นั่งชิลๆ ในร้านเก๋ ‘วีว่า 21’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2558 เวลา 17:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/384829

นั่งชิลๆ ในร้านเก๋ ‘วีว่า 21’

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เย็นย่ำของวันศุกร์ก้าวเข้าสู่สุดสัปดาห์ ถ้าไม่รีบกลับบ้านจนเกินไป ลองแวะไปหาที่นั่งชิลๆ ในร้านเก๋ๆ สักร้านก็น่าจะดีมิใช่น้อย และแล้วก็มาสะดุดตาเข้าอย่างจังกับร้าน “วีว่า 21” (Viva 21) ที่เป็นทั้งร้านอาหารและบาร์ในย่านทองหล่อเข้าพอดี

ภายในตัวร้านตกแต่งสไตล์ลอฟต์ผสมผสานความเป็นวินเทจ โดยใช้วัสดุประเภทเหล็กและไม้เป็นโครงสร้างหลัก ประดับประดาด้วยโคมไฟ รอกที่ทำจากโซ่เหล็ก ไก่ฟ้าสตาฟฟ์ เขากวาง และอื่นๆ บรรยากาศโดยรวมจึงได้กลิ่นอายความเป็นวินเทจที่มีมู้ดแอนด์โทนเหมือนกับร้านอาหารกึ่งบาร์ในต่างประเทศเลยล่ะ

 

เมื่อเดินเข้ามาที่บริเวณชั้น 1 จะเห็นเคาน์เตอร์บาร์ตั้งเด่นเป็นสง่า มีโต๊ะเก้าอี้ทรงสูงตั้งเรียงขนานไปกับทางเดิน สามารถนั่งดื่มสบายๆ คลอเคล้าเสียงเพลงที่เปิดให้ฟังเพลินๆ โดยสั่งเมนูสแน็กที่แปลกใหม่ของร้านมากินคู่กับเครื่องดื่มก็ได้

บริเวณชั้น 2 จะเป็นไดนิ่งรูม 1 ห้องใหญ่ เหมาะสำหรับดินเนอร์ไปด้วย คุยธุรกิจไปด้วยเป็นที่สุด ส่วนที่ชั้น 3 ก็เป็นไดนิ่งรูมเช่นกัน แต่ชั้นนี้จะมีโต๊ะให้นั่ง 6-7 โต๊ะด้วยกัน มีพื้นที่กว้างเพียงพอสำหรับคนที่ต้องการดินเนอร์แบบสองต่อสอง กับกลุ่มเพื่อนๆ หรือกับครอบครัว เพราะที่ชั้น 2 และ 3 นี้จะเสิร์ฟอาหารแบบฟูลคอร์สให้กับลูกค้าที่โทรจองโต๊ะไว้

เมนูของร้านเป็นอาหารสไตล์นิวยอร์กฟิวชั่น เริ่มจากเมนูแรกที่ขอแนะนำก่อนเลย “Snack Selection” เมนูนี้ประกอบด้วยอาหาร 6 ชนิด คือ แมงโก้ กาซปาโช (ซุปมะเขือเทศ-มะม่วงที่เสิร์ฟมาเป็นแก้วเล็กๆ) เรด เคอร์รี่ & สโมกดั๊ก ครอเกตต้าส์ (เนื้อเป็ดรมควันปั้นเป็นก้อนแล้วทอด) สควิด อิงก์ ครอเกตต้าส์ (ปลาหมึกปั้นเป็นก้อนแล้วทอด) สแปนิช ออมเลต (ไข่ออมเลตเป็นชิ้นแบบสเปน) คอริโซ & เควล เอ๊ก โทสต์ (ขนมปังโทสต์ไข่) และจิลด้า วิธ แองโชวี & โอลีฟ ออยล์ (แองโชวีปรุงรสเสิร์ฟมาในแก้วน้ำมันมะกอกเล็กๆ) เมนูนี้เหมาะสำหรับกินคู่กับเครื่องดื่มหรือค็อกเทลมากๆ

 

ต่อด้วย “Wild Salmon Gravlax” จานนี้ใช้เนื้อแซลมอนนำเข้าจากอลาสกา เสิร์ฟพร้อมกับครีมชีสและขนมปังเบเกิลกรอบ แม้หน้าตาเมนูดูสวยงามแปลกตา แต่เชฟบิลลี่ (เชฟประจำร้าน) บอกว่า เขาตั้งใจทำให้มีลักษณะเป็นแซนด์วิชรูปแบบใหม่ ฉะนั้นเวลากินจึงต้องกินทั้งแซลมอน ครีมชีส และเบเกิลกรอบไปพร้อมๆ กันในคำเดียว ถึงจะได้รสชาติที่แสนอร่อยอย่างแท้จริง

 

อีกเมนูคือ “Steak Tartare” (Nam Tok) เมนูแปลกใหม่ที่ใช้เนื้อสันในมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วปรุงรสชาติแบบน้ำตกอาหารอีสานบ้านเฮา เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวเหนียวทอดกรอบ ได้รสชาติอร่อยแซ่บโดนใจ นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดๆ ที่น่าสนใจให้คนรักการชิมได้ลิ้มลองอีกหลากหลายเมนู ไล่มาตั้งแต่เมนูประเภทสแน็กสำหรับคนชอบดริงก์ เมนูหลักประเภทสเต๊กและพาสต้าต่างๆ รวมทั้งเมนูของหวานก็มีให้เลือกตบท้ายดินเนอร์มื้อนี้ด้วย ชอบแบบไหนก็จัดไปได้เลย ราคาอาหารเริ่มที่ 200-1,500 บาท

 

แนะนำอาหารไปแล้ว มาที่ค็อกเทลกันบ้าง เริ่มจาก “Lost Star” แก้วสีฟ้าใส ได้รสชาติเปรี้ยวๆ แก้วนี้มีส่วนผสมของจิน บลูคาราเซา ไข่ขาว และมะเฟือง ต่อมาคือ “Al Capone” แก้วนี้ดีกรีค่อนข้างแรงอยู่สักหน่อย มีส่วนผสมของเหล้าชั้นดี 2 ชนิด วิสกี้ชั้นดี 2 ชนิด น้ำผึ้ง เลมอน และสปาร์กลิ้งโซดา ปิดท้ายด้วย “Lovely Polly” แก้วนี้ดีกรีเบาๆ เหมาะสำหรับสาวๆ มีส่วนผสมของ รัม มาร์ตินี และกลีบกุหลาบ

แหม! บรรยากาศร้านเก๋ไก๋แปลกตา เมนูอาหารอร่อยสร้างสรรค์แบบนี้ ถ้าใครกำลังมองหาที่แฮงเอาต์สำหรับค่ำคืนวันศุกร์อยู่ละก็ แนะนำให้ลองมาที่ “วีว่า 21” นี้เลย

ร้านอยู่ระหว่างปากซอยทองหล่อ 19 และทองหล่อ 21 (เยื้องๆ สน.ทองหล่อ) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 17.00-01.00 น. โทร.02-712-8184, www.facebook.com/vivathonglor21

 

ชิลๆ ในอารมณ์แจ๊ซบาร์ที่ ‘จะกินอย่าบ่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2558 เวลา 16:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/380777

ชิลๆ ในอารมณ์แจ๊ซบาร์ที่ ‘จะกินอย่าบ่น’

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

จะกินอย่าบ่น” ร้านอาหารกึ่งแจ๊ซบาร์ที่เน้นเครื่องดื่มและเสิร์ฟอาหารง่ายๆ ในสไตล์ของตัวเอง ร้านนี้ตั้งอยู่บนหัวถนนพระสุเมรุ (ตัดกับถนนราชดำเนินกลาง) ด้วยมู้ดแอนด์โทนและบรรยากาศที่แสนจะชิล ทำให้มีลูกค้าหนุ่มสาวออฟฟิศและคนทั่วไปแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

เมื่อก้าวเข้าไปในร้านจะพบกับการตกแต่งในแนวป๊อปดีไซน์ที่แต่งแต้มไปด้วยสีสันของภาพวาดบนผนังกำแพงตึกเก่าอายุกว่า 90 ปี ที่บรรยากาศความเป็นตึกแบบดั้งเดิมยังได้รับการรักษาไว้อย่างดี

ลูกค้าที่แวะมาที่ร้านสามารถเลือกที่นั่งด้านนอกเพื่อชมวิวภูเขาทองและโลหะปราสาทได้ ส่วนใครชอบบรรยากาศด้านในก็เลือกนั่งได้ทั้งชั้น 1 และชั้น 2 พร้อมทั้งฟังวงแจ๊ซบรรเลงเพลงเพราะๆ ไปกินข้าวไปก็ได้เช่นกัน

มาถึงเมนูอาหารบ้าง “สตีฟ” เจ้าของร้านบอกว่า จากการที่เขาเคยเปิดร้านอาหารไทยที่ชื่อ “สตีฟ คาเฟ่ แอนด์ ครุยซีน” มาแล้วสองสาขา มักจะได้รับฟีดแบ็กจากสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กซึ่งบ่นนั่นบ่นนี่อยู่เสมอ เขาจึงอยากบอกกับหลายคนว่า “ช่วงเวลาที่มีความสุขก็คือช่วงเวลาของการรับประทานอาหาร ฉะนั้นอย่าบ่นอะไรมากมาย ให้ปล่อยวางและมีความสุขกับการกินอาหารเถอะ”

รวมถึงอีกเหตุผลก็คือ อาหารร้านนี้จะเป็นเมนูแบบง่ายๆ ซึ่งเขาคิดค้นขึ้นเองทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเมนูสไตล์ฟิวชั่นผสมผสานกันทั้งไทย ญี่ปุ่น ยุโรป นี่จึงเป็นที่มาของชื่อร้านไปโดยปริยาย

เมนูแนะนำวันนี้ เริ่มจาก “สตีฟ เบอร์เกอร์” เป็นเบอร์เกอร์ออริจินัลที่ตัวขนมปังทำจากบีทรูท มาพร้อมไส้เบอร์เกอร์สองชั้นซึ่งเป็นหมูย่างตะไคร้พริกขี้หนูสด ราดด้วยซอสดอกกุหลาบปั่นกับมายองเนส ได้รสชาติอร่อยถูกปาก

ต่อด้วย “แพท เบอร์เกอร์” ที่ตัวขนมปังทำจากฟักทอง ไส้เบอร์เกอร์ทำจากเนื้อนกกระจอกเทศสองชั้น ราดด้วยซอสพริกไทย ได้รสชาติที่แตกต่าง นอกจากนี้ยังมีเบอร์เกอร์อื่นๆ ที่ตัวขนมปังทำจากชาร์โคล โฮลวีตและข้าวเหนียวดำ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้อีกด้วย

มาถึง “สปาเกตตีผัดแห้งต้มยำทะเล” บ้าง ดูจากชื่อก็รู้ว่าเป็นเมนูฟิวชั่น แต่ขอบอกว่าจานนี้นอกจากเส้นสปาเกตตีที่เหนียวนุ่มแล้ว รสชาติจากซอสผัดแห้งต้มยำทะเลยังเข้มข้นถูกใจคนรักรสชาติไทยๆ แบบเรามากๆ

“แซลมอนผัดกะปิ” เมนูนี้ห้ามพลาด โดยปกติแล้วที่ร้านอื่นมักจะใช้กุ้งผัดกับกะปิ แต่ที่นี่ใช้เนื้อแซลมอนหั่นเต๋า ซึ่งพอผัดกับกะปิเสร็จใหม่ๆ จะได้กลิ่นหอมหวนชวนกิน ยิ่งได้ข้าวสวยร้อนๆ สักจานด้วยนะ โหย! แซบเว่อร์

ปิดท้ายด้วย “ฟิช แอนด์ ชิปส์” เนื้อปลาทอดและมันฝรั่งทอดกรอบนอกนุ่มใน กินคู่กับซอสสูตรเฉพาะและสลัดเพื่อตัดเลี่ยน เป็นอีกเมนูที่น่าสนใจและไม่ควรพลาด นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารไทยฟิวชั่นจานอื่นๆ และพิซซ่าอิตาเลียนโฮมเมดหน้าต่างๆ เช่น พิซซ่าหน้าเนื้อใจเสือ (หน้ากะเพรา) พิซซ่าหน้าไหว้หลังหลอก (หน้ายำปลากระป๋อง) และพิซซ่าหน้าลาบไก่ รวมทั้งสปาเกตตีจานเด่นอีกหลายจานให้เลือกด้วย ราคาอาหารเริ่มที่ 160-220 บาท

พอกินเสร็จบรรยากาศก็เย็นย่ำ วงดนตรีแจ๊ซเริ่มบรรเลงพอดี ขอนั่งชิลๆ ต่ออีกสักพักโดยสั่งค็อกเทลเซต “สตีฟ คัลเลอร์ฟูล” มาลองจิบดีกว่า เซตนี้มีค็อกเทล 3 แก้ว 3 สี คือ “สีเขียว” มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลไซรัป มาร์ตินี วอดก้า และน้ำมะนาว “สีฟ้า” มีส่วนผสมของบลูฮาวาย วอดก้า และบลูคาราเซา และ “สีแดง” มีส่วนผสมของวอดก้า บาร์คาดี น้ำพันช์ และน้ำมะนาว เซตนี้ดีกรีค่อนข้างแรงอยู่สักหน่อย ใครที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์แนะนำให้สั่งอิตาเลียนโซดามากินคู่กับอาหารก็เข้ากันได้ดี

หากคุณกำลังมองหาร้านบรรยากาศดี ดนตรีแจ๊ซไพเราะ อาหารอร่อย แนะนำให้มาที่ “จะกินอย่าบ่น” ร้านอยู่บนถนนพระสุเมรุ เยื้องกับหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เปิดบริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ 12.00-14.30 น. และ 17.00-24.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 12.00-24.00 น. มีวงแจ๊ซเล่นสลับกันทุกวัน อาทิตย์-พุธ 20.00-22.00 น. พฤหัสบดี-เสาร์ 19.00-23.30 น. (เล่นสองวง) โทร. 02-282-4003, IG : @jakinyabon, www.jakinyabon.comฃ

 

การค้นพบและความสุข EST.33 @ The Up

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2558 เวลา 13:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/379411

การค้นพบและความสุข EST.33 @ The Up

โดย…คีตะ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ลังจากเปิดสาขาที่ ซีดีซี และ เดอะ ไนน์ พระราม 9 แล้ว “EST.33” ก็ขยับเข้าใกล้ใจกลางเมืองมาเปิดสาขาใหม่ล่าสุดที่ ดิ อัพ พระราม 3 ตรงแยกรัชดา-นราธิวาสฯ

จากที่เคยไปเยือน EST.33 สาขาอื่นมาก่อน ก็พบว่าสาขาที่ ดิ อัพ พระราม 3 นี้ ตกแต่งได้ดูอลังการมีเสน่ห์แบบ “ดิบและเนี้ยบ” การตกแต่งของร้านนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “การค้นพบที่ยิ่งใหญ่” หรือ “The Great Discovery” ซึ่งเล่าเรื่องในอดีตตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระยาภิรมย์ภักดีเดินทางไปเยอรมนีและได้พบกับเครื่องดื่มที่เรียกว่า เบียร์ ก่อนกลับมาเปิดโรงเบียร์แห่งแรกในเมืองไทย อันเป็นจุดเริ่มต้นของบุญรอดบริวเวอรี่และเบียร์สิงห์ โครงสร้างรูปเรือที่อยู่ใต้หลังคาร้านนั้นยิ่งใหญ่ แปลกตาน่าค้นหา ห้องเก็บเบียร์สดและถังเบียร์รอบร้านเป็นของตกแต่งที่ชวนมอง

 

สิ่งที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจให้ลูกค้าต้องกลับมาร้านนี้เสมอๆ คือ เบียร์ ในมวลหมู่แฟนคลับของ EST.33 คงจะคุ้นเคยดีกับเบียร์ Original, Copper และ Weizen Beer ซึ่งพร้อมเสิร์ฟเสมอ นอกจากนั้นยังมีเบียร์พิเศษที่นำเสนอเป็นทางเลือกตามวาระ อย่างช่วงที่เราไปเยือนนั้นก็มีรสชาติใหม่อย่างเบียร์เสาวรสให้สั่ง ตัวเลือกในหมู่เครื่องดื่มยังรวมถึงค็อกเทลอย่างเมนูชื่อเดียวกับชื่อร้านคือ EST.33 ที่ผสมจากวอดก้า วานิลลา น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำราสพ์เบอร์รี่ และมะนาวสด อีกหนึ่งเมนูมีชื่อเท่ๆ ว่า ทาร์, แจ็ก ทาร์ เป็นการรวมตัวตามสัดส่วนของ เตอร์กิล่า มิโดริ บลูคูราโซ่ น้ำเสาวรส และน้ำพีช ม็อกเทลอร่อยๆ แบบไร้แอลกอฮอล์ก็มีให้เลือกมากมาย

อาหารของ EST.33 นั้น ไม่ใช่แค่กับแกล้ม แต่เป็นเมนูอาหารเต็มรูปแบบที่อิ่มได้จริงๆ จังๆ เชฟใหญ่แห่ง EST.33 คือ สรมย์เวท ธีระพจน์ แนะนำว่า มาแล้วต้องลองซี่โครงหมูซอสบาร์บีคิว สูตรของ EST.33 เนื้อนุ่ม หลุดร่อนจากกระดูกอย่างง่ายดาย รสชาติดี เผ็ดหน่อยๆ ด้วยพริกปาปริก้า คาเยน และฮาบาเนโร่ นอกจากนั้นยังมีสลัดไก่กรอบพร้อมซอสเสาวรส สำหรับคนรักปลาอาจจะลองแซลมอนทอดเสิร์ฟพร้อมเห็ดผัดเนย หรือจะเป็นเซียร์ทูน่าสลัดราดน้ำยำรสจัดจ้าน ใครชอบอาหารมีเส้นก็ต้องลองแองเจิ้งแฮร์กุ้งผัดพริกกระเทียม อีกเมนูเด็ด คือ พาสต้าผัดพริกไทยดำกับปูนิ่มทอดราดซอสมะขาม สาวๆ มาที่นี่ก็ไม่ต้องกลัวอดของหวาน ด้วย เบียร์รามิสุหรือจะเป็น พานาคอตตาชาไทย จะทำให้คุณฟินได้ ใครที่เคยมาแล้วก็กลับไป EST.33 ได้บ่อยๆ ไม่ต้องกลัวซ้ำซาก เพราะเชฟสรมย์เวทและทีมงานสรรหาเมนูใหม่ๆ ใหม่มานำเสนอตลอดๆ การันตีความอร่อยโดยทีมงานครัวที่ชนะรางวัลระดับประเทศ Thailand Ultimate Chef Challenge มาหมาดๆ

สำหรับคนรักดนตรีแสดงสด ที่นี่ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะทุกค่ำคืนมีนักร้องนักดนตรีฝีมือเยี่ยมมาประจำการให้ความบันเทิงที่นี่ EST.33 ตั้งอยู่ที่โครงการ ดิ อัพ พระราม 3 โทร. 08-5483-1933 ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. และ 01.00 น. ในวันศุกร์และเสาร์

EST.33 เหมาะเป็นสถานที่สำหรับพบปะสังสรรค์เพื่อนฝูงหลังเวลาทำงาน ที่นี่ความสุขจากการดื่ม กิน และพูดคุยจะถูกค้นพบ

 

เดอะ สเตรนเจอร์ บาร์ ไมตรีจากคนแปลกหน้าหาได้ที่นี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2558 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/379192

เดอะ สเตรนเจอร์ บาร์ ไมตรีจากคนแปลกหน้าหาได้ที่นี่

โดย…ไนท์กาย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เย็นย่ำวันศุกร์หลังเลิกงานจะรีบกลับบ้านฝ่ารถติดกันไปทำไม หาที่นั่งดริงก์เบาๆ ในบรรยากาศชิลๆ ดีกว่า ว่าแล้วก็เดินเข้ามาที่สีลมซอย 4 และต้องสะดุดตากับชื่อร้าน “เดอะ สเตรนเจอร์” บาร์สุดเก๋ซึ่งเป็นสถานที่แฮงเอาต์ของชาวเราที่ดูแตกต่างจากร้านอื่น

เมื่อก้าวเข้ามาเราได้พบกับ “เอ็ม สเตรนเจอร์” เจ้าของร้านที่แต่งตัวจัดเต็ม ทั้งเสื้อผ้า หน้าผม ในลุคแดร็กควีนสาวสุดเซ็กซี่ เอ็มบอกว่า ร้านนี้เธอกับแฟนหนุ่มชาวไอริชซึ่งพบรักกันที่เมืองไทย ร่วมหุ้นกันเปิดร้านมาได้ 3 ปีแล้ว ซึ่งเท่าที่ผ่านมาก็มีลูกค้าพากันแวะเวียนมาที่ร้านอย่างเหนียวแน่น

“เดอะ สเตรนเจอร์ บาร์ เป็นร้านเล็กๆ ที่ตกแต่งให้มีมู้ด แอนด์ โทน สไตล์มืดๆ ดาร์กๆ เหมือนบาร์เล็กๆ ย่านบรู๊กลินหรือบรองซ์ในนิวยอร์ก โดยเน้นโทนสีดำ ผนังร้านตกแต่งด้วยหน้ากากมากมายที่สื่อความหมายอิงกับชื่อร้านด้วย กลุ่มลูกค้าประจำส่วนใหญ่ที่มาจะเป็นคนไทย แต่ก็มีกลุ่มชาวต่างชาติอายุน้อยที่ทำงานอยู่เมืองไทยเป็นลูกค้าประจำด้วยเช่นกัน เรียกว่ามีฐานลูกค้าที่มั่นคงพอสมควร

 

ที่ร้านจะเปิดเพลงแนวป๊อปแดนซ์และเฮาส์ซึ่งเป็นสไตล์เพลงที่ลูกค้าชอบ นอกจากนี้ยังมีโชว์เด่นๆ อย่างเช่น แฟชั่นโชว์และแดร็กควีนโชว์ ซึ่งช่วงแรกๆ เอ็มจะรับหน้าที่เดินแฟชั่นโชว์กับทีมพร้อมกับโชว์แดร็กควีนเองด้วย แต่พอมาระยะหลังนี้ก็ได้ ‘ปัน ปัน’ แดร็กควีนที่กำลังมีชื่อเสียงมาโชว์ให้ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะชอบปัน ปันมาก”

เอ็ม เสริมว่า เสน่ห์ของ เดอะ สเตรนเจอร์ บาร์ น่าจะอยู่ตรงที่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาที่นี่จะมนุษยสัมพันธ์ดีและเป็นมิตรกันได้ทั้งไทยและฝรั่ง ส่วนเสน่ห์อีกอย่างน่าจะเป็นเพราะที่นี่เป็น Pre Bar หรือสถานที่แวะพักก่อนที่ลูกค้าจะไปเที่ยวผับหรือเธคต่อที่สีลมซอย 2 นั่นเอง

อ๊ะ! ฟังเจ้าของร้านไปแล้ว ลองมาฟัง “ปัน ปัน” หรือ “แพนแพน นาคประเสริฐ” แดร็กควีนดาวเด่นประจำร้านพูดถึงการโชว์บ้าง

ปัน ปัน บอกว่า การโชว์แดร็กควีนคือการที่เกย์หรือผู้ชายจริงมาแต่งหญิงเพื่อการแสดง ซึ่งจะแตกต่างจากการโชว์ลิปซิงก์ทั่วไปที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นสาวประเภทสองมาโชว์ซะมากกว่า

“การโชว์ของเราจะเป็นการเต้นแวกกิ้ง (Waacking Dance) ซึ่งเป็นการเต้นในยุค 1970 โดยใช้มือ ใช้ท่าทาง การโพสท่า และการเคลื่อนไหวประกอบเพลงดิสโก้ รวมทั้งการเป็นเอ็มซี เล่นเกม ทายเพลง ให้ลูกค้าได้ลิปซิงก์ตามด้วย ซึ่งแฟนคลับหรือคนที่ชอบเราส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนไทยแต่ก็มีชาวต่างชาติด้วยเหมือนกัน ซึ่งพวกเขาเหล่านี้บอกว่าชอบโชว์ของเรามากเพราะแตกต่างจากที่อื่น แถมเรายังเต้นหนัก เต้นแรง เลยรู้สึกสนุกดี

ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็ทำอาชีพโชว์มาได้ 1 ปีแล้ว โดยโชว์ประจำที่ ‘เดอะ สเตรนเจอร์ บาร์’ ทุกวันพุธและวันศุกร์ เวลา 22.00-01.00 น.และโชว์ที่ ‘แมกกี้ส์ ชูว์’ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.00-01.00 น. เช่นกัน จากเมื่อก่อนที่เราเคยทำงานประจำมาก่อน แต่ก็รู้สึกเบื่อ บวกกับเราเป็นคนชอบเต้นและยังเคยเข้าแข่งขันในรายการ ‘ไทยแลนด์ แดนซ์ นาว’ มาก่อน แถมยังเป็นครูที่รับสอนเต้นแวกกิ้งอีกด้วย เลยคิดว่าเราควรทำงานที่ตัวเองรักก็น่าจะดีและมีความสุขมากกว่า”

ปัน ปัน ทิ้งท้ายว่า นอกจากโชว์ทั้งสองสถานที่นี้แล้ว เธอยังเป็นหนึ่งในทีมงาน “จี สปอต เอนเตอร์เทนเมนต์” ซึ่งรับหน้าที่โชว์และเป็นฝ่ายเอ็นเตอร์เทนลูกค้าตามสถานที่ที่จัดงาน “จี สปอต ปาร์ตี้” อีกด้วย

เอ้า! วีกเอนด์นี้ใครอยากเติมความแปลกใหม่ให้กับชีวิต เชิญได้ที่ “เดอะ สเตรนเจอร์ บาร์” ร้านอยู่ที่สีลมซอย 4 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-02.00 น. ดูข้อมูลได้ที่ Facebook : The Stranger Bar

 

ดื่มแบบมีสไตล์ ใน เมลโล่ เดอะคริสตัลปาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2558 เวลา 17:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/378223

ดื่มแบบมีสไตล์ ใน เมลโล่ เดอะคริสตัลปาร์ค

โดย…พงศ์ พริบไหว ภาพ กัณณ์ กาญจนประชาชัย

ยามเย็นในบรรยากาศของรถราที่ติดเป็นแถวยาวบนถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา หากไม่อยากทนเบื่ออยู่บนท้องถนนให้เมื่อยล้าอารมณ์เสีย งานนี้อยากแนะนำให้เลี้ยวรถเข้าไปในเดอะคริสตัลปาร์ค (The Crystal Park) เพื่อพักนั่งดื่มชิลๆ ฟังเพลงเบาๆ ในร้านสไตล์วินเทจที่เพิ่งย้ายทำเลจากโซนด้านในมาเปิดใหญ่โตอยู่ด้านหน้าริมทางอย่างร้านเมลโล่ เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ (Mellow  Restaurant and Bar)

 

ร้านตกแต่งใหม่แบบอลังการงานออกแบบ ทวีความน่านั่งเข้าไปใหญ่ ด้วยบรรยากาศของร้านที่โปร่งโล่งมีต้นไม้และดอกหญ้ารายล้อม อีกทั้งสามารถเลือกบริเวณนั่งดื่มได้หลากมุม บวกกับเสียงเพลงที่เปิดคลอเบาๆ จากดีเจมืออาชีพ ทำให้ร้านแห่งนี้กำลังได้รับความนิยมจากคนวัยทำงานที่อยากพบปะสังสรรค์กับเพื่อนแบบชิลๆ

 

เมลโล่ เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ สาขาที่ 3 แบ่งพื้นที่บริการออกเป็น 2 ส่วน คือด้านนอกที่ให้อารมณ์เหมือนนั่งในสวน มีร่มไม้ใหญ่และต้นไม้เล็กๆ อยู่รอบบริเวณ หากใครชอบบรรยากาศแบบโปร่งๆ มีพื้นที่กว้างนั่งสบายที่สามารถเลือกนั่งได้รอบบริเวณร้าน ซึ่งสามารถมองเข้าไปเห็นบรรยากาศด้านในอย่างชัดเจน ถัดเข้าไปด้านในที่ถูกเชื่อมพื้นที่ด้วยการกรุกระจกรอบร้านให้บรรยากาศดูเป็นกันเองเหมือนนั่งในบ้าน การจัดแบ่งโซนไว้เป็นอย่างดี ทั้งการจัดวางโต๊ะอย่างลงตัวไม่อึดอัด เสริมชั้นลอยเพื่อเป็นมุมสงบๆ นั่งพูดคุยเรื่องงาน เป็นร้านที่มีความหลากหลายในการเลือกนั่งดื่มกิน

 

อาหารที่นี่เสิร์ฟแบบฟิวชั่น มีเมนูหลากหลายให้เลือกกว่า 60 เมนู ตั้งแต่พิซซ่ายันสปาเกตตีผัดฉ่า ทางร้านแนะนำเมนูอย่าง สโนว์ฟิช ที่นำปลาหิมะชิ้นโตๆ มาปรุงรสพร้อมเสิร์ฟกับมันบดและผักย่าง กินกับน้ำจิ้มตัวซิกเนเจอร์รสเด็ดเผ็ดถึงใจ ตามด้วยสปาเกตตีผัดฉ่า ปรุงในสไตล์ฟิวชั่นให้ถูกปากวัยรุ่น อีกหนึ่งเมนูที่ควรสั่งมารับประทานเรียกน้ำย่อยคือ เปาะเปี๊ยะไส้อกเป็ดกับชีส ที่เสิร์ฟพร้อมซอสมะม่วงรสหวานอมเปรี้ยว กินกันได้เพลินๆ พอๆ กับเมนูจี๊ดของทางร้าน คือ เมลโล่วิง ปีกไก่สไปซี่ที่กรอบนอกนุ่มในอร่อยลิ้น

 

สำหรับเมนูเครื่องดื่มของที่นี่มีเสิร์ฟหลากหลายกว่า 300 ชนิด ตั้งแต่ไวน์ เบียร์ และที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นค็อกเทล ซึ่งทางร้านจะคิดขึ้นใหม่ทุกเดือน และมีเมนูสูตรของทางร้านที่หากินที่ไหนไม่ได้ รับรองว่าถูกอกถูกใจคอค็อกเทลแน่นอน

ช่วงนี้แนะนำ Whie Haze ค็อกเทลที่มีไวน์ขาวเป็นเบส ผสมกับน้ำแตงโม และสตรอเบอร์รี่ รสชาตินุ่มลื่นเหมาะกับสาวๆ Mellowmelon ค็อกเทลที่มีกลิ่นหอมของเมลอนเป็นเอกลักษณ์ รสชาติลงตัวเมื่อกินคู่พาร์มาแฮม หรือจะเลือกเอนจอยกับเบียร์ผลไม้รสชาติต่างๆ ในช่วงนี้ก็ตรงกับเทศกาลพอดิบพอดี จัดแค่ปีละครั้งเท่านั้นนะครับ

 

ใครชอบความหลากหลายของเครื่องดื่ม ในบรรยากาศแสนอบอุ่นโรแมนติก เมลโล่ เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ สาขาคริสตัลปาร์ค ถือเป็นตัวเลือกที่น่าลอง เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 17.00-01.00 น. มีที่จอดรถกว้างขวาง โทร. 02-515-0748

 

สบายใจ @สกาล่า บาร์ & บิสโทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2558 เวลา 18:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/376882

สบายใจ @สกาล่า บาร์ & บิสโทร

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ค่ำนี้หลบร้อน หลบฝนจากเมืองกรุง มุ่งหน้ามาทำอารมณ์ชิลๆ ใกล้ๆ แต่ได้บรรยากาศรื่นรมย์ไม่เบา นั่นคือ จ.นครนายก ที่นอกจากแลเห็นท้องทุ่งที่มองไกลสุดลูกหูลูกตา ที่นี่ยังมีป่าเขาให้ชื่นชม ทำให้แอบหลงรักอย่างเงียบๆ

เหนืออื่นใด ในเวลาพลบค่ำเรายังได้นั่งเอกเขนกที่ผับบาร์ ปล่อยใจอย่างสบายอุรา ละทิ้งความวุ่นวาย คงเหลือไว้แต่ความสุขสบายใจ ณ ที่แห่งนี้เอง สกาล่า ที่ผมเชื่อว่าใครที่มาเยือนต่างก็สบายใจ

ด้วยความที่เจ้าของวัยหนุ่ม ไก่-จักรกฤษ แซ่ลี้ ชื่นชอบของเก่า ออกแนววินเทจ และโรงหนังสกาลาย่านสยามสแควร์เป็นชีวิตจิตใจ จึงได้แรงบันดาลใจมาเปิดร้านนั่งชิลๆ ที่ให้อารมณ์วินเทจนามว่า สกาล่า บาร์ & บิสโทร

บรรยากาศร้านตกแต่งด้วยของเก่าที่เจ้าของร้านสะสมเอาไว้ ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ อารมณ์เรโทร และตุ๊กตาแนวฮีโร่ ช่วยทำให้ร้านสนุกสนานยิ่งขึ้น

 

ร้านมีทั้งโซนด้านใน ที่หยิบเอาของสะสมไว้มาโชว์เด่นจนสัมผัสได้ถึงความสนุกสนาน และให้คุณค่าทางอารมณ์เมื่อนึกย้อนไปถึงที่ที่ไป ที่เจ้าตัวสะสมไว้ด้วยความรัก และยังมีมุมวีไอพีที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำที่เปิดมาเอาใจคนที่ชื่นชอบความเป็นส่วนตัว หรือว่ายกกันมาสนุกกันทั้งก๊วน และลานเอาต์ดอร์ขนาดใหญ่ที่เป็นสนามหญ้าและปูนเปลือย สานรับกันอย่างได้อารมณ์ นับเป็นมุมโปรดของลูกค้าที่มักจะมานั่งรับลมห่มฟ้ากันอย่างสบายอุรา

ด้านเมนูของบาร์นี้มาจากเสน่ห์ปลายจวักของญาติเจ้าของร้าน ที่คิดค้นเมนูมาจากก้นครัวที่ทำแล้วทุกคนในบ้านต่างติดใจในรสชาติ แล้วลงเสียงกันมาใส่เป็นเมนูเอกประจำร้าน มีทั้งที่เป็นแบบกินกับข้าว และเป็นกับแกล้ม บางเมนูทำให้นึกไปไกลถึงรสมือแม่เรากันเลยทีเดียว

 

เริ่มต้นกล่อมอารมณ์แบาๆ กับเมนูเด่นของร้าน กุ้งแก้วสกาล่า กุ้งตัวเขื่องนำมาทอดกับพริกจนหอมฟุ้ง เหมาะกับเป็นกับแกล้มอย่างยิ่ง เพราะทั้งได้ความกรอบและความหอมในคราวเดียว

ต่อกันด้วย ส้มตำทอด เมนูที่เกิดจากความบังเอิญ เนื่องจากลูกค้าต้องการจะกินสลัด แล้วทางร้านไม่มี ก็เลยจัดให้ซะเลย เป็นส้มตำไทยรสชาติคุ้นเคยแต่นำไปทอดจนกรอบ เสิร์ฟพร้อมกับไข่เค็ม และกุ้งแห้งโรยมา อร่อยไปอีกแบบ

ที่อร่อยไม่น้อยหน้า มาม่าขี้เมาทะเล รสชาติจัดจ้านตามประสาขี้เมา ที่อุดมไปด้วยของฝากจากทะเล ทั้งกุ้ง หอย ปลา และปลาหมึก มาพร้อมกับเส้นมาม่า ผัดคลุกเคล้าจนเข้ากัน ใครที่โปรดนักกับเมนูจัดจ้านไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

 

ด้านเครื่องดื่มมีทั้งเหล้า เบียร์ หลากดีกรีไว้คอยต้อนรับ พร้อมต้อนรับด้วยดนตรีหลายสไตล์ ทั้งอินดี้ แจ๊ซ บลู แถมเจ้าของร้านยังแอบกระซิบบอกอีกว่า ในอนาคตอันใกล้จะจัดให้มีดนตรีสดขับกล่อมกันอีกทุกค่ำคืน สุขกว่านี้ไม่มีอีกแล้วล่ะครับ

สกาล่า บาร์ & บิสโทร ตั้งอยู่ถนนสุวรรณศร (สี่แยกใจกลางเมือง ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์) จ.นครนายก เปิดให้ดื่มด่ำความสุขทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. โทร. 09-0971-0648

 

ดื่มกินในปราสาท @ ริบส์แมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2558 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/374123

ดื่มกินในปราสาท @ ริบส์แมน

โดย…พงศ์ พริบไหว

ครั้งแรกที่ได้เข้ามาสัมผัสกับร้านอาหารแห่งใหม่อย่าง “ริบส์แมน” (Ribs Mannn) ใน อ.ปากช่อง ซึ่งตั้งอยู่บนเขาใหญ่บริเวณปากทางเข้าโครงการบ้านทิวเขา ก็ถึงกับอึ้งไปเลยกับขนาดร้านที่ใหญ่โตเวอร์วังอลังการงานสร้าง  ราวกับปราสาทบนยอดเขาก็ไม่ปาน (มีเสียงกระซิบมาว่า ลงทุนความอลังการกับร้านอาหารแห่งนี้ไปมากกว่า 100 ล้าน)

ร้านอาหารแห่งนี้ต่อยอดมาจากไอเดียดั้งเดิมในการทำร้านที่เคยโด่งดังมากๆ อย่าง เดอะ สโมคเฮ้าส์ (The Smoke House) ซึ่งโดดเด่นด้วยตัวโครงสร้างของร้านที่ให้อารมณ์อบอุ่นและเมนูอาหารรมควันนานาชนิด ที่รังสรรค์ขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน จนได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งอาหารรมควัน

 

แม้จะยึดเอาแนวคิดแบบเก่ามาก่อร่างสร้างชื่อ แต่ร้านริบส์แมนแตกต่างด้วยงานดีไซน์ ที่อวลไปด้วยความทันสมัยของวัสดุ เช่น ไม้และเหล็ก ทว่ายังคงบรรยากาศอบอุ่นเช่นเดิม โดยเฉพาะบรรยากาศยามค่ำคืน บอกเลยว่าโรแมนติกสุดๆ ด้วยการจัดวางแสงไฟและสวนได้อย่างลงตัว สามารถนั่งมองภูเขามองธรรมชาติสีเขียว โดยรอบแล้วทำให้รู้สึกเพลินอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์เหมือนกับเราได้นั่งอยู่บนหอคอยสูงแล้วมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ทั่วทิศ ทั้งยังสัมผัสได้ถึงลมเย็นๆ บนเขาใหญ่ตลอดเวลา

 

ร้านริบส์แมนตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 8 ไร่ เป็นร้านเก๋ๆ ที่ตั้งใจสร้างไล่ระดับกันไปถึง 3 ชั้น โดยจะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ซึ่งมีทั้งแบบเอาต์ดอร์ อินดอร์ และบาร์ รองรับลูกค้าได้กว่า 600 ที่นั่งอย่างสบายๆ  ซึ่งจุดที่โรแมนติกเหมาะกับการนั่งดื่มและฟังเพลงที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นมุมระเบียงที่สามารถมองลงไปเห็นเวทีใหญ่ที่อยู่บริเวณลานสนามหญ้า ซึ่งตั้งใจให้อยู่ห่างจากร้านเพื่อให้เราๆ ได้ซึมซับบรรยากาศของการฟังเพลงในสวน

 

นอกจากเรื่องของบรรยากาศที่ไม่เป็นสองรองใครแล้ว เรื่องของอาหารที่นี่ก็พิเศษไม่เหมือนใครเช่นกัน โดยเจ้าของร้านตั้งใจทำให้ร้านริบส์แมนเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของวัตถุดิบที่สดใหม่ต้องถูกผลิตขึ้น ณ ร้านแห่งนี้เท่านั้น ไล่ตั้งแต่การสร้างโรงงานแปรรูปอาหารรมควัน โรงงานทำเบเกอรี่  แปลงปลูกผักออร์แกนิกที่ได้มาตรฐาน โดยเลือกใช้วัตถุดิบชั้นดีและทำอาหารกันเองทุกขั้นตอน ซึ่งวัตถุดิบที่ทางร้านชูว่าหากใครผ่านมาแวะที่นี่แล้วห้ามพลาด คงหนีไม่พ้นบรรดาเมนูอาหารรมควันนานาชาติอันเป็นเอกลักษณ์อย่างแฮม ไส้กรอก เบคอน และเนื้อส่วนต่างๆ ที่มารมควันแบบธรรมชาติ โดยใช้ไม้นำเข้าจากนิวซีแลนด์อย่างต้นเชอร์รี่ และต้นแอปเปิ้ล

 

อาหารที่นี่เป็นเมนูนานาชาติรสชาติถูกลิ้นคนไทย ไล่ตั้งแต่อาหารไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาเลียน และอาหารยุโรป โดยมีวัตถุดิบรมควันเป็นตัวเอกในแต่ละเมนูอย่าง “พอร์คชอพ” สเต๊กพอร์คชอพรมควัน เสิร์ฟพร้อมกับมันบดและสลัดผลไม้

 

ด้านเครื่องดื่ม มีทั้งเบียร์ ค็อกเทล และไวน์ระดับพรีเมียมอีกกว่า 500 ชนิดจากทั่วโลกให้ได้ลิ้มลอง เป็นร้านที่เหมาะสำหรับทุกกิจกรรมสังสรรค์ ไม่ว่าจะมากับกลุ่มเพื่อน มาเป็นครอบครัว หรือพาคู่รักมาสวีท ก็สามารถเติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนได้ทุกรูปแบบ

 

ถึงตรงนี้แนะนำเลยว่า หากใครแวะไปเที่ยวเขาใหญ่แล้วไม่ลองไปผ่อนพักอารมณ์ นั่งดื่ม นั่งรับประทานอาหารอร่อยๆ ในบรรยากาศอบอุ่นแสนโรแมนติกของที่นี่ ถือว่าพลาดอย่างแรง ร้านริบส์แมนเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-23.30 น. โทร. 09-9289-3555, 044-365-555 เฟซบุ๊กแฟนเพจ ribsmannn

 

อีท ดริงก์ แมน วูเมน ที่นี่ไม่มีจำกัดเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2558 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/373790

อีท ดริงก์ แมน วูเมน ที่นี่ไม่มีจำกัดเพศ

โดย…โจนาสเตเชีย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ไม่ได้ไปไหนไกลหรอก แถวๆ สีลมนี่แหละ เพราะคืนนี้มีนัดที่สีลมซอย 4 ซอยที่ชาวเราและชาวเขาคุ้นเคยกันดีอยู่ปากซอยเลย ไม่ต้องเดินเข้าไปในซอยให้เมื่อย “อีท ดริงก์ แมน วูเมน” เด่นสง่าท้าทายสายตา มาแล้วก็ต้องแวะสักหน่อย แวะกิน แวะดื่ม มองหนุ่มๆ หรือจะเหล่สาวๆ ก็เชิญตามใจปรารถนา

เก๋ เท่ และชิล ด้วยรูปแบบการตกแต่งร้านที่เน้นโปร่งสบาย พื้นที่ร้านกำลังเหมาะสำหรับการแฮงเอาต์ ไม่ใหญ่มาก แล้วก็ไม่จิ๋วเกิน นั่งแบบไม่ต้องเอาหลัง หรือไหล่เบียดกับใคร

เจอหุ้นส่วน ที่ไม่เพียงดูแลและบริหาร แต่ยังควบตำแหน่งเชฟประจำร้านอีกหนึ่ง เขายิ้มทักและเบรกมานั่งคุยกันเบาๆ เขาว่ามาเจอทำเลนี้โดยบังเอิญ เดิมเป็นร้านเป็ดชื่อดัง ด้วยความอยากทำธุรกิจ จึงตัดสินใจเซ้งร้านต่อ ปรับโฉมใหม่จนได้ร้านดั่งใจฝัน

เป็นร้านเกย์เหรอ เขาว่าไม่ได้เจาะจงขนาดนั้น แต่เมื่อทำเลอยู่ในย่านชาวสีรุ้ง ก็ย่อมจะปฏิเสธไม่ได้ ถึงอย่างนั้น ร้านนี้ก็พร้อมเปิดต้อนรับคนทุกเพศ เช่นชื่อร้านที่ประกาศตัวชัดนั่นไง

เรื่องชื่อร้าน ถามไปถามมา ก็ได้ความว่า แรกเริ่มนั้นตั้งใจจะใช้ “อีท ดริงก์ แมน วูแมน” แต่ความผิดพลาดจากการสะกดคำที่หุ้นส่วนก็ปล่อยเลยตามเลย และกลายมาเป็น “อีท ดริงก์ แมน วูเมน” ในที่สุด

“จริงๆ ก็ไม่คิดถึงอะไร ไม่มีนัยอะไรด้วย ไม่ได้เจาะจงว่าเพศไหน คิดแค่ว่าอยากให้เป็นร้านที่ผู้ชายผู้หญิงสามารถเข้ามากินดื่มได้ แรกๆ ก็มีคนเข้ามาถามนะครับว่าเห็นชื่อร้าน อีท ดริงก์ แมน วูเมน แล้วเกย์เข้าได้หรือเปล่า เราก็บอกไปว่าเข้าได้ครับ เพราะร้านเราต้อนรับทุกคน”

 

3 ปีที่เปิดให้บริการ เสียงตอบรับที่มีร้านนี้ก็ถือว่าไม่เลว มีลูกค้าประจำคนไทยมาสิงสถิตและใช้เป็นแหล่งนัดพบแก๊งเพื่อน ขณะที่มีจำนวนมากคือลูกค้าต่างชาติ กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ล้วนแล้วแต่เคยเข้ามาสัมผัสบรรยากาศ ลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มสูตรพิเศษ

เบียร์ ไวน์ ค็อกเทล เครื่องดื่มที่ดริงเกอร์สามารถเลือกจิบได้ ซิกเนเจอร์ดริงก์ประเภทค็อกเทลที่น่าลอง เช่นว่า “โมจิโต้” สูตรน้ำตาลทรายแดงและเกล็ดน้ำตาลนอนอยู่ก้นแก้ว “เฟลมิ่ง แลมโบร์กินี” เสิร์ฟกันแบบไฟลุกโชน โหมกระหน่ำแบบไม่เกรงใจโต๊ะข้างๆ หน้าตาสวยดี แต่ความร้อนแรงไม่เป็นรอง ชนะเลิศ!!!

อาหารไทยเน้นหนักความเป็นไทย แต่ออกสไตล์ฟิวชั่น “สปาเกตตีต้มยำกุ้งแม่น้ำ” รสจัดครบสูตรแบบต้มยำ หนักเครื่องต้มยำและหอมมันกุ้ง ในตระกูลกุ้งแม่น้ำยังมี “ข้าวผัดต้มยำกุ้งแม่น้ำ” “ต้มยำกุ้งแม่น้ำหม้อไฟ” “ผัดไทยกุ้งแม่น้ำ” อีกอย่างที่น่าลอง “โรตีแกงเขียวหวาน” แปลกตรงตัวแป้งโรตีเป็นชาม เสิร์ฟแกงเขียวหวานใส่ในชาม จะกินก็ฉีกชาม น้ำแกงจะไหลหลอมรวมกัน อร่อยตื่นตา

“เรายังมั่นใจว่าคุณภาพอาหารและรสชาติอาหารถูกปากทุกคน เราคงไม่เคลมตัวเองอร่อยที่สุดนะครับ แต่เท่าที่ได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าก็บอกว่าอร่อย ซึ่งเราเองคิดว่าแต่ละร้านก็น่าจะมีจุดเด่นต่างกันไป เป็นคนละแบบคนละสไตล์กันครับ”

ถามถึงอนาคตของร้าน หุ้นส่วนยอมรับว่าคงต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า อาจเพิ่มกลิ่นอายความเป็นบาร์เครื่องดื่มให้จ๋าขึ้น เพิ่มพื้นที่นั่ง รวมทั้งบรรยากาศโอเพ่นแอร์ เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับลูกค้าที่ชอบนั่งชิลๆ จิบเครื่องดื่มเย็นๆ แกล้มเมนูอร่อย ด้านดนตรีก็มีลูกเล่นเฉพาะตัว จังหวะที่ไมซ้ำใคร แต่ไม่ถึงขั้นเปิดฟลอร์เต้นรำอย่างเอาเป็นเอาตาย

ผ่านไปสีลมซอย 4 ก็อย่าลืมแวะกินดื่มที่ร้านนี้ เริ่มอุ่นเครื่องก่อนไปต่อที่อื่นก็ได้ เปิดตั้งแต่ 16.30 น. นั่งกันยาวๆ จนถึงตี 1 นู่นเลย โทร. 02-632-9966

 

เดอะ พิซซ่า คอนเนกชั่น เมนูโดนใจสไตล์อิตาเลียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2558 เวลา 15:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/371629

เดอะ พิซซ่า คอนเนกชั่น เมนูโดนใจสไตล์อิตาเลียน

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จากชื่อร้าน “เดอะ พิซซ่า คอนเนกชั่น” หลายคนคงเข้าใจว่าที่นี่ต้องมีดีที่พิซซ่าแน่นอน ใช่…ก็ถูกต้องส่วนหนึ่ง เพราะที่ร้านมีพิซซ่าสไตล์อิตาลีดั้งเดิมซึ่งเป็นพิซซ่าโฮมเมดแป้งบางกรอบที่มีให้เลือกหลากหลายกว่า 10 หน้า แถมลูกค้ายังสามารถเลือกหน้าพิซซ่าในแบบที่ตัวเองต้องการได้อีกด้วย

พิซซ่าทุกถาดผ่านการอบโดยใช้เตาอบหินลาวาและฟืนจากไม้สนและไม้ยูคาลิปตัส เมื่ออบเสร็จจึงได้กลิ่นหอมชวนรับประทานเป็นที่สุด

พิซซ่าที่อยากแนะนำก็คือ “พิซซ่าหน้าแซลมอน” ที่คัดสรรแซลมอนสดใหม่นำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมชีสมอสซาเรลลายืดๆ น่ากิ๊นน่ากิน และหน้าอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งฮาวายเอียน ซีฟู้ด และอีกมากมาย ที่อยากให้คุณมาลิ้มลองด้วยตัวเอง พิซซ่า (ขนาด 14 นิ้ว) ราคาเริ่มที่ถาดละ 290-390 บาท

แต่ที่ เดอะ พิซซ่า คอนเนกชั่น ไม่ได้มีดีแค่พิซซ่าเท่านั้น เพราะยังมีเมนูอิตาเลียนจานอร่อยอีกหลากหลายเมนูให้เลือกเพียบ เริ่มจากเมนูแรก “สลัดร็อกเกต” สลัดจานอร่อยที่ตกแต่งด้วยชีสมัสคาร์โปน องุ่น
เบซิล มะเขือเทศอบแห้ง วอลนัท แล้วราดด้วยอิตาเลียนเดรสซิ่งอีกที รสชาติดีเหมาะเป็นเมนูเรียกน้ำย่อย

ตามด้วย “มะเขือม่วงย่างห่อพาร์มาแฮม” จานนี้เป็นมะเขือม่วงสไลซ์ย่างแล้วห่อด้วยพาร์มาแฮม พร้อมกับชีสมอสซาเรลลาอบซอสเบชาเมลและซอสมะเขือเทศกับเพสโต้ อร่อยล้ำสไตล์อิตาเลียน

ต่อด้วย “พาสต้าซีฟู้ดไวน์ขาว” เส้นพาสต้าเหนียวนุ่ม นำมาผัดลงในซอสมะเขือเทศสไตล์ซีฟู้ดซึ่งตุ๋นเข้าด้วยกันกับเครื่องเทศ ใส่ไวน์ขาวเล็กน้อย เป็นเมนูเด็ดอีกจานที่อยากให้ลอง

 

ปิดท้ายด้วย “นิวซีแลนด์ แลมบ์ช็อป” สันนอกแกะนิวซีแลนด์ติดซี่โครงอบเครื่องเทศ กินคู่กับมินต์ซอส รสชาติอร่อยเข้ากั๊นเข้ากัน นอกจากนี้ยังมีเมนูสเต๊กต่างๆ ทั้งเนื้อวัว หมู และแซลมอนให้เลือกอีกด้วย ราคาอาหารเริ่มที่ 200-980 บาท

อิ่มกับอาหารกันไปแล้ว แต่บรรยากาศเพิ่งจะเริ่มค่ำๆ เท่านั้น ถ้านั่งดื่มม็อกเทลหรือค็อกเทลต่ออีกสักหน่อยก็น่าจะดี เริ่มที่ซิกเนเจอร์ดริงก์แบบไร้แอลกอฮอล์ก่อนเลย

แก้วแรก “เลมอน แพสชั่น ฟรุต” มีส่วนผสมของน้ำเสาวรส น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และสไปรท์ รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ เหมาะกับสาวๆ เป็นอย่างยิ่ง

อีกแก้วคือ “วินเซอร์ พันช์” มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมกลิ่นวานิลลา น้ำสับปะรด น้ำมะนาว และน้ำหวานรสทับทิม แก้วนี้เหมาะกับสาวๆ อีกนั่นแหละ แต่หนุ่มๆ จะลองชิมบ้างก็ไม่ว่ากัน

มาถึงค็อกเทลบ้าง เริ่มด้วย “วินเซอร์ ไหมไทย”มีส่วนผสมของลิเคียวร์กลิ่นแอปริคอต เหล้าไทย น้ำสับปะรด น้ำมะนาวผสมน้ำเชื่อม และน้ำหวานรสทับทิม แก้วนี้ดีกรีค่อนข้างแรง

ปิดท้ายด้วย “สุขุมวิท ดีไลท์” มีส่วนผสมของวอดก้า ลิเคอร์กลิ่นพีช น้ำแครนเบอร์รี่ และน้ำมะนาวผสมน้ำเชื่อม นั่งจิบค็อกเทลไป คุยกับเพื่อนๆ ไปก็เพลิดเพลินไปอีกแบบนึง สำหรับคอไวน์ที่นี่ก็มีไวน์จากอิตาลีและจากทั่วโลกให้เลือกด้วย

ใครที่หลงใหลในรสชาติอาหารอิตาเลียนต้นตำรับแบบดั้งเดิม แล้วอยากหาร้านที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นซึ่งมีกลิ่นอายของความเป็นอิตาลีจากภาพวิวสวยๆ ที่ประดับประดาบนฝาผนัง เพดานร้านสูงโปร่ง หายใจโล่ง พร้อมทั้งโต๊ะ เก้าอี้ ที่ลุกนั่งสบายอยู่ละก็ เราว่าที่นี่ต้องโดนใจคุณอย่างแน่นอน

“เดอะ พิซซ่า คอนเนกชั่น” ตั้งอยู่ด้านหน้าโรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 20 (100 เมตรจากปากซอย) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 11.00-23.00 น. โทร. 02-262-1234 ต่อ 1888

 

โบเตยา ศูนย์รวมอาหารจานเด็ดจากญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/419721

โบเตยา ศูนย์รวมอาหารจานเด็ดจากญี่ปุ่น

โดย…ยู่ยู้ ภาพ ขจรเลิศ ฮกซุ่นเฮง

เดินทางจากญี่ปุ่นมาเสิร์ฟความอร่อยถึงเมืองไทยแล้วสำหรับ โบเตยา (Boteya) ร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ในเครือโบเตจู กรุ๊ป ทีเด็ดของร้านอยู่ที่การรวบรวมเอาอาหารจานเด็ดในจังหวัดต่างๆ ของญี่ปุ่นมาไว้ที่เดียว เรียกว่า อยากลิ้มรสของเด็ดจังหวัดไหนของญี่ปุ่นมาที่นี่ที่เดียวครบ

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ คือ การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพนำเข้าจากญี่ปุ่น พร้อมกันนี้ยังส่งเชฟไปเทรนกรรมวิธีการปรุงอาหารถึงญี่ปุ่น เพื่อการันตีว่าคุณภาพและรสชาติของอาหารจะไม่หนีจากต้นตำรับแน่นอน

 

สำหรับสไตล์การแต่งร้าน แฟนพันธุ์แท้อาหารญี่ปุ่นมาถึงแล้วอาจแปลกใจ เพราะไม่ได้สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นจ๋า เน้นความเป็นโมเดิร์น ร้านตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลเข้ม แทนที่สีน้ำตาลอ่อนตามสไตล์ร้านอาหารญี่ปุ่นที่คุ้นตาทั่วไป แต่รับรองว่าเมื่อเข้ามาแล้ว ด้วยบรรยากาศครัวเปิด ลูกค้าจะได้รสสัมผัสครบทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง

ซิกเนเจอร์มาแล้วอย่าพลาด เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง ซีซาร์สลัดไข่ออนเซนกับเบคอนสไลซ์ และมันฝรั่งทอดมาทิลด้า ซึ่งเป็นมันฝรั่งที่นำเข้าจากฮอกไกโด ทอดจนกรอบเหลืองปรุงรสด้วยสูตรพิเศษ กินเพลินๆ ก็หมดจาน

มาที่จานหนัก แนะนำ ข้าวหน้าหมูย่างคารูบิ เสิร์ฟพร้อมซุปหัวหอม ทีเด็ดอยู่ที่ตัวเนื้อหมูสามชั้นเนื้อนุ่ม ติดมันนิดๆ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษก่อนนำมาย่างจนได้ที่ กินกับข้าวและผักสลัดสดๆ ถึงจานใหญ่ก็ไม่ท้อ แต่ถ้าไม่ปลื้มหมูสามชั้น ลองข้าวหน้าหมูย่างไข่ ท็อปด้านบนด้วยไข่ดาว 2 ฟอง ลงตัวกับหมูชาชูและซอสสูตรพิเศษของทางร้าน

 

ถ้าชอบเมนูเส้น แนะนำ โอซากา พรีเมียม มิกซ์ ทสึกิมิ ยากิโซบะ จานนี้รวมพลทั้งเนื้อหมู กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ มาผัดรวมกันกับเส้นโซบะ ราดหน้าด้วยไข่ดาวเสิร์ฟบนจานร้อน หรือจะลอง พรีเมียมมิกซ์โอโกะโซบะ ของเด็ดจากโอซากา ไฮไลต์อยู่ที่ตัวแป้งที่รองด้านล่างจานเสิร์ฟพร้อมโซบะที่ผัดจนเข้าเครื่องกับปลาหมึก หอยแมลงภู่ กุ้ง หมู และเนื้อ ท็อปด้านบนด้วยซอสมายองเนสเยิ้มๆ สูตรพิเศษ ให้รสชาติไม่เหมือนใคร

อิ่มจากของคาว ล้างปากด้วยของหวานอย่าง โตเกียว มิลค์ พุดดิ้ง หน้าตาอาจธรรมดา แต่รสชาตินุ่มๆ ของพุดดิ้งนมกับแยมสตรอเบอร์รี่ ก็ช่วยให้มื้อพิเศษวันนี้ฟินเวอร์ ถ้าใครไม่ชอบรสนมจะลองโตเกียว ช็อกโกแลต พุดดิ้งก็น่าสนใจ

 

ร้านโบเตยา ตั้งอยู่ชั้น 3 หน้าห้างอิเซตัน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-22.00 น. โทร. 02-613-1619 เฟซบุ๊ก : Botega Thailand