีรสชาติอร่อย เป็นที่ชอบใจของภรรยา จึงถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นอาหารพื้นบ้านที่นิยมรับประทานสืบมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษถึงปัจจุบัน

มัฆวาน วรรณกุล เจ้าของร้านหม่ำมัฆวาน จ.ชัยภูมิ บอกว่า หม่ำ จึงเป็นอาหารพื้นเมืองของชาวชัยภูมิ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งในปัจจุบันนิยมทำจากเนื้อวัวหรือเนื้อหมู ผสมกับตับ กระเทียม เกลือ บดให้ละเอียด บรรจุไว้ในกระเพาะสัตว์ เนื่องจากเป็นการแปรรูปอาหารจากภูมิปัญญาที่เก็บไว้นานถึง 3 เดือน เป็นที่นิยมบริโภคมากที่สุดทั้งในและต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสานและนิยมซื้อเป็นของกินของฝากชั้นนำสัญลักษณ์ที่สำคัญ จ.ชัยภูมิ เพื่อเป็นสินค้าที่ระลึก

 

ส่งผลให้หม่ำเป็นสินค้าโอท็อป ประเภทอาหารพื้นบ้านที่สำคัญ จุดเด่นหม่ำชัยภูมิ ทำเป็นพก โดยใช้กระเพาะหมู บรรจุเพื่อให้เก็บรักษาคุณภาพได้นานและรสชาติอร่อย บรรพบุรุษสมัยโบราณนำเนื้อสัตว์ที่เหลือมารับประทานในแต่ละมื้อ เก็บรักษาโดยการตากแห้งและมีการคิดนำเนื้อสัตว์มาสับแล้วใส่เกลือและบรรจุไว้ในลำไส้ใหญ่และกระเพาะวัวและควายเพื่อเก็บไว้ได้นาน จะมีรสชาติออกเปรี้ยว อร่อย จึงเรียกว่า “หม่ำ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และประชาชนในหมู่บ้านชนแดนได้ดำเนินการแปรรูปอาหารจากเนื้อสัตว์ทำเป็นหม่ำ

มัฆวาน บอกถึงเคล็ดลับของความอร่อยเลิศรสยืนหยัดมามากกว่า 10 ปี ว่า จะเน้นใช้วัตถุดิบหรือส่วนผสมในการทำ “หมํ่า” ตามสูตรนี้นั้น หลักๆ ก็มีเนื้อสัตว์ไร้มัน เนื้อวัว เนื้อกระบือ หรือเนื้อหมู ตับย่าง, เกลือ, กระเทียมบดทั้งเปลือกให้ละเอียด, พริกไทยป่น, ข้าวเหนียวหรือข้าวคั่ว, ถุงดี ไส้หมู หรือไส้วัว ปัจจุบันใช้ไส้เทียมหรือไส้วิทยาศาสตร์สำหรับบรรจุ

 

ขั้นตอนการทำ “หมํ่าเนื้อ-หมํ่าหมู” เริ่มจากคัดเนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อก่อน เนื้อแดงล้วนๆ ไม่มีมันติด เอามาล้างนํ้าให้สะอาด แล้วนำไปเข้าเครื่องบดเตรียมไว้ จากนั้นให้นำตับไปย่างแล้วมาบดให้ละเอียดเตรียมไว้ กระเทียมนำมาบดทั้งเปลือกให้ละเอียด นำข้าวเหนียวหรือข้าวคั่วมาเตรียมไว้ จากนั้นให้นำส่วนผสมที่เตรียมไว้ข้างต้นมาใส่ในอ่างผสม คือ เนื้อวัวหรือเนื้อหมูบด ตับบด กระเทียมบด ข้าวเหนียวหรือข้าวคั่วโขลกละเอียด และใส่เกลือ คลุกเคล้าให้ทั่วให้ส่วนผสมเข้ากัน ขยำให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้จากนั้นจึงค่อยผูกปลายอีกด้านด้วยเชือกให้แน่น ถ้าบรรจุในไส้ แล้วมัดแบ่งเป็นข้อๆ ให้ได้เป็นท่อนๆ ความยาวตามต้องการ หรือตามราคาที่จะจำหน่าย

ราคาขายหมํ่าหมูและหมํ่าเนื้อของร้าน “หมํ่ามัฆวาน” อยู่ที่กิโลกรัมละ 350 บาท นอกจากนี้ทางร้านนี้ยังทำไส้กรอกอีสาน ปลาร้าปรุงสุก กุนเชียง แจ่วบอง ให้ลูกค้าเลือกซื้อได้หลากหลาย ลูกค้าก็มีทั้งที่ซื้อไปรับประทานเอง และเป็นของฝาก สำหรับหมํ่า ประโยชน์ด้านคุณค่าทางโภชนาการที่ประกอบไปด้วยโปรตีน วิตามิน และให้พลังงานสูง ก็เป็นอีกจุดขายที่ดี

“หมํ่ามัฆวาน” โทร.08-4982-2409, 09-5601-2036 ถนน ชย.-สีคิ้ว เส้น 201 อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

อิ่มและสงบ จบ ณ บวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/421036

11 มีนาคม 2559 เวลา 17:56 น

อิ่มและสงบ จบ ณ บวร

โดย…พาแลง ภาพ ขจรเลิศ ฮกซุ่นเฮง

หลังอิ่มใจจากไหว้พระในวัดบวรนิเวศวิหารแล้ว เพียงข้ามฝั่งถนนมาก็จะเจอคาเฟ่ชื่อไทย ณ บวร (Na Bawon) ตั้งอยู่ หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าแถวนี้จะมีคาเฟ่ที่บรรยากาศผ่อนคลายให้นั่งพักได้ด้วย ซึ่งกลิ่นอายของความสงบเงียบด้านนอกถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งในสไตล์โคโลเนียลผสมโมเดิร์นที่เข้ากับยุคสมัย ดูมีชีวิตชีวา และยังคงเอกลักษณ์ของตึกแถวอายุร่วม 100 ปี ได้เป็นอย่างดี

 

บรรยากาศภายใน สำหรับชั้น 1 จุดสะดุดตาคือผนังร้านด้านซ้ายมือจะเห็นภาพวาดบนผนัง ที่ทางร้านตั้งใจให้เป็นภาพของเขามอ ภูเขาจำลองที่ตั้งอยู่ในวัดบวรฯ ส่วนที่ติดกับผนังด้านนี้จะทำเป็นเคาน์เตอร์ที่นั่งเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนอีกฝั่งจะตกแต่งเป็นผนังไม้เก่าและจัดวางพื้นที่นั่งด้วยโซฟา โต๊ะไม้สีน้ำตาลอ่อนและเข้ม เก้าอี้อาร์มแชร์ ส่วนพื้นที่ชั้น 2 จัดไว้สำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มใหญ่สามารถมีตติ้งกันได้

 

เพราะเป็นคาเฟ่ขนาดกะทัดรัด ขนมส่วนใหญ่จึงเป็นโฮมเมดที่ร้านทำเอง เป็นเมนูรับประทานง่าย แต่รับรองความอร่อย เริ่มจากปังปิ้งสังขยา ซึ่งสังขยารสชาไทยจะทำสดใหม่ทุกเช้าเป็นที่เลื่องลือ รสชาติที่ไม่หวานมากเมื่อจิ้มกับขนมปังปิ้งทาเนยหอมๆ เผลอแวบเดียวต้องสั่งใหม่แน่นอน อีกหนึ่งเมนูคือ บราวนี่ ณ บวร ที่มากับการนำเสนอแสนเก๋ด้วยการจัดเรียงบราวนี่ในแนวตั้งจำลองให้เป็นเขามอ เหมาะ
รับประทานคู่กับน้ำทับทิมเลมอนโซดา ที่ใช้ทับทิมจากอินเดียมาทำ 1 ปี มีให้รับประทาน 6 เดือน

 

ส่วนคอกาแฟที่มาที่ ณ บวร จะต้องไม่พลาดเมนูกาแฟร้อนอย่าง Espresso Shot ที่คัดสรรเมล็ดกาแฟจากเชียงราย ดอยแม่จันทร์หลวง ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะที่รสชาติกลมกล่อม ไม่เข้มจนเกินไป มีกลิ่นหอม ช่วยเพิ่มความสดชื่น เสิร์ฟคู่กับขนมผิงอบควันเทียนจากสุโขทัยเข้ากันอย่างดี แต่ถ้าใครอยากดื่มกาแฟเย็นที่ให้ความแปลกใหม่ แนะนำ 2802 Signature เป็นกาแฟผสมโซดาและไซรัป เพิ่มความหวาน ความซ่าและสดชื่นลงไป นอกจากนี้ ที่ร้านยังมีโยเกิร์ตผลไม้ที่ทำโยเกิร์ตเองเป็นเมนูที่เหมาะกับคนรักสุขภาพ

ใครที่แวะมาทำบุญย่านถนนพระสุเมรุและอยากหลบร้อนจากด้านนอกก็สามารถมานั่งจิบกาแฟ เล่นไว-ไฟที่นี่ได้ ร้านเปิดให้บริการวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-19.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์) สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-003-5361 เฟซบุ๊ก: facebook.com/nabowon อินสตาแกรม: nabowon