รสเลอค่า คาเวียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 17:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413100

รสเลอค่า คาเวียร์

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก นั่นก็คือไข่ปลาคาเวียร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า คาเวียร์ ไข่ปลาเม็ดเล็กๆ ดำๆ ให้รสเค็มๆ มันๆ และราคาแสนแพง

ถึงจะได้ชื่อว่าไข่ปลาคาเวียร์ แต่จริงๆ แล้วเป็นไข่ของปลาสเตอร์เจียน โดยคำว่า คาเวียร์ (Caviar) นั้นมาจากคำว่า Khaviar ซึ่งเป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า Bearing Eggs หรือวางไข่ แต่ก็มีไข่ปลาชนิดอื่นเช่น ปลาแซลมอน ปลาแพดเดิ้ล ฯลฯ บางทีก็ถูกเรียกว่าคาเวียร์ด้วยเหมือนกัน

สำหรับคาเวียร์จากสเตอร์เจียนนั้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ตามสายพันธุ์ คือ เบลูกา (ยังมีคาลูกา ซึ่งเป็นปลาที่คล้ายกับเบลูกา) เซฟรูกา และ โอเซตรา โดยเบลูกาจะมีขนาดใหญ่ที่สุด อาจจะหนัก 100-900 กก. ปลาอายุ 25 ปีขึ้นไปถึงจะให้ไข่ ปลาเบลูกาสามารถมีอายุยืนยาวถึง 150 ปี ไข่เบลูกาจะเข้มข้น มันๆ หายาก จึงมีราคาแพง เซฟรูกามาจากปลาสเตอร์เจียนตัวเล็ก ให้ไข่สีน้ำตาลอ่อน ไข่ข้นมันและรสโดดเด่นจัดจ้าน ส่วน โอเซตรา นั้นก็หายากไม่แพ้กัน ให้ไข่สีน้ำตาลทอง (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อิมพีเรียล คาเวียร์) เพราะปลาพันธ์ุนี้หายาก จึงราคาแพง (อีกเช่นกัน)

คาเวียร์ส่วนใหญ่มาจากทะเลแคสเปียน โดยเฉพาะรัสเซียและอิหร่าน ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐในช่วงหลังๆ ก็ผลิตคาเวียร์จากปลาเลี้ยงในฟาร์มได้ สำหรับประเทศที่นำเข้าคาเวียร์มากที่สุด คือ สหรัฐ
สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี เป็นต้น กรรมวิธีหลังจากได้ไข่ปลาสดๆ มาแล้วนั้น จะนำไปร่อนเอาไขมันหรือเยื่อหุ้มออก ก่อนจะใส่เกลือชนิดปราศจากไอโอดีนลงไป ซึ่งเป็นวิธีเก่าแก่ซึ่งยังคงใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก่อนจะบรรจุในภาชนะเพื่อเก็บ เสิร์ฟ หรือจำหน่าย

เมื่อซื้อคาเวียร์มาก็ต้องเก็บอย่างเหมาะสม เพื่อคงความอร่อยไว้ คาเวียร์ที่อยู่ในกระปุกยังไม่ได้เปิดจะสดอยู่ได้นานราว 4 สัปดาห์ แต่ถ้าหากเปิดแล้วก็จะอยู่ได้ราว 3 วันเท่านั้น อุณหภูมิที่เหมาะกับการเก็บคาเวียร์ก็ประมาณลบ 1 หรือ ลบ 2 องศาเซลเซียส ซึ่งตู้เย็นบ้านอาจจะไม่มีอุณหภูมิขนาดนั้น จึงแนะนำให้แช่ไว้ในบริเวณที่เย็นที่สุด อย่างเช่นชิ้นชักด้านล่างสุด เป็นต้น แต่ไม่ใช่ในช่องฟรีซ เพราะจะทำให้รสสัมผัสของคาเวียร์เปลี่ยนไป หลังจากที่กระป๋องหรือกระปุกเปิดแล้วแนะนำให้หุ้มห่อด้วยพลาสติกอีกชั้นหนึ่งก่อนนำเข้าตู้เย็น

 

เวลาจะเสิร์ฟคาเวียร์ต้องนำออกจากตู้เย็นมาวางไว้ให้อยู่ในอุณหภูมิห้องสักพักหนึ่ง แต่ไม่ควรนานเกิน 10 นาทีก่อนเสิร์ฟ อาจจะตักแบ่งออกใส่ภาชนะอื่นๆ  แล้วนำไปวางบนน้ำแข็งจะได้สดเสมอ

ตั้งแต่ดั้งเดิมนั้น คาเวียร์จะมีช้อนตักโดยเฉพาะ ทำจากวัตถุที่ไม่สามารถเกิดปฏิกิริยาได้ หรือเกิดปฏิกิริยาได้ยาก ส่วนมากทำจากเปลือกหอยมุก แต่ก็มีบ้างที่ทำจากทอง (บริสุทธิ์) เขาสัตว์ หรือไม้ ห้ามนำช้อนที่ทำจากโลหะหรือโลหะผสมไปตักเพราะจะทำให้เกิดรสชาติที่ไม่พึงปรารถนาได้

แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ภายหลังก็เกิดเป็นข้อโต้แย้งว่า คาเวียร์นั้นบรรจุและขายในกระป๋องโลหะ เพราะฉะนั้นเรื่องผลกระทบของโลหะกับรสชาติของคาเวียร์นั้นไม่น่าจะจริง แต่ก็มีบางสายที่บอกว่า เงินเป็นโลหะที่ไม่ควรให้สัมผัสกับคาเวียร์ เพราะว่าเป็นโลหะที่มีปฏิกิริยาไว และอาจส่งผลกระทบต่อรสชาติคาเวียร์ ช้อนคาเวียร์จากเปลือกหอยมุกมักจะมีขนาดพอๆ กับช้อนชา ยาวประมาณ 3-5 นิ้ว มักเป็นช้อนตื้นๆ เป็นช้อนรูปไข่หรือทรงใบพัด

 

คาเวียร์เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติอันละเอียดอ่อน จึงควรเสิร์ฟกับอาหารซึ่งรสไม่จัดจ้านรุนแรง ไม่อย่างนั้นจะไปลบรสคาเวียร์หมด การเสิร์ฟคาเวียร์นั้นมีหลักง่ายๆ คือ “simpler is better.” อย่างเช่น คาเวียร์สดใหม่พร้อมกับขนมปังชิ้นเล็กๆ หรือจะเป็น บลินีส (Blinis) ที่เรียกอีกอย่างว่า แพนเค้กรัสเซีย รวมทั้งแครกเกอร์จืด ครีมสด หรือซาวร์ครีม แค่นี้ก็อร่อยแล้ว

เมื่อผู้เขียนได้ไปลองชิมเมนูคาเวียร์ที่ เมดิซี่ คิทเช่น แอนด์ บาร์ ร้านอาหารอิตาเลียน/ทัสคานีแห่งโฮเต็ล มิวส์ แบงค็อก ทาง เชฟนิโคลิโน่ ลัลลา ได้เสิร์ฟคาเวียร์กับปลาแซลมอนรมควัน โดยมี บลีนิส มะนาว หอมแดง ครีมเปรี้ยว และมะเขือเทศราชินีเป็นเครื่องเคียง ทั้งหมดรับประทานร่วมกันให้รสชาติอร่อยลงตัวแบบไม่ยุ่งยากเลย

อีกหนึ่งจาน เชฟนำคาเวียร์ มันฝรั่งบดเนื้อเนียนละเอียด และไข่ซูวี (คล้ายไข่ออนเซ็น) มาอยู่ด้วยกัน เป็นจานที่เหมาะสำหรับคนชอบอาหารรสนุ่มเนียนละมุนลิ้น จานต่อมาเป็นพาสตาซึ่งใช้เส้นลิงกวินีเสิร์ฟกับซอสครีมที่มีวอดก้าและคาเวียร์เป็นส่วนผสม เส้นพาสตาก็สุกพอกรุบๆ จานนี้ช่างมีความเป็นรัสเซียจริงจัง ผสมผสานกับอิตาเลียนเข้ากันลงตัว สุดท้ายเป็นคาเวียร์กับริซอตโต้และแชมเปญ ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสแบบครีมมี่แต่ไม่เลี่ยนเลย

 

นอกจากอาหารทั้ง 4 เมนูแล้ว เมดิซี่ คิทเช่น แอนด์ บาร์ ยังมีคาเวียร์ออนไอซ์ เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงสดใหม่ รับประทานตามแบบที่ชอบได้ ขออนุญาตบอกราคา เพื่อให้นึกภาพออกว่า คาเวียร์นั้นหายากจึงมีราคาสูง โดยกระปุกเล็กๆ ขนาด 30 กรัมนั้น ถ้าเป็นคาเวียร์เบลูกาและคาลูกา ราคา 7,000 บาท ส่วนไฮบริด เบลูกา/สเตอร์เจียน ราคา 4,900 บาท และ พรีเมียม สเตอร์เจียน ราคา 4,300 บาท

เมื่อมีอาหารแล้ว เชฟนิโคลิโน่ ลัลลา ยังแนะนำว่า เครื่องดื่มที่ไปกันได้ดี๊ดีกับคาเวียร์ คือ แชมเปญหรือวอดก้าซึ่งแช่มาเย็นจัดๆ เรื่องคุณค่าทางอาหารของคาเวียร์นั้นเชฟกระซิบบอกว่า ถึงจะได้ชื่อว่าไข่ก็ไม่ต้องกลัว เพราะไขมันน้อย ส่วนใหญ่เป็นโปรตีน

ใครอยากมีประสบการณ์ในการลองลิ้มรสชาติคาเวียร์ดูบ้าง ก็แวะไป เมดิซี่ คิทเช่น แอนด์ บาร์ ตั้งแต่วันนี้ – จนถึงสิ้นเดือน ก.พ. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งล่วงหน้าที่ โทร. 02-630-4000

ลองชิมดูแล้วคุณอาจจะเห็นด้วยว่า “คาเวียร์เป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก” นั้นเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลยจริงๆ

 

โลกวุ่นวายนักก็หลบไปพัก บนดาวอังคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 17:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413099

โลกวุ่นวายนักก็หลบไปพัก บนดาวอังคาร

โดย…ยู่ยู้ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หลายปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าไขความลับบนดาวอังคาร ถึงความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ แต่ ณ ดาวอังคารดวงที่เรากำลังจะมาเยือนนี้ ไม่ได้มีเพียงสิ่งมีชีวิต แต่ยังมีอาหารอร่อยๆ ให้ชาวโลกได้แวะเติมพลังก่อนจะเดินทางกลับสู่โลก (แห่งความเป็นจริง)

ดีเจพี่อ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านชื่อเก๋ ชวนสะดุดหู “บนดาวอังคาร” เล่าถึงที่มาของชื่อร้านว่า เกิดจากตอนที่ได้พื้นที่ร้านนี้มา เป็นช่วงที่มักได้ยินข่าวเกี่ยวกับดาวอังคาร ในกลุ่มเพื่อนเลยพูดกันติดตลกว่า “ถ้าโลกนี้วุ่นวายนักก็หนีไปอยู่บนดาวอังคารดีกว่า” ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ร้าน ที่ตั้งใจให้แขกผู้มาเยือนได้หลบความวุ่นวายมาพักผ่อน กินอาหาร ขนมอร่อยๆ หรือจะหลบมานั่งทำงาน อ่านหนังสือก็ได้เช่นกัน

 

การตกแต่งร้าน เน้นผสมผสานระหว่างสไตล์วินเทจกับโมเดิร์น มีพื้นที่บริการ 2 ชั้น ชั้นบนมีห้องไพรเวท 2 ห้อง รองรับได้ 15 คน ส่วนคอนเซ็ปต์ของอาหารเป็นสไตล์ฟิวชั่น ซิกเนเจอร์ที่มาแล้วต้องลองคือ ดาวอังคารสไปซี่ เมนูสปาเกตตีรสจัดจ้าน ทีเด็ดอยู่ที่เครื่องซีฟู้ดที่ยกทัพมาแบบแน่นจาน พอบวกกับเส้นแองเจลแฮร์ ที่ผัดจนเข้าเครื่องได้รสจัดจ้าน และเห็ดหอมที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงมาเสริมทัพ เผลอแป๊บเดียวหมดจานไม่รู้ตัว

ต่อด้วยข้าวผัดต้มยำไก่ย่าง จานนี้เด็ดทั้งตัวข้าว ที่เอาไปผัดกับน้ำต้มยำจนเข้าเนื้อ ท็อปด้านบนด้วยไก่ย่าง ที่ย่างใหม่ๆ เพิ่มรสชาติด้วยการทาเนื้อไก่ด้วยน้ำต้มยำ เพื่อให้ได้รสต้มยำถึงใจ อีกจานที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ เย็นตาโฟดาวอังคาร จานนี้เป็นเส้นใหญ่เย็นตาโฟแห้ง มาพร้อมลูกชิ้นกุ้งยักษ์ 3 ลูก เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มและเครื่องซีฟู้ด จานนี้ดีเจพี่อ้อยเล่าติดตลกว่า ที่ต้องเป็นเย็นตาโฟแห้ง เพราะบนดาวอังคารไม่ค่อยมีน้ำ ดังนั้นถ้าเสิร์ฟมาเป็นเย็นตาโฟน้ำก็ผิดคอนเซ็ปต์

 

ถัดมาคือ ข้าวผัดหมูปิ้ง จานนี้กินไปนึกถึงสมัยเด็ก ที่ต้องกินข้าวเหนียวหมูปิ้งก่อนไปโรงเรียน แต่ทางร้านเลือกนำหมูปิ้งมาผัดกับข้าวผัด แถมด้วยหมูปิ้งหนึ่งไม้เต็มๆ เสิร์ฟมาในจาน ส่วนคนรักสุขภาพ ต้องไม่พลาดซีซาร์สลัดจานโต เสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียมและเบคอนชิ้นโต เอาใจคนชอบกินผักแต่ก็ยังตัดใจจากรสชาติของเนื้อสัตว์ไม่ได้

 

จบของคาวอย่าพลาดของหวาน แนะนำคือ พายมะพร้าว เต็มอิ่มกับเนื้อมะพร้าวคำโต ตัดกับชีสและรสสัมผัสของพายกรอบๆ กินเพลินลืมนับแคลอรี แต่ถ้าเป็นช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ ต้องลองเค้กดาวอังคาร ทีเด็ดอยู่ที่รสช็อกโกแลตที่ไม่ขมเกินไป

ชาวโลกที่อยากหลบมาพัก “บนดาวอังคาร” เดินทางมาไม่ยาก เข้าพหลโยธิน 5 ตรงมาจนเจอหมู่บ้านราชครูเรสซิเดนส์ จะเห็นร้าน “บนดาวอังคาร” อยู่ทางซ้ายมือ

 

ร้านเปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. โทร.02-001-6848

 

การเดินทาง นำพาความ ‘อร่อย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413095

การเดินทาง นำพาความ ‘อร่อย’

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ศิลปะการทำอาหารแบบเอเชียนั้น ไม่แพ้การปรุงอาหารแบบชนชาติยุโรป จะว่าไปแล้วก็เสมือนกับการตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูง เพราะต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์ในการปรุง จนกว่าผู้สร้างสรรค์จะพอใจทั้งหน้าตาและรสชาติ

แวน-อายุษกร อารยางกูร หนึ่งในหุ้นส่วนร้านโฟร์การ์ซงส์ (4 Garcons) ผู้หลงใหลในรสชาติอาหาร รวมถึงกรรมวิธีการปรุงจากหลายสัญชาติจากทั่วโลก โดยไม่หลงลืมวัฒนธรรมการปรุงอาหารจากประเทศในภูมิภาคของเอเชีย ที่เขาบอกว่านอกจากรสชาติที่ละม้ายคล้ายกับอาหารของไทยแล้ว อินกรีเดียนต์ที่ใช้ก็แทบจะไม่แตกต่างกัน

 

“ผมเดินทางท่องเที่ยวบ่อยครับ และทุกครั้งที่เดินทางผมจะต้องไปสัมผัสกับรสชาติอาหารของท้องถิ่นเขา บางครั้งถึงขั้นไปเรียนทำอาหารของประเทศนั้นโดยเฉพาะ อย่างอาหารในประเทศภูมิภาคพื้นบ้านของเราอย่าง ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือว่าเวียดนามนั้น มีรสชาติที่อร่อย อินกรีเดียนต์ก็ไม่หนีกัน อยู่ที่ว่าจะจับมาใส่จำนวนมากน้อยต่างกัน เมื่อเราศึกษาก็เริ่มสนุก เลยนำอินกรีเดียนต์และกรรมวิธีการทำกลับมาทำให้เพื่อนๆ รับประทานกัน เพื่อนๆ ก็บอกว่า เออ อร่อย ทำไมเราไม่เปิดขาย เหมือนกับที่ร้านอาหารในยุโรปที่เขามีกลุ่มของเขา อาหารเอเชียของเราก็ไม่ได้น้อยหน้าเขานะ”

 

น้ำเสียงบ่งบอกถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเจือไปด้วยความสุขของเขา ทำให้เรานึกภาพตาม และรู้สึกเห็นด้วยแต่โดยดี เพราะประเทศในภูมิภาคที่เอ่ยถึงนี้กำลังขานรับกับ AEC พอดิบพอดี และเชื่อว่าอีกไม่นานประเทศแถบนี้จะกลมเกลียวกันมากขึ้นแบบฝั่งยุโรปที่มีอาหารเป็นสื่อสัมพันธ์

 

“เครื่องเทศที่เขาใช้เมืองไทยเราก็มีหมดอย่าง ขิง ข่า ตะไคร้ กระวาน กานพลู ยี่หร่า ขมิ้น ใบมะกรูด มีหมดเลย เพียงแค่กรรมวิธีการทำต่างกันเล็กน้อย ก็เหมือนกับยุโรปอย่าง อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เขาก็มีอินกรีเดียนต์ที่เหมือนกัน แต่ตอนจบจะต่างกันเท่านั้นเอง

ผมคิดว่าวันหนึ่งบ้านเราอาจเป็นเซ็นเตอร์ของภูมิภาคนี้ อาจจะพูดได้หลายภาษา พูดพม่าได้ พูดอินโดได้ และที่สำคัญคือ ต้องรู้จักกับวัฒนธรรมอาหารของประเทศในแทบภูมิภาคเหล่านี้ด้วย เราก็เลยนำอาหารแบบดั้งเดิมที่เขากินกันมาทำให้คนบ้านเราได้รู้จัก หรือว่าถ้าคนชาติเขามากินแล้วรู้สึกว่าได้กลับบ้าน คือเราจะไม่ปรับรสชาติเลย จะให้ได้กินเหมือนอยู่กับบ้านของเขา”

 

 

แวน ยังเล่าอย่างออกรสต่ออีกว่า เวียดนามจะไปอยู่กันเป็นเดือนๆ ไปลงเรียนทำอาหาร ไปกินกับชาวบ้าน ไปกินข้างถนน “แล้วก็ไปดูกรรมวิธีการปรุงของเขา จนจับเทคนิคได้ อย่างน้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะ น้ำสลัด เขาจะเอามาจากมะพร้าว แล้วก็จะเอาน้ำมะพร้าวหอมมาต้มเคี่ยวจนเป็นน้ำเชื่อม มันจึงมีรสชาติที่ไม่ได้หวานโดด มันจะหอมและกลมกลอม และเขาจะน้ำส้มสายชูที่หมักจากข้าว ไม่เปรี้ยวแหลม ไม่หวานแหลม รสชาติก็จะกลมกล่อม นวลๆ”

เขายังบอกอีกว่า เสน่ห์ของอาหารเวียดนามนั้นเป็นเรื่องของความสดจากธรรมชาติ เป็นเรื่องสุขภาพ ผักสด ปลาสด ใช้เครื่องเทศที่เป็นของสดเยอะ ค่อนข้างเน้นไปทางผัก

กระทั่งอาหารของมาเลเซีย เขาก็ไม่ละเลยที่จะไปเรียนรู้ “เราจะเดินทางไปปีนัง เขาบอกว่ามาที่นี่ก็ต้องกินชาก๋วยเตี๋ยว มันน่าจะดังเหมือนผัดไทยบ้านเรา แต่มันกลับดังแค่คนในประเทศของเขาซึ่งเขาก็ชอบกันมาก เราก็ไปเรียนรู้ว่าทีเด็ดเขาอยู่ที่ซอสอันหนึ่ง เวลาผัดเขาก็จะเอาซอสตัวนี้ใส่ลงไปผัดด้วย เวลาเราสั่งเราก็สั่งซอสเขามาด้วย บอกว่าอยากกินรสจัด เราก็เอามาชิมและค่อยแกะเอา เออมันมีกะปินะ แต่พอเอาไปผัดเราไม่ได้กลิ่นกะปิเลย เวลาทำก็แค่นำกะปิไปผัดในน้ำมันพร้อมกับพริกชี้ฟ้าแดง แล้วก็เคี่ยวจนเป็นคาราเมล เราก็ลองกลับมาทำก็เหมือนเลย มันเป็นอาหารของชาวประมงของเขาที่เขาจะนิยมกันมาก”

อาหารจากบาหลีเป็นอีกดินแดนที่เขาออกแสวงหา “มีคนบอกว่าไปบาหลีต้องแวะมาที่ร้านนี้เลย เราก็จะไปกินที่ร้านนี้ ชื่อร้านเดอร์ตี้ดั๊ก ร้านเป็นบังกะโล อยู่กลางทุ่งนาเลย เราก็สั่งเป็ดทอดมากิน เฮ้ยทำไมมันอร่อยอย่างนี้ ไปทีไรก็จะต้องแวะไปกิน เราก็สนใจทำไมมันอร่อย เนื้อเป็ดแบบกรอบนอกนุ่มใน เหมือนของฝรั่งเศสเลย เราก็กลับมาทำ นำไปตุ๋น เอ๊ย…ไม่ใช่มันร่อนไป ก็ลองเอามาทำหมักในเครื่องเทศนำไปทอด นำไปอบก็ยังไม่ใช่ สุดท้ายก็เลยนำเป็ดไปหมักเครื่องเทศหนึ่งคืน เพื่อให้เครื่องเทศมันซึมเข้าเนื้อ แล้วลองนำมาตุ๋น เออมันใช่เลย กลายเป็นเมนูขายดีไป”

แวนยังคงเดินทางต่อไปที่อินโดนีเซีย เพราะเสาะหารสชาติต้นตำรับแล้วพบว่าอาหารของที่นี่มีรสชาติและหน้าตาคล้ายกับอาหารในบ้านเรา ที่มีทั้งกะทิและเครื่องแกง จะต่างกันก็ตรงกรรมวิธีการทำเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง อย่างแกงเขาจะทำให้ข้นๆ เขาก็จะใช้แคนเดิลนัต ส่วนบ้านเราก็จะใช้แมกคาเดเมียบดใส่ลงไป อีกอย่างที่โดดเด่นก็คือ จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นเครื่องเทศอย่าง ยี่หร่า กับเมล็ดผักชี ซึ่งเขาจะใช้เยอะกว่าเรา อาหารก็ออกจะรสชาติเค็มๆ อาหารอินโดฯ เขาจะไม่มีเปรี้ยว และจุดเด่นอีกประการก็คือ จะชอบกินน้ำพริกแบบบ้านเรา ซึ่งมีให้เลือกกินสารพัดน้ำพริกกันทีเดียว

เริ่มต้นเปิดประตูต้อนรับ AEC ด้วยเมนูของกินเล่นอย่าง เปาะเปี๊ยะทอด สูตรจากเวียดนาม ที่นำแป้งส่งเข้ามาจากเวียดนาม ที่ไส้อัดแน่นมาด้วย หมู กุ้ง ไก่ พร้อมผักสดแล้วนำไปทอดจนเหลืองกรอบ เสิร์ฟพร้อมผักสลัดและน้ำจิ้มสูตรของเวียดนามที่ใช้น้ำมะพร้าวเคี่ยวจนหวานหอม

 

ต่อด้วยเมนูขึ้นชื่อจากปีนัง ชาก๋วยเตี๋ยว คล้ายกับก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ที่อุดมไปด้วยกุ้งสดตัวเขื่อง ปลาหมึก กุนเชียง ที่ไม่เหมือนบ้านเราคือ ใส่หอยแครงที่ทำให้เมนูนี้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นำไปผัดกับซอสต้นตำรับของมาเลย์ กลายเป็นเมนูที่อร่อยแบบครบรสทีเดียว

ถึงคราวของเมนูเด่นจากอินโดนีเซีย ซุปไก่เหลืองอินโดนีเซีย หรือที่บ้านเขาเรียกกันว่า Sato Ayam นับเป็นอาหารประจำชาติของเขา หน้าละม้ายต้มจืดในบ้านเรา ทว่าใส่เครื่องแกง เพิ่มความหอมและสีสันด้วยขมิ้น ยี่หร่า ตะไคร้ และหอมซอย พร้อมใส่ไข่ และมะเขือเทศ เสิร์ฟพร้อมข้าวเกรียบและหอมซอยทอด

มาถึงเมนูสุขภาพจากเวียดนามอย่าง ปลากะพงใบตอง หน้าตาคล้ายกับปลากะพงนึ่งมะนาว แต่รสชาติไม่จัดจ้านเท่า ปลากะพงนึ่งราดด้วยซอสน้ำยำที่มีใบมะกรูดซอย พริกชีฟ้าแดงสับ น้ำมะนาว และน้ำปลา พร้อมต้นหอมซอย เสิร์ฟเคียงกับแตงกวาและผักดอง สัมผัสได้ถึงความสดชื่น

 

ต่อด้วยเมนู สลัดรากบัว เมนูยอดนิยมจากเวียดนาม เอารากบัวกับผักมาดองแบบฝรั่ง คือดองในน้ำส้มสายชูหมัก และปรุงรสด้วยน้ำมะพร้าวผสมกับผักสด กุ้งแห้ง อร่อยแบบเนียนๆ

ส่งท้ายมื้อด้วย บีบอันดัง จากอินโดนีเซีย เอาเนื้อมาผัดเครื่องแกงหรือพริกของอินโดนีเซียจนแห้ง ด้วยการใช้น้ำมันจากมะพร้าว จะให้รสชาติที่เค็ม เผ็ด เสิร์ฟพร้อมข้าวอบขมิ้น ช่างเป็นการปิดท้ายมื้อที่แสนพิเศษทีเดียวครับ

สัมผัสรสชาติอาหารไทยต้นตำรับ รวมถึงสำหรับ AEC ได้ที่ร้านท้าวทองกีบม้า (Marie Guimar) ซอยทองหล่อ 15  เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00-22.00 น. โทร. 02-712-8036

 

ฮกหลี นู้ดเดิ้ล รวมของอร่อยเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 16:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413093

ฮกหลี นู้ดเดิ้ล รวมของอร่อยเด็ด

โดย…พี่เวส ภาพ กีกี้

วันนี้ขี่เวสป้ามาไกลกว่าเดิมสักหน่อย ตะลุยกันมาถึงย่านอุดมสุข เพื่อพามาพิชิตความอร่อยตามที่เพื่อนแนะนำ นั่นคือร้าน ฮกหลี นู้ดเดิ้ล แค่เห็นคนแน่นขนัดตาก็พอจะเดาได้ว่ารสชาติของอาหารร้านนี้ต้องไม่ธรรมดา พอได้ลิ้มรสต้องบอกเลยว่าสมคำที่เพื่อนผมบอกเอาไว้จริงๆ

ฮกหลี นู้ดเดิ้ล รวมของอร่อยเด็ดไว้มากมาย เริ่มจากบะหมี่หมูแดง หมูกรอบ ที่พิเศษตั้งแต่เส้นบะหมี่ที่เจ้าของร้านเขาไปเรียนทำเส้น เรียนทำเกี๊ยวเอง จนได้สูตรของตัวเอง เส้นบะหมี่ของร้านนี้เป็นบะหมี่ไข่เส้นเล็กๆ เหลืองๆ เหนียวนุ่ม ลูกค้าเรียกกันติดปากว่าบะหมี่ฝอยทอง เมื่อได้น้ำซุปที่กลมกล่อมบอกตรงๆ ว่ายิ่งอร่อยเด็ด

ด้านเกี๊ยวกุ้งก็อัดแน่นไปด้วยกุ้งตัวอวบๆ เต็มปากเต็มคำ เหมือนกำลังเด้งดึ๋งอยู่ในปากเวลาเคี้ยว และยังสัมผัสได้ถึงเนื้อหมูสับที่สับปนลงไปกับกุ้ง อร่อยมาก

 

นอกจากบะหมี่ เกี๊ยวกุ้ง ที่นี่ยังการันตีความอร่อยด้วยข้าวหมูแดง หมูกรอบ แม้จะหั่นบางไปนิด แต่แอบอร่อยด้วยการติดมันและไม่ยุ้ยจนเกินไป ด้านหมูกรอบก็อวบอิ่มชิ้นโต จะสั่งเป็นข้าวรวมก็จะเสิร์ฟมาพร้อมกันทั้งหมูแดงหมูกรอบ ราดด้วยน้ำซอสสูตรเข้มข้นที่ทางร้านปรุงใหม่ทุกวัน

ที่ไม่อยากให้พลาดอีกอย่างก็คือ ข้าวหน้าเป็ด ทางร้านคัดสรรเป็ดชั้นดี เนื้อนุ่ม หนังกรอบ เนื้อไม่แข็งแต่ชุ่มฉ่ำ ยิ่งราดน้ำเป็ดยิ่งทำให้นุ่ม จะสั่งเป็นข้าวหน้าเป็ด หรือบะหมี่เป็ด ก็ล้วนอร่อยเด็ดไม่แพ้กัน

ว่างเมื่อไหร่ก็แวะไปชิมกัน แนะนำว่าอย่าไปช่วงเที่ยงเพราะคนจะแน่นร้านมากฮกหลี นู้ดเดิ้ล ถนนสุขุมวิท 103 (อุดมสุข) ซอย 49 เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-01.00 น. โทร. 02-730-0061, 08-1852-6770

 

ขนมเปี๊ยะบ้านแม่มดเหนียวนุ่มหอมมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413092

ขนมเปี๊ยะบ้านแม่มดเหนียวนุ่มหอมมัน

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

นมเปี๊ยะมีมากมายหลากหลาย ทั้งขนาดใหญ่ขนาดเล็กแบบต้นตำรับอันใหญ่ๆ และแบบประยุกต์ใหม่ให้กินง่ายพอดีคำ แต่ที่อร่อยหอมเหนียวนุ่มไม่ติดคอ แบบหยิบเพลินเคี้ยวมันนั้นหายาก แต่ถ้ารักที่จะกินของอร่อยเราต้องตามหาจนเจอ

 

ที่อร่อยจริง ทั้งบรรจุภัณฑ์ก็น่ารับประทาน ดูดีเหมาะที่จะซื้อเป็นของขวัญของฝากญาติผู้ใหญ่แล้วละก็ มีมาแนะนำในวันนี้ก็คือ ขนมเปี๊ยะบ้านแม่มด ซึ่งเพิ่งเปิดตัวมาได้ 4 ปีมานี้เอง โดย มด-ณัดฐชา พวงเข็มแดง เจ้าของเล่าว่า เธอเพิ่งทำขนมขายมาได้ 4 ปีมานี้เอง เดิมก็ทำรับประทานกันในบ้านแล้วมอบให้ญาติสนิทมิตรสหายเป็นของขวัญของฝาก ก็ขายกันในหมู่คนแคบๆ แบบปากต่อปาก ฝากซื้อฝากสั่งกันมาจนมีออร์เดอร์เยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยเริ่มเปิดหน้าร้านขายที่บ้าน ติดกับวัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี

 

เธอเล่าว่า เคยเป็นข้าราชการ แต่มีคุณป้าป่วยเป็นโรคไตที่ต้องดูแลเพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก เธอกับคุณแม่อยากหารายได้พิเศษเพื่อไว้รักษาคุณป้า พอดีมีสูตรทำขนมเปี๊ยะจากคุณยายที่ทำรับประทานกันเองในบ้าน ก็เอามาทำปรับขนาดให้รับประทานง่ายขึ้น ทำบรรจุภัณฑ์ให้ดูทันสมัยดูดี ทำมาได้แค่ปีเดียวก็ขายดีมาก เลยเปิดหน้าร้านขายที่บ้านทำเองในบ้านมีลูกจ้าง 4-5 คน เป็นโฮมเมด

 

“มดลงมือทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่กวนไส้ ปั้นแป้ง ตื่นมาเตรียมอุปกรณ์ตั้งแต่ตี 4 แล้วให้ลูกจ้างมาปั้นเป็นเม็ด ตอนพักเที่ยงมากินข้าวกลางวันที่บ้านก็กวนไส้ กวนแป้งไว้ เพราะบ้านกับที่ทำงานใกล้กันขับรถแค่ 5 นาที คุณแม่อยู่บ้านก็ขายไปดูแลป้าไปเป็นฝ่ายขาย มดก็เป็นฝ่ายผลิต ทำกันในบ้าน 3-4 คน แม้จะอยู่สระบุรีลูกค้าสั่งเยอะๆ ก็ส่งนะคะผ่านรถตู้ รถทัวร์ค่ะ”

ชิมแล้วอร่อยจริง สนใจเข้าไปดูในเฟซบุ๊กขนมบ้านแม่มด โทร. 08-5185-3916

 

ฟูล เฟลเวอร์ ความอร่อยจัดเต็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 16:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413090

ฟูล เฟลเวอร์ ความอร่อยจัดเต็ม

โดย…ซิตี้กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

กลิ่นหอมๆ ของเมนูอาหารไทยโชยยั่วน้ำลายเมื่อเรากำลังเดินไปที่ร้านฟูล เฟลเวอร์ (Full Flavor) ชั้น 6 อาคารเดอะ เฮลิกส์ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ เป็นร้านอาหารไทยที่นำเมนูที่เราคุ้นเคย มาเพิ่มรสชาติให้อร่อยจัดจ้าน เพิ่มคุณภาพอาหารและความใส่ใจในการประกอบอาหารทุกจาน ให้เหมือนกับที่เราทำให้คนในครอบครัวได้รับประทาน จนได้รับการยอมรับจากลูกค้า ให้สามารถนำเมนูอาหารแบบไทยๆ ขึ้นเทียบเคียงร้านอาหารต่างประเทศ

 

ฟูล เฟลเวอร์ วางจุดเด่นของร้านด้วยการนำเสนอเมนูอาหารไทยรสชาติจัดจ้านแบบไทยๆ ใช้วัตถุดิบแท้และส่วนผสมเครื่องปรุงทำมือ ตำเองคั่วเองเพื่อให้รสชาติและความหอมของเครื่องปรุงอร่อยที่สุด คัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดนำมาประกอบอาหารในแต่ละจาน

บรรยากาศร้านตกแต่งแบบไทยโมเดิร์น ให้อารมณ์ร้านอาหารตึกแถวย่านถนนพระอาทิตย์ ผสานความเป็นโมเดิร์นเข้าไปอีกนิด ให้แลดูเป็นร้านอาหารสมัยใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์รสชาติแบบไทยเดิม

เมนูแนะนำ คือ เมนูเย็นตาโฟสูตรพิเศษ ที่ให้รสชาติความหอมกลมกล่อมของเครื่องปรุงเย็นตาโฟ ใส่กุ้งแม่น้ำเผาตัวโตและเครื่องทะเลจัดเต็มในชาม มีให้เลือกทั้งสูตรธรรมดาและต้มยำสุดแซ่บ
ต่อด้วยเมนูหวานมันอย่างคอหมูย่างหอมๆ คอหมูย่างตัดมาเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อล้วนๆ ย่างพอสุกหอมนุ่มกำลังดี แค่กลิ่นก็ทำให้เราลืมตัวไปชั่วขณะกลับมารู้สึกตัวอีกทีก็หมดจานไปแล้ว

อีกเมนูฟิวชั่นที่เห็นแล้วต้องลอง น้ำตกปลาแซลมอน เนื้อปลาแซลมอนสดใหม่นำมาคลุกเคล้าข้าวคั่ว พริก น้ำมะนาว น้ำปลา สะระแหน่ รสชาติจัดจ้านอร่อยจนอยากให้ลองรับประทาน

 

ปิดท้ายด้วยเมนูยอดนิยมของลูกค้า บะหมี่ผัดพริกเกลือปูนิ่ม รสชาติเผ็ดร้อนพอประมาณ แต่ได้ใจตรงปูนิ่มกรอบนอกนุ่มใน อร่อยจัดเต็มสไตล์ฟูล เฟลเวอร์จริงๆ

ร้านเปิดบริการ เวลา 10.30-22.00 น. (ครัวปิด 21.30 น.) โทร. 08-6565-6636

 

ร้านบ้านเคียงน้ำ อาหารอร่อยเคียงเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413021

ร้านบ้านเคียงน้ำ อาหารอร่อยเคียงเจ้าพระยา

โดย…พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

วันนี้จะชวนทุกท่านมาสัมผัสกับบรรยากาศยามเย็นริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่าน อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ที่งดงาม พร้อมนั่งสูดอากาศอันสดชื่น รับลมแม่น้ำเย็นๆ บรรยากาศสุดชิลไปกับวิวธรรมชาติยามแสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า แต่เมื่อมาเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ อ.สามโคก แล้วไม่แวะร้านบ้านเคียงน้ำ ที่บริการอาหารไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบได้โดดเด่นไม่เหมือนใครจนกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองปทุมธานีถือว่ายังมาไม่ถึง อ.สามโคก

 

เรื่องอาหารที่ชวนสั่งให้มากินเคล้ากับบรรยากาศดีๆ รสชาติอร่อยถูกปากราคาไม่แพง เมนูส่วนใหญ่ของร้าน เน้นอาหารไทยที่รสชาติติดลิ้น เพราะทางร้านได้คิดค้นเมนูอาหารจานพิเศษเฉพาะของทางร้านขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งได้เน้นคัดสรรแต่วัตถุดิบชั้นดี มีคุณภาพ และสดใหม่ เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารจานเด็ดที่ชวนลิ้มรสอย่างมาก

จารุวัฒน์ ทองคำ เจ้าของร้านบ้านเคียงน้ำ เริ่มแนะนำอาหารจานเด็ดที่ต้องลองเมื่อมาถึงที่นี่ อย่าง เมนูปลาทับทิมหลายใจ ทางร้านนำปลาทับทิมไซส์ประมาณกิโลกรัมนิดๆ มาแล่เนื้อปลาออกหั่นเป็นลูกเต๋าพอดีคำ แล้วนำไปทอดให้กรอบนอกนุ่มใน แล้วแบ่งส่วนหนึ่งเอามาผัดกับพริกหยวกแดงเหลืองใส่ซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน อีกส่วนนำมาจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ก้างและหัวปลานำมาทอดให้กรอบ มีหลายรสอยู่ในจานเดียวกันให้ลิ้มลอง

 

เมนูนี้เด็ดจริงๆ จานต่อมา ยำแสงจันทร์ เมนูนี้จะกินเล่นหรือกินไปกับข้าวก็ได้ จานนี้นำเต้าหู้ไข่มาทอดให้ผิวของเต้าหู้กรอบ ปรุงรสด้วย น้ำยำใส่กุ้ง ปลาหมึก และหมูสับ แครอตหั่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน ออกรสเปรี้ยวหวานกำลังดี มาริมน้ำทั้งทีต้องหาเมนูปลาเด็ดๆ มาลองอีก ฉูฉี่ปลาหมอนา ร้านเขาคัดปลาหมอนาตัวใหญ่ๆ จานนี้มีกลิ่นหอมมาก และที่อร่อยที่สุด คือ เครื่องแกงที่เขาทำเอง รสชาติกลมกล่อมมาก ถ้าใครชอบเผ็ดไม่ผิดหวัง เพราะรสชาติจัดจ้าน

ขณะที่ใครชอบต้มยำน้ำใสๆ แนะนำเมนูนี้เลย ต้มยำปลาคังน้ำใส ปลาคังสดๆ เนื้อขาวๆ รสชาติดีเหลือเกิน อีกจานหนึ่งเป็น กุ้งผัดน้ำพริกเผา จานนี้ก็ไม่เผ็ดจนเกินไปนัก เพราะมีความหวานของน้ำพริกเผา อยากบอกว่าที่ร้านผัดกุ้งได้ดีมาก เขาเอากุ้งไปลวกก่อน เสร็จแล้วก็ผัดเครื่องแล้วเอากุ้งลงไปรวน แล้วก็นำขึ้นมาเสิร์ฟใส่จาน

 

 

ต่อด้วยปลาหมึกไข่นึ่งมะนาว หลายคนหลายครอบครัวก็คงอดไม่ได้ที่จะสั่งเมนูนี้มาลิ้มลอง รสชาติจี๊ดจ๊าด สมกับชื่อนึ่งมะนาวเลย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูเด็ดให้ลิ้มลอง เช่น กุ้งแม่น้ำเผา ผัดเผ็ดปลาคัง กบทอดกระเทียม ยำถั่วพู ต้มยำกุ้ง กุ้งแช่น้ำปลา ฯลฯ กินอาหารเสร็จหามุมถ่ายรูปเก๋ๆ ริมน้ำเก็บไว้เป็นที่ระลึก

 

เส้นทางไปร้านบ้านเคียงน้ำ ขอแนะนำให้ใช้ถนนทางหลวงเส้น 347 จากแยกเทคโนปทุมธานี วิ่งตรงมาแล้วเลี้ยวเข้าถนนสายเชียงราก แล้วตรงไปร้านบ้านเคียงน้ำจะอยู่ซ้ายมือ หรือสอบถามเส้นทางได้ที่ จารุวัฒน์ โทร. 08-0901-4869 ร้านเปิดบริการ 10.00-24.00 น. ทุกวัน

 

Easy Bites กระเบื้องลาบแฮมชีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 12:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/412041

Easy Bites กระเบื้องลาบแฮมชีส

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

นอกจากแป้งเปาะเปี๊ยะจะม้วนเป็นท่อนสอดไส้แล้ว ยังมีของว่างเรียกน้ำย่อยแบบไทยๆ อีกอย่างที่เราคุ้นเคยในชื่อของ “กระเบื้อง” ด้วยรูปลักษณะทำจากแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะกลมๆ ที่ผนึกเข้าหากันด้วยเนื้อสัตว์ที่บดละเอียดปรุงรส นำไปทอดให้แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะกรอบเหลือง ส่วนไส้ในนอกจากจะผนึกแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะให้ประกบกันแล้วยังให้รสชาติอร่อย ยิ่งทอดไป รับประทานไป จะยิ่งอร่อยมากกว่าทำทิ้งไว้ เพราะจะได้ความกรอบอร่อยของแป้งและรสชาติของไส้ในคำเดียวกัน

โดยมากสูตรของ “กระเบื้อง” มักมีส่วนผสมของหมูสับ หรือกุ้งสับเป็นหลัก จึงมักมีชื่อเรียกว่า กุ้งกระเบื้อง หรือกระเบื้องทะเลกรอบ ส่วนผสมง่ายๆ ที่ถือเป็นสูตรมาตรฐานคือ กระเทียม พริกไทย รากผักชี โขลกรวมกัน ขยำหรือนวดรวมกับเนื้อสัตว์สับละเอียด ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลทราย และเพิ่มความหอมด้วยซีอิ๊วขาว หรือซอสปรุงรส ทาลงบนแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะบางๆ เว้นขอบเส้นรอบวงไว้เพื่อทาไข่ไก่ตีพอแตกเพื่อให้ประกบกันได้แน่นมากขึ้น ก่อนทอดน้ำมันท่วมๆ ให้ทั้งอผ่นกรอบเหลืองได้พร้อมๆ กัน ก่อนหั่นเป็นชิ้นสามเหลี่ยม ดูคล้ายพิซซ่าอิตาเลียน

กระเบื้องกรอบ คล้ายคลึงกับอาหารอีกหลายๆ ชาติ อย่าง Quesadilla ของเม็กซิกัน จากแผ่นแป้งตอร์ตีญ่า สอดไส้เนื้อสัตว์ผัดหรือย่าง หั่นเป็นชิ้นๆ ที่ประกบกันได้แนบแน่น เพราะมีชีสชนิดยืดได้ทำหน้าที่เสมือนกาวแปะแป้งสองแผ่นเข้าด้วยกัน ชีสนอกจากจะช่วยประกบแล้วทำให้เกิดรสละมุนเข้มข้นนมเนย สร้างรายละเอียดที่น่ากินให้ชิ้นอาหารน่ากินยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเจอความยืดเยิ้มของชีส เสิร์ฟคู่กับซัลซ่าเปรี้ยวเค็มเผ็ด หรือจะป้ายกัวกาโมเล่อโวคาโดบด ส่วนวิธีเสิร์ฟกระเบื้องแบบไทยๆ ที่เราคุ้นเคย นิยมเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน ที่เรียกว่า น้ำจิ้มไก่

ผู้เขียนเลยขอนำไอเดีย “กระเบื้องกรอบ” มาดัดแปลงเป็นของว่างรสเข้มข้น ใช้เนื้อกุ้งสดหรือสะดวกเป็นกุ้งแช่แข็งก็ง่ายดี ปั่นในโถบดผสมอาหารหรือสับละเอียด หั่นชิ้นแฮมเล็กๆ ลงไปเพื่อเพิ่มเนื้อๆ หนังๆ เวลากินไปโดนกระเบื้องกรอบ เพิ่มรสชาติอร่อยเข้มข้นมากขึ้น โดยอาศัยผงลาบสำเร็จรูปโรยลงไปขยำกับเนื้อกุ้งและแฮม ก่อนจะป้ายลงบนแผ่นเเป้ง ผู้เขียนลองป้ายหนาๆ เเต่พบว่าไม่ “เวิร์ก” นัก เพราะทำให้แผ่นแป้งไม่กรอบเท่าที่ควร แนะนำให้ป้ายลงไปบางๆ แล้วโรยชีสมอซซาเรลลา ชีสจะเยิ้มเพิ่มความอร่อยให้กับกระเบื้องธรรมดาที่เราคุ้นเคยได้ ด้วยรสชาติจี๊ดจ๊าดง่ายๆ จากผงลาบ ถ้าปรุงให้สมาชิกที่เป็นเด็ก งดใส่ผงลาบ ปรับกลับมาเป็นกระเทียม พริกไทย รากผักชี แล้วใช้แฮมและชีสตามเดิม ก็อร่อยได้เหมือนกัน

กระเบื้องลาบแฮมชีส

สำหรับ 5-6 ชิ้นใหญ่

แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะแบบกลม 12-14 แผ่น

กุ้งแช่แข็ง แกะเปลือก 15-20 ตัว

แฮม หั่นเส้นฝอย 2 แผ่น

ผงปรุงรสลาบ 1 ช้อนโต๊ะ

ชีสมอซซาเรลลา ขูดเส้น 1/2 ถ้วย

ผักชีฝรั่ง ซอยบาง 1 ช้อนชา

ไข่ไก่ตีพอแตก สำหรับทาแผ่นเปาะเปี๊ยะน้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ

• ปั่นหรือโขลกเนื้อกุ้งให้เนียนละเอียด ผสมแฮม ผงปรุงรสลาบและผักชีฝรั่ง เคล้าให้เข้ากัน

• เติมชีสลงไป เคล้าเบาๆ พอให้เข้ากัน

• แผ่แป้งเปาะเปี๊ยะลงบนเขียงหรือจาน ใช้ช้อนป้ายส่วนผสมกุ้งลงบนแผ่นแป้ง เว้นขอบแผ่นแป้งไว้โดยรอบ ทาด้วยไข่ไก่แล้วประกบด้วยแป้งอีกชั้น

• ทอดน้ำมันท่วมในหม้อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางใกล้เคียงกับแผ่นแป้ง (หรือกระทะที่สามารถทอดได้ทั้งชิ้น) ที่ไฟแรงให้ส่วนแป้งเหลืองกรอบและด้านในสุกกำลังดี

• พักไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน ตัดเป็นส่วนแล้วเสิร์ฟทันทีเพื่อให้แป้งคงความกรอบและชีสละลายกำลังดี

• ตกแต่งจานด้วยพริกแห้งหั่นแว่นเล็กทอดให้สีสวย กรอบ

 

ก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านบึง สูตรเจ้าตำรับภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/411916

ก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านบึง สูตรเจ้าตำรับภาคตะวันออก

โดย…ตรีนัยน์ จันทร์ศรีชล

บรรดาก๋วยเตี๋ยวหมูสูตรดังในเมืองไทยมีอยู่หลายตำรับ แต่หนึ่งในจำนวนนั้นและเป็นตำนานของภาคตะวันออกต้องยกให้ก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านบึง หากทุกท่านได้มีโอกาสแวะเวียนผ่านมายัง จ.ชลบุรี เห็นชื่อร้านว่า “ก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านบึง” ตามมุมต่างๆ ของจังหวัดก็ไม่ต้องแปลกใจใดๆ เพราะขึ้นชื่อว่าก๋วยเตี๋ยวหมูแล้วละก็ สูตรที่เป็นตำนานโด่งดังระดับประเทศที่นักชิมต่างถิ่นยังต้องดั้นด้นไปเข้าคิวรับประทานกันเนืองแน่นต้องที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านบึง

สำหรับก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านบึง สูตรต้นตำรับดั้งเดิมจริงๆ แล้วตั้งอยู่ที่ ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มีร้านที่เป็นเครือญาติกันทั้งหมด 4 ร้านเท่านั้น โดยร้านก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านบึง ซอย 12 ซึ่งถือเป็นร้านดั้งเดิมร้านแรกที่ทำให้มีชื่อเสียงมาถึงทุกวันนี้ ความแตกต่างของก๋วยเตี๋ยวทั่วไปกับก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านบึง คือ น้ำซุปที่ใส่ในชามก๋วยเตี๋ยวจะต้องมีปลาหมึกแห้งเป็นส่วนผสม อันเป็นเอกลักษณ์ของก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านบึงนี้จากรุ่นสู่รุ่น จนปัจจุบันมีร้านที่ใช้สูตรน้ำซุปเดียวกับก๋วยเตี๋ยวบ้านบึงนี้อยู่ทั่วไป

 

ก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านบึงเป็นแบรนด์ท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมมากว่า 100 ปี และถือเป็นแบรนด์ที่แปลกประหลาดที่สุด คือ ไม่มีใครเป็นเจ้าของแบรนด์เหมือนอย่างก๋วยเตี๋ยวทั่วไป แค่คุณปรุงน้ำซุปที่ถูกสูตรและมีเส้นปลาหมึกฉีกโรยอยู่บนก๋วยเตี๋ยว หากคุณทำเป็นทำได้อร่อย คุณสามารถเปิดร้านและใช้ชื่อว่า ก๋วยเตี๋ยวบ้านบึง ได้ทันทีโดยไม่ต้องไปเสียค่าแฟรนไชส์ให้กับใคร และด้วยความที่แบรนด์ของก๋วยเตี๋ยวบ้านบึงที่เปิดกว้าง จึงไม่แปลกอะไรที่ชื่อของก๋วยเตี๋ยวบ้านบึงจะมีผุดอยู่ที่โน่นที่นี่ให้เห็นอยู่ทั่วไป ทั้งในแถบ จ.ชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง

ส่วนจะขายดีเหมือนเทน้ำเทท่าหรือไม่ขึ้นอยู่กับฝีมือการปรุงน้ำซุปและการบริการที่ดีของคุณเอง ก๋วยเตี๋ยวบ้านบึงมีทั้งเส้นหมี่ เส้นเล็ก บะหมี่ บะหมี่เส้นใหญ่ บะหมี่เส้นแบน วุ้นเส้น เกี๊ยวหมู จะสั่งแบบน้ำ แห้ง ต้มยำ หรือเย็นตาโฟ ก็มีให้เลือกครบทุกเมนูก๋วยเตี๋ยวหมู แต่ตัวตัดสินว่าร้านไหนสุดยอดต้องสั่งแบบก๋วยเตี๋ยวน้ำ ร้านใดที่รสน้ำซุปปลาหมึกแห้งอันเลื่องชื่อ ที่หอมน้ำต้มปลาหมึกแห้ง กุ้งแห้ง และพริกไทย ได้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัวร้านนั้นถือว่าใช่เลย

 

เคล็ดลับที่สำคัญน้ำซุปปลาหมึกแห้งนั้นต้องใช้เตาถ่านต้มเคี่ยวเพื่อเพิ่มความหอม น้ำซุปที่ใส่ปรุงก๋วยเตี๋ยวน้ำนั้นจะใส่น้ำซุปทั้งสองอย่างลงไปในชาม ทั้งน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวและน้ำปลาหมึกเพื่อให้ก๋วยเตี๋ยวมีรสชาติดียิ่งขึ้น ร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านบึงร้านใดไม่มีกั๊กเครื่องก๋วยเตี๋ยว ทั้งหมูสับ หมูชิ้น ลูกชิ้นปลา ปลาหมึกแห้ง กุ้งแห้ง ใส่โรยหน้ามาเต็มชาม เครื่องแน่นจนแทบจะมองไม่เห็นเส้นก๋วยเตี๋ยวเลย รับรองลูกค้าเต็มร้านนั่งนับเงินกันเพลินเชียว

ส่วนก๋วยเตี๋ยวบ้านบึงสูตรต้นตำรับเก่าแก่ของแท้มีเหลืออยู่ 4 เจ้า เจ้าของร้านทั้ง 4 ล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน รับสูตรก๋วยเตี๋ยวตกทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นก่อน ส่วนร้านอื่นๆ ที่ใช้ชื่อก๋วยเตี๋ยวบ้านบึง บ้างเป็นเครือญาติห่างๆ บ้างก็ซื้อสูตรไปทำ จึงใช้สิทธิใช้ชื่อตามต้นตำรับ

สำหรับ 4 ร้านต้นตำรับนั้น ร้านหนึ่งอยู่ตัวเมืองชลบุรี ร้านอยู่ใกล้กับวัดอินทาราม ติดกับร้านดอกไม้ ใช้ชื่อร้าน “ดวงโภชนา” อีก 3 ร้านอยู่ที่บ้านบึง ร้านแรกอยู่ในซอย 23 เป็นซอกตึกติดกับธนาคารกรุงไทย สาขาบ้านบึง ติดป้าย “ดวงโภชนา” เหมือนกัน เป็นน้องสาวร้านในตัวจังหวัด เรียกแบบกันเองว่าร้านเจ๊เซาะเอ็ง อีกสองร้านอยู่ในซอยถัดไป ข้างธนาคารพาณิชย์ชื่อดัง สาขาบ้านบึง ชื่อร้านก๋วยเตี๋ยวโอเคทั้งคู่ ตั้งร้านหันหน้าชนกัน รสชาติใกล้เคียงกันนี่คือร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านบึง สูตรต้นตำรับเก่าแก่ของแท้มี 4 สาขา ที่ชาวชลบุรีภาคภูมิใจ

 

เครซี่ แครบ ฟินเวอร์กับปูตัวโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2559 เวลา 18:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/411815

เครซี่ แครบ ฟินเวอร์กับปูตัวโต

โดย…ซิตี้กาย

ลำพังชื่อร้าน เครซี่ แครบ (Crazy Crab) ก็บอกใบ้เป็นนัยๆ อยู่แล้วว่า นี่คือร้านอาหารของคนคลั่งปู พระเอกของร้านคือ เมนูปูตัวโตที่อิมพอร์ตมาจากฝรั่งเศส แล้วมาปรุงรสในสไตล์นิวออร์ลีนส์ นอกจากตัวชูโรงอย่างปูแล้ว ทางร้านยังมีอาหารทะเลสดๆ อย่าง ล็อบสเตอร์ หอยแมลงภู่ กุ้งตัวโต ไว้บริการด้วยเช่นกัน

มาถึงหน้าร้านลูกค้าจะพบกับภาพปูยักษ์สีสดใสบนผนังปูนเปลือยต้อนรับอยู่ด้านหน้า พอเปิดประตูเข้ามาในตัวร้าน จะพบกับบรรยากาศที่โปร่งโล่ง นั่งสบาย เน้นใช้โทนดำและสีไม้ให้ดูสบายตา

 

ซิกเนเจอร์ชูโรงที่ไม่ว่าโต๊ะไหนก็สั่ง คือ Atlantic Brown Crab เมนูปูยักษ์จานโตเสิร์ฟกับมันฝรั่ง ข้าวโพดหวานและข้าวโพดข้าวเหนียว ราดด้วยน้ำซอสที่ปรุงออกมาในสไตล์นิวออร์ลีนส์แบบดั้งเดิม คือ ใช้เครื่องเทศคาจัน เป็นส่วนผสมหลัก ทำให้ได้ซอสที่ยังคงกลิ่นสมุนไพรแบบยุโรป แต่ได้รสจัดจ้านสไตล์แอฟริกา จานนี้เชฟรับประกันความสด เพราะอิมพอร์ตปูมาแบบเป็นๆ

ถัดมาคือ เอตูเฟ หลายคนเห็นแล้วอาจเรียกว่าข้าวราดแกง แต่จริงๆ แล้วเมนูนี้เป็นการรวมตัวของกุ้งขาวเครย์ฟิช หอยแมลงภู่ และไส้กรอกโฮมเมดนำมาผัดกับซอสมะเขือเทศที่ปรุงรสกับหอมใหญ่ เซเลอรี่ และพริกระฆัง เสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิ

 

จานต่อมาอลังการไม่แพ้กัน สำหรับ Prawn Thermidor เมนูนี้สั่งแล้วต้องอดใจรอ 15-20 นาที เพราะปรุงสดทุกจาน ทีเด็ดอยู่ที่ล็อบสเตอร์ตัวใหญ่ปรุงรสเข้มข้นด้วยเครื่องเทศ ก่อนจะท็อปด้วยชีสเสิร์ฟกับสปาเกตตีผัดทรัฟเฟิลครีมซอสและเห็ดทรัฟเฟิล

จบของคราวอย่าลืมของหวาน ที่นี่มีของแปลกอย่างไอศกรีมเบียร์สิงห์ หรือจะสั่งม็อกเทลมาจิบให้ชื่นใจก็ได้

 

ร้านเครซี่ แครบ ตั้งอยู่ชั้น 3 โครงการซีน สเปซ ซอยทองหล่อ 13 เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-02.00 น. โทร. 02-713-9581